63 Building : อควาเรียม หุ่นขี้ผึ้ง สกายอาร์ต ที่สุดในตึกเดียว

เก็บบรรยากาศการท่องเที่ยวในเกาหลี ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนแบบนี้ มาฝากคุณผู้อ่านกันอีกครั้งครับ สำหรับที่นี่ ต้องบอกก่อนเลยว่า ผมไม่ค่อยเห็นทัวร์ไหนพาไปกเท่าไร ถ้าดูจากสถานที่ที่คนไทยนิยมมาท่องเที่ยวกัน อย่างหอคอยนัมซาน (เอ็น โซลเทาเวอร์) ที่ไปคล้องกุญแจก็ดี หรือตลาดสำคัญๆในโซลก็ดี แต่ที่นี่ เป็นอีกที่หนึ่งเลยครับ ที่เฟรมคิดว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้กันและยังเป็นอีกสถานที่ ที่ทำให้คุณได้เห็นทั้งกรุงโซล และแม่น้ำฮัน ที่ขั้นระหว่างโซลทั้งสองฝั่งนั้น ได้ฟีลสุดๆไปเลย กับที่นี่ 63 Building ครับ

มาที่นี่ก็อย่าถามหา หกสิบสาม บิลดิ้งนะครับ ชื่ออาคารนี้อ่านว่า “ยุกซัม บิลดิ้ง” ยุก คือ 6 ในภาษา
เกาหลีครับ ส่วน ซัม ก็ 3 ครับผม

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรจะเข้าใจ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเกาหลี โดยเฉพาะภายในอาคาร พิพิธภัณฑ์ที่เกาหลีนั้น ส่วนมากจะหยุดทำงานกัน วันจันทร์
ครับผม แต่สำหรับที่นี่ ผมเช็คหลายรอบเหมือนกัน ก็พบว่า เป็นสถานที่นึงที่ เปิดให้บริการทุกวัน ครับ

มีอะไรที่น่าสนใจในตึก 63 Building กันบ้าง… ?

  • มี อควาเรียม “Sea World”
  • มี โรงภาพยนตร์สามมิติ IMAX
  • มี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง
  • มีให้ชมวิวจากชั้น 60 จากอาคารที่เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเกาหลีมาก่อน บนบรรยากาศ
    ที่รายล้อมไปด้วย Art Gallery ศิลปะบนตึกระฟ้า แน่นอนว่ามีที่เกาหลีที่นี่ที่เดียว

สำหรับผม ก็เรียกว่าครบครันมากๆ ภายในตึกเดียว ตั๋วก็จะมีเป็นแพคเกจเลยครับ ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะเข้าชม สำหรับผม เป็นคนต่างชาติก็มีสวนลดให้ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เพื่อเข้าชมทุกส่วนของอาคาร เบ็ดเสร็จอยู่ที่ 34,000 วอน หรือประมาณ 940 บาทครับ

การเดินทางไปตึก 63 building

อาคารนี้ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำฮันเลยครับ การเดินทาง สามารถเดินทางได้หลายวิธี โดยใช้รถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่ สถานี Daebang Station (대방역) (สาย 1) แล้วเดินออกมา จะมีรถบัสสาย 62 ไปลงที่หน้าอาคารเลยครับ

หรือจะเดินทางด้วย สถานี Yeouido Station (여의도역) (สาย 5 หรือสาย 9) จากนั้นก็นั่งรถบัสสายเดียวกันนี้มาก็ได้ครับ เดินมาก็อาจจะใช้เวลาสัก 15 นาทีได้ครับ หรือไม่ก็ต่อแท็กซี่บอกว่ามาตึก ยูกซัมบิลดิ้งได้เลย !

ตอนแรก ผมก็กังวลเรื่องการขึ้นรถบัสครับ เพราะเป็นการขึ้นรถบัสครั้งแรกๆในโซล (หลังจากไปอยู่บ้านนอกมานานได้ที่) แต่พอได้ขึ้นแล้วก็พบว่าไม่มีอะไรน่ากังวลจริงๆครับ เพราะว่ารถบัสในเกาหลีนั้น จะจอดตามป้าย และมีเส้นทางการเดินรถที่ชัดเจนมาก ว่าจะไปจอดตรงไหนๆ ก็สามารถเช็คได้ และไม่หลงครับ ถ้าประเทศไทยจะไปปรับใช้บ้าง ก็น่าจะเหมาะสมกับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงคนไทยเองก็น่าจะไม่สับสนนะครับ

แผนที่แสดงการเดินรถบัสของรถบัสในโซล

IMAX 3D Movies : SEA REX

ภายในตึกหลังใหญ่แห่งนี้ ไม่ได้เป็นสถานที่จัดแสดงสิ่งต่างๆ ที่ผมจะกล่าวถึง ต่อไปนี้เพียงอย่างเดียวนะครับ ยังเป็นที่ทำงานด้วย ดังนั้นภายในอาคารนี้ จึงประกอบไปด้วยสถานที่อื่นๆ อีกมากมายตั้งแต่ร้านอาหาร (หรูๆทั้งนั้น) ไปจนถึงไปรษณีย์ สำหรับส่วนจัดการแสดงนี้ จะอยู่ที่ชั้น BF1 ครับ โดยสามารถซื้อตั๋ว และเข้าชมได้ทันที โดยสถานที่แรกที่ผมไป คือ ภาพยนตร์สามมิติ เรื่อง SEA REX ครับ ไม่อยากจะบอกว่ามันเป็นภาพยนตร์ หากมันคือ สารคดี ดีๆนี่เอง ตอนที่ผมดูนั้นไม่คาดหวังว่ามันจะตื่นเต้นเร้าใจขนาดนี้ครับ เนื้อหาหากใครชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ผมแนะนำมากเลยครับ เรื่องราวเหมือนเอาเนื้อหาที่ดูน่าเบื่อในหนังสือชีววิทยา มาอธิบายใหม่ให้เข้าใจด้วยกราฟิกสามมิติ ดูจบแล้วนี่ให้แรงบันดาลใจผมมากขนาดอยากกลับไปเรียนชีวะเรื่องนี้อีกรอบ

ภายในโรงภาพยนตร์
ขอแนะนำให้รู้จักกับสองสาวที่ร่วมทริปด้วยครับ ชาวเนปาล และ เวียดนาม

โดยภาพยนตร์เป็นภาษาเกาหลีครับ ก็จะมีอุปกรณ์ตัวนี้ให้กับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการฟังคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

Sea world : Aquarium in 63 Building

ถ้าใครมีโอกาสได้ติดตามบล็อกของเฟรม ตอนไปงาน Yeosu Expo นั้น ถ้าจำได้ เฟรมมีโอกาสได้ไปชมอควาเรียมเหมือนกัน ซึ่งเฟรมก็มาทราบว่า บริษัทที่ทำอควาเรียมให้ทั้งสองที่นั้น เป็นบริษัทเดียวกัน ไม่แปลกใจ ที่จะได้เห็นอะไรคล้ายๆกัน การจัดแสดงที่คล้ายๆกัน แต่รอบนี้ เฟรมมีเวลาให้กับสัตว์น้ำแทบทุกๆตัว ในสถานที่แห่งนี้เลย

เพนกวิน แจ๊คแอส (Jackass Penguin) ชื่อนี่สุดยอดมากก..
Lion fish…

จะแบ้วไปไหน

มาเจอปูแมงมุมอีกแล้ว เจ้าเดียวกันกับที่ไปดูในงาน Yeosu เลย

มาเอ๊กซ์เรย์สัตว์เหล่านี้กัน

จะยาวไปไหนเนี่ย !! King of herrings
แมงกะพรุน (Moon jellyfish)
ระยะ Polyps ของแมงกะพรุน
ระยะ Polyps ของแมงกะพรุน
Doctor fish เพิ่งเคยให้พวกนี้มาตอดครั้งแรก จั๊กจี้ดี…ฮ่าๆๆ

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง 63

เป็นคนชอบดูความเหมือน ความพยายามในการปั้นหุ่นขี้ผึ้งครับ ลองมาดูงานหุ่นขึ้ผึ้งของที่เกาหลีกันบ้างดีกว่า…

โทมัส อัลวา เอดิสัน

บุคคลในแบ๊งค์หมื่นวอนเกาหลีครับ “พระเจ้าเซจงมหาราช
กว่าจะเป็นหุ่นขึ้ผึ้ง…
อันนี้ไม่ใช่หุ่นขึ้ผึ้ง
อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา
ได้รับการต้อนรับจากท่านโอบาม่า อย่างอบอุ่น
ท่านเหมา เจ๋อ ตุง ในส่วนการจัดแสดงเกี่ยวกับประเทศจีนครับ
ภายในส่วนของพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งนี้ ก็มีการรวบรวมของหายาก จากศิลปินที่มีชื่อเสียง แถมมีใบประกาศรับรองด้วย อยู่หลายชิ้นด้วยกันครับ
ส่วนของศาสนาคริสต์ หุ่นขึ้ผึ้ง The Last supper ครับ
ไมเคิล แจ๊คสัน …
เอลวิส
กุส ฮิดดิงค์ (Guus Hiddink)
เดวิด แบคแฮม…

สกายอาร์ต : ศิลปะบนตึกสูงระฟ้า

ขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้น 60 ครับ แน่นอนว่า ระหว่างขึ้นลิฟต์ไปอย่างช้าๆนั้น เราจะได้เห็นบรรยากาศของทั้งสองฝั่ง กรุงโซล ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนในเมือง กับสายน้ำที่ตัดผ่านทั้งสองฝั่ง เห็นการคมนาคมตั้งแต่รถไฟ รถยนต์ ตึกที่เรียงรายเป็นระเบียบ แน่นอนครับ ต้องขึ้นมาชมให้ได้

63 Sky art

เห็นหอคอย เอ็นโซลเทาเวอร์ จากอีกฝั่งด้วย

และส่วนของชั้นบน ก็ยังมีอาร์ตแกลอรี่ ที่รวบรวมผลงานของคนเกาหลีไว้ครับ อยากจะขึ้นมาตรงนี้มาจิบกาแฟ ทานไอศกรีม ชั้นบนนี้ก็มีไว้บริการครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับทริปในครั้งนี้ … สำหรับเฟรมแล้ว การที่ได้ไปเที่ยวในหลายๆที่ ภายในระยะเวลาสั้นๆ อย่างวันเดียว เป็นอะไรที่ไม่รีบร้อนจนเกินไป ทำให้สามารถได้ชมได้ทั่วทั้งอาคารและหากจะมาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ สิ่งมีชิวิตในท้องทะเล หรือจากการชมภาพยนตร์สามมิติแล้วเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ หากมีเวลาเหลือ ก็ยังสามารถนั่งรถไฟฟ้า ไม่กี่สถานี ก็เข้าไปยังตลาดสำคัญๆในโซล ช็อปปิ้งกันตอนเย็นต่อได้ครับ

ในวันที่บล็อกนี้ (27 สิงหาคม 55) เป็นช่วงที่พายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ กำลังเข้าทั่วทั้งเกาหลีเลยครับทำให้ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวสถานที่อื่นๆ ต้องรีบกลับก่อน และทั้งหมดนี้ก็เป็นการเดินทางที่ได้ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้มาเที่ยวกับเพื่อนๆครับ โอกาสหน้า จะมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ไม่พลาด ที่จะนำเรื่องราวมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ

 

โอปป้า กังนัมสไตล์ คืออะไร? ทำไมต้องกังนัมสไตล์?

         โอปป้า กังนัมสไตล์ คืออะไร ? ทำไมต้องกังนัมสไตล์ ? นี่คงเป็นคำถามยอดฮิตที่หลายๆคนคงสงสัยกันท่ามกลางเฟซบุ๊คที่เต็มไปด้วยลิงก์ มิวสิควิดิโอเพลงของศิลปิน PSY จากแดนโสมเกาหลีที่เรียกว่ามาสยบสาวๆ และหนุ่มๆ ศิลปิน K-POP อีกหลายๆคนเลยทีเดียว กับยอดวิว หรือยอดผู้ชมในYouTube กว่า 46 ล้านคน (ณ วันที่ 23/8/2555) ถือว่าเป็นไวรอลวิดิโอ หรือคลิปที่มีการพูดถึงมากและเป็นที่นิยมในอินเทอร์เน็ตนั่นเอง….

โอปป้า กังนัมสไตล์

มาถึงตอนนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้ลองไปฟังเพลง เพลงนี้กัน พร้อมกับดูมิวสิควิดิโอไปด้วยนะครับ

ฟังจบแล้ว… ผมขอเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ ส่วนตัวของผมหน่อยแล้วกันครับ ผมจำได้ว่า ผมฟัง
เพลงนี้ครั้งแรก ตอนที่เข้าไปนั่งดูชาร์ต TOP 100 ของอันดับเพลงในเกาหลี เพื่อที่จะหาเพลงเพราะๆ
มาฝึกภาษาครับ แต่ดันมาเจอศิลปิน PSY กับเพลง Gangnam Style นี่เข้า ซึ่งผิดคาดกับที่ผม
คิดไว้คือผมไม่เคยได้ยินชื่อศิลปินคนนี้ บวกกับ ทำไมเพลงนี้ชนะศิลปินที่ผมคาดไว้ตอนแรกได้ยังไง..
จึงเป็นที่มาที่ได้ฟังเพลงนั้นเป็นครั้งแรก ท่ามกลางที่เกาหลีก็กำลังได้รับความนิยมเรื่อยๆครับ
จนกระทั่งในที่สุด ผมก็เริ่มได้ยินเพลงนี้บ่อยขึ้น บ่อยขึ้น…. และตามมาด้วยเพื่อนๆในประเทศไทย
เริ่มแชร์คลิปนี้มากขึ้น ผมคิดว่า ในฐานะที่ผมก็อยู่ที่เกาหลี ได้ฟังวลี โอปป้า กังนัมสไตล์ มาบ่อย
และดูมิวสิควิดิโอเพลงนี้ก็บ่อยพอสมควร (จนบางทีก็คิดว่า น่าจะเต้นตามได้แล้ว) ก็เลยมีเกร็ดเล็ก
เกร็ดน้อยกับเพลงนี้มาฝากกันครับ

“โอปป้า กังนัมสไตล์” เป็นวลีที่ถูกร้องบ่อยในเพลงนี้ ซึ่งคำว่า โอปป้า (오빠) ซึ่งเป็นคำที่ผู้หญิงที่
ใช้เรียกพี่ชาย(หรือผู้ชายที่มีอายุมากกว่า เหมือนบ้านเราเรียกพี่ นั่นแหละครับ) กังนัมสไตล์นั้น …
กังนัม (강남) เป็นชื่อเรียก ของสถานที่ในแถบตอนใต้ของแม่น้ำฮัน(Han River) ที่ตัดข้ามกรุงโซล
ไปนั้น บริเวณนั้น เป็นแหล่งที่เรียกว่าทำเลทองในเกาหลี ที่เรียกว่าหรูหรา มีระดับ โรงแรมก็หรู ห้างก็
มีแต่ของแบรนด์ๆ แพงๆ คนที่มีรสนิยมดีมากๆก็จะนิยมไปเที่ยวช็อปปิ้งกันในย่านนั้นนั่นเองครับ

แผนที่กรุงโซล

พอมารวมๆกันแล้ว ชื่อเพลงจึงหมายถึงกับ สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านกังนัม ที่เต็มไป
ด้วยความหรูหรา มันคงอารมณ์ “ป๋า/เสี่ย” บ้านเราไปแล้ว บวกกับศิลปิน PSY ซึ่งอ่านว่า “ไซ”
ที่แสดงท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ศิลปิน K-POP หลายๆคนคงนึกไม่ถึง จึงทำให้วิดิโอนี้เป็นการ
ผสมผสานอะไรที่ลงตัวหลายๆอย่าง ไม่แปลกใจที่ “กังนัมสไตล์” จะเป็นที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต

ต้องขอบอกเลยล่ะครับว่า เพลงนี้ อีกเพลงนึงที่สร้างความสำเร็จอย่างมากให้กับ “ปาร์ค เจ ซัง
(박재상)” หรือที่ตอนนี้ทุกคนรู้จักกันไปในนามของ “ไซ” ไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าก็มีผลงาน
เพลงเช่นเดียวกัน แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่เค้าคิดเอง ประกอบกับท่าเต้นเองด้วย ผมเองก็ไปเจอ
เบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดิโอเพลงนี้มาล่ะครับ จะสนุกสนานเหมือนตอนที่เราเห็นกันในมิวสิค
วิดิโอขนาดไหนคงต้องไปติดตามกันเองแล้วล่ะครับ

หรือใครอยากจะฝึกเต้นเพลงนี้แล้วล่ะก็ คลิปนี้กันเลยครับ…

สำหรับวันนี้เฟรมก็ต้องขอลาคุณผู้อ่านไปด้วยเบื้องหลังของเพลงนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า
สวัสดีครับ…    อันนยองฮิ เคเซโย (안녕히 계세요) 😀

Mannam Cool Festival : เล่น เรียนรู้ วัฒนธรรมเกาหลี

# หมายเหตุ
ขอพูดถึงหน่วยงานนี้หน่อยนะครับ หลังจากที่อยู่เกาหลีได้สักพัก จึงทำให้รู้ความเป็นมาเป็นไป
ของหน่วยงานนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่เขียนไม่ทราบว่าหน่วยงานนี้จริงๆมีจุดประสงค์ หรือ
จุดมุ่งหมายอะไรหน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เค้าต้องการเรียกคน
ให้ไปทำกิจกรรมทางศาสนาต่อไป ผมแนะนำสำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในเกาหลี ไม่ให้
ร่วมกิจกรรมหากไม่สนใจที่จะเข้าร่วมศาสนานี้นะครับ

 

อีกหนึ่งของความสนุกกับกิจกรรมหลังจากที่เฟรมสอบปิดภาคเรียนฤดูร้อน ภาษาเกาหลีเสร็จไป
เมื่อวานครับ ก็มีโอกาสได้มาเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับคำเชิญจากทีมอาสาสมัคร ‘มันนาม’
(MANNAM Volunteer Association) ซึ่งเป็นหน่วยงานอาสาสมัครที่มีเครือข่ายระดับ
ใหญ่ของที่เกาหลีเลยทีเดียว เราจะมาดูกิจกรรมวันนี้ครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ
“Mannam Cool Festival”

ผมไปรู้จักหน่วยงานนี้มาได้ยังไง

วันนึงขณะที่ผมก็เดินไปมาอยู่ในมหาลัยนั้น ก็มีคนเกาหลีกลุ่มนึงเลยครับ ชายหญิง เข้ามาพูดคุยด้วย
ถามนู่นถามนี่ ก็รู้สึก งงๆ และแปลกๆเหมือนกันครับ เพราะว่ามหาลัยนี้คนภายนอกชอบเข้ามา หลายๆ
วัตถุประสงค์ด้วยกัน เผยแพร่ศาสนาก็มี ทำให้ผมเองก็ไม่ค่อยชอบเข้าไปพูดคุยเท่าไร แต่พอคุยกับ
ทีมนี้ คุยไปคุยมา ก็ถึงรู้จัก โดยผมและเพื่อนผมก็มีโอกาสได้ทำความคุ้นเคยจากหน่วยงานนี้ จาก
หลากหลายกิจกรรมด้วยกัน ก็มีครั้งนึงครับ ที่เค้ามาจัดกิจกรรมแข่งฟุตบอลที่มหาวิทยาลัย….
และแน่นอนครับ ผมไม่ได้แข่ง 555 (อันนี้ค่อนข้างจะเป็นสัจธรรม เพราะไม่ถูกกับกีฬาที่เป็นลูกกลมๆ)
จึงได้เป็นฝ่ายกองเชียร์ ไปนั่งดู ขณะที่นั่งดู ทีมงานเค้าก็มาคุยเล่น เป็นกันเอง แล้วก็มีสอนวิธีการ
เรียนภาษาเกาหลีแบบเด็กๆด้วย เด็กๆในทีนี้ ก็หมายถึง การเรียนรู้ภาษาเกาหลีของเด็กเกาหลี ที่
จะชอบถาม ไม่ต้องเน้นอะไรมาก จำประโยคไปถามเลย

Mannam Cool Festival

วันนี้ผมเดินทางมาที่งาน ด้วยรถจากทีมงานที่มารับถึงหน้าหอเลยทีเดียวครับ ที่นี่ทุ่มเทเพื่อคนต่างชาติ
ได้เข้ามาทำกิจกรรมกับที่นี่มาก ซึ่งผมก็ยังหาเหตุผลไม่ได้อยู่ดีว่าทำไม … เดินทางไปยังสนามหญ้าของ
บริษัท KT&G ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของงาน บริษัทนี้เป็นบริษัทบุหรี่รายใหญ่ของเกาหลีเลย (เพิ่งไปค้นมา)

ประเทศไทย

ภายในงานเต็มไปด้วยหลากบูธ ประดับไปด้วยธงชาติ หลากหลายชาติกันเลยทีเดียว

ผู้คนในงานก็เต็มไปด้วยทีมงาน เป็นชาวอาสาสมัครเกาหลี อายุผมว่าก็น่าจะราวๆ 23 ปีขึ้นไป ถามว่า
ทำไมต้อง 23 เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกที ฮ่าๆ… ปกติแล้วคนเกาหลี ในความคิดของเรา จะมีอัธยาศัยไม่ดี
เมื่อเจอคนแปลกหน้า โดยเฉพาะยิ่งคนต่างชาติ เค้าจะไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไร บางรายแสดงอาการออก
มาเลยก็มีแต่ที่นี่ ทุกคนอัธยาศัยดีมาก ผมรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ประเทศไทย (ผมกำลังจะบอกว่าคนไทย
อัธยาศัยดีทุกเวลา แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าคนไทยต้องมาดูแลคนต่างชาติบ้างล่ะ คนไทยก็จะอีกแบบ
นึงเหมือนกัน)

ได้เสื้อมาตัวนึงด้วย… ที่น่าดีใจ มีธงประเทศไทยอยู่ในเสื้อด้วยครับ

กิจกรรมมีเท่ๆ คูลๆ สมชื่องาน ผมพามาดูกิจกรรมนึงก่อน ที่คลายร้อนได้ดีทีเดียวเลย ซึ่งผมก็ชอบวนไป
เล่นกับเพื่อนบ่อยๆมาก หลักการไม่มีอะไรมากครับ เค้าเอาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ (นึกถึงน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆที่
ใส่ไปในถังน้ำตอนเล่นสงกรานต์) ไปวางบนแผ่นพลาสติก (ตามรูป) ขึ้นไปยืนแล้วก็ผลักกันครับ

จังหวะดี 555 เอามือหลบ

อ้าวแล้วถ้าผลักกัน หัวฟาดพื้นทำไง…. เค้ามีกติกาว่า ก็ห้ามจับส่วนอื่นๆของร่างกายครับ ผลักได้
อย่างเดียว มือชนมือ แล้วมันไม่ต้องผลักกันเสมอไปครับเกมนี้ เราเอามือหลบจังหวะเพื่อนผลักมา เพื่อน
ก็มีสิทธิ์ล้มได้ (อันนี้ผมค้นพบตอนที่เล่นรอบแรก 555) ก็ลองไปเล่นๆกันดูนะครับ คลายร้อนได้ดีทีเดียว
เย็นเท้าสุดๆไปเลย แล้วก็ไปเล่นในสนามหญ้านะครับ

อีกกิจกรรมตรงนี้ก็สนุกดีครับ กิจกรรมนี้ทำให้ผมรู้ว่า ปืนสงกรานต์บ้านเราเนี่ย เกาหลีก็มีเหมือนกัน
แต่ถามว่าอิมพอร์ตมาจากบ้านเรามั้ย อันนี้ไม่ทราบครับ … เกมนี้ให้เราเป่ายิงฉุบกันครับ ถ้าคนไหนแพ้
ต้องรีบหยิบหม้อมากันคนที่เป่ายิงฉุบชนะ คนที่ชนะเค้าจะใช้ค้อนเด็กเล่น หรือไม่ก็ปืนฉีดน้ำยิงใส่ครับ
ถ้ากันได้ก็รอดไป ไม่ทันก็เปียกไป … ฝึกสมาธิดีจริงๆ

มาดูแนวของกินกันบ้าง… สำหรับหน้าร้อนนั้น ถ้าถามคนเกาหลีว่า อาหารยอดฮิตของหน้าร้อนคืออะไร?
หลายๆคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พัด ปิง ซุ” พัดปิงซุ (팥빙수) ชื่อเกาหลีซะขนาดนี้ จริงๆมันก็คือ
น้ำแข็งใส (สามพยางค์เหมือนกันซะด้วย) บ้านเรานี่ล่ะครับ ความแตกต่าง คงเป็นที่เครื่อง คือ ต้องเป็น
ถั่วแดง (มาจากคำว่าพัด แปลว่าถั่วแดง) กับเครื่องข้างในที่เห็นบ่อยๆ ก็จะเป็น ข้าวต๊อก (มันคือแป้ง
ข้าวเหนียว ที่ผมไม่คิดว่ามันจะถูกแปรรูปไปอยู่ในสารพัดอาหารของเกาหลีได้) คอนเฟลกต์ ผลไม้เช่น
สัปปะรด และนม ถ้าเกิดไปกินในร้านฟาสต์ฟู้ด หรือกาแฟ ก็อาจจะเห็นมันถูกแปรรูปใส่ไอติมไปด้วย
มีโอกาสก็ลองหาทานดูนะครับ สำหรับรสชาตินั้น ยังไงผมคิดถึงนมข้นหวานในน้ำแข็งใสบ้านเราครับ
(มันหอมอร่อยกว่าเยอะ)

น่ากินมั้ยๆๆๆ พัดปิงซุ ~!

เดินมาอีกบูธ เค้ากำลังตอก “ตังเม” กันอยู่ครับ อันนี้ก็ได้ไปลองตอกเหมือนกัน ก็จะเป็นแป้งเหนียวๆ
หน่อยอะนะครับ แล้วเค้าจะไปคลุกกับแป้งที่ทำมาจากถั่ว รสชาติหอมหวาน อร่อยได้ใจไปเลย~

อร่อยมาก… เป็นความเหนียวหนืดๆของแป้ง กับความหอมหวานของแป้งที่ทำจากถั่ว

เสร็จแล้ว เราไปดูอะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของคนเกาหลีบ้างครับ มาที่บูธเพ้นท์เล็บกันบ้าง อย่าเพิ่ง
ตกใจว่าผมคิดยังไงไปทำเล็บ เค้ามีความเชื่ออยู่ครับ แล้วอุปกรณ์ วัตถุดิบเนี่ย เค้าใช้ใบกับดอกของ
ต้นพีช (ถ้าจำไม่ผิด) แล้วก็เอามาตำๆๆๆ แล้วเอาอันนั้นล่ะ มาห่อนิ้วแบบนี้ ทิ้งไปสัก 3-4 ชั่วโมง
สีนี้ก็จะติดอยู่ที่นิ้วเราอยู่หลายเดือนเลย เห็นเค้าว่า… (แต่ไอ่ที่เซ็งคือเพิ่งมารู้ทีหลังว่าอยู่อีกหลาย
เดือน แถมทำนิ้วชี้เห็นเด่นชัดซะด้วย) เค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเกิดทำแล้วมันนานมากกว่าจะหายเนี่ย
แสดงว่าจะสมหวังในความรัก หรือโชคดีอะไรทำนองนั้นครับ

ต้นที่เอามาใช้ทำสีให้กับเล็บครับ
ต้องอยู่ในสภาพนี้ 3 ชม.
และเมื่อ 3 ชม.ผ่านไป ~

ถัดมาตรงนี้เป็นส่วนของพู่กันเกาหลีครับ (เกือบจะหลุดว่าพู่กันจีนไปซะละ) การเขียนตัวอักษรด้วย
พู่กันเนี่ย ก็ถือว่าเป็นการคลายเครียดอย่างนึงได้เลย แล้วก็เป็นการที่เราต้องใช้สมาธิ จดจ่อ เพื่อให้
น้ำหนักมันได้ สำหรับตัวอักษรภาษาเกาหลีนั้นก็โอเคครับ รวมไปถึงแต่ก่อนนั้น ก่อนที่ประเทศ
เกาหลีจะใช้อักษรเกาหลีนั้น ก็ใช้ภาษาจีนมาก่อน ทำให้รากทางภาษามาจากทางจีน ก็เลยจะมีตัว
ที่เค้าเรียกว่า ฮันจา ที่เป็นอักษรเหมือนอักษรจีนครับ เลยเข้าใจว่าเป็นที่มาของการเขียนพู่กันเกาหลี
เช่นนี้ และแน่นอน มันยากสำหรับเฟรมเหมือนกัน

ข้างบนเป็นฝีมือการเขียนชื่อผม โดยคนเกาหลีครับ สังเกตว่า จะมีมุม มีน้ำหนัก สวยมาก ของผมคือลายมือข้างล่างครับ พยายามให้มีน้ำหนักเหมือนเค้ามั่ง แต่ทำไม่ได้จริงๆ

ส่วนตรงนี้เป็นการสอนประดิษฐ์ลูกโป่งครับ แน่นอนผมกลัวทำมันแตก เลยทำได้ไม่ดีเท่าไร
รูปที่เห็นต่อไปนี้เป็นรูปผลงานที่ป้าแกช่วยผมหมดเลย T^T

ดอกไม้ครับ…

ส่วนตรงนี้ที่เป็นของการพับกระดาษ อันนี้พอเข้าใจได้หน่อย นึกถึงประถมเลย พับนกตัวแบบนี้
จำได้ว่าต้องมีเป่าที่ตัวนกด้วย ให้มันพอง 555 แต่ก่อนจะทำ ก็เขียนคำอธิษฐานไปครับ ก่อน
ที่จะไปห้อยแบบนี้

และแล้วงานก็ดำเนินมาถึงช่วงเที่ยงครับ แน่นอน เราเริ่มหิวข้าวกันแล้ว ตรงลานหน้าเวทีนี้ มีกระทะ
ขนาดใหญ่ มีผักเรียงกัน เป็นโลโกของโครงการนี้ครับ สวยงามมากๆ แน่นอนครับ เรากำลังจะทำ
อาหารด้วยกัน อาหารที่ว่านี้ก็เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเกาหลีเลย นั่นก็คือ “พิบิมปับ” ซึ่งมันเป็นข้าวยำ
เกาหลี โดยก็จะเอาผักกับข้าวและซอสพริกมาผสมกัน แล้วก็จะอาจจะประดับด้วยไข่ดาว เป็นอะไรที่
ผมก็ชอบทานเหมือนกันครับ วันนี้เราจะมาร่วมมือ ร่วมแรงกัน ช่วยกันคน พิบิมปับยักษ์นี้ ให้คนทั้ง
งานได้กินกันครับ

เสร็จแล้วมากินกัน ~!!

ตอนเย็น ก็ยังมีการแสดงมายากลสนุกๆ รวมไปถึงการเต้น Cover dance แน่นอนว่า เรามาถึงถิ่นครับ
และเพลงที่ไม่พ้น จะถูกนำมาให้ได้เต้นตามกันไปด้วยนั่นก็คือ “โอปป้า คังนัม สไตล์” ที่ฮิตยอดวิว
ทะลุ 30 ล้าน ณ เวลานี้ครับ

ก่อนที่พวกเราจะจากกัน ด้วยการโยนถุงทราย ไปบนกล่องที่เห็นนั่นครับ อารมณ์คือ ถ้ากล่องมัน
แตก ของข้างในมันจะทะลักออกมา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการปิดงานครับ

งานจบลงไปด้วยดี ผมต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่นี่มาก (ถึงแม้ว่าผมจะเขียนเป็นภาษาไทย ใน
บล็อกนี้) สิ่งที่ผมได้รับ จากการบันทึกเรื่องราวในวันนี้ หนึ่งคงเป็นการทำงาน ที่เป็น “อาสาสมัคร”
ที่ทำงานเพื่อคนอื่นจริงๆ ผมจำได้ว่า เวลาที่ผมเดินอยู่ในงานคนเดียว จะมีพี่มาถามตลอดเลยว่า
ไปตรงนี้หรือยัง ตรงโน้นหรือยัง ไม่ได้ไป ก็พาไป แถมชวนคุยด้วย ทุกๆคนในทีมนี้ เป็นแบบนี้
หมดเลย ต้องไม่ลืมว่า พวกเราเป็นคนต่างชาติ สำหรับพวกเค้า ไม่ว่าเราจะหน้าแปลกขนาดไหน
มีจิตใจบริการแบบนี้ ผมนับถือจริงๆครับผม

เอาล่ะ ผมขอแนะนำพี่คนนี้ เค้าชื่อว่า ชอนซึงฮี ครับ อายุผมเปิดเผยได้ เพราะวัฒนธรรมเกาหลี เราจะถามอายุกัน เพื่อเรียกถูกว่าเป็นพี่หรือน้อง และใช้คำศัพท์ถูกกับบริบท พี่เค้าอายุ 23 ปี ซึ่งผม เห็นแว้บแรกแล้วตกใจมาก ถ้าเห็นส่วนสูงพี่แกบวกเข้าไปด้วยเนี่ย 16-17 ปีจริงๆครับ 
ผมย่อเพื่อถ่ายรูปกับพี่ฮะ

นอกเหนือจากนี้ ก็คงเป็นการที่ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมเกาหลีมาทีละนิดๆ ซึ่งของแบบนี้ อธิบายยาก
แต่อธิบายได้ ผมจึงพยายามที่จะนำเรื่องราวต่างๆในเกาหลี มาให้ได้อ่านกันอย่างต่อเนื่องครับ

ขากลับก็ส่งกลับถึงหน้าหอเลยทีเดียว ต้องขอบคุณทีม มันนัม นี่มากๆครับ

อ่านแล้วสนุก ชื่นชอบตรงไหน ตอนไหนคอมเมนต์ได้นะครับ อยากจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อ่านบ้าง
ว่ารู้สึกยังไงกับวัฒนธรรมเกาหลี หรืออยากจะรู้เรื่องไหน ลองสอบถามกันเข้ามาได้ มีโอกาสก็จะไปหา
คำตอบมาให้ได้ครับผม สำหรับบล็อกตอนนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ 😀

 

Yeosu Expo 2012 : Korea # ตอนที่ 2

ขณะนี้ผมก็ยังคงอยู่ในงาน “ยอซู เอ็กซ์โป 2012” ณ เกาหลีครับ ซึ่งความเดิมจากตอนที่แล้ว
ที่ผมได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มกำลัง ต่อแถวเพื่อไปเก็บภาพสวยๆ จากอควาเรียมมานั้น
หวังว่าจะชื่นชอบกันนะครับ

เอาล่ะครับ สำหรับตอนนี้ เป็นเรื่องราวหลังจากที่เราไปชมอควาเรียมกันครับ ซึ่งก็ต้องบอกก่อน
ครับว่า ภายในงาน พื้นที่ประมาณ 150 กว่าไร่นั้น กว้างใหญ่มาก มีการจัดการแสดงในอาคาร
ลักษณะเดียวกันกับอควาเรียมนั้นเยอะ หากแต่ว่าในวันหยุดแบบนี้ คนจะเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ
จึงทำให้ไม่สามารถเก็บภาพมาได้ทุกกิจกรรมจริงๆครับ

แต่ความตั้งใจของเฟรมก็คือ การที่จะได้ไปดูบูธนิทรรศการนานาชาติ ที่แน่นอนว่า ประเทศไทย
ของเราก็ได้มาจัดแสดงถึงที่เกาหลีด้วย…  ผมจึงเดินหน้า มุ่งไปที่อาคาร International
Pavilion ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ก็มีการจัดงานของหลายประเทศนอกจากประเทศไทย

Thailand Pavilion @ Yeosu Expo 2012

และแล้วผมก็มาถึง กลิ่นอายของความเป็นไทยลอยฟุ้งเข้ามาเลยครับ

สีของบูธนิทรรศการประเทศเรานั้น สวยสด งดงามมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำภาพฝาผนัง จากวัด
วัดอัมพวันเจติยาราม จ.สมุทรสงคราม ซึ่งผมก็มีโอกาสไปเที่ยวในทริปอัมพวา ที่เคยเอามาเล่า
ในบล็อกเหมือนกัน(เอามาขุด) รวมไปถึงการสร้างเอกลักษณ์ สร้างมาสคอตที่สอดคล้อง
กับเรื่องราวของท้องทะเลบ้านเรา ด้วยการนำเอาเรื่องราวจากพระอภัยมณี มาผูกเป็นเรื่อง
และสอดคล้องกับงาน โดยการให้ตัวละครอย่าง สุดสาคร และม้านิลมังกร เป็นตัวละคร
เล่าเรื่อง แน่นอนว่า เพิ่มความน่ารักและสดใส ให้กับบูธของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

เรื่องราวของตัวละครจากเรื่องพระอภัยมณี ถูกถ่ายทอดสู่สายตาคนเกาหลีและชาวต่างชาติ บนจอขนาดใหญ่ ในส่วนของนิทรรศการประเทศไทย (Thailand Pavilion)

บูธของประเทศไทยนั้น มีด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วนครับ ส่วนแรกคือ จะอยู่ด้านหน้าเลย ตรงนี้
จะมีเวทีสำหรับการแสดงต่างๆ เช่น มวยไทย, รำ หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ตรงนี้มีชื่ออย่าง
เป็นทางการว่า นิทรรศการส่วนต้อนรับ (From Oversea to Thailand Overview) สุดโพ้น
แห่งสาคร กำเนิดละครวรรณคดีมีชีวิต”

บนจอขนาดใหญ่แบบ Interactive ซึ่ง Interactive นั้นคือ การที่จอสามารถจะมีปฏิสัมพันธ์กับคน
ที่มาท่องเที่ยวได้ มีอยู่ช่วงนึงที่มีการจับภาพไปที่คนดู แล้วมีการจับภาพ (detect) ใบหน้าคน แล้ว
เติมแว่นตาดำน้ำให้เนี่ย ถือเป็นการเอาเทคโนโลยีมาผสมผสานกันได้อย่างดีทีเดียว และนอกจาก
นั้นก็จะยังจะฉายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเป็นสองภาษาครับ คือภาษาเกาหลี และอังกฤษ

Interactive LCD from Thailand Pavilion Yeosu Expo
ดูสิครับ จอแบบ Interactive นี่มีการเล่นกับคนด้วย ซนขนาดไหน ^^

บนเวทีนั้น ก็ใช่จะนิ่ง ฉายแต่เรื่องราวของความเป็นไทย อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีหุ่นยนต์ยักษ์ที่
สามารถขยับได้ด้วยครับ

Thai giant

การต่อแถวเพื่อจะเข้าชมบูธของประเทศไทย สำหรับวันนั้น ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาทีครับ
และนี่คือของที่ระลึกจากบูธนิทรรศการของประเทศไทย เป็นแมกเนตติดตู้เย็นครับ

พร้อมกันแล้ว ก็ไปดูวิดิโอฉบับต้นฉบับของผมที่มีอยู่ทั้งหมดกันเลยครับ แล้วพบกับคำบรรยาย
ของแต่ละส่วนพื้นที่กิจกรรมถัดจากวิดิโอนะครับ

เข้ามาข้างใน ก็จะเป็นห้องอีกห้องหนึ่ง ภาพที่คุณจะเห็นในตอนแรก ก็จะเป็นจอขนาดใหญ่ พร้อม
กับหุ่นยนต์ของนางเงือก ที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับท้องทะเลของไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรทาง
ธรรมชาติในท้องทะเล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเกาหลี รวมไปถึงพระราชกรณีย
กิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อ
ท้องทะเลไทยครับ ส่วนนี้มีชื่อเป็นทางการว่า “ปริศนาแห่งบาดาล ตำนานนาควารินทร์สิทธุ์
สมุทร
(The Secret of Nak-varinthu-sinsamuth)”

และถัดจากนี้ ก็จะมาอีกห้องหนึ่งครับ ซึ่งห้องนี้ขอบอกว่า อลังการงานสร้างมากๆ เพราะว่า ห้องนี้
ได้ใช้เทคนิคจอภาพรอบด้าน แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว ในการนำเสนอ ใต้ท้องทะเลของไทย
ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และความแตกต่างของท้องทะเลไทย กับท้องทะเลอื่นๆ
ด้วยการนำกองทัพช่างภาพไปเก็บภาพเคลื่อนไหวใต้ท้องทะเล ซึ่งดูเบื้องหลังการทำบูธ
นิทรรศการของประเทศไทย ได้จากวิดิโอข้างล่างนี้ครับ ส่วนห้องที่ฉายวิดิโอแบบ 360 องศานี้
มีชื่อเรียกว่า “ท่องไปในสินแห่งสมุทร ที่สุดแห่งความงดงาม (Deep Journey to
Diversity of
the Sea)”

เมื่อดูจบแล้ว ก็จบประมาณว่า นี่คุณมาถึงท้องทะเลประเทศไทยแล้ว จะไม่เปียกกันเลยได้ยังไง
เท่านั้นแหละครับ น้ำก็ถูกพ่นออกมา รอบด้าน ให้สดชื่นกันเล่นๆ คงสร้างความประทับใจส่งท้ายให้กับ
นักท่องเที่ยว ที่มาชมงานได้ไม่น้อย

ก่อนที่เราจะเดินทยอยเดินกันไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก และนิทรรศการ
แสดงความพร้อมในการที่ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานลักษณะเดียวกันกับ ยอซู เอ็กซ์โป
นี้ ในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) ครับ ซึ่งขั้นตอนในตอนนี้ ก็เป็นการแสดงความพร้อม ก่อนที่จะประกาศ
ผล ประมาณปีหน้าครับ) โดยประเทศไทยนั้น เสนอจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดเจ้าภาพในการ
จัดงาน Ayutthaya Expo ในปี 2020 นี้

Ayutthaya Expo 2020

Flashdrive Thailand Pavilion Yeosu Expo 2020
Flashdrive ที่ระลึกจากบูธของ Thailand Pavilion @ Yeosu Expo ครับ 🙂
แผ่นรองเมาส์ และปากกา …. แพงใช้ได้เลย T^T
เสื้อโปโลครับ เลยได้อุดหนุนมาหนึ่งตัว ~ หมดไป 20,000 วอน 560 บาท T^T

ก็จบกันไปครับสำหรับบูธของประเทศไทย วันนั้นใส่เสื้อ สวัสดีประเทศไทย Thailand ของสมาคม
นักเรียนไทยในเกาหลี แล้วภูมิใจมากๆ ที่ประเทศไทยนั้นแสดงความเป็นมืออาชีพในการนำเสนอ
เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ มาโยงให้เป็นเรื่อราวได้ดีจริงๆครับ

ขอเสียงปรบมือ ~!!

ก่อนที่จะออกมาดูประเทศอื่นๆบ้างครับ นี่ก็เป็นภาพบางส่วน ต้องขอบอกครับว่า บางประเทศนั้น
ก็จะเป็นเหมือนกับการจัดแสดง มีการแสดงนิดหน่อยๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมาก เหมือนพี่ไทยเรา
จึงไม่แปลกใจที่แถวของบูธเราคนจะเยอะเอามากๆ แต่ประเทศอื่นๆนั้น ก็สามารถต่อแถวไม่นาน
และเข้าไปชมได้ครับ และนี่คือประเทศศรีลังกาครับ ด้วยความที่ร้อยละ 70 ของคนในประเทศนี้
นับถือศาสนาพุทธ ในส่วนของประะเทศศรีลังกาจึงมีพระพุทธรูปด้วย

ก็ยังไม่ลืมความเป็นไทย ใส่พับเพียบไทยแลนด์เข้าไปด้วย 😀

จากนั้นเราไปดูในนิทรรศการของประเทศเพื่อนบ้านเราบ้างครับ อย่างกัมพูชา และเวียดนาม

Cambodia Pavilion @ Yeosu Expo 2012

Animation ของประเทศกัมพูชาที่มาเล่าเรื่องอะไรสักอย่างครับ ไม่ได้ติดตาม

Vietnam Pavilion @ Yeosu Expo 2012

ของที่ระลึกจากเวียดนาม

พักเบรค….

เรื่องราวจากตอนที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ณ เวลานี้ ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยครับ ในงานนั้นมีร้านอาหาร
อยู่พอสมควร ซึ่งแน่นอน สินค้าในงานก็แพงเป็นเรื่องธรรมดา (บวกกับค่าครองชีพในเกาหลี)
มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คนเกาหลีจะนิยมกินกันอยู่บ้างอย่าง ลอตเตอเรีย (Lotteria) ที่ผมเห็น
ว่าคนไม่ค่อยเยอะมาก พอจะไปยืนๆต่อแถวกันได้ ผมจึงไปพักเหนื่อยกันที่นั่นครับ และที่นี่ก็
ขี้เหนียวมาก ทำไมไม่เปิดแอร์ก็ไม่รู้ (เข้าใจว่าคงไม่อยากให้คนอยู่นาน) ปกติแล้ว อากาศร้อน
แบบนั้น ผมอยู่ไม่ได้นานครับ แต่ด้วยความเหนื่อย กับผ้าซับเหงื่อที่พันรอบคอผมมาแสนนาน
ผมหลับอยู่ตรงนั้นได้ประมาณเกือบชม. ก่อนที่จะไปลุยกันต่อ

แออัดไปด้วยผู้คน แถมไม่เปิดแอร์ด้วยยยย…
ประทังชีวิตมื้อนั้นไป…

ตอนเย็นนั้น เรามีแผนจะไปดูน้ำพุยักษ์ Big-O กันครับ ซึ่งถือเป็นสีสันยามค่ำคืนกันเลยทีเดียว
แต่ดั้น บังเอิญวันนี้ มีงาน Asia Song Festival 2012 ที่ขนศิลปินเอเชีย รวมถึงประเทศไทย !!
มาแสดงในค่ำคืนนี้ แน่นอนว่า ผมก็ตื่นตาตื่นใจมาก ไปดูรายชื่อศิลปิน ก็มีทั้งศิลปิน K-POP
อย่าง B1A4, Ailee, SISTAR, Teen Top ฯลฯ และประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์, จีน สำหรับ
ประเทศไทยนั้น เป็นวง Candy Mafia ซึ่งผมขอสารภาพจริงๆครับ ว่าไม่รู้จัก T_T

NAVER @ Yeosu Expo 2012

ผมเองลังเลอยู่นานมาก ระหว่างที่เราลังเลไป เราก็ไปดูบูธอื่นๆไปด้วยครับ บูธนึงที่ผมอยาก
ไปดูของบูธของ NAVER ครับ (ถ้าอ่านตามเสียงสะกดภาษาเกาหลี อ่านว่า เนเวอร์ครับ)
ผู้ให้บริการโปรแกรม Line ที่หลายๆคนคงใช้กัน เป็นโปรแกรมแชทที่ได้รับความนิยม
(อย่างมากในบ้านเรา และที่รู้มาเพิ่มก็คือคนญี่ปุ่นก็เล่นกันเยอะมากๆ) แต่คนเกาหลีจะใช้
อีกโปรแกรมนึง ที่หน้าตาคล้ายกันมากๆ (เพียงแต่ไม่มี Sticker) ชื่อว่า Kakaotalk
(อ่านว่า กาเกาทอล์ก) โปรแกรมนี้แหละ คนเกาหลีใช้กันราวกับคนไทยใช้ Facebook เลย
เข้ามาข้างในก็เป็น Productivity ของบริษัท NAVER ที่มีหลากหลาย สำหรับคนเกาหลี
รวมไปถึงการโปรโมท Line ในเกาหลีครับ ภายนอกก็มีให้ถ่ายรูปกับเจ้า Cony,
James และ Brown ซึ่งเป็นตัวละครใน Line ครับ

ฟีเจอร์ของ Line เพื่อคนเกาหลี คือการแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาเกาหลี เมื่อคุยกันกับคนญี่ปุ่น… รวมไปถึง Line ที่สามารถแสดงพยากรณ์อากาศได้ (มันคือบอตของ Line ดีๆนั่นเอง)

เอาเป็นว่าก็สมควรแก่เวลาแล้วครับ ที่ต้องตัดสินใจ เลือกไปสักงาน พวกเราจึงเลือกไปงาน
Asia Song Festival 2012 ครับ เราเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของงาน เพื่อมาดู ก็พบว่าคนนั้น
เยอะมากๆ แต่โชคดีครับ ที่พวกเราเลือกไปเดินตรงกลางของเวที ที่ต้องยืน แต่ก็อาจจะ
ได้เจอศิลปินบ้าง แต่แลกกับต้องยืน แบ่งกระเป๋าด้วย ทรหด อดทน ไม่แน่จริง อยู่ไม่ได้ครับ

Asia Music Festival 2012 @ Yeosu Expo 2012

มหกรรมคนเกาหลี

ศิลปินแรกที่มาเปิดงานเลยก็เป็น A1B4 บอยแบนด์เกาหลีครับ ด้วยความที่ผมเองไม่ได้เป็น
แฟนศิลปิน K-POP มากสักเท่าไร ผมอาจจะบกพร่องข้อมูล สำหรับวงอื่นๆไป ผมเองก็
หยิบกล้องหลักซึ่งเป็น Sony NEX-5 กับ iPhone 4S สลับกันถ่าย บนพื้นที่สุดจะคับแคบ
เต็มไปด้วยแฟนเพลงคนเกาหลี แน่นอนครับว่าเหนื่อยสุดๆ…

แต่พอมาเห็นภาพถ่ายและวิดิโอทั้งหมดที่ได้จากงานแล้ว ก็นับว่าเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าและที่สุดของผม
จริงๆ ผลงานข้างล่วงนี้ เป็นผลงานการยืนถ่ายของผมเองครับ แน่นอน มันคงสั่นๆบ้าง แปลกๆบ้าง ฮ่าๆ
ผมขอเริ่มจากวงแรกเลยแล้วกัน ชอบผลงานเพลงเพลงนึงของวงนี้ (จะบอกว่าไม่ค่อยชอบศิลปินเกาหลี
ที่ตัวบุคคลหรือวงเท่าไร ชอบเพลงมากกว่า) A1B4 , SISTAR และศิลปินคนไทยหนึ่งเดียวในงานนี้
Candy Mafia ที่นำการรำไทย มาแสดงก่อนเปิดตัววงครับ

ผมมีโอกาสได้ถ่ายการแสดงของ Candy Mafia มาอยู่ครับ แต่รู้สึกว่าถ่ายได้ไม่ค่อยดีเท่าไร จึงขออนุญาตนำคลิป
อื่นจาก YouTube ที่เป็นงานเดียวกันมาแทนนะครับ

A1B4

Ailee Yeosu Expo
Ailee เจ้าของผลงานเพลง Heaven ครับ
ศิลปินจากรายการ The Gag Show เกมโชว์ในเกาหลีครับ

ก่อนที่คืนนั้น เราจะไปพักกันที่จิมจิลบัง (찜질방) ซึ่งเป็นที่พักผ่อนเพื่อสุขภาพครับ เนื่องจาก
ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย จึงขอเล่าเป็นรายละเอียดนิดนึง ค่าพักของจิมจิลบังนี้ จะราคาถูกกว่า
โรงแรมทั่วไปเยอะครับผม คืนละประมาณ 8,000 วอน หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 200 บาท
ต่อคืน ถ้าพูดถึงจิมจิลบัง ก็ให้จินตนาการว่ามันคือ ห้องนอนรวม และมีห้องอาบน้ำรวม ในห้อง
อาบน้ำ ก็จะมีบ่อน้ำอุ่น บ่อน้ำเย็น ห้องซาวน่า จินตนาการว่าคุณได้แช่น้ำอุ่นผ่อนคลาย เข้าห้อง
ซาวน่าอบสมุนไพรกันซักเล็กน้อย ก่อนที่จะอาบน้ำเย็นๆ เช็ดตัวแล้วไปอยู่ในห้องแอร์ ดื่ม
เครื่องดื่มเย็นๆ เอาผ้าผูกหัวเหมือนกับที่คนเกาหลีเค้าทำกัน เป็นอะไรที่จะสดชื่นมากๆเลยครับ
ถามว่าอ้าว แล้วถ้าไม่ได้เตรียมตัวเอาอะไรมาเลยล่ะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไม่มี เค้ามีเสื้อผ้าบริการให้
ครับ ทุกอย่างนั้นสะดวกสบายในจิมจิลบัง แต่ต้องแลกกับอิสรภาพของเราที่อาจจะไม่คุ้นเคย
นั่นก็คือ ทุกคนเปลือยหมดนะครับ… !

หน้าจิมจิลบัง จ่ายเงิน รับกุญแจตู้กับเสื้อผ้า

คนเกาหลีนั้น ชีวิตไม่ต้องสะดวกสบายมากครับ มันอาจจะสะดวกสบายมากกว่านี้ เนื่องจากว่า
คนเยอะ (ก็แหงแหละ คนไหนไม่อยากกลับบ้าน เดินออกจากงานมาประมาณ 600 เมตร ก็
ถึงที่จิมจิลบังแห่งนี้แล้ว) จริงๆแล้วที่นี่เป็นที่ที่สะดวกสบายที่นึงเลยทีเดียว แล้วก็ค่อนข้าง
แพร่หลายในเกาหลีครับ

ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมา ด้วยเสียงเชียร์บอลของคนเกาหลี ที่ดังมากกกกก … เวลาประมาณตีสี่
ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างเกาหลีและอังกฤษ ในลอนดอนโอลิมปิกนั้น ผมเองก็ต้องจำใจตื่น
มา บ้างก็ยังคงหลับต่อ (ผมก็ไม่เข้าใจมันหลับกันลึกขนาดนั้นได้ยังไง) ผมเองก็นอนต่อไม่ได้
แล้วครับ เลยได้มานั่งดูบอล พร้อมกับชาร์จแบตโทรศัพท์ไปด้วย

ระหว่างเดินกลับ ให้เห็นเมือง Yeosu กันบ้างครับ ว่าที่นี่เป็นยังไง

รถไฟในเช้านั้นออกประมาณสิบโมงครึ่งครับ ผมจึงได้เดินออกไปหาอะไรกินแถวนั้น ก่อนที่จะ
นั่งรถไฟกลับ มารอที่ชานชลาก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ และเทคโนโลยี
ของรถไฟในเกาหลีครับ ที่เป็นนิทรรศการจัดแสดงไว้ฆ่าเวลา น่าสนใจมากๆ เลยถ่ายมาให้
ได้ชมกันครับ

นิทรรศการรถไฟในเกาหลี
การพัฒนาของรถไฟรูปแบบต่างๆ ทั่วโลก แน่นอน ประเทศไทยไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงไม่มีประเทศไทย 😛
เส้นทางการเดินรถไฟทั่วเกาหลี
รถไฟความเร็วสูง KTX
นิทรรศการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำครับ นี่เป็นภาพการเปรียบเทียบว่า กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละอย่าง หรือการกระทำแต่ละอย่างนั้น ใช้น้ำไปเท่าไร
รูปแบบของเขื่อนเก็บน้ำในเกาหลีครับ มีปุ่มให้ได้ลองกดดูเล่นๆว่า ถ้ามีการระบายข้างบนเป็นอย่างไร ระบายข้างล่างเป็นอย่างไร ระบายออกหมดเป็นยังไง ไม่ระบายเลยเป็นอย่างไร

และนี่ก็เป็นการเดินทางที่แสนยาวนานจากกลางของเกาหลี ลงมาสู่ท้องทะเลของเกาหลี เพื่อ
มาสัมผัสประสบการณ์งานมหกรรมเอ็กซ์โปนานาชาติ และขอมาภูมิใจในความเป็นคนไทย ที่
มีโอกาสได้ชมนิทรรศการประเทศไทย และประสบการณ์หลายๆอย่างระหว่างการเดินทาง
ซึ่งผมเองก็ขอบันทึกไว้ ณ ตรงนี้ ผมหวังว่าใน 2 ตอนของการบันทึกการมางาน Yeosu Expo
2012 นี้ จะให้ประสบการณ์ให้กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ ผมเองก็หวังว่าจะมีโอกาสได้
นำเรื่องราวสนุกๆกับชีวิตในเกาหลีนี้ มาเล่าให้คุณผู้อ่านใหม่อีกครั้ง

แล้วเจอกันคร้าบบบ…. 🙂

สุขสันต์วันแม่ 12 สิงหาคม ครับ 🙂

Yeosu Expo 2012 : Korea # ตอนที่ 1

เอาล่ะครับ ห่างจากชีวิตที่วันๆอยู่ในห้องเรียนภาษา มาเจอกับประสบการณ์ท่องเที่ยวในเกาหลีกันบ้าง
งานนี้เป็นที่กล่าวถึงในสื่อไทย และสื่อต่างประเทศพอสมควร เจอเพื่อนยุก็หลายหนแล้ว ว่าให้ไปดูให้ได้
สำหรับงานนี้ ยอซู เอ๊กซ์โป 2012 (YEOSU EXPO 2012) ที่จัดไกลถึงเมือง ยอซู ซึ่งเป็นเมือง
ที่ติดกับทะเล ก็เพื่อให้สอดคล้องกับธีมของงานนี้ “The Living Ocean and Coast” แม้ว่าการเดินทาง
นั้นจะไกลแสนไกลแต่สำหรับเกาหลี ไม่มีอะไรยากที่ยากเย็นเลยครับ เพราะการคมนาคมในเกาหลีนั้น
สะดวกสบาย…ไม่รอช้าครับศึกษาเส้นทาง จองตั๋วรถไฟ แล้วก็เตรียมตัวออกและเดินทาง…

ในแผนที่สังเกตกรุงโซลนะครับ ซึ่งเป็นเมืองหลวง จะอยู่บนๆ เลย ส่วนเมืองที่ผมอยู่นั้น
Cheonan จะอยู่กลางๆ เป็นรูปดาว ส่วนที่มีธงนั้น เป็นเมืองยอซู ผู้คนน่ารัก กันเอง ติดทะเลครับ 🙂

สิ่งที่รู้ก่อนไปงาน

และด้วยความที่การเดินทางในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์พิเศษให้ผมหลายๆอย่าง ผมจึงอยากไป
งานนี้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟ KTX ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงของเกาหลีครั้งแรก  และเดิน
ทางระยะไกลขนาดนี้ และเราตัดสินใจที่จะไปพักใน จิมจิลบัง (찜질방) ซึ่งมันคือห้องอาบน้ำและ
สถานที่พักผ่อนสุดประหยัด ที่คนเกาหลีชอบมาพักเพื่อผ่อนคลายและเพื่อสุขภาพนั่นเอง
การเดินทางครั้งนี้ ผมอาจจะไม่ได้เหมือนไกด์ที่ผ่านประสบการณ์มามาก แต่ด้วยความที่ไม่มี
ประสบการณ์นี่แหละ จะทำให้คุณผู้อ่านทุกคน ได้รับประสบการณ์อะไรไม่ต่างจากผมเช่นกัน 😀

พร้อมแล้ว…ออกเดินทาง!!

สำหรับการเดินทาง ผมได้ให้เพื่อนจองตัวให้ เป็นตั๋วไป-กลับและเลือกเดินทางแบบเปลี่ยน
สถานี ไม่ได้นั่งรถไฟตรงไปถึงหน้างานทีเดียวเลย เนื่องจากว่าคนที่ต้องการไปงานนี้มีมากครับ
ทำให้รถไฟที่ตรงจากสถานีใกล้มหาลัยไปยังงานโดยตรง นั้นเต็มเร็วมาก จึงต้องอาศัยการเปลี่ยน
รถไฟ ซึ่งค่าเดินทางนั้นหมดไปทั้งสิ้น 55,300 วอน หรือประมาณ 1,500 บาทครับ โดยผู้ร่วม
เดินทาง เป็นรูมเมทชาวโคลอมเบีย และรุ่นพี่ ซึ่งสองคนนี้เป็นคนจัดการเรื่องตั๋วให้…
และสองคนนี้ก็เป็นคนทำให้เราเกือบตกรถไฟเช่นกัน

นอกเรื่องนิดนึง : เรื่องการตรงต่อเวลาของคนในประเทศแถบละตินอเมริกา ในที่นี้ ผมหมาย
ถึงเพื่อน และจากการสังเกตหลายๆคน ไม่ค่อยจะตรงต่อเวลากันสักเท่าไร ไม่ค่อยรู้จัก
เผื่อเวลา (นี่มันนิสัยผมตอนอยู่เมืองไทยชัดๆ) และที่นี่ ต้องเข้าใจครับว่ารถไฟก็รถไฟ
ตอนนั้น ถ้าผมไม่บอกให้วิ่ง ก็คงตกรถไฟจริงๆ)

สถานี Seodaejeon

พวกเราเปลี่ยนสถานีที่สถานี ซอเดจอน (서대전) และมุ่งหน้าไปต่อที่สถานียอซู เอ๊กซ์โป
ทั้งหมดนั้นใช้เวลาไปทั้งสิ้น 3 ชม.ครึ่ง โดยประมาณ ด้วยรถไฟความเร็วสูง KTX ทั้ง 2
ขบวน เรื่องสนุกๆมันมีอยู่ตอนขบวนที่ 2 นี่ล่ะครับ เนื่องจากว่า ตั๋วนั้นหมดไปเร็วมาก ทำให้
มีตำแหน่งที่เรียกว่า “Unreserved Seat” หรือภาษาเกาหลีเค้าเรียกว่า อิบซอก “입석”
ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่ามันคืออะไร มาดูที่ตั๋ว อ้าว เลขที่นั่งมันหายไปไหน
ทำไมไม่บอก ….

หน้าตาของตั๋วรถไฟในเกาหลี

เลยมารู้ว่า จริงๆแล้วมันให้เรายืน ไม่มีที่นั่ง… เฮ้ยย แล้วอย่างงี้ เวลาที่เหลือ ก็ต้องยืนที่ขบวน
เลยหรือเปล่า… เราจึงไปเดินหาที่นั่งที่ว่างๆ นั่งดู เดินไปตรงไหนไม่เดิน เดินไปตรงที่นั่ง
Premium เรียกว่าสบายเลยล่ะ เบาะนั่งสบาย มีที่เสียบชาร์จไฟแถมยังมีอินเทอร์เน็ต
ความเร็วระดับ 4G ให้ใช้ เรียกว่าสะดวกสบายเลยทีเดียว

แต่ทันใดนั้น…..ก็มีคนที่มาจากสถานีอื่นๆ พยายามมองหาที่นั่งของตัวเอง ผ่านมายังที่นั่ง
ของเรา แล้วก็เดินผ่านไป…. ตอนนั้นรู้สึกโล่งมาก ก็ขออย่าให้มีใครมานั่งตรงนี้ ขอให้ที่
ตรงนี้ไม่มีคนนั่ง ก็นั่งภาวนาไป… สักครู่นึง ไอ่คนที่เดินผ่านไปนั่นแหละ เดินกลับมา
แล้วก็บอกว่าตรงนี้เป็นที่นั่งเค้า ก็ลุกไปตามระเบียบ ก่อนที่จะไปหาที่นั่งใหม่ สักครู่นึง
ก็มีพนักงานตรวจตั๋ว เดินออกมาตรวจที่นั่งของเรา ตอนนั้นคิดในใจว่า “ซวยแล้วววว…
สงสัยต้องได้ไปยืนแหงๆ”
พร้อมกับยื่นตั๋วไป พนักงานตรวจตั๋วของเราทั้ง 3 คน
ก่อนที่จะส่งกลับมา แล้วเดินออกไปตอนนั้นทำพวกเรางงเหมือนกัน ตอนนั้นมันก็โล่งใจไป
ว่าเค้าไม่ตำหนิอะไร แต่ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วมันจะต้องเป็นยังไง เรื่องจะลงเอยเช่นไร
ผมจึงต้องปรึกษาคนเกาหลีจริงๆ จึงได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เป็นผลพลอยได้
จากการนั่งตรงนั้นแหละ แชทหาคนเกาหลีและอาจารย์ ก่อนที่ทั้งสองคน จะตอบกลับมา
ด้วยคำตอบตรงกันว่า “ที่นั่งแบบอิบซอกนั้น ถ้าไม่มีคนนั่งก็นั่งได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเค้ามาก็
ลุกให้เค้า ถ้าไม่มีที่นั่ง จะมีที่นั่งอยู่เล็กๆติดกับประตูทางออก” ตอนนั้น เรารู้สึกโล่ง
กันไปเลยทีเดียวครับ

เอาล่ะครับ ตอนนี้ก็ถึงสถานียอซู เอ็กซ์โปกันแล้ว ทุกคนต่างเดินหน้าเข้าสู่งานกันเต็มตัววันเสาร์
วันหยุดแบบนี้แน่นอนครับว่า คนเยอะมากกกกกก…. คนเกาหลีวันหยุดเค้าพักผ่อนเต็มตัวกันอยู่แล้ว
ด้วย สำหรับค่าตั๋วเราหมดไปคนละ 10,000 วอน หรือประมาณ 280 บาทครับ

สถานที่ที่พวกเราอยากไป เราก็ได้คุยกันไว้ครับ ว่าอยากไป Aquarium (อควาเรียม) ซึ่งหลายๆคน
แนะนำมา ยังไงก็ตามขอให้ได้ไปดูที่นั่นก่อน จากนั้นเราก็ว่าจะไปดู International Pavilion
ซึ่งเป็นการออกบูธของนานาประเทศให้ได้ครับ เราเดินผ่านผู้คนมากมาย บ้างก็เอาเสื่อมาปู
พักเหนื่อย ร้านค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนและผมเองก็เจออาคารขนาดใหญ่ “Hanwha Aqau
Planet YEOSU”
นี้ครับ

พวกเรารีบเดินเข้าไปในอาคาร หากแต่ว่ารอบอาคารนั้น เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อแถวรอ
กันซ้อนกันอยู่หลายตลบรอบอาคาร ไม่เป็นไรครับ เข้าใจว่าคนเยอะ… เราจึงเดินไป
หาปลายแถวเพื่อต่อต่อไป หากแต่ว่า เมื่อผมยิ่งเดิน …มันก็ยิ่งไกลออกไป โอ้ว….
ไม่นะ และท้ายที่สุด ผมก็ไปเจอปลายแถว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของอควาเรียม และข้าม
สะพานมาด้วยหนึ่งตลบ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด พวกเราก็ต้องต่อแถว รอกันให้ได้

แถวจากฝั่งตรงข้ามอีกที

ตอนนั้นจำได้ว่าไปต่อตอนประมาณ 11.10 น. ผมเองได้ยินจากพนักงานเค้าบอกว่า
มันน่าจะต่อแถว ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. บอกได้คำเดียวเลยว่า ท้อเลยฮะ (อย่าลืม
นะว่าอากาศร้อนอยู่ๆๆ) แต่พอเห็นคนสูงอายุ เค้าก็ยืนต่อแถว เพื่อจะไปดูให้ได้ มันทำ
ให้ผมมีกำลังใจขึ้นมานิดนึงครับ (สรุปคือแพ้คนแก่ไม่ได้ – -”)

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปกับ Big-O ลานน้ำพุขนาดใหญ่ ที่เป็น highlight ของงาน ที่ชมได้ตอนกลางคืน ซึ่งผมก็พลาดไป … เพราะงาน Asia Song Festival ที่มีอยู่อีกฝั่งนึงของงาน

เราเริ่มมีความหวังเมื่อแถวขยับเดินหน้าไปเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไป นานพอที่ขนาดผมจะมีคนเกาหลี
มาคุยด้วย ผมเองก็ใช้ความรู้เกาหลีเท่าที่มีพยายามจะคุยกับเค้า แต่เค้าก็ไม่ได้ให้โอกาสผมเลย
ด้วยการตอบมาเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงบริทติช กันเลยทีเดียว ชื่อผมก็ไม่ได้ถามครับ เราแค่
อุทานร่วมคิวมาด้วยกัน เค้าบอกว่าเค้ามีเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน แล้วเค้าเคยไปเที่ยวที่เชียงใหม่
นอกจากนั้นเค้าก็ไม่รู้อะไร สิ่งที่เค้าพยายามจะพูด เค้าบอกว่า คนไทยชอบกิน ลิ้นวัว ใช่มั้ย
(5555 อย่าเหมาคนไทยทั้งหมดเลยครับ เหมาแค่ผมคนเดียวก็พอ) หรือไม่ว่าจะเป็นการที่เค้า
รู้จักหนังเรื่อง องค์บากหรือหนังที่ผมไม่รู้จักอย่าง King and I ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันและ
ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผมถ่ายรูปก็ขออีเมลเค้าไว้ด้วยครับ กะว่าจะส่งภาพไปให้เค้านี่แหละ แล้วก็ได้ส่งไป เค้าส่งเมลมาขอบคุณแล้วก็หากมีปัญหาอะไร หรือมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเกาหลี เค้าบอกว่าติดต่อไปได้เลยครับ

จากนั้นเราก็เข้าสู่ Aquarium จริงๆจังๆเสียที หลังจากที่อรัมภบทกันอยู่นาน ภายในก็มี
การจัดแสดงสัตว์ไว้เยอะแยะเลยครับ

ถัดมาอีกห้องนึง ก็จะเป็นส่วนของ Aqua Forest ที่จำลองเหมือนอยู่ในป่าเลยครับ สวยงาม

ตัวนี้สวยมากๆครับ ยังกะเรืองแสงเชียว~ ยังไงรอดูเจ้าตัวนี้ในวิดิโออีกทีนะครับ…

แมงกะพรุน ~

เดินตามทางมาเรื่อยๆ ก็มาเจออีกห้องนึงครับ ที่เหมือนกับสรุปรวบยอดของทั้ง Aquarium
นี่เลย ภาพที่เห็นตอนนั้นเป็นกระจกขนาดมหึมา และฝูงปลาที่เห็นเป็นร้อยผ่านไป เหมือนกับ
ได้ไปดูใต้ท้องทะเลจริงๆ ทำเอาลืมความเหนื่อยที่มีทั้งหมดเป็นปลิดทิ้งไปเลย~

ปูแมงมุมยักษ์จากญี่ปุ่น ที่เป็นสิ่งมีชีวิตในตระกูล Arthropod ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

และนี้ก็เป็นของที่ระลึกจาก Aquarium ครับผม…

ยังไม่หมดกันแต่เพียงเท่านี้ครับ เพราะว่านี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาคารใหญ่ๆ Aquarium แห่งนี้เท่านั้น
ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนานาชาติ ที่เกี่ยวกับการรักษาท้องทะเล ไว้อย่างสวยงาม เราจะพา
ทุกท่านไปชมกัน รวมไปถึงที่กล่าวถึงกันที่สุด นั่นก็คือ นิทรรศการของประเทศไทย Thailand
Pavilionที่ถือว่าเป็นบูธที่ได้รับความนิยมจากคนเกาหลีมากที่สุด 1 ใน 3 ของนิทรรศการ
จะสวยสดงดงาม ให้เราภูมิใจแค่ไหนอย่าลืมติดตาม พร้อมกับ บรรยากาศงาน Asia Song
Festival 2012 ที่ขนนักร้อง ศิลปินK-POP อย่าง A1B4, SISTAR, Ailee รวมไปถึงศิลปิน
ไทยอย่าง Candy Mafia ที่มีโอกาสได้มาแสดงถึงที่งานนี้ด้วยครับ

อย่าลืมติดตามและเป็นกำลังใจให้กับตอนต่อๆไปของ Korean’s Journey by Framekung
นะครับและนี้คือวิดิโอสรุปบล็อกทั้งตอนของตอนนี้ …. และบรรยากาศของนิทรรศการ
ประเทศไทยในงานครับ

5 เดือน กับ “ภาษาเกาหลี”

0

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก มาดูบล็อกของตัวเอง ว่าล่าสุดอัพบล็อกไปตอนไหน ก็มาเห็นว่านี่เราอัพบล็อกแค่ช่วงแรกๆที่มา แล้วก็ดองบล็อกยังกะกิมจิซะงั้น ~

blog-journey-korea-cover-2

ในขณะที่มีน้องๆที่เตรียมตัวสอบหลายคน และคนที่สนใจทุนรัฐบาลเกาหลี ก็มาคอมเมนต์ถามเกี่ยวกับข้อมูลการเรียนต่อที่นี่ (เนื่องจากว่าข้อมูลเกี่ยวกับทุนนี้ และข้อมูลรุ่นพี่ก็ไม่มีให้ค้นหาง่ายๆใน Google เช่นกัน) ก็เลยคิดว่า จะใช้โอกาสนี้เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดทั้ง 5 เดือนให้ฟังเพราะจริงๆแล้ว ช่วงแรกของการมาที่นี่ ก็ยังไม่รู้จะเล่าอะไร ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เราจะเรียกว่าอะไรเอาล่ะครับ หลังจากที่บ่มประสบการณ์มาได้ส่วนนึงแล้ว ก็จะขอเล่าแตกต่างจากบล็อกตอน เล่าเรื่องจากภาพ : ชีวิตมหาลัย’ในเกาหลี โดยจะเน้นไปเกี่ยวกับเรื่องการเรียนที่นี่ การใช้ชีวิตที่นี่ คละเคล้าไปกับบรรยากาศแบบเกาหลีๆนะครับ

airport-korea2

เตรียมความพร้อมก่อนมาเรียนต่อเกาหลี

การเรียนต่อที่เกาหลี สำคัญที่สุดแน่นอนก็คือ “ภาษาเกาหลี” ครับ สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับภาษาเกาหลี ถามว่า” ภาษาเกาหลียากมั้ย ?” เฟรมขอตอบว่า ไม่ยากที่จะเรียนรู้เท่าไรจากระบบตัวอักษรที่ไม่ซับซ้อน ไม่ใช่อักษรภาพเหมือนภาษาจีน ก็ไม่ยากครับ ก็พอจะอ่านคร่าวๆ ได้ภายใน 1 วัน

สำหรับคนที่เรียนรู้มาบ้างแล้ว จากการที่ติดตามซีรีส์เกาหลีอย่างต่อเนื่อง ฟังเพลง หรืออาจจะมีศิลปินในดวงใจ สำหรับเฟรมคิดว่ามาถูกทางแล้วครับ (ถ้าไม่ชอบดาราเกาหลีเพราะว่าคลั่งไคล้ที่ตัวบุคคล หรือว่าอยากจะมาเจอตัวจริงที่นี่ อันนั้นไม่เป็นผลดีต่อการเรียนภาษาเกาหลีแน่นอนครับ) เพราะการเรียนภาษาใหม่ๆ ก็คือการสะสมคำศัพท์ใหม่ๆไปเรื่อยๆ บวกกับต้องไม่ลืมเรื่องไวยากรณ์ ที่ต้องเรียนรู้

korean-book-beginner

การเรียนภาษาเกาหลี ก็แบ่งเป็นระดับได้ 3 ระดับ คือ Beginner (초급) , Intermediate (중급)และ Advanced (고급) ครับ อ้างอิงจากการสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ซึ่งสถาบันสอนภาษาเกาหลี ส่วนมากก็จะยึดตามนี้ ระยะเวลาของการเรียนแต่ละดับ ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันคร่าวๆของที่เฟรมเรียนก็ประมาณ 4 เดือน/ระดับ

  • ระดับ Beginner : รู้คำศัพท์คร่าวๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถแสดงออกได้ว่าต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร ปรารถนาอะไร ใช้คำเชื่อม (และ,หรือ) บอกเหตุผล แต่งประโยค เขียนไดอารีด้วยคำศัพท์ง่ายๆ ได้ครับ ความสามารถที่เด่นๆ ของระดับนี้คงเป็นการอ่านภาษาเกาหลีได้และสามารถออกไปซื้อของได้ แต่อาจจะยังฟังคนเกาหลี พูดเร็วๆยังไม่ได้ครับ
  • ระดับ Intermediate : ที่เฟรมกำลังศึกษาอยู่ตอนนี้ ก็จะรู้ขอบข่ายของคำศัพท์เพิ่มเข้าไปอีกไวยากรณ์ที่ยากขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และอารมณ์ เรียนรู้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่คน เกาหลีใช้พูดจริงๆ อ.บอกว่า ถ้าเกิดจบระดับนี้ แล้วขยันทั้งเทอม ก็จะสามารถดูซีรีส์เกาหลีได้อย่างสบายๆ และฟังข่าวได้ครับ เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้อยากตั้งใจเรียนขึ้นมาทันทีเลย ~
  • ระดับ Advanced : แค่ชื่อก็โหดแล้วครับ ระดับนี้ไม่ทราบรายละเอียดมาก เพราะยังไม่ได้เรียนแต่เห็นจากเพื่อนๆที่เรียนระดับนี้ ก็สามารถพูดภาษาเกาหลี เอาตัวรอดในชีวิตประจำวันได้อย่างสุดยอดแล้วครับ เพื่อนๆบอกว่า ระดับนี้จะเรียนการใช้ภาษาที่เป็นเชิงเปรียบเทียบ ถ้าจะให้เทียบผมคิดว่า คงเหมือนกับการเรียนสำนวนไทยในบ้านเรา เพื่อใช้ในการเขียน และความคิดเห็นของอ.เกาหลีก็บอกว่า ถ้าเอาข้อสอบระดับนี้มาถามคนเกาหลี แน่นอน คนเกาหลีบางคนก็ยังเอะๆใจ งงๆเหมือนกัน….

(มาอัพเดต : การเรียนในระดับสูงจะเน้นไปที่เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมเกาหลี ในมุมมองที่ลึกเข้าไปอีกครับ เช่น เรื่องวัฒนธรรมการแต่งงาน, การเกณฑ์ทหารของคนเกาหลี ฯลฯ จะได้เรียนในระดับนี้ครับ บวกกับจะได้จำคำศัพท์ที่นานๆที้ ~~ นานๆทีจะได้ใช้ ไวยากรณ์ที่อยู่ในงานเขียนเชิงวิชาการ, คำศัพท์ที่มีรากมาจากภาษาจีน, สำนวน

ดังนั้นการเตรียมตัวในเรื่องของภาษาเกาหลีนั้น ก็คงต้องบอกว่า มีความชอบเท่านั้นครับ ถึงจะสามารถเรียนได้ในระยะเวลาอันสั้น ผนวกกับดูหนังเกาหลี ซีรีส์เกาหลี หรือเพลงเกาหลี ก็จะช่วยให้เรียนรู้ได้เร็ว ทบทวน หาหนังสืออ่านเพิ่ม ก็สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทยเลยครับและถ้าเป็นไปได้ ก็ลองสอบวัดระดับภาษาเกาหลีไว้ก็จะเป็นผลดีเวลาสมัครเข้าเรียนที่เกาหลีทุนต่างๆ รวมไปถึงทำงานครับ

การเรียนที่นี่ แน่นอนว่าได้เรียนกับอ.ที่เป็นคนเกาหลี ภาษาที่ใช้นั้น แน่นอนว่าก็เกาหลี ก็เริ่มแล้วสงสัยมั้ยครับว่าจะเรียนที่นี่ได้ยังไง ถ้าไม่รู้ภาษาเกาหลี แล้วมาเรียนเป็นภาษาเกาหลี

1. เฟรมโชคดีมากครับ ที่ได้รุ่นน้องที่เป็นภาษาเกาหลี เรียกว่าเก่งเลยล่ะ มาช่วยอธิบายให้ทั้งก่อนที่จะมาเกาหลีและแม้ว่าตัวเฟรมจะอยู่เกาหลีแล้วก็ตาม 555 เฟรมเรียนอ่านเขียนจากน้องมา ทำให้เรียนช่วงแรกๆที่นี่ไม่ยากเท่าไร เวลาเรียนก็ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากฟังไม่รู้เรื่อง ก็ต้องจดเป็นคำอ่านเป็นภาษาไทยมาถามรุ่นน้องเวลาอ.สั่งให้ทำอะไร อ.ไม่บอกนะครับ ว่าอันนี้แปลว่าอะไร ตำราเรียนของมหาลัยของเฟรม ภาษาอังกฤษก็มีอยู่นิดเดียว และเป็นตำราที่ไม่สามารถอ่าน หรือศึกษาได้ด้วยตนเอง ก็เลยถือว่าลำบากพอสมควรสำหรับเพื่อนๆครับ

conversation

2. อ.ก็พูดภาษาอังกฤษ ….(บ้างหละ) แต่นิดเดียวจริงๆครับ อ.ของเฟรมที่เรียนในระดับพื้นฐาน(Beginner) นั้น มีด้วยกัน 3 ท่าน รูปแบบการเรียนการสอนก็แตกต่างกันออกไป อ.คนแรกก็พูดได้บ้าง คนที่สองก็พูดได้เก่งเลย คนที่สามพูดไม่ได้เลย สลับกันไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เรียนแบบนี้แล้วก็สามารถทำให้เราพอเดาๆคำสั่งอะไรจากอ.ได้บ้าง ไม่ถึงกับยากเย็นเกินไป ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะทุกคนผ่านตรงนี้ได้หมดเลย ยังไม่เห็นใครมีปัญหาอะไรครับ

3. ภาษาเกาหลีไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีหนังสืออ่านเพิ่มเติม แล้วก็มีแหล่งสอนภาษาเกาหลีเพิ่มเติมที่ฟรีเยอะแยะเลย อีกอย่างภาษาเกาหลีน่ารักครับ ยิ่งเวลาได้เห็นผู้หญิงเกาหลีเค้าพูดกันนี่ดูน่ารักเอามากๆเลย ~><

ในทุนรัฐบาลเกาหลีปีนี้ อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วครับว่า ปีนี้สถาบันสอนภาษามีทั้งหมด 3 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Woman’s University), มหาวิทยาลัยคยองฮี (Kyung Hee University) และมหาวิทยาลัยซันมูน (Sunmoon University) ซึ่งเฟรมได้มหาลัยที่สามจากการแรนด้อม เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในปีนี้ที่ไม่ได้อยู่ในโซล – เมืองหลวงที่จะศิวิไลซ์ ก็อาจจะทำให้การใช้ชีวิตของเราแตกต่างไปหน่อย สโลว์ไลฟ์ จะว่าชนบทก็ไม่เชิง 555

นอกเรื่อง : คนก่อตั้งมหาลัยของเฟรมนั้น เค้าชื่อว่า มุน ซอน มยอง (Moon Sun Myung)  ครับผู้ก่อตั้งลัทธิยูนิฟิเคชัน (Unification) ซึ่งมีคนนับถือลัทธินี้กันส่วนนึงเลย คนนี้มีบทบาท สำคัญในเกาหลีเช่นเดียวกัน ด้วยความที่มหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าให้ทุนกับเด็กเยอะมากๆ แล้วก็มีกิจกรรมทางศาสนาในมหาลัยนี้ด้วย ไม่แปลกใจที่คนเกาหลีจะรู้จักมหาลัยนี้พอสมควร  ควบคู่ไปกับลัทธินี้ ในหอพักก็จะมีห้องไว้สำหรับสวดให้กับเจ้าของผู้ก่อตั้ง เคยดูภาพจากเพื่อนที่ถ่ายมาเป็นภาพผู้ก่อตั้งมหาลัยแล้วก็มีหนังสือสวด เวลาคุยกับใครก็จะโดนถามว่า อยู่ลัทธินี้หรือเปล่า แถมมีพิธี เช่น แต่งงานพร้อมกัน อะไรทำนองนี้ด้วย

เพื่อนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาเกาหลีที่เรียนในคลาสพื้นฐานกับเฟรมครับ ส่วนนึงเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) ด้วยกันครับ สังเกตว่าประเทศไม่ซ้ำกันเลย
เพื่อนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาเกาหลีที่เรียนในคลาสพื้นฐานกับเฟรมครับ ส่วนนึงเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) ด้วยกันครับ สังเกตว่าประเทศไม่ซ้ำกันเลย

ด้วยความที่เฟรมเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล เค้าก็มีมาตรการที่จะรักษาระดับ และเพื่อให้นักเรียนสอบผ่านระดับที่ต้องการ และไปเรียนในมหาวิทยาลัยในปีต่อไป ทำให้เฟรมและเพื่อนๆ ต้องเรียนเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว กล่าวคือ มีคลาสเรียนด้วยตัวเอง เพิ่มตอนเช้า (09.30 – 11.20 น.) โดยเป็นการเรียนที่ให้นักเรียนอ่านหนังสือเอง โดยมี อาจารย์มานั่งคุม หากมีคำถามก็ไปสอบถามอาจารย์ได้ ตอนเช้าจึงเป็นเวลาของการทำแบบฝึกหัด และทบทวน การทบทวนก่อนที่จะเรียนคลาสตอนบ่าย (13.00-17.50 น.) ซึ่งเป็นคลาสเรียนจริงๆ ทำให้การเรียนมีประสิทธิผลมากๆครับ ดังนั้นการเรียนอะไรก็ตามถ้าได้ทบทวนของเก่าก่อนไปเรียนทุกครั้ง บวกกับการทำสม่ำเสมอ มันได้ผลจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเรียนภาษา หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ

และแล้วเฟรมก็จบชั้นเรียนระดับพื้นฐานมาด้วยผลการเรียนที่น่าพอใจ ~!  และคำชื่นชมจาก อาจารย์รวมไปถึงเกียรติบัตรที่ไม่เคยขาดเรียนเลย มาครอบครอง 555

แต่งชุดฮันบกกันตอนวันจบคอร์ส
แต่งชุดฮันบกกันตอนวันจบคอร์ส
การเล่นยูนโนริ (윷놀이) วันปิดคอร์ส
การเล่นยูนโนริ (윷놀이) วันปิดคอร์ส
 อ.ที่สุดแสนจะน่ารัก จริงๆแล้วมีอีกท่านครับ แต่วันนั้นท่านไม่ได้มา อ.ใจดีมากๆ เข้าใจเลยว่าการสอนภาษาของอ.นั้น ให้คนต่างชาติ จะต้องพูดช้ากว่าปกติมากๆ ย้ำ ซ้ำๆ เหมือนสอนเด็กเลย เข้าใจถึงความยากลำบากจริงๆ
อ.ที่สุดแสนจะน่ารัก จริงๆแล้วมีอีกท่านครับ แต่วันนั้นท่านไม่ได้มา อ.ใจดีมากๆ เข้าใจเลยว่าการสอนภาษาของอ.นั้น ให้คนต่างชาติ จะต้องพูดช้ากว่าปกติมากๆ ย้ำ ซ้ำๆ เหมือนสอนเด็กเลย เข้าใจถึงความยากลำบากจริงๆ

ณ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในคลาส Intermediate หรือระดับกลางอยู่ครับ การเรียนก็จะแตกต่างจากการเรียนในพื้นฐานหน่อย เนื่องจากพอฟังอาจารย์พูดได้บ้าง การเรียนคำศัพท์ก็จะต้องรู้ให้มากขึ้นเช่นคำที่มีความหมายเหมือนกัน (Synonym) คำที่มีความหมายตรงกันข้าม (Antonym) และการใช้ ควบคู่กับแกรมมาร์ที่ให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน และใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น..

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และสิ่งที่พบจากการเรียนภาษาเกาหลี

1. ภาษาเกาหลี มีการเรียงไวยากรณ์ที่แตกต่างจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจะเรียงประธาน+กรรม+กริยา (S+O+V) ทำให้อาจจะดูแปลกๆหน่อยสำหรับเรา แต่เวลาเรียนเอาเข้าจริงๆเราก็ไม่เคยมาคิดถึงเรื่องนี้เท่าไร แต่ถ้ามาแปลก็จริงล่ะ มันแปลก…

language-structure

2. ภาษาเกาหลี มีการใช้คำสุภาพด้วยนะ ใช้กับผู้ใหญ่ ใช้กับเพื่อน เวลาที่เราจะพูดก็จะลงท้ายไม่เหมือนกัน ที่เราเห็นภาษาเกาหลีลงท้ายกันด้วย โยๆๆ… หรือ ฮัมนิดา อิมนิดา อะไรพวกนั้นแหละก็คือรูปแบบการลงท้าย ที่เราเอามาผันให้เป็นรูปสุภาพ

3. ภาษาเกาหลีมีลักษณะนาม และการนับคล้ายๆบ้านเรา ก็คือ เวลานับเลขก็จะนับเหมือนบ้านเรา เช่น ยี่สิบสาม ก็จะเป็น อี ชิบ ซัม (อี = 2, ชิบ = 10 , ซัม =3) และมีลักษณะนาม เช่น คู่, อัน, แก้ว ฯลฯ

4. เสียงสูงเสียงต่ำ เปลี่ยนความหมาย เสียงสูงปุ๊บเป็นประโยคคำถามเลย เสียงต่ำก็จะเป็นบอกเล่าธรรมดาๆ

5. ภาษาเกาหลี มีอะไรที่ทำให้คนไทยออกเสียงยากอยู่ เช่น ตัว ㄹ (มันคือ ล.ลิง) ที่เวลาพูดจะต้องม้วนลิ้นด้วย ในขณะที่คนไทย ถ้ามีตัวสะกดที่ลงท้ายด้วย ล มันก็จะอ่านเป็นเสียง น.หนูไม่ต้องม้วนลิ้น เช่นคำว่า เครื่องกล เราก็จะอ่านเป็น เครื่อง-กน แต่ภาษาเกาหลี ล.ลิงก็ ล.ลิงนะ กับเรื่องอีกเรื่องที่คิดว่ายากคงเป็นเสียงหนัก เสียงเบา ตัวอักษรบางตัวที่จะต้องออกเสียงให้หนักครับ (ออกเบาคนเกาหลีบางคำก็ไม่เข้าใจ) เช่น ㅊ (ช.ช้าง เสียงหนัก) มาคู่กับ ㅈ (ช.ช้าง หรือ จ.จาน เสียงเบา)

ความสามารถในการเรียนภาษาเกาหลี สำหรับคนไทยไม่มีอะไรยากเท่าไรเลยครับ ถ้าเทียบกับเพื่อนชาวต่างชาติที่อาจจะออกเสียงบางเสียงไม่ได้

สำหรับวันนี้ก็จบไปแล้วสำหรับเรื่องของการเรียนภาษาที่สถาบันสอนภาษาในเกาหลีคร่าวๆ กับระยะเวลา 5 เดือน ก็พอจะทำให้เพื่อนๆ ที่สนใจเรียนภาษาเกาหลี รวมไปถึงวางแผนที่จะเรียนภาษาเกาหลีที่นี่ด้วย ได้เห็นบรรยากาศและรูปแบบการเรียน เอาไว้โอกาสหน้าจะแนะนำความเป็นอยู่รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนุกๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเกาหลี… มาฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน

รวมไปถึงน้องๆที่สนใจจะสอบทุนรัฐบาลเกาหลี เอาไว้กำหนดออกมาแล้ว จะมาแนะนำอย่างเป็นทางการอีกที เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม และขั้นตอนต่างๆนะครับ

ปล. ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Comment ของ Facebook แทนแล้ว อาจจะทำให้ติดต่อกับผู้อ่านได้ง่ายขึ้นและทิ้งคำถาม ตอบคำถามกลับไปได้ง่ายขึ้นนะครับ 🙂

เล่าเรื่องจากภาพ : ชีวิตในมหา’ลัยเกาหลี

8

สวัสดีครับ นี่เป็นตอนที่สองของเรื่องราวของเฟรมในเกาหลีครับ คิดว่าอยากจะเอาภาพมาเล่า
วันต่อวันด้วยซ้ำไป ก็เลยเก็บมาเล่าเป็นเรื่องๆ ไปดีกว่าครับ หลังจากที่มาอยู่นี่ได้สัปดาห์กว่าๆแล้ว
หลังจากที่ชีวิตเริ่มจะลงตัว มาดูกันดีกว่าครับ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจที่นี่มั่ง เน้นรูปละกันๆ

ในคลาสเรียนภาษาเกาหลีของเฟรมครับ ช่วงนี้เรียนเยอะหน่อย เรียนเช้ากับเย็น เริ่มเรียน 09.30-12.50 เป็นแบบให้เรียนด้วยตัวเองครับ มีอาจารย์มานั่งคุม ให้อ่าน แล้วก็ให้เบรคทุกๆต้นชั่วโมง
ในคลาสเรียนภาษาเกาหลีของเฟรมครับ ช่วงนี้เรียนเยอะหน่อย เรียนเช้ากับเย็น เริ่มเรียน 09.30-12.50 เป็นแบบให้เรียนด้วยตัวเองครับ มีอาจารย์มานั่งคุม ให้อ่าน แล้วก็ให้เบรคทุกๆต้นชั่วโมง
มาดูห้องอื่นเค้าเรียนกันมั่ง ห้องเรียนภาษาในมหาลัยนี้ แบ่งเป็นสองห้องครับ ทุนนี้จะแบ่งนักเรียนไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ให้ไปเรียนภาษา ได้แก่ Ewha Woman's university, Kyung Hee university และมหาวิทยาลัยนี้ Sun moon university ครับ
มาดูห้องอื่นเค้าเรียนกันมั่ง ห้องเรียนภาษาในมหาลัยนี้ แบ่งเป็นสองห้องครับ ทุนนี้จะแบ่งนักเรียนไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ให้ไปเรียนภาษา ได้แก่ Ewha Woman’s university, Kyung Hee university และมหาวิทยาลัยนี้ Sun moon university ครับ
ออกไปเรียนกันยามเช้า อากาศหนาวเย็น ที่นี่อุณหภูมิประมาณ -2 - 6 องศาเซลเซียสครับ
ออกไปเรียนกันยามเช้า อากาศหนาวเย็น ที่นี่อุณหภูมิประมาณ -2 – 6 องศาเซลเซียสครับ
มีสนามฟุตบอลใหญ่ๆ สงสัยเหมือนกันว่าเค้าเล่นกันได้ยังไง อากาศหนาวๆแบบนี้ ฝนตกก็เล่นนะ
มีสนามฟุตบอลใหญ่ๆ สงสัยเหมือนกันว่าเค้าเล่นกันได้ยังไง อากาศหนาวๆแบบนี้ ฝนตกก็เล่นนะ
มาให้ดูที่ที่กินข้าวมั่ง แต่ปกติก็จะเปลี่ยนสถานที่กินเรื่อยๆ ในมหาลัยนี้มีหลายที่ให้ได้เลือกกิน
มาให้ดูที่ที่กินข้าวมั่ง แต่ปกติก็จะเปลี่ยนสถานที่กินเรื่อยๆ ในมหาลัยนี้มีหลายที่ให้ได้เลือกกิน
มาต่อแถวรับอาหาร ที่เค้าก็ทำกันใหม่ๆ
มาต่อแถวรับอาหาร ที่เค้าก็ทำกันใหม่ๆ
นี้ก็เป็นหน้าตาอาหารมาตรฐานในร้านอาหารของมหาวิทยาลัยครับ ราคาก็จะถูกสุดเทียบกับร้านอาหารข้างนอกมหาลัย ในมื้อนี้ก็จะมีข้าว ต่างจากข้าวไทย ไม่ได้เป็นเม็ดสวยๆ เหนียวนิดๆ มีกิมจิ มื้อนี้โอเคหน่อยที่จะมีเนื้อด้วย แล้วก็มีซุป มีมันฝรั่งทอด ทั้งหมดนี้ 2,700 วอนครับ
นี้ก็เป็นหน้าตาอาหารมาตรฐานในร้านอาหารของมหาวิทยาลัยครับ ราคาก็จะถูกสุดเทียบกับร้านอาหารข้างนอกมหาลัย ในมื้อนี้ก็จะมีข้าว ต่างจากข้าวไทย ไม่ได้เป็นเม็ดสวยๆ เหนียวนิดๆ มีกิมจิ มื้อนี้โอเคหน่อยที่จะมีเนื้อด้วย แล้วก็มีซุป มีมันฝรั่งทอด ทั้งหมดนี้ 2,700 วอนครับ
มาที่อีกตึกนึง ก็จะมีร้านอาหาร มีร้านกาแฟ มาให้ได้นั่งเล่นทานกาแฟ และขนมเค้กด้วย แต่ว่ายังไม่ได้มาลอง
มาที่อีกตึกนึง ก็จะมีร้านอาหาร มีร้านกาแฟ มาให้ได้นั่งเล่นทานกาแฟ และขนมเค้กด้วย แต่ว่ายังไม่ได้มาลอง
ขอแนะนำสองคนนี้หน่อยจ้า สองคนนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง มาจากกัมพูชา ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และแนะนำการใช้ชีวิตที่นี่ตลอดเลย คนซ้ายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ได้รับทุนปีนี้ครับ ส่วนทางขวาเป็นรุ่นพี่ ที่รู้ภาษาเกาหลี และช่วยเหลือเฟรมหลายครั้ง ใจดีมากๆเลย
ขอแนะนำสองคนนี้หน่อยจ้า สองคนนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง มาจากกัมพูชา ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และแนะนำการใช้ชีวิตที่นี่ตลอดเลย คนซ้ายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ได้รับทุนปีนี้ครับ ส่วนทางขวาเป็นรุ่นพี่ ที่รู้ภาษาเกาหลี และช่วยเหลือเฟรมหลายครั้ง ใจดีมากๆเลย
อันนี้ถ่ายห้องตัวเองไว้ หลังจากมาอยู่ได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มรก เลยทยอยเก็บของกัน นี่เป็นสภาพที่คิดว่าดูดีที่สุดละ 555 (โปสเตอร์นั่นเป็นของเพื่อนรูมเมทที่บ้าเกาหลีมากก)
อันนี้ถ่ายห้องตัวเองไว้ หลังจากมาอยู่ได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มรก เลยทยอยเก็บของกัน นี่เป็นสภาพที่คิดว่าดูดีที่สุดละ 555 (โปสเตอร์นั่นเป็นของเพื่อนรูมเมทที่บ้าเกาหลีมากก)
ที่นอนของเฟรม อยู่บนชั้นสองๆ หลับสบายทุกคืน
ที่นอนของเฟรม อยู่บนชั้นสองๆ หลับสบายทุกคืน
มาส่องโต๊ะทำงานของเพื่อนกันมั่ง เค้า present ว่าโต๊ะเค้าระเบียบสุดละ มาจากปารากวัย เป็นคนนึงที่เฟรมนับถือเรื่องการเก็บของ เป็นระเบียบดี
มาส่องโต๊ะทำงานของเพื่อนกันมั่ง เค้า present ว่าโต๊ะเค้าระเบียบสุดละ มาจากปารากวัย เป็นคนนึงที่เฟรมนับถือเรื่องการเก็บของ เป็นระเบียบดี
อันนี้โต๊ะเพื่อนจากอินโดนีเซีย ชื่นชอบดาราเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ สังเกตจากการติดโปสเตอร์เต็มโต๊ะ และแก้วน้ำที่เป็นลายดาราเกาหลี
อันนี้โต๊ะเพื่อนจากอินโดนีเซีย ชื่นชอบดาราเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ สังเกตจากการติดโปสเตอร์เต็มโต๊ะ และแก้วน้ำที่เป็นลายดาราเกาหลี
อันนี้เป็นโต๊ะของเพื่อนจากแทนซาเนีย เนื่องจากไม่ค่อยอยู่ในห้อง เค้าเลยไม่ค่อยเก็บอะไรมากเท่าไร
อันนี้เป็นโต๊ะของเพื่อนจากแทนซาเนีย เนื่องจากไม่ค่อยอยู่ในห้อง เค้าเลยไม่ค่อยเก็บอะไรมากเท่าไร
แท่มมมแทมมม สุดท้าย โต๊ะของเฟรมเอง ส่วนมากจะเน้นไปทางของกินและเสบียง ตามสไตล์ 5555
แท่มมมแทมมม สุดท้าย โต๊ะของเฟรมเอง ส่วนมากจะเน้นไปทางของกินและเสบียง ตามสไตล์ 5555
มาถึงเรื่องกินกันต่อ ที่นี่เป็นอีกแห่งที่เฟรมสามารถหาอะไรกินได้ แต่ดูเมนูซะก่อน งานนี้เดาอย่างเดียว ว่าจะได้กินอะไร เจออะไร
มาถึงเรื่องกินกันต่อ ที่นี่เป็นอีกแห่งที่เฟรมสามารถหาอะไรกินได้ แต่ดูเมนูซะก่อน งานนี้เดาอย่างเดียว ว่าจะได้กินอะไร เจออะไร
짬뽕 (จัมโปง) อีกเมนูที่ไปแรนดอมจากเมนูข้างบน เป็นบะหมี่นุ่มๆกับซุปเผ็ดๆ รสชาติน่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย แต่อากาศหนาวที่นี่ ทำให้มันรู้สึกเผ็ดมากเหมือนกัน
짬뽕 (จัมโปง) อีกเมนูที่ไปแรนดอมจากเมนูข้างบน เป็นบะหมี่นุ่มๆกับซุปเผ็ดๆ รสชาติน่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย แต่อากาศหนาวที่นี่ ทำให้มันรู้สึกเผ็ดมากเหมือนกัน
ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่านี่คือแก้วน้ำ แต่มันคือ แก้วน้ำกระดาษจริงๆ เล็กๆ แล้วมันจะกินยังไง ดูภาพต่อไปกัน...
ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่านี่คือแก้วน้ำ แต่มันคือ แก้วน้ำกระดาษจริงๆ เล็กๆ แล้วมันจะกินยังไง ดูภาพต่อไปกัน…
เอิ่บบ มันใส่น้ำกินได้จริงๆด้วย คนที่นี่เค้ารักสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วก็ลดการใช้พลาสติกจริงจังมาก ว่าแล้วก็ ดื่มมม...
เอิ่บบ มันใส่น้ำกินได้จริงๆด้วย คนที่นี่เค้ารักสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วก็ลดการใช้พลาสติกจริงจังมาก ว่าแล้วก็ ดื่มมม…
มาดูพ่อครัวปรุงอาหารกัน.... นี่กำลังลวกเส้นนุ่มๆให้กิน
มาดูพ่อครัวปรุงอาหารกัน…. นี่กำลังลวกเส้นนุ่มๆให้กิน
วัตถุดิบที่ใช้ทำเส้น...
วัตถุดิบที่ใช้ทำเส้น…
จนออกมาเป็นจาจางมยอน (짜장면) บะหมี่ในซอสดำ เส้นเหนียวนุ่มอร่อยมาก กับซอสที่ออกเค็มนิดๆ รสชาติโอเคมาก เห็นในไทยก็มีขายเหมือนกัน แต่ว่าไม่รับประกันรสชาตินะ อิอิ
จนออกมาเป็นจาจางมยอน (자짱면) บะหมี่ในซอสดำ เส้นเหนียวนุ่มอร่อยมาก กับซอสที่ออกเค็มนิดๆ รสชาติโอเคมาก เห็นในไทยก็มีขายเหมือนกัน แต่ว่าไม่รับประกันรสชาตินะ อิอิ
กินเสร็จก็กลับมาที่้ห้องเรียน มาดคุณครูให้มั่งมั้ยเนี่ย
กินเสร็จก็กลับมาที่้ห้องเรียน มาดคุณครูให้มั่งมั้ยเนี่ย
อีกมื้อที่แปลกใหม่ อยากลองมานานละ ว่าตะกูลปิ้งๆย่างๆ ที่นี่จะเป็นยังไง จะเหมือนบ้านเรามั้ย บ้านเราขึ้นชื่อว่าเนื้อย่างเกาหลีแล้วเนี่ยยย
อีกมื้อที่แปลกใหม่ อยากลองมานานละ ว่าตะกูลปิ้งๆย่างๆ ที่นี่จะเป็นยังไง จะเหมือนบ้านเรามั้ย บ้านเราขึ้นชื่อว่าเนื้อย่างเกาหลีแล้วเนี่ยยย
มากินกับเพื่อนชาวอินโด(ซ้าย) กัมพูชา (ขวา)
มากินกับเพื่อนชาวอินโด(ซ้าย) กัมพูชา (ขวา)
ผลก็คือ มันอร่อยแตกต่างกัน อยู่นี่เรียกว่าชินอาหารที่นี่พอสมควร หากจะเทียบกับของไทย ที่เนื้อหมูมันก็ไม่ต่างกันมาก ประเทศไทยเราก็หมักมาก่อนบ้าง น้ำจิ้มนี่แตกต่างกันเลย แต่ที่นี่ original เขากินกับผักล่ะจ้า
ผลก็คือ มันอร่อยแตกต่างกัน อยู่นี่เรียกว่าชินอาหารที่นี่พอสมควร หากจะเทียบกับของไทย ที่เนื้อหมูมันก็ไม่ต่างกันมาก ประเทศไทยเราก็หมักมาก่อนบ้าง น้ำจิ้มนี่แตกต่างกันเลย แต่ที่นี่ original เขากินกับผักล่ะจ้า
เนื้อหมู
เนื้อหมู (ทั้งมื้อนี้เค้าเรียก 삼겹살 (ซัมคยอพซาล) หมดไป 6,000 วอน ต่อ 2 ชิ้น)
ผักกิมจิต่างๆ ที่จะกินคู่กับเนื้อย่างด้วย (จริงๆมันคือหมูย่างนั่นแหละนะ)
ผักกิมจิต่างๆ ที่จะกินคู่กับเนื้อย่างด้วย (จริงๆมันคือหมูย่างนั่นแหละนะ)

ก่อนจากกัน

และทั้งหมดนี้ก็คือรูปภาพ ที่เอามาเล่า แบบไม่ได้เรียงลำดับเนื้อหาอะไร ความเป็นอยู่ก็จะสไตล์นี้
ช่วงนี้ตารางเวลา ในวันจันทร์-ศุกร์ ก็จะเป็นอย่างนี้ครับ

09.30 – 12.50 น. – เป็นคลาสเรียนแบบ Self study กล่าวคือ ให้อ่านเอง แต่ก็มีเช็คชื่อ แล้วก็มี
ครูที่จะมาคุมและคอยตอบคำถามภาษาเกาหลีให้กับนักเรียนครับ

14.00 – 17.50 น. – เป็นคลาสเรียนปกติ แยกตามระดับครับ ก็จะได้เรียนภาษากับเจ้าของภาษา
ในห้องเรียนที่มีเพื่อนๆชาวต่างชาติมากมาย บรรยากาศการเรียนก็ ไปดูกันได้เลยครับ

ตอนนี้ก็สนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้ครับ วันไหนมันจะไม่สนุกก็ต้องทำให้มันสนุกทุกวัน เพราะมัน
เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตของเรา ขอบคุณทุกคนที่ตามครับผมมม แล้วจะเก็บบรรยากาศ
สนุกๆมาฝากกันต่อครับ

New chance, New experience in Korea

สวัสดีครับทุกท่านที่มีโอกาสติดตามบล็อกของเฟรม ห่างหายไปนานพอสมควรก็เลยตัดสินใจว่าจะกลับมาอัพบล็อกทันทีที่ไปถึงที่เกาหลีครับ …

อรัมภบท

สาเหตุที่เฟรมต้องมาอัพบล็อกไกลถึงที่เกาหลีก็เพราะว่า เฟรมได้รับทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีครับ ซึ่งทุนนี้ก็จะเป็นการกระจายโอกาสให้เด็กนักเรียนกว่า 100 คนจาก 62 ประเทศ ได้มาศึกษาในมหาวิทยาลัยในเกาหลี หลายๆมหาวิทยาลัย ซึ่งเราสามารถเลือกได้ครับ โดยเฟรมเลือกศึกษาคณะ Biotechnology มหาวิทยาลัย Yonsei เป็นมหาวิทยาลัยที่จะเรียนในปี 1 และในปีแรกที่ต้องเรียนภาษาเกาหลีครับ โดยได้เรียนภาษาเกาหลีที่มหาวิทยาลัย Sunmoon สำหรับประเทศไทยปีนี้มีนักเรียนที่ได้ทุนนี้ 2 คนครับ มีผมและเพื่อนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ความอบอุ่นจากประเทศไทย

ก่อนเดินทาง เฟรมรู้สึกอบอุ่นมากๆครับ เพราะว่าเฟรมได้รับกำลังใจดีๆมากมาย ตั้งแต่ครอบครัวที่มีโอกาสได้เตรียมความพร้อมก่อนไป ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารและคุณครูที่สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้เฟรมและเพื่อนๆ ได้มาอำลากันถึงที่สนามบินก็ถือว่าเป็นกำลังใจก่อนเดินทาง เป็นการสำรองกำลังใจที่ดีเยี่ยม แม้วันนี้มาถึงที่นี่ ก็ยังรู้สึกว่าท้อบ้างเหงาบ้าง แต่เมื่อนึกถึงทุกๆบรรยากาศดีๆเหล่านี้ ก็สู้เต็มที่เลยครับ

1-dsc01602

ครอบครัว, ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน, คุณครู และเพื่อนๆครับ

1-dsc016521

ตอนนั้นรับโทรศัพท์ตลอดเลยครับ อยากจะมีโอกาสได้คุยกับทุกๆคนก่อนไป ภาพล่างขวา เป็นผมและรุ่นน้องที่สอนภาษาเกาหลีให้ช่วงประกาศผลทุนและเพื่อนอีกคนที่ได้รับทุนนี้ด้วยครับ
ตอนนั้นรับโทรศัพท์ตลอดเลยครับ อยากจะมีโอกาสได้คุยกับทุกๆคนก่อนไป ภาพล่างขวา เป็นผมและรุ่นน้องที่สอนภาษาเกาหลีให้ช่วงประกาศผลทุนและเพื่อนอีกคนที่ได้รับทุนนี้ด้วยครับ

สัมผัสแรกที่นี่

สิ่งแรกที่รู้สึกว่าแตกต่างอย่างชัดเจน ก็คงเป็นเรื่องอากาศครับ ช่วงที่เข้ามา (วันที่ 29 ก.พ.) ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ก็ยังคงเป็นปลายหนาวอยู่ อุณหภูมิประมาณ 4-6 องศา ก็ได้เตรียมเสื้อกันหนาวที่เพียงพอ และน่าจะสู้กับอากาศที่นี่ได้ หากแต่ว่าฝนก็ยังคงตกอยู่ดี…

นี่เป็นหอพักครับ ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยครับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องทำอาหาร ห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ถือว่าโอเคครับ ห้องน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม และภาพสุดท้ายก็เป็นบรรยกาาศยามค่ำคืนของผมและเพื่อนๆรูมเมทครับ
นี่เป็นหอพักครับ ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยครับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องทำอาหาร ห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ถือว่าโอเคครับ ห้องน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม และภาพสุดท้ายก็เป็นบรรยกาาศยามค่ำคืนของผมและเพื่อนๆรูมเมทครับ

เอาจริงๆอากาศยังสบายๆครับ พอสู้ได้ เรามาจากเมืองร้อนชอบอากาศเย็นๆอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องเผชิญสำคัญกว่าสิ่งรอบข้าง นั่นก็คือการที่จะต้องใช้ชีวิตเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย ที่ต้องทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง การตัดสินใจเป็นของตัวเอง สังคม เพื่อน ที่หลากหลาย โดยเฉพาะของเฟรมที่มาจากหลากหลายที่ หลากวัฒนธรรม ทำให้ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันครับ

อาหาร

เรื่องอาหารการกิน ที่เคยคิดว่าน่าจะมีปัญหา สุดท้ายก็ไม่ค่อยเท่าไรครับ (เพราะกินไม่เลือกอยู่แล้ว 555) ก็เลยพอจะรับได้กับอาหารแต่ละมื้อ อาหารในมหาวิทยาลัยราคาก็จะค่อนข้างสบายกระเป๋า เริ่มต้นที่ประมาณมื้อละ 4,000 วอน (120 กว่าบาท) อาหารในร้านอาหารข้างนอกก็จะแพงหน่อย เริ่มต้นสัก 6-7 พันวอน

ที่นี่มีเป็นโรงอาหารในมหาวิทยาลัยหลายแห่งครับ ที่ให้ตักเป็นแบบบุกเฟต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์อร่อยๆ เหมือนในบ้านเรานะครับ หน้าตาอาหารก็จะเป็นผักเสียส่วนใหญ่ หรือเราเรียกกัน กิมจิ กับจะมีเมนูที่รู้สึกถูกใจบ้าง หรือไม่งั้นก็ต้องไปหาเพิ่มเติม จากร้านค้ากับเมนูอาหารที่สามารถอ่านได้ว่ามันคืออะไร (เช่นมีภาษาอังกฤษอธิบาย)
ที่นี่มีเป็นโรงอาหารในมหาวิทยาลัยหลายแห่งครับ ที่ให้ตักเป็นแบบบุฟเฟต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์อร่อยๆ เหมือนในบ้านเรานะครับ หน้าตาอาหารก็จะเป็นผักเสียส่วนใหญ่ หรือเราเรียกกัน กิมจิ กับจะมีเมนูที่รู้สึกถูกใจบ้าง หรือไม่งั้นก็ต้องไปหาเพิ่มเติม จากร้านค้ากับเมนูอาหารที่สามารถอ่านได้ว่ามันคืออะไร (เช่นมีภาษาอังกฤษอธิบาย)

การเรียน

ทุนนี้ดีอย่างนึงครับ คือให้เราได้มาเรียนภาษาก่อน 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ เค้าก็ได้มีการส่งหนังสือมาให้เราเรียนด้วยตัวเองเตรียมความพร้อมก่อนมาด้วยเช่นกัน แต่ม.ปลายใกล้จบเอาจริงๆก็มีแต่ยุ่งกับยุ่ง และกิจกรรมหลายๆอย่าง ทำให้ไม่มีสมาธิได้ฝึกมาก่อน แต่เฟรมเชื่อว่าหากใครที่สามารถใช้ภาษาเกาหลีได้ก่อนมา ไม่ว่าจะจากการเรียน การฟังเพลง หรือดูซีรีส์ น่าจะทำให้การเรียนสนุกขึ้นและจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

1-img_1459

อาจารย์สอนทุกอย่างเป็นเกาหลีหมดเลยครับ น้อยมากที่จะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน – -” แต่รุ่นน้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติครับ บรรยากาศการเรียนแบบนี้
จะทำให้เป็นเร็วขึ้น (ก็ขอให้มันเป็นอย่างงั้น….)

เพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหลากหลายชาติ ให้อารมณ์ของการเรียนที่แตกต่างกันออกไปครับ บางคนที่มีฐานมาบ้างก็จะไปได้เร็ว บางประเทศ บางโซน ที่จะออกเสียงไม่ได้ เช่นเสียง 으 (อึ) ก็จะออกเป็น 이 (อี) ตลอด
เพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหลากหลายชาติ ให้อารมณ์ของการเรียนที่แตกต่างกันออกไปครับ บางคนที่มีฐานมาบ้างก็จะไปได้เร็ว บางประเทศ บางโซน ที่จะออกเสียงไม่ได้ เช่นเสียง 으 (อึ) ก็จะออกเป็น 이 (อี) ตลอด

เรื่องเที่ยวๆ

เนื่องจากว่าปีแรกเฟรมได้มาเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัย Sunmoon วิทยาเขต Asan ครับ ซึ่ง Asan ก็เป็นอีกเมืองสำคัญ เพราะว่าเป็นเมืองที่เป็นแหล่งของรถไฟความเร็วสูง KTX ครับ ที่สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Choenan-Asan ไปที่ Seoul ได้ ด้วยระยะเวลาเพียงครึ่งชม.เท่านั้น ต่างจากการที่นั่งรถไฟใต้ดินแบบธรรมดา ที่อาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. การคมนาคมที่นี่เป็นอะไรที่สะดวกสบาย มีหลายช่องทาง เท่าที่ลอง ก็เป็นรถบัสกับ subway ครับ

Subway ที่มีบริการครอบคลุมในหลายพื้นที่ของเกาหลีเลยครับ
Subway ที่มีบริการครอบคลุมในหลายพื้นที่ของเกาหลีเลยครับ
เข้าไปใน E-Mart ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ในกลางเมือง Cheonan ครับ ก็เป็นสถานที่ที่จะหาของราคาไม่แพงได้จากที่นี่ หลากหลายรายการ และอ่านไม่ออกครับ - -''
เข้าไปใน E-Mart ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ในกลางเมือง Cheonan ครับ ก็เป็นสถานที่ที่จะหาของราคาไม่แพงได้จากที่นี่ หลากหลายรายการ และอ่านไม่ออกครับ – -”

เมื่อไม่กี่วันก่อนที่มีโอกาสได้เข้าไป Seoul ครับ ไปกับเพื่อนรูมเมทชาวปารากวัย ที่ไม่กลัวหลงเลย แค่ตามป้ายก็เพียงพอกับการที่เค้าจะไปหาอะไรเที่ยวได้ที่ Seoul  ก็เลยไปหาอะไรกินที่ตลาดนัมแดมุนแล้วก็มีโอกาสได้เตลิดไปหอคอย N Seoul Tower หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงโซล

มื้อแรกข้างนอกครับ ได้กินต๊อกปกกิที่เป็นแป้งข้าวเหนียวผัดซอสเกาหลี หนึ่งในอาหารเกาหลีครับ ข้างๆเป็นบรรยากาศในร้าน ที่จะมีร้านลักษณะเดียวกันนี้อยู่ในตลาดแห่งนี้เต็มไปหมดครับ และรูปด้านล่างก็เป็นบรรยากาศในกรุง Seoul และบรรยากาศเมื่อมองจากทางขึ้นหอคอย N Seoul ครับ
มื้อแรกข้างนอกครับ ได้กินต๊อกปกกิที่เป็นแป้งข้าวเหนียวผัดซอสเกาหลี หนึ่งในอาหารเกาหลีครับ ข้างๆเป็นบรรยากาศในร้าน ที่จะมีร้านลักษณะเดียวกันนี้อยู่ในตลาดแห่งนี้เต็มไปหมดครับ และรูปด้านล่างก็เป็นบรรยากาศในกรุง Seoul และบรรยากาศเมื่อมองจากทางขึ้นหอคอย N Seoul ครับ

สิ่งที่ได้เรียนรู้…

ผมภูมิใจครับ ที่มีโอกาสได้มาเป็นนักเรียนทุนที่ประเทศนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจของตัวเองที่อยากจะลองใช้ชีวิตในต่างประเทศดูเหมือนกัน แม้ว่าตอนที่คิดนั้น ก็ไม่ได้คิดถึงสิ่งต่างๆที่มันจะต้องยอมรับ และเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขนาดนี้ ในหลายๆเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นครับแต่สำคัญที่สุดคือ เมื่อได้รับโอกาสที่ดีเช่นนี้มา ก็ต้องแปลงสิ่งรอบข้างให้เป็นประโยชน์ โดยการนำมาเรียนรู้ ให้เป็นคุณครูของเราได้ทุกอย่าง ทุกความสำเร็จวันนี้ ก็ขอขอบพระคุณทุกๆคนครับที่ให้กำลังใจ และคอยเป็นเบื้องหลังตลอด นับจากนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้ติดตามผลงานต่อไปโดยตั้งใจว่าจะนำเรื่องราว ประเด็นที่น่าสนใจในเกาหลี มาเล่าให้ผู้อ่านได้ติดตามครับ แต่บอกไว้ก่อนว่า อาจจะเป็นบล็อกสั้นๆ ก็อย่าลิมติดตามกันนะครับ 😉

Being a camper in AYSF 2011 : Part 1

หลังจากที่เฟรมหายหน้าหายตา ไปนานพอสมควร จนพบว่านี่จะถึงวันครบรอบปีที่ 3 ของการเขียน
Framekung.com
แล้ว!! แน่นอนครับ ว่าการกลับมาของบล็อกตอนนี้แน่นอนว่า พิเศษสุดๆ
เพราะเฟรมอยากจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งที่เฟรมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม
“APEC Youth Science Festival 2011” หรือชื่อภาษาไทยว่า “เทศกาลวิทยาศาสตร์
เยาวชนเอเปคครั้งที่ 4”
ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยปีนี้ประเทศไทย
เป็นเจ้าภาพ ภายใต้แนวคิด “From Nature to Technology” ครับ

aysf-2011-4th-thailand

ที่มาที่ไป…

เฟรมได้รับคัดเลือกจากทางรร.ให้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยได้รับโควตาจาก สพฐ.
โควตาสพฐ.จะให้ รร.ละ 1 คน ส่วน รร.ไหนที่มีโครงการวมว. ก็จะให้โควตาสำหรับนักเรียน
โครงการวมว. 4 คน ครับ โดยสิ่งที่ต้องทำก็คือ กรอกใบสมัคร เลือกกิจกรรมตามความสนใจ
ซึ่งเค้าจะเรียกเป็น Track ครับ โดยกิจกรรมก็จะมีหลากหลายครับ โดยคร่าวๆ ก็เช่น
Bio luminescence ที่จะได้เรียนรู้กลไกการเปล่งแสงของสิ่งมีชีวิตที่พบในธรรมชาติ และ
การนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์  Atomic Energy ที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานปรมาณู
และการนำไปใช้ประโยชน์ Fish Robot ที่เปิดโอกาสให้ชาวค่ายได้ชมพิพิธภัณฑ์ปลา และ
ศึกษาโครงสร้างทางกายภาพ กลไกการว่ายน้ำ ก่อนที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นหุ่นยนต์ปลา

documents

ฟังกิจกรรมก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะครับ แต่เราก็จะได้เข้าร่วมเพียงบางกิจกรรมเท่านั้น
สำหรับเฟรม เฟรมได้ Track 10 ซึ่งจะมีสมาชิกภายในกลุ่มเป็นคนไทย รวมกับชาวต่างชาติประมาณ
50 คน เพื่อทำกิจกรรม 2 กิจกรรมด้วยกัน ตลอดระยะเวลา 4 วัน นั่นก็คือ Bio luminescence
และ Atomic Energy ครับ

(อ้อ !! กิจกรรมมีอีกเยอะเลยนะครับ เข้าไปอ่านรายละเอียดกิจกรรมอย่างละเอียดๆได้ที่
Science Camp Tracks ครับ)

Orientation day 20-8-2554

ในวันที่ 20 ซึ่งเป็นวันแรกของค่าย จะมีการปฐมนิเทศครับ ก็มีนักเรียนคนนึงแถวๆนี้ล่ะครับ ที่กำลัง
สะสางงานที่รร. และงานที่ตัวเองส่งประกวดกับเพื่อนๆ ทันทีที่ถึงสถานีขนส่ง จิตก็ตกแล้วครับ
เพราะว่ารถรอบเที่ยงนั้นไปเสียแล้ว ซึ่งเฟรมต้องใช้เวลา 3 ชม.ในการเดินทางครับ ระหว่างนั่งรถ
ก็คิดตลอดทางเลยว่า จะทันมั้ยเนี่ยๆๆ แถมรถยังมาติดอีก โหยย ตอนนั้นเรียกว่าจิตตกสุดๆเลยล่ะครับ

แต่โชคก็เข้าข้างเฟรมครับ เฟรมได้ยินโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงในกลุ่มเฟรมโทรมา ถามเพื่อนคอนเฟิร์ม
เวลา เฟรมก็ได้บอกพี่เค้าว่าเข้าไปสาย ก็ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อยครับ และในที่สุด เฟรมก็ไปทันเวลา
(แม้ว่าจะเลทนิดหน่อย สักครึ่งชม.ก็ตาม) ^^

1ในขั้นตอนของการปฐมนิเทศสำหรับนักเรียนชาวไทย ซึ่งเป็นประชากรส่วนมากในกิจกรรมนี้
สำคัญของการมาเข้ากิจกรรมร่วมกันแบบนี้ ก็คือการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆคนอื่นๆ
ฟังดูแล้วอาจไม่ใช่ปัญหากับนักเรียนบ้านเรา หากแต่ว่า เพื่อนๆของเราจะเป็นชาวต่างชาติ
หลายๆคนก็ส่ายหน้าหนี ครั้งแรกที่ผมอาจจะคิดเช่นนั้นทันทีที่มีพี่ๆ ที่ผ่านประสบการณ์เข้าค่าย
จากเวทีระดับนานาชาติมาให้กำลังใจ รวมถึงการปฏิบัติตัวกับเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ
ก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้เฟรมและเพื่อนๆชาวค่ายอีกหลายคน กล้า มีทัศนคติใหม่ๆ และพร้อม
ที่จะพูดคุยกับเพื่อนๆจากต่างชาติ

keyword ที่สำคัญก็คือ เรามีความคิด มีเป้าหมาย มีความเป็นตัวของตัวเอง เราต้องรู้จักนำมันมา
แสดงให้คนอื่นรับรู้ ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เราสนทนาอย่างไม่ต้องกลัวถูกกลัวผิด
กล้าที่จะถามในช่วงซักถาม, อย่าปฏิเสธที่จะมานั่งหน้าๆ และเริ่มบทสนทนา
ด้วยประโยคที่ง่ายๆ
นั่นก็เป็นคำแนะนำดีๆที่พี่ๆเขานำมาฝากกันล่ะครับ ฟังแล้วคันหู
เอ๊ย คันไม้คันมือ อยากจะลงสนามไปคุยกับเพื่อนๆแล้ว…

มื้อค่ำมื้อแรก…ที่เฟรมทานข้าวกับเพื่อนๆชาวไทย… ที่พวกเราตั้งปณิธานร่วมกันอย่างแรงกล้าว่า
กินเสร็จแล้วเราจะไปคุยกับชาวต่างชาติให้จงได้ !!! เราต้องไปโชว์ว่าประเทศของเรา มีดี !!!

dsc00469-1

ผลก็คือ …..( ̄□ ̄;) กองทัพแตกครับ !! พวกเราพยายามเต็มที่แล้ว เอาไว้เป็นเรื่อง
ของวันถัดไปแล้วกันนะครับ

Opening Ceremony 21-8-2554

เช้านี้เรามีภารกิจครับ เพราะว่าวันนี้เรามีพิธีเปิดกิจกรรมนี้อย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์นิทรรศการ
และแสดงสินค้าไบเทคบางนา โดยมีรถตู้มารับพวกเราไปจากที่พัก

dsc00483

ตื่นเต้นก็ตอนที่เพื่อนๆชาวต่างชาติที่จะมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเรานี่ล่ะครับ
ตื่นเต้นก็ตอนที่เพื่อนๆชาวต่างชาติที่จะมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเรานี่ล่ะครับ
โอ้วว...แม่เจ้า !! คนเยอะมากครับ เวทีก็สุดแสนอลังการ
โอ้วว...แม่เจ้า !! คนเยอะมากครับ เวทีก็สุดแสนอลังการ

วันแรกก็พิเศษสุดๆแล้วครับ เพราะตอนรับสมาชิกชาวค่ายและคุณครู ด้วยการบรรยายสุดพิเศษ
จากนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า อย่างคุณ Hilary Staples ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลียนแบบ
ธรรมชาติ หรือ Biomimicry ที่พูดถึงความน่าสนใจของสิ่งที่มีมาดั้งเดิมของธรรมชาติ แม้ว่า
เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเท่าไร แต่สิ่งมีชีวิตก็ยังคงมีกลไกที่น่าสนใจให้เราศึกษา การนำคุณสมบัติ
ของผิวปลาฉลามไปทำเป็นชุดว่ายน้ำของ Speedo เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่คุณ Hilary นำมาเสนอ

dsc00535

ถัดมาก็สร้างความทึ่งให้กับผมอีกล่ะครับ เพราะว่าผลงานของ Prof. Dr.Hans Hilgenkamp
ที่นำ “แผนที่ประเทศไทย” และ “ช้างไทย” ไปอยู่บนเส้นผม จากประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยี
ในการบรรยายก็เป็นการพูดถึงนาโนเทคโนโลยี และการนำไปประยุกต์ใช้ครับ

dsc00540-1

จากเรื่องของนาโนเทคโนโลยี เราหนีไปอยู่บนอวกาศกันดีกว่าครับ คุณ Soichi Noguchi
เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นนักบินอวกาศขององค์การ JAXA ประเทศญี่ปุ่น กับการบินไปยัง
ISS (International Space Station) ในภารกิจ Soyuz TMA-17 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม
2552 ที่ผมทราบมาเพิ่มเติมก็คือ ในระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจเค้ายัง Post รูปภาพมายัง Twitter
ด้วย ใครอยากจะ Follow เรื่องราวบินๆ ของชีวิตนักบินอวกาศคนนี้ ก็ไป Follow เค้าได้ครับ
ทาง Twitter ของ Soichi Noguchi

dsc00557

และ Last but not least ก็เป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่เฟรมเชื่อว่าหลายๆ
คนที่ติดตามวงการวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้จักกันดีครับ นั่นก็คือ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิทยาศาสตร์
ดีเด่น และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มาพูดในหัวข้อ “Science of the
young and by the young for everyone” ที่ผมไม่รู้ว่าจะแปลหัวข้อนี้ออกมาให้สละสลวย
ได้อย่างไร แต่สำคัญคือใจความที่ ดร.ยงยุทธ เชื่อมโยงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่
ปัจจุบัน ที่มีประโยคนึงที่ผมชื่นชอบ คือ “Science makes fairy tales come true” หรือว่า
วิทยาศาสตร์นั้นทำให้นิทานหลายๆเรื่องเป็นเรื่องจริง

dsc00571

ถ่ายภาพกับดร.ยงยุทธ ครับ
ถ่ายภาพกับดร.ยงยุทธ ครับ

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการบรรยายแล้ว เราก็ทานข้าวกันครับ แต่นี่ก็ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจของเฟรม
เลยครับ (เรียกว่ายังไม่เริ่มเลยก็ว่าได้) กับการหาเพื่อนชาวต่างชาติ ระหว่างทานข้าวก็เลยหันไปคุย
กับเพื่อนต่างชาติที่นั่งข้างๆด้วย เค้าชื่อ Michale ครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสนทนาของผม…

Michale เป็นชาว New Zealand ที่ผมเองก็สัมภาษณ์เค้าเล็กน้อยครับ ว่าเค้ามาได้ยังไง กิจกรรมนี้
เค้าเล่าให้ฟังว่าเค้าส่งใบสมัครเข้ามาแข่งขันกับเพื่อนๆในประเทศของเค้า ซึ่งก็จะมีคล้ายๆกับกระทรวง
วิทยาศาสตร์ฯ บ้านเราที่คอยพิจารณาคุณสมบัตินี่ล่ะครับ จนในที่สุดเค้าก็ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน
สักกะบาทเดียว แน่นอนครับเฟรมคุงนับถือในความสามารถของเขามาก  ในช่วงบ่ายที่เค้าให้เรา
ไปเดินดูงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ เฟรมก็รวบรวมความกล้า ขอลองเป็นไกด์ อาสาพาเค้าไปเที่ยวงาน
ซึ่งเค้าก็ไม่มีทางเลือก เอ๊ยยย ไม่ใช่สิ !! เค้าก็ยินดีครับ ที่จะมาด้วย แต่เฟรมก็ไม่อยากให้ทริปนี้มีแค่
ผมกับ Michale ผมจึงไปลาก ชวน เกาหลีมาอีก 2 คนที่อยู่ในกลุ่ม คือ Mr.Park และ Mr.Jung
ขวัญใจสาวไทย พร้อมกับเพื่อนๆคนไทย ไปเที่ยวงานกันครับ…

ลงตัวแล้วคร้าบบ !! เดินหน้า...
ลงตัวแล้วคร้าบบ !! เดินหน้า...

dsc00596

หนัง 4D เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็น Highlight ของงานครับ
หนัง 4D เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็น Highlight ของงานครับ

เฟรมก็เดินไป แปลไป เล่าไป อยู่กับ Michale ครับ หลังจากที่เราหลงกลุ่มกับเพื่อนๆ
สุดท้าย มันก็ต้องมีประเมินผลงานกันบ้างครับ Michale ชมเฟรมว่าสำเนียงอังกฤษของเฟรม
ใช้ได้ เฟรมอึ้งครับ !! นั่นก็ทำให้ความกล้าของเฟรมมันผุดขึ้นมาแบบสุดๆ เฟรมดีใจมาก
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ปัญหาของการกลัวที่จะพูดมันมีมาตั้งแต่ก่อนจะสมัครเข้าค่ายนี้…
และหลังจากนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เฟรมก็จะสู้ๆ… พูดไป ถูกบ้าง ผิดบ้าง ก็ธรรมดาล่ะครับ

dsc00633

ผลงาน Lego จากชมรมเลโก้แห่งประเทศไทย ที่ Michale ยืนนิ่งอยู่ที่นี่นานพอสมควรเลยล่ะครับ
ผลงาน Lego จากชมรมเลโก้แห่งประเทศไทย ที่ Michale ยืนนิ่งอยู่ที่นี่นานพอสมควรเลยล่ะครับ

หลังจากที่พวกเราเดินดูงานทั่วทั้ง Hall แล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับ Dinner ครับ ซึ่งวันนี้เราได้ทาน
อาหารที่นี่ นับว่าพิเศษสุดๆเลยครับ (ปกติมาเที่ยว มาดูงานอย่างเดียว) เราขึ้นมา เฟรมก็ได้รู้จัก
เพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น บนโต๊ะกินข้าวนั้น ไม่ว่าจะเป็น Park และ Jung จากเกาหลี ที่พูดถึงไปเมื่อ
สักครู่ Maria จากฟิลิปินส์ Tick และ Lee จากจีน Anh Tu จากเวียดนาม สุดๆไปเลยครับ

ก่อนทานข้าว ที่พวกเรามีโอกาสนั่งกันเป็นวงใหญ่ๆ พูดคุยกันครับ ที่กำลังยกมือไหว้นี้ ก็เป็นชาวเวียดนาม ที่ชื่อ Anh Tu คนนี้เก่งมากๆครับ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง (ถ้าไม่ลืม)
ก่อนทานข้าว ที่พวกเรามีโอกาสนั่งกันเป็นวงใหญ่ๆ พูดคุยกันครับ ที่กำลังยกมือไหว้นี้ ก็เป็นชาวเวียดนาม ที่ชื่อ Anh Tu คนนี้เก่งมากๆครับ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง (ถ้าไม่ลืม)
Dinner ที่ BITEC ครับ
Dinner ที่ BITEC ครับ

dsc00639

ก็เป็นภาพรวมของบรรยากาศวันนี้ล่ะครับ หลากวัฒนธรรม หลากเชื้อชาติ เฟรมก็ไม่รู้ว่า
เราจะอยู่ร่วมกันได้ยังไง ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่เฟรมเองก็ต้องขอใช้เวลาในค่าย
ได้ทำความรู้จัก แน่นอนครับว่า ประสบการณ์แบบนี้ขอเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันเยอะหน่อย
หรือใครๆจะเรียกว่ามันเป็นการ “บ่น” ก็ได้

แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ….

(ซึ่งเฟรมจะหาเวลามาอัพเดตให้เร็วที่สุด T^T)

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับ

Skoolbuz Award 2010 : Science เซต้า

skoolbuz-award-2010-science-1

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเองคงอยู่กับงานถ่ายทำสื่อการเรียนรู้
ที่เน้นว่าแปลกใหม่ สร้างแนวคิดในการเรียนรู้ใหม่ๆขึ้นมา วันนี้จะมาถ่ายทอด และเบื้องหลังการ
ถ่ายทำ ของสื่อที่ผมเรียกมันว่า “รายการโทรทัศน์”  ว่า “Science เซต้า” ขึ้นมาครับ

เปิดประเด็น

ผมเองทราบโครงการนี้มาจาก Twitter ครับ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ก็เกิดแนวคิดไอเดียเข้าไปใน
ผลงานเรียบร้อยแล้ว คืออยากทำเป็นลักษณะของรายการทีวี เหตุผลก็เพราะ รายการทีวี ก็เป็นส่วน
หนึ่งของการดูทีวี รายการสามารถสอดแทรกเนื้อหาต่างๆไว้เป็นช่วงๆ ผนวกกับได้แรงบันดาลใจจาก
รายการ English Breakfast ที่ดูเป็นประจำ ก็เลยรอจังหวะที่จะได้กล้องใหม่ เพื่อจะได้ใช้ในการ
ถ่ายทำงาน และก็ได้เป็น Sony Alpha NEX-5 เป็นกล้องใหม่มาในการถ่ายทำ ก่อนที่เราจะหา
ประเด็นที่น่าสนใจ และเลือกวิชาพร้อมทั้งลงรายละเอียดกัน

skoolbuz-award-2010-1

อ.บุณฑริกา ภัทรจารุ เป็นครูที่สอนฟิสิกส์ผมครับ และก็เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ด้าน Science Show เลยอยากจะนำเสนอไอเดียแปลกๆเข้าไปด้วย
อ.บุณฑริกา ภัทรจารุ เป็นครูที่สอนฟิสิกส์ผมครับ และก็เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ด้าน Science Show เลยอยากจะนำเสนอไอเดียแปลกๆเข้าไปด้วย

เรื่องที่เราหยิบเป็นประเด็นในส่วนของวิชาฟิสิกส์มาทำนั้น เป็นเรื่องกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
เพราะถ้าพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ คนแรกๆเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะนึกถึง นิวตัน เพราะเป็นที่พูดถึง
ในวิชาฟิสิกส์เยอะ และนึกถึงเรื่องของแอปเปิลตามมา ซึ่งน่าจะเป็นจุดโยงให้เริ่มสนใจในสิ่งที่
ใกล้ตัว และเข้าถึงวิทยาศาสตร์ง่ายขึ้น

วางแผน

dsc00407

ทันทีที่เราทราบเนื้อหาที่ต้องนำเสนอจากอาจารย์แล้ว เราก็มานั่ง Create ส่วนที่เป็นเชิงเทคนิค
ลงไปครับ เพื่อนผมจะทำหน้าที่ตัดต่อร่วมกับผม นั่งวาด Storyboard กันคร่าวๆ เพื่อกำหนด
สถานที่ต่างๆ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ เรื่องเนื้อเรื่องที่อยู่ในรายการ นึกเรื่องราววันที่
จัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาได้ครับ เลยอยากให้มีช่วง Science Show ที่ดึงดูดความ
สนใจได้ดี จึงหากิจกรรม Science Show ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนิวตัน เป็นช่วงหนึ่งของรายการ

ผมและเพื่อน ที่แสดง Science Show ในนิทรรศการสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ของโรงเรียน
ผมและเพื่อน ที่แสดง Science Show ในนิทรรศการสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ของโรงเรียน

ที่มาของชื่อ Science เซต้า

เรื่องชื่อเป็นเรื่องที่เราตบตีกันมานานมาก เพราะชื่อ ใครๆก็ทราบครับว่า มันเป็นเอกลักษณ์ของงาน
จากนี้และตลอดเรื่องเลย

ผม : เฮ้ย เอาชื่อนี้ ” Science อีหลี ” (ไอเดียมาจาก แซ่บอีหลี) ม่วนคักๆ
เพื่อน : ไม่เอา… เค้าดูจากชื่อ ถ้าเค้าเป็นคนภาคอื่นเค้าก็ไม่โหวตแล้ว
ผม : มันต้องแปลกๆสิ จะได้จำได้ นี่ถ้าเป็นเค้า เห็นชื่อรายการก็ฮาแล้ว เปิดตัวมา
สวัสดีครับ พบกับรายการ Science อีหลี (ทำสำเนียงอีสาน) เสียงแคนขึ้น โหยย .. ไม่ฮาได้ไงฟะ
เพื่อน : ไม่เอาๆๆๆๆ

ครับ มันไม่เอาอย่างเดียว จนสุดท้ายมันเสนอ Science เซต้ามา ซึ่งก็คือพ้องกับคณิตศาสตร์และ
ฟิสิกส์ที่เรียกติดปากหน่อยเวลาใช้สูตรครับ (ฟังแล้วยุ่งยากจริง – -”)

เริ่มถ่ายทำกัน !!

ครับ เริ่มก็เริ่ม เราเริ่มจากการเก็บ footage ที่เป็นประโยชน์ต่อการถ่ายทำครับ เราอยากผู้ชมทุกท่าน
ได้เห็นบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวในโคราชด้วย (รักบ้านเกิดครับ) เพื่อนจึงเสนอช่วงที่พาออก
นอกสถานที่ แต่เป็นในทำนองเกี่ยวกับเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ด้วย เลยเป็นที่มาของช่วง “Science
is all around
” ซึ่งเป็นช่วงที่จะไปตามหากฎทางวิทยาศาสตร์ กับสิ่งรอบๆตัวเรา ตามสถานที่ต่างๆ
ครับ เราจึงถ่ายทำบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ที่แรกที่เราเริ่มครับ ตอนแรกจะใช้สถานที่ ที่เป็นส่วนของศูนย์แสดงแสง สี เสียง วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี แต่แอร์ที่นี่ดังมากครับ ทำให้เป็นอุปสรรคในการถ่ายทำ
ที่แรกที่เราเริ่มครับ ตอนแรกจะใช้สถานที่ ที่เป็นส่วนของศูนย์แสดงแสง สี เสียง วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี แต่แอร์ที่นี่ดังมากครับ ทำให้เป็นอุปสรรคในการถ่ายทำ
นักท่องเที่ยว เราก็ต้องเผื่อไว้ให้เค้าถ่ายรูปด้วยครับ ดังนั้น จังหวะในการถ่ายทำไม่ได้ทุกช่วงโอกาสครับ
นักท่องเที่ยว เราก็ต้องเผื่อไว้ให้เค้าถ่ายรูปด้วยครับ ดังนั้น จังหวะในการถ่ายทำไม่ได้ทุกช่วงโอกาสครับ
อากาศร้อน...
อากาศร้อน…

เทคนิคอื่นๆที่เราใช้ในงานก็เป็น Bluescreen ครับ เพราะว่าเราอยากให้มีบรรยากาศคล้ายกับ
ห้องส่ง หรือ สตูดิโอ (ก็ว่าไป…) ก็เลยไปซื้อผ้าเขียวมาทำครับ

ไมค์ปลอม กับ แอปเปิลปลอม - -''
ไมค์ปลอม กับ แอปเปิลปลอม – -”

dsc00680

ก่อนที่เราจะเริ่มถ่ายทำช่วงต้นของรายการ ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อหาครับ พูดผิดพูดถูก แก้อยู่หลาย
take เหมือนกัน แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ

ตัดต่อ !!

หน้าที่ของเพื่อน เป็นหน้าที่หลักในการตัดต่อ โดยอิงจาก Storyboard ครับ ผมเองก็มีส่วนช่วย
ในตอนท้ายๆ โดยใช้ Sony Vegas เป็นโปรแกรมในการตัดต่อทั้งหมดครับ (รวมไปถึงฉากหลัง
ที่ใส่ Chroma key ไปด้วย)

dsc00585

dsc01013

จนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่เรามีโอกาสได้ตรวจทานเนื้อหา และส่งผลงานเข้าไปประกวดในกิจกรรม
Skoolbuz Award 2010 ครับ

และในตอนนี้ก็เดินทางเข้าสู่ไม่กี่วันของการประกาศผลแล้วครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได็โหวตก็
รีบหน่อยนะครับ เข้าไปสมัครสมาชิกเว็บไซต์ Skoolbuz.com และโหวตให้ผลงาน Science
เซต้า (S50)
โดยศึกษาวิธีการโหวตได้ที่นี่ครับ

สำหรับผมและเพื่อนๆในทีม ในช่วงนี้ก็ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้ทุกคนในโรงเรียนได้ทราบ
มีประกาศหน้าเสาธง ทำเอกสารเผยแพร่ ทั้งหมดนี้ก็หวังที่จะทำวิจัยเล็กๆในโรงเรียนถึงกระแส
ตอบรับกับกิจกรรมนี้ด้วยล่ะครับ คุณครูแนะแนวที่เข้ามาช่วยเหลือ เรียกคะแนนโหวตจากนักเรียน
และคุณครูที่ปรึกษาเองที่ช่วยให้นักเรียนมาโหวต ซึ่ง ณ ขณะนี้ เป็นตัวเลขที่ผู้จัดทำ รู้สึกพอใจ
และถือว่ามีคุณค่ามากครับ (ถึงแม้จะห่างจากลำดับต้นๆมากมายก็ตาม)

แต่สิ่งสำคัญคือ การที่ได้เห็นพลังจากการโหวตครั้งนี้จากหลายๆคนที่ลงแรงจริงๆ เราลงสนามนี้
แบบแฟร์ๆครับ นั่นคือสิ่งที่อยากเห็นตั้งแต่ตอนต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆสามารถชมการประกาศรางวัลได้ ที่ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟ
เวอรี เวลา 14.00-18.00 น. ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ครับ (เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่)

สุดท้ายตัวแทนกลุ่ม ขอกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียง คอมเมนต์ คำติชม กำลังใจ จากทุกๆท่านๆ
ครับ หวังว่าเราจะได้ฟังข่าวดีพร้อมกัน !! เย่ !!