[รีวิว] ร้านอาหารไทยในเกาหลี “ตุ๊กตุ๊กนู้ดเดิ้ลไทย”

อีกหนึ่งรีวิวสำหรับร้านอาหารไทยในเกาหลีครับ
คราวนี้เป็นคราวของร้านอาหารไทยเล็กๆ บรรยากาศกันเองๆ
“ตุ๊กตุ๊ก นู้ดเดิ้ลไทย (TukTuk Noodle Thai)”
“툭툭누들타이”

tuktuknoodlethai-seoul

ร้านตั้งอยู่บริเวณ Mapo-gu เดินไปจากสถานีฮงเดอิบกุ (Hongik Univ. Station)
ออกทางประตู 3 เดินตรงมาประมาณ 700 เมตร ก็จะเป็นที่ตั้งของร้าน
ร้านเปิดตั้งแต่ 11.30 ถึง 22.00 (ปิดทุกวันจันทร์ และอาทิตย์ที่สามของเดือน)
[ เว็บไซต์ของร้าน (ภาษาเกาหลี) | Fanpage ของร้าน (ภาษาเกาหลี) ]

อัพเดต : ข้อมูลในบล็อกตอนนี้เป็นข้อมูลของปี 2014
ขณะนี้ร้านได้ย้ายไปอยู่แถวๆย่านยอนนัม ซึ่งอยู่ห่างจากร้านเดิมไม่ไกลมากครับ
ขยายเป็น 2 ชั้น ในบรรยากาศใหม่ แผนที่และวิธีการเดินทาง
ติดตามได้ในด้านล่างเลยนะครับ

took-took-noodle-thai_new

tuktuknoodlethai-seoul-

บรรยากาศภายในร้านตกแต่งไปด้วยบรรยากาศไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าจากประเทศไทย
ข้อความภาษาไทยฮาๆ หากมารับประทานอาหารในช่วงเวลาทานข้าวปกติ
หรือช่วงเสาร์อาทิตย์ เวลาดีๆหน่อยก็ต้องมีต่อคิวเป็นธรรมดาไปแล้วสำหรับร้านนี้ (คนแอบเยอะ)

ได้ยินชื่อร้านนี้ครั้งแรกจากเพื่อนญี่ปุ่นที่เค้าบอกว่ามีโอกาสได้ไปกินอาหารไทย
แถวมหาวิทยาลัย แล้วเค้าบอกว่าอร่อยมาก เค้าบอกทางผมมาไม่ถูก แต่เค้าติดนามบัตรของร้านมาด้วย

ครั้งแรกที่ผมตามรอยเพื่อนมาทานนั้น เป็นครั้งที่ผมสอนภาษาไทยให้กับเพื่อนเกาหลี
ผมพาเค้ามาทานที่ตุ๊กตุ๊กนู้ดเดิ้ลไทยครับ

tuktuknoodlethai
อยู่เกาหลีนานๆ ใครมีความในใจอะไร ก็ไปให้พี่ๆเชฟเค้าช่วยล้างใจ พัดถ่านไฟเก่า หรือเป็นกิ๊กก็ตามนี้เลยครับ

มาสั่งอาหารทานกันดีกว่า !

เมนูมีค่อนข้างหลากหลาย มีเมนูพิเศษที่ต้องอาศัยจองล่วงหน้า อย่าง “ปลาเผา” ด้วย
ร้านนี้เสียดายไม่มีของหวาน อย่างขนมไทย ขนมหวาน เทียบกับร้านแถวอิเทวอน
แต่ก็ไม่เป็นไรครับ มาดูกันดีกว่าว่าเราสั่งอะไรไปบ้าง…

อาหารไทยยอดนิยมสำหรับคนเกาหลี คงหนีไม่พ้น “ผัดไทย

เมนูผัดไทย มีให้เลือก หมู กุ้ง ราคาอยู่ที่จานละ 9,000 วอน
ผัดไทย มีให้เลือก หมู หรือ กุ้ง ราคาอยู่ที่จานละ 9,000 วอน
ถ้าจะแนะนำให้สั่งแบบเซ็ตๆ ก็แนะนำเป็น ส้มตำไก่ย่างครับ ไก่ย่างมาพร้อมกับน้ำจิ้มไก่เลย (ราคา 22,000 วอน)
ถ้าจะแนะนำให้สั่งแบบเซ็ตๆ ก็แนะนำเป็น ส้มตำไก่ย่างครับ ไก่ย่างมาพร้อมกับน้ำจิ้มไก่เลย (ราคา 22,000 วอน)
ครั้งล่าสุดที่มาทานกับน้องคนไทย และเพื่อนชาวเนปาล ก็ได้สั่งต้มข่าไก่ มาทานด้วยครับ (ต้มข่าไก่อยู่ที่ 10,000 วอน)
ครั้งล่าสุดที่มาทานกับน้องคนไทย และเพื่อนชาวเนปาล ก็ได้สั่งต้มข่าไก่ มาทานด้วยครับ (ต้มข่าไก่อยู่ที่ 10,000 วอน ข้าวเหนียวกระติ๊บละ 2,000 วอน)
ใครจะมาพิมพ์รหัสส่งฝา ก็มาตามหาอิชิตันได้ที่ร้านนี้ด้วยครับ 555
ใครจะมาพิมพ์รหัสส่งฝา ก็มาตามหาอิชิตันได้ที่ร้านนี้ด้วยครับ 555

รสชาติของอาหาร ส่วนตัวแล้วผมชอบครับ เชฟที่ทำอาหารก็เป็นเชฟคนไทย
ปริมาณอาหารเทียบกับราคาถือว่าคุ้มค่ามาก ถ้าจะให้เป็นคะแนน ผมให้รสชาติอาหาร
ไป 8/10 ปริมาณและความคุ้มค่า ผมให้ไป 9/10 เลย

เสียอย่างเดียวอาจจะต้องรอคิวกันสักหน่อย
ใครที่อยู่เกาหลีนานๆ คิดถึงอาหารไทย ร้านนี้เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารไทย
ในโซล ที่แนะนำ เนื่องจากร้านตั้งอยู่ใกล้แถวมหาลัยฮงแด ตกเย็นก็สามารถ
ไปเดินชิว ช็อปปิ้งกันต่อได้อีกด้วยครับ  ^^

แผนที่ทางไปร้าน TukTuk Noodle Thai ใหม่ครับ เดินไปอาจจะไกลอยู่พอสมควร (ประมาณ 1.6 กม.) จากสถานี Hongik University แนะนำให้ออกมานั่งรถบัสสาย 06 ตรงประตูทางออก 2 นั่งไป 7 ป้ายลงที่ 코오롱아파트사거리 (Koron Apartment Crossroads) ครับ

แล้วพบกันใหม่ในบล็อกตอนหน้า สวัสดีครับ 😀

 

 

[Kansai Trip] ตอนที่ 4 : Nara

Framekung.com presents Kansai,Japan Trip

มาถึงวันสุดท้ายที่ผมจะมีโอกาสได้เที่ยวอย่างเต็มที่แล้วครับ ผมยกให้วันสุดท้ายไปเก็บตกในที่ที่ไม่ได้ไป หรือที่ที่อยากไปซ้ำอีกรอบ แต่คิดไปคิดมา ก็อยากให้การเดินทางในครั้งนี้สมบูรณ์แบบ ได้ไปในทุกเมืองแถบคันไซ (Kansai) จึงตัดสินใจปิดท้ายด้วยที่ เมืองนารา หรือ นะระ (Nara) ก่อนเดินทางกลับเกาหลีครับ

Day 5 : Nara

ลักษณะเด่นๆของเมืองนี้ที่ผมทราบ คือ เป็นเมืองที่มีกวางเยอะ และหากไปเมืองนี้ก็ต้องไปชมความงดงามของพระพุทธรูปขนาดใหญ่ใน วัดโทไดจิ (Todaiji) ให้ได้ พอทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วก็หาข้อมูลการเดินทางต่อไปครับ

ผมค้นหาข้อมูลเส้นทางการเดินทางเล่นๆ ก็พบว่าบริเวณใกล้ๆที่พักของผม มีสถานีรถไฟสาย Yamatoji ซึ่งเป็นสายที่สามารถนั่งไปถึงสถานี นารา (Nara) ได้ครับ พอเช็คค่าเดินทางก็พบว่าไม่ได้แพงมาก ครั้งนี้จึงไม่ได้เริ่มเดินทางจากสถานี Osaka แต่เริ่มจากสถานีเท็นโนจิ (Tennoji) แทนครับ

ชานชาลาที่ 16 สำหรับการเดินทางไป Nara ครับ (จากสถานี Tennoji)
จากสถานีเท็นโนจิ (Tennoji) ไปนารา (Nara) ขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 16

การเดินทางใช้เวลาเพียงแค่ 33 นาที จากสถานีเท็นโนจิ (Tennoji) ไปนารา (Nara) ครับ ค่าเดินทางต่อรอบอยู่ที่ ¥450

ทันทีที่ถึงสถานีนารา (Nara) ก็พบว่าผู้คนไม่ค่อยแออัดมากเหมือนสถานีอื่นๆครับ แน่นอนว่าครั้งนี้ ผมก็เข้าไปขอข้อมูลการเดินทางจาก Tourist information center เหมือนเดิม ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือทันทีที่ออกมา

เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวที่นี่ ถือว่าไม่ค่อยเยอะมาก เทียบกับเมืองอื่นๆ ผมจึงขอให้พนักงานแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้ครับ โดยการเดินทางส่วนใหญ่จะต้องเดินกันเยอะหน่อย พนักงานบอกว่าจะนั่งบัสก็ได้ ซึ่งจะอยู่ที่ ¥200 ต่อรอบ เป็นรถบัสวิ่งรอบๆเมือง แต่เค้าบอกว่า วันนี้อากาศดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วมาก อยากให้ลองเดินดู ผมเองก็เชื่อพนักงาน ก่อนที่จะเก็บแผนที่เดินไปตามทางครับ

Three-story pagoda

เดินออกมาจากสถานีนารา (Nara) ข้ามถนนมาอีกฝั่ง ก็จะมีถนนเส้นเล็กๆ ให้เดินเลียบไปจนถึงสวนสาธารณะนารา ทางไปวัด Todai่ji เลยครับ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น มีพระเจดีย์ Three-story หรือ Three-story pagoda นี้อยู่ พี่พนักงานแนะนำให้ผมแวะที่นี่ก่อนครับ

ถนน Sanjodori ซึ่งเป็นเส้นทางไปยังวัด Todaiji ครับ จะสังเกตว่าเป็นถนนเส้นเล็กๆ ในวันที่ผมไปก็รู้สึกจะมีการปรับปรุงถนนกันยกใหญ่เลยทีเดียว
ถนน Sanjodori ซึ่งเป็นเส้นทางไปยังวัดโทไดจิ (Todaiji) ครับ จะสังเกตว่าในเมืองนารา มีถนนเป็นเส้นเล็กๆ ในวันที่ผมไปก็รู้สึกจะมีการปรับปรุงถนนกันยกใหญ่เลยทีเดียว การเดินทางก็อาจจะสังเกตเห็นจักรยานนะครับ ที่นี่เนื่องจากว่าค่าโดยสารค่อนข้างแพง การเดินทางด้วยจักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ

ถึงแล้วครับกับ Three-story Pagoda ที่นี่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าชมครับ 😀

three-story-pagoda

three-story-pagoda-nara

และที่นี่ก็เป็นสถานที่แรก ที่ทำให้ผมเจอกับฝูงน้องกวาง….

กวางเยอะแยะให้ถ่ายรูปเล่นด้วยไปหมดเลยครับ รู้สึกว่ากวางที่นี่จะเชื่องกว่าอีกที่หน่อย...
กวางเยอะแยะให้ถ่ายรูปเล่นด้วยไปหมดเลยครับ รู้สึกว่ากวางที่นี่เชื่องกว่าที่อื่น
มันแอบเชื่องอยู่ครับ ชินกล้องๆ
ชินกล้องแล้วมั้ง หันกล้องให้ก็มาถ่ายรูปด้วยเนี่ย..

ก่อนที่ผมจะเดินออกมาแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆครับ… ตรงไปอีกประมาณ 300 เมตรก็จะเจอสวนสาธารณะนาราที่ร่มรื่น ต้นไม้เขียวๆ ในวันที่อากาศกำลังอุ่นๆ สบายๆครับ

Nara Park : สวนสาธารณะสุดร่มรื่นในนารา

nara-park-deer

เดินตรงไปเรื่อยๆอีก 300 เมตร ตรงนี้ก็จะเริ่มเป็นบริเวณหน้าวัดโทไดจิ (Todaiji) แล้วครับ ฝูงกวางที่นี่ดูโหดกว่าที่ก่อนหน้านี้มาก คือมันแลดูหิวๆยังไงๆชอบกล ใครที่มีขนมสำหรับให้กวาง (ซึ่งสามารถหาซื้อได้แถวนั้นอันละ ¥150) เซ็นเซอร์ตรวจจับขนมของมันจะทำงานเร็วมาก และแถบจะวิ่งตามเลย ใครที่ไม่ให้ขนมมัน มันก็จะเอาหัวชนๆ กัดเสื้อบ้าง ระวังตัวกันไว้ด้วยนะครับ 555

หนายยย… มีหนมป้าวคับเพ่ !!

วัดโทไดจิ (Todaiji)

และแล้วเราก็เดินมาถึงวัด Todaiji ครับ มีค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ¥500 และเด็ก ¥300 ครับ

todaiji
พอเดินเข้ามาข้างในก็จะพบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ครับ

todaiji-temple

todaiji-temple

จากนั้นผมก็ไปตามเส้นทางที่ได้จากศูนย์บริการข้อมูลฯ ที่เค้าแนะนำให้ผมไปชม Nigatsudo Hall ซึ่งจะอยู่ด้านข้างของตัววัดครับ

Nigatsudo-hall

nigatsudo-hall

nigatsudo-hall

เมื่อมีโอกาสได้ขึ้นมา มองลงมาจากชั้นบนแล้ว ก็จะได้เห็นความสวยงาม ความอบอุ่น ของบ้านเรือนที่อยู่รอบๆวัดแห่งนี้…

จากนั้นผมก็เดินลงไปเพื่อที่จะเดินต่อไปยังวัดอีกวัดที่พนักงานแนะนำให้ผมไป นั่นก็คือ วัด Wakamiya Jinja ครับ ซึ่งอยู่ห่างไปอีกค่อนข้างไกลพอสมควร บวกกับผมแอบไปหลงด้วย ทำให้ผมเดินวนอ้อมวัด Todaiji มาอีกรอบ ก่อนที่ผมจะตั้งหลักใหม่ เดินไปที่วัดนี้  ซึ่งเส้นทางการเดินทางที่ถูกต้องนั้น ท่านจะผ่านหุบเขา Wakakusayama ครับ

วัด Tamukeyama Hachimangu เป็นทางผ่านไปยังหุบเขา Wakakusayama ครับ
วัด Tamukeyama Hachimangu เป็นทางผ่านไปยังหุบเขา Wakakusayama ครับ
หุุบเขา Wakakusayama (342m)
หุุบเขา Wakakusayama …ใหญ่เบอเริ่มม..(342m)
เจอร้านน่าจะเป็นร้านเอาไว้ให้ดื่มชากาแฟ มีมุมเล็กๆ สวยๆ น่ารักดีครับ :D
เจอร้านน่าจะเป็นร้านขายชากาแฟ มีมุมเล็กๆ สวยๆ น่ารักดีครับ 😀

เส้นทางไปวัด Wakamiya Jinja นี้ ก็ยังจะผ่านวัดอีกวัดนึงซึ่งก็คือวัด Kasuha Taisha ครับ และนอกเหนือจากนี้ ยังมีสิ่งที่สวยงาม ผมจะเรียกว่าอะไรดี ? เป็นสถูป เจดีย์ ยาวไปเรื่อยๆเป็นทางๆเลยครับ แล้วก็มีหลายมุมที่ร่มรื่น เหมาะกับการถ่ายรูป และพักผ่อนมากๆ เส้นทางตรงนี้ผมบอกเลยว่าซับซ้อนมากๆ ต้องอาศัยดูทิศจาก Google Maps เป็นระยะๆ ดูป้ายตามเป็นระยะๆครับ

kasuha-taisha-shrine

kasuha-taisha-shrine

และแล้ว ผมก็มาถึงวัด Kasuga Taisha ครับ มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมด้วย ซึ่งผมงานนี้ขอบายครับ เพราะว่าคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วไม่น่าจะเพียงพอ ต้องบอกก่อนครับว่า ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่า วัดนี้คือวัด Wakamiya ที่พนักงานแนะนำให้ผมไปดูครับ หากแต่ว่าขณะที่ผมกำลังค้นหาข้อมูลเพื่อที่จะเขียนบล็อกนี้ก็พบว่า วัดนี้คือวัด Kasuga Taisha ที่กล่าวไปข้างต้น … เอาเป็นว่า ตอนนั้นผมเองก็เหนื่อยพอสมควรครับ เพราะว่าเมืองนี้ให้ผมได้เดินทั้งวันเลย ผมจึงเดินกลับไปที่สถานี เพื่อเตรียมหาของอร่อยๆกินก่อนที่จะกลับที่พักครับ

kasuha-taisha-shrine

ทางเดินกลับก็จะเป็นเส้นทางเดิม เราก็จะผ่านสวนสาธารณะ Nara ซึ่งระยะทางจากหน้าวัดนี้ ไปจนถึงสถานี จากแผนที่เค้าบอกว่าเป็นระยะทาง 2.5 กิโลเมตรด้วยกันล่ะครับ ถ้านับตอนขามา และตอนขณะที่เดินวนๆอยู่รอบวัดนี้ ผมเรียกว่านี้เป็นการเดินทางไกลของผมที่ไม่ได้ทำมาในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้…

ก่อนกลับก็พักแวะทานยากิอุด้งร้านที่อยู่หน้าทางไปวัด Three-story pagoda ที่ไปเจอกับน้องกวางก่อนหน้านี้ครับ

yagi-udon

ค่าเสียหาย ¥630 ครับ เค้าก็จะไปผัดมาให้ก่อนที่จะมาวางให้เราทานหน้าเตา
ค่าเสียหาย ¥630 ครับ เค้าก็จะไปผัดมาให้ก่อนที่จะมาวางให้เราทานหน้าเตา ราคากลางๆ รสชาติไม่คุ้มเท่าไรครับ แนะนำให้กลับมาหาอะไรกินในสถานีเกียวโต หรือจะแวะไป ตลาดนิชิกิ ตอนขากลับน่าจะดีกว่า

เพราะด้วยคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการเดินทางมาที่ญี่ปุ่นนี้แล้วครับ ผมจึงนัดเพื่อนออกมาหาอะไรทานด้วยกัน สถานที่สุดท้ายที่ผมไปกินกับเพื่อน ก็เป็นที่โอซาก้า กับมื้อที่อยากทานอีกมื้อนึง (แต่รอจังหวะหิว) นั่นก็คือ โอโคโนมิยากิ ครับ ตอนแรกเราว่าจะไปกินกันที่ร้านๆนึง ซึ่งเพื่อนบอกว่าอร่อยมาก แต่คนเยอะจริงๆ กับเวลาอันน้อยนิด เราจึงเปลี่ยนไปกินอีกร้านนึง ร้านนี้เป็นเฟรนไชส์ครับ แต่เพื่อนบอกว่าอร่อยไม่แพ้กัน

เรามากันที่ ร้าน CHIBO Okonomiyaki ครับ ซึ่งต้องขึ้นไปกินกันถึงชั้น 5 ครับ (เห็นเค้าบอกว่าที่นี่แต่ละชั้นเชฟจะมีสไตล์การทำให้ทานไม่เหมือนกัน)

บรรยากาศในร้าน Chibo Okomomiyaki ชั้น 5
บรรยากาศในร้าน Chibo Okomomiyaki ชั้น 5

เมนูนั้นก็มีค่อนข้างหลากหลายครับ แต่มาถึงนี้ก็ควรจะทานโอโคโนมิยากิตามชื่อร้าน ซึ่งเมนูแต่ละเมนูก็จะมีไส้ให้เลือกครับ เบสิก นั้นอยู่ที่ ¥650 ครับ คือไม่ใส่อะไรเลย ถ้าใส่ไส้จำพวกหมู ก็จะต้องเพิ่มอีก ¥200 ถ้าเป็นพวกปลาหมึกเพิ่มอีก ¥250 ครับ หน้าที่แนะนำเป็น หน้าหมู ครับ

จากนั้นเชฟก็จะมาทำให้ทานอยู่ข้างหน้าเลย…

พร้อมทานกันหรือยังครับ ? รสชาติต้องบอกว่า อร่อยมากครับ ไส้หมูต้องลองมาทานจริงๆ
พร้อมทานกันหรือยังครับ ? รสชาติต้องบอกว่า อร่อยมากครับ ไส้หมูต้องลองมาทานจริงๆ

ของฝากจากโอซาก้า ?

อิ่มแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวแยกย้ายแล้วครับ เพื่อนผมพาผมไปร้านๆนึง ที่บอกว่าเป็นร้านที่มีของให้เลือกเยอะมาก รวมไปถึงถ้าจะซื้อของฝากด้วย ร้านนี้ก็มีแทบทุกอย่าง ขนม ของเล่น ชุดเอาไว้แต่งคอสเพลย์ก็มีขาย ราคาก็โอเคเลยครับ ร้านนี้มีชื่อว่า ดองกิโฮเต้ (Don Quijote) อยู่ในซอยที่มีป้ายเขียนว่า Soemon-cho ตรงแยกของสะพานกูลิโกะครับ

หน้าตาของร้านเป็นแบบนี้ครับ... มีของให้เลือกเยอะเลย เหมาะสำหรับซื้อของฝากครับ แต่อาจจะต้องต่อคิวยาวกันหน่อย
หน้าตาของร้านเป็นแบบนี้ครับ… มีของให้เลือกเยอะเลย เหมาะสำหรับเป็นที่ซื้อของทิ้งท้าย จะให้ตัวเองหรือฝากก็ดีครับ มีของให้เลือกหลายอย่างและหลายชั้นเลยทีเดียว ราคาก็ไม่แพงด้วยครับ ทำให้คนมาจับจ่ายซื้อของกันตลอดทั้งวันทั้งคืน สาขาที่โอซาก้านี้เปิด 24 ชั่วโมงด้วยครับ!

ได้ขนมพอติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนๆครับ ประเมินค่าใช้จ่ายก็พบว่าค่อนข้างพอดีกับที่เตรียมมา ถือเป็นทริปที่ใช้เงินได้อย่างคุ้มค่าจริงๆ ก่อนที่เพื่อนผมจะเดินไปส่งที่โรงแรม และแยกย้ายกันครับ ครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเพื่อนผมที่คอยแนะนำสถานที่ต่างๆให้ แม้เธอจะไม่ได้ไปกับผมในทุกๆที่ แต่เธอก็ให้ความกล้ากับผมที่จะกล้าไปลุยในสถานที่ต่างๆทั่ว Kansai นี้ด้วยตัวเอง ก็ต้องขอบคุณเพื่อนผมแสนดี “ริโกะ” คนนี้ด้วยล่ะครับ

ก่อนที่เธอจะแนะนำให้ไปเก็บภาพที่ระลึก หอคอย Tsutenkaku (Tsutenkaku Tower) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก หอคอยนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์อีกแห่งของโอซาก้าด้วยครับ ก็ถือว่าเป็นภาพปิดท้ายของทริปนี้ละกัน ก่อนที่จะเตรียมเก็บข้าวของ เก็บประสบการณ์ เรื่องราว ความทรงจำดีๆที่ญี่ปุ่นนี้ มาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านทุกท่านล่ะครับ ^_^

สรุปค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ผมเองก็ได้มีการทำรายรับรายจ่ายตลอดการเดินทางครับ และครั้งนี้ก็ถือว่าใช้เงินได้พอดิบพอดีกับที่เตรียมมาเลย ลองมาดูกันครับว่า ทริปโอซาก้า ลุยเดี่ยว เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 5 วัน 6 คืน แบบนี้มีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ (อินชอน-คันไซ โอซาก้า) : 178,300 วอน ( ประมาณ 5,500 บาท )
    [รีวิวสายการบิน] [เว็บไซต์สายการบิน]
  • ค่าที่พักโรงแรม Diamond Hotel โอซาก้า 5 คืน (คืนละ 800 เยน)    : 4,000 เยน (ประมาณ 1,300 บาท)
    [รีวิวโรงแรม] [จองโรงแรม]
  • ค่าเช่าอินเทอร์เน็ตไร้สายพกพา (Poket WiFi) แบบ 75Mbps 6 วัน + ค่าส่ง : 6,670 เยน
    (ประมาณ 2,100 บาท)
    [เว็บจอง Pocket Wifi]
  • ค่าอาหาร การกิน ของฝาก ค่าเข้าชมอาคารสถานที่ต่างๆ ค่าเดินทาง เบ็ดเสร็จผมแบ่งไว้ 35,000 เยน
    (ประมาณ 11,000 บาท)สรุปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด 19,900 บาท ครับ ^_^

บันทึกการเดินทาง

และแล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายของการเดินทางครับ ในฐานะของคนเขียน รู้สึกว่าการเดินทางแบ็คแพ็คลุยเดี่ยวเที่ยวครั้งนี้ของผม ผมได้เจอกับหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่อยากจะเก็บมาเล่า อยากจะให้บล็อกของผมบันทึกเรื่องราวไม่ให้มันผ่านไปเฉยๆจริงๆ ก็ต้องขอบคุณความพยายามของตัวเอง ที่ทำให้ความฝันของตัวเองเป็นจริง สิ่งที่ผมได้เห็นที่ญี่ปุ่น มีหลายๆฉากที่ผมไม่เคยเห็นในชีวิตมาก่อน มันเป็นความเซอร์ไพรส์ให้กับตัวเอง กับการได้มาเจอสิ่งที่สวยงาม ญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศที่มีความน่ารักทั้งผู้คน ทั้งความเป็นญี่ปุ่นเอง และผมเองก็หวังว่าจะมีโอกาสได้มาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้ถือว่าเป็นการวอร์มอัพครับ 😀

ผมหวังว่าบล็อกของผมที่ผ่านมาทั้งสี่ตอนนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ไกลๆ ที่ที่ใฝ่ฝันอยากจะไป ลองให้โอกาสตัวเองสักครั้ง แล้วเก็บกลับมาเล่าผ่านบล็อกเช่นนี้ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะครับ วันนึงเรากลับมาอ่านเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ แน่นอนว่าก็ต้องอดยิ้มไม่ได้ล่ะครับ แล้วพบกันใหม่กับเรื่องราวที่น่าสนใจในตอนหน้า สำหรับวันนี้สวัสดีครับ ….

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับ

ありがとうございます。
อะริกาโตะ โกไซมัส ~

— สารบัญทริปลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่น —

[Kansai Trip] ตอนที่ 3 : ตะลุยเที่ยววัดที่เกียวโต

Framekung.com presents Kansai,Japan Trip

และแล้วก็มาถึงตอนที่สาม กับวันที่ 4 ของการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นในแถบคันไซ (Kansai) กับผม Framekung อีกครั้งนะครับสำหรับวันนี้ ในวันนี้ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปกันที่เมือง เกียวโต (Kyoto) กันครับ 😀

ผมจัดลำดับการท่องเที่ยวในเมืองเกียวโต ให้เป็นลำดับเกือบท้ายๆเลยครับ เนื่องจากว่า เท่าที่ได้หาข้อมูลมานั้น เมืองเกียวโต เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมากกก !! โดยเฉพาะวัดและศาลเจ้าต่างๆ ซึ่งแน่นอนล่ะครับ มือใหม่หัดเที่ยวเมืองนอกคนเดียวแบบผมเนี่ย ก็ไม่ทราบหรอกครับว่า การเดินทางไปวัดแต่ละวัดจะต้องเดินทางอย่างไร หรือแต่ละสถานที่อยู่ห่างกันมากแค่ไหน และยิ่งจากการค้นหาข้อมูลเส้นทางการท่องเที่ยวในเกียวโต พบว่า การเดินทางส่วนใหญ่เป็นรถบัสแล้ว ผมจึงขอทำใจด้วยการเที่ยวไปยังเมืองอื่นที่ลำดับความซับซ้อนน้อยๆก่อน จนชินแล้ว ค่อยเพิ่มลำดับความท้าทายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าใครที่เตรียมตัว หาข้อมูลมาดีหน่อยก็อาจจะไม่มีปัญหาเท่าไรครับ เอาล่ะครับ เราลองมาดูกันว่า สำหรับคนที่เตรียมตัวมาน้อยอย่างผม วันนี้จะได้ไปเห็นอะไรกันบ้าง ตามมาดูกันครับ !!

Day 4 : Kyoto

ผมเริ่มเดินทางออกจากที่พักไปยัง สถานีโอซาก้า (Osaka) เพื่อที่จะนั่งรถไฟสาย JR  Special Rapid Service ไปลงที่ สถานีเกียวโต (Kyoto) ครับ ซึ่งพอมาถึงสถานีโอซาก้า ก็เหมือนเดิม ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เนื่องจากว่า จะมีป้ายให้ต้องสังเกตเต็มไปหมด ซึ่งรอบนี้ ผมเองก็ได้ค้นหาเวลาของรถไฟขบวนที่จะไปที่เกียวโต มาเป็นอย่างดีก่อนล่วงหน้าจากเว็บ Hyperdia.com ซึ่งผมได้แนะนำไปในตอนแรก เว็บนี้จะบอกเวลาที่รถไฟมาถึงกี่โมง ทำให้เรามั่นใจอีกทีครับว่า เป็นขบวนที่เราต้องไปจริงๆ

หน้าตาของผลการค้นหาจากเว็บ hyperdia.com ครับ
หน้าตาของผลการค้นหาจากเว็บ hyperdia.com : ข้อมูลในเว็บจะบอกชัดเจนว่าให้นั่งสายไหน ในที่นี้คือแสดงรถจากสถานี Osaka ไป Kyoto โดยรถไฟมารอบ 11.15 น. ออกจากชานชาลา 8 (Track 8) และให้นั่งสาย Special Rapid Service  ไป ซึ่งหากไม่รู้ว่าขบวนไหนเป็นขบวนไหน ก็ให้สังเกตเวลาเป็นหลักไว้ก่อนครับ

ผมเจอชานชาลาที่ไปเกียวโตแล้วครับ แต่ว่าทำไมพอสังเกตที่ป้าย ตรงปลายทาง (Destination) ไม่เห็นมีสายไหนที่ไปเกียวโตเลย !! ทำให้ผมหยุดงงและตั้งสติอยู่สักพัก

ดูสิ ป้ายก็บอกว่าไป Kyoto นี่นา แต่ทำไม Destination ไม่เห็นเขียนว่า Kyoto เลย
ดูสิ ป้ายก็บอกว่าตรงนี้ไปเกียวโตนี่นา… แต่ทำไมตรงปลายทาง (Destination) ไม่เห็นเขียนว่า Kyoto เลย !!

สรุปก็คือว่า !! สายเหล่านี้ มันผ่านสถานีเกียวโตหมดครับ !! สิ่งที่สังเกตก็มีเพียงแค่ ขบวนของรถไฟเท่านั้นเอง ซึ่งอย่างที่บอกไปว่า มันมีหลายขบวนตามความเร็ว อย่าง Rapid ก็จะเป็นแบบเร็วพิเศษ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนใครจะนั่งแบบไปลงทุกสถานี ก็ต้องนั่งแบบ Local แต่ในทริปนี้ ให้นั่งแบบ Special Rapid  Service ครับ (ตัวย่ออย่างที่เห็นบนป้ายก็คือ S.Rapid) !! จะทำให้ไปถึงสถานีเกียวโต (Kyoto station) ภายในเวลา 28 นาที (¥560/เที่ยว)

เพื่อความมั่นใจ ผมถ่ายรูปให้ดูสำหรับหน้าตาของขบวนรถไฟแบบ Special Express Rapid ที่จะไป Kyoto ให้ดูครับ และแนะนอนสำหรับทริปที่ต้องเดินทางไกลแบบนี้ ก็จะมีเก้าอี้ให้นั่ง ก็ต้องไปหาจับจอง ต่อแถวยืนรอกันเนิ่นๆนะครับ (จะได้ไม่เมื่อยนาน)
เพื่อความมั่นใจ ผมถ่ายรูปให้ดูสำหรับหน้าตาของขบวนรถไฟแบบ Special Rapid Service ที่จะไป Kyoto ให้ดูครับ และแนะนอนสำหรับทริปที่ต้องเดินทางไกลแบบนี้ ก็จะมีเก้าอี้ให้นั่ง ก็ต้องไปหาจับจอง ต่อแถวยืนรอกันเนิ่นๆนะครับ (จะได้ไม่เมื่อยนาน)

เมื่อมาถึงสถานีเกียวโต (Kyoto) แล้ว ก็จะเห็นบรรยากาศแบบนี้ครับ คนค่อนข้างเยอะมากเลยทีเดียว มาถึงแล้วก็ให้หาป้าย Tourist Information Center ไว้ก่อนครับ เพราะเราจะไปซื้อตั๋วชมเมืองเกียวโตและขอข้อมูลแผนที่กันจากที่นั่นครับ

ถึงแล้วคร้าบบ... สถานี Kyoto
ถึงแล้วคร้าบบ… สถานีเกียวโต Kyoto
เดินตรงมาอีกหน่อยก็เจอแล้วครับ สำหรับศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวแห่ง Kyoto ซึ่งก็จะมีข้อมูลส่วนลด อะไรต่างๆมากมาย รวมไปถึงจำหน่ายบัตรเดินทางต่างๆ ก็ที่นี้ครับ
เดินตรงมาอีกหน่อยก็เจอแล้วครับ สำหรับศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวแห่งเกียวโต (Kyoto) ซึ่งก็จะมีข้อมูลส่วนลด  รวมไปถึงจำหน่ายบัตรเดินทางต่างๆครับ (อยู่ชั้น 2F ของสถานี Kyoto)

ผมเดินเข้าไปการเดินทางไปวัดที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวครับ โดยวัดที่ผมอยากไปมากที่สุดเลย คือ วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji : Golden Pavilion) เป็นวัดที่มีสีทอง เป็นวัดที่เป็นต้นแบบของการ์ตูนเรื่องอิคิวซังที่เราคุ้นเคยกันด้วย ผมเห็นคนถ่ายภาพมุมต่างๆของวัดนี้ออกมาได้สวยงามมาก ทำให้วัดนี้เป็นวัดที่ผมจะต้องไม่พลาด ในการเดินทางมาเกียวโตครั้งนี้ครับ และด้วยความที่ผมเดินทางมาถึงนี่ค่อนข้างช้า ผมจึงมีเวลาไม่มากกับการเดินทางครับ จึงต้องเลือกเที่ยวเพียงบางแห่งเท่านั้น และวัดที่สองที่ผมอยากไปดู คือวัดที่คนไทยพูดถึงกันมากเหมือนกัน สำหรับวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) หรือ วัดน้ำใส ในชื่อไทย สำหรับผม ผมเรียกวัดนี้ว่า วัดควีโยมิ ครับ อิอิ >< (ก็เล่นออกเสียงคล้ายกันซะขนาดนี้)

kyoto-tourist-information-center

เมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ผมก็ตกลงซื้อเป็นบัตรท่องเที่ยวภายในตัวเมืองเกียวโตเรียกว่า บัตร Kyoto Sightseeing Pass ครับ ซึ่งเป็นบัตรที่สามารถใช้นั่งรถไฟใต้ดินและรถบัสฟรีตลอดวันครับ ราคาอยู่ที่ ¥1,500 ในการเดินทางจากที่สถานีเกียวโต ไปยัง วัดทอง คินคะคุจิ (Kinkakuji) นั้น ถ้าหาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต การเดินทางเค้าก็จะพาเริ่มต้นจากที่สถานีเกียวโต ซึ่งไม่ยากอยู่แล้วครับ แต่ประเด็นคือ ! จากวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji) ไปยังวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) เนี่ยสิ…จะต้องเดินทางยังไง ไปถามข้อมูลที่ศูนย์บริการฯนี้ เค้าก็จะกางแผนที่ใหญ่ๆให้ดู แล้วอธิบายให้ฟังชัดเจนเลยครับว่า วัดอะไรอยู่ตรงไหน ใช้เวลาเท่าไร เดินทางยังไง แถมก็ยังมีแผนที่การเดินทางด้วยบัสอีกด้วย ว่ารถบัสสายไหนผ่านตรงไหนบ้าง .. โหย !! ถ้ารู้อย่างงี้ วางแผนมาดีๆ ก็ได้เที่ยวเยอะแล้ว ! นั่นเป็นความคิดของผมครับ แต่อย่างไรก็ดี วัดแต่ละวัดมีค่าเข้าชมด้วย ดังนั้นผมก็ต้องเลือกที่เป็น highlight ก่อนครับ

การเดินทางไปยังวัดทองนั้น ทำได้หลายวิธีครับ หากนั่งรถบัสไป ก็จะใช้เวลามากหน่อย (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะ 45 นาที) แต่ก็มีคนเขียนในเน็ตไว้ว่า ถ้านั่งรถไฟใต้ดิน ก็จะใช้เวลาน้อยลง ไม่ต้องไปห่วงรถติดด้วย ผมจึงตัดสินใจนั่งรถไฟใต้ดินแทน

สรุปข้อมูลการเดินทางที่ได้มาจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว

  • สถานที่ ที่ผมจะไปมีอยู่สองที่ใหญ่ๆ คือ วัดทอง คินคะคุจิ (Kinkakuji) และวัดน้ำใส คิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) ตอนแรก ผมก็ได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่ผมดูสองวัดนี้เสร็จแล้วจะไปดูวัดอื่นต่อ.. แต่พนักงานบอกว่า ตรงวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) จะมีวัดเล็กๆ และมีอะไรให้ดูอีกเยอะ ไปแค่นี้ก็คุ้มแล้ว (เพราะเล่นมาถึงซะบ่ายแก่ๆขนาดนี้)
  • จากสถานีเกียวโต ไปวัดทอง คินคะคุจิ (Kinkakuji) (แบบเร็วที่สุด)- นั่งรถไฟใต้ดินจากที่สถานีเกียวโต (Kyoto) ไปลงที่สถานี Kitaoji และนั่งรถบัสสาย 101 หรือ 205 จากสถานี Kitaoji ไปลงที่สถานี Kinkakuji-michi (จอดตรงข้ามวัด)
    (การเดินทางจริงๆแล้วสามารถนั่งรถบัสสาย 101 ตรงจากหน้าสถานีเกียวโต (Kyoto) ไปยังวัดได้ทันทีเลยครับ แต่ว่ารถค่อนข้างติดและคนเดินทางมาท่องเที่ยวเยอะเป็นบางวัน อาจจะไม่มีที่นั่งและต้องใช้เวลาเดินทางนานครับ)
  • การเดินทางจากวัดทอง คินคะคุจิ (Kinkakuji ) ไปยังวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera)- ออกมานั่งรถบัส สาย 12 หรือ 59 จากสถานี Kinkakuji-mae ไปลงที่สถานี Shijo Kawaramachi หรือ Shijo Keihan-mae หรือ Gion ก่อนที่จะเดินเข้าไปทางศาลเจ้า Yasaka ทะลุไปยังวัดต่างๆ จนถึงวัด Kiyomizu-dera

จากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ออกมาก็เลี้ยวซ้ายเลยครับ จะเจอบันไดเลื่อน ให้ลงไปในห้างที่ชื่อ porta สังเกตตามป้ายไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดินครับ ตั้งแต่วินาทีนี้เราก็เริ่มใช้บัตร Sightseeing ที่เราเพิ่งซื้อมาไปลุยกันได้เลย !!

ห้าง Porta เป็นจุดที่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินครับ
ห้าง Porta เป็นจุดที่นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินครับ สังเกตป้ายนะ อย่าลืม ~!

พอไปถึงสถานี Kitaoji ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อกับ Bus Terminal แล้ว เราก็จะต้องนั่งรถบัสต่อไปอีกสักหน่อยครับ ซึ่งพอเราเดินออกมาจากรถไฟ ก็จะเห็นป้ายบอกชัดเจนเลยว่า จะนั่งรถบัสไปลงที่ไหน… ผมจะนั่งไปลงวัด Kinkakuji  ก็เดินตามป้ายไปเลยครับ สำหรับรถบัสที่ผ่านจากที่นี่ไปยังที่วัด Kinkakuji นั้น มีด้วยกันสองสายคือสาย 101 และ 205 (อ้อ เดี๋ยวจะตกใจกันว่า คนไม่รู้เรื่องเส้นทางอย่างผม รู้หมายเลขรถบัสได้ยังไง ก็ต้องบอกก่อนครับว่า ข้อมูลนี้ได้มาจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเมื่อสักครู่นี้ครับ 555)

จุดยืนรอรถบัส
จุดยืนรอรถบัส

จากนั้น ก็นั่งรถบัสต่อไปอีกประมาณ 10 นาที จนถึงสถานี Kinkakuji-michi ครับ ลงที่สถานีนี้ เวลาลงเราจะลงประตูหน้าของรถบัสครับ ก็ให้แสดงบัตร Sightseeing ที่เราซื้อมาโชว์ให้กับคนขับรถ แล้วก็เดินออกมาครับ เมื่อถึงสถานี Kinkakuji-michi แล้ว ก็เดินข้ามทางม้าลาย ตรงไปเรื่อยๆเลยยย… ก็จะเห็นทางเข้าวัดคินคะคุจิ Kinkakuji !!

วัดทอง คินคะคุจิ (Kinkakuji)

ทางเข้าวัด Kinkakuji ที่ร่มรื่น...
ทางเข้าวัด Kinkakuji ที่ร่มรื่น…

ค่าเข้าชมวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji) อยู่ที่ ¥400 ครับ เมื่อซื้อตั๋วเดินเข้ามาเรื่อยๆแล้ว สิ่งที่ทุกท่านจะได้เห็นทันทีที่มองตรงไปข้างหน้าก็คือ …. แสงสีทองของวัดที่ส่องมากระทบน้ำ ทำให้เห็นเป็นสีทอง อร่าม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของวัดนี้เลยล่ะครับ

kinkakuji-temple

kinkakuji-temple-2

panorama-kinkakuji-temple

เป็นภาพความสวยงามที่จะไม่มีวันลืมเลยจริงๆครับ…

และเราก็เดินต่อไปยังบริเวณรอบๆวัด ก็ยังมีส่วนที่น่าสนใจอื่นๆอีกครับ

The Ryumon Taki (Carp Rock) เป็นภาพที่สวยมากครับ เป็นน้ำที่ตกลงมากระทบหิน
The Ryumon Taki (Carp Rock) เป็นภาพที่สวยมากครับ เป็นน้ำที่ตกลงมากระทบหิน
ตรงนี้เป็นลานน้ำชาครับ ก็มีน้ำชากับขนมหวาน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรเหมือนกันจำหน่าย แล้วก็จะสามารถไปนั่งจิบน้ำชา กินบรรยากาศแบบนี้ได้ครับ
ตรงนี้เป็นลานน้ำชาครับ ก็มีน้ำชากับขนมหวาน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรเหมือนกันจำหน่าย แล้วก็จะสามารถไปนั่งจิบน้ำชา กินบรรยากาศแบบนี้ได้ครับ
Fudo-do เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นหินของเทพ Fudo-myo-o ครับ
Fudo-do เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นหินของเทพ Fudo-myo-o ครับ

fudo-do

ก่อนกลับก็ขอมาทำนายกันสักหน่อย
ก่อนกลับก็ขอมาทำนายกันสักหน่อย
ไอศกรีม Häagen-Dazs รสชาเขียว ด้วยความที่หิวตาลายมาก (ไม่ได้กินข้าวทั้งวันเลยวันนั้น กลัวมาดูวัดไม่ทัน 555) รสชาติหอม หวาน อร่อยฟินมากก !!
ไอศกรีม Häagen-Dazs รสชาเขียว ด้วยความที่หิวตาลายมาก (ไม่ได้กินข้าวทั้งวันเลยวันนั้น กลัวมาดูวัดไม่ทัน 555) รสชาติหอม หวาน อร่อยฟินมากก !!

ถนนชิโจ (Shijo)

ก่อนที่ผมจะเดินทางต่อ ไปยังสถานที่ต่อไปคือวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) ! ซึ่งผมก็จะต้องนั่งรถบัสจากสถานี Kinkakuji-mae ไปลงตามที่เขียนสรุปไว้ข้างบนครับ ซึ่งสถานีนี้ จะเป็นคนละสถานีกับตอนที่มาลงนั่นเอง โดยสถานีนี้จะอยู่ขวามือ ทันทีที่ออกมาจากวัดครับ ไม่ชัวร์ก็อย่าลืมเช็คป้ายสถานีเท่านั้นเองครับ จากนั้นผมก็รอรถสาย 2 ที่จะไปลงสถานีแถวๆนั้น

ด้วยความที่รถติดแถวๆในช่วงสถานี Shijo Kawaramachi/ Shijo Keihan-mae และ Gion (กิอง) มากครับ ตอนแรกกะว่าจะไปลงที่กิอง (Gion) จึงตัดสินใจ เปลี่ยนไปลงที่ Shijo Keihan-mae แล้วเดินต่อไป ทันทีที่ผมลงจากรถบัส ภาพที่เห็นก็เป็นถนน กับร้านค้า ยาวเรียงรายเต็มไปหมดเลยครับ … ผมพอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพนักงานที่ศูนย์บริการข้อมูลฯ เค้าให้ผมเลือกลงที่ไหนก็ได้

บรรยากาศเป็นแบบนี้เลยครับ สองฝั่ง ก็จะมีร้านค้า จำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร เรียงรายอยู่มากมาย ไปจนถึงวัด Yasaka ที่เป็นทางเข้าเลย...
บรรยากาศเป็นแบบนี้เลยครับ สองฝั่ง ก็จะมีร้านค้า จำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหาร เรียงรายอยู่มากมาย ไปจนถึงศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka) ที่เป็นทางเข้าเลย…

สิ่งนึงที่ผมเริ่มสังเกตเห็นก็คือ….การแต่งชุดยูกาตะของคนในเกียวโต ครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปเที่ยวมา ไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า หรือโกเบ ก็ไม่เห็นใครแต่งชุดยูกาตะ มาเดินกลางถนนแบบนี้ และไม่ใช่แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว ยังมีให้เห็นเต็มไปหมดเลยครับ

kimono

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ได้ถามเพื่อนญี่ปุ่น เค้าก็บอกว่า ที่เมืองเกียวโต นี้ หากใครที่แต่งชุดยูกาตะ ก็จะสามารถนั่งรถไฟใต้ดินฟรีครับ !! โหย….เป็นนโยบายที่จับต้องได้ ที่ผมได้ยินแล้ว อึ้ง ทึ่ง ในความคิดของคนญี่ปุ่น ที่ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์จริงๆ และแน่นอน ทำให้บรรยากาศทุกเส้นทางในการเดินทางเที่ยวเกียวโตครั้งนี้ ดูแล้วเป็นบรรยากาศของญี่ปุ่นจริงๆ…

ส่วนใครอยากลองสวมชุดแบบนี้ไปถ่ายรูป เดี๋ยวนี้มีเว็บให้เราจองไปล่วงหน้า แล้วก็ไปที่ร้านเลือกชุดได้ทันทีเช่นกันครับ มีทั้งของชายและหญิง เป็นแบบเช่าทั้งวันเลย ตกคนละประมาณ 850 บาท ลองเข้าไปดูในเว็บ Klook นี้ได้ครับ

ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka shrine)

ถึงแล้ววว....วัด Yasaka ซึ่งจะเป็นประตูแรกของการเดินทางตะลุยชมวัดอีกมากมาย ต่อจากนี้ พร้อมแล้วก็ลุยกันต่อเลยครับ :D
ถึงแล้ววว….ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka) ซึ่งจะเป็นประตูแรกของการเดินทางตะลุยชมวัดอีกมากมาย ต่อจากนี้ พร้อมแล้วก็ลุยกันต่อเลยครับ 😀

yasaka-temple

yasaka-temple

บรรยากาศภายในนี้ต้องขอบอกว่า ร่มรื่น และมีวิวสวยๆที่เหมาะกับการถ่ายรูปอยู่หลายจุดเลยครับ ก่อนที่หลังจากนี้ ผมจะเริ่มตามเส้นทางจาก Google Maps เป็นส่วนใหญ่ ในการเดินเชื่อมไปยังวัดต่างๆ ซึ่งยังไงก็ดี ให้ลองสังเกตป้ายไว้ก่อนครับ ซึ่งเมื่อเดินทะลุผ่านไปยังวัดต่างๆ สิ่งที่จะได้เห็นต่อเนื่องเรื่อยๆเลย ก็คงเป็นบ้านเรือนที่เป็นสไตล์ญี่ปุ่นๆ ได้กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นตลอดเส้นทางเลยครับ

SONY DSC

yasaka-shrine

yasaka-pagoda

มุมนี้เมื่อมองลงมาแล้ว มันได้อารมณ์ความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่จริงๆครับ ภาพเมื่อมองจากมุมบนแล้ว ก็จะเห็นบ้านเรือน ร้านค้า หลังเล็กๆ กับคนญี่ปุ่นในชุดกิโมโนเดินเต็มไปหมดนี้ เป็นอีกจุดนึงที่น่าประทับใจ เส้นทางตรงนี้จะเป็นเส้นทางก่อนที่จะเลี้ยวตรงไปยังวัด Kiyomizu ครับ
มุมนี้เมื่อมองลงมาแล้ว มันได้อารมณ์ความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่จริงๆครับ ภาพเมื่อมองจากมุมบนแล้ว ก็จะเห็นบ้านเรือน ร้านค้า หลังเล็กๆ กับคนญี่ปุ่นในชุดกิโมโนเดินเต็มไปหมดนี้ เป็นอีกจุดนึงที่น่าประทับใจ เส้นทางตรงนี้จะเป็นเส้นทางก่อนที่จะเลี้ยวตรงไปยังวัดคิโยะมิซุครับ

และแล้ว เราก็เดินมาถึงวัดคิโยะมิซุ Kiyomizu-dera ครับ….

วัดน้ำใส คิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera)

ประตูทางเข้าวัด Kiyomizu
ประตูทางเข้าวัดคิโยะมิซุ

เมื่อเดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นจุดจำหน่ายบัตรครับ ค่าเข้าชมวัดคิโยะมิซุอยู่ที่  ¥300 ครับ วัดนี้เปิดให้เข้าชมจนถึง 6 โมงเย็น จึงเป็นวัดอีกวัดนึง ที่เหมาะสำหรับเที่ยวปิดท้ายการเดินทางครับ และเนื่องจากการเดินทางจากศาลเจ้ายาซากะ เมื่อสักครู่ มาถึงบริเวณนี้ค่อนข้างซับซ้อน แนะนำให้เผื่อเวลาด้วยนะครับ…

มองลงมาจากมุมสูง :)
มองลงมาจากมุมสูง 🙂
ทุกคนเมื่อมาถึงบริเวณนี้แล้ว อาจจะรู้สึกเหมือนมาถึงยอดเขาอะไรสักอย่าง ด้วยระยะทางที่ซับซ้อน และเมื่อมาถึงในบริเวณนี้ กับมุมที่มองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ของใครหลายๆคนที่มาที่นี่ สังเกตได้จากรอยยิ้มครับ :D
ทุกคนเมื่อมาถึงบริเวณนี้แล้ว อาจจะรู้สึกเหมือนมาถึงยอดเขาอะไรสักอย่าง ด้วยระยะทางที่ซับซ้อน และเมื่อมาถึงในบริเวณนี้ กับมุมที่มองออกไปได้ไกลสุดลูกหูลูกตาแล้ว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ของใครหลายๆคนที่มาที่นี่ สังเกตได้จากรอยยิ้มครับ 😀

kiyomizudera-temple

kiyomizudera-temple

เดินต่อมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นทางลงมาชั้นล่าง ซึ่งเป็นบริเวณของน้ำตกโอโตวะ (Otowa-no-taki) ซึ่งนี่อาจจะเป็นที่มาของคำว่า วัดน้ำใส นี่ก็ได้ เพราะทุกคนก็จะนำกระบวยมาตักน้ำ มาล้างมือ มาดื่มบ้าง ทั้งนี้ก็เพราะความเชื่อที่ทำจะทำให้สุขภาพดี และโชคดีนั่นเองครับ

Otowa-no-taki

ก่อนที่จะกลับไปยังเส้นทางเดิม ก็พบร้านค้าอยู่มากมาย มีอยู่ร้านนึงที่ผมมีโอกาสไปชิมขนมชิ้นนึง ซึ่งเจ้าขนมนี้ เค้าเรียกว่า “ยาซูฮาชิ (Yasuhashi)” ครับ เป็นแผ่นแป้งบางๆข้างในสอดใส้ต่างๆ ไปหาลองชิมในร้านได้เลยครับ และด้วยความที่แป้ง มีกลิ่นของอบเชย (ชินนาม่อน)นิดๆด้วย คนญี่ปุ่นบางคนไม่ค่อยชอบครับ ฮ่าๆ แต่ผมชอบ จึงได้ซื้อติดกลับมากินที่เกาหลีด้วย

หน้าตาของเจ้าขนม Yatsuhashi ครับ เป็นแป้งที่ห่อด้วยไส้ข้างในที่เป็นถั่วแดง หอม หวาน ครับ
หน้าตาของเจ้าขนมยาซูฮาชิ (Yatsuhashi) ครับ เป็นแป้งที่ห่อด้วยไส้ข้างในที่เป็นถั่วแดง หอม หวาน ครับ ราคาอยู่ที่ 10 ชิ้น ¥530 ครับ แล้วก็มีแพคเกจไปจนถึง 20 ชิ้น หรือจะเป็นแบบใส่ถุงเล็กๆ ไม่กินเยอะ ไม่ต้องการกล่องใหญ่ๆ ก็ประมาณ ¥200 ครับ
ขนม Dango ที่เคยเห็นในการ์ตูนตอนเป็นเด็กๆ วันนี้ได้มาลองกินของจริงแล้ว ... รสชาติเป็นแป้งเหนียว ออกไปทางเค็มนิดๆ หอม อร่อยดีครับ
ขนมดังโงะ (Dango) ที่เคยเห็นในการ์ตูนตอนเป็นเด็กๆ วันนี้ได้มาลองกินของจริงแล้ว … รสชาติเป็นแป้งเหนียว ออกไปทางเค็มนิดๆ หอม อร่อยดีครับ

ก่อนที่ผมจะเดินเล่นไปรอบๆ ถนนชิโจ (Shijo) สักพัก หลังจากที่ตามรอยเส้นทางจาก Google Maps กลับมาที่สถานีเกียวโตจากการนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับมาแล้ว ผมก็หาอะไรทานหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันครับ โดยวางแผนว่าจะไปกินบนห้าง เพราะหวังว่าเค้าจะมีเมนูที่เป็นภาพให้ชี้จิ้มกินได้ง่ายๆหน่อย

Kyoto Tower ซึ่งอยู่กับหน้าสถานี Kyoto เลยครับ
Kyoto Tower ซึ่งอยู่กับหน้าสถานี Kyoto เลยครับ

เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นห้างเกียวโต-โยโดบาชิ (Kyoto-Yodobashi) นี้ครับ ชั้น 7 เห็นว่ามีศูนย์อาหาร

kyoto-yodobashi

สุดท้ายผมก็ไปเลือกร้านนึงที่มีเมนูที่มันน่าทานเสียยิ่งกะไร …. มันเป็นร้านที่ขายลิ้นหมูย่างเกลือครับ 555!! ผมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อน เพื่อนบอกว่า นี่แกกินเหมือนลุงแก่ๆเค้ากินกันเลยนะ แต่มันก็อร่อยจริงๆแหละ

ลิ้นหมูย่างเกลือเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ และน้ำชา...
ลิ้นหมูย่างเกลือเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ และน้ำชา… มื้อนี้หมดไป ¥1,080 (แอบแพง แต่ความอร่อยเอาไปเต็มสิบ 55)

หลังจากกินอิ่มแล้ว ก็มาเดินเล่นในห้างย่อยครับ มาเจอแผนกของเล่น ที่ผมเชื่อว่า ใครที่ชอบการ์ตูนญี่ปุ่น โมเดล อะไรต่างๆ จะเสียเงินเอาง่ายๆก็เพราะแบบนี้นี่ล่ะครับ.. (โชคดีที่เราไม่บ้าการ์ตูนญี่ปุ่นมาก….)

japanese-toys

rilakkuma

gundum-model

ก่อนที่ผมจะกลับมาพักผ่อนที่โรงแรมในโอซาก้า อันเป็นที่สิ้นสุดการเดินทางของทั้งวันนี้ครับ

บทสรุปการเดินทางของวันนี้

เกียวโต เป็นอีกเมืองนึงที่น่าหลงไหลจริงๆครับ ผมชอบในความที่เค้ารักษาความเป็นเอกลักษณ์ ของความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้อย่างดี จากการที่ผมได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศที่คนญี่ปุ่นแต่งชุดกิโมโน เดินเต็มทั่วท้องถนน ผนวกกับอาคารต่างๆ ร้านค้าต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัวของญี่ปุ่น มันกลืนกันอย่างลงตัวจริงๆ ทำผมแอบคิดไปด้วยว่า หากประเทศไทยจะมีย่านที่คนไทยแต่งชุดไทย เดินอยู่ในตามวัด หรือตลาดน้ำ ก็คงอาจจะให้ความรู้สึกเดียวกันกับที่ผมมาเกียวโต และก็คงจะดูดีไม่น้อยเลย… นี่ล่ะครับ เสน่ห์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่รู้สึกได้

และแม้ว่าวัดจะมีอีกหลายแห่งด้วยกันในเกียวโตที่ผมไม่ได้ไป แต่ในบริเวณวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera) นี้ ก็เป็นอีกวัดนึงที่ผมแนะนำให้มาให้ได้ครับ เพราะข้างในมีความน่ารักๆ อะไรให้เห็นอยู่อีกเยอะเลยครับ และแน่นอน ผมอยากให้ทุกคนมาเห็นด้วยตาตัวเอง มันยังมีอีกหลายๆความรู้สึกที่ถ่ายทอดผ่านบล็อกนี้ไม่ได้จริงๆ

การเดินทางที่ผมประเมินให้วันนี้ว่ายากสุด ก็กลับไม่ยากอย่างที่คิดครับ ย้ำว่าให้ไปขอแผนที่และเพื่อความชัวร์คือให้เค้าแนะนำการเดินทางให้เราโดยคร่าวๆ ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเที่ยวคนเดียวครับ

คืนนี้มีความสุขมากครับ การเดินทางผม อีกไม่นานก็จะเข้าสู่วันที่ 5 ของการเดินทางแล้ว

ยังไงก็อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกับ Kansai Trip by Framekung ต่อไปให้ได้นะคร้าบบ ^^

To be continued….

— สารบัญทริปลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่น —

[Kansai Trip] ตอนที่ 2 : Kobe

Framekung.com presents Kansai,Japan Trip

พบกับตอนที่สอง ของการแบ็คแพ็คมาเที่ยวญี่ปุ่นกันนะครับ วันนี้เป็นวันที่ผมค่อนข้างตื่นเต้น เพราะผมกำลังจะได้ “กิน” ! ในสิ่งที่อยากลองมานานแสนนาน… คือการได้ไปทานเนื้อโกเบครับ ผมไม่รู้อะไรก่อนมาญี่ปุ่นเกี่ยวกับเมืองนี้ นอกจากเรื่องนี้จริงๆ (ไม่ต้องสงสัยกันเลยว่าผมเป็นคนยังไง 555) พร้อมแล้ว เราออกเดินทางไปพร้อมกันครับ !!

Day 3 : โกเบ (Kobe)

จากตอนที่แล้ว ผมได้บอกวิธีการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เริ่มต้นจากโอซาก้า (Osaka) ไว้โดยคร่าวครับ ซึ่งเมืองโกเบ (Kobe) ที่เราจะไปกันนี้ อยู่ห่างจากโอซาก้า  แค่เพียง 27 นาทีเท่านั้นเอง

จุดซื้อตั๋วสถานี Umeda ครับ
จุดซื้อตั๋วสถานีอุเมดะ Umeda (Osaka)

การเดินทางให้นั่งสาย Hankyu Line จากสถานีอุเมดะ (Umeda) ไปลงที่สถานีโกเบ-ซานโนมิย่า (Kobe-sannomiya) ครับ เช่นเดิม ให้สังเกตป้ายไฟบอกขบวนรถไฟทุกครั้งครับ ว่าขบวนไหนไปที่ไหน และประเภทของขบวนเป็นอย่างไร รอบนี้ต้องนั่งแบบ Limited Express ครับ ซึ่งมันจะข้ามบางสถานี หากนั่งแบบ Local จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ เนื่องจากจอดทุกสถานีนั่นเองครับ

ผมจึงสรุปหน้าตาของเจ้ารถไฟสองขบวนนี้ให้เห็นชัดๆนะครับ สำหรับการเดินทางไป Kobe ให้นั่งแบบ Limited Express ดังรูปด้านล่างนะครับ
ผมจึงสรุปหน้าตาของเจ้ารถไฟสองขบวนนี้ให้เห็นชัดๆนะครับ สำหรับการเดินทางไป Kobe ให้นั่งแบบ Limited Express

ออกมาจากสถานีโกเบ-ซานโนมิย่า (Kobe-sannomiya) ก็จะเห็นร้านค้าเรียงรายกันไปแบบนี้ครับ อ้อ! ก่อนออกจากสถานี ผมแนะนำให้ไปที่ Tourist Information Center เพื่อขอแผนที่ ซึ่งจะอยู่ก่อนทางออกครับ

Steakland : ทานเนื้อโกเบ

จากโพยของผมเกี่ยวกับร้านสเต๊กเนื้อโกเบที่จะไปกินนั้น ผมจำหน้าตาร้านนั้นได้ดีครับ ร้านนั้นชื่อว่า “สเต๊กแลนด์” (Steakland) ซึ่งก็ได้คะแนนรีวิวดีมากจากบรรดานักท่องเที่ยว ที่ว่ากันว่าอร่อยสมราคา

เดินเรียบตรงร้านค้ามาเรื่อยๆ ก็จะพบกับร้านสเต๊กแลนด์ Steakland ที่ที่เราจะมาทานเนื้อโกเบกันครับ
มีต้องต่อแถวรอกันสักนิดหน่อย แต่ไม่นานมากครับ เข้ามาแล้วก็จะเป็นโต๊ะแบบนี้ แล้วก็จะมีเชฟมาทำให้ครับ
มีต้องต่อแถวรอกันสักนิดหน่อย แต่ไม่นานมากครับ เข้ามาแล้วก็จะเป็นโต๊ะแบบนี้ แล้วก็จะมีเชฟมาทำให้ครับ
ฝีมือในการปรุงเนื้อต้องขอบอกว่าดูพิถีพิถันเหลือเกินครับ เครื่องปรุงเค้าเยอะ เค้าจะถามก่อนด้วยครับว่าต้องการสุกแบบไหน ที่ผมสั่งไปก็เป็น medium rare ครับ
หน้าตาของสเต๊กเนื้อโกเบครับ เสิร์ฟพร้อมข้าวร้อนๆ ซุป สลัด และกระเทียมแผ่นผัด

ต้องบอกว่ารสชาตินี่สุดยอดสมคำร่ำลือครับ เนื้อจะไม่มัน ไม่แข็งจนเกินไป ดูจากรูปอาจจะดูแข็งๆ แต่จริงๆแล้วไม่เลย ทานกับข้าวร้อนๆแล้ว อร่อยฟินไปเลยครับ มื้อนี้เป็นเซ็ตมื้อกลางวัน ราคาจะถูกกว่ามื้อดึกหน่อย หากมีโอกาสแนะนำให้มาให้ทัน Lunch set นะครับ สนนราคามื้อนี้ อยู่ที่ ¥2,980 และนอกจากนี้ ร้านนี้ก็ยังมีเมนูเป็นสเต๊กแบบธรรมดา ที่ไม่ใช่เนื้อโกเบด้วย ราคาก็จะถูกลงมากว่านี้ครับ

หลังจากที่อิ่มแล้ว ผมนึกอะไม่ออกเกี่ยวกับเมืองนี้เลย ก็ได้แต่หาข้อมูลไปพลางๆครับ ก็พบว่าแถวนี้มีห้างใหญ่ๆอยู่ ก็เลยว่าจะลองไปเดินเล่นซะหน่อย กินเสร็จแล้วก็ไปวนเดินเล่นรอบสถานีเก็บบรรยากาศครับ

snack in kobe

เดินออกมาสักหน่อย ก็จะเห็นห้าง SOGO ครับ ซึ่งเป็นห้างใหญ่อยู่ใกล้กับสถานีโกเบ Kobe ภายในก็จะมีร้านค้าต่างๆ และมี Loft ด้วย ! ผมจึงเข้าไปสำรวจมาบ้าง รู้สึกว่าของจะน้อยกว่า Tokyu Hands ที่ไปดูมาก่อนหน้านี้ ในห้างก็ยังมีของฝากจากเมือง Kobe ให้ได้เลือกซื้อด้วยครับ

วัดอิคุตะ Ikuta (Ikuta Shrine)

ผมเดินวนกลับมาที่เดิม ก่อนที่ผมจะมาพบกับวัดอิคุตะ (Ikuta) ครับ วัดนี้อยู่หลังตึก Tokyu Hands ครับ

ทางเข้าวัด Ikuta
ทางเข้าวัดอิคุตะ Ikuta

Ikuta Shrine

บรรยากาศภายในวัดครับ มองเสาแบบนี้แล้วอาจจะนึกถึงวัดนึงใน Kyoto แต่จริงๆไม่ใช่นะครับ เป็นส่วนนึงในวัด Ikuta ครับ
บรรยากาศภายในวัดครับ มองเสาแบบนี้แล้วอาจจะนึกถึงวัดฟูชิมิอินาริในเกียวโต (Kyoto) แต่ไม่ใช่นะครับ เป็นส่วนนึงในวัดอิคุตะ (Ikuta) ครับ

IMG_3099

คิตะโนะ หมู่บ้านฝรั่งแห่งโกเบ Kitano-cho/ Kitano Ijinkan (Foreigners residents) 

หลังจากนั้นผมก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งอยู่โตเกียวครับ เพื่อนผมแอบเป็นห่วงการเดินทางครั้งแรกและคนเดียวของผม เธอถามผมเผื่อผมต้องการความช่วยเหลืออะไร ผมจึงให้เขาช่วยแนะนำร้านอร่อยๆในโกเบล่ะครับ ซึ่งเธอก็ได้แนะนำร้านคาเฟ่ในโกเบแล้วบอกให้ผมลองไปติดตามใน Instagram ของเธอ แต่ผมก็นึกขึ้นได้ครับว่า เธอเคยมาเที่ยวที่โกเบเมื่อเร็วๆนี้! ผมจึงไปเช็ค Instagram ก่อนที่จะไปพบรูปของเธอพร้อมกับแท็กสถานที่ที่น่าสนใจที่หนึ่ง ที่เธอแท็กไว้ตอนมาที่โกเบ ผมตามพิกัดมาเรื่อยๆ และหวังไว้แค่ว่าจะไปถ่ายรูปในมุมที่เดียวกับที่เพื่อนผมเคยมา (เซอร์ไพรส์นั่นเอง) ผมก็ให้ Google Maps ของผม นำทางไปครับ แม้ว่าระยะทางดูแล้วมันเหมือนจะไกลและวนไปวนมามาก

ระหว่างทางผมก็พบว่า Kobe เป็นเมืองเล็กๆ บ้านเมืองเค้าดูน่ารักดีครับ ผมเองก็เดินไปเรื่อยๆ กับสังเกตสิ่งที่ผมเดินผ่านไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางผมก็พบว่าโกเบ (Kobe) เป็นเมืองเล็กๆ บ้านเมืองเค้าดูน่ารักดีครับ
ผมเดินตามแผนที่มาเรื่อยๆ และก็พบว่าทางมันชันขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังปีนเขาอยู่เลยครับ แต่ก็พบว่าบรรยากาศแถวนี้ค่อนข้างออกไปแนวๆเมืองนอก ไม่ใช่ญี่ปุ่น สไตล์การตกแต่งอาคารดูร่วมสมัย และก็ยังคงความน่ารักไว้อยู่ ผมยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆครับ ....
ตามแผนที่มาเรื่อยๆ และก็พบว่าทางมันชันขึ้นๆ เหมือนกำลังปีนเขาอยู่เลยครับ แต่ก็พบว่าบรรยากาศแถวนี้ค่อนข้างออกไปแนวๆยุโรป ไม่ใช่ญี่ปุ่น สไตล์การตกแต่งอาคารดูร่วมสมัย และก็ยังคงความน่ารักไว้อยู่ มาอ่านประวัติของเมืองนี้ก็พบว่า เมืองนี้เคยเป็นเมืองท่า มีการติดต่อการค้าขายในสมัยก่อนนั่นเองครับ
ระหว่างทางขึ้นไปก็จะมีร้านอาหารต่างชาติให้เห็นเยอะเลยครับ นี่เป็นร้านอาหารฝรั่งเศส
ระหว่างทางขึ้นไปก็จะมีร้านอาหารต่างชาติให้เห็นเยอะเลยครับ นี่เป็นร้านอาหารฝรั่งเศส

จนในที่สุด…. ผมก็เดินขึ้นมาในจุดที่แผนที่มันบอกครับ และสิ่งที่ผมตามหาในแผนที่เค้าเรียกแหล่งนี้ว่า “Kitano Ijinkan” หรือ Foreigners residents  ซึ่งขอบอกว่า ภาพที่เห็นครั้งแรกของผม…มันเป็นอะไรที่ “โหวววว เฮ้ยยย สวยยยย ไม่คิดว่าเดินมาถึงนี่แล้วจะมาเจอ”

ความเหนื่อยล้าจากการที่ต้องปีนเขาชันๆขึ้นมาเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าข้างหน้ามาเจออะไร นี่อึดอัดนะครับ แต่เดินมาเจอความน่ารักของหมู่บ้านนี้ สยบเข้าให้ เป็นคุณก็คงจะ“ตกหลุมรัก”เมืองนี้อย่างจังแน่นอน

เพราะภาพที่ผมเห็น เป็นลานกว้างๆ ล้อมไปด้วยอาคารเล็กๆ น่ารักๆ เต็มไปหมดเลยครับ อาคารเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบ้านพักของชาวต่างชาติที่มาค้าขายในเมืองโกเบ (Kobe)

ภาพแรกที่เห็นตึกน่ารักๆแบบนี้ กับลานกว้างๆครับ :D
Kitano-cho
Weather Clock House เป็นสถานที่ที่เพื่อนผมมาถ่ายรูปเอาไว้ แล้วผมมีโอกาสได้ตามรอยเธอมาถึงที่นี่เลย...
Weather Clock House หอนาฬิกานี้เป็นสถานที่ ที่เพื่อนผมมาถ่ายรูปเอาไว้ แล้วผมก็มีโอกาสได้ตามรอยเธอมาถึงที่นี่เลยครับ ตรงยอดก็จะมีกุ๊กไก่ ที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ด้วย

weather-clock-house

ตอนที่ขึ้นมาถึงบริเวณตรงนี้ เดินตามแผนที่มาอย่างเดียวครับ ไม่ได้เดินตามมาในเส้นทางที่เค้าแนะนำให้เดินขึ้นมา ขากลับพอลงไปตามเส้นทางที่เค้าแนะนำ ก็ได้เห็นร้านค้าต่างๆ ที่ขายของที่ระลึก ร้านขายขนมน่ากินๆ ที่เป็นของฝากของเมืองโกเบ (Kobe) นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็น ขนมชีสเค้ก พุดดิ้ง ไอศกรีม ทาร์ต ก็มีให้เลือกซื้อหลากหลายครับ (แม้ว่าจะมาพบทีหลังว่าที่สนามบินมีขายหมดเลย แต่ผมไม่รู้นะ มีความรู้สึกว่า มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องขอซื้ออะไรติดเป็นที่ระลึกไปหน่อยล่ะ  แต่ก็มีบางยี่ห้อเท่านั้นครับ ที่ต้องซื้อที่นี่ ไม่มีขายที่สนามบิน)

Kazamidori home ที่ขายของฝากหลากหลายจากเมือง Kobe เลยครับ มีตั้งแต่ทาร์ตไข่ คุกกี้ เค้ก พุดดิ้ง ทางจะอยู่ทางขึ้นไปบน Kitano-cho เมื่อสักครู่ครับ
Kazamidori home (บ้านคาซามิโดริ) ที่ขายของฝากหลากหลายจากเมืองโกเบ (Kobe) เลยครับ มีตั้งแต่ทาร์ตไข่ คุกกี้ เค้ก พุดดิ้ง ทางจะอยู่ทางขึ้นไปชม Foreigners residents ครับ
Kazamidori พุดดิ้งยี่ห้อนี้รู้สึกว่าผมจะไม่เห็นที่สนามบินครับ แต่รสชาตินี่ต้องขอบอกว่า อร่อยเนื้อนุ่มใช้ได้เลย มีหลายแบบ แบบที่เน้นนมเยอะๆ กับแนนไข่เยอะๆ กล่องละ ¥1,050 ครับ 1 กล่องมี 4 ถ้วย
Kazamidori พุดดิ้งคาซามิโดรินี้ รู้สึกว่าผมจะไม่เห็นที่สนามบินครับ แต่รสชาตินี่ต้องขอบอกว่า อร่อยเนื้อนุ่มใช้ได้เลย มีหลายแบบ แบบที่เน้นนมเยอะๆ กับแนนไข่เยอะๆ กล่องละ ¥1,050 ครับ 1 กล่องมี 4 ถ้วย
เนื้อพุดดิ้งนั้นนุ่มเบา อร่อยจริงๆครับ มากับซอสคาราเมล แนะนำว่าหากมีโอกาสให้ลองทานพุดดิ้งออริจินอลของโกเบ (Kobe) มาทานให้ได้ครับ
และนอกจากนี้ผมก็ยังได้เป็นทาร์ตชีสเค้กมาเป็นของฝากด้วยครับ (ฝากให้เจ้าของบล็อกนี้ไปกินเมื่อกลับเกาหลี :P) กล่องนี้เห็นว่าเป็น Best seller ของร้านครับ ราคา ¥840
และนอกจากนี้ผมก็ยังได้เป็นทาร์ตชีสเค้กมาเป็นของฝากด้วยครับ (ฝากให้เจ้าของบล็อกนี้ไปกินเมื่อกลับเกาหลี :P) กล่องนี้เห็นว่าเป็น Best seller ของร้านครับ ราคา ¥840

เมื่อได้ของฝากไปบ้างแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมเดิมทางกลับไปที่สถานีโกเบ-ซานโนมิยะ (Kobe-sannomiya) เพื่อกลับไปที่โอซาก้า (Osaka) ต่อไปครับ

ระหว่างทางกลับไปที่สถานี ก็มาเจอร้านกาแฟ Starbucks ดีไซน์เก๋ ชิค คูล แบบนี้ …
หากต้องการขึ้นไปชม Kitano Ijinkan หรือ Foreigners residents นี้ก็ไม่ต้องไปวนหาเส้นทางเหมือนผมนะครับ จริงๆแล้วเส้นทางสำหรับขึ้นไปเยี่ยมชมนั้น สามารถเดินเลียบจากสถานี Kobe-sannomiya มา จะเห็นแยกที่มีร้านขายมือถือ docomo shop อยู่ครับ ให้เดินตรงไปเรื่อยๆจากซอยนั้นได้เลย

โกเบสำหรับผม จึงเป็นเมืองอีกเมืองที่น่ารักมากๆครับ ดูอบอุ่น เป็นเมืองที่ผมคิดอยากจะกลับมาเที่ยวอีกครั้งด้วยครับ เอาเป็นว่าสำหรับการเดินทางที่โกเบก็จบเพียงเท่านี้ ก่อนที่ผมจะมุ่งหน้ากลับไปที่โอซาก้าต่อไปครับ

Kijyoyu Udon ร้าน Hagakure : อุด้งมื้อนี้ที่ผมจะไม่มีวันลืม…

ทันทีที่ผมถึงโอซาก้า (Osaka) ผมก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนที่อยู่ที่โตเกียว (คนเดิม) กลับมาอีกครั้งครับ เพื่อนผมถามว่า “มาโอซาก้าแล้ว ได้ลองกินอุด้งของที่โอซาก้าหรือยัง?” เค้าบอกว่ามันอร่อยมากๆ ผมจึงขอให้เค้าแนะนำร้านให้ครับ อยากจะรู้เหมือนกันว่า “ร้านที่คนญี่ปุ่นเองว่าอร่อยเนี่ย เป็นแบบไหน” เพื่อนจึงส่งร้านมาให้สองร้าน พร้อมพิกัดครับ ผมเองก็จึงตัดสินใจ ตัวร้านอยู่ห่างไม่ไกลจากสถานีอุเมดะ (Umeda) ที่ผมอยู่ตอนนั้น ผมจึงตัดสินใจตามพิกัดไป ก่อนที่ผมจะคุยกับเพื่อนไปเล่นๆ เรื่อยเปื่อย

จนกระทั่งเพื่อนผมทักมาว่า “นี่อยู่ไหนแล้ว เราลืมบอกไปว่าร้านนั้นปิดรับออเดอร์ทุ่มสี่สิบห้านะ !” ผมเองดูนาฬิกาก็ตกใจเพราะตอนนั้นมันทุ่มครึ่งแล้วครับ แต่ใน Google Maps มันบอกผมว่าอยู่ใกล้มากๆแล้ว ร้านนี้จริงๆอยู่ในห้างที่ชื่อว่า Osaka Ekimae Dai-San building หรืออีกชื่อ คือ Osaka station 3 building ครับ ผมเองถึงหน้าห้างแล้วล่ะครับ แต่ตอนนั้นมันลนไปหมดจริงๆ กลัวไม่ได้กิน ผมรอไม่ไหวจึงขอให้เค้าช่วยส่งชื่อร้านมาให้ใหม่เป็นภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ แล้วเดี๋ยวผมจะเดินวิ่งไปหาร้าน เทียบกับป้ายเอา (แน่นอนครับผมอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็ได้แต่อาศัยอ่านไปเทียบไป)

coversation3

จนผมไปเจออยู่ร้านนึงที่เหมือนจะใช่ ผมเจอลุงคนนึงอยู่หน้าร้านพอดี ผมจึงถามลุงว่า “ใช่ร้านนี้มั้ย” (เป็นภาษามือ 555) ก่อนที่จะหยิบไอโฟนให้ลุงแกดู ลุงแกพยักหน้า ก่อนที่จะถามผมว่า “Thailand? Thailand?” ผมก็ตกใจสิครับ แหม… รู้ได้ยังไง ว่าผมเป็นคนไทย สงสัยว่าคนไทยจะมากินร้านนี้เยอะจริงๆ ผมจึงตามลุงแกเข้าไปนั่งในร้าน ก่อนที่ลุงแกจะบริการผมอย่างดี บอกให้ผมวางกระเป๋าสัมภาระ

เอ๊ะ ป้ายนี่มันคุ้นๆ เหมือนกับชื่อร้านจะตรงกับที่เพื่อนให้มาแฮะ Hagakure อะไรเนี่ย
เอ๊ะ ป้ายนี่มันคุ้นๆ เหมือนกับชื่อร้านจะตรงกับที่เพื่อนให้มาแฮะ Hagakure อะไรเนี่ย

ก่อนที่สักครู่นึง ลุงคนนี้จะเอาเมนูมาให้ผม แล้วพูดกับผมเป็นภาษาญี่ปุ่นอะไรสักอย่าง แล้วเค้าก็ปิดเมนู ราวกับเหมือนผมได้สั่งไปแล้ว … ผมเองก็เริ่มผิดสังเกต จึงได้หยิบมือถือไปทักเพื่อนอีกครั้ง ก่อนที่จะถามไปว่า “นี่…อย่าบอกนะว่า โทรมาเหรอ?” เค้าตอบผมว่า “ทำไมเหรอ…โทรไม่ได้เหรอ ก็เรากลัวแกไม่ได้กินนะะ…” ผมได้แต่ยิ้มแล้วก็สตั๊นไปอยู่แปปนึงเลยครับ มันเป็นความรู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก ที่เพื่อนจะโทรมาดักให้เราก่อน ก่อนที่ผมจะย้อนไปอ่านข้อความเธอที่ผมไม่ได้อ่าน ที่ส่งมาระหว่างผมวิ่งหาร้านนี้อยู่ เธอพิมพ์บอกผมว่า “ไม่ต้องรีบนะ เราโทรไปหาที่ร้านแล้ว เค้าก็บอกว่าเค้าจะช่วยตามหาเธอให้นะไม่ต้องห่วง” ความกังวลของทั้งผมและเพื่อนก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ มันจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งมาก และลุงก็มาพร้อมกับอุด้งที่สั่งเอาไว้ครับ….

บรรยากาศภายในร้านก่อนปิดรับออเดอร์
หน้าตาของ Kijyoyu อุด้งที่เพื่อนผมแนะนำมา เพื่อนแนะนำเมนูนี้เพราะเป็นเมนูออริจินอล ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มเลย และเส้นที่เหนียวนุ่มของร้านนี้ คนจึงนิยมสั่ง ลุงแกบอกให้ผมถ่ายรูปก่อนจะเอาไปมิกซ์กันก่อน
หน้าตาของ Kijyoyu Udon อุด้งที่เพื่อนผมแนะนำมา (ราคา ¥600) เพื่อนแนะนำเมนูนี้เพราะเป็นเมนูออริจินอล ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มเลย และเส้นที่เหนียวนุ่มของร้านนี้ คนจึงนิยมสั่ง ลุงแกบอกให้ผมถ่ายรูปก่อนจะมิกซ์กัน
หลังจากนั้น ลุงแกก็สอนผมกินครับ ลุงแกบอกว่า No mix นะ และกินทีละสองเส้น คีบมาแค่นี้ อย่ากินทีละหลายๆเส้น เป็นกฎของร้านนี้ ก่อนที่ลุงแกจะให้ผมลองคีบ แล้วลุงแกก็ให้ผมซู้ดดด ดูดเส้นไปให้แรงๆ จนลุงแกมั่นใจว่าผมทำถูกต้อง ก่อนที่จะปล่อยให้ผมกิน
หลังจากนั้น ลุงแกก็สอนผมกินครับ ลุงแกบอกว่า No mix นะ ห้ามไปคนกันเด็ดขาด และกินทีละสองเส้น คีบมาแค่นี้ อย่ากินทีละหลายๆเส้น เป็นกฎของร้านนี้ ก่อนที่ลุงแกจะให้ผมลองคีบ แล้วลุงแกก็ให้ผมซู้ดดด ดูดเส้นไปให้แรงๆ จนลุงแกมั่นใจว่าผมทำถูกต้อง ก่อนที่จะปล่อยให้ผมกิน

รสชาติของอุด้งนี้ ต้องบอกว่าอร่อยมากๆครับ เป็นอุด้งที่นำหัวไชเท้าบดละเอียดมาผสมกับซอสญี่ปุ่น ก่อนที่เค้าจะมาผสมกันและบีบด้วยมะนาว หอม ออกเปรี้ยว เมื่อทานแล้ว ต้องขอบอกว่าได้ทั้งรสชาติกลมกล่อมของซอสญี่ปุ่น กลิ่นหอมของมะนาว และเส้นที่เหนียวนุ่มของอุด้ง อยากจะบอกว่า มันอร่อยลงตัวมากเลยครับ!

ลุงแกก็ทั้งใจดีกับผม อุตส่าห์พยายามช่วยหาผมและยังเปิดรับออเดอร์ แถมตอนนั้นก็ยังแนะนำให้ลูกค้าของลุงแกในร้าน รู้จักกับผมด้วย ว่าเป็นคนไทย ผมประทับใจลุงมากๆ จึงพยายามหาแบงค์เงินไทยให้ร้านลุงไว้เป็นที่ระลึก ผมมีแบงค์ 50 ใหม่ สวยๆ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงของเราอยู่ด้วย ผมจึงให้ลุงไว้ พร้อมกับบอกกับลุงว่าเป็น Omiyage หรือของที่ระลึกนะ ลุงแกก็ดีใจ และรับเอาไว้ ก่อนที่จะพูดบอกลูกค้าทั้งร้านเลย ผมไม่แน่ใจว่าลุงแกพูดว่าอะไรเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ลูกค้าที่ร้านมองมาทางผมด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากๆ ผมเองก็หวังว่า ทุกคนจะรู้จักประเทศไทยของเรา และหาโอกาสไปเที่ยวประเทศไทยเช่นเดียวกันครับ 🙂 ใครมีโอกาสได้มาเที่ยวที่โอซาก้า และอยากลองทานอุด้งอร่อยๆ ก็ขอแนะนำร้านอุด้งในโอซาก้า ร้านนี้ครับ ไปตามรอยกันได้…

หน้าตาของร้าน Hagakure ครับผม ใครที่จะไปกินก็อย่าลืมนะครับ ลุงแกปิดรับ order ทุ่ม 45 !!

สำหรับหน้าตาของลุงนั้น ให้ไปอ่านในบล็อกของคุณ Eatitjoe ที่มาเขียนรีวิวเกี่ยวกับร้านนี้ไว้อย่างละเอียดครับ 😀
ส่วนนี่คือ เว็บไซต์ของร้านลุงที่ลุงแกให้นามบัตรกับผมไว้ > Hagakure.cc

สรุปการเดินทาง

ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับไปที่พัก พร้อมกับรอยยิ้ม ความประทับใจที่ได้เจอเรื่องราวที่ดีตลอดวันนี้ครับ ผมเองรู้สึกดีในความหวังดีของคนญี่ปุ่น ความที่มีใจที่บริการของลุง และความหวังดีของเพื่อนของผมเอง ที่แม้ว่าตัวจะอยู่ไกลไม่ได้มาด้วย แน่นอนครับ ผมเองก็หวังว่าจะได้ต้อนรับเพื่อนคนนี้ทันทีที่เค้ามีโอกาสมาเที่ยวที่ประเทศไทยเช่นกัน เนื้อโกเบว่าอร่อยแล้ว มาเจออุด้งที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ความใจดีของคนญี่ปุ่นแล้ว อุด้งในมื้อวันนี้อร่อยกว่ามากๆเลยครับ ^^

วันที่สามของการเดินทางของผมที่เมืองโกเบ (Kobe) และกลับมายังเมืองโอซาก้า (Osaka) จึงต้องขอจบเอาไว้เท่านี้ก่อน พบกันในตอนหน้าที่เมืองเกียวโต (Kyoto) เราจะพาทุกท่านไปชมความสวยงามของวัดญี่ปุ่น และเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหลของเมืองนี้กันครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป ~
To be continued…

หรือจะให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว Kobe ?

kobe-port

ไปอ่านกันต่อกันได้ ! กับโกเบในเวอร์ชันให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวของผมในหน้าร้อนที่ผ่านมากับทริปในโกเบ ซึ่งมีทั้งอ่าวโกเบ (Kobe Haborland), Chinatown แห่งโกเบ และเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ [คลิกที่นี่]

 

— สารบัญทริปลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่น —

[Kansai Trip] ตอนที่ 1 : ตะลุย Osaka !!

Framekung.com presents Kansai,Japan Trip

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน และบล็อกตอนนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งตอนของผม ที่จะบันทึกความประทับใจ ความทรงจำ กับประเทศในฝันของผม “ประเทศญี่ปุ่น” ครับ ซึ่งครั้งนี้ขอเลือกท่องเที่ยวแบบเป็นโซนๆ โดยเลือกเที่ยวในแถบคันไซ (Kansai) ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองหลักๆคือ โอซาก้า (Osaka), เกียวโต (Kyoto), โกเบ (Kobe) และนารา (Nara) ครับ

การเดินทางในครั้งนี้ ผมเดินทางคนเดียวครับ เป็นความตั้งใจของผมที่อยากจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศรอบๆเกาหลี ผมเองจึงเริ่มตั้งเป้าหมายว่า ปิดเทอมหน้าหนาวนี้จะไปเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้ จึงเริ่มเก็บเงินครับ

วอร์มอัพก่อนไปญี่ปุ่น

  • ผมมีเพื่อนญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 3 คนที่สนิทๆครับ แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิงแรงบันดาลใจให้ไป ด้วยนิสัยของ
    พวกเค้าที่ใจดี และยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในครั้งนี้อีกด้วย
  • ผมอ่านรีวิวในเว็บ Pantip เป็นแรงบันดาลใจในการเก็บเงิน กับหาสถานที่ท่องเที่ยวครับ
  • การเดินทาง ผมเลือกเดินทางกับสายการบิน Low-cost สัญชาติญี่ปุ่น พีช (Peach aviation) ซึ่งเป็นสายการบิน ที่บินตรงจากเกาหลี (ทั้งอินชอนและปูซาน) ไป สนามบินนานาชาติโอซาก้า-คันไซ (Osaka-Kansai) และยังมีเที่ยวบิน บินจากสนามบินนานาชาติโอซาก้า-คันไซ ไปทั่วญี่ปุ่นและประเทศใกล้เคียง เพื่อนญี่ปุ่นแนะนำมาเนื่องจากว่าถูก และต้องไม่ลืมว่าผมอยู่ที่เกาหลีครับ ดังนั้นค่าเครื่องจากที่นี่ไม่แพงเลย ผมเริ่มจองประมาณ 1 เดือนก่อนเดินทาง ไป-กลับ อยู่ที่ ₩178,000 วอน (ประมาณ 5,400 บาท) ครับ
  • ที่พัก ผมจองห้องพักผ่าน Booking.com ครับ โดยเพื่อนญี่ปุ่นเป็นคนหาที่พักที่ไม่แพง และใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินที่ทำให้เดินทางสะดวกให้ (ต้องบอกก่อนครับว่า ก่อนเดินทางผมไม่มีไอเดียอะไรเลยเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟในญี่ปุ่นครับ เลยรู้แต่ว่ามันวุ่นวายมาก) ด้วยความที่เราเดินทางคนเดียว ห้องพักผมจึงไม่ค่อยเกี่ยงครับ ขอแค่ห้องสะอาดก็พอ เพื่อนจึงช่วยหาโรงแรมให้ สุดท้ายมาเจอ โรงแรมไดมอนด์ (Diamond Hotel) ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟสาย Midosuji ข้อดี คือ การเดินทางไปโอซาก้า (Osaka) หรือย่านเที่ยวอย่างนัมบะ (Namba) ห่างเพียงแค่ไม่กี่สถานี การจองใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต Visa, Master Card โดยในรายละเอียดการจอง ก็ต้องระบุชื่อของเรา ที่อยู่ ระยะเวลาที่จะพัก และข้อมูลในส่วนของบัตรเครดิต ซึ่งก็จะเป็นเหมือนกับเป็นค่าประกันในการจอง แต่จริงๆแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายในการจองครับ เงินเราจะยังไม่จ่ายตอนนี้ ไปจ่ายสดที่โน่นครับ ค่าห้องที่นี่ถูกมากๆ อยู่ที่คืนละ ¥800 (หรือประมาณ 260 บาท)
  • อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เทียบกับเกาหลีแล้ว ที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีสัญญานอินเทอร์เน็ตสาธารณะให้ใช้ฟรีๆเท่าไรครับ แต่เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆ ในการเดินทางคนเดียว และการค้นหาเส้นทางต่างๆ ก็จำเป็นต้องพึ่งพาพี่กู (เกิ้ล) ตลอดจึงยอมเสียเงินสำหรับอุปกรณ์ปล่อยสัญญานไวไฟ (Pocket Wifi) ซึ่งผมจองจากเว็บนี้ครับ เป็นเว็บให้เช่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไปจนถึงโทรศัพท์ เราสามารถทำการจองและชำระเงินผ่านบัตรทันที โดยเวลาจองก็ให้ระบุสถานที่ที่จะรับ ซึ่งสามารถเลือกเป็นที่โรงแรมก็ได้ หรือจะรับที่สนามบินก็สะดวกดีเหมือนกัน (แบบว่าไปถึงเริ่มใช้ได้เลย) เค้าจะส่งเมลมาให้หลังจากที่ส่งพัสดุแล้ว ตอนไปรับก็นำพาสปอร์ตของเราไปรับ พร้อมใช้งานทันทีครับ ขากลับก็เพียงเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างใส่ไว้เหมือนเดิม ลงไปในซองที่มากับตัวเครื่อง (เค้าเขียนจ่าหน้าอะไรไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว) แล้วก็หย่อนลงตู้ไปรษณีย์ก่อนกลับบ้านเป็นอันเสร็จครับ

    หน้าตาของเจ้า Pocket Wifi (Mifi) แบบ 75Mbps ที่มีให้เช่าในเว็บครับ แบตอยู่ได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง ก็ถือว่าทำให้การใช้งานราบรื่น ไม่ติดขัดเท่าไรครับ
    หน้าตาของเจ้า Pocket Wifi (Mifi) แบบ 75Mbps ที่มีให้เช่าในเว็บครับ แบตอยู่ได้ประมาณ 10-12 ชั่วโมง ก็ถือว่าทำให้การใช้งานราบรื่น ไม่ติดขัดเท่าไรครับ
  • อุปกรณ์เสริม อ้อ! อย่าลืมพกสายชาร์จ และอะแดปเตอร์แปลงไฟกันไปด้วยนะครับ เพื่อให้การเดินทางไม่สะดุด ผมขอแนะนำอะแดปเตอร์ที่มีพอร์ต USB ด้วย ทำให้ชาร์จอุปกรณ์หลายๆอย่างได้ในระยะเวลาเดียวกัน อุปกรณ์ช่วยชีวิตของผมอีกอย่าง ที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผมทำงานได้นานต่อเนื่อง ก็เป็นแบตเตอรี่สำรอง หรือ Power Bank ทำให้การเดินทางนี้ไม่มีสะดุดครับ
  • สรุปอุปกรณ์พกพาที่พกเดินทางไปด้วย
    – กระเป๋าสะพายใหญ่ๆ 1 ใบ เอาไว้ใส่เสื้อผ้า
    – กระเป๋าล้อลากเล็กๆอีก 1 ใบ กะเอามาลากขนม
    (ตามกฎของสายการบินพีช (Peach Aviation) เค้าให้พกไปได้แค่ 2 ชิ้น สำหรับ carry on ครับ)
    – กล้องรุ่น SONY NEX-5 คู่ใจ (ไม่มีเลนส์เสริมอะไรเพื่อความเร้าใจเพิ่มเติม)
    – กล้องคอมแพ็ครุ่น Samsung มีพับจอแล้วถ่ายหน้าได้ด้วย
    (แต่ลองเอาไปใช้จริงๆแล้วไม่ค่อยเวิร์ค ถ่ายไม่ค่อยทันใจ)
    – iPhone 4S เอาไว้ถ่ายรูปช่วยกล้องหลัก
    – iPad mini เปิดแผนที่ ข้อมูลการเดินทาง เขียนไดอารี
    – Power Bank 11200 mAh (แบตเตอรี่สำรองที่ช่วยชีวิตไว้หลายรอบมาก)
  • ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง เขียนเอาไว้ในตอนสุดท้ายของบล็อกครับผม (คลิกไปดูที่นี่)

ทริปโดยภาพรวม

ผมขอพูดการเดินทางทั้งหมดโดยคร่าวก่อนนะครับ
ในทริปนี้ ต้องบอกก่อนครับว่าเป็น “ทริปตามใจตัวเอง” เพราะเนื่องจากเดินทางคนเดียว ข้อมูลก็หาคนเดียว แล้วผมเองก็หาข้อมูลการไปเที่ยวถือว่าค่อนข้างน้อย น้อยจนอาจจะตกใจได้! เพราะผมขอแบบให้ได้แบบไปลุย เดินไปในที่ที่อยากไป หลงทางก็พึ่ง Google Maps พาผมกลับมาที่สถานีรถไฟให้ได้ เพื่อให้ได้มาสัมผัสกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นจริงๆ อย่างที่ต้องการครับ เพราะแอบเชื่อว่า การหาข้อมูลมาโดยละเอียดมากๆ บางทีมันอาจจะทำให้สูญเสียอรรถรสไปซะหน่อย

สำคัญที่สุดผมจึงร่าง สิ่งที่อยากไปดู สิ่งที่อยากทำไว้คร่าวๆก่อน ซึ่งก็หนีไม่พ้นการที่ได้เดินไปในย่านท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโอซาก้า (Osaka) กินอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่อย่างทาโกะยากิหรือโอโคโนมิยากิ, ทานเนื้อโกเบ, ชมความสวยงามของวัดที่เมืองเกียวโต (Kyoto) และปิดท้ายด้วยการไปชมกวางที่เมืองนารา (Nara) ครับ นี่ก็เป็นแผนคร่าวๆ ในการเดินทางของผมครั้งนี้ครับ

ที่พักของผมตลอดทริปนี้อยู่ที่เดียวเลยคือที่โอซาก้าครับ การเดินทางไปยังเมืองต่างๆก็จะขอเริ่มจากที่โอซาก้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ครับ (สำหรับมือใหม่เพิ่งเริ่มหาข้อมูลอย่างผมตอนนี้ อย่าเพิ่งจำว่าต้องนั่งรถไฟสายไหนก็ได้นะครับ แค่รู้ว่าจะเดินทางยังไงโดยคร่าวๆก่อนก็พอ)

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในตอนนี้ ยังเป็นช่วงที่ภาษีสินค้ายังไม่เพิ่มเป็น 8% นะครับ ดังนั้นราคาสินค้าและบริการบางอย่าง อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ครับ

จากโอซาก้า (Osaka) ไปเกียวโต Kyoto

เวลาที่ใช้ : ประมาณ 28 นาที
การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย JR แบบ Special Rapid Service จากสถานี Osaka ไปลงสถานี Kyoto
ค่าโดยสาร/รอบ : ¥560

จากโอซาก้า (Osaka) ไปโกเบ (Kobe)

เวลาที่ใช้ : ประมาณ 27 นาที
การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย Hankyu จากสถานีอุเมดะ Umeda
(สถานี Umeda อยู่ใกล้กับ Osaka station ครับ หากไป Kobe แนะนำให้นั่งสาย Hankyu ที่สถานี Umeda จะประหยัดกว่าครับ)
ไปลงที่สถานีโกเบ-ซานโนมิยะ (Kobe-Sannomiya) และนั่งแบบ Limited Express นะครับ จะเร็วกว่า (รายละเอียดการเดินทางติดตามได้ในบล็อกตอนเที่ยวโกเบ Kobe)
ค่าโดยสาร/รอบ :¥320

จากโอซาก้า (Osaka) ไปนารา (Nara)

เวลาที่ใช้ : ประมาณ 50 นาที
การเดินทาง : นั่งรถไฟสาย JR Yamatoshi แบบ Rapid Service ที่สถานีโอซากา Osaka ไปลงที่สถานีนารา Nara
ค่าโดยสาร/รอบ : ¥800

  • จะสังเกตได้ว่า ค่าโดยสารนั้นค่อนข้างแพงเอาการเลยใช่มั้ยครับ จริงๆแล้วมันก็มีบัตรผ่านสำหรับ 2 วันและ 3 วัน ที่ให้เดินทางไปยังเมือง 3 เมืองนี้ไม่อั้น ครอบคลุมไปยังรถไฟฟ้าใต้ดินในและรถบัสโอซาก้าไม่อั้นอีกด้วย เราเรียกบัตรนี้ว่า “Kansai Thru Pass” ครับ สามารถสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์จองตั๋วออนไลน์ (รองรับบัตรต่างๆในไทย) ซึ่งเราสามารถซื้อเตรียมตัวไปก่อนแล้วไปขึ้นตั๋วที่สนามบินคันไซได้ หรือหาซื้อได้จากที่สนามบินคันไซได้เช่นกัน แต่ข้อจำกัดของมันคือ มันจะนั่งรถไฟได้บางสายเท่านั้นครับ ต้องดูแผนที่การเดินทางดีๆ (ปล. ผมไม่ได้ซื้อบัตรนี้ เพราะว่ากำหนดการเที่ยวของผมไม่แน่นอน แนะนำให้ศึกษาเส้นทาง วันเวลา ที่อยากไปเที่ยวให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อครับ)

    ราคาบัตร Kansai Thru Pass ตั๋วประเภท 3 วัน : ¥5,200 (ผู้ใหญ่) ¥2,600 (เด็ก 6-12 ปี)
    ตั๋วประเภท 2 วัน : ¥4,000 (ผู้ใหญ่) ¥2,000 (เด็ก 6-12 ปี)

  • แนะนำว่าหากมีอินเทอร์เน็ตอยู่กับตัว ให้ bookmark เว็บนี้ไว้ได้เลยครับ http://www.hyperdia.com/en เป็นเว็บไซต์ที่เอาไว้ตรวจสอบสายรถไฟต่างๆทั่วญี่ปุ่น บอกราคา บอกเวลาเดินทางชัดเจน ทำให้เราไม่พลาดทุกขบวนครับ

พอจะทราบการเดินทางของทริปของผมโดยคร่าวๆแล้ว เรามาเดินทางไปด้วยกันนะครับ ^^

Day 1 : โอซาก้า (Osaka)

ผมถึงโอซาก้าประมาณบ่ายสามโมงครับ ระยะเวลาในการบินจากสนามบินอินชอน เกาหลีใต้ ถึงสนามบินนานาชาติคันไซ-โอซาก้า (Kansai-Osaka) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ครับ เนื่องจากสายการบิน Peach เป็นสายการบิน Low-cost เครื่องบินจึงไป landing อีกอาคาร ซึ่งจะต้องนั่งรถชัตเติลบัสจากอาคาร Terminal 2 มา Terminal 1 เพื่อนั่งรถไฟไปยังตัวเมือง, Peach เป็นสายการบินเดียวที่ landing อาคาร Terminal 2 ครับ

และหากใครสนใจที่จะมาต่อเครื่องที่เกาหลีใต้ หรือว่า มาแวะเที่ยวที่เกาหลีใต้ก่อน แล้วไปต่อที่ญี่ปุ่น ก็สามารถทำได้เช่นกัน แล้วก็ค่อนข้างสะดวกครับ เพราะใช้เวลาเดินทางไม่นานมาก

เครื่องบินสีชมพูสวยสดนี้ เป็นเอกลักษณ์ของสายการบินนี้ล่ะครับ ข้างลำเขียนไว้ด้วยว่าเป็น "Roots of Kawai" 555 เห็นแล้วน่ารักดีครับ
เครื่องบินสีชมพูพริ้งง..น่ารักสดใส เป็นเอกลักษณ์ของ สายการบินพีช (Peach) นี้ล่ะครับ ข้างลำเขียนไว้ด้วยว่าเป็น “Roots of Kawai” คาวาอิ ตั้งแต่ยังไม่ถึงญี่ปุ่นเลย !
ภายในเครื่องบิน จะเป็นแบ่งเก้าอี้สองแถวเล็กๆ ตามสไตล์สายการบินราคาประหยัดครับ แต่ชอบตรงที่ว่าวันไปไม่มีดีเลย์เลยครับ ถึงตรงเวลาอีกด้วย อ้อ สายการบินพีชนี้ไม่มีอาหารบริการครับ
ภายในเครื่องบิน จะเป็นแบ่งเก้าอี้สองแถวเล็กๆ ตามสไตล์สายการบินราคาประหยัดครับ แต่ชอบตรงที่ว่าวันไปไม่มีดีเลย์ ถึงตรงเวลา อ้อ สายการบินพีชไม่มีอาหารบริการครับ

เมื่อผ่านตรวจคนเข้าเมือง แล้วก็ให้เดินออกมานอกอาคารเพื่อนั่งชัตเติลบัสมาอีกอาคารได้เลยครับ วันนั้นใช้เวลาไปประมาณ 30 นาที ส่วนตัวไม่คิดว่าเค้าเคร่งครัดมาก อาจจะเป็นเพราะเราเป็นนักเรียนด้วย ก็มีการสนทนากับตม.นิดหน่อยครับ เพราะเค้าก็เห็นว่าเราพาสปอร์ตไทย แต่ทำไมมาจากเกาหลี (แถมอยู่เกาหลีนานซะด้วย !!) แอบกังวลเหมือนกัน ยิ่งเค้าไม่ค่อยถูกกับเกาหลีใต้ซักเท่าไร แต่ไม่เป็นอย่างทีวิตกกังวลไป ลุงที่ตรวจพาสปอร์ตกับอุทานกับผมว่า โอ้วว You มา Study at Korea but travel in Japan อะไรทำนองนั้นครับ ^^

รถชัตเติลบัส จากอาคาร Terminal 2 ไปยังอาคาร Terminal 1 ครับ (อย่างที่เกริ่นไป หากเป็นสายการบินอื่นที่ไม่ใช่ Peach เครื่องบินจะไปลงที่ Terminal 1 ครับ)
รถชัตเติลบัส จากอาคาร Terminal 2 ไปยังอาคาร Terminal 1 ครับ (เฉพาะสายการบิน Peach ที่ต้องต่อรถครับ หากเดินทางมาจากไทย เครื่องจะไปลงที่ Terminal 1 เลยครับ)

เพื่อนนัดเจอผมที่ สถานีนัมบะ (Namba) ครับ ทันทีที่เพื่อนบอกว่าไม่สามารถมารับผมถึงที่สนามบินได้ ก็เริ่มเสียวๆแล้วครับ ว่าจะต้องเดินทางไปเองอย่างไร แต่พอมาดูการเดินทางก็ไม่ยากเท่าที่ควรครับ เพื่อนบอกให้ผมนั่งรถไฟสายนันไค (Nankai) จากสนามบินไปสุดสาย ผมก็ไปหาที่ขึ้นตั๋วครับ สถานที่ซื้อตั๋วในสนามบินคันไซ อยู่ระหว่างอาคาร Terminal 1 และอาคาร Aero Plaza (โรงแรม) ครับ ท่านผู้อ่านที่เดินทางจากประเทศไทย เมื่อผ่านตม.แล้ว ออกมาจะมาโผล่ที่ชั้น 1F ของอาคาร Terminal 1 ให้ขึ้นมาที่ชั้น 2F ออกมาจะพบทางเชื่อมไปจุดจำหน่ายตั๋ว และจุดขึ้นรถไฟครับ

การเดินทางจากสนามบินคันไซ มีรถไฟทั้งหมด 2 สายครับ คือ สาย Nankai : สายนี้จะเข้าตัวเมือง Osaka สุดสายที่ สถานี Namba ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยว และ สาย JR : สำหรับผู้ที่จะไปจังหวัดอื่นๆ หรือย่านอื่นๆ เช่น เกียวโต

โดยผมนั่งรถไฟสายนันไค (Nankai) จากสถานี Kansai Airport ไปลงที่สถานี Namba (สุดสาย) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที (ตั๋วราคาปกติ ¥920 ครับ แต่ลองเช็คดูก่อนครับว่าบนเครื่อง เค้ามีจำหน่ายบัตรโดยสารต่างๆหรือเปล่า เพราะบางทีอาจมีส่วนลดครับ ซึ่งผมซื้อมาจากบนเครื่องเลย ในราคา ¥820)

บริเวณจุดขายบัตรรถไฟของสาย Nankai และ JR Line ครับ จะไปลงที่สถานีไหน สายอะไรก็ต้องตรวจสอบให้ถูกเรียบร้อยก่อน แล้วก็มาขึ้นรถไฟที่ฝั่งตรงกันข้ามครับ
บริเวณจุดขายบัตรรถไฟของสาย Nankai และ JR Line ครับ จะไปลงที่สถานีไหน สายอะไรก็ต้องตรวจสอบให้ถูกเรียบร้อยก่อน แล้วก็มาขึ้นรถไฟที่ฝั่งตรงกันข้ามครับ หากท่านที่จะ ไปลงที่นัมบะ (Namba) เหมือนผมก็ไปที่ ชานชาลา 2 ได้เลย

และแล้วก็เดินทางมาถึงที่ สถานีนัมบะ (Namba) อย่างปลอดภัย ตรงเวลาครับ พอถึงที่สถานีนัมบะ Namba แล้ว เราก็พร้อมเที่ยวได้ทันทีเลย  ตรงนั้นก็จะเป็นถนนยาวๆ ตลอดทางมีร้านค้า ร้านเกมตู้ ร้านอาหารต่างๆมากมาย

นี่คงถือว่าเป็นภาพแรกของโอซาก้าที่ผมได้เห็นครับ หลังเดินออกมาจากสถานี Namba
นี่คงถือว่าเป็นภาพแรกของโอซาก้าที่ผมได้เห็นครับ ทันทีที่เดินออกมาจากสถานีนัมบะ (Namba)
และเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันแห่งแมวของญี่ปุ่น (22 กุมภาพันธ์) เนื่องจากว่า เสียงร้องของแมวญี่ปุ่น (เนี้ย เนี้ย) ไปพ้องกับคำว่า นิ ที่แปลว่า 2 จึงเป็นที่มาของวันแมวเหมียวญี่ปุ่นด้วย
และเนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันแห่งแมวของญี่ปุ่น (22 กุมภาพันธ์) เสียงร้องของแมวญี่ปุ่น (เนี้ย เนี้ย) ไปพ้องกับคำว่า นิ ที่แปลว่า 2 จึงเป็นที่มาของวันแมวเหมียวญี่ปุ่นด้วย

เพื่อนผมถามผมว่า “มาถึงญี่ปุ่นแล้ว ไหน อยากกินอะไรมากที่สุด?” ผมตอบไปแบบไม่ลังเลเลยว่า “ทาโกะยากิ (Takoyaki)” ที่ผมทราบมาว่ามันเป็นของขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของโอซาก้านี้ครับ หมดค่าเสียหายไป 10 ลูก ¥600 สัมผัสแรกก็ต้องขอบอกว่าร้อน… กรอบนุ่ม เนื้อปลาหมึกใหญ่เต็มคำจริงๆ (โออิชิเดสสสสส สุโก้ยยยยย ….)~

ร้านนี้ที่เพื่อนแนะนำมากินครับ สามารถเข้าไปนั่งทานในร้านได้
ร้านนี้ที่เพื่อนแนะนำมากินครับ สามารถเข้าไปนั่งทานในร้านได้ ร้านจะอยู่ตรงสะพานโดทงโบริ (Dotonburi) พอเจอร้านปูยักษ์ก็ให้เดินตรงเข้าไปในซอยนั้นตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นร้านนี้ครับ
หน้าตาของเจ้าทาโกะยากิครับ
หน้าตาของเจ้าทาโกะยากิครับ พร้อมกับกระดาษแนบมา เป็นเรื่องเล่าของปลาหมึกก่อนจะถูกนำมาเป็นขนมทาโกะยากินี้ครับ.. ซื้อขนม อาหารอะไรในญี่ปุ่น ไม่น้อยเลยที่เค้าจะมีกระดาษเป็นสตอรี่มาให้เราอ่านด้วย

เดินจากนัมบะ (Namba) ทะลุไปเรื่อยๆ ข้ามถนนมา ก็จะมาเจอส่วนนี้ที่เรียกว่า โดทงโบริ (Dotonburi) ครับ บริเวณสะพานตรงนี้ก็จะเป็นแหล่งที่ตั้งของสถานที่แลนด์มาร์คของโอซาก้าอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตกับป้ายกลิโกะนั่นเอง มาถึงโอซาก้าแล้วก็อย่าลืมมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อยครับ

ถ่ายคู่กับป้ายกูลิโกะเป็นที่ระลึกครับ
ถ่ายคู่กับป้ายกลิโกะ (Glico man) ป้ายนี้เป็นป้ายเวอร์ชันก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้เป็นหลอด LED ครับ

เดินข้ามถนนมา ตรงนี้ก็จะเป็นฝั่งของ ชินไซบาชิ (Shin Saibashi) ครับ โซนตรงนี้เป็นโซนที่เต็มไปด้วยร้านค้า สินค้าแบรนด์ต่างๆ ดิสนีย์ช็อป , ร้านเครื่องสำอาง, ร้านขายรองเท้า เสื้อผ้าแบรนด์ ตรงไปเกือบสุดทางก็จะเป็นทางเชื่อมเข้าไปในห้างไดมารุครับ เดินมาสุดทาง แล้วซ้ายออกมาก็จะเป็นส่วนที่เรียกว่า อเมริกามูระ  (Americamura) เป็นย่านแฟชั่น เต็มไปด้วยร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าแนวๆ และแถวนี้ยังเป็นที่ตั้งของร้านไอศกรีมวานิลลากับขนมปังร้อนๆ อร่อยๆด้วย ลองมาหาทานกันได้ครับ

ขนมปังอุ่นๆ พร้อมกับไอศกรีมวานิลลาเย็นๆ หอมหวาน อร่อยลงตัว
ขนมปังอุ่นๆ พร้อมกับไอศกรีมวานิลลาเย็นๆ หอมหวาน อร่อยลงตัว ชิ้นละ ¥350

ก่อนที่ผมจะย้อนกลับมา ขากลับผมมาอีกเส้นทางหนึ่ง ตรงนี้เค้าเรียกว่า เซ็นนิชิมาเอะ (Sennichimae) ครับ กลับเพื่อมากินเครป เพื่อนบอกว่าร้านนี้อร่อยมาก เพราะเป็นเครปฝรั่งเศส? ผมถามเพื่อนไปว่า “นี่เรามาญี่ปุ่นจะขอกินเครปญี่ปุ่นไม่ได้เหรอ?!” เค้าบอกว่า “ร้านอื่นไม่รู้นะ แต่ร้านนี้อร่อยสุดแล้ว” จึงหมดไปกับเครปชาเขียวนี้ ¥450 ครับ

ร้านชื่อ Creperia Alcyon (クレープリー・アルション) ครับ
ร้านชื่อ Creperia Alcyon (クレープリー・アルション)

เปิดตัวเพื่อนผมกันหน่อย… ผมสื่อสารกับเพื่อนญี่ปุ่นคนนี้ด้วย “ภาษาเกาหลี“ครับ ! ผมรู้จักกับเค้าตอนที่เรียนภาษาเกาหลี อยู่ที่มหาวิทยาลัยยอนเซ ตอนที่เค้าอยู่ที่เกาหลี ผมออกไปเที่ยวกับเค้าบ่อยๆ เป็นคนที่มีสไตล์การกินคล้ายๆกัน คือ ชอบการกินอาหารประเภทปิ้งย่าง เป็นชีวิตจิตใจ เลยสนิทกันครับ… ไม่มีอะไรมากกว่านั้น 😛

เพื่อนเป็นคนโอซาก้า ก็จะช่ำชองเรื่องเส้นทาง ร้านอร่อย อยู่หลายร้านเลยล่ะครับ แต่ติดที่ว่าบางที่คนเยอะไปหน่อย เลยต้องเลือกๆเอาครับ เดินทางไปไหนด้วยเค้าก็จะคอยช่วยเหลืออธิบายแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาเกาหลีให้ (จริงๆภาษาอังกฤษก็ได้ครับ แต่ผมฟังเค้าไม่รู้เรื่อง 555) ทำให้ชีวิตดูง่ายขึ้นไปอีกเยอะเลยครับ เสียดายที่เค้ายุ่งๆในช่วงนี้ จึงไม่สามารถชวนให้มาเที่ยวได้ทุกวัน

เครปชาเขียวนี้รสชาติ หอม หวานได้กลิ่นชาเขียว อร่อยมากครับ แป้งก็จะนุ่มๆ บางๆหน่อย
เครปชาเขียวนี้รสชาติ หอม หวานได้กลิ่นชาเขียว อร่อยมากครับ แป้งก็จะนุ่มๆ บางหน่อยๆ

ระหว่างทางมีศาลเจ้าเล็กๆอยู่ตรงนี้ด้วย ^^ (ทราบภายหลังตรงนี้เค้าเรียกว่า ศาลเจ้าโฮเซ็นจิ Hozen-ji Temple ครับ เผื่อจะมาตามหาพิกัดใน Google กันได้ ส่วนร้านเครปนั้นก็อยู่ใกล้ๆกันครับ)

วัด Hozen-ji
ศาลเจ้าโฮเซ็นจิ (Hozen-ji)

ก่อนที่จะเดินหาร้านทานมื้อดึก เพื่อนก็แนะนำร้านนึงที่มาทานบ่อย เป็นร้านขายแฮมเบิร์กครับ ตอนนั้นบอกตรงๆว่าอิ่มมากแล้ว แต่ก็จัดแฮมเบิร์กแบบธรรมดา เสิร์ฟพร้อมกับข้าว หมดไป ¥648 ครับ

osaka-hamburg-place

Regular Hamburg
Regular Hamburg ในร้านที่บรรยากาศน่านั่งมาก

ออกมาเดินเล่น และนี่คือบรรยากาศของโอซาก้ายามค่ำคืนครับ

osaka

shinsaibashi

ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับไปที่พัก ในวันแรกก็ได้เพื่อนเป็นคนแนะนำวิธีการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินให้ครับ ที่พักก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากย่านเที่ยวนี้เลย โดยสามารถเดินทางจากสถานีนัมบะ (Namba) ไปยังสถานีโดบุทสึเอ็นมาเอะ (Dobutsuen-mae) ซึ่งห่างกันเพียงแค่ 2 สถานี ค่าเดินทางก็ ¥200 ครับ การซื้อตั๋วรถไฟก็ไม่ยาก เพียงแค่เช็คว่าจะไปลงสถานีไหน ใช้เงินเท่าไร ก็หยอดตู้ไปเลยครับ หลังจากนั้นจะมีหน้าปัดแสดงตัวเลขราคาออกมา ต้องการเท่าไรก็จิ้มกดไป ก็จะได้ตั๋วออกมาแบบนี้ครับ

หยอดไปก่อนแล้วหน้าปัดก็จะแสดงราคาออกมา
หยอดไปก่อนแล้วหน้าปัดก็จะแสดงราคาออกมา
ได้ตั๋วมาแล้ววว อย่าลืมเช็คกันด้วยนะครับว่านั่งถูกฝั่งกันหรือเปล่าเอ่ย !!
ได้ตั๋วมาแล้ววว อย่าลืมเช็คกันด้วยนะครับว่านั่งถูกฝั่งกันหรือเปล่าเอ่ย !!
ขบวนรถไฟสาย Midosuji สถานี Namba ครับ นั่งกลับไปที่พักด้วยสายนี้ครับ
ขบวนรถไฟสาย Midosuji สถานี Namba ครับ นั่งกลับไปที่พักด้วยสายนี้ครับ

มาถึงที่พักที่ โรงแรมไดมอนด์ (Diamond Hotel) ก็ได้เพื่อนที่ช่วยพูดคุยติดต่อรายละเอียดทั้งหมดใหัครับ พอไปถึงที่ที่พักก็พบว่า เป็นอาคารที่ค่อนข้างเก่าพอสมควร ห้องเดี่ยว Single room ก็ค่อนข้างเล็ก ห้องอาบน้ำอยู่ที่ชั้น 1 ซึ่งเป็นห้องอาบน้ำรวม และมีเวลาแยกอาบน้ำสำหรับผู้ชาย-หญิงครับ โรงแรมใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ใกล้กับร้านสะดวกซื้อ Familymart (เผื่อกลางคืนหิวจัดก็เดินไปได้สะดวก)

diamond-hotel

โรงแรมชื่อ Diamond Hotel ครับ ข้อดีของโรงแรมนี้คือ ติดกับสถานีรถไฟ 2 สายหลักๆเลย ทำให้การเดินทางสะดวกมากๆ และยังไม่ต้องไปนอนรวมกับใครด้วย แต่ห้องก็เล็กเพียงพอสำหรับการนอนเท่าที่เห็นนี่ล่ะครับ
ห้องที่ขนาดใหญ่กว่าประตูเล็กน้อยนี้ เป็นห้องที่ราคาต่ำสุดแล้วครับ มีห้องประเภทอื่นๆอีก แต่เดินทางเที่ยวคนเดียว ห้องพักเป็นเรื่องเล็กสำหรับผมมากครับ

ผมจึงแนะนำที่พักนี้ สำหรับคนที่ ต้องการประหยัดจริงๆครับ สำหรับผู้หญิง ผมไม่แนะนำที่นี่เท่าไร เนื่องจากอาจจะไม่สะดวกหลายๆอย่างครับ หากจะพัก แนะนำให้มาฤดูอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนาวหรือร้อน เพราะห้องแบบถูกที่สุดนี้ไม่มีอุปกรณ์ทำความเย็นหรือร้อนให้ครับ เค้ามีแต่เจ้าเครื่องเล็กๆเสียบปลั๊กนี่ ให้ความร้อน เอาไปนอนกอดแทนซึ่งบอกตรงๆว่า มันหนาวอยู่ดีครับ ! แต่เพราะมันใกล้สถานีรถไฟมากๆ (ถึง 2 สายด้วยกัน) จึงถือว่าสะดวกครับ ผมเดินไปอีกหน่อยแถวๆนี้ก็พบว่า มีห้องพักให้เช่าอยู่ค่อนข้างหลายที่ ราคาก็อาจจะแพงขึ้นมาหน่อยสำหรับห้องเดี่ยว แนะนำให้หาข้อมูลดีๆครับ

นี่เป็นฮีตเตอร์พกพาที่เพื่อนให้มาครับ เพราะรู้ว่าห้องไม่มีฮีตเตอร์ให้ (ตามราคา) วิธีการใช้ก็คือเสียบปลั๊ก ปรับระดับความอุ่น ก็แก้ขัดห้องที่อากาศหนาวๆได้ครับ
นี่เป็นฮีตเตอร์พกพาที่เพื่อนให้มาครับ เพราะรู้ว่าห้องไม่มีฮีตเตอร์ให้ (ตามราคา) วิธีการใช้ก็คือเสียบปลั๊ก ปรับระดับความอุ่น ก็แก้ขัดห้องที่อากาศหนาวๆได้ครับ

ได้เวลาพักผ่อนแล้ว….และพบกันใหม่วันพรุ่งนี้ครับ…

Day 2 : ตะลุยปราสาทโอซาก้า (Osakajo)

วันที่สอง ผมเริ่มเตรียมตัวหาข้อมูล พร้อมจะเดินทางคนเดียวแล้วครับ (เพื่อนญี่ปุ่นคนนั้นติดสอบ) จึงขอเริ่มจากอะไรง่ายๆ ช่วงแรกๆ ขอเที่ยวรอบๆ ในเมืองโอซาก้าก่อน วันนี้จึงวางแผนที่จะไป ปราสาทโอซาก้า หรือ Osakajo ครับ การเดินทางผมก็อาศัยเช็คข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ Japan-guide ซึ่งเว็บนี้ดีตรงที่จะรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของทุกที่ทั่วญี่ปุ่นพร้อมกับวิธีการเดินทางคร่าวๆให้

ผมนั่งรถไฟจากที่พักมาลงที่สถานีอูเมดะ (Umeda) แล้วเดินต่อมายัง สถานีโอซาก้า (Osaka) (สองสถานีนี้อยู่ใกล้ๆกัน) ซึ่งพบว่าคนเยอะมากๆครับ บริเวณนี้ค่อนข้างแออัดกันเลยทีเดียว เพราะว่าที่สถานีโอซาก้านี้ เป็นเส้นทางผ่านของขบวนรถไฟหลายสาย

ผมเองก็เริ่มหิวๆแล้วครับ เลยพักเติมพลังมื้อเที่ยงด้วยการหาร้านอาหารที่อยู่ในสถานี ซึ่งในสถานีรถไฟสายใหญ่ๆที่ญี่ปุ่นนั้นมักจะมีอาคาร หรือห้างใหญ่ๆ เรียงติดกันเป็นพืดให้เดินเล่นสนุกเลยครับ

ในญี่ปุ่นจะเห็นร้านค้าใหญ่ๆแบบนี้อยู่บ่อยๆครับ จริงๆมันเป็นร้านยา (Drug store) นี่ล่ะครับ แต่ที่นี่เค้าจะขายสินค้าครอบจักรวาลเลย ไม่ใช่เพียงแค่ยา แต่ยังมีขนม เครื่องสำอาง เครื่องใช้ต่างๆ อันนี้ถ่ายจากในสถานี Osaka ครับ
ในญี่ปุ่นจะเห็นร้านค้าใหญ่ๆแบบนี้อยู่บ่อยๆครับ จริงๆมันเป็นร้านขายยา (Drug store) ครับ แต่ที่นี่เค้าจะขายสินค้าครอบจักรวาลเลย ไม่ใช่เพียงแค่ยา แต่ยังมีขนม เครื่องสำอาง เครื่องใช้ต่างๆ อันนี้ถ่ายจากในสถานีโอซาก้า Osaka ครับ

หน้าตาของเมนูที่สั่งครับ เป็นราเมงในซุปมิโสะเข้มข้นกันเลยทีเดียว กับหมูแผ่น อร่อยดีครับ มื้อนี้หมดไป ¥700

มื้อแรกที่ต้องสั่งกินเอง ด้วยวิชานิ้วจิ้มครับ สกิลเบื้องต้นของการสั่งอาหาร คือการพูดว่า ขอโทษนะครับ (สึมิมาแซง~) แล้วก็นิ้วจิ้ม แล้วพูดว่า คุดาไซ ~ ที่แปลว่า ขออันนี้หน่อย พร้อมกับยิ้มหวานๆ ส่งสายตาไปให้พนักงาน บอกให้รู้ว่า พูดได้แค่นี้ 555 แค่นี้ท่านก็จะสั่งอาหารทานในญี่ปุ่นได้แล้วครับ
มื้อแรกที่ต้องสั่งกินเอง ด้วยวิชานิ้วจิ้มครับ สกิลเบื้องต้นของการสั่งอาหาร คือการพูดว่า ขอโทษนะครับ (สึมิมาแซง~) แล้วก็นิ้วจิ้ม แล้วพูดว่า โคเระ คุดาไซ ~ ที่แปลว่า ขออันนี้หน่อย พร้อมกับยิ้มหวานๆ ส่งสายตาไปให้พนักงาน บอกให้รู้ว่า พูดได้แค่นี้ 555 ถ้าเค้าพูดอะไรกลับมาเป็นภาษาญี่ปุ่นเยอะๆ อันนี้ตัวใครตัวมันแล้วนะครับ ด้วยสกิลพื้นฐานแค่นี้ท่าน ก็สามารถสั่งอาหารทานในญี่ปุ่นได้แล้วครับ

ผมก็ยังคงคอนเซ็ปต์มั่วๆของผม ด้วยการเดินเล่นมั่วๆไปเรื่อยๆในห้างที่เชื่อมกับสถานีโอซาก้าครับ จนไปพบกับร้านที่เป็นแฟรนไชส์นึงที่ผมเคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต ร้านนี้มีชื่อว่า โตคิวแฮนด์ (Tokyu Hands) ซึ่งลักษณะร้านจะขายของจิปาถะ มีอะไรหลายอย่าง น่ารักๆดีครับ คล้ายๆกับ Loft แต่ผมให้คะแนนความหลากหลายของสินค้าเยอะกว่าหน่อย มีหลายสาขา ตามห้างใหญ่ๆ เรียกว่าตลอดการเดินทางของผมนี่ ไปไหนก็เจอจริงๆ แต่ก็แนะนำนะครับ สำหรับใครที่ชอบร้านค้าแนวนี้ มีทุกอย่างจริงๆ

มีของเล่นน่ารักๆแบบนี้อยู่เยอะเต็มไปหมดเลยครับ
มีของเล่นน่ารักๆแบบนี้อยู่เยอะเต็มไปหมดเลยครับ
โมเดลร้านขายทาโกะยากิเล็กๆน่ารักดีครับ
โมเดลร้านขายทาโกะยากิเล็กๆน่ารักดีครับ

หลังจากที่เดินตะลุยรอบห้างเสร็จ ผมก็เตรียมพร้อมที่จะเดินทางต่อแล้วครับ

การเดินทางจากสถานีโอซาก้า (Osaka station) ไปที่ปราสาทโอซาก้า นั้นจะต้องนั่ง Osaka Loop Line ซึ่งเป็นรถไฟสาย วนรอบโอซาก้าครับ ให้นั่งจาก สถานีโอซาก้า (Osaka) ไปลงที่ สถานีโอซาก้าโจ-โคเอ็น (Osakajokoen) (ค่าเดินทางจาก Osaka – Osakajokoen ¥160)

และเนื่องจากสถานีโอซาก้านั้นใหญ่มากๆ และเป็นที่รวมรถไฟของหลายขบวน หลายสาย จะไปเส้นทางไหนบางทีต้องอาศัยอ่านข้อมูลจากป้ายครับ ว่าต้องไปขึ้นที่ชานชาลาไหน แต่สำหรับ Osaka Loop Line เส้นทางที่จะไปปราสาทโอซาก้านั้นให้ขึ้นที่ ชานชาลา 2 ครับ

หน้าตาของประตูที่เป็นทางเข้าไปยังชานชาลารถไฟสายต่างๆ ของสถานีโอซาก้า (Osaka) ครับ (Central Gate) ดูวุ่นวายพอสมควรเลย แต่ใจเย็นๆ ค่อยๆดูไปนะครับ
หน้าตาของประตูที่เป็นทางเข้าไปยังชานชาลารถไฟสายต่างๆ ของสถานีโอซาก้า (Osaka) ครับ (Central Gate) ดูวุ่นวายพอสมควรเลย แต่ใจเย็นๆ ค่อยๆดูไปนะครับ
สถานีใหญ่จริงๆครับ ไม่รู้ต้องขึ้นตรงไหนก็อย่าลืมสังเกตจากป้ายไว้นะครับ
สถานีใหญ่จริงๆครับ ไม่รู้ต้องขึ้นตรงไหนก็อย่าลืมสังเกตจากป้ายไว้นะครับ

พอขึ้นไปรอรถไฟแล้ว 2 สิ่งที่อยากให้สังเกตก็คือ ป้ายไฟที่บอกว่ารถไฟขบวนไหนจะมากี่โมง และไปที่ไหน กับ ประเภทและชื่อของขบวนรถไฟ ซึ่งจะเป็นป้ายติดอยู่ที่ตรงตัวขบวนครับ ให้สังเกตเพื่อให้มั่นใจว่านั่งถูกขบวนและไม่นั่งขบวนที่เป็นแบบ rapid หรือแบบด่วนพิเศษ (ซึ่งต้องเสียเงินแพง)

มั่นใจว่าเป็น Osaka Loop Line แล้วก็ขึ้นได้เลยครับ เตรียมไปลุยต่อกันที่ปราสาทโอซาก้ากัน !!
ดูจากป้ายที่อยู่ตรงขบวน มั่นใจว่าเป็น Osaka Loop Line แล้วก็ขึ้นได้เลยครับ เตรียมไปลุยต่อกันที่ปราสาทโอซาก้ากัน !!

เมื่อถึงสถานีโอซาก้าโจ-โคเอ็น (Osakajokoen) แล้วก็ให้เดินออกจากสถานี แล้วตรงมาเรื่อยๆตามป้ายมาได้เลยครับ ผ่านสวนสาธารณะ ก็จะพบทางเข้า มองไกลๆ ก็จะเห็นความสวยงาม และยิ่งใหญ่ของปราสาทโอซาก้าที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของโอซาก้าเลยก็ว่าได้ครับ

วันนี้มีคอนเสิร์ตของวง J Soul Brothers พอดีเลยครับ คนก็เลยคึกคักเป็นพิเศษ
วันนี้มีคอนเสิร์ตของวง J Soul Brothers พอดีเลยครับ คนก็เลยคึกคักเป็นพิเศษ

นอกจากนี้บริเวณรอบๆปราสาทก็ยังเป็นสวนสาธารณะให้คนมาออกกำลังกายด้วย

ค่าเข้าชมปราสาทโอซาก้า นั้นอยู่ที่ ¥600 ครับ ภายในก็จะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ และชั้นสุดท้าย ชั้น 7 ก็จะเป็นชั้นที่ให้ได้ชมทิวทัศน์รอบๆปราสาท ที่นี่เปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็นครับ (ตั๋วเข้าชมปิดขายตั้งแต่ 4 โมงครึ่ง)

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)
ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)
ปราสาทโอซาก้าที่ใหญ่ อลังการ สวยงามมากจริงๆครับ

(ความคิดเห็นส่วนตัวผมว่า จริงๆแล้วถ่ายรูปแค่บริเวณรอบปราสาทก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียเงินเข้าไปข้างใน ถ้าไม่ห่วงถ่ายรูปข้างบนอาคารจริงๆ อีกอย่างรูปที่ถ่ายได้จากข้างบนไม่ค่อยสวยเท่าไรครับ)

บรรยากาศจากชั้น 7 ของปราสาทโอซาก้าครับ
บรรยากาศจากชั้น 7 ของปราสาทโอซาก้าครับ

ก่อนกลับไปเที่ยวต่อแถวๆนัมบะ (Namba) ผมก็ไปแวะร้านข้าวหน้าเนื้อโยชิโนยะ “Yoshinoya” ที่สถานีรถไฟทามัตสึคูริ (Tamatsukuri) ก่อนที่จะเปลี่ยนสายซึ่งร้านนี้เป็นเฟรนไชส์ครับ มีเห็นอยู่ทั่วญี่ปุ่นเลย ไม่ว่าจะตามในเมืองใหญ่ๆ หรือแม้แต่กระทั่งในห้าง สถานีรถไฟ ก็มีให้แวะทานในราคาที่ถูกมากๆ และมีขนาดของจานให้เลือกหลากหลาย เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่กินจุเท่าไร หรือทานในเวลาเร่งรีบ ก็สามารถไปนั่งสั่ง จากการจิ้มที่เมนูได้เลย สบายๆครับ

หน้าตาของร้าน Yoshinoya
หน้าตาของร้านโยชิโนยะ Yoshinoya
ข้าวหน้าเนื้อ (Gyudon) ร้านโยชิโนยะ สาขาสถานี Tamatsukuri ระหว่างทางไป Namba ครับ ราคาถูกมากๆ สำหรับไซส์ปกติ อยู่ที่ ¥280

ก่อนที่ผมตัดสินใจ ย้อนกลับไปเที่ยวแถว Namba หลังจากที่เมื่อวาน มีโอกาสได้ไปเดินสำรวจคร่าวๆรอบนึง วันนี้จึงอยากจะขอไปเดินช้าๆ สำรวจหน่อยว่ามีอะไรบ้าง

เดินย้อนกลับมาฝั่งสะพานโดทงโบริ (Dodonburi) เดินเข้ามาซอยร้านปูใหญ่ จะมีร้านซูชิหมุนครับ วันนั้นอยากลองทานซูชิหมุน ซึ่งผมได้ยินมาว่าที่โอซาก้าเป็นที่แรกๆ ที่เริ่มทำซูชิสายพาน จึงลองเข้าไปทานซะหน่อย หน้าร้านจะเป็นป้ายรูปมือปั้นซูชิใหญ่ๆแบบนี้ครับ ร้านนี้มีชื่อว่า Genroku Sushi โดยมีให้สั่งเป็นเซ็ต จะมีเมนูวางไว้อยู่หน้าร้านให้ลองไปดูก่อน หรือจะเข้าไปนั่งเลือกกินบนสายพานหมุนๆก็ได้ ถาดละ ¥120 ครับ (เพื่อนญี่ปุ่นบอกว่าแพง ถ้าจะกินร้านถูกๆจะประมาณ ¥100 แต่ถ้าเป็นระดับดีๆหน่อย เซ็ตนึงจะเกิน ¥1,000 ครับ) รสชาติผมว่าอร่อยสมราคาครับ มีซูชิหลายๆหน้าที่ผมอยากทานแบบออริจินอลที่ญี่ปุ่น เมื่อเราไปนั่งที่โต๊ะก็จะก๊อกเติมชาเขียวได้เรื่อยๆครับ สำหรับคนต่างชาติอย่างเราๆไม่คล่องแคล่วเรื่องภาษา ก็สามารถไปทานได้เองง่ายๆ หยิบไปเท่าไรก็จ่ายเท่านั้นครับ เมื่อทานเสร็จแล้วกดปุ่ม ก็จะมีคนมานับจานและพาไปคิดเงินครับ

หน้าตาของร้านซูชิหมุนครับ
หน้าตาของร้าน Genroku Sushi ซูชิสายพาน

sushi-mixed

บรรยากาศภายในร้าน
บรรยากาศภายในร้าน

ร้านซูชิก็ทำผมอิ่มแบบพอประมาณไปได้ 7 จานครับ ก็ต้องยอมรับในความสด ของการไปกินถึงแหล่งจริงๆ ผมรู้สึกว่าปลานั้นก็รสชาติดี สด อร่อยครับ

ก่อนที่จะสิ้นสุดการเดินทางของผมกับทริปในเมืองโอซาก้านี้ในวันนี้ครับ

สรุปการเดินทางทั้งหมดที่ผ่านมาทั้งสองวันนี้…

ตอนแรกผมเองก็กลัวหลง กลัวเดินทางเองไม่ได้ครับ อาจจะเป็นเพราะว่าวันแรกๆมันตื่นเต้นด้วย และยิ่งได้เพื่อนมาช่วยอำนวยความสะดวกให้ในวันแรกนี้ มันสุดแสนจะวิเศษจริงๆ พอเที่ยวเองก็ได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่ ผนวกกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ ผมก็ถือว่าใช้มันได้คุ้มค่ามากๆครับ อย่างเช่น Google Maps จะใช้ค่อนข้างบ่อย 555 เพื่อให้มั่นใจว่าไม่หลงทิศ ไปถูกทาง หาสถานีรถไฟใกล้ๆได้ และเช่นเดียวกัน ผมเองก็ต้องพึ่งพาเว็บเช็คเวลารถไฟที่ผมบอกไปข้างต้น เพื่อให้มันคำนวณค่าใช้จ่ายให้ ปกติแล้วถ้าเราไม่ใช่เว็บเช็ค ก็อาจจะต้องไปยืนจ้องสายรถไฟอยู่ที่สถานี ซึ่งมันเยอะมากและเป็นภาษาญี่ปุ่นครับ ภาษาอังกฤษก็จะมีตารางราคาเทียบให้ข้างๆตู้จำหน่ายบัตรรถไฟ ซึ่งผมก็แปลกใจว่า ทำไมไม่ออกแบบให้ตู้สามารถเลือกเส้นทางพร้อมแสดงราคาและชำระเงินได้เลย (เหมือนที่มันควรจะเป็น) แต่เอาเป็นว่า สองวันแรกสนุกมากครับ ผมจะเพิ่มลำดับความยาก การเดินทางในวันต่อๆไป ผมจัดลำดับโดยการดูความซับซ้อนจากน้อยไปมาก อันไหนที่เดินทางยากๆ ผมให้ไว้วันท้ายๆ เพื่อให้ผมคุ้นเคยและชินกับเส้นทางก่อน และนี่ก็เป็นเรื่องเล่า 2 วันแรกจากที่โอซาก้าครับ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะ
คร้าบบบ…

To be continued…!

— สารบัญทริปลุยเดี่ยวเที่ยวญี่ปุ่น —

แคมปัสทัวร์ – มหาวิทยาลัยยอนเซ (อัพเดต 2016)

อีกเพียงไม่กี่วันก็จะครบรอบ 2 ปี ของการศึกษาต่อในเกาหลีของผมแล้วครับ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และมีเรื่องราวต่างๆมากมาย ที่ผมอยากจะบันทึกไว้ โดยเฉพาะในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปีของการเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมหาวิทยาลัยของผมนั้น ถือเป็นจุดเชือมต่อความฝันของผม หลังจากที่ผมได้ทำตามความฝันมาโดยตลอดในช่วงมัธยมที่ผ่านมา ด้วยการทำในสิ่งที่รักและชอบ จากการหาประสบการณ์จากการแข่งขัน และผมก็ได้บันทึกมันบางส่วนไว้ในบล็อกของผมนี้ ผมเองค่อนข้างลังเล ที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตมหาวิทยาลัยในช่วงแรกๆ เพราะผมคิดว่า ยังมีอะไรอีก
หลายๆอย่างที่เรายังขาดตกบกพร่อง  แต่วันนี้คิดว่าระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ ที่ได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี้น่าจะเพียงพอ ที่จะนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านทุกคน ได้รู้จักกับมหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่แห่งนี้ครับ

Thai student in Yonsei University

และขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่มหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University) ครับ

มหาวิทยาลัยนี้เป็น 1 ใน 3 มหาวิทยาลัยที่เด็กม.ปลายเกาหลีทุกคนใฝ่ฝันครับ เพราะเป็นมหาลัยในกลุ่ม TOP 3 ที่เค้าเรียกกันว่า SKY (S มาจาก Seoul National University, K มาจาก Korea University และ Y มาจาก Yonsei University) และเนื่องจากเป็นมหาลัยเอกชนค่าเทอมจึงค่อนข้างสูง (เป็นอันดับต้นๆกันเลยทีเดียว) เค้าจึงว่ากันว่า คนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแห่งนี้นอกจากต้องเก่งแล้ว ที่บ้านต้องค่อนข้างฐานะดีด้วย (ยกเว้นผมไปคนนึงนะ)

มหาวิทยาลัยนี้มีด้วยกัน 3 แคมปัส
1.ชินชนแคมปัส (Shinchon Campus) เป็นแคมปัสหลัก ตั้งอยู่ในโซล หลายๆคณะจะทำการเรียนการสอนที่นี่
เป็นแคมปัสแรกสุดเลย ตั้งอยู่ใกล้กับมหาลัยสตรีอิฮวา (Ewha Womans University)
2. ซงโดแคมปัส (Songdo Campus/International Campus) เป็นแคมปัสใหม่ อยู่ในเมืองซงโด, อินชอน (เมืองที่เป็นที่ตั้งของสนามบินอินชอนและบ้านแฝดสาม) แคมปัสนี้เดิมเปิดสอนสำหรับภาคอินเตอร์ รวมไปถึงบางคณะที่เรียนที่นี่ในช่วงปีแรกๆ เช่น แพทย์ศาสตร์, ทันตแพทย์ แต่เนื่องจากนโยบายใหม่ของมหาวิทยาลัยที่ให้เด็กปีหนึ่งไปใช้ชีวิตร่วมกันเป็นระยะเวลา 1 ปี (แต่ปีผมแค่ 1 เทอมครับ) ให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน (ให้นึกถึงบ้านบิ๊กบราเธอส์) ซึ่งโปรแกรมนี้เค้าเรียกว่า Residential College มหาวิทยาลัยก็เลยได้ปรับปรุงและสร้างหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มเติม ซึ่งเริ่มใช้ระบบนี้กับนักเรียนที่เข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไป โดยรายละเอียดของแคมปัส และกิจกรรม Residential College (RC) สามารถเข้าไปติดตามได้ในบล็อก ตอนนี้ ครับ และสุดท้าย
3.วอนจูแคมปัส (Wonju Campus) ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดวอนจู แคมปัสนี้ส่วนตัวยังไม่เคยไปครับ มีบางคณะที่มีการเปิดการเรียนการสอนที่นั่น

Yonsei University Shinchon Campus , International Campus/Songdo campus, Wonju campus ตามลำดับครับ
Yonsei University Shinchon Campus , International Campus/Songdo campus, Wonju campus ตามลำดับครับ

มหาวิทยาลัยนี้ ถ้าให้ผมพูดคำจำกัดความสั้นๆแล้ว ผมขอบอกว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ “เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น” จริงๆครับ มหาวิทยาลัยนี้มีกิจกรรมค่อนข้างเยอะ และหลากหลาย เช่น กิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง AKARAKA, กีฬาประเพณีของมหาวิทยาลัยอย่างยอนโคจอน (Yon-Ko Jeon) นี่ยังไม่รวมกิจกรรมสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติ เช่น การแข่งขันร้องเพลง K-POP, Global Day ที่จัดนิทรรศการของแต่ละประเทศ, โปรแกรมทัศนศึกษา ฯลฯ โดยรวมแล้วถือว่ากิจกรรมค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ

(ซ้าย) เป็นกิจกรรมชื่อว่า AKARAKA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมหาวิทยาลัย จัดขึ้นประมาณกลางเดือน พฤษภาคมครับ ก็จะมีกิจกรรมในมหาลัย และเชิญดารา นักร้องดังๆ อย่างปีที่แล้วเป็น SNSD ครับ ส่วนภาพขวา เป็นกิจกรรมที่มีชื่อว่า ยอนโคจอน ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาประเพณีระหว่าง ม.ยอนเซ และ ม.โคเรีย ครับ จัดขึ้นทุกๆ เดือน กันยายน ณ สนามกีฬาชัมชิลครับ
(ซ้าย) เป็นกิจกรรมชื่อว่า AKARAKA (อะคะระกะ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมหาวิทยาลัย จัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมครับ ก็จะมีกิจกรรมในมหาลัย ที่ออกบูธโดยคณะต่างๆ และเชิญดารา-นักร้องดังๆ อย่างปีที่แล้วเป็น SNSD  (ขวา) เป็นกิจกรรมที่มีชื่อว่า ยอนโคจอน (연고전 : Yon-Ko Jeon) ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาประเพณีระหว่าง ม.ยอนเซ และ ม.โคเรีย ครับ จัดขึ้นทุกๆ เดือน กันยายน ที่สนามกีฬาชัมชิลครับ

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ขอเริ่มจากสถาปัตยกรรมอาคารก่อนนะครับ อาคารที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย
คืออาคารที่พันไปด้วยเถาไม้นี้ ที่เป็นเอกลักษณ์ จะมีเด่นๆอยู่ด้วยกันสองอาคาร คือ อาคารอันเดอร์วูด (Underwood Hall) และ อาคารยอนฮี (Yonhui) ใครที่เค้ามาในแคมปัสแล้ว เดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นอาคารนี้ และรูปปั้น Underwood ผู้ที่ก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิคยอนฮี ก่อนที่จะสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยยอนเซในที่สุดครับ

(ซ้าย) หน้าอาคาร Underwood (ขวา) อาคารยอนฮี (ล่าง) หน้าอาคาร Underwood
(ซ้าย) หน้าอาคาร Underwood (ขวา) อาคาร Yonhui (ล่าง) หน้าอาคาร Underwood

ถัดมาก็เป็นห้องสมุดที่อยากจะนำเสนอครับ ห้องสมุดนี้มีด้วยกันสองอาคาร คือ อาคารหลัก (Central Library)
และอีกอาคารที่ได้รับการสนับสนุนจาก Samsung สร้างอีกอาคารเชื่อมต่อ เป็น Yonsei-Samsung Library
ภายในห้องสมุด นอกจากจะเป็นที่ค้นหาข้อมูลชั้นเยี่ยมของนักเรียนแล้ว ยังเป็นสถานที่สำหรับทำงาน ผ่อนคลาย
มีคอมพิวเตอร์ไว้บริการมากมาย เครื่องสแกน เครื่องพิมพ์ ร้านค้า ร้านกาแฟ ก็รวมไว้ที่นี่ครับ และนอกจากนี้ยังมีห้อง
ไว้สำหรับอ่านหนังสือ ทำการบ้านโดยเฉพาะหลายชั้น รวมไปถึงเด็ดสุดๆก็คือ “ห้องอ่านหนังสือ 24 ชม.” ที่เปิด
ทั้งวันทั้งคืน ไม่มีวันหยุดครับ !

หน้าตึกห้องสมุดก่อนที่ช่วงนี้เค้ากำลังปรับปรุงบรรยากาศโดยรอบครับ ข้างในก็จะมีอาคารสองอาคารเชื่อมกัน อาคาร Central Library มีทั้งหมด 6 ชั้น และอาคาร Samsung Library มีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นบนเป็นคอฟฟีช็อปและยังสามารถไปนั่งดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ มองมหาวิทยาลัยและเขตชินชนจากบนดาดฟ้าได้อีกด้วย
หน้าตึกห้องสมุด ก่อนที่ช่วงนี้เค้ากำลังปรับปรุงบรรยากาศโดยรอบครับ ข้างในก็จะมีอาคารสองอาคารเชื่อมกัน อาคาร Central Library มีทั้งหมด 6 ชั้น และอาคาร Samsung Library มีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นบนเป็นคอฟฟีช็อปและยังสามารถไปนั่งดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ มองมหาวิทยาลัยและเขตชินชนจากบนดาดฟ้าได้อีกด้วย

อาหารการกิน

ในมหาวิทยาลัยก็จะมีโรงอาหารอยู่ค่อนข้างหลายที่ครับ ที่ที่นักเรียนมักจะมาทานกันบ่อยๆ ก็จะเป็นที่ศูนย์นักเรียน เขาเรียกกัน 학관 (ฮัก-กวาน) ซึ่งในฮักกวานนี้ก็มีที่ทานข้าวด้วยกันถึง 3 แห่ง กระจายความแออัดกันไป

หน้าตาศูนย์อาหารในตึก 학생회관/학관 (Student council) ครับ เมนูอาหารก็หลากหลาย ตั้งแต่อาหารเกาหลี ไปจนถึงสปาเกตตี้ สเต๊ก พิซซ่า ราคาอยู่ที่ประมาณ 3000~6000 วอนครับ
หน้าตาศูนย์อาหารในตึก 학생회관/학관 (Student council) ครับ เมนูอาหารก็หลากหลาย ตั้งแต่อาหารเกาหลี ไปจนถึงสปาเกตตี้ สเต๊ก พิซซ่า ราคาอยู่ที่ประมาณ 3000~6000 วอนครับ

นอกจากอาหารการกินที่สามารถหาได้จากอาคารศูนย์นักเรียนแล้ว ชั้นใต้ดินจะเป็นที่ตั้งของธนาคาร Woori และไปรษณีย์ครับ

การนับรุ่น : ก้าวเข้าสู่การเป็นเฟรชชี่เกาหลี

หลังจากที่ผมเริ่มมาศึกษาต่อที่เกาหลีในปี 2555 (2012) ผมก็ได้เรียนภาษาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ก่อนที่จะเข้ามาเริ่มเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เมื่อเดือน มีนาคม ปี 2556 (2013) ครับ การนับรุ่นของที่เกาหลี เค้าจะนับรุ่นจากปีที่เข้าเรียนยกตัวอย่างเช่น ปี 2013 ก็จะเรียกว่า 13 ฮักบอน (แปลว่ารหัสปีเข้าศึกษา) และเมื่อเวลาเราแนะนำตัว สิ่งนึงที่เค้าจะแนะนำด้วยก็คือ “ฮักบอน” นี่ล่ะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องนั่นเอง

ตารางการเปิดเรียนในมหาวิทยาลัยเกาหลีนั้นจะเป็นดังนี้ครับ
เทอมฤดูใบไม้ผลิ : มีนาคม – ประมาณปลายเดือนมิถุนายน
สอบกลางภาค : เมษายน ปลายภาค : มิถุนายน
เทอมฤดูใบไม้ร่วง : กันยายน – ประมาณปลายเดือนธันวาคม
สอบกลางภาค : ตุลาคม ปลายภาค : ธันวาคม

เท่ากับว่า ที่เกาหลีจะมีปิดเทอมใหญ่ๆ อยู่สองช่วงคือ ช่วงหน้าร้อน และ หน้าหนาวครับ
และก็จะปิดเทอมยาวไปประมาณสองเดือน

วันปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ (ซ้าย) วันแสดงความยินดีกับนักเรียนใหม่ (입학식) ซึ่งวันนี้ก็จะมีผู้ปกครองมาแสดงความยินดี แล้วก็มาถ่ายรูปด้วย (ขวา)

การศึกษาต่อ, คณะดังของมหาวิทยาลัยยอนเซ

มาพูดถึงคณะกันบ้างครับ ที่นี่คณะยอดนิยมก็จะเป็น คณะเศรษฐกิจและธุรกิจ (College of Business and Economics) วิศวกรรมศาสตร์ (College of Engineering) และแน่นอน แพทยศาสตร์ (College of Medicine) รวมไปถึงคณะพยาบาลศาสตร์ (College of Nursing) แต่แพทย์และพยาบาล เค้าจำกัดเฉพาะคนเกาหลีเท่านั้น ดังนั้นตรงนี้ก็จะไม่พูดถึงนะครับ

รายชื่อคณะที่มีทั้งหมดของระดับป.ตรี เข้าไปดูที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยได้เลยนะครับ [คลิกที่นี่]

สำหรับคณะที่ผมเรียนอยู่นั้น คือ College of Life Science & Biotechnology สาขา Biotechnologyครับ หรือภาษาไทยคือ เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งก็จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการตัดต่อพันธุกรรมเหตุผลที่เลือกเรียนสายนี้เพราะเราชอบเรียนชีววิทยา และอยากจะต่อยอดนำความรู้มาประยุกต์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นอันนี้เป็นแรงบันดาลใจเล็กๆที่อยากจะเรียนสายวิทยาศาสตร์ต่อทีนี้ครับ

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม…

มาเข้ามหาวิทยาลัยเกาหลี ก็ต้องมาดูการใช้ชีวิตแบบนักเรียนเกาหลีดูกันบ้างครับ อันดับแรก ที่เกาหลี “ไม่มีรับน้อง” เหมือนบ้านเราครับ ดังนั้นที่นี่ก็จะไม่มีกิจกรรมที่ทำด้วยกัน หรือต้องร้องเพลงเชียร์กันแต่ถามว่า แล้วรุ่นพี่-รุ่นน้องจะสนิทกันได้ยังไง อันนี้ไม่ยากครับ เดี๋ยวจะเฉลยในบรรทัดต่อๆไป…

บรรยากาศของวันปฐมนิเทศครับ หลังจากมีปฐมนิเทศเสร็จก็ต่อด้วยปาร์ตี้รับน้อง อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในสังคมเกาหลีนี้คือ ‘เหล้า’ ครับ (อันนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รุ่นพี่-รุ่นน้อง สนิทและรู้จักกันมากขึ้น)

ข้ออธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของคนเกาหลีสักนิดนึงนะครับ ที่นี่การดื่มเหล้า ถือเป็นเรื่องของมารยาทในการเข้าสังคมด้วย แม้ว่าตรงๆผมก็ไม่ชินกับวัฒนธรรมนี้ แต่หากว่าเราแสดงออกชัดเจนว่าไม่ดื่มกับเพื่อน ก็ยังถือว่าโอเคครับ เพื่อนอาจจะเข้าใจ แต่บางครั้งก็อาจจะทำให้บรรยากาศของเพื่อนเสียได้ แต่ในโอกาสสำคัญๆ เช่น เมื่อต้องทานข้าวกับอาจารย์ หรือผู้ใหญ่ หากผู้ใหญ่รินเหล้าให้ เราก็ต้องน้อมรับด้วยความเต็มใจ และเมื่อเวลาดื่มก็ยังต้องแอบหันหน้าหลบและดื่ม ซึ่งถือเป็นมารยาทอีกด้วย เลยอาจจะขอปรับความเข้าใจ เกี่ยวกับวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของคนเกาหลี ที่อาจจะพูดถึงในบล็อกตอนนี้บ่อยหน่อยนะครับ

ตั้งแต่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนี้มาได้สักพักนึง ผมอยู่แต่เพื่อนต่างชาติครับ เพราะผมไม่รู้เลยว่าผมจะไปหาเพื่อนในคณะได้จากที่ไหน พวกเขาติดต่อกันอย่างไรผมก็ไม่ทราบ จนมีอยู่คลาสนึง ที่เป็นคลาสที่ทุกคนในคณะต้องเรียน ทันทีที่ทุกคนเห็นผมปรากฏตัวในคลาสนั้น ทุกคนต่างตกใจและถามผมว่า… “คุณคือ….รชต ใช่มั้ยคะ?” “พวกเราหากันตั้งนาน ไปอยู่ไหนมา…” เรื่องของเรื่องคือเราเป็นนักเรียนต่างชาติครับ เพื่อนเกาหลีไม่มีข้อมูลติดต่อ นักเรียนต่างชาติในวันปฐมนิเทศ เขาก็จะแยกกันไประหว่างนักเรียนเกาหลี-นักเรียนต่างชาติ พวกเค้าจึงเพียงรู้แต่ชื่อของผมเท่านั้น วันนั้นทั้งเพื่อนในคณะและผมต่างก็ดีใจมากครับ เค้าบอกว่าอาทิตย์หน้า ในคณะจะมีปาร์ตี้กัน และนี้เหมือนจะเป็นปาร์ตี้ท้ายๆแล้ว  จริงๆแล้วตอนนั้นผมแอบเสียใจเล็กๆครับ ที่เรามาเจอกันช้าไป

เมื่อถึงวันนั้น ผมเองก็ไปปาร์ตี้กับเค้านั่นแหละครับ ทุกคนดูเหมือนจะรู้จักกันหมดแล้ว มันก็เป็นโอกาสแรก ที่จะทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนกว่า 60 คนในคณะ พร้อมกับรุ่นพี่ แต่บอกตรงๆครับว่า บรรยากาศมันไม่ใช่แบบนั้น บรรยากาศที่มานั่งถามชื่อกันเท่าไร ปาร์ตี้ที่เค้าหมายถึง มันคือปาร์ตี้เหล้าครับที่นี่ผมต้องบอกก่อนเลยว่า เค้าเชื่อมความสัมพันธ์กันด้วย ‘เหล้า’ หรือโซจู ครับ และมันจะสนุกตรงที่มันมีเกมในวงเหล้า ประมาณว่า ตบแปะชาร์จบ้านเรา ใครเล่นแพ้ ก็ต้องดื่ม…. ครั้งแรกกับประสบการณ์เช่นนี้ ทำผม ‘อึ้ง’ เหมือนกันครับ เพราะว่าบรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย แต่สำหรับคนเกาหลีถือเป็นเรื่องปกติปัญหาของเราคือ ไม่ได้เป็นคนดื่มเหล้า (จริงๆเราจะปฏิเสธได้ครับ แต่ว่าก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปได้เช่นกัน) และที่สำคัญคือ ความสามารถในการจดจำใบหน้า และชื่อของคนเกาหลีแรกๆของผมนั้น แย่มาก… ทำให้ในคืนนั้นคืนเดียว การจะจดจำชื่อเพื่อนๆทั้งหมดนั้น เป็นไปไม่ได้เลย

การเรียนต่อสายวิทย์ในเกาหลี

เนื่องจากเกาหลีเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และยานยนต์ครับ ดังนั้นหากใครที่สนใจสายวิทยาศาสตร์สายวิศวกรรมศาสตร์ และอยากจะหางานทำต่อที่นี่ นับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียวครับ เพราะก็จะมีบริษัทใหญ่ๆอย่าง Samsung หรือ Hyundai ที่ผมเห็นเค้าจะคอยเปิดรับนักศึกษาฝึกงานตลอดเวลา

และข้อดีอีกอย่างของการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ อาจเป็นเพราะ วิทยาศาสตร์นั้น ไม่ว่าจะที่ไหนเราก็เรียนเหมือนๆกัน วิทยาศาสตร์มีทฤษฎี มีกฎ ต่างๆที่ค่อนข้างตายตัว สิ่งที่เรียนมาแล้วในชั้นม.ปลายก็อาจจะนำมาช่วยในการเรียนต่อชั้นมหาวิทยาลัยได้บ้าง (มากน้อยขึ้นอยู่กับม.ปลายตั้งใจเรียนมาแค่ไหน)ตรงนี้ก็อาจจะช่วยลดภาระในการทำความเข้าใจทั้งหมดไปได้บ้างแต่ก็ต้องบอกว่า ได้บ้างเท่านั้นนะครับเด็กเกาหลีเค้าเรียนกันค่อนข้างลึก และโดยเฉพาะที่นี่เค้ามีมีรร.เฉพาะทางสายวิทย์อยู่ (อารมณ์ประมาณรร.มหิดลวิทยานุสรณ์) ดังนั้นความแตกต่างกับคนที่เรียนรร.มัธยมธรรมดาๆ แน่นอนก็ย่อมมีครับ

หลายคนที่สนใจเรียนต่อที่เกาหลี มักจะถามเฟรมเรื่อง “การปรับตัว”  ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ภาษา” เฟรมคิดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการศึกษาต่อต่างประเทศก็ต้องเริ่มจากภาษากลางที่สุด คือ “ภาษาอังกฤษ” เพราะที่นี่ยังพอมีบางคลาสเรียนที่เป็น English classหรือดำเนินการเรียนการสอนทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพอมีอยู่บ้าง มากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับคณะและสาขาที่เรียน  เห็นอย่างนี้แล้วอาจจะพอทำให้สบายใจขึ้นได้บ้างสำหรับนักเรียนต่างชาติ
แต่อย่างไรก็ดี ภาษาเกาหลีนี้ก็ยังจำเป็นมากๆอยู่ครับ (แน่นอน ก็เพราะที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยเกาหลี)ยิ่งสามารถพูดภาษาเกาหลีได้เท่าไร ก็ทำให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย เร็วขึ้น สื่อสารกับเพื่อนๆในคลาสได้ง่ายขึ้น แต่ข้อเสียคือ … เค้าจะมองว่าเรา”เป็นคนเกาหลีคนนึง”ครับ ยอมรับว่าที่เกาหลี ถ้าคุณมาจากประเทศแทบเอเชียและพูดภาษาเกาหลีได้ ก็ดูแทบไม่ค่อยออกล่ะครับว่า มาจากชาติอะไรผมเป็นคนนึงที่เพื่อนๆมักจะเข้าใจผิดตลอดว่า เป็นคนเกาหลีที่ไปอาศัยต่างแดนเป็นเวลานาน(แล้วพูดเกาหลีไม่ได้) ทั้งๆที่เรานี่แหละ คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเมื่อไรก็ตามเค้ามองว่าเราเป็นคนเกาหลี อาจารย์หรือเพื่อนก็จะประพฤติเหมือนกับเราเป็นคนเกาหลี เกณฑ์การให้คะแนนก็จะเหมือนกับคนเกาหลีไปด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นข้อเสียเปรียบครับ

กรณีศึกษาชีวิตเฟรชชี่

ยกตัวอย่างบางคลาสที่เฟรมเรียนเป็นภาษาเกาหลีมาล้วนๆ ก็เป็นวิชาเคมีพื้นฐาน (General Chemistry and Experiment) ซึ่งมีทั้งหมด 2 ตัวครับ ตัวละ 3 หน่วยกิต T_T  และ ซึ่งเป็นคลาสบรรยาย 2 ชม. และปฏิบัติการอีก 2 ชม.  การเรียนครั้งที่แล้ว การเรียนการสอน อาจารย์จะอธิบายเป็นภาษาเกาหลี ส่วนไฟล์นำเสนอ จะขึ้นอยู่กับอาจารย์ก็มีทั้งภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษบ้างแต่ข้อดีของวิชาวิทยาศาสตร์ จะใช้ตำราภาษาอังกฤษครับ ดังนั้น สำหรับนักเรียนชาวต่างชาติก็อาจจะต้องออกแรงเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย ด้วยการอ่านทำความเข้าใจมาก่อน แล้วมานั่งจดแลคเชอร์ก็จะทำให้พอเข้าใจเนื้อหาบ้างครับ

เรื่องข้อสอบก็ขึ้นอยู่กับผู้สอนอีกเช่นกัน เคมี 1 ผมเจอข้อสอบเป็นภาษาเกาหลีครับ อาจารย์ค่อนข้างเข้มงวด ผมจึงไม่ได้ไปต่อรองขอให้อาจารย์ออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ แต่อ.ก็ส่งผู้ช่วย หรือ TA มาคอยแปลข้อที่ไม่เข้าใจให้ครับ แต่จากประสบการณ์ มัวแต่ถาม TA แล้ว เสียเวลาครับ ดังนั้นอยากทำข้อสอบให้ได้เร็วๆ ใช้เวลาน้อยหน่อยก็ควรจะท่องคำศัพท์เฉพาะทางที่เป็นภาษาเกาหลีไปบ้าง

จะว่าเป็นข้อเสียก็ไม่ผิด สำหรับการเรียนเคมีเป็นภาษาเกาหลี เนื่องจากว่า คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับเคมีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อปฏิกิริยาเคมี ชื่อธาตุต่างๆ ภาษาเกาหลีมีศัพท์เฉพาะสำหรับธาตุแต่ละธาตุครับและการอ่านธาตุนั้น จะสลับกันกับวิธีอ่านในภาษาอังกฤษ (เช่น Potassium Hydroxide ภาษาเกาหลีจะใช้คำว่า 수산화 칼륨 ซึ่งถ้าให้แปล มันจะแปลว่า Hydroxide Potassium)

 บางทีเจอภาษาเกาหลีมากๆก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน วิชาวิทยาศาสตร์แท้ๆ แต่ก็เจอภาษาเกาหลีซะเยอะ ทำให้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าชาวบ้าน
บางทีเจอภาษาเกาหลีมากๆก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน วิชาวิทยาศาสตร์แท้ๆ แต่ก็เจอภาษาเกาหลีซะเยอะ ทำให้ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าชาวบ้าน (ตัวอย่างจริงจากใบสรุปผลการทดลอง และสไลด์บรรยายวิธีทำแล็บ)

ถ้ามองโลกในแง่ดีขึ้นมาหน่อย ผมต้องกลับมามองตัวเองว่า นี่เรากำลังแข่งภาษาเกาหลีกับคนเกาหลีอยู่ คนเกาหลีที่มีศักยภาพในการทำความเข้าใจเนื้อหาในชั้นเรียนทั้งหมดทันที ตั้งแต่ในห้องเรียนแต่สำหรับคนต่างชาติที่จะต้องทำงานหนักกว่าเดิม ดังนั้นผมอาจจะเป็นคนนึงที่ไม่ได้เอาเกรดมาวัดการเรียนของตัวเองทั้งหมด แต่ก็พิจารณาตัวเองว่าเราพยายามให้กับแต่ละวิชามากน้อยแค่ไหน

การดูแลนักเรียนชาวต่างชาติ

(ซ้ายบน) ปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียน (ขวาบน) กิจกรรม Tutoring (ล่าง) ปฐมนิเทศสำหรับนักเรียนต่างชาติ
(ซ้ายบน) ปฐมนิเทศผู้ปกครองนักเรียน (ขวาบน) กิจกรรม Tutoring (ล่าง) ปฐมนิเทศสำหรับนักเรียนต่างชาติ

อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่มหาลัยค่อนข้างให้ความเอาใจใส่นักเรียนค่อนข้างดี นักเรียนทุกคนจะได้เรียนวิชานึงเป็นเหมือนวิชาแนะแนว ซึ่งค่อนข้างเป็นประโยชน์ เพราะอาจารย์จะแนะนำวิธีการเรียนการลงวิชาเรียน รวมไปถึงแนะนำรุ่นพี่มาแนะนำในชั้นเรียน ซึ่งอาจารย์ที่สอนวิชานี้ก็จะเกี่ยวข้องกับคณะเราโดยตรง อีกทั้งคณะยังจัดประชุมผู้ปกครอง ให้มาทานข้าวร่วมกับอาจารย์ในคณะ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด แนวทางการศึกษา ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับอาจารย์มากยิ่งขึ้น และทำความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทาง แผนการทำงานในอนาคตด้วย

ในระหว่างที่เรียน หากต้องการความช่วยเหลือ เราสามารถลงทะเบียนหาติวเตอร์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายซึ่งติวเตอร์ที่จะมาติว ก็จะเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาลัย ที่ได้คะแนนจากวิชาที่เราต้องการให้ช่วยเหลือไม่ต่ำกว่า A มาเป็นคนติวให้ ซึ่งผมก็ได้ให้มหาลัยจัดหาติวเตอร์ที่จะสอนภาษาเกาหลีให้ซึ่งเค้าก็จัดมาให้ผมสี่เทอมต่อเนื่อง ซึ่งข้อดีนอกเหนือจากการได้ทบทวนภาษาเกาหลีแล้ว เรายังได้รู้จักเพื่อน ที่คอยให้คำปรึกษาเราเกี่ยวกับภาษาเกาหลี คอยแก้คำผิดให้ เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยการลงทะเบียนเรียน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้บางอย่างก็ไม่มีใครบอก ต้องอาศัยทราบจากเพื่อนเกาหลีเท่านั้นครับ

ในมหาวิทยาลัยก็ยังมีศูนย์บริการนักเรียนชาวต่างชาติ Global Lounge ผมเรียกมันว่าเป็นที่พักพิเศษสำหรับนักเรียนต่างชาติเลยก็ว่าได้ เพราะข้างในจะเป็นห้องใหญ่ๆ พร้อมกับเก้าอี้นุ่มๆ ให้ไปนั่ง นอนเล่น แล้วก็ยังมีโต๊ะไว้ให้สำหรับทำการบ้าน ไม่ต้องไปแย่งคนเกาหลีในห้องสมุด ก็ถือเป็นอีกที่นึงสำหรับไปนั่งพักผ่อนทำการบ้าน และยังเป็นที่ตั้งของออฟฟิศสำหรับนักเรียนต่างชาติ ใครที่จะสมัครเรียน หรือสอบถามเกี่ยวกับการศึกษาต่อ ก็ต้องมาที่นี่ครับ

อัพเดตมหาวิทยาลัยหลังปรับปรุงใหม่

เรียกว่าช่วงหนึ่งของมหาวิทยาลัยเลยครับที่ใช้เวลาไปกับการปรับปรุงทัศนียภาพ น่าจะเกือบๆ 2 ปีที่มหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยรถเครนและแผงกั้นก่อสร้างเต็มไปหมด ทำเอาไปเรียนลำบากอยู่ช่วงหนึ่งเลยครับ แต่หากใครที่มีโอกาสได้มาชมมหาวิทยาลัยในช่วงนี้สิ่งที่เห็นอาจจะไม่เหมือนกับที่เสนอไปในบล็อกแล้วครับ เรามีบางส่วนมาให้ชมกัน

2014_yonsei_university

2015_year_yonsei

2015_yonsei

สรุป

การได้มาศึกษาต่อที่เกาหลีนี้ คิดว่ามีหลายเรื่องที่ทำให้เราต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงตัวเอง ต้องปรับแนวคิดเพื่ออดทนกับกับหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตคนเดียว หรือแม้แต่กระทั่งความกดดัน ที่จะต้องเรียนแข่งขันกับคนเกาหลี ซึ่งยอมรับว่าเค้าผ่านช่วงเวลาลำบากในช่วงชั้นม.ปลายมาอย่างโชกโชน ที่บอกได้ก็จากประสบการณ์ที่คลุกคลี ทำงานกับคนเกาหลีมาบ้าง ฟังคนเกาหลีเล่าให้ฟังเองบ้าง ผมเองยอมรับเลยว่าช่วงเวลาที่เค้าพยายามเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ เด็กเกาหลีได้ถูกปลูกฝังนิสัยการอ่านหนังสือ การท่องจำและการทำข้อสอบมาเป็นอย่างดี เมื่อใกล้ช่วงสอบ ที่นั่งในห้องสมุดก็จะเริ่มถูกจอง ทุกคนอ่านหนังสือกันแบบโต้รุ่ง เดินไปไหนก็ต้องถือชีทอ่านไปด้วย ซึ่งเป็นภาพที่มีให้เห็นบ่อยๆ อีกทั้งเท่าที่ผมได้รู้จักกับเพื่อนๆเกาหลีหลายๆคน เมื่อถามเกี่ยวกับแผนในอนาคต ว่าอยากจะทำอะไรในอนาคต หรือระยะเวลาสั้นๆ อย่างปิดเทอมก็พบว่า ทุกคนมีเป้าหมายที่ค่อนข้างชัดเจน ว่าอยากจะทำงานที่ไหนบ้างก็คิดวางแผนที่สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ TOEFL, TOEIC เพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งผมเองก็แอบตกใจ ที่ทุกคนมีแผนเหล่านี้ไว้ค่อนข้างชัดเจน หรือแม้แต่กระทั่งแผนไปเที่ยว ทุกคนก็มีแผนชัดเจน ว่าจะไปไหน แล้วก็ทำงานเก็บเงินซึ่งตรงนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าคนเกาหลีมีความพยายามสูงมาก

การเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเกาหลี จึงเหมาะกับคนที่อยากจะหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะเกาหลีซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มเอเชีย ข้อดีคือความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ไม่สูงมาก (ลักษณะของคนเอเชียก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมากๆ ทำให้ลดความแตกต่าง ดังนั้นประเทศในกลุ่มเราจะเข้ากับเพื่อนเกาหลีได้ง่ายกว่าเพื่อนชาติอื่นๆ) เหมาะสำหรับคนที่สนใจในภาษาเกาหลี หรือคนที่ต้องการทำงานในด้านเทคโนโลยี วิศวกรรมยานยนต์ อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากครับ

บล็อกในตอนนี้จึงเป็นบล็อกอีกตอนนึง ที่อยากให้เห็นภาพรวมของการศึกษาในมหาวิทยาลัยในเกาหลีหลายๆคนที่อาจจะยังเฝ้าหาโอกาสในการเรียนต่อที่เกาหลี และต้องการหาข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางหวังว่าบล็อกตอนนี้ที่ผมใช้เวลานั่งอ่าน แก้ไขอยู่หลายครั้งตอนนี้ จะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนไม่น้อยนะครับแล้วครั้งต่อไปในโอกาสหน้า เราจะมาพูดถึงอีกโปรแกรมสนุกๆของมหาวิทยาลัย ที่ได้เกริ่นเอาไว้ในตอนต้น “Residential College” แล้วรอติดตามกันตอนต่อไปนะครับ 😀

yonsei-university-sign

[รีวิว] ตะลุยกินย่านชินชน : 106 Ramen (ร้านปิดไปแล้ว)

 

อัพเดต : ปัจจุบันร้านนี้ปิดไปแล้วครับ บริเวณรอบๆร้าน ยังมีร้านไก่ทอด และเนื้อบุฟเฟ่ต์สไตล์บราซิลให้ไปลิ้มลองกันได้

หลังจากที่ช่วงนี้มีแผนเก็บเงิน การใช้จ่ายอะไรต้องระมัดระวังพอสมควรครับ ร้านอาหารที่จะไปกิน
ก็ต้องดูความคุ้มค่า ราคากันหน่อย ถ้าเกิดใช้จ่ายไม่ระวัดระวัง ก็จะเดือดร้อน ต้มมาม่ากินกันไป
ปลายเดือน วันนี้ไปเจอร้านนึงที่ได้รีวิวค่อนข้างดี จากแอพลิเคชัน คูปองร้านอาหารในเกาหลีครับ
ร้านนี้ ร้านนี้มีชื่อว่า “106 Ramen” หรือ “(일 공 육 라면) อิล คง ยูก รามยอน”

การเดินทาง

106-ramen-shinchon-map

หากนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้ลงสถานี Shinchon (신촌역) ออกมาทางประตู 3 ตรงมาเรื่อยๆ จะเห็น
ซอยที่เป็นระหว่างร้านเครื่องสำอาง ETUDE และร้านขายขนมปัง Paris Baguette ครับ เข้ามา
จะเห็นร้านอยู่ฝั่งขวามือ

ซอยนี้ครับผม...
ซอยนี้ครับผม…
หน้าร้าน 106 Ramen
หน้าร้าน 106 Ramen

ร้านนี้เป็นร้านที่ขายรามยอน (หรือ บะหมี่, มาม่าบ้านเรานี่แหละ) ที่ “เครื่องครบ” มีให้เลือกด้วยกัน 4 รสชาติ
คือ ซีฟู้ด (해물맛 – เฮมุลมาด) เบอร์ 1 , แกงพูเดจิเก (부대찌개맛 – พูเดจิเกมาด) เบอร์ 0 ,
ชังกึมิ รามยอน (장금이 라면) เบอร์ 6 และสุดท้ายเป็นเมนูใหม่ เฮจัง รามยอน (해장 라면)
เบอร์นี่ก็คือหมายเลขเวลากดตู้นี่ล่ะครับ… อาจจะมองภาพแทนก็ได้

ใครที่กลัวว่าจะต้องพูดอะไรละก็ไม่ต้องห่วง… เค้ามีตู้กด ไปจิ้มเมนูที่อยากทานแล้วก็จ่ายเงิน (เงินสด)
แล้วตั๋วก็จะออกมา … แล้วก็เอาตั๋วไปยื่นครับ ใครอยากใช้บัตรต้องบอกเค้า ที่ร้านก็รับบัตรครับ

IMG_2741

บรรยากาศของร้านจะเป็น Self bar บนโต๊ะ ก็จะมีบริการขนมปังปิ้ง พร้อมแยมถั่วกับสตรอเบอรี่
ไว้ให้ปิ้งทาน, ไข่ ข้าว และน้ำอัดลมครับ พวกนี้ทานไม่อั้นครับ !! บริการตัวเองเลย

IMG_2734

IMG_2736
สักครู่รามยอนที่สั่งไว้ก็ได้แล้วครับ อันนี้ที่สั่งเป็น พูเดจิเกรามยอน ซึ่งก็จะเสิร์ฟพร้อมกับ
สลัดปลาแซลมอนเป็นจานเล็กๆ ในจานก็จะเป็นน้ำแกงเผ็ดนิดๆสไตล์เกาหลี (หรือเรียกว่าไม่ค่อย
เผ็ดเลยก็ว่าได้ 55) มีไส้กรอก และโรยด้วยชีสเยิ้มๆแบบนี้ ได้คุณค่าทางโภชนาการเต็มเปี่ยมครับ 555
เป็นที่มาของสโลแกนของร้านด้วยล่ะว่า “이제, 라면만 먹고 살 수 있다!” (ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป,
กินแค่มาม่า เราก็อยู่ได้แล้ววว! ” เย่…

รามยอนรสพูเดจิเก
รามยอนรสพูเดจิเก
สลัดปลาแซลมอน... คือไม่ใช่เมนูเน้นอะไรมาก ให้มาแบบประดับ สวยงาม 555
สลัดปลาแซลมอน… คือไม่ใช่เมนูเน้นอะไรมาก ให้มาแบบประดับ สวยงาม 555

พูดถึงรสชาติกันบ้างดีกว่าครับ ก็เรียกว่าไม่แย่ไปซะเท่าไร แต่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กเส้น รักและชอบ
การรับประทานเส้น … เส้นรามยอน มันก็คือเส้นมาม่านี่ล่ะครับ ถ้าใครเป็นผู้รักเส้นแบบผม พูดถึงอะไรเส้นๆ
อาจจะชอบเส้นราเม็งแบบญี่ปุ่น หรือว่าอะไรสไตล์นั้น ซึ่งถ้าคาดหวังว่าจะได้กินอะไรแบบนั้น แล้วมาร้านนี้
ร้านนี้จะถือว่าธรรมดามากเลย ….สำหรับรสชาติผมจึงให้ 6/10

แต่จุดเด่นของร้านนี้คือ “ความคุ้มค่า” ครับ ทั้งหมดนี้ 6,000 วอน ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่า สำหรับคนที่หิวๆ
มาเลย มากินขนมปังปิ้ง หรือเติมข้าว กับน้ำรีฟิล ก็ถือว่าราคาสมเหตุสมผลครับ…

ใครที่มีโอกาสมาเที่ยวในย่านนี้ จะพบว่าย่านนี้มีความหลากหลายมาก เป็นย่านที่ร้านเหล้า เค้าว่ากันว่า
เยอะที่สุดในเกาหลีแล้ว เช่นเดียวกัน ร้านอาหาร ร้านขายของแบรนด์ เครื่องสำอางต่างๆ จึงเป็นอีกย่านนึง
ที่คนนิยมมาเดินเล่นกันในวันหยุดครับ อ้อ ที่สำคัญ ย่านนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยของผมด้วย !
Yonsei University

หากใครที่มีโอกาสได้มาแถวนี้ ก็อย่าลืมไปลองแวะชิมกันดูนะครับ ^^

[รีวิว] Ice rink – Seoul Plaza + พาไปดูหอสมุดโซล !

สวัสดีวันตรุษจีนย้อนหลังไปยังคุณผู้อ่านทุกท่านครับ และนี่เป็นโพสต์แรกของปีนี้ หลังจากที่ผม ดองง…ไปนานแสนนาน เนื่องจากว่าเพิ่งได้ย้ายกลับมาจากอีกแคมปัสนึงที่อินชอน ซึ่งขณะเรียนอยู่ที่นั่นก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายรอนำมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันในตอนต่อๆไปครับ

หลังจากช่วงนี้มีเวลาว่าง เลยได้ใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย เล่น Ice rink หรือไอซ์สเก็ตนี่ล่ะครับ ประมาณปลายๆปีของทุกปี ยาวไปจนถึงช่วงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ที่โซลพลาซ่า (서울광장 : Seoul Plaza) แห่งนี้ จะเป็นสถานที่ตั้งของลานไอซ์ริงค์ขนาดใหญ่นี้ครับ

Seoul Plaza : Ice rink
Seoul Plaza : Ice rink

ซึ่งลานนี้จะแบ่งเป็นสองส่วนด้วยกัน สำหรับผู้ใหญ่ และสำหรับเด็ก ที่น่าสนใจคือค่าเล่นนี้ ไม่แพงเลยครับ เพียงแค่ชั่วโมงละ 1000 วอน (หรือประมาณ 30 กว่าบาท)เท่านั้น พร้อมกับล็อคเกอร์เก็บสัมภาระ และอุปกรณ์
อ้อ แต่ต้องเตรียมถุงมือไปด้วยนะครับ (ถ้าไม่ได้เตรียมก็มีขายราคา 500 วอนครับ) ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ให้ได้มาลองเล่น มาลองล้มที่นี่ 😛 กันได้อย่างเต็มที่เลยครับ

IMG_2724

ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการ (ช่วงปลายปี-ก.พ.) ก็จะเปิดให้บริการทุกวันครับ ยกเว้น วันที่สภาพฝนฟ้า อากาศไม่ดี (วันไหนที่มีค่าเฉลี่ยของฝุ่นละอองในอากาศ เค้าก็จะปิดเป็นช่วงๆไปครับ) โดยมีเวลาเป็นรอบๆให้ได้เล่น ซึ่งเข้าไปเช็คได้โดยตรงในเว็บไซต์ครับ

บริเวณที่ขายตั๋วครับ
บริเวณที่ขายตั๋วครับ

การเดินทาง

สามารถนั่งรถไฟใต้ดิน สาย 1 ลงที่สถานี City Hall (시청) เดินออกทางออกประตูที่ 5 ออกมาถึงก็จะเห็นลานสเก็ตใหญ่ๆเลยครับ

หาที่เที่ยวต่อ?

สถานที่ตั้งของลานไอซ์สเก็ตนี้ จริงๆแล้วตั้งอยู่หน้าหอสมุดโซล 서울도서관 (Seoul Metropolitan Library) ครับ ผมจึงมีโอกาสได้แวะเข้าไปสักครู่ระหว่างรอเล่น ก็พบว่าใหญ่มากๆ และบรรยากาศข้างในนั้น หนังสือจัดเรียงรายไว้เป็นมุมสวยมากครับ ก็สามารถเข้าไปอ่านหนังสือในนั้นได้ หากจะยืมรู้สึกว่าจะต้องสมัครสมาชิกก่อนครับ ลองไปดูรูปกันเลยครับ

 

Seoul Metropolitan Library
หน้าทางเข้าหอสมุด
Seoul Metropolitan Library
หนังสือถูกจัดไว้สวย อลังการมากครับ

Seoul Metropolitan Library

My best Korean friend is Ham DongHyuk.

ชีวิตในช่วงมัธยมนั้น เฟรมผ่านการแข่งขันมาพอสมควรครับ เฟรมชื่นชอบการแข่งขัน
และการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้เฟรมได้เรียนรู้อะไรมากมาย และผมคิดว่ามันเป็นอีก
ส่วนประกอบนึงที่ทำให้เฟรมมีโอกาสได้มาศึกษาต่อที่เกาหลีนี้ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปีกว่าๆ ที่มาเริ่มต้นใชีชีวิตอยู่ที่เกาหลี แน่นอนว่าย่อมมีปัญหาอะไรหลายๆอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “ภาษา” ผนวกกับการมาอยู่เดี่ยวๆคนเดียว ไม่มีคนตามมาคอยช่วยเหลือ
ก็คิดไม่ออกเช่นกันว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร

Ham Dong Hyuk

ผมนำเรื่องราวของช่วงชีวิตของผมที่เกาหลีช่วงนึงกับเพื่อนเกาหลี ซึ่งผมจะเล่าต่อไปนี้ ไปทำเป็นวิดิโอ
ส่งเข้าประกวด ซึ่งหัวข้อที่จัดประกวดคือ “เพื่อนเกาหลีที่ดีที่สุด (My best Korean friend is…)” ครับ

Video Contest about Korea 2013

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดย กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์
อารีรัง (Arirang) ของเกาหลี โดยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดนั้น เป็นถึง รถยนต์ เลยทีเดียว ! นอกจากนี้ก็ยังมี
โน้ตบุ๊ค แท็บแลต กล้องดิจิทัล ฮาร์ดิสก์ เป็นรางวัลที่สอง สาม สี่ ตามลำดับ…

ลองไปดูวิดิโอที่ผมทำขึ้น มีข้อความบรรยายเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้ครับ

รางวัลเป็นสิ่งนึงที่ทำให้ผมอยากขับเคลื่อนงานนี้ไปให้สำเร็จ มาเสริมแรง ที่ทำให้เฟรมอยากนำเรื่องราว
ของเพื่อนเฟรมคนนี้ที่ทำให้เฟรมอยากให้ทุกคนได้รู้จักเค้าเช่นกัน

เรื่องราวมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนเกาหลีคนนี้ ผมรู้จักจากเพื่อนชาวลาว วันนั้นพวกเราไปเที่ยว
กันที่พิพิธภัณฑ์รำลึกวีรชนคนเกาหลี (The memorial independent hall) ครับ ผมก็พบว่าเค้าเป็นคนที่
ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกาหลีให้ฟังอย่างตั้งใจ (เราก็รู้ใช่มั้ย
ครับว่า คำศัพท์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไม่ใช่อะไรที่อธิบายได้ง่ายๆเลย)

หลังจากนั้นผม และเพื่อนๆกับชาวต่างชาติ ก็เที่ยว ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดครับ โชคดีที่บ้านเค้าก็อยู่
ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยที่เราเรียนภาษาในปีแรก เวลาเราจะไปร้องเพลงกัน ก็จะนัดกันออกไป ไปเที่ยวไหน
ไกลๆ ก็จะนัดพากันออกไป เลี้ยงฉลองวันเกิด เราก็ไป ไปไหนไปกันแบบนี้มาตลอดเกือบ 1 ปี

ผมกับ Dong Hyuk ครับ

ที่น่าประทับใจไปยิ่งกว่านี้ คือการที่เค้าช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ ด้วยการสละเวลามาสอนภาษาเกาหลี
เปิดเป็นชมรม “Korean Speaking Club” ลักษณะที่เป็นโต้วาที ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมพัฒนาการพูดภาษา
เกาหลีได้อย่างมากในช่วงนี้ จากที่พูดไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีโอกาสให้ได้พูด เค้าจึงเป็นเหมือนจุดเปลี่ยน
ส่วนหนึ่งของการเรียนภาษาเกาหลีของผมเลยก็ว่าได้

พอมีเทศกาลของคนเกาหลีที่เค้าเลี้ยงปีใหม่กันที่บ้าน คุณแม่ของเค้าก็ทำอาหารมาให้พวกเราทานด้วยครับ

จนสุดท้ายที่เค้ามีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ช่วงนั้นเองก็เป็นช่วงที่ผมกำลังจะกลับไทย
และข่าวของการแข่งขันนี้ก็มาพอดี…

ตอนที่ผมทราบข่าวการแข่งขัน พอผมเห็นหัวข้อ ผมก็นึกถึงเค้าเป็นคนแรกเลย แต่…
อุปสรรคมันอยู่ที่ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ช่วงนั้น ผมเองก็กำลังจะกลับไทย และตัวเขาเองก็เดินทาง
ไปที่ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เอายังไงดี จะทำต่อไปดีไหม
กลับไปไทยก็คงต้องยุ่งมากแน่ๆ

แต่ด้วยความที่เป็นนักเก็บสะสมเรื่องราวอย่างผม ผมมีเรื่องราวของเค้า มีภาพถ่าย มีวิดิโอ มาประติด
ประต่อเรื่องราวของเค้า เรียบเรียงจนเป็นวิดิโอหนึ่งชิ้นได้อย่างน่าตกใจ ผมพูดเป็นภาษาเกาหลีในวิดิโอ
ตอนท้ายๆว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่า ทำไมผมถึงถ่ายเรื่องราวของเค้าไว้มากเช่นนี้ หรือบางที มันอาจจะเป็น
เพราะว่าผมจะได้นำมันมาเล่าให้ทุกๆท่านได้ฟัง วันใดวันนึงก็ได้, ซึ่งตอนนี้ผมกำลังทำมันอยู่”

งานชิ้นนี้จึงเป็นอีกงานนึงที่เป็นความสำเร็จที่เค้ามอบให้ผม และถือเป็นของขวัญขอบคุณสำหรับความ
ตั้งใจ เค้าเป็นเพื่อนที่ดีที่ผมพูดได้ เพราะตรงๆแล้ว ไม่ใช่คนเกาหลีทุกคน ที่เค้าจะมาดีกับเรา หรือ
อยากเป็นเพื่อนกับเรา (ยกเว้นคุณเป็นเด็กฝรั่ง ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งๆ) นี่คือสังคมเกาหลีที่แสนโหดร้าย
ในความรู้สึกของผม เพื่อนเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจริงๆ และผมเองก็เหลือเชื่อ
ในมิตรภาพที่ดีจากคนที่อยู่กันคนละประเทศ พูดกันคนละภาษานี้เช่นกัน..

ผมยินดีที่วันนี้ผมทำให้ทุกท่านได้รู้จักกับเค้า…
หวังว่าผมจะมีโอกาสได้เจอคนดีๆที่นี่ และนำเรื่องราวของเค้าไปสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นๆส่งประกวด
ต่อไปอีกเรื่อยๆเช่นกัน 😀

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

มาเป็น X-man แกล้งเด็กปีหนึ่งกันเถอะ !

ช่วงก่อนที่มีการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เกาหลี ผมไปเจอข้อความนึงที่เกี่ยวกับคำว่า
“X-man”ครับ ก็แอบสงสัยว่า เอ คุยเรื่องอะไรกัน หนัง X-man งั้นเหรอ? ไม่น่าจะใช่
เลยไปถามเพื่อน เค้าก็พูด “อ๋อ…” (ซะดังจนผมตกใจ) ก่อนที่จะอธิบายว่ามันคือ
“กิจกรรมที่เอาไว้แกล้งเด็กปีหนึ่ง”

ในห้องแชทนั้นกำลังถามกันครับว่า จะให้ใครเล่นเป็น X-man ดี ? ซึ่งหน้าที่ของการเป็น X-man คือการ
ปลอมตัว ไปเนียนอยู่กับน้องๆปีหนึ่ง ที่จะเข้ามหาลัยในเดือนมีนาคมปีหน้า…  ทุกคนอาจจะมองว่ามันดูง่าย
แค่ไปเนียนๆอยู่ด้วยกันกับรุ่นน้อง แต่นี่มันหมายถึงว่า เราต้องเนียน ลักษณะว่า ไม่รู้จักอาคารเรียนต่างๆ
ร้านอาหารอยู่ตรงไหน ร้านเครื่องเขียนอยู่ไหน แน่นอนว่า พวกวิชาเรียนก็ด้วย !! บางวิชาก็ต้องไปเนียนเรียน
ด้วย ทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่างด้วย ดังนั้น ถ้าหลุดติดต่อกับเพื่อน หรือเรียกเพื่อน (ซึ่งจริงๆต้องนับว่าเป็น
รุ่นพี่) ด้วยคำไม่สุภาพ (ปกติคุยกันกับเพื่อนรุ่นเดียวเค้าจะไม่ต้องพูดสุภาพครับ) ก็จะทำให้รุ่นน้องจับเอาง่ายๆ
แต่เพื่อนเฟรมก็เสริมอีกว่า พวกที่เป็น X-man เอาเข้าจริงๆแล้วก็เนียนได้ไม่นาน…

วันปฐมนิเทศ.. ใครเป็น X-man ก็ต้องมานั่งฟังรุ่นพี่แนะนำตัวด้วยนะ…
เวลากินข้าวก็เหมือนกัน แนะนำตัว ก็ต้องไม่ลืมอายุ(ที่สมมติขึ้นมา) สนามสอบเอนทรานซ์เป็นยังไง ข้อสอบ คุยกับรุ่นพี่ก็ต้องเนียนถามเรื่องเรียนเยอะๆ เรียนยากมั้ย ผม/หนูควรจะลงวิชาตัวไหนดีเทอมสอง เป็นต้น….

ข้อดีของการเป็น X-man ก็คงเป็นการทำให้บรรยากาศของคณะดูสนุกขึ้น สนิทและรู้จักกันมากขึ้น ที่มาที่ไป
ทำไมถึงต้องเรียกว่า X-man นั้น มาจากรายการเกมโชว์ของเกาหลี ออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 2003 ที่ชื่อว่า
“X맨을 찾아라” (ตามล่าหาเอ๊กซ์เมน) ซึ่งเป็นรายการเกมโชว์ที่ให้ดารานักแสดงมาทำกิจกรรมด้วยกัน
โดยมีหนึ่งคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำให้ภารกิจของทีมนั้นแพ้ ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของทุกทีม ที่ต้องหา X-man
ที่แท้จริงให้ได้ โดยรายการนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น และผลของรายการนี้ ก็สืบเนื่องมาเป็น
การหา X-man ที่เป็นรุ่นพี่แฝงเนียนอยู่ในกลุ่มรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย และยังใช้ในการแข่งขันกีฬา
โดยจะเรียกคนที่ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือตัวถ่วงของทีมว่า “X-man” อีกด้วย

ทิ้งท้ายเป็นตัวอย่างรายการ X맨을 찾아라 ครับ…

 


(ตอนแรกของรายการเลยครับ ในตอนนี้จะอธิบายกฏ กติกาของเกม ค่อนข้างชัดเจน แต่เป็นภาษาเกาหลี)

 

ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเอง ก็มีกิจกรรมลักษณะคล้ายเดียวกันนี้หรือเปล่านะครับ …
ก็หวังว่าเพื่อนๆที่สงสัยเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องในเกาหลี มีลักษณะเป็นยังไง ก็พอจะเข้าใจบ้างนะครับ จะเห็นได้ว่า
สีสันของกิจกรรมรับน้องแตกต่างจากที่ไทยพอสมควร พวกเราไม่มีเชียร์ของคณะ ไม่มีว้ากก ให้กินอะไรแปลกๆ

เอาเป็นว่า หากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยในเกาหลีแปลกๆนี้ ก็จะไม่พลาดนำมาฝากคุณผู้อ่าน
แน่นอนครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀