พาไปดู “ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี” (บลูเฮาส์) แบบอินไซด์

ห่างเหินจากการเขียนบล็อกไปนานอยู่พอสมควรครับ แต่ผมหวังว่าเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นความทรงจำ และความประทับใจของผม ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่เกาหลีนี้ เมื่อผมมีโอกาสได้เข้าไปชมคอนเสิร์ตๆนีงครับ…

คอนเสิร์ตที่ผมพูดถึงนี้ เป็น คอนเสิร์ตเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลี “อารีรัง” ( “Arirang – Korea’s Quintessential Flavor and Style” Concert for Cultural Enrichment) จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองที่เพลงพื้นบ้านเกาหลี “อารีรัง” ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จาก UNESCO ครับ

ภาพประกอบจาก president.go.kr

ความพิเศษอยู่ตรงที่งานจัดใน “ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี” หรือ “The Blue House” ครับ
หลายๆคนที่เคยมาเที่ยวเกาหลี อาจจะมีโอกาสได้เห็นอาคารหลังสีฟ้าๆ อยู่ติดกับพระราชวังเคียงบกกุง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ทำการลงทะเบียนจองเข้าชมล่วงหน้านั้นไม่สามารถเข้าไปได้ครับ

อาคาร Main Building ที่เป็นสัญลักษณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี

อดตื่นเต้นไม่ได้ครับ เพราะโอกาสแบบนี้คงไม่ได้มีบ่อยครั้งนัก ผมมาถึงจุดลงทะเบียนและผ่านกระบวนการตรวจต่างๆมากมาย เหมือนกับตอนที่ตรวจในสนามบินเลย ตั้งแต่ของมีคม, ขวดน้ำ ฯลฯ กล้องถ่ายรูป !? กล้องถ่ายรูปนั้นพกเข้าไปได้ครับ ผมกังวลแทบตายว่ามันจะไม่ผ่าน เค้าให้ผมถ่ายรูปให้ดู พอมันถ่ายติด (เสียงระเบิดไม่ดังตู้มม..) เขาก็อนุญาตให้นำเข้าครับก่อนที่จะมีรถบัสมารับเข้าไปอีกอาคารหนึ่ง

ไกด์พาพวกเราไปถ่ายรูปที่ระลึกหน้าอาคารหลัก ซึ่งเป็นเหมือนห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธานาธิบดี

ภาพที่ระลึกหน้าอาคารหลักครับ

ก่อนที่จะเดินเข้าไปในบริเวณสนามหญ้านกจิวอน (녹지원) (แปลว่าสนามหญ้าเขียว) นี้ ก็จะผ่านสวนสุดแสนร่มรื่นนี้

สวนของทำเนียบ บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

อาคารนี้ชื่อว่า ซังชุนแจ (상춘재) เป็นอาคารที่ใช้สำหรับจัดเลี้ยงแขกต่างชาติอย่างไม่เป็นทางการครับ

ก่อนที่จะไปถึงบริเวณเวทีคอนเสิร์ต… ก็มีส่วนของนิทรรศการสุดยอดอาหารเกาหลี ซึ่งทั้งหมดที่จะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นอาหารเกาหลี ที่นำมาประดับตกแต่งแบบสุดๆกันไปเลยครับ ส่วนตัวไม่เคยเห็นอาหารเกาหลี ที่แต่งได้สวยงามเท่านี้มาก่อน เป็นงานศิลปะบนอาหารเกาหลีจริงๆ

นิทรรศการอาหารเกาหลีครับ เรียกว่า จัดกันได้แบบประณีตสุดๆ
อันนี้เป็นเค้กต๊อกครับ… และแน่นอนว่ามันพิเศษมากๆ คือมันสวยมากครับ 55 ผมไม่เคยเห็นเค้กหน้าตาแบบนี้ไปวางขายที่ไหนเลย (ต๊อก แปลว่า แป้งข้าวเหนียวนะครับ)
ขนมซงพยอน (송편) ที่คนเกาหลีจะทานในวันขอบคุณพระเจ้าครับ
อันนี้ก็คงไม่พ้น จัดเป็นขนมจำพวกแป้งต๊อกอีกเหมือนกัน สำหรับชื่อนี่ .. ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ
นิทรรศการอาหารที่จัดขึ้นหน้าอาคารซังชุนแจครับ

ทั้งหมดข้างบนนั้นเป็นแค่ส่วนของจัดแสดงครับ ส่วนที่ได้ลองชิมจริงๆ มีแค่นี้ครับผม 555

นี่คือที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ชิมครับ 555

ก่อนการแสดงเริ่มขึ้น ก็มีน้องๆจากโรงเรียนอนุบาล Inje nam มาขับร้องประสานเสียงเพลง “อารีรัง”
ให้ชมครับ เรียกว่า น่ารักและไพเราะ ประทับใจจริงๆ

ก่อนที่ท่านอดีตประธานาธิบดี “ปาร์ค กึน ฮเย (박근혜)” ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีนี้ จะเดินทาง
มาที่บริเวณงาน และร่วมเข้าชมงานกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง

ธรรมเนียมของที่นี่ เมื่อประธานาธิบดีเดินเข้ามา ก็จะลุกยืนขึ้นแสดงความเคารพครับ ก็อาจะได้ยินเสียงคนปรบมือแสดงความยินดีบ้างครับ (ท่านคือคนที่ใส่ผ้าพันคอสีแดงนะครับ)
ความน่ารักของท่านประธานาธิบดีอยู่ตรงที่ ท่านเลือกนั่งอยู่ท่ามกลางประชาชนคนเกาหลี ไม่มีที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้พิเศษ และท่านก็ชมงานตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีการกล่าวพูดเป็นพิเศษใดๆทั้งสิ้น (ภาพประกอบจาก president.go.kr)

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าเพลง “อารีรัง” จะมีการนำไปขับร้องอย่างหลากหลายเวอร์ชัน แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์เดียวกัน เพลงนี้ ให้ความหมายเกี่ยวกับ การผ่านความยากลำบากและทุกครั้งเมื่อได้ยินคนเกาหลีขับร้องเพลง “อารีรัง” เมื่อไร ก็ให้ความรู้สึกของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนเกาหลีครับ

และที่พิเศษของงานนี้ คือการนำนักร้องที่เป็นอันดับต้นๆของเกาหลี อย่าง 아이유 (IU) หรือ คิมแจจุง JYJ มาร่วมขับร้องเพลง อารีรัง ในเวอร์ชัน K-POP ด้วย…. เรียกว่า คืนนั้นฟินสุดๆกันไปเลยครับ และแน่นอน ว่าผมก็ไม่พลาดที่จะนำมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ…

นักร้อง K-POP ที่มีชื่อเสียงอีกคนครับ คิมชังฮุน (김창훈) ลงมายื่นไมค์ เล่นกับคนดู แล้วแถมยังไปยื่นไมค์ให้กับท่านประธานาธิบดีได้ร้องเพลงอย่างเป็นกันเองด้วย
IU ที่วันนี้มาพร้อมกับร้องเท้าแดง สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์เพลงในอัลบัมใหม่ของเธอ (The red shoes) กับผมสั้น ที่ใครๆก็พูดถึง … (หลายคนเลยที่มาคอมเมนต์เรื่องทรงผมใหม่ของเธอ ในช่องคอมเมนต์หลังจากที่ผมอัพคลิปวิดิโอลง YouTube)

แหมจะมากันแต่ภาพก็กะไรอยู่ใช่มั้ยครับ ไปดูวิดิโอกันดีกว่า ^_^

เพลง Arirang (아리랑) โดย 아이유 (IU) :

เพลง 좋은 날 (Good Day) โดย 아이유 (IU) :

เพลง Arirang (아리랑) โดย 김재중 คิมแจจุง JYJ :

ก่อนที่งานจะสิ้นสุดลง ก็มีน้องๆนักแสดงที่แสดงไปเมื่อเช้า มาเชิญท่านประธานาธิบดี ไปร่วมร้องเพลงปิดท้ายงานด้วย เป็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่น และน่ารักมากๆครับ

ก่อนที่ผมจะกลับมาพร้อมกลับถุงของที่ระลึก ที่ประกอบไปด้วย กลอง, กระเป๋าผ้า, ผ้าพันคอ และผ้าห่ม


นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของผมครั้งนึงที่ได้รับโอกาสที่ดี และหายากเช่นนี้ และผมก็ไม่อยากให้โอกาสนี้ตกเป็นของผมคนเดียว ขอนำบรรยากาศ ความสุขที่ได้รับทั้งหมดในวันนี้ ส่งต่อไปหาคุณผู้อ่านทุกท่านด้วยบล็อกตอนนี้

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ 😀

2 วันในกรุงเทพ : พาคนเกาหลีเที่ยวเมืองไทย !

ความฝันนึงหลังจากที่มีโอกาสได้ไปเรียนอยู่ต่างแดน รู้จักกับเพื่อนต่างชาติมากมาย สิ่งหนึ่งที่อยากทำ
คือการที่มีโอกาสได้กลับมาประเทศตัวเองอีกครั้งพร้อมกับเพื่อนๆ พาเค้ามาเยี่ยมบ้านชมเมืองไทยของเรา

ในเทอมที่แล้ว ผมลงวิชาเรียนนึงครับ ชื่อว่า Tutoring Program กับหนึ่งหน่วยกิตที่ผมจะต้องสอน วิชาอะไร
ก็ได้ แต่ต้องมีคนมาลงทะเบียนเรียน ซึ่งผมก็ลงวิชา ภาษาไทยไปขำๆครับ (วิชาที่จะสอน ผู้สอนต้องได้เกรด
A จากเทอมแรก หรือเป็นเจ้าของภาษา) จนแล้ววันนึง สถานะในที่ระบบลงทะเบียนก็บอกว่า มีคนมาสมัคร
เรียน ทำผมอึ้งไปสักพักนึงและอดลุ้นไม่ได้ว่า คนที่สมัครนี้คือใคร … จนถึงวันปฐมนิเทศที่เค้าจะให้ติวเตอร์
และติวตี้ ได้มาเจอกัน

วันนั้นทำให้ผมได้เจอกับพี่ โชเฮจิน (조혜진) อยู่ปี 4 คณะ Library information & Science ครับ เมื่อได้เจอกัน
คำถามแรกที่ผมอดถามไม่ได้ก็คือ “ทำไมถึงอยากเรียนภาษาไทย?” เค้าก็เล่าให้ฟังครับว่า เค้าไป Work and
travel ที่แคนาดามา ได้ไปเจอกับเพื่อนชาวไทยคนนึง สนิทกัน จนวันนึงเห็นเค้าคุยโทรศัพท์เป็นภาษาไทย
ฟังๆแล้วก็รู้สึก ‘ทึ่ง’ อยากพูดภาษาไทยได้บ้าง จึงเป็นที่มาในการลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาไทยกับผมครับ
ซึ่งในการเรียนการสอนผมก็ทำชีทสอนประกอบบ้าง พาไปกินอาหารไทยบ้าง (ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้ครับ อิอิ)

Thai restaurant in Korea
ผมทราบมาว่าเค้าชอบผัดไทยครับ เลยพาไปกินร้านอาหารไทยอยู่ระหว่างถนนมหาวิทยาลัยของผม กับ
มหาวิทยาลัยฮงอิกเค้าล่ำลือกันว่า ร้านนี้เชฟไทย บรรยากาศไทยๆด้วย เค้าก็สั่งผัดไทยครับ ผมก็เลย
ลองสั่งส้มตำไก่ย่างมาให้ลองกินด้วย ส้มตำไก่ย่าง ตีเป็นเงินไทยนี่ 800 กว่าบาทแน่ะ !! เค้าก็ชอบครับ
ผมเลยบอกเค้าว่า เนี่ย ถ้าไปที่ไทยนะ ราคาเท่านี้ กินผัดไทยได้เป็นสิบจานเลย !!
เค้าก็คิดหนักเลยสิครับทีนี้ …

วันสุดท้ายของการเรียน จะมีการนำเสนอกิจกรรม
ที่เรียนด้วยกันทั้งหมด ซึ่งเค้าก็ออกไปนำเสนอครับ ประโยคนึงที่เค้าพูดออกมาคือ เค้าชอบภาษาไทย
และตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจ ซื้อตั๋วไปเที่ยวประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ทำคนสอนอึ้งเหมือนกัน และเมื่อผมมีโอกาสจะได้กลับไทยช่วงปิดเทอมเดือนสิงหาคมนี้ ก็เป็น
ช่วงเวลาที่ตรงกันพอดี ที่ผมจะมีโอกาสได้พาเค้าไปเที่ยวเมืองไทยครับ

งานนี้ไม่ใช่ผมคนเดียว ที่จะพาเค้าไปเที่ยวตลอดช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆนี้ แต่มีเพื่อนอีกคนนึง
ยังจำได้มั้ยครับ ที่เค้าบอกว่าไปเจอคนไทยที่แคนาดา เพื่อนเค้าคนนี้ชื่อ ‘ลูกหนู’ ครับ  รุ่นเดียวกัน
กับเฟรมเลย ซึ่งลูกหนูกำลังเรียนป.ตรีอยู่ที่แคนาดา แล้วก็กลับมาบ้านช่วงปิดเทอม จึงทำให้ได้มา
เจอกันครับ เรื่องสถานที่ การเดินทาง ก็ต้องยกให้ลูกหนูและพี่ปุน พี่ของลูกหนูเป็นคนจัดการ

วันแรกเราไปกันที่ วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามครับ วัดนี้เป็นวัดที่ผมคิดว่าเป็นเอกลักษณ์
สวยงาม ปรากฏบนเหรียญบาทของเราด้วย เวลาที่เค้าได้มาเที่ยวแล้ว หากหยิบเหรียญบาทขึ้นมาดู
เค้าก็จะรู้สึกประทับใจ ว่าเค้าได้ไปที่นั่นมาแล้ว ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ (อัพเดตปี 2556) เป็น
500 บาทครับ คนไทยนั้นเข้าฟรี ดังนั้นผมบอกเลยครับว่า เป็นโอกาสที่ดีของคนไทย ที่ได้ชม
สิ่งสวยงาม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนต่างชาตินี้

เดินเข้ามาอีกนิดหน่อย ก็จะเป็นส่วนบริเวณรอบๆพระบรมมหาราชวังครับ

ซ้ายคือ ลูกหนู เพือนคนไทยที่เรียนอยู่ที่แคนาดา กับ เฮจิน และผมครับ

ก่อนที่เราจะนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ที่แน่นอนว่าที่เกาหลีไม่มีอะไรแบบนี้ เค้าก็ตื่นเต้นสิครับ ถ่ายแทบทุกช็อต ขณะตอนกำลังนั่ง
ก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายด้วย เรานั่งไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวๆท่าพระจันทร์ครับ ตอนแรกว่าจะนั่งเรือข้ามไปอีกฝั่ง แต่ดันเป็น
ช่วงพัก รอไม่ไหวจึงเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อยครับ

ผมก็เพิ่งจะมีภาพที่ถ่ายบนตุ๊กตุ๊กก็วันนี้ล่ะครับ ^^
เฮจินบอกพวกเราว่า ถ้าเค้าเอาไปเปิดขายแถวๆบ้านเค้านะ ป่านนี้เค้ารวยไปแล้ว… 55 ที่กินเป็นก๋วยเตี๋ยวครับ

เราเดินทางมาต่อที่วัดโพธิ์ครับ แผนของเราก็อยากจะให้เฮจินได้เข้าไปดูความสวยงามของวัด ข้างในอุโบสถซึ่ง
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาส หรือพระนอนที่ใหญ่ และสวยงาม และมาถึงวัดโพธิ์ ที่เป็นขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง
ก็คือ การนวดแผนไทย แต่บังเอิญที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจซักเท่าไรครับ…

อ้อ ค่าเข้าชมวัดโพธิ์ สำหรับชาวต่างชาตินั้น อยู่ที่ 100 บาทครับ ค่านวดแผนไทย นวดทั้งตัว รู้สึกจะอยู่ที่
250 บาทต่อชั่วโมง สำหรับชาวต่างชาตินั้น 250 บาท ได้ครึ่งชม.ครับ

ลูกหนูภาษาอังกฤษเป๊ะมวากกก… การันตีจากแคนาดา 😀

พอฝนตกเราก็ต้องเปลี่ยนแผน เข้าไปในอาคารกันครับ เราเลยตัดสินใจ ย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม
ซึ่งเป็นตึกกระทรวงพาณิชย์เก่า ภายในก็จะจัดแสดงเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทยครับ เนื่องจากเนื้อหา
มีสองภาษา จึงได้ตัดสินใจไปที่นั่น นั่งตุ๊กๆ ออกมาจากวัดโพธิ์นั้นก็ไม่ไกลมากครับ แล้วตอนที่ไปนั่น ไม่เก็บค่า
เข้าชมสำหรับคนต่างชาติด้วย ถือว่าดีมากๆเลยครับ

ที่นี่มีชุดสมัยก่อนให้แต่งเล่นด้วยครับ ซึ่งก็พอดีที่เค้าอยากลองแต่งชุดไทยถ่ายรูป

ก่อนที่เราจะแยกย้ายกลับไปเพราะอากาศไม่ค่อยอำนวยครับ วันพรุ่งนี้ เรามีแผนที่จะไปเที่ยว ช็อปปิ้ง
ที่ตลาดนัดจตุจักร แล้วก็จะเป็นวันสุดท้ายของผมในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะต้องกลับโคราช มาเตรียมของ
เพื่อกลับเกาหลีครับ  ส่วนแผนของเฮจินนั้น จะไปเที่ยวต่อที่พัทยาและเกาะล้าน อยู่นานกว่าผมอีกหน่อย
ครับ

ตอนที่พวกเราไปเที่ยวที่วัดพระแก้วนั้น เฮจินมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินินาถ เค้าได้ไปเห็นฉลองพระองค์ขององค์สมเด็จพระราชินี แล้วก็ประทับใจมากๆ จนต้องขอมาเลือกผ้าไทยกลับไปด้วย ที่ตลาดนัดจตุจักรครับ
ผลไม้ใส่ถุง ราคา 20 บาทแบบนี้ คงหาทานไม่ได้ง่ายๆในเกาหลีล่ะครับ เฮจินก็ซื้อมากินเรื่อยๆเลย ไม่ว่าจะเป็น สัปปะรด หรือแตงโม

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ากับการที่ได้กลับมาประเทศไทย และได้ทำความฝันฝันหนึ่งให้สำเร็จ ผมเองก็หวังว่า
จะมีโอกาสต่อๆไป กับเพื่อนต่างชาติอีกหลายๆคน และยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก คนไทยในต่างแดนอีกคน
‘ลูกหนู’ และพี่ปุน ที่ดูแลเรื่องที่พักให้กับเฮจิน รวมไปถึงเรื่องการเดินทาง ความเป็นอยู่ตลอดที่อยู่ที่ไทยนี้ด้วย
คนไทยใจดีใช่มั้ยล่ะครับ 😀

ผมก็หวังว่าเค้าจะได้รับความทรงจำดีๆตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองไทยนี้ครับ เพื่อนเกาหลีที่ผมรู้จัก ไม่น้อยเลย
ที่รู้จักประเทศไทย และมีโอกาสได้มาประเทศไทย มีหลายสถานที่ (เรียกว่าเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้) ที่ได้มาเที่ยว
ไปพร้อมกับเฮจินนี้ ผมเองก็รู้สึกประทับใจและภูมิใจกับการเป็นคนไทยมาก อีกหนึ่งประสบการณ์ที่แสนประทับใจ
นี้ ก็ขอเก็บมาเล่าฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน…

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

เพิ่มเติม : เรื่องเล่าเกี่ยวกับคนเกาหลี

– มีคนเกาหลีส่วนนึงที่ไม่ชอบกินผักชีครับ แน่นอน เฮจินก็ไม่ชอบ เค้าบอกว่ามันเป็นผักชนิดนึงที่กลิ่น
มันค่อนข้างแรง และบางคนไม่ชอบถึงขนาดจำประโยคที่ว่า “ไม่ ใส่ ผัก ชี” ได้ !!
– คนเกาหลีชอบเที่ยวคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว อาจจะเป็นเพราะว่า บ้านเมืองเค้า การไปไหน
มาไหนค่อนข้างสะดวก รถไฟฟ้า รถไฟ รถไฟความเร็วสูงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง การเดินทางจึงไม่ลำบาก
– ร้านเหล้า ร้านเบียร์ ผับ เป็นสิ่งที่คนเกาหลีไม่น้อยถามหา  มีคนเกาหลีส่วนนึงที่จะชอบสังสรรค์กับ
เพื่อนๆในวันหยุด ด้วยการไปกินเหล้าเกาหลี (โซจู) หรือ เบียร์ ตามผับ หรือร้านเหล้า ดังนั้น คนเกาหลี
(ที่ดื่ม) ก็จะดื่มจัดมากๆเลยล่ะครับ
–  ถ้าพูดถึงประเทศไทย สถานที่คนเกาหลีส่วนใหญ่รู้จัก คงไม่พ้น กรุงเทพ (ภาษาเกาหลีเรียกว่า พังคก),
เชียงใหม่, พัทยา, เกาะช้าง, เกาะล้าน, ภูเก็ต ฯลฯ ครับ

ทุนรัฐบาลเกาหลี (ปริญญาตรี) ประจำปี 2557

มาแล้วครับสำหรับกำหนดการของทุนรัฐบาลเกาหลี หรือชื่อเต็มๆคือ ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2557 (ระดับปริญญาตรี) Korean Government Scholarship Program : KGSP 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างมิตรประเทศครับ

ผมและเพื่อนๆ ที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP

สำหรับข้อดีของทุนนี้ เช่นเดียวกันกับรายละเอียดการสมัคร แนะนำให้ไปอ่านตอน มารู้จักกับทุนรัฐบาลเกาหลีกันเถอะ! สิ่งที่อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อนๆ อาจจะเป็นหน้าตาของใบสมัคร ที่มีแบบฟอร์มให้กรอกเพิ่มเล็กน้อยเท่านั้นครับ เช่น รางวัลที่เคยได้รับจากหน่วยงานจากเกาหลี เรียงความยังเป็นรูปแบบเดิมถามคำถามเดิมครับผม จำนวนคนที่รับสมัครปีนี้เป็น 2 คนทั่วประเทศ (ปีที่แล้วก็เขียนไว้ 2 คน แต่รับจริง 3คนครับ)

ดาวน์โหลดใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี (ปริญญาตรี) ประจำปี 2557

สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ http://www.studyinkorea.go.kr/ ตรงหัวข้อในเมนูด้านซ้ายมือ 2014 Korean Government Scholarship Program for International Students for an
Undergraduate Degree หรือ  จากเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำ
ประเทศไทย ได้เลยครับ

โดยเอกสารให้วงเล็บมุมซองว่า “สมัครทุนเกาหลี 2014” ส่งไปยังที่อยู่ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย  “23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพ 10320” 

ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 !! ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเตรียมตัวนะครับ 😀
ยินดีตอบคำถามสำหรับทุกๆข้อสงสัย ถ้าตอบได้และสะดวกตอบนะครับ และรบกวนให้ไปอ่าน บล็อกตอนเก่าๆ และใบสมัคร เพราะเขียนข้อมูลค่อนข้างไว้ละเอียดครบถ้วนครับ

สัมภาษณ์นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี 2013

สวัสดีครับ พบกับเฟรมอีกครั้งกับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูดอกซากุระผลิเต็มถนนหนทางให้บรรยากาศ
ดีๆแบบนี้ ก็กลับมากับอีกตอนหนึ่งของตอนพิเศษ เป็นบทสัมภาษณ์ของน้องๆ ทุนรัฐบาลเกาหลี
(KGSP) ปีล่าสุด 2013 เรื่องราวชีวิตในเกาหลี และก่อนที่จะมาที่เกาหลีนี้ จะเป็นอย่างไร
ไปทำความรู้จักกับน้องๆ กันทั้งสามคนกันดีกว่าครับ…

Framekung : สวัสดีครับ อยากจะให้น้องๆทั้งสามคนแนะนำตัวหน่อยครับ
น้องนุก : สวัสดีค่ะ ชื่อ ศุภวรรณ งามประภาวัฒน์ ชื่อเล่นชื่อนุก จบจากโรงเรียนมหิดล
วิทยานุสรณ์ค่ะ
น้องขิม : สวัสดีค่ะ ชื่อ ตวงรัตน์ จูฑะศร ชื่อเล่นชื่อขิม จบชั้นมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียม
อุดมศึกษา แผนกภาษาเยอรมันค่ะ
น้องแจน : สวัสดีค่ะ ชื่อ นภัส กรวิภาสเรือง ชื่อเล่นชื่อ แจน จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
แผนกภาษาฝรั่งเศสค่ะ

Framekung : น้องๆเล่าให้ฟังได้มั้ยครับว่าเพราะอะไรถึงได้มาสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

น้องนุก : นุกมีโอกาสได้ดูโครงงานของรุ่นพี่ที่จบจากโรงเรียมหิดลฯ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย
KAIST ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ของเกาหลี พอพี่ๆกลับมานำเสนอ
โครงงาน ก็ทึ่งมาก ว่าทำได้ยังไง เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากไปเรียนที่ ม.KAIST และ
บังเอิญที่ปีนี้ ทุน KGSP สามารถเลือกมหาวิทยาลัย KAIST ได้ เลยได้สมัครมาค่ะ

น้องขิม : ส่วนตัวมีความชอบภาษาเกาหลี มีโอกาสได้เรียนภาษาเกาหลี เป็นระยะเวลาประมาณ
1 ปี ก็คิดอยากจะต่อยอด รู้จักทุนนี้จากหนังสือรวมทุน จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า มีนักเรียน
เตรียมอุดมฯ ที่เคยได้ก่อนหน้านี้ จึงเป็นที่มาของการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ

น้องแจน : ก่อนหน้านี้ก็เคยเรียนภาษาเกาหลี และเคยมาเที่ยวที่ประเทศเกาหลีกับครอบครัวค่ะ
ตอนนั้นก็ทราบมาว่า มีทุนรัฐบาลเกาหลี เลยได้เริ่มเรียนภาษาเกาหลีเป็นปี ทั้งที่ไทย และที่เกาหลี
แล้วก็สอบ TOEIC เพื่อใช้ยื่นเพิ่มเติมด้วย และแจนได้รู้จักพี่เฟรมจากเพื่อนของพี่เฟรม เลยได้
ติดตามข่าวสารทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ
Framekung : แล้วน้องเลือกมหาวิทยาลัยและคณะอะไรกันบ้างครับ ?
น้องนุก : นุกสนใจพวกนาโนวัสดุ ก็เลยเลือกมาเรียนคณะ Material science and engineering
ที่มหาวิทยาลัย KAIST ค่ะ
น้องขิม : สนใจเรียนภาษาเกาหลี แล้วก็อยากกลับมาเป็นอาจารย์สอนภาษาเกาหลี เลยเลือกเรียน
เอกภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัย Seoul National University ค่ะ
น้องแจน : ที่นี่อุตสาหกรรมด้านสื่อบันเทิงค่อนข้างพัฒนามาก แล้วหนูจบสายภาษาจากเตรียมฯมา
เลยอยากจะเรียนอะไรที่ตรงกับความชอบ เลยเลือกที่จะเรียน Mass Communications
ที่ Korea University ค่ะ

Framekung : อยากให้น้องๆเล่าถึงเรื่องราวของการเตรียมตัวใบสมัคร แต่ละคนเตรียมตัว
กันอย่างไร ใช้เวลานานกันแค่ไหนครับ ?
น้องนุก : บอกตรงๆใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อยค่ะ เอกสารที่ต้องเขียน และเอกสารที่ต้องขอ
จากอาจารย์ก็เยอะ ส่วนตอนเขียนก็อาศัยจากการอ่านเยอะๆ ดูรูปแบบการเขียนจากหลายๆคน
จนได้เป็นแนวของตัวเอง ก็เลือกที่จะเขียนให้ตรงกับสาขาที่จะสมัคร เช่น การบอกว่าเป็นนักเรียน
มหิดลฯ มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เคยทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโพลิเมอร์ที่ใช้ในการ
ส่งยาสู่เซลล์มะเร็งในสมอง ก็ได้เขียนถึงโครงงาน ประโยชน์ และการต่อยอดลงไปให้เห็นภาพด้วย
และการที่บอกว่าเรามีความสนใจด้านนี้จริงๆ มีโอกาสได้ดูงานที่ประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับด้าน
สมองเพิ่มเติม แล้วก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องราวตอนที่ได้มาเกาหลี มีโอกาสได้ไปดูการใช้ชีวิตนักเรียน
มัธยมปลายที่เกาหลี ที่คนเกาหลีให้ความสำคัญกับการเรียน อย่างตอนทำโครงงานก็จะให้เวลา
สำหรับการทำโครงงานจริงจัง เป็นส่วนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงลงไปใน Personal statement ค่ะ
น้องขิม : ขิมคิดว่า เรื่องการเขียน Personal statement หรือจดหมายแนะนำตัวเองมันคือ
การเสนอความเป็นตัวเรามากที่สุด สำหรับขิมใช้เวลาเตรียมตัวเอกสารชุดนี้นานพอสมควร
ปรับแก้ไขตลอด ตอนปรับแก้ไข ก็จะได้แนวจากแต่ละคนมาเยอะมาก แต่คิดว่า สำคัญที่สุดก็คือ
นำเสนอสิ่งที่อยากนำเสนอดีกว่า เสนอไปว่า ตัวเองอยากจะทำอะไร ให้กรรมการให้เห็นความตั้งใจ
ของเรามากที่สุด เขียนความสนใจในภาษาเกาหลี เช่น ยกตัวอย่างที่ขิมเป็นประธานชมรมภาษา
เกาหลี ที่โรงเรียนเตรียมฯ ชอบสอนจึงเป็นสมัครเป็นอาสาสมัครในโครงการของสมเด็จพระเทพฯ
รวมไปถึง รางวัลที่ได้รับ และการเขียนให้สอดคล้องกับคณะที่จะไปเรียนค่ะ
น้องแจน : เวลาเตรียมตัวจริงๆแล้วคิดว่าเป็นปี เพราะหลังจากที่ทราบว่ามีทุนรัฐบาลเกาหลี
ก็เริ่มเรียนภาษาเกาหลี สอบ TOEIC ส่วนเรื่องใบสมัคร มีเวลาได้เตรียมจริงๆประมาณ 1 อาทิตย์
เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ GAT-PAT ด้วย สำหรับการเขียนนั้น แจนมีหลักว่า พารากราฟแรก
ต้องเขียนให้จับใจคนอ่านให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเขียนลักษณะแบบตอบคำถามทันที ดังนั้นจุดแรก
ที่เขียนต้องเขียนในสิ่งที่คิดว่าทุกคนไม่มี แต่ตัวเรามี ตอนนั้นคงเป็นเรื่องที่แจนมีโอกาสได้มาเรียน
ภาษาเกาหลีที่เกาหลี ขอคุณแม่ที่จะมาเกาหลีคนเดียวเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ ตอนสมัครก็ดำเนิน
การอะไรทุกอย่างด้วยตนเองหมดเลย ตั้งแต่สมัครเรียน จนถึงหาที่พัก เล่าเหตุการณ์ตอนที่
ลงจากสนามบิน กับวินาทีแรกของการอยู่ที่เกาหลี คิดว่าคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม
สำหรับคนอ่าน แล้วก็บอกความประทับใจในประเทศเกาหลี ความตั้งใจที่จะมาเรียนในคณะ
Mass communications ที่เราหวังว่ากลับมาพัฒนาสื่อบันเทิงในประเทศไทยให้ดึขึ้นค่ะ

เอกสารของปี 2012 และ 2013 แตกต่างกันนิดหน่อยตรง Study plan หรือ แผนการเรียนซึ่งในปี 2013 ถูกแบ่งออกเป็น แผนการเรียนสำหรับมหาวิทยาลัย และ แผนการเรียนสำหรับการเรียนภาษา

Framekung : หลังจากที่ส่งใบสมัครไปผ่านเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้น ทุกคนเตรียม
ตัวอย่างไรบ้างสำหรับรอบสัมภาษณ์ ?
น้องนุก : ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่สถานทูตค่ะ ก็เลยไปบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ช่วยเทรนเรื่อง
สัมภาษณ์ให้ แล้วก็เตรียมแฟ้มสะสมผลงานเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
น้องขิม : ขิมฝึกเป็นภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษเตรียมคำถามสัมภาษณ์ แล้วก็เตรียมแฟ้มด้วยค่ะ
น้องแจน : ช่วงนั้นสอบใช่มั้ยคะ ต้องทำงานแข่งกับเวลามาก นอนตีสามทุกคืน เพื่อทำพอร์ต
พยายามแปลพอร์ตเป็นภาษาเกาหลีด้วย อยากให้กรรมการเห็นความตั้งใจ ฝึกพูด คิดคำถาม
สำคัญๆมาลองตอบดูค่ะ

Framekung : มาเล่าบรรยากาศตอนวันสัมภาษณ์บ้าง เป็นยังไงบ้าง มีคนไปวันนั้นทั้งหมดกี่คน?
น้องขิม : วันนั้นมีไปประมาณ 8 คนค่ะ เป็นเด็กเตรียมฯ 4 คน มหิดลฯ 1 คน รร.มัธยมวัดมกุฏ
กษัตริย์ 1 คน โรงเรียนจากเชียงใหม่อีก 2 คน จากทั้งหมด 60 กว่าคน เท่าที่เห็นจากกองใบสมัคร
ค่อนข้างกดดัน เพราะทุกคนเก่งๆกันทั้งนั้น พอได้เข้าไปในห้องสัมภาษณ์ก็ได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลี เอาแฟ้มที่ทำให้ดู อธิบายกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาเกาหลีในชมรม ตอนแรก
ก็ตื่นเต้นค่ะ แต่พอพูดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มดีขึ้น ไม่ค่อยตื่นเต้น ก่อนที่จะได้เริ่มพูดภาษาเกาหลี ก็เล่า
ให้ฟังหลายเรื่อง คำถามก็ค่อนข้างเป็นคำทั่วไป ทำไมถึงอยากไปเกาหลี จบไปจะไปทำอะไร
ก็พูดไปตามความจริงให้ธรรมชาติที่สุด
น้องนุก : กรรมการก็เป็นคนเกาหลี 2 คน และคนไทย 1 คนเป็นตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ
บรรยากาศก็ไม่ค่อยตึงเครียดเท่าไรค่ะ แต่ก็จะประหม่าตอนที่ต้องถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ
เข้าไปในห้องสัมภาษณ์กรรมการก็ให้แนะนำตัว และหลังจากที่เพื่อนๆ ของนุก ช่วยเหลือนุกเต็มที่
ให้ท่องแนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลี ท่องไม่ได้ ถึงกับไม่ให้เข้าห้องเลย (ฮา) เลยได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลีบ้าง .. แล้วกรรมการก็ถามต่อว่ามีอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการสมัคร เรียนคณะนี้
ทำไมไม่เรียนที่ประเทศอื่น ทำไมต้องเกาหลี จบแล้วจะไปทำอะไร มีเป้าหมายในชีวิต ทำนองนั้น
ค่ะ
น้องแจน : ของแจนก็ได้แนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลีค่ะ ได้พูดถึงความชอบประเทศเกาหลี ความที่
เกาหลีเป็นประเทศที่พัฒนา และก็คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จหากมีโอกาสได้เรียนที่นี่
โดนถามเกี่ยวกับเรื่องคณะและสาขาที่จะเรียน สิ่งที่ชอบ และประทับใจในเกาหลี และด้วยความที่
แจนมีโอกาสได้มาเรียนภาษาเกาหลีที่เกาหลี 1 เดือน ก็ทำให้มีเรื่องเล่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน
เกาหลี ให้แนะนำครอบครัวเป็นภาษาเกาหลี ตื่นเต้นมากๆ ตอนที่เราพูดไปแล้วกรรมการเขียน
คะแนนไป และที่ตกใจที่สุด คือตอนที่กรรมการเกาหลีถามกรรมการไทยให้สัมภาษณ์ เป็นภาษา
ไทยก็ได้ ว่าอยากจะสัมภาษณ์อะไรเพื่อวัด EQ เพิ่มเติมด้วยหรือเปล่า ก็แอบตกใจว่าถ้าสัมภาษณ์
จะต้องตอบยังไง แต่สุดท้ายไม่ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมค่ะ

ในปี 2013 น้องๆที่ผ่านเข้ามาในรอบสัมภาษณ์ทั้ง 8 คน มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่าง TOEFL/TOEIC กันทุกคนเลย และบางคนก็มีคะแนนสอบ TOPIK หรือคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลีด้วย


Framekung : พอได้มาใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ผ่านมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว
รู้สึกยังไงกันบ้าง

น้องนุก : นุกไม่รู้ภาษาเกาหลีมาก่อน ช่วงแรกจึงยากมาก ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็โชคดีที่ได้รุ่นพี่ช่วย
แต่พอรุ่นพี่ไม่อยู่ก็รู้สึกยากๆเหมือนกัน ก็เลยตั้งใจและเรียนหนักมาก จนแอบท้อเหมือนกัน แต่ก็คิด
เสมอว่า “ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำต่อไม่ไหวเหรอ เรียนมาตั้งนาน 3 ปีที่แล้วเหนื่อยมากกว่านี้อีก
แค่นี้ไม่ไหวเหรอ” ให้เป็นสิ่งผลักดันตัวเองตลอดเวลา ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแล้วค่ะ เริ่มเข้าใจ
ว่าเค้าพูดว่าอะไรกัน
น้องขิม : รู้สึกว่าอะไรมันก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต ผู้คน รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เพราะต้อง
ทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ต้องมีวินัย หลายคนที่อยากมาทุนเกาหลีเพราะ หลักๆจะได้มาเจอ
ดารา นักร้องเกาหลี ความรู้สึกอาจจะแตกต่างกันเลย เพราะอยู่ที่นี่ต้องตั้งใจเรียน ปีแรกที่ต้อง
เรียนภาษาเกาหลีและสอบวัดระดับให้ผ่านนั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ
น้องแจน : รู้สึกว่าแจนพัฒนาภาษาเกาหลีขึ้นมาก ตอนที่มาเรียนครั้งแรกยังไม่มีโอกาสได้พูด
ด้วยความที่เคยมาก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องการปรับตัวจึงไม่ยากมาก ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ไม่มากเท่ากับตอนที่ไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส ซึ่งแตกต่างกัน คนเกาหลีค่อนข้าง friendly
และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าได้ คือการที่ได้มาอยู่กับเพื่อนๆต่างชาติ ทำให้เจอเรื่องราวใหม่ๆ ทัศนคติ
ต่างๆก็เปลี่ยน ความรู้สึก ค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่แจนมาเที่ยว ครั้งนั้นที่แจนมา เหมือนกับว่า
เป็นการมาเที่ยว แต่นี่มันคือการใช้ชีวิต ระยะเวลาที่ต้องอยู่มันแตกต่างกัน เราจึงต้องอดทน
โดยเฉพาะตอนปฐมนิเทศ มีคำพูดหนึ่งเขาบอกว่า “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา เป็นภาษีของคนเกาหลี”
ข้อดีของทุนรัฐบาลเกาหลีนี้ คือไม่มีข้อผูกมัดอะไร และค่าใช้จ่ายที่ให้เราก็ค่อนข้างสูง จึงคิดว่า
เกาหลีเป็นประเทศที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมาก และให้โอกาสกับคนต่างชาติมากขนาดนี้ ก็ควรที่จะ
ตั้งใจให้มากที่สุด…


และทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวของน้องๆ ที่วันนี้สละเวลามาแชร์ประสบการณ์ของการเป็นนักเรียน
ทุนรัฐบาลเกาหลีครับ หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัว
เรื่องราวของน้องๆทั้งสามทำรุ่นพี่อึ้งกันไปเลยทีเดียว ภูมิหลังของน้องๆแต่ละคน ค่อนข้าง
หลากหลาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีโอกาสที่จะได้มาเรียนต่อต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่เกาหลีเท่านั้นครับ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงๆ

สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเตรียมตัวครับผม….
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

## สำหรับเว็บไซต์ไหนที่จะนำบทความ เรื่องราวของน้องๆไปลง รบกวนให้ลิงก์มาที่เว็บโดยตรง
นะครับ 😀

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

[รีวิว] ร้านอาหารไทยในเกาหลี “Thai Orchid”

อัพเดต : ปัจจุบันร้านอาหารได้เปลี่ยนใหม่ไปเป็น มหานาคา (Mahanaka Thai Eatery & Bar) แล้วนะครับ

สวัสดีครับ ตอนนี้เฟรมก็เข้าสู่ช่วงพักผ่อนหลังจากที่เรียนภาษาเกาหลี มาเป็นระยะเวลาได้เกือบปีจากพูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง กลายเป็นหนึ่งในภาษาที่เวลาเห็นทีไร สมองมันก็อัตโนมัติอ่านและแปลความหมายให้เราทันที ตอนนี้ความรู้เกาหลีก็เพียงพอระดับนึงที่จะดำรงชีวิตประจำวันได้ ไปไหนมาไหนเองได้ ดีกว่าช่วงแรกๆที่มาเยอะมากครับ…

เฟรมมีเพื่อนเกาหลีคนนึง เค้าเป็นรุ่นพี่กำลังเรียน Hybrid Engineering ในม.ที่ผมเรียนภาษามีกิจกรรมสอนภาษาที่ทำให้ผมได้เจอกับรุ่นพี่คนนี้ และได้รุ่นพี่คนนี้สอนภาษาเกาหลีให้ อยู่ช่วงนึงพี่คนนี้ชื่อ “โจซองมิน” ครับ

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ต่างคนต่างว่าง พี่เค้าเลยชวนไปเล่นที่โซล พี่แกเคยเล่าให้ฟังว่า เคยทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งนึงในโซลอยู่เป็นระยะเวลานึง เลยกะว่าจะชวนไปกิน เป็นร้านอาหารชื่อ “Thai Orchid” อยู่ในบริเวณ Itaewon ซึ่งเป็นย่านที่รวมชาวต่างชาติ และร้านอาหารนานาชาติ

เข้ามาก็พบกับบรรยากาศไทยๆ เครื่องเรือนต่างๆ สวยงาม ตอนนั้นที่ไปก็มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติและชาวเกาหลี ราคานั้น ก็แน่นอนว่าอาหารไทยในย่านคนพลุกพล่านแบบนี้ ก็สมราคาล่ะครับ

พวกเราสั่ง ปูนิ่มผัดผงกะหรี่, ส้มตำไก่ย่าง, ต้มยำกุ้ง มาทานกันครับ

หน้าตาของเมนูแต่ละรายการ ก็จะที่เห็นดังต่อไปนี้

ต้มยำกุ้ง มาในถ้วยแบบนี้ครับ
รสชาตินั้น ผมก็ขอบอกว่าใช้ได้เลย และเข้าใจว่าทำการบ้านรสชาติอาหาร ที่ต้องปรับเพื่อชาวต่างชาติได้ดีพอสมควร คือไม่เผ็ด เครื่องก็ใส่ครบทุกอย่าง เข้มข้น ถูกใจครับ
เมนูถัดมา ส้มตำไก่ย่าง ของแบบนี้ต้องทานคู่กันอยู่แล้ว รู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนมาก 555 ก็เป็นอีกเมนูที่อร่อยครับ ส้มตำก็ใส่ถัวลิสงด้วย รู้สึกว่าจะขาดกุ้งแห้ง… ไก่ก็มาพร้อมกับน้ำจิ้มไก่บ้านเราครับ
อันนี้เป็น ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ครับ เป็นอีกเมนูที่ผมคิดว่า ที่ไทยถ้าจะกินก็แพง ที่นี่ไหนๆก็แพงอยู่แล้ว เลยลองมากกินดู รสชาติก็ใช้ได้ครับ…
ได้เมนูแถมเป็น ปอเปี๊ยะ กับ เงาะน้ำกะทิครับ อร่อย สดชื่นน..
จริงๆมีเมนูข้าวเหนียวมะม่วงด้วย ถ้าไม่ได้เงาะน้ำกะทิ จัดไปแล้วนะเนี่ย…

เรียกว่าอิ่มกันไปเลยล่ะครับ สำหรับสองคน บรรยากาศดี อาหารรสชาติเรียกว่าใช้ได้แบบนี้ ผมให้ 7/10 ครับ … เมนูที่อยากให้มาทานมากที่สุด คือ ต้มยำกุ้ง ครับ … ค่อนข้างถูกใจ

เชฟที่นี่เป็นคนไทยครับ มีโอกาสได้ไปสวัสดีทักทาย ก็เห็นกำลังทำอาหารอย่างขะมักเขม้น ส่วนพนักงานรับออเดอร์ เป็นคนเกาหลี มาในชุดไทย… ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เสียดายจริงๆครับ

ก็จบไปสำหรับมื้อสุดพิเศษจากเกาหลี ที่ทำให้หายคิดถึงเมืองไทยไปได้บ้าง คนเกาหลีบอกว่าอิจฉาคุณจริงๆ ที่เกิดเมืองไทยแล้วได้กินอาหารอร่อยๆแบบนี้ตลอด …. 🙂

ฟังแล้วก็เป็นปลื้ม ว่าแล้วก็อย่าลืมไปหาอะไรทานกันด้วยนะครับ …พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ 🙂

การเดินทาง

นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 6 มาลงที่สถานี Itaewon (이태원) ให้ออกทางประตูที่ 3 เดินตรงมาเรื่อยๆ
ประมาณ 300 เมตร จะเห็นทางเข้าเป็นดังรูปซ้ายมือครับ ร้านอยู่ชั้น 3 มองไปตรงข้ามจะเห็น Starbucks
อยู่ฝั่งตรงกันข้ามครับ

thai-orchid-seoul-itaewon

 

อีทีซ่า ป่วนขาโจ๋ กับเรื่องราวการศึกษาในเกาหลี

เฟรมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เกาหลีเรื่องหนึ่งในคลาสเรียนภาษาเกาหลีครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ออกฉายเมื่อปี 2008 หนังอาจจะเก่าไปนิดแต่พอได้ชมแล้ว เรื่องนี้สะท้อนอะไรหลายๆอย่างดี ตอนที่ดูนั้นเป็นภาษาเกาหลีครับ แต่ตอนที่ดูก็คิดในใจว่าหนังเกาหลีหลายๆเรื่อง ก็น่าจะถูกนำมาพากย์เป็นภาษาไทย และผมก็เจอมันจริงๆ เรื่องนี้มีชื่อว่า “อีทีซ่า ป่วนขาโจ๋” (울학교 이티) ครับ

 

อีที นั้นมาจากภาษาอังกฤษ E และ T นี่ล่ะครับ ที่มาต้องไปดูเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของ คุณครูสอนวิชาพลศึกษา ที่ออกแนวเฮ้วๆ ได้อารมณ์ของคุณครูฝ่ายปกครอง คอยตักเตือนนักเรียนแรกๆก็ไม่ได้ตั้งใจสอน และค่อนข้าง บ้ายอ นักเรียน เวลานักเรียนขอให้เล่าเรื่องนอกเหนือจากบทเรียน

จากที่ปัญหาการแข่งขันทางการศึกษาของเกาหลี เริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้น นักเรียนในห้องเรียนห้องนี้ ส่วนใหญ่ก็จะได้มาจากการเรียนพิเศษ นักเรียนก็เบื่อ ไม่สนใจการเรียนที่โรงเรียนมาโรงเรียนเพื่อคาบที่ให้มาเรียนด้วยตนเอง (ในเกาหลีจะมี Self study class (자율학습) ให้เรียนด้วยตัวเองแล้วมีคุณครูมาคอยคุม ถ้าเป็นที่ไทย อาจจะเทียบได้กับการมาเช็คเวลาในคาบกิจกรรม)

ผนวกกับการว่าจ้างครูพลศึกษาเริ่มลดน้อยลง ความต้องการครูสอนวิชาภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้นทำให้คุณครูพละคนนี้เริ่มถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน แต่คุณครูท่านนี้ก็ไม่ย่อท้อ ลองเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มสักตั้ง และกลับมาสอนนักเรียนอีกครั้งในฐานะคุณครูสอนภาษาอังกฤษ English Teacher …. แต่สิ่งที่ตอบรับ กลับเป็นท่าที่ที่เพิกเฉยของนักเรียน ทำไมคุณครูเอาเนื้อหาที่ง่ายแบบนี้ออกมาสอน ทำไมไม่เอาข้อสอบมาสอน คุณครูก็บอกว่ามันยังไม่ออก แต่ก็เจอเด็กเถียงอีกว่า ข้อสอบมันมีแต่เฉพาะ “เด็กที่เรียนพิเศษ”เท่านั้น (ซึ่งสมัยนี้ ก็มีหลากหลายวิธีที่สถาบันพิเศษจะได้ข้อสอบมา)

คุณครูคนนี้เริ่มเข้าใจความเป็นไปของการเรียนสมัยนี้มากขึ้น ถึงกับลงทุนลองไปนั่งเรียนพิเศษแต่ความพยายามนั้นก็ไม่เป็นผล เด็กและผู้ปกครองก็ยังคงติดค่านิยม และเริ่มหมดความศรัทธาจนครูคนนี้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู หลังจากที่ค่านิยมของทุกคนที่มีต่อโรงเรียน กลับไม่ใช่สถานที่ทุกคน มาเพื่อเรียน…

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนสังคมที่เรียนเยอะ เช่นเดียวกันกับบ้านเรา มีฉากหลายฉาก ที่จะเห็นการเรียนอย่างหนักของนักเรียน ม.ปลายเกาหลี ที่เค้าว่ากันว่า ช่วงที่เรียนหนักที่สุดช่วงนึง คือ ช่วงม.ปลายสำหรับคนเกาหลี บรรยากาศค่ำๆ ที่ยังเห็นที่เรียนพิเศษเปิดอยู่มากมาย ก็ไม่ต่างอะไรเช่นกันกับบ้านเรา

สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ประเทศเรายังคงมีความได้เปรียบทางการศึกษา ผู้ปกครองที่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ ก็หมายความว่าไม่สามารถส่งลูกไปเรียนพิเศษได้ เหมือนกับฉากนึงของหนังเรื่องนี้ ที่ที่บ้านเป็นร้านขายผัก หญิงผู้เป็นแม่ที่พูดน้ำเสียงเชิงขอโทษ ที่สภาพการเงินครอบครัวไม่ค่อยดีกับลูกที่ตั้งใจมาขอเงินแม่ไปเรียนพิเศษ ก็ถูกปฏิเสธ และเดินออกไปจากบ้าน กับแม่ที่เดินตามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นคลอ .. “นี่ลูก เงิน เงิน เอาเงินไปด้วย… “ ช็อตนี้กินใจผมมากครับ

ปัญหานี้ ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาอย่างเกาหลี แต่ผมก็คิดผิดจริงๆครับเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง หลับหูหลับตาเรียน มีห้องให้เช่าเพื่ออ่านหนังสือมีติวเตอร์ อะไรค่อนข้างคล้ายๆกับบ้านเรา มีช่องการศึกษาที่พอใกล้ช่วงสอบ เด็กจะไปดาวน์โหลดข้อสอบและติวอยู่หน้าจอโทรทัศน์ มีคลาสที่เรียนด้วยตัวเองอย่างที่ได้กล่าวไป กิจกรรมก็น้อย (บ้านเราต้องยอมรับว่าวันหยุดเยอะ ที่เป็นผลมาจาก วันสำคัญของชาติ วันสำคัญทางศาสนา ฯลฯ) ที่เกาหลี วันหยุดนี่น้อยมากๆครับ

ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ ในวันครู ถ้าดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว จะมีอีกหลายบทบาท ที่คุณครูพละคนนี้ได้พยายามและทุ่มเทเพื่อนักเรียน พยายามจะเป็นคุณครูที่อยู่ในอุดมคติของนักเรียน เหมือนกับที่นักเรียนไปเรียนพิเศษ แม้ว่าจะพยายาม สุดท้ายมันก็ติดอยู่ที่ “ทัศนคติ” ทำให้ยังไง เค้าก็ไม่สามารถรู้สึกถึงความเป็นครูไปได้มากกว่านี้ สื่อให้เห็นว่า ยังมีคุณครูดีๆ อีกหลายท่าน ที่ให้ความทุ่มเทกับนักเรียน เพียงแต่ท่านไม่สามารถบอกได้ว่า คุณครูเตรียมการสอนนี้ให้กับเราอย่างไรคุณครูทุ่มเทแค่ไหน ได้เพียงแต่ทำเหมือนกับว่ามันเป็นหน้าที่ แต่เบื้องหลังแล้ว ผมคิดว่า คุณครูหลายๆท่าน คงมีเรื่องราวไม่ต่างอะไรจากในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่า สถานที่เรียนพิเศษ จะให้อะไรกับเรามากก็ตาม แต่สิ่งที่มันได้นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนพิเศษมันก็ย่อมต้องมีแน่นอน… สิ่งที่ผมคาดหวัง ก็ขอให้ประเทศของเรา ไม่ถึงขั้นนั้น ขอให้คุณครูทุกท่านมีกำลังใจที่ดีจากการทำงานและไม่หมดกำลังใจ เป็นต้นแบบให้กับพวกเรา และเด็กๆรุ่นหลังต่อไปทุกคน

ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูไทยทุกคนครับ

ปล.ใครอยากดูเรื่องนี้ เอาชื่อภาพยนตร์ไปลองค้นใน Google ดูนะครับ

รีวิว WiBro Egg – 4G Mifi เล่นเน็ตได้ทุกทีในเกาหลี

สวัสดีครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2556 กับผู้อ่านทุกท่านครับ ตอนนี้เป็นตอนแรกของปีใหม่
หลังจากที่ผมต้องเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษา เกาหลี ซึ่งเค้าใช้เป็นเกณฑ์ผ่านเข้ามหาวิทยาลัย
ของทุนผมนั้น ก็ได้รับข่าวดี ผ่านระดับเข้าไปเรียนต่อ ทำให้ห่างจากการอัพบล็อกไปซักหน่อย ซึ่ง
หลังจากนี้ก็คงต้องได้เตรียมตัวเพื่อไปเรียนในมหาวิทยาลัย ในเดือน มีนาคม 2556 นี้ครับ

ฤดูหนาวจากเกาหลี… อากาศเย็นสุดๆ ยังกับอยู่ในช่องฟรีซ ช่วงนี้

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า …

ไม่นานมานี้ เฟรมเพิ่งได้อุปกรณ์ตัวนึงมาครับ เจ้าตัวนี้มีชื่อว่า WiBro Egg ซึ่งเป็นอุปกรณ์
จากค่ายมือถือค่ายนึงในเกาหลี ก็หมดไปเป็นเงินประมาณ 40,000 วอน (ประมาณ 1,150 บาท)
สำหรับค่าอุปกรณ์ และค่าบริการรายเดือน เดือนละ 5,000 วอน (ประมาณ 150 บาท) และ
ติดสัญญาเป็นเวลา 2 ปีครับ แลกกับการได้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกที่ ความเร็วระดับ 4G ใน Band
width ที่ให้ทั้งหมด 10GB ครับ ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร สำหรับการใช้งานทั่วไป

พูดถึงเรื่องอินเทอร์เน็ตในเกาหลีกันบ้าง…
แทบจะทุกที่ในเกาหลี โดยเฉพาะในที่ที่มีการคมนาคมตลอดเวลา อย่างรถไฟ, รถไฟใต้ดิน
อินเทอร์เน็ตเรียกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เกาหลีมีให้อย่างเหลือเฟือ และเร็ว สะดวกสบายเลยก็ว่า
ได้ครับ ใครที่มาเที่ยวที่นี่ ถ้าเป็นห่วงเรื่อง เช็ค Facebook อัพรูปภาพลง IG ก็ไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะถ้าเป็นพื้นที่ในย่านโซลแล้ว และไวไฟตามห้างร้านค้าต่างๆ ก็มีบริการไว้ให้ฟรีเช่นกัน

แต่สำหรับคนที่อยากจะเล่นทุกที่จริงๆ แบบผมนั้น ถ้าเกิดว่ามาเที่ยวเกาหลี เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้
ก็มีบริการไว้ให้เช่าเช่นเดียวกัน ราคา 8,800 วอน/วัน (250 บาท โดยประมาณ) ซึ่งสามารถ
เช่าได้ที่สนามบินอินชอนครับ

ความเร็วที่ได้นั้น ก็ได้เช็คมาคร่าวๆครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณ

สามารถเข้าไปตั้งค่ารหัสผ่าน ดูข้อมูลการใช้งาน สัญญาณ แบตเตอรี่ ได้เหมือนกับที่เราตั้งค่าใน router modem ทั่วไป

การทำงานของอุปกรณ์ เมื่อเปิดเครื่องแล้ว เครื่องก็จะพร้อมใช้งาน สร้างเป็น Access point
สัญญาน Wifi พร้อมให้ใช้งานได้ทั้งใน Notebook, Smartphone, Tablet และแชร์สูงสุด
ได้ถึง 7 คน ระยะเวลาของแบตเตอรี่ เห็นว่าถ้าใช้ต่อเนื่องจริงๆ ประมาณ 8 ชม.ครับ
แต่ถ้าเปิดบ้าง เล่นบ้าง สำหรับวันนึงก็เพียงพอครับ

เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้ให้ตัวเองเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อให้ได้อัพเดตข่าวสารตลอดเวลา (จริงๆแล้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าติดเน็ตมากกว่า 555) ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ เกี่ยวกับ
เทคโนโลยีในเกาหลี แม้ว่าตัวนี้ ผมคิดว่ามันมาได้ซักพักนึงแล้ว และในบ้านเราก็มีอุปกรณ์
ลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน ความแตกต่างอาจจะเป็นเรื่องของแพคเกจการใช้งาน ที่ทำให้
ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ค่อยมีคนนิยมนักในบ้านเรา

ก็จบกันไปสำหรับเรื่องราวที่น่าสนใจจากเกาหลีวันนี้ครับ ยังไงก็อย่าลืมติดตามตอนต่อๆไป
ก็คงจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนอคุณผู้อ่านทุกท่าน ก็อย่าลืมติดตามชมต่อไปนะครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

 

 

4 ปี กับสิ่งดีๆ ที่ได้จากการเขียนบล็อก Framekung.com

ขอบคุณรูปภาพจากคุณ kokoyadi ผู้ชนะประเภท IT Blog และคุณโสตถิโสมนัส ด้วยครับ

ผ่านพ้นไปกับการประกาศผลรางวัล Thailand Blog Awards 2012 เมื่อวันพุธที่ 31 ตุลาคม 2555
ที่ผ่านมา ณ ห้างสรรพสินค้า Central World ซึ่งงานนี้เป็นการมอบรางวัลให้กับบุคคลที่มีผลงาน
การเขียนบล็อก ให้กับในทุกหลากหลายด้าน หลากหลายสาขา ก่อให้เกิดเป็นสังคมออนไลน์ที่
อุดมไปด้วยความรู้ในทุกแขนงบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งผมต้องขอแสดงความยินดีกับ
ชาวบล็อกทุกท่าน ที่ส่งผลงานเข้าประกวด และให้ความสนใจกับการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยครับ
และขอบคุณทีมงาน ที่เห็นความสำคัญในการเขียนบล็อกรวมถึงให้ความสนใจในบล็อกของเฟรม
ที่สอดคล้องกับชื่อหัวข้อในหมวดพิเศษที่ว่า Feel goood journey by dtac รวมเรื่องราวดีๆ
ระหว่างเดินทาง ซึ่งก็เป็นในความตั้งใจที่ผมเขียนบล็อกนี้ ขึ้นมาอยู่แล้ว ที่ในระหว่างการเดินทาง
ของผม ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นเหมือนกับที่ผมเห็นจากการอ่านเรื่องราวของผมที่อยู่บนบล็อก
Framekung.com นี้ครับ

โดยการเดินทางนั้น แน่นอนว่าผมกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศเกาหลี จึงได้ให้คุณแม่เป็นผู้ดำเนินการให้
และก็ถือโอกาสมอบของรางวัลชิ้นนี้ให้กับคุณแม่ (รางวัลที่ได้รับเป็น The New iPad (Gen3) 64
GB ครับ) คุณแม่เป็นอีกหนึ่งผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวของเฟรมจากบล็อก รวมถึงการสมัครบล็อก
เข้าประกวดในกิจกรรมนี้ คุณแม่เป็นคนที่ผลักดันให้ผมส่งแม้ผมจะบอกแม่ว่า ผมไม่ค่อยมีเวลา
ให้กับบล็อกเท่าไรในช่วงนี้ แต่คุณแม่ก็บอกให้ลองตลอดจนติดตามเรื่องการโหวต การประกาศผล
ไม่แปลกใจถ้าผมจะบอกว่ารางวัลนี้เป็นของคุณแม่จริงๆ

คุณแม่ฝากขอบคุณทีมงานที่มีการเตรียมการจัดงานเป็นอย่างดี มีบูธจากผู้สนับสนุนอย่าง Panasonic beauty มาคอยบริการทำผมให้คุณแม่ก่อนขึ้นเวทีด้วย … โออิชิและ dunkin donut, Auntie Anne’s ที่บริการขนมภายในงาน (ที่มีบริการไว้อย่างดี จนคุณแม่กลับมาแทบไม่ต้องกินข้าว) และคุณแม่ยังโชคดีที่ในส่วนของการจับฉลากรางวัล คุณแม่ได้รับรางวัลเป็นบัตรสปา จากโรงแรมเดอะสุโกศล รวมไปถึงขอบคุณผู้สนับสนุนอื่นๆ ที่มิได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ครับ

จุดเริ่มต้นของการเขียนบล็อก

ขอขอบคุณภาพจาก kittinunn online

จุดเริ่มต้นการเขียนบล็อกของเฟรม เริ่มจากการที่เป็นคนชอบเขียน และชอบเล่าเรื่องเป็นทุนอยู่แล้ว
บล็อกช่วงแรกๆ อาจจะเรียกว่าเป็นการ พูดเรื่องราวในชีวิต ประจำวันของตัวเองมากกว่า ซึ่งผม
ได้แรงบันดาลใจมาจากบล็อกของพี่ “ไอ้แอนนนนน”(@iannnnn) ในช่วงของการบันทึกเรื่องราว
“ปฏิญญากุมภาพันธ์” ที่เป็นความพยายามของพี่แอนในการนำเสนอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
โดยการจัดระเบียบวินัยในการกินต่างๆนานา นำเสนอเป็นบันทึกประจำวัน ทุกวันตลอดทั้งเดือน
กุมภาพันธ์ พร้อมกับสไตล์การเล่าเรื่องของพี่แอน ที่ให้มุมมองแปลกใหม่ อารมณ์ขันของพี่แอนที่
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว(มากๆ) จึงทำให้ผมติดตามและจุดประกายอยากจะมีบล็อก
เป็นของตัวเองขึ้นมา

บ้านหลังแรกที่ exteen

เฟรมเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวเอง พัฒนามาตั้งแต่ตอนเขียนที่ blogspot -> wordpress จนมา
ถึงช่วงนึงที่คิดว่า เป็นการเริ่มต้นเขียนบล็อกอย่างจริงจัง เมื่อตอนมาเขียนที่ exteen.com จุดเริ่มต้น
ของการเขียนบล็อกที่นั่น ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของตัวเอง เป็นความประทับใจ ที่เราได้ไปเข้าค่ายๆหนึ่ง
ที่ม.เกษตรศาสตร์ และมีความรู้สึกไม่อยากให้ความรู้สึกที่ดีๆ มันหายไป ผมเป็นคนที่เชื่อว่า
“ถ้าได้ความรู้สึกดีๆมา ผมสามารถเก็บเอาไว้มันบนตัวอักษรได้” ความคิดของเราในแต่ละช่วงเวลานั้น
ไม่เหมือนกันเลยดังนั้น การที่เรามีความรู้สึกไม่อยากให้เวลามันผ่านไปเฉยๆ เฟรมจึงเลือกให้บล็อก
(blog) มาบล็อค (block)เวลาของเฟรมไว้ จึงเป็นที่มาของการเขียนตอนแรก ที่ exteen.com ครับ

Blog ของเฟรมที่ exteen.com

หลังจากนั้นความสนใจของเฟรมก็เริ่มเปลี่ยนไป เฟรมเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของคอมพิวเตอร์
มากขึ้นมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยชุมชนบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน
Barcamp Bangkok, Drupal camp, Ubuntuclub party ฯลฯ รวมไปถึงในช่วงการเป็นนักเรียน
มัธยมนั้น เฟรมก็มีโอกาสได้เข้าแข่งขันทักษะทางคอมพิวเตอร์ และทักษะวิชาการต่างๆ ที่เมื่อ
ทุกครั้งที่ได้เข้าร่วม เฟรมรู้สึกว่ามันเป็นโอกาส และบรรยากาศที่ดี ก็อยากจะนำกลับเอามาเล่า
ให้กับคนที่สนใจ หรือที่ไม่ได้มีโอกาสไปเข้าร่วม ได้เห็นเหมือนกับสิ่งที่เฟรมเห็น หรือบางคนอาจจะ
สนใจในกิจกรรมแต่ละกิจกรรมของเฟรม ก็จะเป็นแนวทางให้คนที่สนใจ ได้มีโอกาสรู้จักกับกิจกรรม
ที่เฟรมทำ และมีโอกาสได้มาแข่งขัน เข้าร่วมเหมือนเฟรมก็ได้ ที่ผ่านมา เฟรมก็มีโอกาส
ได้รู้จักกับเพื่อนๆที่ได้ติดตามบล็อกของเฟรม เฟรมก็ขอบคุณและยินดีเสมอที่ทุกท่านรู้จักเฟรม
ผ่านบล็อกของเฟรมครับ

ส่วนหนึ่งของวิดิโอที่บันทึกเรื่องราวในการแข่งขันจากงาน ICT Contest Festival 2009

ตลอดระยะเวลาของการบันทึกเรื่องราวของเฟรม จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 4 ปีโดยประมาณ สิ่งที่เป็น
แรงขับเคลื่อนให้ได้อัพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็คงเป็นเพราะเฟรมได้กำลังใจจากคนอ่าน จาก
ทิ้งท้ายคอมเมนต์ ที่อยู่ด้านล่างบทความทุกบทความ เป็นกำลังใจให้ได้อัพบล็อกของเฟรมตลอด
และบุคคล และเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้บล็อกของเฟรม มีเรื่องราวเกิดขึ้น จน Framekung.com
เป็นสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดตัวเฟรม และทำให้เฟรมได้รู้จักกับเพื่อนๆมากยิ่งขึ้น ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่
เฟรมเขียนบล็อกอยู่ที่ exteen.comตอนนั้น เฟรมได้เขียนเรื่องทั้งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับตัวเอง
มีเพื่อนๆเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆ ด้วยข้อดีของการที่เขียนที่ exteen สามารถให้ Top post เพื่อที่จะ
ผลักดันให้บล็อกของตนเองนั้น มีโอกาสไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์ ทำให้บล็อกของเราเป็นที่รู้จักได้

Framekung.com

ขึ้นเวทีให้สัมภาษณ์กับอ.ศุภเดช และ พี่หลาม จากรายการแบไต๋ไฮเทค กับพี่ทอม จาก DekAds และพี่เก่งจาก Keng.com ครับ

จนกระทั่งวันนึง เฟรมรู้จักกับพี่ทอมแห่ง DekAds.com ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำ marketing
ในบล็อกและเปิดโอกาสให้ผมได้ไปพูดเกี่ยวกับเรื่องการเขียนบล็อกในงาน Thailand Game Show
2009 ทำให้ผมจริงจังกับการเขียนบล็อก และทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้น พัฒนาการเขียนบล็อก
ในเรื่องคอนเทนต์ให้มีความสมบูรณ์ ในทุกๆตอนของการเขียนบล็อกของเฟรม จึงให้รายละเอียด
และใช้เวลในการเขียนค่อนข้างนาน เพราต้องใช้เวลาในการเขียน หาสื่อต่างๆมาประกอบทั้งภาพ
วิดิโอ ลิงก์ต่างๆ ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน

หลังจากที่เฟรมพอมีประสบการณ์ในเกี่ยวกับการเขียนบล็อกบ้าง ในช่วงเดือน สิงหาคม 2552 เฟรมก็
ได้รับเกียรติจากทางสำนักมัธยมศึกษา จ. นครราชสีมา ให้เป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับการเรียน
การสอนโดยการใช้บล็อกเป็นสื่อกลาง ให้กับคุณครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 160 ท่าน นับว่าเป็นอีกหนึ่ง
ความภาคภูมิใจของเฟรม ที่อย่างน้อย ก็จะมีคนรู้จักการเขียนบล็อกเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสได้เผยแพร่
ความรู้เกี่ยวกับการเขียนบล็อกให้กับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะคุณครูที่จะได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน
อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้สามารถติดตามเรื่องราวการเป็นวิทยากรของเฟรม รวมไปถึง
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการอบรม ได้จากบล็อกตอน วิทยากรอบรมใช้งาน WordPress
ครูวิทยาศาสตร์
ครับ

เอกสารประกอบการอบรมที่เฟรมเรียบเรียงขึ้นด้วยความตั้งใจ

และในปี 2553 ก็เป็นครั้งแรกครับ ที่มีการจัดกิจกรรม Thailand Blog Awards ขึ้น ซึ่งเฟรม
ให้ความสนใจกับกิจกรรมนี้มาก เนื่องจากว่าเฟรมเป็นคนที่เขียนบล็อก และเข้าข่ายกับการประกวด
ในหัวข้อ Best Teen Blog ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนที่มีผลงานบล็อก และศึกษาอยู่ในระดับชั้น
ไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงทำให้ Framekung.com ลงประกวด และได้รับรางวัลชนะเลิศ
ในครั้งนั้นครับ ในการประกาศผลรางวัล ก็ทำให้เฟรมรู้ว่า ยังมีน้องๆ อีกหลายๆคน ที่เขียนบล็อก
มีสังคมที่เขียนบล็อกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในงานวันนั้น ทำให้เฟรมเจอคนที่เขียนบล็อกตัวจริงๆ
เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของเฟรม ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถติดตามบรรยากาศของงาน
ได้จากบล็อกตอน Thailand Blog Awards 2010 ครับ

ภายหลังจากการแข่งขัน Thailand Blog Awards ก็ทำให้เฟรมได้รับโอกาสหลายๆอย่างตามมา
อาธิ เช่น สัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มโปรด (ฉบับที่ 112 ตุลาคม 2553) เกี่ยวกับเรื่องรางวัล และ
การเขียนบล็อกของเฟรม, สัมภาษณ์ลงในรายการไอทีสโมสร e-radio KMUTT FM.101.25 MHz
และมีโอกาสได้เขียนบล็อกให้กับเว็บไซต์หนึ่งเป็นงานฟรีแลนซ์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ เฟรมคิดว่า เป็นประสบการณ์ที่เล่าได้อีกครั้ง เกี่ยวกับการเขียนบล็อก และได้รับโอกาส
ที่ดีจากการหลายๆคนการเขียนบล็อกสร้างโอกาสสำหรับเฟรม และเฟรมเชื่อว่า อีกหลายๆคน ที่เริ่ม
สนใจที่จะเขียนบล็อก บล็อกเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้ได้ปลดปล่อยความคิด เป็นเครื่องมือ
ที่ช่วยเราเก็บเรื่องราวดีๆของเราไว้ นอกเหนือจากการถ่ายภาพ แต่หากเราได้ถ่ายภาพ แล้วใส่
คำบรรยายลงไปสักนิด ผมคิดว่า มันจะทำให้ภาพนั้น มีชีวิตชีวา มีคุณค่า และทำให้เราจำเรื่องราว
ความทรงจำดีๆของเรา ตลอดการเดินทางได้ครับ

สุดท้ายผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งของรางวัล Thailand Blog Awards 2012
นี้ทุกคนรางวัลนี้จะเป็นอีกรางวัลนึง ที่ทำให้ผมตั้งใจที่จะเขียนเรื่องราวดีๆต่อไป และผมเอง
ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากจะเขียนบล็อกขึ้นมา เพราะบล็อกอาจจะสร้างโอกาสดีๆให้กับ
อีกหลายๆคน และในปีหน้า เฟรมก็ยังเชื่อว่ายังคงมีกิจกรรมดีๆ สำหรับบล็อกเกอร์ หรือคนเขียนบล็อก
อีก ยังไงก็ขอฝากให้ติดตามเรื่องราว “ชีวิตนักเรียนในไทยเกาหลี” คนนี้ จากบล็อกของเฟรม
ต่อไปด้วยนะครับ 😀

ขอบคุณทุกคนที่เติมความฝันของเฟรมตลอด 4 ปี ของการเขียนบล็อกของเฟรมครับ 😀

มารู้จักกับ ทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) กันเถอะ !

สวัสดีทุกคนครับ ช่วงนี้ที่เกาหลีใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ช่วงนี้เฟรมก็เตรียมสอบวัดระดับภาษาเกาหลี เรียกว่ายุ่งมากๆจนลืมไปว่า นี่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลของการสมัคร “ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี” แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ๆน้องๆ หลายคนที่สนใจเกี่ยวกับทุนนี้ครับ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่กำลังเตรียมตัวสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี เฟรมจึงได้เรียบเรียงข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการสมัครไว้ให้ครับ

 ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี  หรือว่า Korean Government Scholarship (KGSP)  ดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่ชื่อว่า NIIED หรือ National Institute For International Education ครับ ทุนนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 1967 ที่บริหารงานโดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลี จนถึงปี 1994 หลังจากนั้น NIIED ก็มาสานต่อ เริ่มมีการรับนักเรียนชาวต่างชาติ โดยมีทุนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอกเลยครับ โดยในที่นี้จะขอพูดถึงแต่  ทุนระดับปริญญาตรี  นะ

Korean Government Scholarship Scholars 2012
ผมและเพื่อนๆจากหลายชาติที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี

ข้อดีของทุนนี้

1. เป็นทุนเต็มจำนวน 

หมายความว่า เป็นทุนที่ให้เปล่าตั้งแต่ ค่าเรียนไปจนถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยส่วนที่เขาจะจ่ายให้เรานั้น เป็นค่าเล่าเรียนทั้งหมด ตั้งแต่เรียนค่าเรียนภาษาในปีแรกจนถึงการเรียนในมหาวิทยาลัย, ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนละ 800,000 วอน (ประมาณ 22,000 บาท), ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ , ค่าตั้งถิ่นฐาน (ค่าใช้จ่ายจุกจิกตอนเข้ามา เป็นเงิน 200,000 วอน) และตอนที่เราจะกลับอีก 100,000 วอน รวมไปถึงประกันสุขภาพ ซึ่งมาคิดดูแล้ว ก็ถือว่าทุนนั้นได้ให้มาครบถ้วน และเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเทียบกับการมาเรียนด้วยทุนตัวเองแล้ว ทุนนี้เจ๋งสุดๆไปเลยครับ แถมมีเงินกินขนมด้วย มาดูกับรายรับ-รายจ่าย ของตัวเองแล้ว ได้กิน ได้เที่ยว ได้ช็อปสบายๆครับผม

Korean Food
2. เต็มอิ่มกับประสบการณ์เกาหลีๆ

ต้องยอมรับว่าเกาหลีเป็นอีกประเทศนึงที่น่าอยู่ มีความปลอดภัย ทุกถนนหนทางเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดแทบจะทั้งหมด เรื่องเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นที่รู้จักกัน บริษัทใหญ่ๆอย่าง Samsung, LG, Hyundai ฯลฯ ก็ให้การสนับสนุนเงินทุนพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ต้องบอกว่าดีมาก การเดินทาง คมนาคมสะดวกสบาย ครอบคลุมทั้งประเทศ เทคโนโลยีก็เป็นที่หนึ่ง เพราะเป็นที่หลายๆคนอาจจะทราบกันบ้างว่า อินเทอร์เน็ตที่นี่เร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่ด้านอุตสาหกรรมบันเทิงก็ไม่น้อยหน้า ขึ้นชื่อว่าเกาหลีก็ต้องพูดถึงเรื่องซีรีส์ ศิลปิน เพลงต่างๆ ก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศของเขาล่ะครับ หากได้ทุนนี้มาศึกษาต่อที่เกาหลี ก็จะทำให้ใครที่สนใจวัฒนธรรม เทคโนโลยี สังคม ความก้าวหน้าของประเทศนี้มากยิ่งขึ้น

3. ที่นี่ให้ความสำคัญกับการศึกษา

จะบอกว่าประเทศนี้ เขาเรียนกันโหดจริงๆ ค่ำๆดึกๆบางทีเดินไปที่ห้องสมุดก็จะเห็นคนมาจองที่นั่งอ่านหนังสือ ตามร้านกาแฟเต็มไปด้วยนักเรียนในช่วงฤดูสอบ (ร้านกาแฟบางแห่งก็เปิด 24 ชั่วโมง รองรับคนที่อ่านหนังสือโต้รุ่งด้วยแหละ!) และการแข่งขันสูง เพราะว่าแต่ละคนก็อยากได้มหาวิทยาลัยดีๆกันทั้งนั้น ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่นี่ มีผลกับคนเกาหลีมาก (คนเกาหลีบอกว่า หนุ่มสาวเกาหลี จีบกัน บางทียังถามมหาลัยเลยว่ามาจากไหน อันนี้ผมฟังจากป้าๆ อาจุมม่าเค้าเม้ามอยกันมาครับ)  เด็กม.ปลาย ก็จะเรียนกันหนักมากมีเรียนพิเศษกันจนค่ำ ไม่แพ้กันกับบ้านเราเลย…

ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยยอนเซ แทบจะเต็มทุกที่ในช่วงเทศกาลใกล้สอบ

ชาวต่างชาติกับภาษาเกาหลี? ผมเป็นคนหนึ่งที่มองว่าภาษาเกาหลีไม่ได้ยากเท่าไหร่ เนื่องจากจำนวนตัวอักษรที่ให้ต้องจำมีน้อย ไม่มีระบบตัวอักษรภาพ (เหมือนภาษาญี่ปุ่น, ภาษาจีนกลาง) ทำให้รู้สึกไม่ยากเกินความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ แถมที่นี่มีสื่อการเรียนครบครัน หนังสืออ่านเพิ่มเติม ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น กำลังจะบอกว่า ประเทศนี้ใส่ใจกับการเรียนการศึกษามากๆครับ ใครที่อยากลองศึกษาภาษาเกาหลีลองเริ่มต้นอ่านจากบล็อกในตอนนี้ก่อนก็ได้ครับ เริ่มต้นเรียนภาษาเกาหลี : รวมเว็บเรียนเกาหลีฟรีดีๆ 

3 ปีกับที่เกาหลี…

เมื่อปลายปี 2557 ทางหน่วยงานที่ให้ทุน (NIIED) ได้จัดแข่งขันประกวดวิดิโอ ในหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ครับ ซึ่งผมเองก็ได้ทำวิดิโอส่งเข้าประกวด ในนี้ก็ได้รวบรวมเรื่องราวของเฟรม ตั้งแต่สมัยปีแรกๆ มาตั้งรกรากที่นี่ เรียนภาษาเกาหลี จนถึงเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลา 3 ปีวิดิโอนี้อาจจะทำให้หลายๆคน พอนึกออกบ้างล่ะครับว่า การเรียนการศึกษาที่เกาหลีด้วยทุนรัฐบาลเกาหลีนี้เป็นอย่างไร 3 ปีที่ผ่านมาได้ให้อะไรกับผมไว้บ้าง ไปติดตามชมกันได้เลยครับ (กดปุ่ม CC ผมได้ทำ subtitle ภาษาไทยไว้ให้แล้ว)

การรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

การรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี สำหรับระดับชั้นปริญญาตรี จะเปิดรับสมัครในช่วง เดือนกันยายน ของทุกปีครับ ส่วนของปริญญาโท จะประมาณต้นๆปี (ช่วงเดือน ม.ค.~ก.พ.) การรับสมัครจะแยกกันนะครับอย่าสับสน โดยเฉพาะของป.โท-ป.เอก จะสามารถสมัครผ่านสถานทูตก็ได้ หรือมหาวิทยาลัยโดยตรงก็ได้อันนี้จะแตกต่างกับ ป.ตรีอย่างชัดเจน ตรงที่ว่า ป.ตรีจะสามารถสมัครผ่านสถานทูตได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ (แต่ในปีหลังๆเห็นว่ามีรับนักเรียนผ่านมหาวิทยาลัยโดยตรงด้วย ติดตามรายละเอียดในใบสมัครอีกครั้งนะครับ)

สำหรับในประเทศไทย รูปแบบการคัดเลือกแทบจะเปลี่ยนไปทุกปี อยากให้ยึดรายละเอียดของใบสมัครในปีนั้นๆเป็นหลัก สำหรับในปีของเฟรม (ค.ศ.2012) นั้น สถานทูตเกาหลีได้มอบหมายให้ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้คัดเลือกนักเรียน จากการตรวจเอกสาร และดำเนินการสัมภาษณ์ครับ

เอกสารของเฟรมที่สมัครทุนรัฐบาลเกาหลีครับ
เอกสารของเฟรมที่สมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

ในการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ประจำปี 2556 และ 2557 นั้น จะเป็นการส่งเอกสารโดยตรงไปที่ สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย โดยตรง ซึ่งขั้นตอนนั้น อาจจะแตกต่างกันสักเล็กน้อยหากเทียบกับ
ปีของเฟรม แต่การดำเนินการหลักๆก็คงไม่พ้นดังนี้ครับ

1. ไปดาวน์โหลดเอกสารแบบฟอร์ม และข้อมูลมหาวิทยาลัยและ คณะต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ Study in Korea ตรงส่วน Notice จะมีคำว่า 2014 Korean Government Scholarship Program for International Students for an Undergraduate Degree อยู่ครับในนั้นจะมีเอกสารหลายๆอย่าง อยากให้ลองอ่านก่อนนะครับ เพราะว่าข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์กรอกเสร็จแล้วก็ส่งไปตามที่อยู่ในสถานทูตเกาหลีในประเทศไทยเลยครับ

ที่อยู่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย 
“23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษกห้วยขวาง กรุงเทพ 10320″ 

2. สถานทูตดำเนินการคัดเลือก โดยการคัดเอกสาร พิจารณาคุณสมบัติจากใบสมัครที่ได้ส่งมาคัดเหลือประมาณ 10 คน เข้ามาสัมภาษณ์ที่สถานทูตครับ

3. ประกาศผลผู้ที่ผ่านสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วก็ให้เตรียมเอกสารอื่นๆไว้รอ ตามที่ระบุไว้ในใบสมัครครับ เช่น ผลการตรวจสุขภาพ (ตรวจและรับรองจากโรงพยาบาล), สำเนา Passport ของเราและผู้ปกครอง

4. สถานทูตฯ ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปยังหน่วยงานที่ให้ทุน (NIIED) ที่เกาหลี

5. NIIED ประกาศผลผู้ผ่านคัดเลือก และส่งเอกสารของเราไปยังมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้

6. มหาวิทยาลัยตอบรับเอกสาร หากผ่าน (ซึ่งเค้าส่งมาทางอีเมลว่าเราผ่านครับ) ก็ส่งจดหมาย ยืนยันมหาวิทยาลัย ที่ต้องการจะศึกษาครับ (กรณีผ่านมากกว่า 1 มหาวิทยาลัยก็มีสิทธิ์เลือกได้ อารมณ์เหมือนเลือกไปอยู่กับโค้ชไหนก็ได้ใน The Voice)

7. NIIED ประกาศผลอย่างเป็นทางการ (ประมาณต้นเดือน มกราคม) ก่อนที่จะส่งรายละเอียดให้เราต่อไปครับ และนี้ก็เป็นขั้นตอนการดำเนินการคร่าวๆครับ ได้เดินทางจริงๆ ก็ประมาณปลายๆเดือน ก.พ.

สรุปเป็นตารางได้ดังนี้ครับ…

schedule-scholarship

การเตรียมตัวสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

การเตรียมตัวนั้น เฟรมคิดว่าคงเป็นเรื่อง  เอกสารที่ควรจะชัดเจน สมบูรณ์  เราต้องเข้าใจว่า กรรมการคัดเลือกจากเอกสารเท่านั้นครับ ดังนั้น หากเราสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเรา ความตั้งใจของเราความสามารถพิเศษที่ทำให้เราโดดเด่น แตกต่างจากคนอื่นๆ ประเด็นสำคัญต่างๆเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมีเหตุผล มีหลักการ ก็จะทำให้มีโอกาสเข้าตากรรมการได้บ้างล่ะครับ

ในส่วนเอกสารของเฟรม เฟรมคิดว่าเพราะประสบการณ์ในการแข่งขันตลอดช่วงมัธยม เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาของกรรมการด้วยครับ เพราะเราเป็นคนที่ชื่นชอบทำกิจกรรม ส่วนนี้เฟรมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้โปรไฟล์ของแต่ละคนแตกต่างกันไป รวมไปถึงการแสดงความพร้อมของตัวเรา ที่ทำให้กรรมการเห็นความตั้งใจ คือการเตรียมแฟ้มสะสมผลงาน แม้ว่าจะมีส่วนในการตัดสินน้อยมากๆ ถึงไม่มีเลยแต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นสิ่งนึงที่เพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีโอกาสได้ผ่านเข้ารอบไปในรอบสัมภาษณ์ การเตรียมแฟ้มสะสมผลงานเพื่ออ้างอิงถึงกิจกรรมที่เคยทำมา (กรณีที่เป็นนักกิจกรรมอย่างผม) ก็จะให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือในการสัมภาษณ์มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเพิ่มเติม คือ “ความเป็นตัวเรา ความเป็นธรรมชาติของเรานั้นสำคัญที่สุด” ถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือไม่เวอร์จนเกินไป ของแบบนี้ ถ้าเป็นกรรมการก็คงจะมองออกครับ ดังนั้น แสดงความจริงใจที่สุด ของเราออกมา จำได้ว่า วันสัมภาษณ์ กรรมการถามคำถามว่า พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย ก็ตอบไปตรงๆครับว่า “ไม่ได้จะได้ก็แต่  อันนยองฮาเซโย คัมซาฮัมนิดา …ซารางเฮโย (ต้องทำมือรูปหัวใจด้วยนะ 555)” ทำกรรมการวันนั้นฮากันทั้งห้องเหมือนกัน…

บรรยากาศของการเดินทางไปสัมภาษณ์

ตอนนั้นจำได้ว่ารู้จักข่าวทุนรัฐบาลเกาหลี จากหนังสือเรียนต่อเกาหลี สุดโหด แต่(โคตร)สนุก ครับ ว่ามีทุนรัฐบาลเกาหลีสำหรับนักเรียนปริญญาตรี แต่ก็ไม่รู้วันเวลาที่แน่ชัด ก็เลยได้แต่รู้ๆไป จนทราบจากเพื่อนอีกทีว่าตอนนี้กำหนดการออกมาแล้ว ก็เลยส่งเอกสารไป ….

ความยากของทุนนี้ อาจจะเป็นการที่ต้องเตรียมเอกสาร เพราะเอกสารที่เค้าต้องการนั้นก็ค่อนข้างใช้เวลาในการกรอก ไม่ว่าจะเป็น จดหมายแนะนำตัวเอง (ที่ต้องเขียนเรียงความ แสดงความเป็นตัวเราออกมา) หรือ การเขียน Study plan (แผนการเรียน) ว่าเราจะมาเรียนยังไง ทำอะไรที่นี่ (มันเป็นเรื่องของอนาคตเนอะ ต้องคิดดีๆ) จนถึงเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ จากคุณครู หรือคนที่เกี่ยวข้อง (Letter of recommendation) ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ช่วงนั้นจำได้ว่า เป็นช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในไทยด้วย และเป็นช่วงสอบปลายภาคของโรงเรียน ก่อนที่จะปิดเทอม ซึ่งหลายๆโรงเรียนในไทย จะเป็นแบบนั้น ดังนั้นการขอเอกสารต่างๆ จากโรงเรียน หากไม่รีบดำเนินการ ปิดเทอมไปก่อนก็จะเจอปัญหาครูไม่อยู่ ออกเอกสารไม่ได้ ซึ่งเฟรมก็ผ่านช่วงเวลาตอนนั้นมาอย่างหวุดหวิด เพราะเอกสารบางชิ้นก็เกือบทำให้ส่งไม่ทันเช่นกัน

ปัญหาที่บ้านไม่เข้าใจว่าเราจะสมัครนี่ก็มีเหมือนกันครับ ตอนแรกคุณแม่ก็ไม่คิดว่าเราอยากจะไปเรียนที่เกาหลี แล้วทำไมต้องเกาหลี? แล้วจะไปยังไง? แม้ว่าจะรู้ว่าจะลองสมัครทุนเกาหลีก็ตามก็ยังไม่อยากให้ไปเพราะการแข่งขันคงสูงมากๆ ถ้าไปเตรียมสอบมหาวิทยาลัยในไทยดีๆ ก็คงจะดีกว่าแม่คงคิดประมาณนั้นจนกระทั่งแม่คงได้ไปอ่านหนังสือเล่มนั้น ได้รู้ระบบการศึกษาในเกาหลีรู้ข้อดีของทุน ก็ถึงยอมๆให้เราไปสมัครครับ และยิ่งตอนประกาศผลว่าได้แล้ว ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นครับตอนนั้นเฟรมดำเนินเอกสาร และเค้าก็ประกาศผลเร็วมากครับ เรียกว่าประกาศวันนั้น ไม่กี่วันถัดไปก็เรียกไปสัมภาษณ์ ก่อนที่วันถัดไปเลย ก็ประกาศผลซะแล้ว ต้องยอมรับว่าปีเฟรม ประกาศผลได้รวดเร็ว จนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ

นึกถึงช่วงเวลานั้น วันที่ประกาศผลแล้วอีกไม่กี่วันต้องไปสัมภาษณ์นั้น ก็ได้เตรียมเอกสาร ทำแฟ้มสะสมผลงานอย่างหนักเลยครับ จำได้ว่า 3 วันก่อนหน้าวันสัมภาษณ์นั้น ไม่ได้หลับไม่ได้นอน นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพ แบกแฟ้มไป ~ (เด็กบ้านนอกก็งี้แหละนะ 555)

ภาพนี้จำได้ว่าถ่ายบนรถทัวร์… หลังจากทำแฟ้มเสร็จก็เอามานั่งเปิดดูไปดูมา เวลานั้นบอกได้เลยว่า แรงแทบไม่มี กะว่าจะได้หลับบนรถทัวร์แต่ก็หลับไม่ลง 🙁 มันตื่นเต้น 5555

ไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ก็มึนๆ เพราะนอนไม่พอปวดหัว แถมไปเจอความกดดันจากเพื่อนๆที่ผ่านคัดเลือกมา ก็มาจากโรงเรียนที่เรารู้จักทั้งนั้น บางคนอาจจะพูดเกาหลีได้ เราก็ไม่รู้ แต่เราพูดไม่ได้ แถมยังเป็นการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกๆ ในชีวิตประหม่าครับ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันคุ้มค่ามากๆ กับสิ่งที่เราตั้งใจทำตลอด 3 วันก่อน และหลายๆปีที่ผ่านมาที่ชีวิตของเรา เต็มไปด้วยเรื่องราวของการแข่งขัน ประสบการณ์ต่างๆ ก็ขอบพระคุณบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้มีโอกาสมาเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่เกาหลีครับ

หลังจากสัมภาษณ์ วันต่อมาก็ประกาศผลเลย และภาพนี้ก็คือภาพที่เห็นวันนั้น…
หนึ่งวันที่ประทับใจ ที่ได้กล่าวอำลาสถาบัน พร้อมกับร้องเพลงโรงเรียนไปพร้อมๆกันกับรุ่นน้อง และเพื่อนๆทุกคน
ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูที่เป็นกำลังใจ และยังอำนวยความสะดวกให้กับผม ครอบครัว และเพื่อนๆ ได้มาส่งเฟรมที่สนามบินด้วย

เรื่องเล่าจากห้องสัมภาษณ์

ก่อนสัมภาษณ์

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นครับว่า เนื่องจากเตรียมแฟ้มสะสมผลงาน ไม่ได้นอนหลายวัน ทำให้วันนั้นทันทีที่ถึงห้องประชุม มล.มานิจ ประชุมสาย ก็เห็นเพื่อนๆ ที่มานั่งรอกันอยู่หน้าห้อง แทบจะครบหมดแล้วก็ตื่นๆ อยู่เหมือนกันครับ ลำดับคิวของเราก็กลางๆ ทำให้ไม่เร็ว ไม่ช้า ใช้เวลาคนละประมาณ 5~10 นาทีเมื่อเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ก็เจอกรรมการทั้งหมดประมาณ 4 คน (ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการทั้งชาวไทย ชาวเกาหลี และชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษครับ โดยกรรมการก็จะให้เรานั่งและซักถาม (ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลี) บรรยากาศก็เป็นไป ไม่ตึงเครียด ไม่กดดันครับ….

คำถามวันสัมภาษณ์

ผมรวบรวมคำถามที่น่าสนใจเอาไว้ ลองตอบดูนะครับ จริงๆแล้วแค่อยากเสนอเป็นแนวทาง ถามว่ามันจะเหมือนกันมั้ย มันก็คงไม่เหมือนนะครับ (อย่าคาดหวังๆๆ)
1. แนะนำตัวเองแบบสั้นๆ (ที่ไหนก็ต้องเจออยู่แล้ว)
2. ทำไมถึงสนใจอยากจะมาเรียนที่เกาหลี ?
3. เคยมาเกาหลีมั้ย ? ถ้าเคยแล้ว ชอบอะไรในเกาหลี ?
4. พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย ?
5. จากเอกสาร เห็นว่าจะมาเรียนคณะนี้ ตั้งใจว่าจะไปทำอะไร แล้วในประเทศไทยนั้น เป็นยังไง (ผมบอกว่าอยากเรียน Biotechnology ครับ แล้วเค้าก็ถามว่า ในบ้านเรา Biotechnology เป็นยังไงเอาง่ายๆก็คือ คุณจะเรียนอะไร ก็ควรจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสาขานั้นๆ ทำการบ้านให้ดีๆว่าเรียนอะไร จบไปจะทำอะไร หน่วยงานไหน ถ้าเกิดสามารถระบุเจาะจงไปได้ ก็เหมือนกับว่ามันเป็นรูปธรรม จริงมั้ยครับ?)

คำถามที่โดนถามบ่อยๆ (FAQ)

Q : ทุนนี้เอกสารต้องกรอกเป็นภาษาอะไร?
เอกสารทุกอย่างต้องเอามาแปลหมดเลยมั้ย ?

A: เป็นภาษาอังกฤษ หรือ เกาหลีครับ แปลทุกอย่างเลยครับ ส่วนเอกสารเกี่ยวกับวิชาการของที่โรงเรียนส่วนใหญ่เค้ามีฟอร์มอยู่แล้วครับ ไปบอกห้องทะเบียนที่รร.ให้เค้าดำเนินการให้ได้ครับ

Q: ซิ่วแล้วมาสอบได้มั้ย ทุนนี้ ?
A : ได้ครับ เขาจำกัดแค่ว่า อายุต้องไม่เกิน 25 ปี และมีเอกสารจบจากสถาบันการศึกษาภายในเวลาที่เค้าเขียนไว้ในใบสมัคร ขอแค่ยังไม่จบป.ตรีก็พอ ถ้าจบป.ตรี ก็ให้ไปดูของทุนป.โท นะครับ อ้อเรื่อง เกรดเฉลี่ยต้องมากกว่า 2.64 ขึ้นไป….

Q: ต้องมีผลการสอบภาษาเกาหลี หรือ ภาษาอังกฤษมั้ย ? ต้องรู้ภาษาเกาหลีมาก่อนหรือเปล่า?
A: ใบผลการสอบภาษานั้น ไม่จำเป็นครับ แต่หากมีเค้าก็อาจจะพิจารณาเป็นพิเศษ ความรู้ภาษาเกาหลี ไม่มีความรู้มาก่อนก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะเค้าให้เราเรียนปรับพื้นฐานปีนึงเต็มๆอยู่แล้ว

Q: เอกสารบอกว่า ต้องส่งเอกาสารจบม.ปลายด้วย นี่ยังเดือน ต.ค. อยู่เลย จะส่งไปได้ยังไง ?
A: ต้องให้รร.ออกเอกสารที่เรียกว่า “คาดว่าน่าจะจบ” ให้ครับ ภายในเอกสารก็ต้องระบุไว้ด้วยว่าเราคาดว่าจะจบภายในเดือนนี้ วันที่เท่านี้ (เอกสารนี้ ถ้าเกิดฝ่ายทะเบียนไม่เข้าใจ ก็ยากอยู่เหมือนกันเพราะว่าตอนที่ไปทำเอกสารนี้ อ.ก็บอกกับเราว่า จะไปมั่นใจได้ไง ว่าเธอจะจบภายในเดือนนี้ๆๆๆต้องคุยกับอาจารย์ดีๆนะครับ 😀 ) ปล. เอกสารนี้เป็นภาษาอังกฤษ

Q: การเลือกมหาวิทยาลัย และคณะต่างๆ จะเลือกยังไง ?
A: ถ้าเข้าไปในเว็บไซต์ Study in Korea (ที่เดียวกันกับดาวน์โหลดใบสมัคร) ก็จะมีรายชื่อ ของมหาวิทยาลัยที่สมัครได้ และคณะครับ ซึ่งคณะที่ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคณะที่ใช้เวลาเรียนนาน เช่น หมอ, สถาปัตย์ฯ ฯลฯ การเลือกนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบ ว่าอยากจะเรียนอะไร ถ้าเอาเป็นเรื่องชื่อเสียง คนเกาหลีก็ต้องยกให้มหาวิทยาลัย ในกลุ่ม SKY (S = Seoul National Univ. , K= Korea Univ. , Y = Yonsei Univ.) ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัย ถ้าเอาจริงๆแล้ว เค้าจะมีความถนัดในการสอนที่แตกต่างกัน อันนี้อยากให้ทำการบ้านให้ดีๆครับผม

Q: เงินเดือน ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ได้ เพียงพอหรือเปล่า?
A: บอกตรงๆว่า เพียงพอ ครับ ในการใช้จ่ายพื้นฐาน ผมจึงแนบเป็นสรุปราคาค่าใช้จ่ายต่างๆในเกาหลี เทียบกับเงินเดือน 800,000 วอนให้ดูดังนี้ครับ ค่าหอพัก หากเป็นนักเรียนทุน ก็จะอยู่ราวๆเดือนละ 300,000-400,000 วอน หักจาก 800,000 วอน (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยครับ)

ราคาสินค้าในเกาหลี
ตัวอย่างรายการค่าใช้จ่ายต่างๆในเกาหลี

ทิ้งท้ายเป็นภาพความทรงจำดีๆของผม ก่อนที่เดินทางมาที่เกาหลีครับ… (ปล.ไปอ่านบล็อกช่วงแรกที่มาเกาหลีได้ที่นี่) หวังว่าเรื่องราวของผม จะส่วนหนึ่งของเป็นกำลังใจ ให้กับทุกคนที่อยากจะมาสัมผัสของการเป็น นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีที่นี่ มารู้จักเพื่อนใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกัน มาพัฒนาภาษาเกาหลี มาเรียนรู้จักวัฒนธรรมเกาหลี และสัมผัสประสบการณ์การเป็นนักเรียนต่างประเทศครับ

เพื่อนๆมาส่ง….มาอยู่นี่คิดถึงเพื่อนกลุ่มนี้มาก…

กำลังใจจากทางโรงเรียนที่ให้การสนับสนุน และสุดท้ายก็คงเป็นความอบอุ่นจากที่บ้าน…

เฟรมขอแสดงความยินดีกับว่าที่นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีล่วงหน้าเช่นเดียวกันครับ ยิ่งได้นึกถึง
บรรยากาศของปีตัวเองแล้ว เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดี น้องๆที่เตรียมตัวในปีนี้ ขอให้ทำให้เต็มที่
และหวังว่าจะได้เจอกันที่เกาหลีนะครับ 😀

เตรียมข้อมูลเพิ่ม!

เรียนทำอาหาร & เที่ยวบ้านคนเกาหลี

สวัสดีครับ หลังจากที่มาอยู่เกาหลีได้ 6 เดือน นี่ก็จะเป็นครั้งแรกครับ ที่เฟรมจะมีโอกาสได้ไปเที่ยว
ในบ้านของคนเกาหลี คำว่า “บ้าน” ของเค้านั้น ก็ขอบอกว่าจะแตกต่างจากบ้านเราหน่อยครับ
เนื่องจากว่าสภาพภูมิประเทศของบ้านเรา และที่นี่ ค่อนข้างแตกต่างกัน กล่าวก็คือ ที่นี่เป็นภูเขา
ซะส่วนใหญ่ทำให้การจัดสรรพื้นที่ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญมากครับ

ลักษณะของอพาร์ตเม้นท์ ก็จะเป็นอาคารสูงๆแบบนี้ ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไป เหมือนกับบ้านหรืออาคารพาณิชย์ในบ้านเราเลยครับ

คนเกาหลี ส่วนใหญ่จะอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ครับ เห็นว่าเป็นอพาร์ตเม้นท์แล้ว ผมว่าอย่าเพิ่ง
จินตนาการรูปแบบของอพาร์ตเม้นท์บ้านเราเลย เราใช้คำนี้ผิดกันมานานแล้วครับ ถ้าบ้านเราจะเป็น
คอนโดมิเนียมซะมากกว่า แต่อย่างไรก็ดีครับ การมาที่นี่ ผมได้รับคำเชิญจากทีมอาสาสมัคร
MANNAM ที่ได้พูดถึงไปเมื่อตอนที่แล้ว คนเกาหลีกลุ่มนี้อัธยาศัยดีมากๆเลยครับ และวันนี้
เค้าจะมาสอนพวกเราทำอาหาร และพูดคุยกันครับ

ภายในบ้านครับ ตรงนี้ก็เป็นห้องครัว กับห้องนั่งเล่น
จัดปาร์ตี้ย่อมๆ ต้อนรับผมและเพื่อนๆ
วันนี้เราจะมาทำ 잔치국수 (จินชิกุกซุ) หรือว่า บะหมี่นั่นเองครับ จริงๆแล้วมันไม่ใช่บะหมี่อย่างเดียว มันเป็นบะหมี่ปาร์ตี้ (ถ้าแปลตรงตัว) เค้าบอกว่าส่วนมากจะทำกันตอนงานเลี้ยง เลยเป็นที่มาของชื่อบะหมี่ปาร์ตี้นี้ครับ
เฮฮากันมากๆเลย คนนี้เพื่อนจากรวันดาครับ (ซ้าย) คนเกาหลี (ขวา)
เรียนวิธีการหั่นผักกัน เค้าบอกว่า เวลาหั่นผักสำหรับผู้หญิง ถ้าอยากให้ผู้ชายรักเนี่ย ต้องหั่นเบาๆ ไม่ให้มีเสียง เป็นมารยาท…
จากนั้นเราก็จะเติมด้วยเครื่อง ไปด้วย 5 สีที่แตกต่างกัน เรียกว่า 5 방색 (โอพังแซก) สีขาว ก็มาจาก ไข่ขาว (하얀 계란) สีเหลืองมาจาก ไข่แดง (노란 계란) สีแดงมาจาก แครอทหั่น  (당근 채 볶음) สีเขียวมาจาก ฟักทอง ชนิดนึง (애호박) และสุดท้ายสีดำ ก็คือ สาหร่าย (김) ครับ
ชันจิกุกสุ (บะหมี่ปาร์ตี้) สำหรับน้ำซุปนั้น ผมว่ามันจืดกว่าแกงจืดบ้านเราซะอีก น้ำซุปก็ใช้วัตถุดิบเยอะแยะเหลือเกินครับ ประกอบไปด้วย ปลากระตัก (멸치) สาหร่ายทะเล (다시마) ต้นหอม (대파) หัวหอม (양파) น้ำมาต้ม ทำเป็นน้ำซุปครับ
เครื่องเคียง อันนี้เป็นแป้งที่เค้าจะผัดแล้วก็ใส่ผักครับ เรียกว่า ปุจิมเก…(부찜개) อารมณ์ผมว่าเหมือนกิน หอยทอด แต่ข้างในเป็นผัก (หรือมันมีเมนูอาหารไทยอื่นๆ เทียบใกล้เคียงอีกมั้ย – -?)
ห้องนี้อยู่ชั้น 31 ของอพาร์ตเม้นหลังนี้ครับ สูงใช่มั้ยล่ะ ~ ราคาของห้องที่นี่ คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเกาหลีการจะซื้อบ้านอะไรพวกนี้แพงมากกก
ก่อนที่พวกเราจะมานั่งกินด้วยกันครับ

หลังจากที่พวกเราท่านข้าวเสร็จ ก็ได้พูดคุย คุยทุกเรื่องครับ เพราะคนเกาหลี ก็อยากให้เราพูดเกาหลี
ฝึกภาษาเกาหลีกับเค้าอยู่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะกลับกัน ก็มีเรื่องสนุกๆให้ได้ทำ คือ คนเกาหลีเค้าเอา
ลูกโป่งที่บรรจุก๊าซฮีเลียมเอาไว้ครับ ก่อนที่จะมาให้พวกเราดูดเข้าไป แล้วผลปรากฏว่า…..

ถ้าใครดูซีรีส์เกาหลี หรือรายการเกมโชว์เกาหลี อาจจะเห็นกันบ่อยๆ ที่ดาราจะทำแบบนี้ ผลมันคือ
“เสียงมันเปลี่ยน”ครับ แก๊ซฮีเลียมทำให้เสียงเปลี่ยนได้ … เกิดอะไรขึ้น ? เหตุผล อธิบายกันคร่าวๆ
ก็คือว่า เราเปลี่ยนตัวกลางการเดินทางของเสียงของเรานั้นเองครับ จากเดิมที่เป็นออกซิเจน เมื่อเรา
เปลี่ยนเป็นฮีเลียม ซึ่งมันเป็นแก๊ซที่เบากว่า ก็ทำให้เสียงมันออกมาผิดๆเพี้ยนๆ เป็นเสียงที่แหลมขึ้น
นั้นเอง … ถามว่าเป็นอันตรายมั้ย เท่าที่เข้าใจคือ ไม่เป็นอันตรายแก๊ซนี้เบามาก จนมันออกมาเอง
ดังนั้น แน่นอน แก๊ซนี้มันจะไม่เข้าไปในปอด แต่ก็ไม่ควรเล่นบ่อยครับ…. พูดแล้วไม่เห็นภาพ
ลองไปดูวิดิโอกันครับ …

ฮ่าๆ มันน่าอัศจรรย์มากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ยังไงก็ดี เสียงมันจะเปลี่ยนแค่ชั่วคราวครับ….

ก็เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ประทับใจของเฟรม ที่มีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่
ของคนเกาหลี ซึ่งโอกาสต่อๆไป เฟรมก็จะนำเรื่องราวมาฝากคุณผู้อ่านให้ได้ติดตามกันตลอดเวลา
ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะครับ… สำหรับตอนนี้ ก็ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามกัน
จนจบ พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

다음에 또봐요 ~ (ทาอึเม โตพวาโย) : แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า