สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เป็นอีกหนึ่งทริปครับที่ผม เฟรมคุง มีโอกาสได้ไปใช้เวลาในปิดเทอมภาคฤดูร้อน มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่เขาว่ากันว่า เต็มไปด้วยของอร่อยๆ และยังมีวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติที่สวยงาม ที่ไม้ว่าใครมาก็จะต้องได้ภาพสวยๆ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่า เด็ดจริงๆ ! ไปพิสูจน์มาแล้วครับ และก็หวังไว้เช่นเคยว่า บล็อกนำเที่ยวไต้หวันครั้งนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวในไต้หวัน เช่นเดียวกับบล็อกท่องเที่ยวตอนอื่นๆของเฟรมคุงที่ผ่านมาครับ

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

วันที่เดินทาง : 20-25 กรกฎาคม 2558 (เป็นช่วงฤดูร้อนและฝนตกบางวัน)

แผนที่การเดินทาง :
20 ก.ค. : เดินทางถึงกรุงไทเปเย็นๆ เที่ยวในตัวเมือง
21 ก.ค. : ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) และพักที่นี่
22 ก.ค. : เมืองฮวาเลี่ยน ชมอุทยานแห่งชาติ Taroko (ไถ่ลู่ก้อ) และพักที่นี่
23 ก.ค. : ปั่นจักรยานที่เมือง Fulong (เช้า) ตลาด Jiu Fen (เย็น) และกลับมาพักที่ไทเป
24 ก.ค. : เที่ยวตัวเมืองไทเป และเดินทางไปนอนที่สนามบิน
25 ก.ค. : เดินทางกลับประเทศไทย

สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อเที่ยวไต้หวัน !

1. ที่พัก : จริงๆก่อนที่เราจะทำวีซ่าไต้หวัน สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือข้อมูลเที่ยวในไต้หวันครับ ตั้งแต่ที่พัก, แผนการท่องเที่ยวต่างๆ โดยที่พักเดี๋ยวนี้นอกจากโรงแรมที่สามารถหาจองได้ใน Booking.com ก็ยังมีตัวเลือกจากเว็บไซต์อื่นๆอีกเพียบ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแผนการท่องเที่ยวล่ะครับ มือใหม่อย่างผม จะยังไงก็ขอให้อยู่ใกล้สถานีรถไฟไว้ก่อน

2. แผนท่องเที่ยว : ลองนึกดูก่อนครับว่า อยากจะไปสัมผัสกับไต้หวันในรูปแบบไหน จากนั้นก็ลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทำการบ้านเรื่องตารางเวลาครับ ซึ่งแน่นอนว่าบล็อกตอนนี้จะพยายามให้คุณผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการทำแผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ ส่วนจะไปปรับเปลี่ยนอย่างไร ก็ตามใจคุณผู้อ่านเลยครับ ^^

3. วีซ่า : ประเทศไทยยังต้องใช้วีซ่าสำหรับการเดินทางไปเที่ยวที่ไต้หวันครับ เนื่องจากผมไปติดต่อขอวีซ่าท่องเที่ยวไต้หวันที่เกาหลี สถานที่อาจจะแตกต่างกันสักเล็กน้อย แต่เอกสารที่ต้องใช้สำคัญๆ ก็คงเป็น แบบฟอร์มใบขอวีซ่า (ซึ่งต้องกรอกออนไลน์แล้วปริ๊นท์ออกมา), รูปถ่ายพื้นหลังขาว 2 ใบ , พาสปอร์ต, Bank statement (ขอได้จากธนาคาร), แผนการท่องเที่ยวโดยคร่าว ว่าวันไหนไปเมืองอะไร, ใบจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม, เอกสารรับรองการทำงาน หรือรับรองความเป็นนักเรียน (กรณีเป็นนักเรียน), ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า โดยรายละเอียดสามารถไปอ่านได้ในกระทู้ของคุณ kongkutong Pantip ได้เลยครับ!

ออกเดินทาง ~! มุ่งหน้าสู่สนามบินเถาหยวน

ผมเดินทางจากเกาหลีใต้ ด้วยสายการบินไทยครับ จากเกาหลีใต้มาที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน (Taoyuan International Airport) ใช้เวลาแค่ 2 ชม. ครึ่งโดยประมาณ ทันทีที่ลงจากเครื่อง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานมากและไม่ซับซ้อนครับ

สิ่งที่ควรทำต่อมา…
1) ซื้อบัตร Easy card : เป็นเหมือนบัตรใช้แทนเงินสดซึ่งไว้ใช้เวลานั่งรถไฟฟ้า, ขนส่งสาธารณะต่างๆ
2) ซื้อซิมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต
3) ซื้อตั๋วบัสหรือรถไฟเข้าเมือง

มาเริ่มต้นกันทีละอย่างครับ ออกมาท่านก็จะเห็นกับเคาน์เตอร์สำหรับซื้อบัตร Easy card ทันทีเลยครับ ไม่ซื้อที่นี่ก็ยังสามารถซื้อตามร้านสะดวกซื้อ แต่เนื่องจากซื้อที่นี่ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และยังเติมเงินเข้าบัตรให้กับเราได้ด้วย จึงสะดวกดีครับ

ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ
ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ หากใช้ไม่หมดก็สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อก็ได้เช่นกัน

เดินต่อมาจะเห็นบันไดเลื่อนอยู่ขวามือ ตรงข้ามกับบันไดเลื่อน จะเห็นเป็นทางเข้าไปอีกอาคารหนึ่ง ตรงนี้เป็นจุดตั้งของเครือข่าย Chungwha Telecom ที่เราสามารถซื้อซิมเพื่อเล่นอินเทอร์เน็ตระหว่างอยู่ไต้หวันได้ครับ (ออฟฟิศที่นี่จะเปิดทำการ 08.00-22.00 น.ทุกวัน)

ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ
ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ

อินเทอร์เน็ตจากประสบการณ์ที่ได้ลองใช้ก็พบว่าสะดวกสบายมากครับ ส่วนใหญ่ครอบคลุม 4G สัญญานทั่วถึงแม้แต่กระทั่งอยู่บนภูเขา ราคานี้ก็เป็นแบบ Unlimited ดังนั้นก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจเลย แต่จริงๆแล้วโรงแรมส่วนใหญ่ก็มีไวไฟไว้ให้บริการด้วยล่ะครับ

เนื่องจากผมเดินทางถึงค่ำ การเดินทางไปตัวเมืองไทเปจึงขอเลือกเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง HSR ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาทีไปยังตัวเมืองครับ ซึ่งปกติแล้วสามารถไปตัวเมืองได้ด้วยกัน 2 วิธีหลักๆ คือ
1) นั่งรถบัสยิงยาวจากสสนามบินไปสถานี Taipei Main Station ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่าเสียหาย NT$125 ซึ่งสะดวกและคุ้มสำหรับผู้ที่มีเวลาครับ
2) เลือกนั่งรถไฟความเร็วสูง HSR

ขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับรถไฟในไต้หวันให้ฟังคร่าวๆก่อนครับว่า รถไฟในไต้หวันมี 3 แบบหลักๆด้วยกันครับ
1) รถไฟความเร็วสูง จะเรียกว่า HSR ครับ (ครอบคลุมเฉพาะฝั่งตะวันตกของไต้หวัน)
2) รถไฟปกติ เรียกว่า TRA (ครอบคลุมทั่วไต้หวัน)
3) รถไฟใต้ดิน เรียกว่า MRT (ครอบคลุมในตัวเมืองไทเป)

เนื่องจากตอนที่ผมเดินทางไป ยังไม่มีสถานีรถไฟ HSR ที่เชื่อมตรงจากสนามบินไปยังตัวเมือง จึงต้องขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานี HSR ที่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือสถานี HSR Taoyuan ครับ โดยต้องลงบันไดเลื่อนมาหาซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ที่ 2 U Bus บอกเขาว่าไปสถานี HSR Taoyuan (ค่าตั๋ว NT$30/20 นาที)

เมื่อถึงสถานี HSR Taoyuan ก็ไม่ยากครับ ซื้อตั๋วไป HSR Taipei Main Station ก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านตู้จำหน่ายบัตรหรือผ่านเคาน์เตอร์ก็ได้ โดยค่าเสียหายสำหรับตั๋วแบบ Reserved seat (ตั๋วจองแบบมีที่นั่ง) ไปตัวเมืองอยู่ที่ $NT175 ครับ

เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !
เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !

ก็เป็นเป้าหมายแรกของการเดินทางผ่านรถไฟความเร็วสูงที่บอกเลยครับว่าสะดวกมากๆ ที่พักของผมอยู่ในย่านท่องเที่ยวช็อปปิ้ง Ximending เมื่อไปถึง HSR Taipei Main Station แล้วผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟไปยังสถานี MRT Ximen ครับ ซึ่งสามารถตามป้ายบอกทางมาที่สถานีรถไฟใต้ดินได้เลย

เนื่องจากทริปของผมพรุ่งนี้คือการเดินทางไปที่เมือง Taichung เดินทางต่อไปชมทะเลสาบสุริยันจันทรา เพื่อป้องกันปัญหาที่นั่งเต็ม (แม้ผมจะรู้สึกว่าวันธรรมดาคนจะไม่เต็มง่ายขนาดนั้น) ผมก็ขอไปจองผ่านตู้จำหน่ายตั๋ว HSR ไปเมือง Taichung  ก่อนครับ โดยค่าเสียหายอยู่ที่ NT$765/เที่ยว ครับ

(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR
(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR

เดินทางจาก HSR Taipei Main Station มา MRT Ximen ใช้เวลาไม่นานครับ เพราะแค่สถานีเดียว ออกประตู 6 ออกมา ท่านก็จะเห็นกับสีสันยามค่ำคืนแห่งไทเป ~ Ximending อารมณ์เหมือนสยามบ้านเรา เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งบันเทิงมากมาย

ximending
เดินเอาของมาเก็บไว้ที่พักก่อนครับ ที่พักใน Ximending ผมเลือกพักที่ โรงแรม Diary of Taipei Hotel โรงแรมอยู่ในอาคารเดียวกับโรงหนังทำให้ตอนแรกแอบลังเลหน่อยว่าใช่หรือเปล่า เคาน์เตอร์อยู่ชั้นบนๆ พนักงานต้อนรับอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบตั้งใจมากครับ

Diary-of-Taipei-Hotel
ห้องพักไม่เล็กไม่ใหญ่ กำลังพอดีๆ สะดวกสบายดีครับ

จากนั้นเราก็ออกมาหาอะไรกินกันบริเวณในย่านนี้ พบว่าเป็นอีกย่านที่เดินได้ชิวๆ อยู่หลายซอยเลยทีเดียว มีค้าแบรนด์ไม่แบรนด์ปนกันไป ของกินแถวนี้เป็นสตรีทฟู้ดเรียงรายกันเต็มไปหมดเลยครับ ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องการกินมาละเอียดมาก พอค้นๆดูก็เห็นมีคนแนะนำ “บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle)” ที่เห็นว่าคนไปต่อแถวกินยาวเหยียด และส่วนมากไปยืนกินกัน พบว่าร้านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีมาก ดูพิกัดร้านจากใน Google Maps ได้เลยครับ

เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65
เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65

รสชาติเอาตรงๆผมว่าค่อนข้างเหมือนกระเพาะปลา เส้นจะบางๆ เหมือนเส้นเล็กบ้านเรา เนื่องจากอากาศมันร้อน แล้วผมก็ทานของร้อนในอากาศร้อนๆไม่เก่งซะด้วย สั่งชามใหญ่มาดูจะมากไปหน่อย บวกกับมีไก่กับหนังไก่ (เครื่อง) ใส่ให้มานิดเดียว ผมว่าไม่เหมาะกับคนไม่ชอบทานอะไรมันๆนะ เมนูนี้ขอให้ 5/10  ละกัน

ร้านข้างๆก็มีชานมไข่มุกให้กินดับร้อนหน่อย รสชาติก็โอเคล่ะ

แก้วใหญ่ NT$ 45
แก้วใหญ่ NT$ 45

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่โรงแรม เตรียมตัวเดินทางในวันถัดไปครับ

วันที่ 2 : Sun Moon Lake

วิธีการเดินทางไป Sun Moon Lake จากไทเป มีด้วยกันหลายวิธีครับ สะดวกๆ ก็คงเป็นการนั่งรถบัสตรงมุ่งสู่ทะเลสาบเลย ซึ่งก็ต้องอาศัยการจองล่วงหน้า ด้วยความที่ไม่ประสีประสากับภาษาจีน จึงขอเลี่ยงและอาศัยเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (HSR) และนั่งรถบัสเข้าต่อมายังบริเวณทะเลสาบอีกทีครับ

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า หวังว่าจะได้มีเวลาเที่ยวที่นั่นเยอะๆครับ

taichung-train-hsrบนรถไฟก็สะอาด และสะดวกมากครับ ใช้เวลานี้ไปกับการดูวิวทิวทัศน์ไม่ต้องหลับเลย

เมื่อถึงสถานี Taichung แล้ว ออกประตู 5-6 มา จะมีบริษัทรถบัส ชื่อว่า Nan Tou ครับ โดยบัสจะเข้าไปยังบริเวณทะเลสาบ และขายแพ็คเพจสำหรับการเดินทางภายในทะเลสาบ เช่น เรือ, กระเช้า แนะนำให้ซื้อแบบเป็นแพ็คเกจไปเลยครับ สะดวกดี ค่าเสียหายอยู่ที่ NT$680 

รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง
รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

ใช้เวลากันพอสมควรจนกระทั่งมาถึงทะเลสาบ ตลอดสองข้างทางนี่วิวสวยมากครับ พอเข้ามาถึงผมก็นำกระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม ก่อนที่จะเดินไปยังท่าเรือครับ เส้นทางบริเวณทะเลสาบ ก็จะประมาณนี้

route-in-sun-moon-lake

เริ่มต้นเส้นทางจากการเอาตั๋วไปขึ้นที่ท่าเรือครับ ตรงนั้นมีเหลือมาจากหลากหลายเจ้า ถามเขาเอาก็ได้ครับว่าตั๋วเราต้องไปนั่งตรงไหน เขาจะชี้ทางไปให้เรา ใช้เวลาข้ามไปเกาะต่างๆ ใช้เวลาไม่นานมากครับ

เป้าหมายแรกเป็นท่าหมายเลข 2 ครับ เป็นสถานที่ตั้งของวัด Xuanguang Temple 

วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ
วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ

เดินลงมาใช้เวลากับที่วัดแห่งนี้ไม่นานมากครับ จริงๆจุดตรงนี้ไม่ต้องจอดก็ได้ ตรงไปอีกท่าหนึ่งเลย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าที่ควร ยกเว้นใครอยากมาลองกินไข่ (เข้าใจว่าต้มจากน้ำแร่หรือน้ำชา) ต้องมาที่นี่ครับ

ไม่รอช้า เรามุ่งไปอีกท่า ท่า Ita Thao (หมายเลข 3)

Ita-Thao-Taiwanจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต Ita Thao เป็นแหล่งอาหารชั้นดีเลยล่ะครับ แต่เพราะพวกเราเดินทางในวันธรรมดา ที่มีร้านค้าเปิดไม่มาก คนก็น้อยด้วย บวกกับการที่เราอ่านภาษาจีนไม่ออก ทำให้การหาร้านกินดีๆยากหน่อย เลยไปจบด้วยการหาอะไรกินง่ายๆที่เซเว่นครับ

บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้
บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้

เดินเล่นจากจุดตรงนี้ จะมีที่ให้ขึ้นกระเช้าครับ เดินเลาะมาทางรีสอร์ทแห่งหนึ่งจะมีทางเดินเข้ามาขึ้นกระเช้า เพื่อไปหมู่บ้านพื้นเมือง Formosan

ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
บรรยากาศดี๊ดี...
บรรยากาศดี๊ดี…

เดินมาขึ้นกระเช้าครับ ในแพคเพจรวมกระเช้าไว้ให้เราแล้ว… จุดตรงนี้มีร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำบริการครับ

กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ
กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ

จุดสิ้นสุดของกระเช้า จะพาเรามาที่หมู่บ้านชนพื้นเมือง Formosan ครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการชมหมู่บ้านนี้ไม่รวมไว้ในแพคเพจ จึงตัดสินใจเดินทางกลับครับ อีกอย่างเวลาไม่ค่อยพอกับการเดินทางปั่นจักรยานต่อในตอนบ่ายนี้ด้วย

ผมมาถามทางขึ้นรถบัสรอบทะเลสาบ กลับไปจุดจอดรถบัส และท่า Sueishe (หมายเลข 1) เพื่อไปเช่าจักรยานครับ เขาก็บอกให้ผมเดินออกมาจากจุดขึ้นกระเช้าประมาณ 500 เมตร แล้วจะเจอกับป้าย … ซึ่งบอกตรงๆว่าฟังไม่รู้เรื่องครับ ก็ได้แต่อาศัยมายืนดูว่าตรงไหนมีคนมายืนรอบ้าง รถบัสจะมาจอดเป็นรอบๆครับ ระยะห่างไม่ทิ้งช่วงนานมาก

จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ
จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ

เมื่อมาถึง เราก็มุ่งหน้าไปร้านจักรยาน ซึ่งจริงๆแถวนั้นมีให้เลือกมากมายหลายร้านครับ คิดเป็นชม. ตกที่ชม.ละประมาณ NT$100  ร้านจักรยานที่เราจะไปเช่า อยู่ในซอยๆใกล้ท่าเรือหมายเลข 1 ร้านชื่อ Merida ครับ ตอนที่อ่านรีวิวในเน็ต เห็นเขาบอกว่าร้านนี้มีสองสาขา ปั่นเสร็จก็สามารถไปคืนจักรยานที่อีกสาขาหนึ่งได้

หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย
หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย

แต่ด้วยความที่ไม่สันทัดในภาษาจีน และไม่สามารถสื่อสารอะไรกับเจ้าของร้านได้เลย ผมจึงแค่ตอบตกลงไปว่า จะหลับมาคืนภายใน 5 โมงเย็นครับ เอาพาสปอร์ตของเราไปมัดจำ

ผมกับอาจารย์ปั่นไปเรื่อยๆ เก็บบรรยากาศครับ ก็ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆๆๆ เส้นทาง ถนนต่างๆเอื้อกับการปั่นจักรยานครับ ปั่นไม่หยุด ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดู GPS นำทางด้วย ก็เลยออกไปไกลสักหน่อย

เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ
เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ

พวกเราปั่นมาไกลแค่ไหนไม่รู้จริงๆครับ รู้แต่ว่า “ลืมเอาน้ำมาด้วย” เราก็รู้สึกกระหายมาก ก็ได้แต่หวังว่า ข้ามภูเขาลูกนี้แล้ว แล้วจะไปโผล่จุดหยุดพัก มีตู้น้ำขายให้เราบ้าง แต่ก็ดูท่าจะไม่เป็นอย่างนั้นครับ… ทางยิ่งชันมากๆ และบริเวณที่เป็นทางชัน เราก็ต้องแบกจักรยานขึ้นไปด้วย ทามกลางอากาศที่ร้อนชื้น และร่างกายขาดน้ำ

forest

 

ตามที่เห็นในภาพครับ ยิ่งปั่นไปเรื่อยๆ พวกเราไม่คิดว่ามันจะเป็นเส้นทางที่เราจะย้อนกลับไปจุดเดิมได้ ป่ามันรกเกินจนกว่าจะเป็นทางจักรยาน วินาทีตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าหลงแล้วครับ ! เข้าใจคำว่าหลงป่าเป็นยังไงเลย ~ แถวนั้นไม่น่าจะมีใครนอกจากพวกเราสองคน

ตั้งท่าว่าจะกลับอย่างดี แต่พอย้อนมา ก็มาเจอทางแยก เป็นสามทางแบบนี้ครับ สมองปลาไหลที่ไม่คิดจะจดจำเส้นทางอะไรแบบผม มาเจอแบบนี้ ก็ต้องเสี่ยงดวงกันล่ะครับ

เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!
เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!

ผมตัดสินใจครั้งแรก เลี้ยวซ้ายลงไป ก็พบว่าถนนไม่น่าจะใช้เส้นทางเดิมที่เราเคยมา เพราะทางชันมากๆ … ดิ่งลงเขาไปจนได้ระยะหนึ่งแล้ว เพิ่งคิดได้ ก็ต้องแบกจักรยานกลับขึ้นมาตามระเบียบครับ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง เลือกที่จะตรงไป…

และเรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นครับ !!

ระหว่างทางที่ผมปั่นจักรยาน จู่ๆก็มีแมงหวี่เขามาบินเข้าตาผม ตอนนั้นผมก็กลัวครับ หูยย.. เป็นแมงป่าด้วย กลัวว่าจะติดเชื้อต่างๆนาๆ ผมก็พยายามขยี้ตา แต่พอทันทีที่ลืมตาขึ้นมา จู่ๆ ก็มีงูดำๆ ตัวประมาณเท่าแขนผม เลื้อยตัดหน้าไปครับ

ถ้าขับรถมา ผมคงอยากจะบีบแตรใส่ อวยพรขอให้ลูกโชคดี… แต่เมื่อปั่นจักรยานมา ผมแทบสะดุ้งจนแทบจะหยุดไม่ทัน !! ผมหันกลับไปบอกกับอาจารย์ที่ตามมาติดๆข้างหลังว่า “ผมว่าไม่น่าจะใช่ทางนี้แล้วล่ะอาจารย์ เราเปลี่ยนเส้นทางกันเถอะ” ขอเปลี่ยนเส้นทางที่คิดว่าน่าจะเป็นทางกลับอย่างดื้อๆงั้นแหละ… จนอาจารย์บอกกับผมว่า “ไปต่อให้สุด” … ตอนนั้นฝืนใจมากครับ ไม่รู้ว่าจะเจอแบบนี้ออกมาตอนไหน หรือมันจะอยู่บนหัว ได้ทีแล้วก็รีบปั่นเร็วสุดชีวิตเหมือนกันล่ะครับ

จนท้ายสุดก็พบว่า ทางตรงกลางที่เราปั่นมานั่นแหละ คือเส้นทางเดิมที่เรามาจากจุดเช่าจักรยาน รวมระยะทางตามป้ายบอกทาง ก็พบว่าเราเดินทางมาไกลถึง 7 กิโลครึ่งด้วยกันครับ กลับไปอีกรอบก็ 14 กิโลพอดี … นับว่าเป็นการเดินทางและการออกกำลังกายที่สาหัสสำหรับผมในรอบหลายๆปีเลยก็ว่าได้

ก่อนจะไปส่งจักรยาน ก็ขอกลับไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับทะเลสาบสวยๆหน่อยล่ะครับ 🙂

sun-moon-lakeปั่นกลับมาทางเดิมครับ เอาจักรยานไปคืนที่ร้าน ค่าใช้จ่ายสำหรับจักรยาน เนื่องจากเราได้ส่วนลดจากคูปองแพคเกจมาครับ เลยตกที่ชม.ละ NT$85 X 2 ชม. ก็ NT$190 ครับ

เดินกลับมาที่โรงแรม จะเช็คอินหลังจากที่พวกเรามาถึงก่อนเวลา เลยได้แต่ฝากกระเป๋าไว้ โรงแรมที่เราจอง ชื่อว่าTanxiang Resort ซึ่งทำเลดีมากครับ ใกล้กับจุดขึ้นเรือ…

ตอนจองมาในเว็บ Booking นี่ก็ดูดีมากล่ะครับ ราคาก็ไม่แพงเลยทีเดียว เคาน์เตอร์เช็คอินอยู่กันคนละที่กับอาคาร ห้องที่พวกเราได้ไปอยู่ เป็นลักษณะคล้ายๆบ้านเช่า อพาร์ตเม้นต์อะไรทำนองนั้นครับ ความต้องการพื้นฐานโอเค ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก แต่ที่ผิดหวังคือ รูปภาพที่เห็นในเว็บไม่ตรงกับของจริงเท่านั้นเอง

รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ
รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ

ใครที่วางแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบ Sun Moon Lake ขอฝาก TIPS เล็กๆน้อยๆไว้ให้ดังนี้ครับ

  • ถ้าไม่คิดจะค้าง แนะนำให้มาแต่เช้า แล้วเลือกไป-กลับดีกว่าครับ รถบัสรอบสุดท้ายจากทะเลสาบ ไปสถานี HSR Taichung คือ 19.25 ถึงสถานีตอน 20:50 ครับ ทั้งนี้เพื่อการวางแผนการเดินทาง ผมได้แนบตารางรถมาไว้ด้วยครับ (คลิกที่ภาพเพื่อดูรูปใหญ่)

    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
  • ถ้าคิดจะค้าง แนะนำให้หาโรงแรมที่ดี แพงขึ้นมาหน่อย แนะนำเอาให้ครอบคลุมราคาอาหารด้วยเนื่องจากว่า ร้านอาหารในรอบทะเลสาบนี้ น้อยมากๆครับ มีก็จะเป็นแบบชุดใหญ่ๆ สำหรับทัวร์ลงเลย ไม่เช่นนั้น ก็จะได้เพิ่งพาเซเว่นอีเลฟเว่นกันไป
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ

สำหรับนักเดินทางที่ไม่สันทัดภาษาอย่างแรง ย้ำกันอีกครั้งครับว่า การหากินในริมทะเลสาบนี้ เหนื่อยสุดๆ แม้ว่าจะมีร้านอาหารดังๆมากมายแนะนำไว้ตามเน็ต แต่หากไม่ได้จองหรืออ่านภาษาจีนไม่ได้ อาจจะสั่งอาหารยากหน่อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรล่ะครับ

สรุป Taiwan First Time ของผมสั้นๆ ในสองวันแรก

  • 1. มันคือสวรรค์ของคนรักธรรมชาติจริงๆครับ ! วิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะไปที่ไหน สวยมาก
  • 2. การคมนาคมที่นี่ ดีไม่แพ้ญี่ปุ่นเลยครับ ใครจะบอกว่าที่นี่คือญี่ปุ่น เวอร์ชั่นภาษาจีน ในราคาไม่แพง ก็ถูกของเขาล่ะ !
  • 3. ภาษาจีน ! จำเป็นกับการสื่อสารกับคนท้องถิ่นโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอยู่พอสมควรครับ

เราจะพักที่นี่กันหนึ่งคืน ก่อนที่พรุ่งนี้ เราจะมุ่งหน้าไปอีกฝั่งของไต้หวัน สู่แหล่งธรรมชาติที่ผมเองก็ตั้งตารอคอย เราจะไปกันที่ อุทยานแห่งชาติ ไถ่ลู่ก้อ (Taruko National Park) ครับ ไปติดตามกันต่อได้ในบล็อกตอนนี้เลย ^_^

Comments

comments

Powered by Facebook Comments