[Japan Trip] ตะลุยเดี่ยวเที่ยวโตเกียว !! # 2

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เรื่องราวในการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นของผมเดินทางมาไกลพอสมควรครับ ระยะเวลาเดินทางกว่า 10 วันของผมทั้งสองเมืองใหญ่ โอซาก้า และ โตเกียว มีอะไรให้ผมค้นหาอีกเยอะแยะมากมาย เป้าหมายของผมในการเดินทางครั้งนี้ นอกเหนือจากการได้เดินทางมาตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆแล้ว ก็ยังคงมีเรื่องราวที่น่าประทับใจของคนญี่ปุ่นอยู่ในตอนนี้ด้วย จะเป็นอย่างไรนั้น ไปเดินทางกันต่อครับ !!

เมื่อคืนผมได้เพื่อนคนไทยที่ได้ทุนมาศึกษาที่ญี่ปุ่นช่วยดูเส้นทางการเดินทางครั้งนี้ให้ครับ การเดินทางคร่าวๆทั้งวันนี้ เป็นตามนี้เลยครับ สีผมแยกตามสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กัน และเดินไปได้ครับ และตัวเลขคือลำดับที่ผมไปเที่ยว

1. ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market)

tsukiji-market

ผมตื่นแต่เช้าเพื่อที่ให้จะทันชมบรรยากาศตลาดตอนเช้า ของ “ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market)” ครับ ที่ตลาดแห่งนึ้ยังเป็นสถานที่ประมูลปลาที่ใหญ่ในโตเกียวอีกแห่งหนึ่งเลยด้วย ใครที่จะมาดูการประมูลนี้ ต้องเดินทางมาแต่เช้าหน่อยล่ะครับ เห็นว่าเริ่มประมูลประมาณ ตีห้าครึ่ง แต่เห็นว่ามีการไปตั้งแถวรอตั้งแต่ตีห้าเลยทีเดียว แม้ว่าบุคคลภายนอกจะไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมประมูล แต่ก็ถือเป็นกิจกรรมสนุกๆให้ดูกันเพลินๆครับ (การประมูลปลานี่ผมขอบายนะครับ ขอมาเพียงแค่ชมบรรยากาศตอนเช้าก็พอ)

การเดินทางไปตลาดปลาสึคิจิ นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Tsukiji (Hibiya Subway Line) ออกประตู 1  หรือ สถานี Tsukiji shijo (Oedo subway Line) ออกประตู A1

ทันทีที่ลงจากสถานี ผมรู้สึกว่าผมได้กลิ่นปลาลอยมาแต่ไกลเลยครับ เป็นกลิ่นตลาดสดยามเช้ามาก มีนักท่องเที่ยวพยายามวิ่งเพื่อให้ไปทันก่อนตลาดปิดไม่ให้คนนอกเข้า 9 โมงเช้า (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ปลาไซส์ยักษ์ที่ถูกแร่ เตรียมนำส่งไปร้านซูชิ ~
ปลาไซส์ยักษ์ที่ถูกแร่ เตรียมนำส่งไปร้านซูชิ ~

บรรยากาศไม่แตกต่างอะไรจากตลาดสด สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ผมตื่นตาตื่นใจ คือการได้เห็นปลาตัวใหญ่ๆ ใหญ่แบบใหญ่จริงๆ กับอุปกรณ์ในการแล่ปลา รวมไปถึงรถที่ใช้ในการขนส่งปลา ก็น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการได้มาที่ตลาดปลาสิคิจิแห่งนี้ และบริเวณตลาดปลาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมของร้านซูชิชื่อดังมากมาย ซึ่งก็บางร้านก็เห็นว่าต้องมาแต่เช้าต่อแถวรอกันยาวเหยียดเลยทีเดียว สำหรับใครที่จะมากินร้านซูชิอร่อยใกล้ตลาดปลาแห่งนี้ แนะนำให้ทำการบ้านกันมาดีๆกันก่อนนะครับ 😀

tsukiji-market-2

ข้อสำคัญของการมาที่ตลาดปลา
1) ตลาดปลาเปิดให้คนภายนอกชมได้จนถึง 9 โมงเช้า 
2) ห้ามใส่รองเท้าแตะครับ ควรใส่รองเท้าหุ้มส้นเพราะค่อนข้างแฉะ หากใส่แตะไป ยามอาจจะไม่ให้เข้าตลาดได้ครับ

ผมเปิดแผนที่ดูใน Google Maps ก็พบว่า ย่านตลาดปลาสึคิจินั้น อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับย่าน กินซ่า (Ginza) และจากกินซ่า ผมก็ยังสามารถเดินไปที่สถานีโตเกียว (Tokyo station) เพื่อที่จะข้ามไปอีกฝั่งเพื่อไปดู พระราชวังโตเกียวได้อีก การเดินทางไกลครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากครับ เลยตัดสินใจเริ่มเดินทาง

2. กินซ่า (Ginza)

ถึงแล้วครับ สถานี Ginza !
ถึงแล้วครับ สถานี Ginza ! ออกประตู A10 มาคุณก็จะพบกับตึกหอนาฬิกา Wako ให้เข้าไปดู ข้างในมีนาฬิกาหรูๆ ให้เข้ามา ตากแอร์ดูเพียบครับ

และแล้วผมก็มาเดินในย่านที่มีหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ครับ ที่นี่คือ “กินซ่า (Ginza)” เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์ๆ หลายแห่งไว้ด้วยกัน มีร้านค้าเยอะมากๆ แต่เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อน และผมก็ไม่ได้เตรียมเงินมาเพื่อการช็อปนี้เลย จึงจะตามหาอาคารให้ได้เข้าไปตากแอร์เย็นๆครับ เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอ Apple Store สาขาที่เรียกว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สาขาที่เป็นเสมือนตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น เห็นว่าจะเป็น Apple Store สาขา Ginza นี่ล่ะครับ

เป็นสาวก Apple ก็ต้องขอมีรูปเป็นหลักฐานไว้หน่อยฮะ ^^
เป็นสาวก Apple ก็ต้องขอมีรูปเป็นหลักฐานไว้หน่อยฮะ ^^

เข้าไปข้างในอาคารก็พบว่าแอร์ไม่ได้เย็นมาก มีผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างให้ได้ลอง เหมือนร้าน Authorized shop ทั่วไปในบ้านเราครับ เพียงแต่ชั้นสอง ชั้นสาม จะมีพื้นที่สำหรับอบรม Workshop เป็นลักษณะห้องประชุม ชั้นสี่ ? ถ้าจำไม่ผิด ก็จะมีเป็นพวกหูฟัง Accessory ต่างๆ ที่มีให้เลือกเยอะอยู่ครับ

ginza-station

เดินตรงมาเรื่อยๆคุณถึงจะเห็นห้างที่มีแอร์เย็นๆ ให้เราได้เดินเล่นเย็นๆบ้าง อย่างเช่น ห้างมารุอิ (Marui) นี้ ที่ผมเรียกมันว่าห้าง 0 1 0 1 ตอนแรก

ห้อง มารุอิ (Marui) สาขายูระกุโช (Yurakucho) - เลข 0 มันอ่านว่า มารุ ครับ 1 เนี่ยอ่านเป็นเสียง i (อิ) ในญี่ปุ่นได้ มันก็เลยเป็นที่มาของชื่อห้างนี้ฮะ
ห้อง มารุอิ (Marui) สาขายูระกุโช (Yurakucho) – เลข 0 มันอ่านว่า มารุ ครับ 1 เนี่ยอ่านเป็นเสียง i (อิ) ในญี่ปุ่นได้ มันก็เลยเป็นที่มาของชื่อห้างนี้ฮะ

3. Tokyo Station

ผมเปิดปฏิทิน มุ่งหน้าเดินมาต่อกันที่ Tokyo station ครับ ผมยังติดใจกับภาพความอลังการของสถานีโตเกียว ที่โดดเด่นนี้ เห็นว่าไม่ใกล้ไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจเดินจากตรงนี้ไปซึ่งใช้เวลาไม่นานมากครับ

Tokyo-station

ด้านหน้าของสถานีก็จะเป็นที่ตั้งของ พระราชวังโตเกียว (Tokyo Imperial Palace) ครับ

4. Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว)

เดินเข้ามาก็พบว่ากว้างมากๆครับ เป็นลานกว้างๆ ที่เต็มไปด้วยหินเต็มถนน เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการท่องเที่ยวในทุกฤดู ยกเว้นฤดูร้อน !!! ผมก็ยอมเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ

โคตรจะร้อนเลยฮะ ดูลานหน้าวังซะก่อนว่ากว้างใหญ่ขนาดไหน
โคตรจะร้อนเลยฮะ ดูลานหน้าวังซะก่อนว่ากว้างใหญ่ขนาดไหน

จนถึงจุดถ่ายรูปที่สำคัญอย่างเช่น สะพาน Nijubashi แห่งนี้ … ตรงนี้คงเป็นมุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

tokyo-imperial-palace

tokyo-imperial-palace

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นสวนสาธารณะใกล้ๆ ย่อมๆครับ ผมขอไปหลบแดดก่อนแล้วกัน !

imperial-palace-tokyo-japan

5. Tokyo Tower 

เอาล่ะครับ เดินทางกันต่อ วันนี้เราจะพยายามมุ่งหน้าไปเก็บแลนด์มาร์คของโตเกียวกันครับ ที่ไม่ควรพลาด และพลาดไม่ได้ก็คงเป็นโตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) ครับ ก็คงเป็นเพราะว่าตามชื่อ

แต่ถามส่วนตัวผม ว่าอยากขึ้นไปมั้ย… หึ

การเดินทางจากพระราชวังโตเกียวไปที่โตเกียวทาวเวอร์นี้ ผมเลือก…. ที่จะหาสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดไปครับ (คงเดาๆเหตุผลกันออก) ดูในแผนที่ไปเจอสถานี Hibiya นั่งไปเปลี่ยนสายที่ Roppongi ไปลงที่สถานี Akabanebashi ซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ใกล้โตเกียวทาวเวอร์ครับ

เดินออกมาจากสถานี Akabanebashi ได้ไม่กี่นาที ก็จะเห็นโตเกียวทาวเวอร์แต่ไกลแล้วครับ
เดินออกมาจากสถานี Akabanebashi ได้ไม่กี่นาที ก็จะเห็นโตเกียวทาวเวอร์แต่ไกลแล้วครับ
เอาล่ะ ดูกันให้ชัดๆ !
เอาล่ะ ดูกันให้ชัดๆ !

6. วัด Zojo (Zojo-ji)

เดินต่อมาอีกนิด ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็จะมีวัดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว อย่างวัด Zojo (Zojo-ji) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดที่ได้รับความนิยมที่คนจะมาฉลองเทศกาลปีใหม่ในญีปุ่น เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงาม ข้างหลังเห็นโตเกียวทาวเวอร์ชัดเจน…

zojo-ji-temple

แต่ทว่าเรื่องความปลอดภัยทำให้ทางวัดยกเลิกการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมาครับ

ผมกางไอแพดเปิดแผนที่ลุยต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางอากาศร้อนที่สุดแสนมาคุนี้ …. ผมก็ไปเจอร้านสะดวกซื้อตรงทางไป Roppongi ครับ เข้าไปกะว่าจะหาเครื่องดื่มอะไรเย็นๆซะหน่อย ก็ไปเจอไอ้นี่ครับ…

strong-zero

การได้แรนด้อมเครื่องดื่มหรือของกินในร้านสะดวกซื้อ
กับภาษาที่อ่านไม่ออก
เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับ

และผมก็หยิบมา สรรพคุณที่ผมอ่านออกแค่ -196 C นี้ คงเป็นการบอกอย่างดีว่ามันจะต้องเย็นสดชื่นมากๆแน่ๆ ….

แต่เปล่าเลย…. ผมเริ่มรู้สึกเมา และเวียนหัวเอามากๆ !

ผมรู้เลยครับว่า ไอ่ 8% นี่ (ที่ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไร) มันคือ “แอลกอฮอล์” และผมก็ไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนี้ฮะ บวกกับเราไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยด้วย ผมจึงรีบวิ่งหาร้านข้าวหน้าเนื้อแถวนั้น มานั่งกินอย่างรวดเร็ว เผื่อให้มันไม่เมาไปมากกว่านี้

ข้าวหน้าเนื้อ อร่อยเหาะ

ไอ่ข้าวหน้าเนื้อนี่ก็โคตรอร่อยเลยครับ แต่ผมก็โคตรเมา นั่งเอามือกุมขมับ เท้าคางอยู่ในร้านได้สักพักใหญ่ๆ จนคิดว่าหายเมาแล้ว… จึงออกมา

แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลยฮะ…

ผมทนเดินจนมาถึง Roppongi hills ครับ มองกลับไปก็ยังคงเห็นโตเกียวทาวเวอร์ ที่เป็นการพิสูจน์ว่ามันไม่ได้ไกลกันมาก (แต่เพราะอากาศมันร้อนนน)

Roppongi 가는 길

7. Roppongi Hills 

ที่ผมต้องพยายามมาถึงนี่ก็เพราะ นี่เป็นอีกแลนด์มาร์คนึงที่ต้องมา และ ช่วงนี้มีโปรโมทการ์ตูน Doraemon : Stand by me ที่ญี่ปุ่นครับ โดยการนำหุ่นโดเรมอน เข้าใจว่าน่าจะขนาดตัวจริง กว่าร้อยกว่าตัวมาจัดแสดงที่นี่ฮะ

roppongi

สายตาของผม...หลังจากที่ยังไม่หายเมาและมึนหัว มองเห็นเจ้าแมงมุมยักษ์แห่ง Roppongi นี้ เหมือนกับภาพที่โฟกัสไม่ติดนี้เลยฮะ
สายตาของผม…หลังจากที่ยังไม่หายเมาและมึนหัว มองเห็นเจ้าแมงมุมยักษ์แห่ง Roppongi นี้ เหมือนกับภาพที่โฟกัสไม่ติดนี้เลยฮะ

ผมจึงหาที่สงบสติอยู่แถวนั้น ด้วยการนั่งหลับไปเกือบครึ่งชม.ได้ฮะ 5555… เป็นประสบการณ์ที่เซ็งมาก และเสียเวลามาก ก่อนที่จะเดินหน้าถ่ายรูปกับโดเรมอน…

doraemon-roppongi

ตรง Ropponhi hills นี้ก็เป็นสถานที่ตั้งของสถานี Asahi ด้วยครับ แถวนั้นครึกครื้นไปด้วยการจัดกิจกรรมของสถานีและมีส่วนหนึ่งของอาคารที่โปรโมทภาพยนตร์โดเรมอน เดอะ มูฟวี่นี้ ทำให้มีสินค้าอะไรเกี่ยวกับโดเรมอนเต็มไปหมดเลยครับ ใครที่ชอบโดเรมอนเหมือนผมนี่ฟินไปตามๆกันฮะ

doraemon-asahi-broadcast

8. Shibuya

จาก Roppongi hills ไปชิบูย่า (Shibuya) ผมนั่งจากสถานี Roppongi (สาย Toei-Oedo) ไปเปลี่ยนสถานีที่ Aoyama-itchome และนั่งไปลงที่สถานี Shibuya (สาย Tokyo metro Hanzomon)

พูดถึงชิบูย่าแล้ว ผมนึกถึง ชิบูย่าโทสต์ ที่เคยไปกินที่ After you เมื่อนานมากๆแล้วครับ มันแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันเท่าไร แต่เป็นครั้งแรกๆที่ทำให้คุ้นกับคำนี้ แล้วก็มีอีกเรื่องที่ทำให้รู้สึกคุ้นๆ คือเรื่องราวของเจ้าหมาฮาชิโกะ… ที่ผมเคยดูภาพยนตร์เกี่ยวกับหมาตัวนี้ที่มาเฝ้ารอคุณหมอที่เป็นเจ้าของอยู่หน้าสถานี ทั้งๆที่คุณหมออยู่มาวันนึงได้ตายไปแล้ว… เรื่องดีมากๆครับ ออกมาจากสถานี Shibuya ประตู 8 ก็จะเห็นรูปปั้นเจ้าสุนัขตัวนี้ ที่มีคนมายืนถ่ายรูปกันอย่างต่อเนื่องเลยครับ

shibuya-dog

และนี่ก็คือสีสันยามเย็นของชิบูย่าครับ กับถนนที่เรียกว่า ยุ่งที่สุดในโลก !!

shibuya

มีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วนครับ เป็นถนนที่แออัดจริงๆ
มีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วนครับ เป็นถนนที่แออัดจริงๆ

ผมไม่มีเวลามากครับ เพราะว่าวันนี้ผมมีนัดกับคนญี่ปุ่น !! ซึ่งคนที่ผมจะไปพบท่านนี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่โรงเรียนม.ปลายของผมเองครับ… แผนของผมที่ว่าจะเดินทะลุจากชิบูย่า (Shibuya) ไป ฮาราจูกุ (Hatajuku) และจบที่ชินจูกุ (Shinjuku) รวดเดียวนี้ เกรงว่าจะไม่ทันนัดครับผม

ผมเดินมาตามแผนที่ ที่จะขอได้เที่ยวฮาราจุกุสักแปป ก็มาหยุดๆ เพราะคุ้นกับเสียง เหมือนได้ยินเสียงคนไทยครับ

yim-suthida-in-japan

ใช่แล้วครับ ผมมาเจอกับนักร้องเสียงดี(ที่ผมไม่รู้จัก) เธอชื่อ ยิ้ม สุทธิดา กับแม่ยกแฟนคลับอยู่หน้าเวทีพอสมควรครับ บริเวณลานตรงนี้เต็มไปด้วยพื้นที่ขายอาหารไทย และสินค้าจากประเทศไทย ทำผมตกใจเหมือนกัน อะไรจะมาบังเอิญมาจัดวันที่ผมมาเที่ยวญี่ปุ่นพอดี มีเวลาเดินดูอยู่แปปเดียวครับ

9. Harajuku

เดินมาจนถึงฮาราจุกุ (Harajuku) ครับ อีกย่านท่องเที่ยวนึงเลย และเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมจิที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวันนี้ด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแผนไปก่อน ผมจึงต้องนั่งรถไฟจากที่ Harajuku ไปลงที่ Shinjuku (แม้ว่าจะห่างกันแค่สถานีเดียว)

harajuku-station

10. Shinjuku

และแล้วผมก็มาถึงชินจูกุครับ ระหว่างที่รออาจารย์ก็มีการแสดงดนตรีให้ดูแถวๆนี้ บรรยากาศดูครึกครื้นดีครับ ยามเย็นแบบนี้ มีแฟนคลับ? และผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น มาหยุดชมการแสดงดนตรีสดๆนี้ด้วยฮะ มาขอลายเซ็นต์ก็มี เป็นถนนชิวๆอีกแห่งก็ว่าได้ครับ

shinjuku-street
และแล้วก็ถึงเวลาครับ ผมมาพบกับ อาจารย์ยูริ ซึ่งเป็นอาจารย์อาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนมัธยมของผมเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ผมได้รู้จักกับอาจารย์ ตอนที่เข้าไปขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น แม้ว่าอาจารย์จะไม่เคยได้สอนผม แต่อาจารย์ก็หาข้อมูลมาให้อย่างดี แถมเอาปากกาไฮไลท์ ขีดส่วนสำคัญๆไว้ให้ผมอีก ผมจำวันนั้นได้ดีเลย คงเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความจริงใจของคนญี่ปุ่น แม้ว่าผมจะไม่ค่อยได้เจออาจารย์ยูริ แต่วันนี้อาจารย์ก็น่ารักๆมาก และเสียสละเวลามาร่วมทานข้าวกับผมวันนี้ครับ ~ วันนี้ผมและอาจารย์มาเจอกันที่ชินจูกุครับ อาจารย์พามาทาน เทมปูระ ที่เรียกว่า อร่อยเหาะอย่าบอกใคร!

เทมปุระที่มีหลากหลายชนิดมากครับ ค่อยๆเสิร์ฟทีละรายการ ทอดใหม่ๆ ร้อนๆ และภาพขวาก็คือ ผมกับอาจารย์ยูริครับ
เทมปุระที่มีหลากหลายชนิดมากครับ ค่อยๆเสิร์ฟทีละรายการ ทอดใหม่ๆ ร้อนๆ และภาพขวาก็คือ ผมกับอาจารย์ยูริครับ

อาจารย์เล่าให้ผมฟังถึงความทรงจำดีๆเกี่ยวกับประเทศไทย ในช่วงสมัยที่อาจารย์มีโอกาสมาสอนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนผมครับ อาจารย์เล่าว่า อาจารย์มีโอกาสได้สอนนักเรียนที่มีความพิการทางสายตา ซึ่งอาจารย์บอกว่านับว่าเป็นครั้งแรกและเป็นความท้าทายมากๆ อาจารย์เขียนอีเมลส่งไปขอความช่วยเหลือจากทางญี่ปุ่นให้ส่งแบบเรียนสำหรับผู้พิการทางสายตาที่เป็นอักษรเบลล์มาให้ และสานต่อจนมาเป็นงานวิจัยที่อาจารย์กำลังเรียนอยู่ขณะนี้ด้วย

ทึ่งมั้ยล่ะครับ? ผมได้ฟังเรื่องราวที่สุดแสนอบอุ่นนี้ ก็ทำผมอดยิ้มไม่ได้จริงๆเลยครับ อาจารย์ยูริ เป็นอาจารย์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ คุยไปกินไป อาจารย์ก็โชว์ส่วนหนึ่งของงานนำเสนอของอาจารย์เกี่ยวกับการสอนภาษาญี่ปุ่นให้ผู้พิการทางสายตาให้ผมดูด้วย…. ผมเองก็เซอร์ไพรส์อาจารย์กลับด้วยเรื่องราวดีๆเช่นกันครับ ผมหยิบชีตภาษาญี่ปุ่นที่อาจารย์เคยให้กับผมไว้ตั้งแต่สมัยผมเรียนอยู่ที่มัธยมขึ้นมา

เมื่อครั้งที่แล้วที่ผมกลับไทย ผมไปค้นเจอชีตนี้โดยบังเอิญในตู้หนังสือ และผมก็หยิบมันมาด้วยที่เกาหลี ด้วยความหวังว่าสักวันผมจะมีโอกาสได้หยิบมันมาศึกษาด้วยตัวเอง .. สุดท้ายเจ้าชีตที่ไม่ได้ผ่านการขีดเขียนใดๆของผมเลยนี้ ก็กลับมาหาอาจารย์ยูริที่ร้านเทมปุระร้านนึงในชินจูกุแห่งนี้… อาจารย์ยูริที่เห็นชีตนี้ครั้งแรก อาจารย์บอกกับผมว่า “อ้าว เธอเรียนชีตนี้ด้วยเหรอ ใช้เล่มเดียวกันเลย” ก่อนที่ผมจะบอกว่า “จริงๆแล้วอาจารย์เป็นคนให้ชีตผมนี้มาเองครับ 🙂  อาจารย์จำได้หรือเปล่า นี่ผมเขียนวันที่ที่ได้รับไว้ข้างชีตด้วย” อาจารย์ยูริตกใจ และยิ้มไม่หุบเช่นเดียวกันกับผมเลย อาจารย์ดีใจมาก และบอกผมว่า “โอ้ อาจารย์จำไม่ได้จริงๆ นี่มันนานมากแล้วนี่” ผมบอกกับอาจารย์ว่า “ไม่มีอะไรนอกจากที่ผมจะบอกว่าขอบพระคุณอาจารย์จริงๆ” บทสนทนาของผมกับอาจารย์จึงเป็นอะไรที่วิเศษสำหรับการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้มากๆครับ

teacher_yuri_rajsima
กลับมาที่เรื่องอาหารที่ผมจะไม่พูดก็ไม่ได้ครับ 55 (เปลี่ยนบรรยากาศเร็วเหลือเกิน) เพราะร้านนี้อาจารย์ยูริแนะนำมา ว่าเป็นอีกร้านอร่อยในย่านชินจูกุเลยครับ ใครที่มองหาร้านอร่อยในชินจูกุ  ทุกท่านไม่ควรจะพลาดกับร้านนี้ครับ Shinjuku Tsunahachi So-honten ร้านนี้หน้าร้านเขียนไว้ด้วยภาษาญี่ปุ่นครับ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยลูกค้าต่อแถวกันยาวพอสมควร กฏของร้านมีห้ามถ่ายรูป ผมจึงไม่สามารถถ่ายมาได้เยอะตามมารยาทครับ

ร้านนี้ได้รับการรีวิวจากนักท่องเที่ยวมากมายครับ เทมปุระที่ทอดมาใหม่ๆ นำออกมาจากกระทะ ซับมัน แล้วมาเสิร์ฟให้ถึงที่โต๊ะ หากใครที่อยากทานเทมปุระเมพๆ ในโตเกียวนี้ ห้ามพลาดร้านนี้เป็นอันขาดเลยครับ !! [แผนที่] [รีวิวใน Trip Advisor]

เรื่องราวในค่ำคืนสุดท้ายในโตเกียวก็ต้องจบไว้เพียงเท่านี้ครับ ในวันพรุ่งนี้เย็นผมก็จะต้องเดินทางเตรียมตัวกลับไปที่โอซาก้าแล้วครับ

Ueno

ผมใช้เวลาวันใหม่ในวันใหม่ที่โตเกียวนี้ ทั้งเช้าไปกับการเจอกับเพื่อนคนไทย “บอมบ์” นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่แนะนำร้านทาน อูนางิ (Unagi) หรือ ปลาไหลญี่ปุ่น อร่อยๆแถวๆย่าน Ueno ให้ได้ทานครับ ปลายเดือนกรกฎาคม ของทุกปีเป็นเทศกาลทานอุนางิ หรือปลาไหลของที่ญี่ปุ่นด้วยครับ แต่เพื่อนๆที่ญี่ปุ่นก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้อูนางิจะเริ่มหายากและไม่ค่อยให้มีการให้ล่ามากเท่าไรแล้วครับ หากราคาของอูนางิถูกมากก็จะเป็นอูนางิที่นำเข้ามาจากประเทศอื่นครับ

unagi

ร้านที่บอมบ์พามา เป็นร้านนึงในซอยเล็กๆทางไปสถานีอุเอะโนะ (Ueno) ครับ ซึ่งหน้าร้านเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ราคาของปลาไหลก็มีให้เลือกตามไซส์ตั้งแต่ 500 ถึง 2,000

หน้าตาของร้านที่เรามาทานอูนางิกันครับ อยู่ในซอยที่เต็มไปด้วยของกินและร้านค้า ทางไปสถานีอุเอะโนะ (Ueno) ครับ ด้วยความที่จำทางไปร้านไม่ได้ จึงขอวงไว้แล้วกันครับ ว่าอยู่แถวๆนั้น

ก่อนเดินทางกลับ ผมนำสัมภาระไปใส่ล็อกเกอร์ที่อู่รถบัส Willer Express ครับ และมีโอกาสได้เดินเที่ยวเก็บบรรยากาศสวยๆของเมืองโตเกียวที่จุดชมวิว (Observation desk) ใน ศาลาว่าการกรุงโตเกียว หรือ Tokyo Metropolitan Government Building ครับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ท่านสามารถชมวิวได้ทั่วเมือง และที่สำคัญคือ ฟรี ครับ ! [แผนที่ทางไปศาลาว่าการกรุงโตเกียว]

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories- Observation desk

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories

เวลาในช่วงบ่ายยังพอเหลืออยู่บ้างครับ ผมตัดสินใจเดินจากชินจูกุ (Shinjuku) ไปยังฮาราจุกุ (Harajuku) ซึ่งใช้เวลาเดินกันพอสมควรเลย เพื่อที่จะไปขอพรที่ ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu) ซึ่งเป็นอีกศาลเจ้าที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นครับ แต่ฝนก็ตั้งเค้า และแน่นอนครับ มีฝน มีเสียงฟ้าร้อง เป็นอะไรที่ผมไม่สามารถจะอดทนได้นานจริงๆครับ (กลัวเสียงฟ้าร้อง) จึงรีบๆวิ่งมาที่ศาลเจ้าเมจิและหลบฝนอยู่ที่นี่สักพักได้ล่ะครับ

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu)
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu)

จนถึงกระทั่งมั่นใจว่าฟ้าจะไม่ร้องแล้วนั่นล่ะครับ ผมจึงออกมาและเที่ยวในฮาราจุกุต่อสักแปปครับ ก็ได้ขนมจากที่ฮาราจุกุมาเป็นของฝาก และกลับไปขึ้นรถที่ชินจุกุครับ การเดินทางจากโตเกียวไปโอซาก้า ด้วยรถบัสกลางคืน ผมเขียนไว้ในบล็อก ตอนนี้ แล้วครับ !

กลับมาที่โอซาก้า

ผมใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการนอน การเดินทางในโตเกียวในหน้าร้อนนี่ไม่อึด ไม่ถึกนี่ ลำบากเลยล่ะครับ… ชาร์จพลังเต็มที่แล้วตัดสินใจไปหาอะไรทานกับเพื่อนในโดทงโบริ (Dotonburi) ครับ

นึกถึงโอซาก้า นึกถึงทาโกะยากิ ~ !
นึกถึงทาโกะยากิ นึกถึงโอซาก้า ~ !

ก่อนที่ครอบครัวของเพื่อนผมจะพาไปทานมื้อพิเศษส่งท้ายค่ำคืนที่นี่ครับ ระหว่างเดินทางคุณแม่ของเพื่อนก็แซวว่า แอบดำขึ้นเยอะเลย หลังจากที่ไปเที่ยวโตเกียวมา ก็ได้แต่บอก(เพื่อนให้แปลให้แม่ฟังเพื่อนฟังอีกที)ว่า แดดโตเกียวร้อนมว้ากกกฮะ

ตั้งแต่ผมเขียนมา จะมีหลายมื้อที่ผมเขียนไว้ว่า "จะไม่มีวันลืมเลย" แต่ก็เช่นนั้นจริงๆครับ ผมก็ไม่ลืมมื้อนี้เช่นกัน นี่คือ ยากินิกุ (Yakiniku) ที่เนื้อมาจากเมือง Kagoshima ที่เพื่อนภูมิใจนำเสนอมากครับ
ตั้งแต่ผมเขียนมา จะมีหลายมื้อที่ผมเขียนไว้ว่า “จะไม่มีวันลืมเลย” แม้ว่ามันจะดูเกลื่อนๆ ทำไมใช้คำฟุ้มเฟือยจัง ดูแต่ก็เช่นนั้นจริงๆครับ ผมก็ไม่ลืมมื้อนี้อีกเช่นกัน นี่คือ ยากินิกุ (Yakiniku) ที่เนื้อมาจากเมือง Kagoshima ที่เพื่อนภูมิใจนำเสนอมากครับ

ผมขออภัยสำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อด้วยครับ…. สำหรับผู้ที่ทาน นี่มันคือเจ๋งมากๆ ครับ ดูจากชื่อเสียงของร้านนี้จากภาพที่เจ้าของร้านถ่ายกับดารามากมาย ผมเองไม่เห็นเมนู และไม่มีโอกาสได้เห็นราคา จึงไม่ทราบว่าเท่าไร แต่ก็แอบถามเพื่อน เพื่อนผมก็ได้แต่บอกว่า “หึหึ มันพิเศษมากเลย บอกแกไม่ได้หรอก !” ทำผมใจไม่ดีเลยครับ ว่าจะเลี้ยงอะไรเค้าเมื่อตอนเค้าจะไปเที่ยวที่ไทย… ตำแหน่งที่ร้าน สำหรับคนต้องการจะไปโดน ยากินิกุ ที่อร่อยๆเด็ดๆโดนๆ ในโอซาก้า ผมไปหาตำแหน่งมาให้แล้วครับ ! [แผนที่]

สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอจากบล็อกทุกตอนในการเดินทางที่ญี่ปุ่นนี้ หลักๆคงเป็นการนำเสนอแผนการเดินทางของผม และรวบรวมข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นครับ และอีกมุมมองหนึ่ง ที่ผมอยากนำเสนอ คือ เรื่องราวของคนญี่ปุ่นด้วย ผมรู้สึกถึง “ความอบอุ่น ความจริงใจ ของคนญี่ปุ่น” จากบล็อกหลายๆตอน ก็อาจจะทำให้คุณผู้อ่านหลายๆท่านรู้สึกร่วมไปกับผมด้วยเช่นกัน

การเดินทางตลอดระยะเวลาเกือบสองอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นในหน้าร้อนนี้ จึงเต็มไปด้วยประสบการณ์ดีๆที่เพื่อนผมหลายๆคนที่ญึ่ปุ่นได้มอบให้ เป็นบล็อกที่เรียกว่าเขียนกันข้ามปีเลยทีเดียว เรื่องราวที่นี่มันยาวจนผมแทบอยากจะตัดจบไปในบางตอนเสียด้วยซ้ำไป แต่ประสบการณ์ดีๆแบบนี้ ผมตัดสินใจขอใช้เวลาเล่ามันจนจบ และนี่ก็เป็นตอนสุดท้ายของการเดินทางในญี่ปุ่นครับ

คืนสุดท้ายที่บ้านของริโกะครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับคุณพ่อ คุณแม่ และริโกะครับ
คืนสุดท้ายที่บ้านของริโกะครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับคุณพ่อ คุณแม่ และริโกะครับ

แล้วกันใหม่ในตอนหน้าครับ ~
สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับผม !!

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[Japan Trip] ตะลุยเดี่ยวเที่ยวโตเกียว !! # 1

เดินทางมาด้วยกันเรื่อยๆครับ สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่ผมได้เพื่อนมาช่วยแนะนำการท่องเที่ยวในโตเกียวให้ ครั้งนี้จะเป็นคราวของผมที่ต้องเดินทางเที่ยวคนเดียวในโตเกียวแล้วครับ

เนื่องจากว่าการเดินทางในวันก่อนนี้ไปกับเพื่อนผู้หญิง แน่นอนล่ะครับว่าสถานที่ที่ต้องไปก็จะออกไปแนวมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกันซักเล็กน้อย ซึ่งถ้าไม่บอกว่าผมถ่อมากินไกลถึงโตเกียวนี้ อาจจะไม่มีใครรู้จริงๆ บล็อกในวันนี้จะพาทุกท่านไปเก็บประสบการณ์ของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เมื่อมาญี่ปุ่นแล้วต้องมาให้ได้กันครับ !!

เดินทางไปชมภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พวกเรารู้จักกันดี ภูเขาลูกนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ไม่แปลกที่คนทั่วโลกจะรู้จัก เหมือนที่คนรู้จักยอดเขาเอเวอร์เรสต์ การเดินทางไปชมภูเขาไฟฟูจิ สามารถเลือกได้หลากหลายเส้นทาง เพราะลักษณะของภูเขาไฟนี้ ถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบห้าแห่ง เราเรียกว่า “ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji-goko)” ซึ่งทะเลสาบแต่ละที่ก็มีวิวที่สวยงามแตกต่างกันไปครับ สำหรับสถานที่ที่ผมเลือกไปนั้น คือ ทะเลสาบคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) ครับ

การเดินทางจากโตเกียวไปภูเขาไฟฟูจิ

การเดินทางไปชมฟูจิ ไปได้หลายวิธีครับ เช่น รถไฟ, รถบัส แต่หลังจากที่ผมศึกษาเส้นทางแล้ว การเดินทางรถบัสใช้เวลาน้อยกว่าและประหยัดกว่าครับ จึงตัดสินใจนั่งรถบัสไป รถบัสจะนั่งที่ชินจุกุ (Shinjuku) ครับ โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่เว็บไซต์นี้เลย และไปชำระเงินที่สถานีรถได้ครับ หากไม่ไปเค้าก็จะยกเลิกโดยอัตโนมัติ ราคาค่าโดยสารต่อรอบอยู่ที่ ¥1,750 ครับ โดยปลายทางไปลงที่ สถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko station)

ผมออกเดินทางสายๆ ประมาณสิบโมงครับ กว่าจะหาสถานีรถบัสเจอก็บอกว่าหลงไปหลายรอบเลย ที่ชินจูกุนี้ต้องขอบอกว่า มือใหม่หัดเที่ยวอย่างผมนี่มึนมากครับ มีมากมายหลายประตูทางออก จากแผนที่สถานีรถบัสอยู่ติดกับร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Yodobashi-Shinjuku ครับ

สถานีรถบัสไฮเวย์ ชินจูกุ (Highway Bus)
สถานีรถบัสที่ออกจากชินจูกุ

ผมมาด้วยความรีบเร่งกลัวจะไม่ทันเวลา วิ่งมาพร้อมกับใบจองที่พิมพ์มาตอนจอง ก็มีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ พาเราทำรายการจากตู้อัตโนมัติจนเสร็จสิ้นครับ ชำระเงินผ่านตู้ได้เลยทันที ใครที่ไม่ได้จองมาจากเน็ตก็สามารถติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์เช่นกัน (แต่อาจจะวุ่นวายหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่น)

สถานีรถบัสไปฟูจิจากชินจูกุ
รถบัสจอดรายทางหลายสถานีเหมือนกันครับ แต่เวลาก็ไปถึงตรงตามที่ระบุเอาไว้ในเว็บไซต์ 1 ชม. 45 นาที ซึ่งสถานีที่จะไปจอดหลักๆ ก็จะมีสวนสนุก Fuji Q Land และสถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) เป็นสถานีปลายทางที่จะไปชมทะเลสาบคาวากูชิโกะและภูเขาไฟฟูจิกันครับ

ถึงแล้วคร้าบบ~…. สถานีคาวากูชิโกะ

สถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko station)

ภายในสถานีมีคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก มีแผนที่แสดงตำแหน่งสำคัญๆบริเวณย่านนี้ครับ สถานีดูเก่าแต่คงเอกลักษณ์ไว้สวยงาม

มาถึงเที่ยงๆพอดี เลยตั้งใจว่าจะหาอะไรทานก่อน ก่อนที่จะเดินทางครับ ผมใช้แอพ Trip Advisor ช่วยนำผมไปยังร้านอร่อยๆแถวๆนั้น ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็แอบไกล ผมเดินตามเส้นทางที่แอพแนะนำไว้…

เดินกินลมไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นลักษณะของบ้านเมืองที่นี่ ที่ดูสงบๆครับ มีแปลงเกษตรอยู่หลายที่ ไม่ค่อยมีตึกสูงใหญ่มากมาย ไม่มีที่ร่มให้เดินหลบแดด เดินไปอากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆครับ แถวนั้นมีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิขณะนั้น ก็พบว่ามันสูงถึง 38 องศา!! เรียกว่าเดินไปเช็ดเหงื่อไป

Kawaguchiko
เดินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพบกับร้าน “Kosaku” ครับ ร้านนี้เป็นที่กล่าวขานกันในแอพ TripAdvisor ถึงเมนูเมนูนึง ที่เมื่อมาในย่าน Yamanashi แล้ว เมนูที่ต้องทานให้ได้เลยก็คือ “โฮโตะ (Houtou/Hoto)”

kosaku hotou kawaguchiko
ผมเดินเข้ามาในร้านก็พบว่าร้านใหญ่พอสมควรครับ ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้เราได้สั่งกันอย่างสบายใจ เล่าต่อกันถึงเมนูนี้ โฮโตะเป็นบะหมี่ที่เสิร์ฟมาในถ้วยใหญ่ กับน้ำซุปที่ค่อนข้างเข้มข้นเพราะมีผักและฟักทองอยู่ด้วย ส่วนหน้าก็มีให้เลือกหมดเลยครับ หมูเห็ดเป็ดไก่ มีไปจนถึง หมี !! อะไรจะขนาดนั้น ผมขอจบที่หมูแล้วกันครับ มื้อนี้หมดไป ¥ 1,400

houtou
เสิร์ฟมาในถ้วยใหญ่จริงๆครับ ถ้าตอนนั้นผมไม่หิวก็คงกินคนเดียวไม่หมดจริงๆ กินเสร็จก็มาเดินเล่นในร้าน ที่นี่มีของที่ระลึกขายด้วยครับ (แน่นอนว่าเส้นโฮโตะนี่ก็มีขาย)

ก่อนที่จะมาผจญกับแดดข้างนอก เป้าหมายต่อไป มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบคาวากูชิโกะครับ ระยะทางที่ต้องเดินต่อก็เป็นกิโลๆเลยทีเดียว และผมก็ได้เห็นกับทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตานี้ครับ

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ Kawaguchiko lake
เดินออกไปอีกหน่อย ผมเห็นสะพานข้ามไปอีกฝั่งนึง จากมุมที่ผมถ่ายรูปถ้าจะถ่ายทะเลสาบให้เห็นภูเขาไฟด้วย ผมจำเป็นต้องข้ามไปอีกฝั่งครับ เลยตัดสินใจเดินต่อไปเรื่อยๆ…. (แดดก็ยังคงแรงอยู่เหมือนเดิม)

kawaguchiko lake panorama
มุมมองพาโนรามากับทะเลสาบคาวากูชิโกะ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นภูเขาไฟฟูจิที่ถูกบดบังด้วยเมฆก้อนมหึมาครับ

เดินไปเดินมาก็หวังเพื่อจะเล็งมุมสวยๆของภูเขาไฟฟูจิครับ เท่าที่อ่านดูจากในเน็ตก็ว่ากันว่าให้มาแต่เช้าบ้าง ควรจะมาหน้าหนาวบ้าง ซึ่งไม่เข้าคุณสมบัติอะไรของการที่จะได้ถ่ายสวยๆเลย ผมจึงถือว่าได้มาเห็นเป็นบุญตาก็พอใจแล้วครับ เดินไปเรื่อยๆ ก็พบว่า “อ่าววว… นี่มันวนรอบทะเลสาบแล้วนี่หว่า”

fuji kawaguchiko
หน้าตาของเจ้าก้อนเมฆทรยศ ช็อตนี้เป็นช็อตจริงจังของผมที่สุดแล้วที่ต้องการจะถ่ายฟูจิ (จริงๆคือมีรูปก่อนหน้าที่ระหว่างเดินถ่ายได้บ้างฮะ)

ก่อนจะได้เดินกินลมชมไม้ กลับมาที่สถานีและนั่งบัสกลับไปที่สถานีชินจูกุครับ ขากลับเราสามารถนั่งรถได้จากที่หน้าสถานีเช่นเคย (ชานชาลาที่ 3 เขียนว่า Highway bus for Shinjuku) และควรจะดูเวลาออกแต่เนิ่นๆ ป้องกันการตกรถครับ

มุ่งหน้าสู่โตเกียวก็พบว่ารถติดมากๆครับ ฝนก็ตกหนักมากๆด้วย อันนี้เป็นอะไรที่ไม่มีบอกในพยากรณ์อากาศเลย สิ่งที่ผมพยายามทำการบ้านมากอยู่อย่างนึง คือเรื่องสภาพอากาศครับ เพราะไปเที่ยวแต่ติดฝนก็คงไม่สนุกแน่ๆ แต่ที่เช็คมาก็ไม่ได้ตกตามวันเลย แถมเสียงฟ้าร้องแอบดังกว่าทุกที่ที่ผมเคยไปมาเสียอีก !! (ประสบการณ์จริงจากคนกลัวเสียงฟ้าร้อง)

rainy day in tokyo

ทันทีที่ถึงชินจูกุก็มุ่งหน้าสู่ที่พัก ไปแวะหาอะไรทานในห้างแถวนั้นครับ ในห้างญี่ปุ่น ชั้นใต้ดินมักจะเป็นแหล่งขายอาหารทั้งคาวหวาน มีให้เลือกกันอย่างหลากหลายจุใจ จะกินเลยห่อกลับก็มีทุกรูปแบบครับ

cake zone in departmentstore in japan

ช่วงนั้นเป็นเทศกาลกินปลาไหลพอดี จึงซื้อมากินที่ที่พัก และอยากทานของหวานด้วย จึงไปหาเลือกเค้กหน้าตาดีๆ (อยากจะลองว่ามันจะอร่อยสมหน้าตาหรือเปล่า) ก็ได้มาดังนี้ครับ

ข้าวหน้าปลาไหล อูนางิ Unagi
เป็นปลาไหล อูนางิ (Unagi) กับเนื้อ หมดไปกับราคาช่วงจัดรายการ ¥1,050
เค้กในห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น Monblanc cake
เค้กที่แพ็คเกจสวยหรู ใส่กล่องให้ยังกับกล่องนาฬิกา มาพร้อมกับที่กันกระแทก น้ำแข็งแห้งอย่างดี หมดไปรู้สึกแพงกว่าข้าวหน้าปลาไหล 55

รสชาติของข้าวหน้าปลาไหลก็ต้องบอกว่ามันอร่อยใช้ได้เลยล่ะครับ แต่ไม่จุใจเท่าไร ราคาแอบสมเหตุสมผล โชคดีที่มาช่วงโปรโมชั่นพอดี ส่วนขนมเค้กนี้ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ ข้างในเป็นวิปครีมนุ่มๆอร่อยใช้ได้ ข้างนอกเป็นเหมือนเป็นครีมถั่วเขียว ซึ่งคนไม่ชอบทานถั่วก็อาจจะไม่ชอบครับ กินไปเรื่อยๆ ผมเหมือนเจอถั่วเพิ่มอีกเป็นก้อนๆ อันนี้ทำให้รู้สึกเริ่มเลี่ยนๆขึ้นมาหน่อย เอาเป็นว่าภาพรวมขนมเค้กเอาไป 8/10

ทั้งวันนี้จึงยกให้กับการท่องเที่ยวในเมืองคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) นี้ครับ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะพักใน Sakura Ikebukuro นี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนบรรยากาศ+เซฟค่าใช้จ่าย ไปนอนที่โฮสเทลในย่านอาซากุสะ (Asakusa) ครับ

อิเคะบุคุโระ (Ikebukuro)

เช้าก่อนย้ายโรงแรม ก็ขอมาสำรวจย่านนี้อีกครั้งครับ อย่างที่บอกไปในบล็อกตอนที่แล้ว อิเคะบุคุโระเป็นอีกย่านใหญ่ย่านนึงที่มีหลายฝั่ง หลายทิศด้วยกันครับ ทิศตะวันออกจะเป็นร้านตู้เกม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าซะเยอะ วิธีการเดินทางก็เดินมาตามทางประตูในสถานีก็ไม่หลงดีครับ

Ikebukuro east side

แถวๆนี้มีร้านโตคิว แฮนดส์ (Tokyu Hands) ที่ให้ผมเดินยังไงก็ไม่เบื่อ ร้านนี้มีทุกอย่าง ราคาอาจจะแพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย แต่ก็มีอะไรให้เดินดูเล่นเพลินดีครับ

tokyu hands ikebukuro
ตึกข้างๆกันเป็นห้างที่ใหญ่อีกแห่งนึงในย่านนี้ครับชื่อว่า Sunshine City ข้างในมี อควาเรียม และจุดชมวิวอยู่ แต่เนื่องจากเวลาไม่ค่อยพอ วันนี้จึงจบการเดินทางในอิเคบุคุโระไว้เพียงเท่านี้ครับ

อาซากุสะ (Asakusa)

แบกกระเป๋าและสัมภาระมาที่อาซากุสะครับ ย่านนี้ให้ความรู้สึกเก่าแก่ดีครับ (พอๆกับตอนไปเกียวโต) ที่พักอยู่ในซอยเข้ามาให้ผมงงเล่นเยอะหน่อย เช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย เข้าไปในห้องก็พบว่ามีแขกที่พักอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว นั่งนอนเล่นกันอยู่ อัธยาศัยดีอย่างผมก็ได้แต่มุ่งหน้าเข้าหาเตียง เก็บของแล้วเดินทางต่อครับ 555

ซากุระโฮสเทล อาซะกุสะ (Sakura Hostel Asakusa) Review
ขอ รีวิวซากุระโฮสเทล อาซากุสะ นี้กันนิดนึงครับ ที่นี่เหมาะมากสำหรับผู้ที่เดินทางแบ็คแพ็คและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ที่นี่ใกล้กับย่านท่องเที่ยวอย่าง Asakusa มีพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ให้บริการตลอด 24 ชม. ราคาตกอยู่ที่คืนละ ¥3,325 (~1,000 บาท) ราคานี้มีอาหารเช้าบริการง่ายๆอย่างขนมปัง กาแฟ ซุป ชั้นล่างล็อบบี้มีอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ให้บริการครับ มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า ห้องอาบน้ำสะอาดครับ มีผ้าเช็ดตัวให้เช่า ที่หัวเตียงจะมีโคมไฟส่วนตัวให้ไว้แบบในรูปครับ ตรงใต้โคมไฟจะมีปลั๊กให้เสียบอยู่ช่องนึง (ตอนแรกหาปลั๊กไม่เจอ)

เอาล่ะครับ ได้เวลาออกมาเดินเล่นกันต่อแล้ว~

ขอเริ่มจากที่ใกล้ๆนี้ก่อนเลยครับ อาซากุสะ (Asakusa) !! บริเวณนี้ก็จะมีร้านค้าที่ดูย้อนยุคอยู่หลายร้าน ให้บรรยากาศดีมากเลยครับ ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงทางเข้าของวัดเซ็นโซ (Senso-ji)  ก็จะเห็นประตูที่เป็นสัญลักษณ์เรียกว่าประตูคามินาริ (Kaminari-mon) ที่มีโคมใหญ่ๆนี้ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม…

ประตูคามินาริ วัดอาซากุสะ วัดเซ็นโซจิ

ผ่านประตูเข้ามาก็จะเห็นร้านค้าอยู่มากมายเรียบถนนนาคามิเซะ (Nakamise-dori) ก็มีทั้งของที่ระลึก ไม้แกะสลักชื่อ ขนมขบเคี้ยว เซมเบ้ ไอศกรีมชาเขียว ฯลฯ ให้ได้ไปลิ้มลองกัน ก่อนที่จะเดินเข้าไปชมวิหารข้างในครับ

เที่ยวโตเกียว ด้วยตัวเอง วัดเซ็นโซจิ
ภายในวัดเซ็นโซ (Senso-ji) มีอยู่หลายวิหารครับ หนึ่งในวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือ วิหารอาซากุสะ วัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดอาซากุสะด้วย ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์คันนน (เจ้าแม่กวนอิม)
เจดีย์ 5 ชั้น วัดอาซากุสะ วัดเซ็นโซ
เจดีย์ 5 ชั้นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สวยงามมากครับ ตรงยอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ได้อ่านเรื่องราวการฟื้นฟูของวัดนี้แล้วก็รู้สึกว่าวัดนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนญี่ปุ่นอีกครั้งนึงเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศที่วัดช่วงนี้ก็คึกคักเป็นพิเศษ เพราะว่าใกล้กับช่วงเทศกาลชมพลุในฤดูร้อนนี้ครับ ซึ่งสถานที่ชมพลุก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้เอง

อะกิฮะบะระ (Akihabara) สวรรค์ของเหล่าโอตาคุ

ผมออกตัวก่อนครับว่าเป็นคนที่ไม่ดูหรืออ่านการ์ตูนเลยครับ จะว่าโชคดีหรือโชคร้าย ในเมื่อมาถึงแหล่งที่ญี่ปุ่นกับย่านนี้แล้ว แต่กลับไม่รู้สึกฟินอะไรเลย T_T เอาล่ะครับ จะว่าไปนอกจากเรื่องราวของการ์ตูนแล้ว ผมก็พบว่าแถวนี้ก็เป็นอีกย่านนึงที่ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์ใหญ่เป็นอันดับต้นๆอีกแห่งนึงเช่นกัน

อะคิฮาบาระ Akihabara สวรรค์ของเหล่าโอตาคุ

รวมไปถึงเมดคาเฟ่ (ร้านค้าที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มโดยพนักงานแต่งตัวน่ารักๆ) และวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 ที่มีจุดกำเนิดที่นี่ (จริงๆก็ได้มารู้จักกับสาวๆ AKB48 ก็หลังจากได้มาสัมผัสอะกิฮะบะระครั้งนี้ล่ะครับ :P)

อะคิฮาบาระ Akihabara
สวรรค์ของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูน ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมคนชั้นดีเลยครับ เดินมาตรงตึกดงกี้โฮเตะ (Don quijote) ชั้นบนเป็นโรงละครของวง AKB48 โดยเฉพาะเลยครับ เมื่อขึ้นไปแล้วก็จะมีการชมการถ่ายทอดสดจากข้างบน มีภาพของสมาชิกทุกคนให้แฟนคลับตามมากรี๊ด? กันถึงที่ห้องส่งได้

อุเอะโนะ (Ueno)

สถานีอุเอะโนะ (Ueno station)

จากนั้นผมจึงนั่งรถไฟจากอะกิฮะบะระ (Akihabara) มาต่อที่อุเอะโนะ (Ueno) ซึ่งอยู่ห่างเพียงไม่กี่สถานี ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของสวนสาธารณะที่ใหญ่ร่มรื่นแห่งนึงล่ะครับ แต่เพราะมาถึงที่นี่ค่ำได้ที่แล้ว ผมจึงเลือกเดินไปฝั่งนึงของถนน เพื่อไปตามหาอนุสาวรีย์ของ Saigi Takamori ซึ่งเป็นซามูไร วีรบุรุษ ที่มีบทบาทในสงครามสมัยก่อนของญี่ปุ่น กว่าจะหาเจอก็ทำผมวนไปหลายสิบตลบครับ อนุสาวรีย์อยู่ตรงประตูทิศใต้ของสถานี Ueno ครับ จะมีบันไดขึ้นไปสูงๆ ขึ้นไปก็จะเห็นอนุสาวรีย์ของซามูไร Saigi Takamori เด่นให้เห็นอยู่ไกล มีทางรถไฟคู่ขนานอยู่ใจกลาง Ueno นี้ครับ

Saigō Takamori
อนุสาวรีย์ไซโง ทะกะโมริ (Saigō Takamori)

Asahi Superdry Hall

จะว่าเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งของการได้มาโตเกียวก็ว่าได้ครับ นั่นคือสำนักงานใหญ่ของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Asahi ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีอะซะกุสะ (Asakusa)

Asahi Superdry Hall

ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวทั้งวันในวันนี้ครับ กลับสู่ที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่เป้าหมายพรุ่งนี้จะเป็นการเก็บสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปในโตเกียวอีกหลายๆที่ ซึ่งคืนนี้ก็ได้เพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วยวางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ให้ครับ เอาเป็นว่า อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกับลุยเดียวเที่ยวโตเกียวกับผมเฟรมคุงในตอนหน้านะครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[Japan Trip] ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว : Tokyo – Kamakura

ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ 3 ของการเดินทางในญี่ปุ่นหน้าร้อนกับผมเฟรมคุงครับ วันนี้เราจะพาทุกท่านมุ่งหน้าจากโอซาก้าสู่โตเกียว การเดินทางครั้งนี้ผมเดินทางด้วยไนท์บัส ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ต้องนั่งรถระยะเวลายาวนานแบบนี้เช่นกัน (แม้แต่ในไทยก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งรถนานระดับที่ต้องนอน) แต่พอได้นั่งก็พบว่าสะดวกสบายครับ ใช้เวลาเดินทางเกือบ 9 ชม.จากโอซาก้าไปชินจูกุ โตเกียว สำหรับการจองรถบัสกลางคืนนั้นผมจะเขียนรายละเอียดไว้ในครั้งต่อไปครับ…

willer-express-bus-from-osaka-to-tokyoผมออกจากสถานีนัมบะ  (Namba) โอซาก้า นั่งรถชัตเติลบัสไปเปลี่ยนรถที่สถานีรถของบริษัท Willer (บริษัทรถบัส) ที่ Umeda Sky Tower เริ่มออกเดินทาง 5 ทุ่มครึ่งครับ มาถึงที่ชินจูกุประมาณ 08.40 น.

ผมมีนัดกับเพื่อนที่โตเกียวครับ วันนี้จะเป็นคราวของเพื่อนผมอีกคน (ที่มีโอกาสได้พูดถึงเมื่อคราวที่แล้ว คนที่โทรมาสั่งอุด้งจากโตเกียวให้ผมทาน) จะเป็นคนนำเที่ยวในวันนี้ครับ เพื่อนผมมีโอกาสได้ไปตะลุยหาร้านอร่อยๆทั่วโตเกียว และครั้งนี้เค้าก็แนะนำผมมาว่า มีร้านซูชิร้านนึงที่ “อร่อยที่สุดเท่าที่เค้าเคยทานมา !” ผมได้ยินคำนี้แล้วก็ทึ่งครับ คนญี่ปุ่นว่าเป็นร้านซูชิที่อร่อย มันก็คงต้องอร่อยมากๆ ได้แต่นับวันรอ เพราะเค้าเล่นจองล่วงหน้าก่อน 2 อาทิตย์ครับ และเค้าก็บอกผมอีกว่า ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีโอกาสได้มา และอีกครู่เดียว ผมก็จะได้เจอกับเค้าแล้ว ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เราไม่ได้เจอกันอยู่นานพอสมควร ผมรู้จักเค้าตอนที่เค้ามาเรียนภาษาเกาหลีอยู่ที่เกาหลี และตอนนี้เค้าก็เดินทางกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น

mantenzushi-chat

shinjuku
รถบัสมาจอดที่สถานีบัสแถวๆสถานีชินจูกุครับ ระหว่างรอเวลาเจอเพื่อนนี้ ผมก็ได้เดินสำรวจบริเวณถนนชินจูกุ แม้ว่าจะทำการบ้านเรื่องเส้นทาง มาจากการอ่านหนังสือบ้าง แต่พอมาเดินเอาเข้าจริงๆ ก็เห็นแต่ตึกรามบ้านช่องที่สูงเด่นระฟ้าพาตัวผมให้ดูเล็กลงไปนั้น แทบมองไม่ออกครับว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ถนนข้างหน้านี้จะมีอะไร ผมก็ได้แต่เดินวนพร้อมกับแบกสัมภาระของผมไปด้วยตลอดเวลา (แม้ว่าจะฝากล็อกเกอร์ที่มีอยู่เต็มไปหมด แต่ค่าฝากก็เป็นค่าข้าวได้มื้อนึงครับ เลยยอมถือ) ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ผมจึงเข้าไปนั่งพักตากแอร์ในห้างก่อนจะเดินออกมาเจอเพื่อนผมที่สถานีโตเกียวครับ

shinjuku
ผมถึงสถานีโตเกียวก่อนเวลานิดนึงครับ กันหลง ผมก็คิดว่ามาถึงสถานีแล้วจะได้เจอเพื่อนเลย แต่ไม่ครับ ผมแอบรอเพื่อนอยู่นานเลยทีเดียว ก่อนตัดสินใจติดต่อเพื่อนไป ก็พบว่าสถานีโตเกียวนี้มันมีหลายสายมาก และแต่ละสายมันก็ไม่ได้อยู่ติดกันซะด้วย (อันนี้ไม่เหมือนเกาหลี) ทำให้ผมต้องเดินตามหาเพื่อน (เอ๊ะ ตกลงใครควรเดินตามหาใคร !?!?) จนมาเจอกันในที่สุด เรานัดเจอกันและมุ่งหน้าไปยังร้านซูชิที่เราอุตส่าห์จองไว้ลวงหน้านี้ครับ

สถานีโตเกียว (Tokyo station)
สถานีโตเกียว (Tokyo station)

ร้านซูชินี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีโตเกียว (Tokyo station) ครับ เดินออกมาทางประตูทิศใต้ (South gate) ฝั่ง JR Marunouchi ใครที่สนใจไปตามรอย ก็คลิกลิงก์นี้เพื่อดูวิธีการเดินทางแบบ Step-by-step ได้เลยครับ อ้อ ร้านนี้ชื่อว่า “Mantenzushi” ครับ พบว่าร้านนี้อยู่ในอาคารใหญ่เลย ร้านไม่ใหญ่มาก มีพื้นที่ที่เป็นโต๊ะแยกและเคาน์เตอร์

mantenzushi
เข้าไปในร้าน เชฟก็เริ่มต้นด้วยการทักทายลูกค้าก่อนที่จะเริ่มปั้นซูชิให้พวกเราทานครับ มีเครื่องเคียงเป็นขิงดอง และซุปที่รสชาติแอบแปลกมาก แต่มันกลมกล่อมมากๆ เสิร์ฟพร้อมกันครับ

mantenzushi
สำหรับเมนูปลาดิบ ผมไม่ถนัดเรื่องชื่อจริงๆ แต่ก็ต้องบอกล่ะครับว่ามันอร่อยสมคำล่ำลือ T_T

กินหมดไปคำนึง เค้าก็จะปั้นชิ้นใหม่ให้เราทานเป็นลำดับๆไปครับ เชฟก็อัธยาศัยดีมาก ปั้นไปด้วย อธิบายชื่อปลาไปด้วย รวมไปถึงอธิบายวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ ข้างหน้าเคาน์เตอร์ก็จะเป็นตู้เย็นที่เก็บปลาและวัตถุดิบต่างๆครับ เชฟก็จะเปิดเอามาทำให้ทานสดๆตรงนั้นเลย จุดเด่นของร้าน “Mentenzushi” คงเป็นการเลือกใช้ปลาเฉพาะในฤดูนั้นๆ เพื่อความสด และอร่อยครับ

mantenzushi-luch-set

ในเซ็ตอาหารกลางวัน (Lunch set) นี้อยู่ที่ ¥3,000 รายการอาหารออกมาประมาณ 14 รายการด้วยกัน ดูเหมือนเล็กๆแบบนี้แต่ก็อิ่มชนิดว่ากินอะไรเพิ่มไม่ไหวล่ะครับ ^^

จากเราไปกันต่อครับ เมื่อสักครู่นี้ผมออกมาจากสถานีโตเกียวด้วยความรีบเร่ง จนไม่ได้มีเวลาแม้กระทั่งย้อนมองกลับไป ก่อนที่ผมจะเดินกลับไปอีกครั้ง เป็นภาพที่สวยงามมากครับ ภาพนี้จริงๆที่เกาหลีก็มีให้เห็นกับสถานีโซล (Seoul station) เช่นเดียวกัน กินเสร็จผมเองก็ขอไปเก็บสัมภาระที่โรงแรม ก่อนที่จะลุยต่อครับ

สถานีโตเกียว (Tokyo station) ถ่ายจากประตูทางเข้าประตูทิศใต้
สถานีโตเกียว (Tokyo station) ถ่ายจากประตูทางเข้าประตูทิศใต้

Sakura Ikebukuro Hotel

ที่พักในโตเกียว “แรก” ของผมครั้งนี้ เป็นที่ อิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ครับ ผมจองผ่านเว็บขาประจำอย่าง Booking.com ที่ใช้บริการมาตั้งแต่ครั้งที่แล้ว เนื่องจากว่าผมไม่รู้เส้นทางในโตเกียวเลยแม้แต่น้อยครับ ตัวเลือกที่สนใจแรกๆจึงเป็นราคาบวกกับเดินทางในหน้าร้อน ผมจึงอยากพักสบายหน่อยครับ อากาศร้อนๆกลับมานอนในห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศคงทำให้พาลอารมณ์เสียเอาได้ง่ายๆ จึงมองหาโรงแรมระดับกลางๆ ขอนอนสบายสัก 3 คืน แล้วลองเปลี่ยนบรรยากาศนอนแบบ Hostel ที่นอนรวมใน 2 คืนสุดท้าย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย + อยากลองดูว่าจะสะดวกสบายแค่ไหนด้วย โรงแรมที่ผมค้นหาเจอสำหรับพัก 3 วันแรก เป็นที่ โรงแรมซากุระโฮเต็ล (Sakura Hotel Ikebukuro) ซึ่งราคากลางๆพอใช้ได้สำหรับผมครับ ตกคืนละ ¥7,000 (2,100 บาท) ข้อดีของที่นี่คือ ติดกับย่านเที่ยวในอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ที่เดินทางไปยังสถานีอื่นๆได้ค่อนข้างสะดวก สำหรับผมถือว่าสะดวกในเรื่องการเดินทางมากๆครับ

ด้านหน้าโรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ (Sakura Ikebukuro Hotel)
ด้านหน้าโรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ (Sakura Ikebukuro Hotel)
ห้องพักแบบเตียงเดี่ยวที่โรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ
ห้องพักแบบเตียงเดี่ยวที่โรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ

ที่นี่มี Wi-Fi, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ,ห้องครัวไว้บริการครับ พนักงานสุภาพเรียบร้อยและพูดภาษาอังกฤษได้

Sangen-jaya

วางของเสร็จเรียบร้อยแล้วเราออกไปหาอะไรเย็นๆกินกันครับ เพื่อนผมจะชอบแวะร้านน่ารักๆ เค้าจึงชวนผมไปกินน้ำแข็งใส ไกลจากโรงแรมมาหน่อย ย่านนี้เรียกว่า Sangen-jaya ครับ การเดินทางก็ลงที่สถานี Sangen-jaya เลยครับ แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ เข้าซอยมาตามแผนที่ ก็จะมาเจอกับร้านน้ำแข็งใสแห่งนี้ชื่อว่า “Kanna kitchen” ครับ

SONY DSC
คนค่อนข้างเยอะสำหรับวันนี้ ยืนรอคิวประมาณ 10 นาทีได้

SONY DSC
บรรยากาศในร้านน่ารัก น่านั่ง

SONY DSC
SONY DSC
เมนูที่สั่งเป็นน้ำแข็งใส (Kakigori) หน้ายอดนิยมอย่างถั่วแดง และอีกอันเป็นที่พวกเราอยากลองทาน คือ เผือกครับ

kakigori-kanna-kitchen-sangen-jaya
น้ำแข็งใส ตัวน้ำแข็งไม่ละเอียด (เข้าใจว่าเป็นสไตล์ของน้ำแข็งใสญี่ปุ่น) เป็นปุยวางเป็นชั้นๆ ข้างล่างเข้าใจว่าเป็นนม อร่อยใช้ได้ครับ มันละลายเร็วมาก เนื่องจากอากาศวันนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกินฮะ ใครที่สนใจมาทานน้ำแข็งใสที่นี่ ก็ไปตามรอยกันได้จากลิงก์นี้ครับ สนนราคาอยู่ที่ถ้วยละ ¥700

ก่อนที่จะร่ำลากับโอโดยังและเราจะมาเจอกันอีกพรุ่งนี้ ในทริปการเดินทางที่คามาคุระ (Kamakura) ครับ ^^

Kamakura

ผมใช้เวลาช่วงเช้าสำรวจแถบอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) บริเวณโรงแรมของผมครับ ก็พบว่าย่านนี้เป็นอีกย่านนึงที่แออัดพอสมควร แบ่งออกเป็นหลายส่วน หลายทิศ อย่างบริเวณตู้เกม ร้านหนังสือการ์ตูน แออัดๆหน่อย ก็จะเป็นฝั่งประตูทิศตะวันออกครับ ทางฝั่งตะวันตกจะเป็นฝั่งโรงแรมของผมเอง มีห้าง และสถานบันเทิง เรียกว่าเที่ยวได้เพลินเลยล่ะครับ

ikebukuro-east
ด้วยความไม่เชี่ยวชาญเรื่องเส้นทางอย่างผม จึงต้องแอบไปก่อนเวลานิดนึงครับ ผมนัดกับโอโดยังเพื่อนของผมที่สถานีโยโกฮาม่า (Yokohama) แล้วนั่งรถไฟมาลงที่สถานีคามาคุระ (Kamakura) ครับ

สถานีคามาคุระ (Kamakura station)
สถานีคามาคุระ (Kamakura station)

ห่างจากสถานีไปประมาณไม่กี่กิโลเมตรก็เป็นหาดแล้วครับ ไม่แปลกใจที่ผมจะเห็นคนแต่งตัวสบายๆ กางเกงขาสั้น แว่นกันแดด มาเล่นน้ำทะเลกัน และวันนี้ที่พิเศษกว่าทุกวันที่ผมได้เห็นคนใส่ชุดยูกาตะ (Yukata) ชุดลำลองซึ่งนิยมใส่กันในหน้าร้อน มาเดินเล่นกันบริเวณหาดซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพลุประจำปี ทำให้วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษครับ

อยากมาร้านนี้แต่ปิด...
อยากมาร้านนี้แต่ปิด…

ระหว่างทางเดินไปหาดก็จะเห็นร้านค้าเล็กๆแบบนี้มากมาย บรรยากาศของร้านค้าริมหาด น่ารักๆแบบนี้ล่ะครับ

IMG_6759

SONY DSC
SONY DSC
เรากำลังจะไปหาอะไรทานสำหรับมื้อเที่ยงนี้กันครับ เพื่อนผมก็เปิดเว็บหาร้านอร่อย ซึ่งผมก็ค่อนข้างนับถือในความสามารถในการหาร้านอร่อยของเพื่อนผมคนนี้มาก เค้าหาเสร็จแล้วยังไม่พอ ยังมีการโทรศัพท์เข้าไปเช็คที่นั่งในร้านอีกด้วย ! เรามาแวะจอดกันที่ร้านชื่อว่า “Wave” เพื่อทานมื้อเที่ยงครับ (ร้านอยู่ทางผ่านไปหาด Zaimokuza)

ร้านจะค่อนข้างสังเกตยากนิดนึงก็ให้สังเกตตู้ไปรษณีย์นี้ครับ ร้านจะอยู่ติดกันเลย
ร้านจะค่อนข้างสังเกตยากนิดนึงก็ให้สังเกตตู้ไปรษณีย์นี้ครับ ร้านจะอยู่ติดกันเลย
หน้าร้าน Wave ที่เราจะมาทานมื้อเที่ยงกันครับ
หน้าร้าน Wave

ภายในร้านขนาดไม่ใหญ่มาก มีเก้าอี้ให้นั่งเป็นเคาน์เตอร์ครับ เมนูที่แนะนำของที่ร้านนี้เป็น “Tsukemen” ซึ่งเป็นราเม็ง เสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปไก่เข้มข้น ให้เรานำเส้นเหนียวนุ่มมาจุ่มน้ำซุปนี้ อูมามิ อร่อยกลมกล่อมครับ มีข้าวเสิร์ฟเพิ่มด้วย (เผื่อใครที่ยังเหลือน้ำซุปอยู่ก็เททานกับข้าว) และไอศกรีมครับ สนนราคาตามไซส์ปกติอยู่ที่ ¥880 ครับ

tsukemen

tsukemen
ทานกันเสร็จแล้ว เพื่อนผมกะว่าจะพาไปทานในร้านอีกแห่งนึงซึ่งก็ได้สำรวจเส้นทางไว้แล้ว แต่เนื่องจากวันนี้ที่หาดมีเทศกาล ทำให้ร้านค้าหลายๆร้านปิดเร็วกว่าปกติครับ แต่ใจผมเมื่อมาถึงคามาคุระแล้ว ยังไงก็ต้องขอให้ได้ไปชมพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุด (ผมไม่แน่ใจว่าในญี่ปุ่นหรือเปล่า) แต่เอาเป็นว่า พระพุทธรูปไดบุทสี (Daibutsu) ที่คามาคุระนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการมาญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ครับ ผมจึงตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ จนหาสถานที่ขึ้นรถเมล์จากแถวๆนั้นไปบริเวณวัดไดบุทสีครับ

daibutsu-temple
บริเวณรอบวัดก็จะได้บรรยากาศอีกแบบนึงแตกต่างจากบริเวณสถานีเมื่อสักครู่นี้ครับ คือได้บรรยากาศเก่าๆหน่อย พื้นที่นี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนเพื่อนผมแอบงงเลยว่าไม่มีคนญี่ปุ่นเลยหรือไง ค่าเข้าชมวัดอยู่ที่ ¥200 ครับ

the-great-buddha-japan

เข้าไปก็จะเห็นองค์พระพุทธรูปยักษ์สัญลักษณ์ประจำเมืองคามาคุระนี้ครับ
เข้าไปก็จะเห็นองค์พระพุทธรูปยักษ์สัญลักษณ์ประจำเมืองคามาคุระนี้ครับ

หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว เพื่อนของผมยังคงพยายามที่จะไปร้านคาเฟ่อีกร้านที่ดูไว้ในเน็ต แต่ด้วยเวลาคงไม่สามารถไปถึงนั่นก่อนปิดรับออเดอร์ได้ จึงตัดสินใจหาร้านนั่งแถวๆนี้ครับ ระหว่างทางเดินกลับไปสถานีเราก็ไปเจอร้านน้ำแข็งใส (อีกแล้ว) ความน่ารัก น่านั่งของร้านนี้ก็ทำให้เพื่อนผมสะดุด และแวะจอดที่ร้านนี้จนได้ ครับ เพื่อนผมแพ้ของน่ารักๆ

ร้านนี้ชื่อว่า “Vuori” ครับ บรรยากาศในร้านก็อบอุ่นๆน่านั่ง มีเมนูของหวานตั้งแต่น้ำแข็งใส ยันไอศกรีม และเครื่องดื่ม อะไรที่เป็นของขายดีประจำร้านโอโดยังจะสั่งมาทานครับ ซึ่งพนักงานก็บอกว่าเป็นน้ำแข็งใสเป็นหน้าถั่ว…. อะไรสักอย่างครับ กับไอศกรีมชาเขียว

vuori

vuori
ก่อนที่เราจะพูดคุยกัน ผมกับโอโดยังเจอกันที่เกาหลีแค่ 3 ครั้งเท่านั้นเองครับ แต่โอโดยังเป็นคนที่นิสัยน่ารัก และบิงโกตรงที่ชอบทานอาหารไทยมาก เคยเข้าไปดูในอินสตาแกรมเค้าช่วงแรกๆ ก็พบว่าเค้าเล่นทานอาหารไทยหลากหลายมาก (ที่ญี่ปุ่น) และจู่ๆเค้ามาเกิดชอบความควีโยมิอะไรของผมไม่ทราบ ทำให้ได้ติดต่อกันมาเรื่อยๆ ก่อนที่เราจะมาเจอกันอีกครั้งที่โตเกียว ซึ่งเป็นความฝันของผมที่จะมีคนมาไกด์เส้นทางในโตเกียว เป็นคนญี่ปุ่น โอโดยังทำงานเป็นแอร์สายการบินนึงในญี่ปุ่นครับ เวลาที่เธอไปลงที่ไหน เธอก็จะไปตระเวนหาร้านอร่อยๆแถวนั้น และร้านทุกร้านก็จะเป็นสไตล์น่ารักๆแบบนี้ ผมบอกกับเค้าว่า ผมอิจฉาเค้ามาก ถ้าผมมีโอกาสได้ทำแบบนั้น ในบล็อกของผมคงเต็มไปด้วยเรื่องของกินแน่เลย ผมถามเค้าต่อไปว่า “รู้สึกยังไงกับสิ่งที่เค้าทำอยู่” เค้าตอบผมว่า “เค้าเองก็รู้สึกชอบสิ่งที่เค้าเป็นอยู่และสิ่งที่เค้าทำอยู่เช่นกัน” ผมที่คาดหวังว่าเค้าจะต้องพูดอะไรมาบ้างว่า “เหนื่อย” หรือ “ยาก” แต่เค้ากลับตอบมาแบบนี้อย่างไม่ฝืนคำพูดและยิ้มตอบผมมาดื้อๆแบบนั้น ก็ทำให้ผมอดยิ้มตามเค้าไม่ได้ ดีใจที่เค้ารู้สึกสนุกกับสิ่งที่เค้าทำอยู่และเรื่องราวของเขาก็ทำให้ผมกลับมาคิดหาความสุขที่อยู่รอบตัวของผมบ้างเช่นกัน

kamakura-station-at-night
จนเย็นๆแล้วเราเดินกลับกันมาที่สถานีคามาคุระครับ อีกฝั่งนึงของสถานีมีร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆอยู่เยอะเลย ยิ่งเย็น คนก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งชุดยูกะตะมางานพลุที่นี่วันนี้ ผมเกรงว่าเราจะกลับกันยาก เลยขอปลีกไปหาอะไรกินก่อนกลับโตเกียวนิดหน่อย พวกเราที่เพิ่งทานน้ำแข็งใสก็ไปเจอเจลาโต้อีกครับ … แน่นอนว่าโอโดยังไม่พลาด!! ร้านนี้ขายโดยชาวอิตาลีที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ดูๆแล้วลูกค้าประจำเค้าคงเยอะน่าดูเลยครับ เพราะเห็นมีการพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง แนะนำรสชาติ ทันทีที่ผมนำขึ้นอินสตาแกรมก็พบว่ามีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่อัพรูปภาพเจลาโต้จากร้านนี้ ร้านนี้มีชื่อว่า “Gelateria il brigante” ครับ ใครจะไปตามรอยให้เข้าไปดูแผนที่ได้จากเว็บนี้เลยยย..

gelato

gelateria-il-brigante
รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เอามากๆครับ ผมสั่งเป็นผลไม้ชนิดนึง (ซึ่งผมจำไม่ได้) รสชาติออกเปรี้ยว มีกลิ่นหอม อร่อยมากๆครับ (แต่แอบแพงไปนิด T_T ) ถือเป็นอีกร้านนึงที่มีชื่อเสียงครับ (ผมแอบเช็คเรตติ้งให้แล้ว) ใครที่ชอบทานเจลาโต้ลองหาโอกาสมาทานดูนะครับ

ก่อนทีเราต่างจะเดินทางแยกย้ายกันกลับครับ เช็คเส้นทางแล้วพบว่า เรากลับทางเดียวกัน…. หากแต่ว่า….คนละขบวน !! ซึ่งโอโดยังที่ไม่ได้เช็คว่าผมจะต้องนั่งขบวนไหน โอโดยังก็ได้ทิ้งงานไว้ให้ผมล่ะครับ เพราะเมื่อผมนั่งไปสักพักแล้ว ก็เริ่มรู้สึกไหวตัวทัน รู้สึกเหมือนทำไมมันยังไม่ถึงสักที ทำให้ผมต้องเปลี่ยนสาย ขบวนกลางคัน (แล้วนึกสภาพคนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น มานั่งไล่หาสายที่จะนั่งกลับไปสถานีอื่น) กลับบ้านดึกกันไปเลยครับวันนั้น โชคดีที่ยังทันขบวนรอบสุดท้าย ถือซะว่าเป็นการซ้อมเที่ยวโตเกียวพรุ่งนี้ละกันครับ

แล้วเจอกันวันถัดไปครับ วันพรุ่งนี้จะเป็นการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองของผมในโตเกียวแล้ว จะเป็นอย่างไรนั้น อย่าลืมติดตามกันตอนต่อไปนะครับ 🙂

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[Japan Trip] ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว : Kobe / Sakai

สวัสดีครับ !

และแล้วเราก็มาถึงตอนที่สอง ของการเดินทางท่องเที่ยวหน้าร้อนในประเทศญี่ปุ่นกันครับ หลังจากที่ตอนที่แล้ว เราไปเที่ยวเก็บตกกันที่เมืองเกียวโต (Kyoto) คราวนี้จะเป็นการเดินทางไปเก็บตกที่เมือง โกเบ (Kobe) กันครับ

แผนการเดินทางทั้งวันของผมในวันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ เพื่อนของผม “ริโกะ” นัดเจอเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่เมืองโกเบ ให้ช่วยหาร้านอร่อยๆ ผมไม่มีอะไรนอกจากหวังไปเจออะไรเจอเด็ดๆ มาฝากคุณผู้อ่านครับ

kobe-food-map-chinatown

เราเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไปโกเบ (Kobe) ด้วยรถไฟสาย Hanshin มาลงที่สถานีโกเบซันโนะมิยะ (Kobe-Sannomiya) ครับ มายืนรอ “มิชิโกะ”ซัง เพื่อนของริโกะได้สักพัก ก่อนที่จะมุ่งหน้าหาร้านอร่อยทานกันในมื้อเที่ยงครับ

เดินออกมาจากสถานี ตรงมาทางห้าง Soko ก็จะเป็นถนนยาวไปเลยครับ ภายในมีร้านค้า ร้านอาหาร เส้นทางที่จะเชื่อมต่อไปยัง ไชนาทาวน์เล็กๆ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีโกเบซันโนะมิยะ (Kobe-Sannomiya)

kobe-chinatown
ในวันที่แดดร้อนจัดแบบนี้ การเดินในที่แจ้งเป็นอะไรที่เหนื่อยมากครับ เพื่อนผมบอกว่าที่นี่มีร้านขายซาลาเปาที่อร่อยอยู่ร้านนึง ที่ต้องมากินให้ได้ อากาศก็ร้อน แถวก็ยาวมากๆครับ เราถึงกับต้องเป่ายิงฉุบว่าใครจะได้ต่อแถว แน่นอนว่า ผมแกล้งแพ้เพื่อให้สาวๆทั้งสองคนไปเที่ยวกัน ผมแพ้ และผู้แพ้ก็ต้องไปยืนต่อแถวตามระเบียบ แต่ไม่นานก็ถึงแล้วครับ ภายในร้านจุคนได้น้อยมาก จึงเหมาะกับการ take out ครับ

chinatown-kobe
ซาลาเปาเกรงว่าจะไม่พอสำหรับมื้อเที่ยงของผมครับ เราจึงตัดสินใจเดินหาร้านอาหารอร่อยแถวๆนั้น มิชิโกะซังก็ชวนเราไปทานซูชิหมุนแถวๆถนนทางไปไชนาทาวน์นี้ครับ เป็นร้านซูชิหมุนธรรมด้า ธรรมดา ที่ผมไม่ได้สังเกตแม้แต่กระทั่งชื่อร้าน ร้านมีลูกค้าให้รอคิวกันอยู่นิดหน่อย ราคาของซูชิ เริ่มตั้งแต่ ¥105 จนถึง ¥750 ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านซูชิหมุน เพื่อนญี่ปุ่นบอกกับผมว่า “เพื่อความสดอร่อยในการรับประทานซูชิ ควรจะสั่งให้เชฟทำให้ใหม่ๆ” สำหรับคนที่เลือกไม่ได้หรือไม่เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างผม ก็คงได้แต่หยิบเอาจากสายพานนี่ล่ะครับ ผมก็ให้เพื่อนช่วยเลือกซูชิให้จากความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับซูชิ เอารูปเก่าๆ ที่อยากทาน จากที่เคยสั่งไปบ้าง ก็ได้ออกมา 6 ถาดครับ ถาดนึงจะมาด้วยกัน 2 ชิ้น

sushi-kobeปลานี่สดแล้วก็ใหญ่กว่าตัวข้าว ทำให้ได้รสชาติเนื้อปลาเต็มๆคำ อร่อยมากครับ มันสดมากเลย ตอนสั่งก็ไม่ค่อยได้คิดหรอกครับว่าราคาเท่าไร (จะสั่งไปถามราคาไป ก็ดูเสียมารยาทไปหน่อย) ผมเลยเอาความสุขของการกินเป็นที่ตั้ง สั่งไปก่อน พอมาหารกันก็ตกกันคนละราวๆ ¥4,000 (ราวๆ 1,200 บาท) กันเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นหรูที่คุ้มค่าครับ

ตะลุยสถานที่เที่ยวในโกเบ

เติมพลังกันแล้ว เราเดินกลับมาฝั่งสถานีแล้วเดินต่อไปฝั่งคิตะโนะ (Kitano) ซึ่งเป็นบริเวณหมู่บ้านชาวต่างชาติ บริเวณนี้เมื่อตอนที่แล้ว ผมมีโอกาสมาก็พบว่ามันเป็นเมืองที่น่ารักมากๆ เป็นย่านที่อาศัยของชาวต่างชาติ จึงมีร้านค้า ร้านอาหารต่างชาติมากมาย รวมถึงร้านอาหารไทยอยู่แถวๆนี้ และร้านที่พูดถึงกันอีกร้านนึง คือ ร้านกาแฟสตาร์บั๊คส์ (Starbucks coffee) สาขาคิตะโนะ นี้ ที่มีจุดเด่นที่ตัวอาคารสวย ดูวินเทจนิดๆนี้ครับ

เอกลักษณ์ของอาคาร Kitano Story House ที่เป็นที่ตั้งของสตาร์บั๊คส์ สาขาคิตะโนะปัจจุบัน ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกที่จับต้องได้ของญี่ปุ่นด้วยล่ะครับ
เอกลักษณ์ของอาคาร Kitano Story House ที่เป็นที่ตั้งของสตาร์บั๊คส์ สาขาคิตะโนะปัจจุบัน ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกที่จับต้องได้ของญี่ปุ่นด้วยล่ะครับ

ด้วยอากาศที่ร้อนทั้งวัน ทำให้เราต้องหยุดพักการเดินทาง ผมได้ชาเขียวมัชฉะปั่นเย็นๆ นั่งเล่นอยู่ในร้านครับ ในฝั่งของตรงหมู่บ้านชาวต่างชาติซึ่งผมได้เดินทางไปแล้วในตอนที่แล้ว ทำให้เมืองโกเบที่ผมจะเดินทางมาเก็บตกในรอบนี้ ดูเหมือนว่าจะมีเพียงฝั่งอ่าวโกเบเท่านั้น ซึ่งการไปดูอ่าวจะสวยมากเมื่อไปดูยามค่ำ เราจึงต้องหากิจกรรมอะไรทำกันรอ เพื่อนผมตอนแรกชวนไปเที่ยวคาเฟ่การ์ตูนครับ เพื่อนบอกไปเล่นเน็ต อ่านการ์ตูนอยู่นั่นได้ แต่นะครับ เราก็ไม่อ่านการ์ตูน ถึงอ่านก็ต้องอ่านเป็นภาษาญี่ปุ่น ดูไม่เป็นธรรม เพื่อนจึงเปลี่ยนให้ไปร้านคาราโอเกะแทน (ยิ่งไม่เป็นธรรมกว่าเดิม !!) แต่เอาล่ะครับ ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมเองก็อยากรู้ว่า “คาราโอเกะ” ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ญี่ปุ่น จะเจ๋งกว่า คาราโอเกะบ้านเราขนาดไหน ผมจึงยอมจ่ายเพื่อไปดูเพื่อนร้องเพลงครับ

cake-in-japan
หน้าตาร้านขายของหวาน ขนมเค้ก พุดดิ้งในโกเบ

ก่อนไปร้านคาราโอเกะ เราตัดสินใจหาขนมอร่อยๆไปทานในห้องคาราโอเกะครับ โดยเราไปเลือกซื้อขนมหวานแถวๆชั้นใต้ดินของห้างซึ่งอยู่ติดกับสถานี และขึ้นชื่อว่าโกเบ ก็ต้องนึกถึง “ขนมหวาน” ครับ ที่โกเบมีขนมหวานหลากหลายให้เลือกทาน ถ้าคุณนึกไม่ออกว่ามีอะไรให้ทานบ้าง ลองลงมาชั้นใต้ดินแถวๆสถานี จะได้ไอเดียไปเยอะเลยครับ

kobe-pudding
โกเบที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน อย่างพุดดิ้ง แนะนำให้จัดมาเลยครับ พุดดิ้งมีหลายสูตร ขึ้นอยู่กับปริมาณนมและไข่ที่ใส่ลงไป

เรามายังในร้านคาราโอเกะข้างสถานี ข้างหน้าร้านจะมีคนคอยเรียกลูกค้าและแนะนำบริการอย่างดีครับ ดูเหมือนว่าจะมีหลากหลายแพคเกจเอามากๆ ผมเองก็ได้แต่นั่งรอ และพร้อมที่จะหารครับ ตกคนละ ¥700 ต่อชม. มีเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ไว้บริการอย่างดี ให้ดื่มกันได้อย่างไม่อั้น ก่อนที่เราจะไปที่ห้องคาราโอเกะกันครับ

karaoke-japan
ห้องคาราโอเกะผมพบว่าขนาดพอๆกับที่เกาหลีเลย รีโมทที่ให้กดเลือกเพลงเป็นแบบไร้สาย จอสัมผัส ซึ่งความรู้สึกของมันแอบช้าๆหน่อย เวลากดจะหน่วงๆ ไม่มีหนังสือเพลง เพลงมีเพลงญี่ปุ่น สากล และเกาหลี ! ผมด้วยความที่รู้สึกเสียเปรียบที่สุด จึงต้องขอร้องก่อน !!

karaoke
ผมร้องไปได้สองสามเพลง ก่อนที่จะยกไมค์ให้เพื่อนๆ และเอนตัวลงนอนฮะ 555

ตื่นขึ้นมาอีกทีเวลาก็หมดเสียแล้วครับ และแน่นอน เป็นเวลาของมื้อค่ำ เราเดินไปตรงถนนเลาะสถานีรถไฟ ทางไปร้านโตคิวแฮนส์ (Tokyu Hands) จะมีร้านหน้าตาแบบนี้ครับ

okinawan-restaurant-in-kobe
เป็นร้านอาหารของเมือง “โอกินาว่า” …. ซึ่ง ผมแอบบงงว่า ผมมาโกเบแต่ทำไม ต้องมากินอาหารโอกินาว่าด้วย?  แต่ก็คิดอยู่ล่ะครับว่า ถ้าไม่มากับเพื่อนๆกลุ่มนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้กินอาหารพื้นเมืองอะไรแบบนี้ อารมณ์ก็คงไม่ต่างกับการไปกินอาหารนอกบ้านกับเพื่อนคนไทย น้อยคนที่จะพาผมไปร้านอาหาร สั่งต้มยำกุ้ง ผัดไทยมากิน เดี๋ยวนี้ก็ไปจบๆกันที่หม้อต้ม ปิ้งย่าง ร้านอาหารญี่ปุ่นกันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ

okinawan-restarant-in-kobe-2
เข้าไปในร้าน บรรยากาศร้านนี่ได้อารมณ์มากครับ บรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ เวลาเลิกงานแบบนี้ ก็จะเห็นพนักงานบริษัทกับเจ้านายมานั่งทานข้าวด้วยกัน บรรยากาศในร้านดูคึกครื้นครับ ภายในร้านแบ่งที่นั่งออกเป็นส่วนๆ กั้นด้วยม่าน

okinawan-menu-food-2
เมนูที่เห็นก็มีภาพอยู่บ้างบางส่วนครับ แต่หน้าที่สั่งผมควรจะให้เพื่อน ก็ได้แต่ลุ้นว่าเมนูที่จะได้ทาน จะออกมาเป็นแบบไหน

okinawan-food
เมนูแรกที่ผมภูมิใจนำเสนอครับ หน้าตาของมันถ้าเห็นของจริงจะเป็นเหมือนไข่ใสๆครับ ตอนแรกเข้าใจว่ามันคือไข่กุ้งหรือไข่ปลาอะไรสักอย่าง แต่จริงๆแล้วมันเป็นพืชทะเลชนิดหนึ่งครับ เรียกว่า “Umi budo” ครับ มันจะกรุบกรอบ จิ้มกับซอส รสสัมผัสแปลกดีครับ คล้ายไข่แต่กรอบกว่า
okinawan-food
เมนูนี้ ดูยังไงมันก็เหมือนผัดมะระบ้านเราครับ และมันก็ใช่จริงๆครับ มันคือ ผัดมะระ … ชื่อภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “Goya chanpuru” (goya = มะระ, chanpuru = อาหารประเภทผัด)

นอกจากนี้ก็มีพะโล้ (Rafute – ภาษาท้องถิ่น Buta kakuni – ภาษากลาง) และน้ำผลไม้ตระกูลเดียวส้ม (Shekwasha) รวมๆเบ็ดเสร็จเมนูนี้เราหมดไปกันประมาณ ¥4,000 ครับ รสชาติก็ต้องบอกว่าใช้ได้ครับ ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าให้เลือกทานอีกหรือไม่ ขอเป็นเมนูอื่นดีกว่าครับ ^^

หลังจากนั้นเราเดินกลับมาขึ้นรถไฟไปยังสถานีโกเบ Kobe (สาย JR) ซึ่งจะนำเราไปสู่อ่าวโกเบ (Harborland) ในอีกไม่กี่อึดใจครับ เมื่อถึงที่สถานีแล้ว ก็ให้สังเกตป้ายของ Harborland มาตามทางเลยครับ มีข้ามสะพานลอยและจะผ่านห้างใหญ่ๆอยู่ห้างนึง และเราก็จะเห็นหอคอยเด่นชัด ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟแต่ไกลเลยครับ

อ่าวโกเบ Kobe port / Harbourland

habourland
kobe-port
เดินมาถึงฝั่งอ่าว ก็ขึ้นมาถ่ายรูปจากมุมสูงกันหน่อยนะครับ จะได้ภาพที่สวยงามแบบนี้เลย

habourland-kobe

ภายในบริเวณนี้ก็จะมีร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ที่ล่องเรือ นั่งชิงช้าสวรรค์ รวมไปถึง พิพิธภัณฑ์การ์ตูน Anpanman อยู่บริเวณอ่าวโกเบนี้ด้วยครับ

kobe-port
เราปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการถ่ายรูปเล่นบริเวณอ่าวกันครับ ผมมีของเล่นชิ้นนึง มันคือไม้ถ่าย selfie ที่ผมซื้อมาจากที่เกาหลี ทำให้เรามีภาพคู่กับอ่าวนี้ ครบกันทุกคน ไม่มีอะไรสนุกไปกว่านี้แล้วครับ (แม้จะต้องเอาความกล้าไปแลกมาหน่อยเหอะ)

IMG_6536
ผมและริโกะก็ต้องลามิชิโกะไว้แต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะเดินทางกลับโอซาก้าครับ ~

เช้าวันใหม่ในวันทะเล

วันนี้ตรงกับวันทะเลครับ เป็นวันหยุดของที่ญี่ปุ่น เพื่อนของผมบอกว่า วันนี้ที่บ้านเค้าจะพาผมไปทานอะไรอร่อยๆ ในเมืองที่อยู่ใกล้กับโอซาก้าครับ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับมีดทำครัว เค้าจะพาไปกินโซบะที่อร่อยร้านนึงในย่านเมืองนั้นครับ เมืองนี้มีชื่อว่า ซะไก (Sakai)

ก่อนออกจากบ้าน ที่บ้านทำข้าวปั้นให้ผมทานรองท้องเป็นอาหารเช้าครับ แต่กว่าผมจะทานมันก็จวนสายๆแล้ว ทำผมลังเลอยู่นาน เพราะกลัวเค้าพาไปกินแล้วไม่กินมาก แต่มารยาทครับ เราควรจะกิน ผมทานข้าวปั้นกับสิ่งนึงที่แปลกหูแปลกตา มันมีลักษณะเป็นเส้นๆ เมื่อทานกับข้าวปั้นแล้วมันเข้ากันมาก ผมถามเพื่อนว่ามันคืออะไรด้วยความสงสัย มันเรียกว่า “Konbu” ครับ ทันใดนั้นผมก็หยิบมือถือขึ้นมาค้นหาทันที ก็พบว่ามันเป็นพืชชนิดนึง คุณแม่ของเพื่อนผมเห็นผมชอบ ก็เลยได้ Konbu มาซองนึงเป็นที่ระลึกเลย 😛

konbu
จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางครับ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจากโอซาก้ามาถึงเมืองซะไก (Sakai) ดูเหมือนจะเดินทางมาซะไกล แต่ไม่ไกลเท่าไรเลยครับซะไกเนี่ย….. แป๊ก !!

ซากาอิ (Sakai)

restaurant-in-kasai
ถึงแล้ว ร้านที่มีโลโก้รูปกระต่ายแบบนี้ ร้านก็ถูกแต่งด้วยกระต่ายเต็มไปหมด

เมนูของร้านที่เอาระยะเวลาในการเปิดร้านมาเป็นตัวการันตีความอร่อย ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ด้วยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมีอาหารที่เป็นเซ็ต และเมนูเด็ดของที่ร้าน ชาบู ชาบู ครับ

ร้าน "Mimiu"
ร้าน “Mimiu”

ผมเลือกสั่งเป็นเบนโตะเซ็ต ซึ่งจะได้ความหลากหลายของอาหาร เบนโตะเซ็ตนี้ประกอบไปด้วยโซบะที่ผมอยากลองทาน มีเทมปุระและซาชิมิให้ทานเป็นเครื่องเคียงด้วย ซึ่งมันใหญ่มากครับ ทานคนเดียวนี่เรียกว่าอิ่มจุกกันเลยทีเดียว

bento-set-mimiu
อาหารรสชาติใช้ได้ครับ ในเซ็ตอย่างที่กล่าวไป คือรวมทุกอย่างจริงๆ ทั้งผัก ทั้งเนื้อ มีเป็นซุป แล้วต่อด้วยของหวานอีกต่างหาก

เท่านั้นไม่พอ ยังไม่ทันหายอิ่มดี เราก็ไปต่อที่ร้านขนมหวานที่ร้าน “Kanbukuro” ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ ร้านนี้มีน้ำแข็งใสสูตรเลื่องชื่อที่ทุกคนรับประกันว่าผมกำลังจะได้ทานของอร่อย

หน้าร้าน
หน้าร้าน

ผมเข้ามานั่งรอในร้านได้สักพักเลยล่ะครับ แถวค่อนข้างยาวมาก เป็นน้ำแข็งใสที่เกล็ดไม่ละเอียดมากโรยมากับ paste ซึ่งเข้าใจว่าทำมาจากถั่ว และก็มีแป้งข้าวเหนียวที่หนึบๆ แต่นุ่ม อร่อยมาก และเมื่อทาน น้ำแข็งใสกับ paste หวานๆ แล้ว ก็พบว่ามันเข้ากันมากครับ เจ้าขนมหวานนี้มีชื่อเฉพาะว่า “Kurumi mochi” คุณแม่ของเพื่อนผมเล่าให้ฟังต่อว่า ขนมนี้มีขายอยู่ที่นี่ที่เดียว ไม่มีสาขา อยากกินก็ต้องมาที่นี่ครับ

Kurumi mochimochi
ทั้งนี้ผมก็พบว่ามีข้อมูลของร้านนี้อยู่ใน Trip Advisor ด้วย เผื่อใครที่สนใจอยากจะลองหาโอกาสไปทาน สามารถดูวิธีการเดินทางได้เลยครับ

กินเสร็จที่คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนต้องไปทำธุระครับ จึงปล่อยให้พวกเราสองคนเดินเล่นกันอยู่ในห้างไปก่อน โอกาสนี้ก็ทำให้ผมได้เข้าไปเดินเล่นอยู่ในร้านหนังสือ ระหว่างที่เพื่อนหาหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย เตรียมตัวจะไปเดินทางท่องเที่ยวช่วงผมกลับไปไทยในเดือนสิงหาคมนี้ ผมก็ไปเจอกับหนังสือคำศัพท์ไทย-ญี่ปุ่น เล่มนี้ครับ ซึ่งผมเคยเห็นหลายคนแชร์ในอินเทอร์เน็ต และไม่คิดว่ามันจะมีจริงๆ เป็นหนังสือหน้าตาแบบนี้เลย

หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้ครับ ราคาเล่มละ ¥1,400
หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้ครับ ราคาเล่มละ ¥1,400

ก่อนที่ผมจะกลับมาเตรียมตัว ก่อนเดินทางไปที่โตเกียวในคืนนี้ครับ คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนผม ก็ไปจับจ่ายซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต ลงมือทำกับข้าวให้ผมทาานก่อนเดินทาง การเดินทางไปโตเกียว อย่างที่บอกไว้ในตอนแรก ผมจะเดินทางด้วยรถบัสนอนกลางคืนครับ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจองรถบัสกลางคืนไปโตเกียวนี้ จะนำเสนอในบล็อกตอนถัดไปครับผม

อาหารค่อนข้างหลากหลายครับ มีเนื้อห่อผัก อะไรสักอย่างที่ทำจากเต้าหู้ แล้วก็สลัดผัก อิ่มอร่อยครับสำหรับมื้อนี้
อาหารค่อนข้างหลากหลายครับ มีเนื้อห่อผัก อะไรสักอย่างที่ทำจากเต้าหู้ แล้วก็สลัดผัก อิ่มอร่อยครับสำหรับมื้อนี้

เอาล่ะครับ การเดินทางวอร์มอัพในโอซาก้า โกเบ และซะไก ในสองสามวันแรกนี้ คงเพียงพอกับการไปผจญความวุ่นวายในโตเกียว ซึ่งเป็นโตเกียวแรกในชีวิตของผม จะเป็นอย่างไรนั้น อย่าลืมติดตามอ่านกันในตอนต่อไปครับ 😀

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[Japan Trip] ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว : Osaka – Kyoto #1

ผ่านพ้นไปไม่กี่เดือนก็ถึงคราวที่ผมกลับมาท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นนี้อีกครั้งครับ ครั้งที่แล้วเป็นการเดินทางคนเดียวของผมที่ญี่ปุ่นจริงๆ ใครที่สนใจอยากจะไป backpack ตะลุยเที่ยว ตามรอยวัดและสถานที่สำคัญต่างๆในย่านคันไซ (โอซาก้า เกียวโต โกเบ นารา)  ผมภูมิใจนำเสนอบล็อกบันทึกการท่องเที่ยวของผมตอนที่แล้วเลยครับ…framekung-pantip-kansai-trip2

ครั้งนี้อาจจะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างแปลกไปจากครั้งที่แล้วสักหน่อย ด้วยระยะเวลาท่องเที่ยวที่ยาวขึ้นเกือบ 2 อาทิตย์ (12 วัน) กับการท่องเที่ยวของผม ซึ่งรอบนี้เน้นเก็บรายละเอียด เพื่อที่จะนำประสบการณ์ดีๆมาฝากคุณผู้อ่านครับ  ทำให้การเตรียมตัวจึงต้องมากกว่าเดิม และรอบนี้จะพิเศษกว่ารอบที่แล้วตรงที่ว่า ผมจะได้ไปเที่ยวกับคนในพื้นที่ ! คือ เพื่อนๆชาวญี่ปุ่นครับ จึงทำให้ตอนนี้มีอะไรที่มากกว่าคำว่า “ไปเที่ยว” อยู่พอสมควร เรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ เรียกว่าจะมาเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆให้กับครั้งที่แล้วที่ญี่ปุ่น ที่ผมนำมาฝากทุกคนในครั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองติดตามอ่านกันดูนะครับ เอาล่ะ เรามาลองดูทริปของผมภาพรวมในครั้งนี้กัน

รูปภาพที่ถ่ายด้วย iPhone ที่เปิดโหมด GPS ให้มันฝังพิกัดมากับรูปแล้ว หากนำมาเปิดโปรแกรมอ่านรูปอย่าง Picasa ก็สามารถแสดงสถานที่ที่เราไปมาด้วยการอ้างอิงพิกัดและแสดงบน Google Maps อย่างนี้ได้ครับ และนี่คือภาพรวมการเดินทางทั้งหมดครับ
รูปภาพที่ถ่ายด้วย iPhone  เปิดโหมด GPS ให้มันฝังพิกัดมากับรูปครับ หากนำมาเปิดโปรแกรมอ่านรูป อย่าง Picasa ก็สามารถให้มันแสดงสถานที่ที่เราไปมาด้วยการอ้างอิงพิกัดและแสดงบน Google Maps ออกมาเป็นอย่างนี้ และนี่คือภาพรวมการเดินทางทั้งหมดครับ

วันที่ 1-3 : เดินทางถึงโอซาก้าตอนบ่าย ท่องเที่ยวในย่านคันไซ (Kansai) (เกียวโต (Kyoto) และโกเบ (Kobe))

วันที่ 4-10 : โตเกียว (Tokyo)

วันที่ 11-12 : กลับโอซาก้า พักผ่อน+ซื้อของฝาก

และนี่ก็เป็นแผนคร่าวๆครับ เหตุผลที่ผมต้องกลับมาที่โอซาก้าก็เพราะว่า สายการบินพีช (Peach aviation) ต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) ครับ

วางแผนการเดินทาง

รอบนี้ผมทราบมาว่าที่ญี่ปุ่นภาษีเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% ครับ ก็คิดว่าค่าใช้จ่ายต่างๆอาจจะเพิ่มขึ้น การเดินทางครั้งนี้ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือ ใช้เงินเก็บส่วนตัวในการเดินทางเองทั้งหมดครับ แต่ด้วยระยะเวลาเดินทางที่นานหน่อย ก็คิดว่าค่าใช้จ่ายก็อาจจะสูงขึ้นตามมาด้วย ก่อนเดินทางผมจึงมีรับจ็อบพิเศษบ้าง รวมไปถึงวางแผนการใช้เงินค่อนข้างรัดกุมหน่อยล่ะครับ

การจองที่พัก ก็เช่นเดิม ผมใช้บริการจากเว็บไซต์ Booking.com ในการหาสถานที่พักในโตเกียวครับ ในโอซาก้า
นั้นอย่างที่บอก รอบนี้ไปพักที่บ้านเพื่อน ผลสรุปก็คือ ผมอยากจะนอนสบายๆใน 3 คืนแรกที่โตเกียวครับ จึงตัดสินใจหาโรงแรมที่มีเตียงเดี่ยว ในย่านที่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว หรือเดินทางสะดวกหน่อย ก็ไปพบกับโรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ (Sakura Ikebukuro hotel) ครับ ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานี Ikebukuro ย่านท่องเที่ยวดีๆเลย ส่วนอีก 2 คืน ต้องการประหยัดงบ และอยากลองที่พักแบบนอนรวม ผมจึงได้ห้องแบบ Mixed dormitory (6 เตียง) ที่โรงแรม Sakura Asakusa Hostel ครับ เป็นโรงแรมในเครือเดียวกันกับสามคืนแรก ก็ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงมาหน่อย แลกกับความไม่สะดวกเล็กๆน้อยๆครับ

ในการเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไปโตเกียว (Tokyo) นั้น จริงๆมีด้วยกันหลายวิธีครับ นั่งรถไฟอาจจะเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด รถไฟความเร็วสูงอย่างชินกังเซ็น ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชม. แต่ค่าใช้จ่ายต่อรอบก็ค่อนข้างสูง (เกือบพอๆกับค่าตั๋วเครื่องบินของผมเลยทีเดียว) อีกวิธีคือการนั่งรถบัสกลางคืนครับ ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้อ่านรีวิวจาก Pantip อยู่ ซึ่งมีข้อดีคือประหยัดค่าโรงแรมได้ เนื่องจากสามารถไปนอนบนรถบัสได้ครับ การเดินทางใช้เวลาประมาณ 8 ชม. จากโอซาก้าไปโตเกียวครับ

การวางแผนการเดินทาง การเก็บเงิน และการจองโรงแรม คิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำเนิ่นๆ ก่อนการเดินทางครับ

preparing-japan-trip

ไฟลท์ของผมครั้งนี้เดินทางถึงโอซาก้าเช้าครับ ก็เพื่อจะให้เวลาในการท่องเที่ยวมากหน่อย ทันทีที่ผ่านตม. ก็มาเจอตรงด่านตรวจค้นสัมภาระครับ ก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะโดนค้นกระเป๋า! ผมเองก็สงสัยว่าผมเองพกพาอะไรน่าสงสัยมา มีแต่เครื่องใช้ส่วนตัวกับของฝากเล็กน้อยๆเท่านั้น ปรากฏว่าเป็นเพราะ “มาม่าเกาหลี” ที่ผมแบกมาฝากเพื่อนที่ญี่ปุ่น โดนนำเอาไปตรวจครับ ก็ได้แต่แอบสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อนก็มาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ช่วงนี้แอบมีข่าวเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดมาทางผงซุปที่อยู่ในมาม่านี้ล่ะครับ ทำให้ผม อ๋อ…..!! ก่อนจะหยุดสงสัยไป

ผมเดินทางมาที่สถานี Tengachaya ด้วยสาย Nankai ซึ่งนั่งตรงมาจากสนามบินเพียง 40 นาที ก่อนที่เพื่อนจะนำผมไปที่บ้านครับ

japanese-friend

เพื่อนผมคนนี้คือคนเดียวกันกับที่แนะนำไปตอนที่แล้ว เค้าเป็นคนโอซาก้า และเนื่องจากครั้งที่แล้วเค้าไม่มีเวลาไปเดินเที่ยวกับผมมากนัก คราวนี้เค้าเคลียร์ตารางงานเพื่อให้มาเที่ยวกับผมให้ได้ แล้วก็พร้อมให้ผมไปพักที่บ้านของเค้าด้วย จึงทำให้การเดินทางในโอซาก้าครั้งนี้ สะดวกกว่าครั้งที่แล้วมากครับ

Osaka โอซาก้า มากี่ทีไม่มีเบื่อ …

เอากระเป๋ามาเก็บไว้ที่บ้านเพื่อนเสร็จ ก็เดินทางออกไปที่ Namba (นัมบะ) ครับ ย่านช็อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดในโอซาก้า เต็มไปด้วยบรรดาร้านค้า แบรนด์ต่างๆมากมาย เพื่อนผมพาไปทานทาโกะยากิ อีกร้านหนึ่งที่อร่อย ซึ่งอยู่ตรงบริเวณสะพานป้ายกลิโกะครับ เป็นร้านที่อยู่ติดบันไดเดินลงมาเลยครับ

takoyaki-osaka

ก่อนที่เราจะเดินมาหาอะไรกินดับร้อนแถวๆ Americamura (อเมริกามูระ) ย่านเด็กแนว เต็มไปด้วยแฟชันแห่งนี้ ครั้งที่แล้วมาเดินแถวนี้ตอนค่ำ จึงทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดไม่ค่อยเห็นอะไรมากครับ แต่มาครั้งนี้ก็พบว่า มีร้านขายเสื้อผ้าแนวๆ ร้านขายของเล่นแปลกๆอยู่ฝั่งนี้เยอะเลย

amerikamura-americamura

มื้อเย็นนี้ ผมเลือกที่จะทานราเม็งครับ เป็นเมนูที่ผมตกหล่นจากทริปครั้งที่แล้ว เพื่อนพาผมมาทานที่ร้าน Kamakura ร้านนี้เป็นร้านราเม็งอีกร้านที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว รวมไปถึงคนญี่ปุ่นเองด้วย ด้วยรสชาติ และความสะดวกสบายในการสั่ง มีเมนูให้ดูอยู่หน้าร้าน ทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และภาษาเกาหลี วิธีการสั่งก็สุดแสนง่ายดาย ใส่เงินเข้าไป เลือกเมนูที่อยากทาน เข้าไปในร้านหาที่นั่ง จากนั้นก็ยื่นใบเสร็จให้พนักงานเท่านั้นครับ ก็จะได้ทานราเม็งอร่อยๆแล้ว

ไม่ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ได้ทานราเม็งอร่อยๆแล้วครับ :)
ไม่ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นก็ได้ทานราเม็งอร่อยๆแล้วครับ 🙂
ที่สั่งไปเป็นเซ็ตครับ ด้วยความหิว ได้ข้าวปั้นกับเกี๊ยวซ่ามาด้วย รสชาติโอเคเลยครับ แต่น้ำซุปออกมันๆหน่อย
ที่สั่งไปเป็นเซ็ตครับ ด้วยความหิว ได้ข้าวปั้นกับเกี๊ยวซ่ามาด้วย รสชาติโอเคเลยครับ แต่น้ำซุปจะออกมันๆหน่อย

และเราก็ไปปิดท้ายกันด้วยของหวานครับ เพื่อนผมพามาทานชาเขียวที่ร้าน nana’s green tea เป็นอีกหนึ่งร้านเฟรนไชส์ที่มีเครื่องดื่มตั้งแต่กาแฟ ไปจนถึงชาเขียว และมีขนมหวานอย่างโมจิ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้ทาน “warabi mochi (วาราบิโมจิ)” เป็นโมจิชนิดหนึ่งที่โรยด้วยผง kinako (คินาโกะ) และราดด้วยซอสที่ทำจากน้ำตาลแดงครับ มีโอกาสลองไปหาทานดูครับ เค้าบอกว่าเป็นที่นิยมมากในย่านคันไซนี้ครับ

warabimochi-green-tea-nana

ร้านค้าอีกร้านหนึ่งที่ผมชอบมาก จากตอนที่แล้วผมแนะนำแหล่งสำหรับซื้อของฝาก วันนี้เย็นๆกลับมาเดินเล่นกันอีกรอบครับ สำหรับร้านนี้ “Don quixote (ดงกิโฮเตะ)” ร้านนี้มีสินค้ามากมายหลายอย่างเลย ตั้งแต่ของกิน ของใช้ ของเล่นแปลกๆ ในราคาที่ย่อมเยาครับ บอกเลยว่าร้านนี้สามารถมาเดินเล่นกันได้เป็นชม.ๆ อีกทั้งยังเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และรับบัตรเครดิตอีกด้วย ใครที่มองหาของฝากก็สามารถมาเลือกซื้อที่นี่ได้ครับ

donquixote

umbrella1

ก่อนที่เราจะกลับบ้านไปพักผ่อนสำหรับคืนนี้ครับ คืนนี้ผมนอนที่บ้านเพื่อน ที่บ้านเพื่อนมีห้องว่างให้ผมอยู่ห้องนึงครับ เป็นบ้านสองชั้น ข้างล่างเป็นโรงรถ เค้าไม่ยอมให้ผมถ่ายรูปบ้านมาเพราะแอบรก เค้าบอกว่าเก็บบ้านกันทั้งวัน ทันทีที่รู้ว่าเราจะมา บ้านแอบเป็นสไตล์สมัยใหม่หน่อย ไม่ใช่แบบญี่ปุ่นจ๋าๆ แต่ความทันสมัยก็ขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่นครับ อย่างเรื่องห้องน้ำ ชักโครกอัตโนมัตินี่เหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติไป(นาน)แล้ว

bed-room

เอาล่ะครับได้เวลาพักผ่อน ก่อนเดินทางไปเที่ยวพรุ่งนี้กันต่อครับ

เกียวโต (Kyoto)

เกียวโตมีวัดหลายๆวัดที่ใช้เวลาในการท่องเที่ยวเยอะมากครับ รอบที่แล้วผมนั่งรถไฟสาย JR ไปลงเกียวโต แล้วเดินทางไปวัดด้วยรถบัสครับ แต่รอบนี้การเดินทางจะเป็นรถไฟหมดเลย มีรถไฟสายนึงที่ผ่านเส้นทางวัดสำคัญๆที่ผมอยากไป นั่นก็คือสาย Keihan ครับ รอบนี้ซื้อเป็นบัตร 1 วัน (1 Day pass) ของรถไฟสาย Keihan ซึ่งซื้อได้จาก Tourist Information Center ของสถานีที่สาย Keihan ผ่าน (ตอนนั้นซื้อที่สถานี Yodoyabashi) ราคาอยู่ที่ ¥1,200

ตั๋วต้องไปซื้อในสำนักงานของ Keihan ครับผม บอกเค้าไปว่าจะซื้อเป็น 1 day pass หรือบอกเส้นทางที่เราต้องการไป เค้าก็จะคำนวณเงินที่ต้องใช้ พร้อมกับแนะนำการเดินทางให้ได้ครับ
ตั๋วต้องไปซื้อในสำนักงานของ Keihan ครับผม บอกเค้าไปว่าจะซื้อเป็น 1 day pass หรือบอกเส้นทางที่เราต้องการไป เค้าก็จะคำนวณเงินที่ต้องใช้ พร้อมกับแนะนำการเดินทางให้ได้ครับ

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi-inari Shrine)

เรานั่งรถไฟมาลงที่สถานี Fushimi-inari ครับ ทันทีที่ถึงสถานี ก็จะเห็นความสวยงามของสถานีที่ถูกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศศาลเจ้า เดินเข้าไปอีกนิดหน่อย ก็จะได้ชมความสวยงามของประตูศาลเจ้าที่วางทอดเรียงกันสวยงามให้ได้ถ่ายรูปกัน เป็นอีกหนึ่งมุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว…
อ้อ !! ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้าชมครับ

fuishimi-inari
ประตูศาลเจ้าที่วางทอดเรียงกัน จะสังเกตว่ามีข้อความที่อยู่ตรงบริเวณเสาทุกต้นครับ ซึ่งแสดงชื่อหรือบริษัทที่จัดสร้าง และลงวันเดือนปีที่สร้างไว้ครับ ความยาวหากเดินต่อไปเรื่อยๆก็จะใช้เวลาร่วมชม.เลยทีเดียว

fuishimi-inari

fuishimi-inari

สะพานอูจิ (Uji bridge) และ วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple)

พวกเรานั่งรถไฟเตลิดไปลงที่ศาลเจ้าฟูอิชิมินาริก่อนครับ จริงๆแล้วเราว่าจะมากันที่นี่ก่อน มาชมวัดที่ปรากฏอยู่ใน “เหรียญ 10 เยน” นั่นก็คือวัดเบียวโดอิน (Byodoin temple) ครับ นั่งรถไฟสาย Keihan มาลงที่สถานีอูจิ (Uji station) ทันทีที่เดินออกมา ก็จะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่ ชื่อตามนี้เลยครับ “อูจิ” เป็นสะพานที่มีประวัติการก่อสร้างมาอย่างยาวนาน บรรยากาศสายน้ำที่ไหลผ่านสะพานแห่งนี้ ให้ความรู้สึกสบาย สดชื่นมากๆเลย ~

สะพานอูจิที่ทอดยาว สวย ให้ความรู้สึกดีจริงๆครับ
สะพานอูจิ ที่ทอดยาว สวยเด่นแบบนี้ ให้ความรู้สึกดีจริงๆครับ

เดินข้ามสะพานมาจะเป็นถนนมุ่งหน้าไปสู่วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple) ครับ ข้างสะพานเราจะเห็นรูปปั้นผู้หญิง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องเล่าตำนานเก็นจิ (The Tale of Genji) หนึ่งในวรรณคดีที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก และเขียนด้วยอักษรฮิระงะนะเป็นเรื่องแรกๆ หลังจากที่ช่วงนั้นญี่ปุ่นยังคงยืมตัวอักษรจากภาษาจีนอยู่

the-tales-of-gengi-uji-bridge
เดินเข้ามาจะเห็นร้านค้าที่ขายสินค้าอันเลื่องชื่อของเมืองอูจิมากมาย นั่นก็คือ “ชาเขียว” ครับ จะมีร้านขนมต่างๆมากมาย เอาไว้ผมพาทุกท่านไปชมวัดเบียวโดอินก่อน แล้วจะพามาแวะทานขนมกันครับ 🙂

uji-bridge

welcome-to-uji

วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple)

ไปยังไง  : ลงที่สถานี Uji เดินข้ามสะพาน Uji มาเลี้ยวซ้ายมาตามซอย (สังเกตป้าย)

วัดนี้ มีค่าเข้าชม ¥600 ครับ บริเวณอาคารบางส่วนยังปิดให้เข้าชม เพราะกำลังปรับปรุงอยู่ อาคารหลักจะต้องเสียเงินค่าเข้าชมเพิ่มอีกเล็กน้อย และต้องต่อแถวรอกันหน่อยครับ แต่ด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวในวันนั้น ผมขอบายและเลือกชมบางส่วนเท่านั้นครับ เมื่อเดินเข้ามา ก็จะเห็นมุมเดียวกันกับที่ปรากฏในเหรียญ 10 เยนเลย ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับความเป็นมาของวัดที่มีการซ่อมแซม ปรับปรุงมาอย่างยาวนาน เรื่องราวการเข้ามาของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นก็เริ่มต้นจากที่นี่เลยครับ

byodoin-temple-uji

byodoin-temple-10-yen

Nakamura Tokichi Hoten สุดยอดชาเขียวแห่งเมือง Uji

เข้าไปชมความสวยงามของวัดกันเรียบร้อยแล้ว ต้องไม่ลืมสองข้างทางที่เราเดินผ่านเข้ามาครับ ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของชาเขียว จึงมีร้านขนม ร้านของฝากที่เป็นเกี่ยวกับชาเขียวอยู่มากมาย มีร้านนึงที่อร่อยขึ้นชื่อ เปิดมานานตั้งแต่ปี 1850 ร้านนี้มีชื่อว่า “Nakamura Tokichi Honten (中村藤吉 平等院店)” ครับ ร้านนี้สังเกตไม่ยากเท่าไร เพราะมีสัญลักษณ์ของร้านที่เห็นเด่นชัดแต่ไกล อาจจะต้องรอคิวกันสักหน่อยนะครับ

ทางเข้าร้านครับ
ทางเข้าร้านครับ ให้สังเกตโลโก้ของร้าน

ได้ที่นั่งแล้ว ก็มาดูเมนูกัน ร้านนี้มีเมนูเป็นภาษาอังกฤษด้วยครับ เมนูหลักๆที่แนะนำก็ไม่พ้นชาเขียว และนอกจากนี้ก็ยังมีไอศกรีมให้เลือกทานอีกด้วย ^^

uji-green-tea

ผมสั่งเป็นชามัชฉะ (matcha)ไป เสิร์ฟพร้อมกับวากาชิ (wagashi) หรือขนมหวาน ที่ทานกับชาครับ รสชาติของชามัชฉะที่นี่ ไม่เหมือนกับที่เคยกินมาเลย รสชาติดี ไม่เข้ม ไม่อ่อน จนเกินไป หอมมันนิดๆ ส่วนขนมที่มาด้วยค่อนข้างหวาน รสชาติจึงตัดกับชาพอดีครับ

ชามัชฉะที่สั่ง เสิร์ฟคู่กับวากาชิ
มัชฉะเสิร์ฟคู่กับวากาชิ
matcha-green-tea-uji
ไอศกรีมชาเขียวที่เพื่อนสั่งครับ มาพร้อมกับแป้งเหนียวๆ (อารมณ์คล้ายๆต๊อกของเกาหลี)

มาญี่ปุ่นเพื่อนก็ได้สอนมารยาทในการดื่มชากันสักนิดครับ เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่า เวลาดื่มชา “ให้ยกแก้วแล้วหมุนสองครั้งก่อนยกดื่ม”  ทั้งนี้ก็เพราะว่า สมัยก่อน การดื่มชานั้นดื่มด้วยกันบนถ้วยขนาดใหญ่พร้อมกันหลายๆคนครับ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ริมฝีปากไปชนรอยกัน จึงต้องหมุนสองครั้งนั่นเอง ก็เป็นเกร็ดวัฒนธรรมเล็กๆน้อยๆที่เมื่อดื่มชาควรรู้ครับ ^^

SONY DSC

ร้านนี้ผมการันตีด้วยคุณภาพของชา และชื่อเสียงอันยาวนาน เป็นอีกหนึ่งร้านที่หากใครเดินทางมาชมวัด และมายังเมืองอูจิ (Uji) นี้แล้ว ห้ามพลาดเลยนะครับ !!

วัดซันจูซันเก็นโด (Sanjusangendo) มหัศจรรย์องค์เจ้าแม่กวนอิม 1,001 องค์

สถานีต่อไป เราจะไปชมความยิ่งใหญ่อลังการ ของวัดซันจูซันเก็นโด (Sanjusangendo) เป็นวัดที่เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม 1,001 องค์ อีกหนึ่งสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากครับ ค่าเข้าชม ¥600 เข้าไปในอาคารมีชั้นวางรองเท้า เดินเข้าไปภายในอาคารแล้วจะไม่สามารถถ่ายรูปได้ ภาพที่เห็นเมื่อเข้าไปแล้วขอบอกว่า ทำผมอึ้งไปอยู่สักพักเลยครับ เพราะว่าภาพที่เห็นเป็นภาพองค์เจ้าแม่กวนอิมวางยาวเป็นแถวเรียงสวยงาม ใครไปก็อย่าลืมไปไหว้พระ ขอพรจากสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ครับ

วัดเจ้าแม่กวนอิม 1001 องค์ เกียวโต

 

วัดซันจูซันเก็นโด

ตลาดนิชิกิ (Nishiki market)

ด้วยเส้นทางรถไฟสาย Keihan ยังสามารถพาเราไปในย่านช็อปปิ้งดังในเมืองเกียวโต (Kyoto) ได้อีกครับ อย่างย่านกิออน (Gion) เราไปลงที่สถานี Gion Shijo ซึ่งออกมาก็จะพบกับร้านค้าเต็มละแวกนี้ไปหมดเลยครับ เส้นทางนี้หากเราเดินตรงไปเรื่อยๆ (สักที่?) ก็จะมาถึงตลาดใหญ่ใจกลางย่านนี้ เราเรียกว่า ตลาดนิชิกิ (Nishiki market) ครับ

nishiki-market-kyoto

ลักษณะคือเป็นตลาดสดครับ เต็มไปด้วยร้านค้าขายอาหาร ส่วนมากก็จะเป็นพวกปลาดิบ ผักสด (ที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องผักมากๆเลยครับ) หรือจะผักดอง ที่ก็ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่าคนญี่ปุ่นก็นิยมกินผักดองกับข้าวเหมือนกับคนเกาหลี

ปลาดิบซาชิมิเสียบไม้ ปรุงรสด้วยซอส มีหลากหลายแบบให้เลือกเลยครับ ไปทานกันข้างในร้านได้ บรรยากาศอาจจะเหมือนไปตะลุยกินในโรงงานสักหน่อย เพราะว่าพี่เค้าเล่นแล่ปลากันตรงนั้น ให้เห็นว่าสดๆเลยครับ
ปลาดิบซาชิมิเสียบไม้ ปรุงรสด้วยซอส มีหลากหลายแบบให้เลือกเลยครับ ไปทานกันข้างในร้านได้ บรรยากาศอาจจะเหมือนไปตะลุยกินในโรงงานสักหน่อย เพราะว่าพี่เค้าเล่นแล่ปลากันตรงนั้น ให้เห็นว่าสดๆเลยครับ
แล่ปุ๊บขายปั๊บกันตรงนี้เลย มานั่งข้างในก็มีน้ำชาร้อน ชาเย็น ไว้บริการครับ คนขายแถวนี้รู้สึกจะชั่งพูดชั่งจาเป็นพิเศษ
แล่ปุ๊บขายปั๊บกันตรงนี้เลย มานั่งข้างในก็มีน้ำชาร้อน ชาเย็น ไว้บริการครับ คนขายแถวนี้รู้สึกจะช่างพูดช่างจาเป็นพิเศษ

แวะพักกินอาหารเที่ยงที่ร้านนี้ครับ เพื่อนผมบอกว่าผักที่นี่อร่อย เค้าเลยจะชวนให้ผมไปทานผัก เมนูผัก ผมก็ยอมเพื่อที่จะได้รู้สักทีว่า เกียวโต นอกจากจะมีดีที่ชาเขียวแล้ว ผักยังอร่อยด้วยจริงหรือเปล่า ผมไปนั่งกันอยู่ที่ร้านๆหนึ่ง ร้านนี้หน้าร้านขายผักด้วยข้างในเป็นร้านอาหารครับ ลักษณะก็คือหยิบผักที่อยากกิน เลือกแล้วไปนั่งรอเลยครับ พนักงานจะเดินมาเสิร์ฟพร้อมข้าวและน้ำชา

tsukemonoพวกผักดองที่เค้ากินกับข้าว ภาษาญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า สึเกะโมะโนะ (Tsukemono) ครับผม

รสชาติต้องบอกว่า มีผักอะไรแปลกๆ ที่บ้านเราไม่มี บ้านเค้ามีครับ มันจึงมีบางอันที่ผมแอบไม่ชินกับรสชาติของมัน จะไม่ถูกใจเลยสำหรับผู้ที่ปกติไม่ทานผัก สำหรับผมที่เลือกเนื้อมาก่อนผักอยู่นั้น เมนูนี้จึงขอบายครับ

มาญี่ปุ่นรอบนี้รู้สึกว่าผมจะติดใจกับรสชาติของวาราบิโมจิ (warabimochi) ไปซะแล้วครับ
มาญี่ปุ่นรอบนี้รู้สึกว่าผมจะติดใจกับรสชาติของวาราบิโมจิ (warabimochi) ไปซะแล้วครับ

เป็นอะไรที่เพลินมากๆตลอดเส้นทางตลาดของกินนี้ครับ เรียกว่าผมกินไม่หยุดเลย

gion-kyoto

gion-restaurant-kyoto

หลังจากนั้นคุณแม่ของเพื่อนผมก็นัดให้ผมและเพื่อนไปทานข้าวด้วยกันครับ ร้านอาหารเป็นร้านที่อยู่บริเวณย่านกิออน ร้านเป็นร้านไม่ใหญ่มาก แต่บรรยากาศของญี่ปุ่นได้ไปเต็มๆ พวกเราขึ้นบันไดเล็กๆ ขึ้นมาตรงชั้นสองของร้าน ทันทีที่กางเมนูออกมาจะสั่งอาหารก็พบว่า ไม่มีอะไรที่ผมอ่านออกจริงๆครับ บรรยากาศของร้านทำผมเองก็เดาไม่ถูกจริงๆว่าอาหารเป็นอาหารประเภทไหน

japanese-kansai-food

เมนูแรกที่มาเป็นเต้าหู้โรยด้วยต้นหอมญี่ปุ่นครับ ข้างๆยังมีเป็นรีฟิลให้เติมได้ไม่อั้น มาในกล่องไม้สวยงาม ใครที่ชอบทานต้นหอมแบบผมนี้ก็จะเพลินกับการทานอาหารจานต่อๆไปที่ผมจะนำเสนอมากเลยครับ

และที่เด็ดๆก็คงเป็นลิ้นวัวโรยมากับต้นหอมและหัวหอมซอย ที่สุดแสนเหนียวนุ่ม และ ซาชิมิ เสิร์ฟเป็นจานแบบนี้เลยครับ รสชาติต้องบอกว่า อร่อยมากๆ รู้สึกได้ถึงความสด วาซาบิที่ไม่เผ็ดมาก (เพื่อนบอกว่าวาซาบิแท้ๆ จะต้องไม่เผ็ดนะครับ)

เรียกว่ายำลิ้นวัวได้มั้ยเนี่ย ?? (ขออภัยทุกท่านที่ไม่ได้ทานเนื้อด้วยครับ -/\-)
เรียกว่ายำลิ้นวัวได้มั้ยเนี่ย ?? (ขออภัยทุกท่านที่ไม่ได้ทานเนื้อด้วยครับ -/\-)

sashimi

ทานไปแต่ละเมนู คุณแม่ของเพื่อนก็ใจดีมากเลยครับ ที่อธิบายแต่ละเมนูๆให้ฟัง แม้ว่าผมจะจำได้ไม่หมด แต่ก็พอสรุปคร่าวๆได้ว่า ส่วนใหญ่เมนูจะเป็นผัก หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเต้าหู้ครับ เห็นแล้วก็ทึ่งเหมือนกัน ดูตอนแรกนึกว่าเป็นเนื้อ อารมณ์คล้ายๆอาหารเจที่มีอะไรแปรรูปมาจากเต้าหู แต่ความสดของผักที่นี่ รับประกันได้เลยว่าอร่อยจริงๆครับ อ้อ ส่วนใหญ่แล้วพวกนี้จะเป็นเหมือนกับแกล้มทานกับเหล้าครับผม

วันนี้ทั้งวันในเกียวโตนี้จึงมีความสุขมากครับ เพราะได้ไปชมวัดเก็บตกจากครั้งที่แล้วที่อยากมา แต่ไม่ได้มา รวมไปถึงดื่มด่ำบรรยากาศของตลาดสด ย่านกิออน ซึ่งใครที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นแบบแท้ๆ เกียวโตจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังเลยครับ

แล้วพบกันใหม่ตอนต่อไป ผมจะพาทุกคนเดินทางไปที่โกเบ (Kobe) เก็บตกจากรอบที่แล้วอีกเช่นกัน จะมีอะไรที่น่าสนใจและตื่นเต้นอีกบ้าง อย่าลืมติดตามกันตอนต่อไปครับผม 😀

 

 

 

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[รีวิว] Oreo bingsu & Pancake @ Pop container Shinchon

สัปดาห์นี้ขอเป็นสัปดาห์แห่งน้ำแข็งใสนะครับ ผมก็ไม่ปฏิเสธเลยว่า ของหวานที่นิยมไปกินหลังจากทานข้าวตอนนี้ต้องยกให้ “น้ำแข็งใสสไตล์เกาหลี” อย่าง “พิงซู” ครับ หลังจากที่ทานมาได้หลายร้าน ก็พบว่าแต่ละร้านมีเมนูเด่นๆที่แตกต่างกัน และวันนี้ขอแนะนำร้านนี้ “POP.CON.TAINER” ครับ สถานที่ยังคงอยู่ในบริเวณย่านชินชน (Shinchon) เช่นเดิม

การเดินทางไปร้านป๊อปคอนเทนเนอร์ (POP.CON.TAINER)
สาขาชินชน (Shinchon)

เนื่องจากร้านตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสองสถานีชินชน (Shinchon) และสถานีม.สตรีอิฮวา (Ewha Woman’s Univ.) การเดินทางจึงเลือกลงได้ทั้งสองสถานีเลยครับ หากลงที่สถานชินชน (Shinchon) ให้ออกประตู 3 ออกมาให้เดินมาตามแผนที่เลยครับ เจอสี่แยกที่มีท่อแดง ให้ชิดขวา เดินตรงมาเรื่อยๆ จนเห็นร้าน Olive Young เดินตรงมาอีกหน่อย ก็จะเห็นร้าน หน้าร้านจะมีป้าย Oreo อยู่ครับ ให้ขึ้นมาได้เลย ร้านอยู่ชั้น 2 ครับ

pop-container-map-new

POP.CON.TAINER (Shinchon)

pop.con.tainer-shinchon

 สไตล์การตกแต่งร้านที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้บรรยากาศไม่เหมือนร้านขนมเกาหลีเท่าไร

pop-container-shinchon-bingsu

รีวิวเมนูเด็ดๆของร้าน

กฎในการสั่งของร้านที่กวนใจผมอย่างหนึ่งคือ ลูกค้าหนึ่งคนต่อหนึ่งรายการครับ แต่ยกเว้นรายการน้ำแข็งใสโอรีโอ้ที่เป็นเมนูพิเศษของร้านจะเท่ากับสั่ง 2 คน เพราะน้ำแข็งใสขนาดใหญ่มหึมานี้จะเพียงพอสำหรับการกิน 2 คนครับ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องสั่งเครื่องดื่ม ซึ่งมีชา กาแฟ ในราคาเริ่มต้นประมาณ 4,500 วอน

มาดูเมนูที่เด็ดของร้านนั่นก็คือ “น้ำแข็งใสโอรีโอ้ (오레오 빙수)” นี้กันครับ (ภาษาเกาหลีอ่านว่า โอ-เร-โอ)

โอรีโอ้ พิงซู (오레오 빙수) : ผงโอรีโอที่โรยบนกองน้ำแข็งใสขนาดมหึมานี้ ทันที่ที่เสริฟอาจจะต้องรีบทานกันเลย เพราะน้ำแข็งแอบละลายเร็วมากครับ รสชาติถือว่าเยี่ยมมากเลย เมื่อทานไปเรื่อยๆ ด้านล่างจะเป็นไอศกรีม? หรือครีมของโอริโอ้ไม่แน่ใจเหมือนกันหวานๆ อยู่ตรงฐานครับ เป็นเมนูยอดฮิตของที่นี่เลย ราคาต่อ 2 คนอยู่ที่ 13,000 วอน
โอเรโอ้ พิงซู (오레오 빙수) : ผงโอเรโอ้ที่โรยบนกองน้ำแข็งใสขนาดมหึมา ความยาวกว่าหนึ่งไม้บรรทัดน่าจะได้นี้ ทันที่ที่เสริฟอาจจะต้องรีบทานกันเลย เพราะน้ำแข็งแอบละลายเร็วมากครับ รสชาติสุดยอดมาก เมื่อทานไปเรื่อยๆ ด้านล่างจะเป็นไอศกรีม? หรือครีมของโอริโอ้ไม่แน่ใจเหมือนกันหวานๆ อยู่ตรงฐานครับ เป็นเมนูยอดฮิตของที่นี่เลย ราคาต่อ 2 คนอยู่ที่ 13,000 วอน
นูเทลลา แพนเค้ก (누텔라 팬케익 : Nutella) อันนี้เป็นแพนเค้กที่ใช้นูเทลล่า ช็อคโกแลตมาทำครับ รสชาติใช้ได้ หวานพอสมควร เสิร์ฟด้วยกันสามชิ้น แต่ร้านบอกเป็นเมนูสำหรับทานคนเดียวนี่กะขุนให้อ้วนกันเลยทีเดียว แต่จริงๆเหมาะกับทาน 2-3 คนครับ รสชาติโอเคเหมือนกัน ราคาอยู่ที่ 7,000 วอน
นูเทลลา แพนเค้ก (누텔라 팬케익 : Nutella) อันนี้เป็นแพนเค้กที่ใช้นูเทลล่า ช็อคโกแลตมาทำครับ รสชาติใช้ได้ หวานพอสมควร เสิร์ฟด้วยกันสามชิ้น แต่ร้านบอกเป็นเมนูสำหรับทานคนเดียวนี่กะขุนให้อ้วนกันเลยทีเดียว แต่จริงๆเหมาะกับทาน 2-3 คนครับ รสชาติโอเคเหมือนกัน ราคาอยู่ที่ 7,000 วอน
ออริจินัล แพนเค้ก (오리지널 팬케익) : ตามชื่อเป็นแพนเค้กธรรมดาๆเลยครับ รสชาติไม่ค่อยเท่าไร อาจจะเป็นเพราะมีนูเทลล่าที่สั่งมาด้วย ทำให้มาทำลายรสชาติ แต่ราคาก็ถูกกว่านูเทลล่าครับ อยู่ที่ 5,500 วอน
ออริจินัล แพนเค้ก (오리지널 팬케익) : ตามชื่อเป็นแพนเค้กธรรมดาๆเลยครับ รสชาติไม่ค่อยเท่าไร อาจจะเป็นเพราะมีนูเทลล่าที่สั่งมาด้วย ทำให้มาทำลายรสชาติ แต่ราคาก็ถูกกว่านูเทลล่าครับ อยู่ที่ 5,500 วอน

สรุป

ถ้าอยากลองทานปิงซูแบบไม่ใช้เฟรนไชส์ก็แนะนำเลยล่ะครับ เมนูที่มายังไงก็ต้องสั่งกันแทบทุกโต๊ะคงหนีไม่พ้นโอเรโอ้พิงซูจริงๆ ร้านนี้เด็ดตรงที่มันเป็นน้ำแข็งไซส์ยักษ์นี้ด้วย คนถึงฮือฮากัน เวลาสั่งพนักงานก็แอบระวังอยู่พอสมควร ส่วนแพนเค้กก็เป็นรองลงมา หากจะสั่ง nutella pancake ก็โอเคเช่นกันครับ ร้านพื้นที่ไม่เยอะ ดีไซน์ของร้าน interior ดูดีมากๆ มีสไตล์ มีเก้าอี้เก๋ๆที่ร้านเค้าเรียกว่า poog (พุก) เป็นเบาะใหญ่ๆที่ “เหมือนจะนั่งสบาย”

ยังไงก็ต้องลองหาโอกาสมาทานกันสักครั้งครับ

pop.container-shinchon

[รีวิว] พิงซู (Bingsu) @ Sulbing Korean Dessert Cafe

กลับมาพบกันอีกครั้งครับ กับรีวิวพิเศษๆส่งตรงจากเกาหลี วันนี้เราจะพาทุกท่านไปกินเมนูของหวานยอดนิยมของคนเกาหลีในช่วงนี้ อย่าง “พิงซู (빙수)” หรือ “น้ำแข็งใส” กันครับ

sulbing-logo

ร้านที่จะพาไปในวันนี้ เป็นหนึ่งในเฟรนไชส์น้ำแข็งใสชื่อดังอย่าง “설빙 (ซอลบิง) : Korean Dessert Cafe)” ที่มีจุดเริ่มต้นจากสาขาแรกที่ ปูซาน-คยองนัม และแพร่มาในโซลอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 190 สาขา ทั่วประเทศแล้วครับ ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30 น. จนถึง 22.30 น. (ปิดรับออเดอร์)

ทางไปร้านซอลบิง สาขาชินชน (Shinchon)

นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ลงที่สถานี Shinchon ออกประตู 3 เดินตรงมาเรื่อยๆ จนถึงห้าง U-Plex จะเจอท่อสีแดงใหญ่ๆ เป็นจุดสังเกต ร้านอยู่ชั้น 2 ครับ

solbing-map-thai-lang

solbing-shinchon-branch

 ร้านซอลบิง สาขา Shinchon

บรรยากาศในร้านเรียกว่าดูดีเลยล่ะครับ ร้านมีทั้งหมด 3 ชั้นด้วยกัน สั่งอาหารชั้นแรก และมีชั้นที่สามเป็นดาดฟ้า ได้บรรยากาศดีไปอีกแบบ แถมหากมาช่วงเย็นๆ หรือเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีดนตรีมาแสดงบริเวณถนนคนเดินแถวๆนั้นด้วย บรรยากาศดีไปอีกแบบครับ อ้อ … วันหยุดร้านนี้คนจะเยอะมากๆเลยครับ มาถึงก็อย่าเพิ่งรีบร้อนสั่งกันก่อน แนะนำว่าให้หาที่นั่งก่อนแล้วค่อยสั่งนะครับ

dessert-cafe-korea

รีวิวเมนูน้ำแข็งใสเกาหลี

ที่ร้านนี้นอกจากน้ำแข็งใส ก็ยังมีโทสต์ด้วยครับ รวมไปถึงของหวานอื่นๆ แต่วันนี้จะพูดถึงแต่น้ำแข็งใสครับ

เมนูน้ำแข็งใสมีหลักๆด้วยกัน 6 รสชาติครับ
เมนูน้ำแข็งใสมีหลักๆด้วยกัน 6 รสชาติครับ

เมนูน้ำแข็งใส ขอแนะนำทีละรายการ จากซ้ายไปขวาบนลงล่างกันเลยนะครับ

  • 밀크팥설빙 (มิล-คึ-พัท-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสนม+ถั่วแดง
  • 흑임자설빙 (ฮึ-กิม-จา-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสงาดำ
  • 인절미설빙 (อิน-จอล-มิ-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสโรยด้วยผงถั่ว+แป้งต๊อก
  • 치즈설빙 (ชี-จึ-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสชีส
  • 베리요거트설빙 (เพ-รี-โย-กอ-ทึ-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสเบอร์รี่โยเกิร์ต
  • 커피설빙 (คอ-พี่-ซอล-บิง) : น้ำแข็งใสกาแฟ

เมนูที่จะสั่งในวันนี้เป็นเบสิคของร้านอย่าง อินจอลมีซอลบิง, รสนม และเบอร์รี่โยเกิร์ตครับ

อินจอลมิ ซอลบิง : น้ำแข็งใสมาพร้อมกับนม โรยด้วยผงถั่วกับต๊อกชิ้นเล็กๆ หวานมัน ถูกใจเลยครับ เป็นเมนูที่แนะนำมากๆครับ
อินจอลมิ ซอลบิง (인절미 설빙) : น้ำแข็งใสมาพร้อมกับนม โรยด้วยผงถั่วกับต๊อกชิ้นเล็กๆ หวานมัน ถูกใจเลยครับ เป็นเมนูที่แนะนำมากๆครับ ผู้ที่แพ้ถั่วต้องระวังด้วยนะครับ
มิล-คึ-พัท ซอลบิง (밀크밭 설빙) : ตามชื่อครับ คือมีนมพร้อมกับราดถั่วแดงมาให้ด้วย อันนี้รสชาติก็ค่อนข้างโอเคครับ แต่น่าเสียดายว่าที่ราดถั่วแดงมาให้น้อยไปหน่อย บวกกับไม่ค่อยรู้สึกว่าทานนม เมนูนี้จึงกลางๆ หากสั่งอันจอลมิเมื่อสักครู่มาทาน อาจจะไม่ค่อยรู้รสชาติเท่าไรครับ
มิล-คึ-พัท ซอลบิง (밀크팥 설빙) : ตามชื่อครับ คือมีนมพร้อมกับราดถั่วแดง โปรยถั่วบดมาให้นิดๆด้วย อันนี้รสชาติก็ค่อนข้างโอเคครับ แต่น่าเสียดายว่าที่ราดถั่วแดงมาให้น้อยไปหน่อย โรยถั่วบดมาด้วยทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นน้ำแข็งใสรสนำ ทำให้เมนูนี้จึงกลางๆ หากสั่งอันจอลมิเมื่อสักครู่มาทาน รสชาติอาจจะกลืนกันจนไม่รู้ว่าเป็นรสอะไร
เบอร์รี่โยเกิร์ต (베리요거트 설빙) : ตามชื่ออีกเหมือนกันครับ รสชาติหวานของผลไม้ก็จะมาตัดกับหวานเลี่ยนของถั่วที่สั่งมาทานด้วย ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ควรจะราสซอสที่เป็นซอสบลูเบอรี่ หรือซอสเบอร์รี่ให้ชุ่มฉ่ำกว่านี้หน่อย นี้ดูแห้งๆไปครับ (ราคาแอบแพงด้วย 9,500 วอน)
เบอร์รี่โยเกิร์ต (베리요거트 설빙) : ตามชื่ออีกเหมือนกันครับ รสชาติหวานของผลไม้ก็จะมาตัดกับหวานเลี่ยนของถั่วที่สั่งมาทานด้วย ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ควรจะราสซอสที่เป็นซอสบลูเบอรี่ หรือซอสเบอร์รี่ให้ชุ่มฉ่ำกว่านี้หน่อย นี้ดูแห้งๆไปครับ (ราคาแอบแพงด้วย 9,000 วอน)

สรุป

มีถั่วมั้ย

ร้านนี้มีดีที่รสถั่ว (อินจอลมิ) จริงๆครับ อันนี้ผมให้ไปเต็มเลย สำหรับผู้ที่ทานถั่วได้ขอแนะนำเลยครับ แป้งต็อกเป็นชิ้นเล็กจึงทำให้ไม่เหนียวติดฟัน (เทียบกับร้านอื่น) ราคาอยู่ที่ 7,000 วอนครับ ส่วนอย่างอื่นคิดว่าร้านอื่นอร่อยกว่า เป็นไปได้จะหาโอกาสรีวิวร้านอื่นๆอีกครับผม…

นอกเรื่องเกี่ยวกับสงครามร้านของหวานในเกาหลี

2 ปีที่แล้ว ช่วงแรกของการมาเรียนต่อที่เกาหลี เฟรมมีโอกาสได้ทานพิงซูชนิดหนึ่งเป็นครั้งแรกครับ เค้าเรียกว่า “พัทพิงซู (팥빙수)” ซึ่งเป็นน้ำแข็งใสราดถั่วแดง (พัท แปลว่า ถั่วแดง) ซึ่งเฟรมก็ถือว่า มันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำแข็งใสเกาหลีไปครับ บ้านเราน้ำแข็งใสจะราดน้ำหวาน ใส่เครื่อง แต่เกาหลีจะเป็นถั่วแดง ซึ่งก็จะให้ความรู้สึกอร่อยไปอีกแบบ แต่พักหลังๆ ไม่นานมานี้ ก็รู้สึกว่าเมนูพิงซู หรือตระกูลน้ำแข็งใสนี้ ไม่ได้มีเพียงน้ำแข็งใสที่เป็นถั่วแดงเท่านั้น แต่กลับมีเยอะขึ้น หลากหลายขึ้น รวมไปถึงมีร้านค้าที่ขายพิงซูโดยเฉพาะเกิดขึ้นมากมายอย่างตกใจ

หนังสือพิมพ์ธุรกิจของเกาหลีใต้ก็ได้ระบุปัจจัยของการเจริญเติบโตของร้านขนมหวานที่เพิ่มขึ้นเยอะในพักหลังๆไว้ด้วยกันสองสาเหตุ สาเหตุแรกคือ การแข่งขันระหว่างร้านกาแฟในเกาหลีใต้ค่อนข้างสูง ทำให้เมนูของแต่ละร้านมีความแตกต่างกันไม่มาก พูดง่ายๆคือหมดมุก ไม่รู้จะทำเมนูอะไรใหม่ๆแล้ว และประเด็นที่สองคือ รสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

เพิ่มเติม

โพสต์ภาพของกินตอนดึกๆน่ะหลบไป เพราะ “ม็อกบัง” มาแว้วว…

mok-bang
หลายๆคนคงหงุดหงิดไม่น้อยใช่มั้ยครับ เวลาที่กำลังจะหลับจะนอน แต่ดันมาเจอเพื่อนโพสต์ภาพของกินยั่วยวนใจกลางดึกซะนี่ ปกติร่างกายเรา กินกันก็แค่ 3 มื้อเท่านั้นล่ะครับ … แต่พักหลังๆ เมื่อโลกแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์คเข้ามา ตั้งแต่ Facebook ไปจนถึงที่แบบเฉพาะทาง โชว์รูปโดยเฉพาะอย่าง Instagram ทำให้หลายคนอาจจะมี “มื้อที่ 4” เป็นมื้อค่ำ หรือบางคน  มื้อเดียว !! แต่มื้อเดียวกินทั้งวันเลยนี่ก็มี 😀

จะบอกว่าที่เกาหลีก็มีไม่แพ้กันเลยครับ ช่วงแรกๆที่ติดตามคนเกาหลีเล่น Instagram ใหม่ๆ ผมไปเจอ hashtag นึง มีชื่อว่า #먹스타그램 (อ่านว่า ม็อก-ซึ-ตา-กึ-แรม) ซึ่งผมยังจะไม่บอกความหมาย ลองมาดูสิ่งที่เห็นใน tag นี้กันดีกว่าครับ

mok-bang-mokstagram
โอ้ววว แม่เจ้าาา มันสุดยอดเลยใช่มั้ยครับ เป็นภาพอาหารเต็มไปหมด ที่สุดแสนจะประณีต บรรจงถ่าย ภาพที่มีใน hashtag นี้ ณ ปัจจุบัน (ที่เขียนอยู่ วันที่ 3 พ.ค. 57) ก็ปาไป 2,200,000 กว่าภาพแล้วครับ !

먹방 (ม็อก-บัง) คืออะไร ?

กลับมาที่คำอีกคำนึง ที่ผมก็มักจะเห็นใน hashtag ใน Instagram อีกคำ นั่นคือคำว่า “먹방” (อ่านว่า ม็อก-ปัง) ตอนแรกผมเข้าใจว่า คำนี้แปลว่า “ห้องอาหาร” เพราะคำว่า “먹”(ม็อก) แปลว่า กิน “방” (บัง) แปลว่า ห้อง  แต่ไปดูที่มาที่ไปของคำนี้แล้วมัน ไม่ใช่เลย !!

คำว่า 먹방 มาจากคำว่า 송  (ม็อง-นึน-พัง-ซง) ซึ่งเป็นการย่อคำในภาษาเกาหลี แปลได้ว่า “สถานีแห่งการกิน” (Eating Broadcasting) ฟังดูแล้ว ดูเหมือนเป็นการถ่ายทอดสดอะไรสักอย่าง หรือจะมีเป็นห้องส่งเลยหรือเปล่า?

ถูกต้องแล้วครับ! คนเกาหลีเค้าก็เนรมิตห้องครัวที่บ้าน โต๊ะกว้างๆ วางหารเต็มโต๊ะ เราได้ห้องส่งแล้วครับ

ทีนี้ก็จะต้องมีผู้ดำเนินรายการ ศัพท์ในวงการนี้เค้าเรียกว่า BJ ซึ่งมาจากคำว่า Broadcasting Jokey เมื่อองค์ประกอบครบ หน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุดตอนนี้คือ การกินไปด้วย ถ่ายทอดสดไปด้วยผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการบรอดคาสติ้ง อย่าง Afreeca TV

더 디바 (เดอะ ดีบา/ดีวา)  เรื่องกินต้องยกให้เธอ !

ในเว็บไซต์ Afreeca TV ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกาหลี ให้คุณได้ถ่ายทอดวิดิโอสดๆ สร้างห้องแชท เป็นช่องรายการ (channel) ขึ้นมาได้ครับ (หลักการเหมือนๆกับ YouTube ที่ให้คุณถ่ายทอดสดได้) ซึ่งได้รับความนิยมในเกาหลี  ณ ปัจจุบัน มีรายการที่ถ่ายทอดสดอยู่เป็นประจำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รายการถ่ายทอดสดเกม LOL (League of Legends), ถ่ายทอดรายการสอนภาษาเกาหลี ฯลฯ (เห็นว่าแต่ก่อนมีถ่ายทอดเกมออนไลน์อย่าง O2 Jam ด้วย)

afreecatv

หนึ่งในรายการที่ได้รับความนิยมในบรรดารายการต่างๆ ของเว็บไซต์ Afreeca TV เป็นช่องนึงที่ใช้ username ว่า “vol33lov” ครับ ซึ่งช่องนี้ เป็นรายการถ่ายทอดสด การกินอาหารของของเธอผู้นี้ “เดอะ ดีวา (더 디바)” ทุกคนจะได้เห็นการกิน ทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะของเธออย่างที่เห็นไปในคลิปเมื่อสักครู่ พร้อมกับคำนวณราคาเสร็จสรรพ กินไปด้วยชวนคุยไปด้วย ยิ่งเสียงดังยิ่งให้เห็นถึงความอร่อยกันไปข้าง …

เธอเคยเปิดเผยสัดส่วนของเธอในรายการครั้งหนึ่ง ว่าเธอหนัก 52 กก. สูง 170 ซม. แต่หากดูจากปริมาณที่เธอกินในแต่ละมื้อแล้ว ไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้หลายๆคนเองก็สงสัยในเคล็ดลับการดูแลหุ่นของเธอเช่นกัน

รายการของเธอได้รับรางวัล Channel ยอดเยี่ยมจากเว็บไซต์ไปอีกด้วย ก็ไม่ต้องสงสัยว่าเธอได้รับความนิยมแค่ไหน เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการกินไปแล้ว มีร้านอาหารที่ให้เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่กระทั่งหากบอกว่ามาจากเพจของเธอได้ส่วนลดเลยก็มี

diva-mok-bang

 บทสรุป

เท่าที่ผมสังเกต ผู้หญิงเกาหลีจำนวนไม่น้อยเลยครับ ที่พยายามหาเวลาว่าง มีความสุขกับการได้ออกไปเที่ยว ถ่ายรูป และการกินอาหารที่ดีๆ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ตราบใดที่สังคมเกาหลี รูปร่าง รูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญอยู่ รูปแบบรายการเช่นนี้ ทำให้เกิดคำศัพท์ใหม่ขึ้นมา และเป็นเทรนด์ หากคุณเห็นเพื่อนคุณกินข้าวอยู่ ในขณะที่คุณเป็นฝ่ายนั่งดูอยู่ฝ่ายเดียว ก็เรียกว่า คุณกำลังมาดู “ม็อกบัง” อยู่นี่ล่ะครับ  ผมจึงยกให้เธอ “เดอะ ดีวา” เป็นเน็ตไอดอลในสาขาด้านการกิน…. กินเยอะแต่ยังสวยแบบนี้ ผมเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคนคงแอบอิจฉาเธออยู่น้อยเลยล่ะ

ไปดูผลงานเธอกันต่อได้ที่….

1. YouTube : มีแฟนๆบันทึกรายการเอาไว้ครับเยอะเลยครับ ด้วยการค้นคำว่า BJ 더 디바

2. ทาง Channel ของเธอใน Afreeca TV

ย่อฝรั่งเศสไว้ใน “มหาวิทยาลัยคยองฮี”

kyunghee-univ

         อาทิตย์ก่อนสอบกลางภาค ผมมีโอกาสได้กลับมาเดินเที่ยวเล่นที่ “มหาวิทยาลัยคยองฮี” (Kyung Hee University) อีกครั้งครับ ครั้งที่แล้วผมมาสอบวัดระดับภาษาเกาหลีที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ หากแต่ว่าครั้งที่แล้ว ทันทีที่ออกจากห้องสอบ ผมทั้งตื่นเต้น ทั้งหิว ทั้งเครียด สอบเสร็จนี่มุ่งตรงไปร้านอาหารก่อนเลยครับ ใช่ครับ ผมไม่ได้เข้าไปดูมหาวิทยาลัยแม้แต่นิดเดียวเลย จนกระทั่งมาเห็นรูปภาพความร่มรื่นของมหาวิทยาลัยนี้ จากตามเฟซบุ๊กที่เพื่อนๆ แชร์กันมาในช่วงซากุระบาน รวมไปถึงมีการจัดอันดับให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถชมดอกซากุระ (벚꽃) ได้สวยที่สุดในบรรดามหาลัยในเกาหลีเลยทีเดียว… ทำผมต้องกลับมาพิสูจน์ด้วยสายตาตัวเองอีกครั้ง !!

การเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยคยองฮี :

ให้นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่ สถานีฮเวกี (회기 : Hoegi) สาย 1 ออกทางประตูออก 1 จากนั้นให้นั่งรถชัตเติลบัส สายนัมแดมุน 01 (남대문 01) ไปยังป้ายสุดท้าย เดินต่อเพียงอีกนิดก็ถึงมหาวิทยาลัยแล้วครับ  หรือ จะเดินจากสถานีไปก็ได้ ใช้เวลาหน่อย แต่ก็จะได้เห็นบรรยากาศ ความคึกครื้นของร้านค้า ร้านอาหาร บริเวณหน้ามหาวิทยาลัย

지도 크게 보기
2018.10.9 | 지도 크게 보기 ©  NAVER Corp.

แผนที่แสดงเส้นทางการเดินไปยังมหาวิทยาลัยจากสถานี Hoegi ไปยังมหาวิทยาลัยคยองฮี

อาคารกับจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจ

อาคารในมหาวิทยาลัยคยองฮีเป็นศิลปะแบบกอธิคครับ (ไม่ออกข้อสอบ) พื้นที่ในมหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างกว้าง และมีที่ร่มรื่นเหมาะสำหรับการพักผ่อน จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นคนเกาหลีเข้ามาเดินเล่น แม้แต่กระทั่งทัวร์ วันนั้นไปเป็นทัวร์คนจีนซะเยอะหน่อย … แต่ที่เห็นพิเศษไปกว่านั้นคือ เห็นมีคนมาถ่ายรูป Pre-wedding กันด้วย !!

อาคารหลักของมหาวิทยาลัยครับ กล้องถ้าไม่ถ่ายด้วยโหมด Panorama ก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้จริงๆ เพราะตึกใหญ่มากครับ
อาคารหลักของมหาวิทยาลัยครับ กล้องถ้าไม่ถ่ายด้วยโหมด Panorama ก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้จริงๆ เพราะตึกใหญ่มากครับ
เข้าไปในอาคารยังขลังเลย เพราะการตกแต่งดูอลังการงานสร้างมาก
เข้าไปในอาคารยังขลังเลย เพราะการตกแต่งดูอลังการงานสร้างมาก
อาคารห้องสมุด ที่ผมเชื่อว่าถ่ายมุมนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนอยู่เกาหลี
อาคารห้องสมุด ที่ผมเชื่อว่าถ่ายมุมนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนอยู่เกาหลี
อาคารนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์เลยครับ เพราะผมเอาไปตั้งสถานะเล่นๆว่าอยู่หน้า "นอเธอร์ดาม" ฝรั่งเศสมาแล้ว หน้าตาของอาคารมีบางส่วนคล้ายๆกันกับวิหารนอเธอร์ดามจริงๆครับ จริงแล้วอาคารนี้ชื่อว่า Grand Peace Hall ครับ เป็นอาคารที่สำหรับทำการแสดงต่างๆ จุคนได้ประมาณ 4500 คน
อาคารนี้ถือว่าเป็นไฮไลท์เลยครับ เพราะผมเอาไปตั้งสถานะเล่นๆว่าอยู่หน้า “น็อทร์-ดาม” ฝรั่งเศสมาแล้ว ผลก็คือ มีคนเชื่อ 55 ! หน้าตาของอาคารมีบางส่วนคล้ายๆกันกับมหาวิทหารน็อทร์-ดามจริงๆครับ จริงแล้วอาคารนี้ชื่อว่า Grand Peace Hall (평화의 전당) เป็นอาคารที่สำหรับทำการแสดงต่างๆ จุคนได้ประมาณ 4500 คน

ก็เป็นอันว่าจุใจครับ ยังไงก็ดี จะดีกว่ามากๆหากมีโอกาสได้มาชมมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง

ออกมาหน้ามหาวิทยาลัย ก็จะเห็นร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ เต็มไปหมดเลยครับ อาหารที่ขึ้นชื่อในย่านนี้ก็จะเป็น พิซซ่าเกาหลี “พาจอน (파전)” เป็นแป้งทอดใส้ต่างๆ เช่น ไส้กิมจิ, ไส้ปลาหมึก จะกรอบ นอกนุ่มใน ให้ได้ทานกับแกงกิมจิ หรือ กิมจีจิเก (김치찌개) จะเข้ากันได้อย่างดี และหากผมจะขอแนะนำให้ทานกับเหล้าพื้นเมืองเกาหลี อย่าง มักกอลลี (막걸리) ด้วย 

เนื่องจากว่าจุดประสงค์ที่มาแถวนี้คือการมาอ่านหนังสือ เป้าหมายจึงไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็น “ร้านกาแฟ…”
ที่นี่มีร้านกาแฟเยอะพอสมควร ตั้งแต่เฟรนชายส์และร้านกาแฟแบบไม่เฟรนชายส์… ซึ่งผมก็ไปสะดุดตากับร้านนึงเข้า !

8-street-hoegi-station

ร้านนี้มีชื่อว่า

“8 Street” (8번가)
แผนที่ : [NAVER Maps] [Google Maps]
เวลาทำการ : 11.00-24.00 (หยุดทุกวันนักขัตฤกษ์)

บรรยากาศหน้าร้านและข้างในร้านดูดีมากครับ ร้านกาแฟในเกาหลีผมคิดว่าน้อยแห่งที่จะใช้พื้นที่ใช้สอยได้เต็มสตรีมเช่นนี้ ต้องเข้าใจว่าเกาหลีบ้านเมืองเค้ามีพื้นที่จำกัดครับ ดังนั้น เราจะไม่ค่อยเห็นร้านกาแฟเกาหลี ที่มีที่นั่งหน้าร้าน มีชิงช้า มีน้ำตก เหมือนกับร้านกาแฟในบ้านเราให้เห็นกันสักเท่าไร ไปสำรวจพื้นที่ ก็พบว่ามีที่นั่งอยู่หลายชั้น และโต๊ะสำหรับทำงาน ทำการบ้าน พูดคุย นั่งเล่น อยู่เยอะมากครับ จึงไม่รอช้า วางกระเป๋า สั่งเครื่องดื่ม !

บรรยากาศภายในร้านครับ มีมุมที่ขายของ Handmade ด้วย ห้องข้างๆจะเป็นแกลเลอรี่ แสดงผลงานศิลปะ มีโปสการ์ดสวยๆวางขายด้วยครับ
บรรยากาศภายในร้านครับ มีมุมที่ขายของ Handmade, ห้องข้างๆเป็นแกลเลอรี่ แสดงผลงานศิลปะ มีโปสการ์ดสวยๆวางขายด้วย
บางวันตรงนี้มีการแสดงดนตรีด้วยครับ กำหนดการจะแปะเอาไว้อยู่หน้าร้าน
บางวันตรงนี้มีการแสดงดนตรีด้วยครับ กำหนดการจะแปะเอาไว้อยู่หน้าร้าน

interior-8-street

เอซึพึเรโซ....ปั่น... มาแล้วคร้าบ...
เอซึพึเรโซ (Espresso)….ปั่น… มาแล้วคร้าบ…

เอาล่ะครับ ขอตัวไปอ่านต่อก่อน แล้วพบกันใหม่ในบล็อกตอนหน้า สวัสดีคร้าบ………..

study-exam-yonsei

 

 

“ซอชนมาอึล” หมู่บ้านเกาหลี ท่องเที่ยวไปในถนนสายวัฒนธรรม

14.4.23

seochon-village-framekung

หลังจากสอบกลางภาคเสร็จ ผมก็มีแผนหาที่แถวในโซล
หาไปเรื่อยๆในเน็ต ก็ไปพบกับที่หนึ่ง
บริเวณตรงนี้ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระราชวังคยองบก
จะว่าติดกันเลยก็ได้
เป็นหมู่บ้านคนเกาหลี เป็นถนนสายวัฒนธรรม
ที่คงความดั่งเดิมของเกาหลีไว้

“ซอชนมาอึล (서촌마을)”

เดินมาแถวนี้…ให้สังเกตป้ายร้านค้าต่างๆ
ขนาดป้ายชื่อร้านแต่ละร้าน ที่เดิมเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นภาษาเกาหลีบนฟอนต์เก๋ๆ คงคอนเซ็ปต์เดิมร้าน

ร้าน "เอตวีดึ เฮาส์" (Etude House) ที่คนไทยชอบเรียก อีทูดี้ หรือหนักๆหน่อยก็เป็น อีตู้สสส นี่ .. ก็กลายเป็นภาษาเกาหลี จริงๆ มันไม่ได้อ่านอีทูดี้อะไรเลยครับ มันอ่านว่า เอตวีดึ !!
ร้านเครื่องสำอาง “เอตวีดึ เฮาส์” (Etude House) ที่คนไทยชอบเรียก อีทูดี้ หรือหนักๆหน่อยก็เป็น อีตู้สสส นี่ .. ก็กลายเป็นภาษาเกาหลี จริงๆ มันไม่ได้อ่านอีทูดี้อะไรเลยครับ มันอ่านว่า เอตวีดึ !!
หรือจะเป็นร้านไอศกรีมอย่าง บาสกิน ร้อบบิ้นส์ ก็ถูกเขียนเป็นภาษาเกาหลีว่า "เพ"ซึคิน "รา"บินซึ !! เป็นที่มาที่คนเกาหลีย่อชื่อร้านนี้สั้นๆว่า 배라 (เพ-รา)
หรือจะเป็นร้านไอศกรีมอย่าง บาสกิน ร้อบบิ้นส์ ก็ถูกเขียนเป็นภาษาเกาหลีว่า “เพ“ซึคิน “รา“บินซึ !! เป็นที่มาที่คนเกาหลีย่อชื่อร้านนี้สั้นๆว่า 배라 (เพ-รา)

ก่อนที่เราจะไปตะลุยเข้าไปในหมู่บ้าน
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

ผมไปสะดุดกับร้านไก่ร้านนึง ที่ดูท่าแล้วจะไม่ใช่ไก่ธรรมดา
มันเป็น “ไก่อบ…
ฟังดูแล้วเหมือนจะธรรมดา
แต่ที่เกาหลีถ้าพูดถึงไก่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไก่ทอด ไก่ชิ้นเล็กๆแล้วก็ไป
ราดซอส ใส่หัวหอมอะไรไปด้วย นึกหาร้านไก่ธรรมดา ไก่ย่างแบบบ้านเรา
ยากหน่อยล่ะ

ร้านนี้ชื่อร้านว่า “오븐에 빠진 닭” 
โอ-บึ-เน-ปา-จิ้น-ตั๊ก แปลว่า “ไก่ตกลงไปในเตาอบ”

เพิ่งมาเห็นว่า ถ้าเอาคำบางคำออก มันจะอ่านได้ว่า 오빠 닭 หรือ "ไก่พี่ชาย" ได้อีกด้วย ...
เพิ่งมาเห็นว่า ถ้าเอาคำบางคำออก มันจะอ่านได้ว่า 오빠 닭 (โอ-ป้า-ตั๊ก) หรือ “ไก่พี่ชาย” ได้อีกด้วย …
ให้ตายสิ...ไก่เป็นไก่ นี่คือไก่เป็นชิ้นๆ มันอาจจะดูธรรมดามากเมื่ออยู่ที่ไทย แต่บางทีรสชาติแบบนี้เราก็โหยหา
ให้ตายสิ…ไก่เป็นไก่ นี่คือไก่เป็นชิ้นๆ มันอาจจะดูธรรมดามากเมื่ออยู่ที่ไทย แต่บางทีรสชาติแบบนี้เราก็โหยหา
อีกสักรูป... ไก่เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มไก่ ที่บอกว่ามันคือน้ำจิ้มไก่จากไทยก็ว่าได้, มัสตาร์ด และหัวไชเท้าดอง
อีกสักรูป… ไก่เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มไก่ ที่บอกว่ามันคือน้ำจิ้มไก่จากไทยก็ว่าได้, มัสตาร์ด และหัวไชเท้าดอง มื้อนี้หมดไป 15,000 วอน ถือว่าราคามาตรฐานไก่ที่นี่ครับ

ตำแหน่งของร้านนี้ ตั้งอยู่เหมือนเป็นประตูชัยก่อนเดินทาง
เพียงออกจากประตู 3 จากสถานี 경복궁 (Gyeongbokgung Station Line 3)
ข้ามถนนมาชั้นสองของร้าน Paris Baguette เป็นที่ตั้งของร้านไก่ร้านนี้
และหลังจากนี้ก็เดินทะลุเข้าซอยเข้าไป ก็จะเป็นทางไปยังหมู่บ้าน

 …

ซึ่งหากเดินเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะเห็นบ้านเรือนสมัยก่อน
ปะปนกับแบบบ้านเรือนสมัยใหม่
มีร้านอาหาร ร้านกาแฟน่ารักๆ
โดยเฉพาะร้านกาแฟนี่ … แพ้เลย อย่าให้อยู่ใกล้รัศมีร้านกาแฟนานมาก
เพราะมีโอกาสที่ผมจะเข้าไปนั่งแช่สูง !

seochon-village

seochon-village

 เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอกับตลาด “통인시장” (ทง-อิน-ชิ-จัง)
ตลาดนี้เป็นตลาดที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ข้าวกล่องคาเฟ่
สายๆตั้งแต่ 11 โมงไปจนถึง 5 โมงเย็น เค้าจะขายคูปองเป็นเหรียญ
โดยเราสามารถไปเดินเลือกหาเมนูที่อยากทาน หรือเครื่องเคียง
ที่จะมาทานเป็นข้าวกล่องได้ ในราคาไม่ถึง 5,000 วอน
แต่ด้วยวันนี้ไปตอนเย็นๆ จึงไม่มีบรรยากาศนี้ให้เห็น จะเป็นขายอาหารแยกขายทั่วๆไป

tongin-market

 ตลาดทงอินนี้เปิดโดยชาวญี่ปุ่น ในสมัยที่เกาหลีตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น ในปี 1941 หลังสงคราม
ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นอีกแหล่งที่รวบรวมร้านขายอาหารไว้มากมาย

tongin-market-seoul

ร้านค้าที่ร่วมรายการ "ข้าวกล่องคาเฟ่ (도시락 카페)" จะมีป้ายบอกไว้แบบนี้ครับ
ร้านค้าที่ร่วมรายการ “ข้าวกล่องคาเฟ่ (도시락 카페)” จะมีป้ายบอกไว้แบบนี้ครับ
น้ำชิคเย หรือ ชิคฮเย (식혜) เป็นน้ำข้าวที่พื้นบ้านสำหรับที่นี่ ลองหามาดื่มดู มันหวาน สดชื่นจริงๆครับ
น้ำชิคเย หรือ ชิคฮเย (식혜) เป็นน้ำข้าวพื้นบ้าน รสชาติจะออกหวานๆ

 เข้ามาในถนนก็จะเห็นเป็นบ้านเรือน ร้านค้าต่างๆ
เล็กๆ น่ารักๆแบบนี้เรียงรายกันเป็นแถบเลยครับ

seochonvillage

ร้านที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่
คือร้านขายของทอด และแกงจิเกปลาหมึกที่ขึ้นชื่อ
ร้านนี้ชื่อว่า “남도분식” (นัม-โด-พุน-ชิก)

แต่เสียดายที่ผมพลาดไปกับไก่อบข้างต้นนี้แล้ว
จึงขอไว้เป็นโอกาสหน้า รอบนี้ ถ่ายรูปร้านไว้ก่อน

namdopunchik

seochonvillage

seochonvillage

สุดท้ายปิดด้วยร้านเบเกอรี่อันสุดแสนเลื่องชื่อ
ร้านนี้เค้าเปิดบริการมาได้ 25 ปี ขนมปังที่เจ้าของร้านบอกว่าขึ้นชื่อ
ต้องยกให้ขนมปังหลากไส้นี้ ที่มีทั้ง ข้าวโพด ชีส และผักอื่นๆ
ร้านนี้ชื่อว่า “효자베이커리” (ฮโย-จา-เบ-อิ-คอ-รี่)

hyoja bakery

효자 베이커리

หน้าตาของเจ้าขนมปังหลากไส้นี้ ถาดละ 5,000 วอนครับ
หน้าตาของเจ้าขนมปังหลากไส้นี้ ถาดละ 5,000 วอนครับ

ปิดท้ายด้วยบรรยากาศยามค่ำ ความคึกคักของตลาดอาหาร
ที่เป็นทางเข้าไปยังหมู่บ้านซอชนนี้ครับ
แค่ซอยนี้ซอยเดียวก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร สไตล์เกาหลี
ของปิ้งย่าง เสียบไม้ อาหารคาวหวาน ผลไม้ มีเต็มไปหมดเลยครับ

seochonmael

ผมคิดว่า หมู่บ้านซอชนนี้ เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง
การใช้ชีวิตแบบออกไปตลาด จับจ่ายซื้อของ
ในใจกลางเมืองกรุงโซล ถือเป็นอะไรที่หลายๆคนอาจจะนึกไม่ถึง
และที่นี่ก็ยังมีวัฒนธรรมเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างเช่น “ข้าวกล่องคาเฟ”
ถือเป็นสีสันอีกอย่างนึง หากใครที่มีโอกาสได้เดินเข้ามาชมบริเวณ
พระราชวังคยองบกกุง อยากสัมผัสกับประสบการณ์ วัฒนธรรมเกาหลี หมู่บ้านเกาหลี
ตลาดอาหาร เฟรมขอแนะนำ “หมู่บ้านซอชน (Seochon Village)” นี้ครับ

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า
สวัสดีครับ
😀