Exploring Hong Kong #1 – Tsim Sha Tsui

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ปลายปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปฉลองคริสต์มาสและบรรยากาศปลายปีในต่างประเทศมาล่ะครับ (แม้ว่าตัวเองอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วก็ตาม) และที่ที่ผมจะพาคุณผู้อ่านไปนั้น เป็นอีกหนึ่งสีสันของเอเชีย ที่นี่คือ “ฮ่องกง” ครับ

cover_part1

ข้อมูลการท่องเที่ยว

วันที่เดินทาง : 21 ธันวาคม – 26 ธันวาคม 2558
ช่วงนั้นอากาศไม่ร้อนไม่หนาวอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศา

เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

  1. ตั๋วเครื่องบิน : ผมนั่งตรงจากเกาหลีมาลงที่สนามบินฮ่องกง สายการบิน Jeju Airline ไฟลท์ 09.55 ถึงฮ่องกง 12.55 (ระยะเวลาเดินทางโดยประมาณ 3 ชั่วโมง)
  2. โรงแรม : ใช้บริการของ Booking.com ครับ ทริปนี้เป็นทริปแนวประหยัด budget เบาๆ เลยเลือกที่พักราคาประหยัด ในย่านท่องเที่ยว Tsim Sha Tsui โรงแรมชื่อ Sandhu Hotel ในส่วนรีวิวโรงแรมจะพูดในหัวข้อถัดไปครับ
  3. อินเทอร์เน็ต : ทำการบ้านมาส่วนใหญ่เขาจะแนะนำให้ซื้อเป็นซิมการ์ดเติมเงิน ซึ่งมีให้เลือก 7 วัน 14 วัน ตามระยะเวลา โดยสามารถหาซื้อได้ตั้งแต่อยู่ที่สนามบิน หรือออกมาซื้อที่ร้านสะดวกซื้อข้างนอกก็ได้ครับ (แต่ซื้อในร้านโทรศัพท์ที่สนามบินก็จะสะดวกหน่อยเพราะมีคนถอดซิมให้ และกดหมายเลขลงทะเบียนให้เราทันที)
  4. ปลั๊กไฟ : ปลั๊กไฟไม่เหมือนบ้านเรานะครับ ลองหารูปประกอบดูในอินเทอร์เน็ต
  5. แอพแนะนำ : Google Maps (สำหรับดูเส้นทางพื้นฐาน, รถไฟฟ้า), OpenRice (สำหรับค้นหาร้านอาหาร แอพค่อนข้าง Local คล้าย wongnai ในบ้านเรา)
    app.jpg

ท่องเที่ยวในฮ่องกง

แบ่งฮ่องกง ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ส่วนดังนี้ครับ

  1. เกาะลันเตา (Lantau island) : สถานที่ตั้งของสนามบินฮ่องกง, สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และ Ngong ping 360 cable car กระเช้าที่นำไปชมพระใหญ่
  2. เกาลูน (Kaoloon) : ที่ตั้งของหลากร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน ที่พักราคาถูก ย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Tsim Sha Tsui และถนนช็อปปิ้ง Mongkok ตั้งอยู่ที่นี่
  3. เกาะฮ่องกง (Hongkong Island) : เกาะที่เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์การค้า แหล่งช็อปปิ้ง, รถกระเช้า แทรม, จุดชมวิวเมืองของเกาะฮ่องกง Victoria Peak, สวนสนุก Ocean Park
  4. เขตดินแดนใหม่ (New territories) : สถานที่ท่องเที่ยวในโซนนี้จะเน้นธรรมชาติ ภูเขา

ตารางการท่องเที่ยวตลอด 5 วันในฮ่องกง-มาเก๊า

ผมอาจจะต้องเกริ่นก่อนว่าบล็อกเที่ยวฮ่องกงนี้กะไม่เขียนลงรายละเอียด โดยเฉพาะวิธีการเดินทางเหมือนกับบล็อกตอนอื่นๆนะครับ แต่พยายามจะแนะนำในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเพื่อไปเป็นข้อมูลเสริม ซึ่งรายละเอียดการเดินทางทั้ง 5 วันของผมเป็นดังนี้ครับ…

day_1_hong_kong_schedule
day_2_hong_kong_macau_scheduleday_3_hong_kong_scheduleday_4_hong_kong_disney_land_scheduleday_5_hong_kong_schedule

เดินทางท่องเที่ยวในเมือง

ทันทีที่ผมและเพื่อนๆที่เดินทางมาด้วยกัน ถึงสนามบิน ก็เริ่มต้นจากการหาซิมการ์ดก่อนล่ะครับ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น มีหลายค่ายด้วยกัน แต่ที่ดูจะเป็นที่นิยมคือซิมการ์ดของค่าย CSL ที่หาซื้อได้ในร้านขายโทรศัพท์มือถือใกล้กับ 7-11 ข้อดีคือมีไวไฟฟรีให้ใช้บริการ รวมไปถึงสามารถนำไปใช้ที่มาเก๊าได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นที่ 5 วัน/1.5 Gb ราคา $88

แต่เนื่องจากตอนนั้นผมไปที่ร้านแล้วเขามีแต่แบบ 14 วัน ซึ่งราคาก็แอบสูงเกินความจำเป็น จึงตัดสินใจใช้ของอีกค่ายครับ มีบูธอยู่ถัดๆไปอีกไม่ไกลมาก เป็นของ China Mobile ราคาอยู่ที่ 5 วัน/1.5 Gb $80 ถูกลงมากว่าหน่อย แต่เสียอย่างเดียวคือไม่สามารถใช้งานที่มาเก๊าได้ครับsim-card-in-hongkong

ผลการใช้อินเทอร์เน็ต 1.5Gb กับที่โรงแรมมี Wifi ให้บริการ ถือว่าเพียงพอ และเหลือด้วยซ้ำครับ (เหลือประมาณ 400mb ในวันสุดท้าย)

และหลังจากนั้นก็ไปซื้อบัตรเดินทาง Octopus card ครับ ซึ่งข้อดีสามารถนำบัตรไปใช้กับทุกบริการสาธารณะในฮ่องกงได้ รวมไปถึงใช้ซื้อสินค้าต่างๆได้ด้วย ถ้าจำไม่ผิด ค่าบัตรอยู่ที่ $50 ถามว่าเติมเงินเท่าไรถึงจะพอดีกับการท่องเที่ยว อันนี้แล้วแต่วางแผนมาครับ แต่เติมไว้ก่อนสัก $100 หรือ $200 หากไม่พอในคราวหลังก็อาจจะเติมเงินที่ตู้ในสถานี หรือใน 7-11 ก็ได้

การเดินทางจากสนามบินฮ่องกงไปย่าน Tsim Sha Tsui

ที่พักของผมอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Tsim Sha Tsui (อ่านว่า จีม-ซา-เจ่ย) นี้เลยครับ การเดินทางสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง (Airport Express) ไปเลยก็ได้ซึ่งก็แน่นอนว่าแพงกว่าการนั่งรถบัส รถบัสเหมาะสำหรับผู้ที่มีสัมภาระเยอะ ผมจึงใช้บริการรถบัส ซึ่งรถบัสที่ไปคือ สาย A21 (เส้นทางรถบัสว่าจะต้องนั่งสายไหน สามารถเช็คได้จากแอพ Google Maps) ออกมาจากสนามบิน ตามหาป้าย Bus to city แล้วเดินออกมา จะเห็นป้ายรถบัสและคนต่อแถวรออยู่ครับ นำบัตร Octopus card ไปแปะตรงฝั่งคนขับ นำกระเป๋าเดินทางไปวางไว้ในช่องเก็บของ ก็เป็นอันเรียบร้อย สามารถขึ้นไปนั่งชั้นสองของรถบัส ชมวิวได้อย่างสบายๆ นั่งเข้าเมืองชิดซ้าย ก็จะได้เห็นวิวที่สวยงามของฮ่องกงด้วยครับ

A21-bus-hongkong

bus-to-city-hongkong
ข้อดีของบัสที่นี่คือ 2 ชั้น และชั้นล่างออกแบบไว้ให้เพื่อวางกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆได้สบายๆเลยครับ ที่นั่งบนชั้น 2 ก็มีเหลือเฟือ มีจอคอยบอกสถานีว่าถึงไหนแล้ว

 

hongkong_city_scenary
นั่งรถข้ามเกาะมา พอเริ่มเข้ามาในเมืองก็จะค่อยๆเริ่มเห็นความฮิปสเตอร์ของบ้านเมืองแล้วครับ ผมชอบดูลักษณะบ้าน โดยเฉพาะพวกอาคารเวลาไปเที่ยวแต่ละที่ และที่ฮ่องกงก็เป็นอีกที่ ที่ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชม. ประกอบกับการเช็คพิกัดใน Google Maps มาตลอดทาง ก็มั่นใจแล้วครับว่าใกล้กับจุดที่จะต้องลง ในรถจะมีจอบอกอยู่ครับว่าสถานีนี้คืออะไร สถานีถัดไปคืออะไร โดยบอกเป็นตำแหน่งสำคัญๆ เมื่อเราพร้อมที่จะลงก็ให้ลงไปเตรียมตัว รื้อกระเป๋าออกมาจากชั้นกันให้เรียบร้อย

hotel
ถึงแล้วครับที่พัก ที่สุดแสนจะหายาก โรงแรมแบบ budget ส่วนมากจะอยู่ในอาคารใหญ่ๆอีกทีหนึ่งครับ ผมเลือกใช้บริการโรงแรม Sandhu ที่จองมาจาก Booking.com เคาน์เตอร์อยู่ชั้น 13 ในอาคารที่เป็นเหมือนตึกแถว ทางเข้าคือรูปซ้ายเลยครับ

ห้องค่อนข้างแคบสมคำล่ำลือในรีวิว ผมแนะนำว่าหากใครที่สัมภาระน้อยๆ ที่นี่โอเคมากครับ เยอะอาจจะเข้าได้ทีละคน ปิดประตูได้แค่ครึ่งนึงครับ

ท่องเที่ยวในย่าน Tsim Sha Tsui

Tsim-Sha-Tsui-Station.jpg
ร้านค้าที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของแบรนด์ๆครับ มีห้างใหญ่ๆ ยาวติดกันไปหมด จาก Tsim Sha Tsui เราจะเดินต่อกันไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงอ่าว ที่เราจะเห็นอาคารอีกฝั่งของเกาะฮ่องกง ให้ได้มาถ่ายรูปสีสันยามค่ำคืนของการเล่นแสงสี “The Symphony of Lights” ซึ่งแสดงทุก 2 ทุ่มทุกวัน วันที่ไปแอบมีหมอกครับ พวกไฟที่ฉายมาจากอาคารต่างๆเห็นได้ไม่ชัดเจน ความคิดเห็นส่วนตัวคือ การแสดงแสงสีอาจจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรครับ แต่มุมนี้ก็ยังเป็นหนึ่งมุมยอดฮิตที่แสดงความเป็นฮ่องกงได้อย่างชัดเจน

The-Symphony-of-Lights

night_at_tsim_sha_tsui
บรรยากาศยามค่ำคืนใน Tsim Sha Tsui

รวมของกินในย่าน Tsim Sha Tsui

เนื่องจากว่าผมไม่ได้เที่ยวในย่านนี้เป็นหลักเป็นแหล่งเท่าไรครับ โซนนี้เป็นโซนที่พักของพวกเราซะมากกว่า เลยขอรวบรวมร้านอาหารไว้เลยทีเดียว ที่เราได้ทำการบ้านกันวันต่อวันจากแอพ OpenRice ที่สามารถหาร้านอร่อยจากพิกัดที่เราอยู่ได้ครับ ก็ขออนุญาตรีวิวในร้านที่ไปกินมา(คนละวัน) ที่คิดว่าเข้าท่าทั้งหมด

1. ร้านโจ๊ก Hung Lee Kitchen

hung-lee-restaurant-hongkong

ร้านโจ๊กยามเช้าที่ได้รับความนิยมในคนไทย สังเกตได้จากรีวิวและลูกค้าในร้านที่มาใช้บริการ รวมไปถึงเมนูภาษาไทยที่ร้านนี้มีพร้อมให้บริการ

พิกัด : ดูจากใน [แผนที่] เป็นหลัก อยู่ใกล้ประตู A2 สถานี Tsim Sha Tsui

เมนูที่แนะนำให้สั่งก็คงเป็นโจ๊กทั้งหลายครับ รสชาติก็ใช้ได้เลย แต่แอบเละและไม่ค่อยข้นเท่าไร ก๋วยเตี๋ยวหลอดที่ห่อปาท่องโก๋นี่อร่อยมากๆครับ ราคาถือว่าไม่แพง โจ๊กอยู่ที่ $26~50 ครับ ส่วนบ๊ะจ่างที่ไปทานไม่เหมือนของบ้านเราครับ เหมือนข้าวเหนียวแฉะๆมากกว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไร

2. ร้านติ่มซำโต่วเฮิง (Tao Heung) 

tao-heung-tsim-tsa-tsui-branch

ร้านนี้ในหลายๆเว็บรีวิวท่องเที่ยวฮ่องกงยกให้เป็นหนึ่งในร้านติ่มซำอร่อย ราคาไม่แพง กับสถานที่ที่ใหญ่โออ่าแบบโต๊ะจีน ที่นั่งกินสบายมากครับ เมนูแนะนำคงเป็นติ่มซำทุกอย่าง สั่งมากันให้จุใจไปเลยครับ ราคาไม่ค่อยแพง ระยะเวลาในการเสิร์ฟอาหารค่อนข้างนาน และแนะนำให้ไปทานตอนเช้าครับ ช่วงเย็นร้านจะขายเป็นชาบู ไม่มีติ่มซำ ดังนั้นวางแผนเป็นมื้อเช้า หรือบ่ายก็ดีเหมือนกันครับ

3. ร้าน Cafe de Coral – ร้านอาหารฟ้าสฟู้ดสไตล์ฮ่องกง ที่สั่งง่ายที่สุด

cafe-de-coral

พิกัด : ตั้งอยู่ในห้าง CKE ชั้น 2 ใกล้กับสถานี Tsim Sha Tsui ประตู N5 ครับ
[แผนที่]

มาทานที่ร้านนี้เป็นมื้อเช้า โดยเมนูหลักๆ ก็จะมีโจ๊ก (Congee) ขนมปัง ไข่ดาว เมนูเส้นๆ มีตัวเลขภาษาอังกฤษพร้อมภาพกำกับบอกครับ เราสามารถบอกหมายเลขและไปสั่ง ก่อนที่จะเอาคูปองไปยื่นให้กับเคาน์เตอร์จัดการให้เรา ราคาอยู่ที่มื้อละประมาณ $25 ~ $40 ซึ่งถือว่าไม่แพงครับ รสชาติก็พอทานได้ครับ

4. food republic

ศูนย์อาหาร เฟรนไชส์จากสิงคโปร์ที่รวบรวมอาหารนานาชนิต ไม่ว่าจะเป็นสไตล์จีน สไตล์ญี่ปุ่น รวมไปถึงฮ่องกง ก็มีรวมไว้อยู่แล้วที่นี่ครับ

พิกัด : ชั้นใต้ดินห้าง Silvercord อยู่ใกล้กับสถานี Tsim Sha Tsui ประตู A1 [แผนที่]

ตัวเลือกที่หลากหลาย ผมเองก็ไม่ได้สั่งอาหารฮ่องกงทานที่นี่ซะด้วยครับ แต่ได้มาลอง Laksa อาหารสิงคโปร์ที่นี่แทน ทานกับกาแฟก็พอรองท้องไปลุยเที่ยวต่อได้ครับ รสชาติถือว่าพอได้ครับ

food-republic

5. Yuen Kee Restaurant

ร้านนี้จำได้ว่ามาทานวันสุดท้ายครับ มาตามหาข้าวหน้าเป็ดกัน เปิดแอพมาเจอร้านที่อยู่ในโซนที่พัก เดินออกมาหน่อยก็มาเจอร้านนี้ครับ Yuen Kee ตอนนั้นออกมาหากินกับรุ่นน้องดึกๆเลยล่ะ 4 ทุ่มได้ ก็พบว่าร้านนี้ยังเปิดอยู่

Yuen-Kee-Restaurant

ในร้านก็ค่อนข้างกว้างและนั่งสบายครับ เมนูก็จะเป็นพวกข้าวหน้าหมู หน้าไก่ เนื้อ เครื่องใน มีเมนูค่อนข้างหลากหลายและราคาไม่แพงครับ

พิกัด : เดินมาประตู C1 ของสถานี Jordan เหมือนจะใกล้ที่สุดครับ แนะนำให้เปิด [แผนที่] ประกอบ

ทั้งหมดนี้คงเป็นแนะนำการท่องเที่ยวในบริเวณย่านที่ผมพักครับ ไฮไลท์คงเป็นโซนอื่นๆ ที่ผมจะมีโอกาสได้นำเสนอในบล็อกตอนต่อไป แล้วยังไงพบกับการเดินทางในบล็อกตอนหน้า อย่าลืมติดตามกันนะครับ ^_^

อยู่เกาหลี ชีวิตต้อง (เค) ป๊อป…

สวัสดีครับ เรียกว่าหายหน้าไปกันพอสมควร เรื่องที่จู่ๆอยากจะเล่าให้ฟังนี้ ก็สืบเนื่องมาจาก กระแสแฟนมีตของซง จุง กิ…ที่กระหน่ำไทม์ไลน์บนเฟซบุ๊กที่มีเยอะเหลือเกิน ไปค้นเจอวิดิโอเก่าๆที่ตัวเองถ่ายเอาไว้ตั้งแต่มาอยู่เกาหลี ส่วนหนึ่งที่ถ่ายแล้วรู้สึกว่า “มาถึงเกาหลีคุ้มแล้ว” คงเป็นตอนที่ได้ถ่ายศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียงแบบบังเอิญๆ .. ที่ใช้คำว่าบังเอิญนี่ไม่ใช่ให้อิจฉากันเล่นๆนะครับ แต่เพราะว่ามันบังเอิญจริงๆ ขนาดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อย่าลืมสิเราไม่ได้เป็นติ่งด้วย… หรือมีความชื่นชอบศิลปินคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ .. (ยกเว้น IU) วันนี้เลยจะขอแนะนำความบังเอิญ ไล่ตามวันเดือนปีที่มีโอกาสได้เจอจากเก่าสุด ไปใหม่สุดฮะ !

เอาเป็นว่าเริ่มจากวงแรกที่มีโอกาสได้ไปเจอ… และคงเป็นระยะที่ใกล้จนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว CN Blue…

1. CN Blue

เอาตรงๆ นี่เป็นความบังเอิญครับ ตอนไปเจอครั้งแรก ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ..(จนถึงตอนนี้ก็ด้วย 55) ผมไปทัศนศึกษากับมหาวิทยาลัยสอนภาษาที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ครับ ผมเดินดุ่ยๆไปเจอกับผู้ชายกลุ่มหนึ่งและกองทัพตากล้อง ก่อนที่ผมจะสังเกตเห็นว่ามีคนกลุ่มใหญ่วิ่งมาจากข้างหลังเต็มไปหมด เหมือนหนีเผ่นอะไรกันมาอย่างงั้นล่ะครับ ผมก็ได้แต่วิ่งไปข้างหน้าตามพวกเขา แล้วก็มาหยุดดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น และทันทีที่หยุดนั้น ผมก็มารู้ตัวอีกทีว่าอยู่เป็นแถวหน้าสุดไปซะแล้ว… ก็เลยได้ถ่ายมาแบบชัดเวอร์ขนาดนี้ล่ะครับ

2. 10 CM

วงนี้เป็นวงที่เคยฟังผลงานเพลงเขามาก่อนครับ ก็ด้วยความบังเอิญอีกเช่นกัน วันนั้นเป็นวันเทศกาลของมหาวิทยาลัย Sun moon ก็มีการเชิญศิลปินมาจัดแสดง จำได้ว่า Ailee ก็มาด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังชอบผลงานเพลงของ 10CM อยู่เหมือนกัน ^^

3. B1A4

วง B1A4 จำได้ว่าเคยฟังผลงานเพลงมาก่อนครับ วันนั้นไปเที่ยวงานมหกรรมยอซู (Yeosu Expo Festival) ลงทุนนั่งรถไฟความเร็วสูงมาทางตอนใต้ของเกาหลี แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาชมคอนเสิร์ตที่นี่กันแต่น้อยครับ แต่เพื่อนชวนให้อยู่ต่อดูคอนเสิร์ต เลยทำให้มาเจอกับ B1A4 ในระยะใกล้มากๆ (เราไม่เสียค่าบัตรคอนเสิร์ต เสียเฉพาะค่าเข้างาน (10,000 วอน) ครับ) นอกจากมี B1A4 ก็ยังมีศิลปินอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักอีก 555 แต่อีกกลุ่มที่รู้จักก็นี่เลย

4. SISTAR

มางานเดียวกัน แต่นูน่าไม่ค่อยมาหน้าเวทีเลย 😛

5. Girl’s Generation

วงนี้ถ้าผมไม่รู้จักผมคงจะรู้สึกแย่มากๆแล้วครับ 55 แต่คุณผู้อ่านเชื่อมั้ยครับว่า ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เจอ 555 หนึ่งเพราะความที่ไม่ได้ตามคอนเสิร์ต และรู้ว่าหากมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ต ค่าตั๋วคงทำผมกินรามยอนไปหลายวันแน่ๆ วันนั้นเป็นเทศกาลของมหาวิทยาลัยยอนเซครับ (เทศกาล AKARAKA) ตามประสาเด็กปีหนึ่งของที่มหาวิทยาลัยนี้จะได้เอนจอยกับคอนเสิร์ตระดับพรีเมี่ยมที่มหาวิทยาลัยทุ่มทุนจ้างศิลปินมาให้ลุ้นว่าใครจะมากันทุกปี และปีนั้น (2013) ก็เป็นคิวของ…. Girl’s Generation ครับ (สมัยที่ยังอยู่กันครบวง แต่ขาดซูยองที่เห็นว่าติดภารกิจส่วนตัว) และนอกจากนี้ก็ยังมีศิลปินอื่นๆที่ผมไม่รู้จักอีก (เช่นเคย), รุ่นพี่มหาวิทยาลัยอย่าง JYP ก็มาร้องเพลงในปีเดียวกันด้วยครับ

6. IU

โหย คนนี้เอาใจผมไปเลยครับ IU เป็นศิลปินที่ติดตามตั้งแต่เธอสมัยนั่งดีดกีต้าร์ในรายการ Yu Huiyeol’s Sketchbook  พอมาอยู่ที่เกาหลีก็ได้แต่ปลื้ม แต่ไม่ถึงขั้นไปตามหาเธอหรอกนะครับ แต่เอาเป็นว่าเธอตามมาหา… (ก็ว่ากันไป..) เป็นความโชคดีของผมที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานของทำเนียบรัฐบาลในโอกาสที่เกาหลีใต้ฉลองครบรอบที่เพลง “อารีรัง” ได้จดบันทึกเป็นมรดกโลกครับ และนอกจาก IU แล้วผมก็มีโอกาสได้เห็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ “ปาร์ค กึน ฮเย” ตัวเป็นๆด้วยครับ ติดตามรายละเอียดของเรื่องราวในวันนั้นอย่างละเอียดได้ที่บล็อกตอนนี้ครับผม

7. EXO

วงสุดท้ายที่ล่าสุดได้เจอ ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งวงที่ไม่คิดว่าจะได้เจอล่ะครับ วงดังระดับและโกอินเตอร์ขนาดนี้! บริวารรอบตัวผม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ก็กรี๊ด EXO กันเยอะพอสมควร แล้วมันก็เกินคาดครับ ที่ปีที่แล้ว (2015) ทางมหาลัยเชิญ EXO มาเป็นแขกรับเชิญ บนเวทีก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ (สาวๆ) ได้เป็นอย่างดี (แน่นอนว่าผู้ชายก็ไม่เท่าไร) เห็นว่าเป็นการแสดงสดครั้งแรกของ EXO ในงานมหาวิทยาลัยงานแรกตั้งแต่เดบิ้วท์มาด้วยล่ะครับ จำได้ว่างานในวันนั้นคนแน่นมากกว่าทุกปี การจราจรติดขัดกันเลยทีเดียว ! นอกจาก EXO แล้วนักร้องดังระดับโลกอย่าง PSY ก็มาด้วยล่ะ จองคิวร้องเพลงยาวเลย แต่เป็นเพลงเก่าๆสมัยก่อนจะดังเยอะซะหน่อย

ก็เรียกว่าเป็นน้ำจิ้มๆสำหรับติ่งมือสมัครเล่นนะครับ เพราะรู้ว่าแฟนๆศิลปินเกาหลีคงมีภาพที่ระยะประชิดกว่านี้ ติ่งบังเอิญแบบผมนี่แค่นี่ถือว่าคุ้มแล้วครับ … อ้อ แล้วก็อีกไม่กี่วันก็จะถึงงาน AKARAKA แล้วครับ ก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าปีนี้มหาวิทยาลัยจะเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญอีกก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ ^_^

2015 Year Review

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็จะปีใหม่แล้วครับ มาลองนั่งเรียบเรียงเหตุการ์ณสำคัญๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองในปีนี้ดู ก็แบ่งได้เป็น 5 เรื่องใหญ่ๆ … ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเขียนบล็อกที่เป็นเรื่องของตัวเองแบบนี้จริงจังซักที 555

1. ปีแห่งการท่องเที่ยว : ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด), ไต้หวัน, เกาะเจจู, ฮ่องกง และกลับไทย

ปีนี้ยอมรับว่าเที่ยวเยอะกว่าทุกๆปี ถ้าไม่นับเกาหลีและไทย ก็ไปมาแล้ว 3 ประเทศ ปีนี้เที่ยวในเกาหลีก็หลายที่หลายเมือง มีหลายๆเมืองที่ยังไม่เคยไป ออกไปในชนบทของเกาหลี นั่งเครื่องบินไปเกาะเจจู จากกิจกรรม LG Global Challenger ที่จะเล่าให้ฟังในข้อถัดไป

travel

บล็อกเที่ยวฮอกไกโด : [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2] [ตอนที่ 3]

บล็อกเที่ยวไต้หวัน : [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2]

และล่าสุดการท่องเที่ยวในฮ่องกง-มาเก๊านี้……….ยังไม่ได้เริ่มเขียนเลยครับ 555

2. กิจกรรม LG Global Challenger : ได้รางวัลชนะเลิศมาครอง

รูปภาพจาก http://blog.naver.com/lg_global
รูปภาพจาก LG Global Challenger 2015 Blog (출처)

LG Global Challenger เป็นหนึ่งในกิจกรรมการแข่งขันยอดนิยมของคนเกาหลี ขึ้นชื่อว่ามีทุนหนาให้นักเรียน นักศึกษา เขียนรายละเอียดสถานที่ที่อยากไป กับเรื่องราวที่อยากจะไปศึกษา หากเรื่องราวน่าสนใจ เข้าตากรรมการ เราก็จะได้เงินสนับสนุนให้ไปเที่ยวในที่ที่เขียนไว้พร้อมกับ budget สำหรับคนเกาหลีถือเป็นกิจกรรมที่ปราบเซียนและค่อนข้างแข่งขันกันงานหนึ่ง เพราะคนเกาหลีสามารถเลือกเขียนไปในประเทศไหนก็ได้ทั่วโลก สำหรับคนต่างชาติอย่างเฟรม จะถูกจำกัดให้ไปได้เฉพาะในประเทศเกาหลี

tteok-secrets-fros

หัวข้องานของเฟรมเกี่ยวกับขนมต๊อก “Tteok (떡)” ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของคนเกาหลี เราหยิบประเด็นนี้มาพูดเนื่องจากว่าคนเกาหลีในปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสนใจกับขนมต๊อก เป็นที่มาทำให้เยาวชนรุ่นหลังหรือคนต่างชาติไม่รู้จักขนมต๊อก เราอาจจะรู้จักกับต๊อกปกกิ ซึ่งเป็นต๊อกชนิดหนึ่ง แต่จริงๆแล้วต๊อกมีทั้งแบบที่เป็นของหวานด้วย ใครเรียนภาษาเกาหลีก็จะพบว่ามีสำนวนอยู่ไม่น้อยที่พูดถึงต๊อก แสดงให้เห็นว่าขนมต๊อกมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนเกาหลีมานาน

tteok-fros-team-route

เส้นทางในการศึกษาความเป็นมาของขนมต๊อก จึงยาวจากเหนือจรดใต้ของเกาหลี ตลอดระยะเวลา 11 วัน 10 คืน กับลูกทีมอีก 3 คน ที่มาจากคนละประเทศ มองโกล, เวียดนาม และฟินแลนด์ จะต้องช่วยกันสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และเขียนรายงานอีก 50 หน้า (ปีนี้เลยได้สกิลการใช้ Adobe InDesign มาเพิ่ม) ในการตัดสินผู้ที่จะได้รับรางวัลที่ 1 ในสาขาของนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมีเพียง 1 รางวัล

LG-global-challenger-prize-award

เรียกว่าทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับงานนี้ตลอดทั้งปี เลยได้ผลรางวัลที่น่าภูมิใจมาครอง มีโอกาสได้รับรางวัลเป็นโล่ เงินรางวัล และโน้ตบุ๊คจากประธานบริษัท LG ประเทศเกาหลี คุณ Koo Bon moo (구본무) พร้อมสิทธิ์ฝึกงานที่บริษัท LG นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดตลอดการเป็นนักศึกษาที่เกาหลีใต้ ใครอยากลองอ่านรายงานของเฟรมก็เข้าไปดาวน์โหลดได้ ที่นี่ เลยครับ

3. เข้ารพ.ครั้งแรกที่เกาหลี

yern

เคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่มีทางเข้ารพ.ที่เกาหลีเด็ดขาด เพราะรู้ว่าค่าใช้จ่ายที่นี่แพงสาหัสเลยทีเดียว แม้ว่าประกันจะจ่ายให้ส่วนหนึ่งก็เถอะ เพราะการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ใครๆก็เดาไม่ได้ ในระหว่างกิจกรรม LG Global Challenger ก็ได้ไปสัมภาษณ์ CEO บริษัทขนมต๊อกคนหนึ่ง ก่อนจะจากลากัน วิ่งไปเอาของที่อยู่ในออฟฟิศที่เป็นกระจกใส ด้วยความที่ “เซ่อ” บวกกับ “รีบมาก” เลยวิ่งไปชนกระจกประตู โชคดีที่กระจกไม่แตก แต่นี่คิ้วแตกไปแล้ว เลือดไหลไม่หยุด ทำคนในออฟฟิศเขาตกใจพอควร เพื่อนในทีมก็พยายามขับรถไปส่งคลินิกเล็กๆ แต่ละที่ก็แนะนำให้ไปเย็บแผลที่รพ.ใหญ่อย่างเดียว ก็เลยจำใจไปรพ.หนึ่ง ซึ่ง… เป็นรพ.เอกชนและดีติดอันดับต้นๆของเกาหลี .. ตอนนั้นเข้าไปแบบ emergency room ด้วย เพราะเลยเวลาทำการไปแล้ว ลงทะเบียน จ่ายเงิน ปรากฏว่ามีใบเรียกเก็บเงินเป็นเงิน 200,000 วอน (6,000 บาท) ก็เข้าใจว่าเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ ! หลังทำแผลแล้วเจอไปอีก 600,000 วอน (18,000 บาท) ผมนี่อึ้งไปเลย … เดี๋ยวนะ แค่เย็บเนี่ยนะ T_T  โชคดีที่ประกันครอบคลุมเกือบหมดแต่ก็จะจำไว้เป็นบทเรียนว่า จะไม่เซ่ออีก

4. งาน : vonvon , JUZZ Magazine , พากย์เสียงโฆษณาและหนังสือเรียน

vonvon-thailand

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีโชคดีของเฟรมที่มีโอกาสได้ทำงานที่ใช้สกิลตัวเองขึ้นมาอีกขั้น เฟรมมีโอกาสทำงานแปลในส่วนอินเตอร์เฟซของเว็บควิซที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลีอย่าง vonvon ซึ่งเป็นบริษัท start up น้องใหม่ ไฟแรง(เฟร่อ)จริงๆ ทีมงานที่นี่ต้องบอกว่าทุกคนพลังไอเดียกระฉูดมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่นี่เยอะพอสมควร ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่มีโอกาสได้เข้าไปเล่นควิซกันนะครับ และที่ขาดไม่ได้ ต้องขอขอบคุณพี่แป้งที่แนะนำงานนี้มาให้ด้วยครับ

JUZZ Magazine งานนี้ต้องขอขอบคุณพี่มาร์ค (@markpeak) ที่แนะนำงานนี้ให้ครับ JUZZ Magazine เป็นนิตยสารรายเดือน ที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น ในเครือของสำนักพิมพ์แม็ค ออกเป็นรายเดือน สามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์ หรือผ่านแอพนิตยสารอย่าง Ookbee, Booksmile พอได้งานเขียนมาก็รู้สึกเขินๆ เพราะทิ้งการเขียนบล็อกเกี่ยวกับไอทีไปอยู่พักใหญ่ๆแล้ว (มาเขียนเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวๆแทน) เลยอยากจะกลับมาติดตามเรื่องราวไอทีและพัฒนาฝีมืออีกครั้ง จึงขอสู้ตายกับงานนี้

ที่มารูปภาพจาก : JUZZ Magazine Nov. 2015
ที่มารูปภาพจาก : JUZZ Magazine Nov. 2015

งานพากย์เสียงโฆษณาและหนังสือเรียน ต้องขอบคุณพี่บัส รุ่นพี่คนไทยที่เรียนอยู่ที่เกาหลีที่แนะนำงานนี้มาให้ครับ เป็นงานฟรีแลนซ์ที่ชอบมากๆอีกงานหนึ่ง เพราะชอบใช้เสียง ชอบทำเสียงประหลาดๆ ชอบดูคลิปนักพากย์ที่มีชื่อเสียงอย่างทีมพันธมิตรพากย์หนัง แม้ว่าจะไม่ใช่มืออาชีพแต่การที่ได้ลองทำสิ่งที่ตัวเองอยากลองทำตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝันที่เป็นจริง ผลงานที่ผ่านมามีโอกาสได้พากย์เสียงให้กับโฆษณาโสม 555, โฆษณา 360 Security, หนังสือสอนภาษาไทยให้คนเกาหลี และหนังสือนิทานสำหรับเด็ก

recording

5. เกาหลีแรกของแม่ !

mom

ปีนี้คุณแม่มาเที่ยวกับเพื่อนๆที่เกาหลีครับ แอบตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาว่าจะพาคุณแม่และเพื่อนๆของคุณแม่อีก 5 ท่าน ไปเที่ยวเกาหลีแบบอินไซด์ได้ยังไง ช่วงนั้นเจอมรสุมงานเข้ามาพอดีทำให้การเตรียมตัวน้อยมาก ต้องหอบงานไปทำที่ที่พักด้วย ครั้งแรกของการใช้บริการ airbnb ที่เกาหลี จองที่พักให้คุณแม่ ได้เป็นอพาร์ทเม้นต์ย่อมๆของคนเกาหลี มีพื้นที่สำหรับทำครัวให้คุณแม่และเพื่อนๆมีกิจกรรมทำอาหารกันได้ตอนเช้า รู้สึกอบอุ่น สนุกมากครับ แม้ว่าตอนนั้นจะมีเรื่องราวให้เครียดอยู่เยอะ คุณแม่มาถูกจังหวะมาก ได้รับกำลังใจที่ดีก็คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศของโปรแกรม LG นี้มาด้วย

keyword สำหรับปีนี้คงเป็น #งาน ที่มีตลอดทั้งปี เหมือนเป็นการวอร์มอัพชีวิตหลังเรียนจบเล็กๆ ที่เฟรมจะต้องหาช่องทางในการพัฒนาตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์กันต่อไป ก็หวังว่าปีหน้า 2016 นี้ จะมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นๆให้ได้เจอ ก่อนที่เรียนจบที่เกาหลีใต้ครับ

แล้วเจอกันใหม่ในโพสต์หน้า ปีหน้า สวัสดีปีใหม่ทุกคนคร้าบ 🙂

กิน เที่ยว ปั่น ในไต้หวัน : Taruko National Park

สวัสดีครับ พบกันในตอนที่ 2 ของการเดินทางท่องเที่ยวกับผม “เฟรมคุง” เช้าวันนี้เราอยู่ที่ทะเลสาบ Sun Moon Lake ครับ และปลายทางของการเดินทางในวันนี้ เราจะไปชมความงามของ อุทยานแห่งชาติไท่หลู่เก๋อ (Taruko National Park) ซึ่งแทบจะอยู่อีกฝั่งของจุดที่เราอยู่เลยครับ

(ซ้าย) จุดขึ้นรถบัสจาก Sun moon lake (ขวา) หน้าตารถบัสไปสถานี Taichung
(ซ้าย) จุดขึ้นรถบัสจาก Sun moon lake (ขวา) หน้าตารถบัสไปสถานี Taichung

ตอนผมวางแผนการเดินทาง ก็แอบคิดในใจเหมือนกันว่ามันจะไม่มีทางลัดเลยเหรอ เพราะจุดที่เราอยู่คือหมายเลข 2 ครับและเรากำลังจะไปหมายเลข 4 เรียกว่าถ้าตัดไปได้ คงใช้เวลาไม่นานเลยทีเดียว สุดท้ายก็ไม่มีจริงๆครับ เขาลูกใหญ่ที่กั้นสองฝั่งของไต้หวัน ทำให้เราต้องนั่งรถไฟกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่ไทเป แล้วก็นั่งรถไฟอีกสายไปยังไท่หลู่เก๋อครับ

จริงๆแล้วถนนตัดลัดเกาะก็มีนะ

แต่ก่อนเคยมีทางหลวงตัดเกาะจากจุด 2 ไปจุด 4 (ในแผนที่) ชื่อว่า Central Cross-Island Highway ครับ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปีค.ศ. 1999 ทำให้ถนนตัดขาด ไม่สามารถใช้การได้ มีแผนฟื้นฟูมากมาย แต่ก็เกิดภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงทำปัจจุบันเส้นทางนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้

sunmoon-lake-to-hualien-route-map

การเดินทางจากทะเลสาบ Sun Moon Lake – Taroko

  1. เดินมาขึ้นรถที่จุดจอดรถบัสครับ ตั๋วรถขากลับเราซื้อมาตั้งแต่ตอนซื้อแพคเกจเที่ยวทะเลสาบไว้แล้วครับ รถมาถึงตามเวลาในตาราง ตอน 08.25 น.
  2. ถึงสถานี HSR Taichung ตอน 9.55 น.

    สถานี Taichung ที่ค่อนข้างใหญ่กว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อให้กินรองท้องก่อนเดินทางไกลๆได้ครับ
    สถานี Taichung ที่ค่อนข้างใหญ่กว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อให้กินรองท้องก่อนเดินทางไกลๆได้ครับ
  3. นั่งรถไฟความเร็วสูงจาก HSR Taichung -> HSR Taipei
  4. นั่งรถไฟธรรมดา จาก TRA Taipei -> TRA Hualien

จากทะเลสาบ Sun moon lake มาอีกฝั่งของเกาะไต้หวัน เมือง Hualien หมดนี้ใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชม. ครับ เรียกว่าเล่นเอาเหนื่อยพอสมควร เลยอยากจะแนะนำสักนิดว่า หากไม่ได้ตั้งใจจะมาเก็บบรรยากาศยามเช้าของทะเลสาบ กลับไปพักที่ไทเปก็ดีครับ ยิ่งหากตารางวันถัดไปแพลนจะไปเมืองอื่นๆด้วย

หน้าตาสถานี Hualien ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และแท็กซี่ที่มาจอดรอพร้อมพานำชมอุทยาน
หน้าตาสถานี Hualien ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และแท็กซี่ที่มาจอดรอพร้อมพานำชมอุทยาน

ทันทีที่ถึง สถานี Hualien ก็เดินทางไปที่พักก่อนเลยครับ เนื่องจากถึงก่อนเวลาเลยยังไม่ได้เช็คอิน แต่ไปฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน โรงแรมชื่อ Mini Voyage อยู่ห่างจากสถานีไม่ไกลมาก (ประมาณ 7 นาที) ตอนจองก็ได้อ่านคอมเมนต์จากคนที่มารีวิวครับว่าเป็นโรงแรมที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว และให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวค่อนข้างดี ก็จริงอย่างที่ว่าล่ะครับ เพราะผมก็ลองไปแอบถามข้อมูลการเดินทางในอุทยานด้วย

ทางเข้าโรงแรม Mini Voyage และบรรยากาศภายใน
ทางเข้าโรงแรม Mini Voyage และบรรยากาศภายในที่ตกแต่งสไตล์ modern แต่แอบมืดไปหน่อย

ต้องบอกก่อนว่าการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติไท่หลู่เก๋อ หรือ ทารูโกะ ที่คนมักจะอ่านตามชื่อภาษาอังกฤษ (Taruko) นี้ มีด้วยกันหลากหลายวิธี เนื่องจากอุทยานค่อนข้างใหญ่ และมีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ก็จะมีบริษัททัวร์นำเที่ยว ซึ่งเห็นว่าหาซื้อได้ที่สถานี บริการรถสาธารณะ หรือแม้แต่กระทั่งการเหมาแท็กซี่ เช่ามอเตอรไซต์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่น่าสนใจครับ เท่าที่ผมอ่านมาใน Pantip ก็มีพี่กระทู้หนึ่งที่แนะนำการเดินทางด้วยแท็กซี่ เนื่องจากมากัน 2 คน เลยขอเลือกใช้การเดินทางด้วยแท็กซี่ครับ

สังเกตว่าตั้งแต่เดินทางมาถึงที่ Hualien ผมไม่ได้พูดถึงอาหารสักมื้อเลยครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ผมเดินออกมาไม่กี่ก้าวจากโรงแรม ก็เจอร้านบะหมี่ที่ดูละม้ายคล้ายบะหมี่เกี๊ยวบ้านเราก็สั่งทานไปรองท้องก่อนล่ะครับ

บรรยากาศในร้านก็ไม่แตกต่างอะไรกับร้านอาหารในบ้านเราเลยครับ และนี่ก็คือบะหมี่เกี่ยวชัดๆ !
บรรยากาศในร้านก็ไม่แตกต่างอะไรกับร้านอาหารในบ้านเราเลยครับ และนี่ก็คือบะหมี่เกี่ยวดีๆนี่เอง !

ทานอิ่มแล้วก็กลับมาที่โรงแรมให้ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ โดยค่าบริการอยู่ที่ NT$ 2,000/คัน ครับ ราคานี้เทียบที่ระยะเวลาอันน้อยนิดที่เราจะได้เดินทาง เนื่องจากพวกเราเดินทางถึงช้าครับ (บ่าย 3) โดยเพื่อความปลอดภัยของคนขับและผู้โดยสาร เรากะว่าจะกลับเข้ามาที่โรงแรมอีกที 19.00 น. จ่ายค่ามัดจำที่โรงแรม NT$500 และจ่ายกับคนขับ NT$ 1,500 ครับ

taxi

คนขับแท็กซี่ใจดีครับ ประเดิมลูกค้าสองคนวันนี้ด้วยภาษาอังกฤษ ก่อนเขาจะละเลงภาษาจีนอย่างเดียว เราก็ได้แต่เป็นผู้โดยสารที่ดี ตั้งใจนั่งชมวิว กับความพยายามในการพูดภาษาจีนของผม แนะนำตัวเอง และบอกว่าเป็นคนไทย

ใช้เวลาเดินทางจากที่พักในตัวเมือง Hualien มาตรงจุดอุทยานก็ใช้เวลาราวๆ 30 นาทีครับ

แหลมคิงชุย (Qingshui Cliff)

เป็นจุดแรกที่เราได้มาดูครับ อีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยงาม อลังการงานสร้างดีครับ

qingxui-cliff

ขับรถมากันต่อ ตรงนี้เป็นเหมือนประตูแรกเข้าสู่อุทยานครับ

สะพานระหว่างทางไปอุทยานครับ สวยมากๆเลย
สะพานระหว่างทางไปอุทยานครับ สวยมากๆเลย

จากนั้นลุงขับแท็กซี่ก็จะพาเข้าไปชมในหลายๆจุดถ่ายรูปสำคัญๆครับ โดยการจอดแวะแล้วให้เราเดินลงไปถ่ายรูปเองบ้าง

ประตูเข้าสู่อุทยาน
ประตูเข้าสู่อุทยาน

จะมีจุดที่เป็นเหมือนเพิงถ้ำ ซึ่งก่อนเข้าไปเขาจะมีจุดให้ยืมหมวกกันน็อคไว้บริการครับ ตรงนี้ลุงขับแท็กซี่คงเอาอะไรไปมัดจำไว้แล้วก็แลกหมวกมาให้พวกเรา ภาพที่ถ่ายได้ต่อจากนี้จึงให้อารมณ์เหมือนกับเข้าไปขุดเหมือง

ในภาพที่ก็ไม่สามารถบอกความอลังการงานสร้าง ยิ่งใหญ่ของอุทยานนี้ได้เลย
สเกลที่ดูจากภาพก็ไม่น่าจะอธิบายความใหญ่ของอุทยานนี้ได้เลย

บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนมากก็จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มากับกรุ๊ปทัวร์ครับ รถจึงติดเอาการเหมือนกัน สภาพอากาศในเดือนกรกฏาคม ที่เดินทางนั้นก็ถือว่าร้อนครับ แต่ไม่อบอ้าวมาก

taruko-national-park-2

ตอนไปแอบแห้งๆหน่อยครับ เห็นว่าฝนไม่ตกได้หลายวันแล้ว
ตอนไปแอบแห้งๆหน่อยครับ เห็นว่าฝนไม่ตกได้หลายวันแล้ว

Eternal Spring Shrine

ขับรถต่อมาเรื่อยๆ อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ส่วนตัวผมยกให้เป็นไฮไลท์ของที่นี่คงเป็น ศาลเจ้า Ethernal Spring กับมุมๆนี้ครับ ล้อมรอบไปด้วยภูเขาลูกมหึมาขนาดต้องแหงนหน้ามองขึ้นไปกับน้ำตกที่ไหลลงมาเป็นสาย เราจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆกันครับ

เห็นน้ำตกเล็กๆไหลมาจากวัดกันหรือเปล่าครับ?
เห็นน้ำตกเล็กๆไหลมาจากวัดกันหรือเปล่าครับ?
เดินข้ามสะพานมาทางวัด พอมองกลับไปก็จะเห็นสะพานสีแดงสดใสทอดผ่านอย่างที่เห็นนี้ล่ะครับ
เดินข้ามสะพานมาทางวัด พอมองกลับไปก็จะเห็นสะพานสีแดงสดใสทอดผ่านอย่างที่เห็นนี้ล่ะครับ

กินลม ชมวิวไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในอุทยานครับ ขึ้นแท็กซี่ขากลับนี่ผมเป็นอีกคนละคน ปกติจะชวนแท็กซี่คุยบ้าง ตอนนี้เงียบไปเลยล่ะครับ… เหนื่อย !!

หาด Qixingtan

Quixingtan-beach

ลุงคนขับแท็กซี่ก็พาพวกเรามุ่งหน้ากลับไปที่พักครับ แต่ระหว่างทางกลับ ลุงคนขับพาพวกเราจอดที่หาดๆหนึ่ง หาดนี้มีชื่อว่า Qixingtan ซึ่งตอนทำการบ้านเที่ยวในเมืองนี้ ก็เจอหาดนี้ครับ เขาบอกให้นั่งแท็กซี่มา ก็ไม่คิดว่าจะได้ผ่านมา เป็นหาดหิน ที่ยามเย็น ท้องฟ้าโพล้เพล้ๆ มองออกไปจะเห็นภูเขาและเมฆล้อม นี่เราอยู่บนสวรรค์เหรอนี่ !!

quixingtan-beach-2

Hualien Harbor Scenic Bridge

Hualien-Harbor-Scenic-Bridge

เลาะมาตามเส้นทางชายฝั่งทะเล ลุงแท็กซี่ก็หยุดจอดให้อีกล่ะครับ จุดนี้ดูผ่านๆเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ขอบอกว่า ตอนเย็นๆ แสงกำลังดีครับ จุดนี้เป็นท่า เต็มไปด้วยเรือที่มาจอดไว้ เดินขึ้นมาตรงบันไดยักษ์แดงนี้ ก็จะเห็นบรรยากาศริมแม่น้ำ สวยไปอีกแบบครับ

รางรถไฟมองจากบนสะพาน แล้วลองมองออกไปไกลกว่านี้จะเห็นภูเขาล้อมอยู่ สวยจริงๆครับ
รางรถไฟมองจากบนสะพาน แล้วลองมองออกไปไกลกว่านี้จะเห็นภูเขาล้อมอยู่ สวยจริงๆครับ

จวนจะค่ำแล้วครับ ระหว่างทางลุงขับแท็กซี่ก็ชวนผมคุยไปเรื่อย ว่าเสร็จจากนี้จะไปไหนกันต่อหรือเปล่า ลุงชวนหาที่กินข้าว แต่ผมก็อยากไปลองเดินหาแหล่งกินด้วยตัวเองล่ะครับ แอบไม่ไว้ใจ กลัวลุงจะล็อคร้านพาเราไปกินแพงหรือเปล่า อาจจะคิดมากไปนะครับ แต่ขอเซฟตัวเองไว้ก่อนด้วยการกลับมาที่พัก ผมมาเช็คอิน นำของไปเก็บ

ประเมินการให้บริการแท็กซี่ ภาพรวมถือว่าโอเคครับ เราได้ไปในที่ที่อยากไป เวลาที่ให้กับแต่ละที่ค่อนข้างอิสระ แต่เราก็ไม่ได้ใช้เวลากับแต่ละที่นานมากนัก ถ้าสนทนาภาษาจีนได้บ้างอาจจะทำให้บรรยากาศขณะนั่งรถดีขึ้นได้บ้าง (ก็แหงล่ะ !) ตอนไปชายหาดเขาก็ซื้อของปิ้งย่างให้เราทานเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ โอเคเลยล่ะครับ ดังนั้นหากมาเที่ยวที่นี่มากกว่า 2 คนขึ้นไป ลองตกลงกันดีๆครับ เพราะการเที่ยวด้วยวิธีอื่นอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่ารถส่วนตัวหรือแท็กซี่ ทางก็แอบอันตรายด้วย การเดินทางโดยให้คนท้องถิ่นนำไปให้น่าจะดีที่สุดครับ

รีวิวห้องพักที่ Mini Voyage Hostel

ราคาที่พักที่นี่ต่อคืนถือว่าไม่แพงเลยครับ อยู่ที่ NT$1,530/คืน จองผ่าน booking.com เมื่อได้มาเห็นห้อง ลักษณะการดีไซน์ของทั้งอาคารดูโมเดิร์นเอามากๆ เห็นว่ามีมาม่าไว้บริการยามดึกฟรี (แต่ก็ไม่ได้มาใช้บริการ) ห้องพักที่จองไปเป็นแบบ Twin room นอนได้ 2 คนครับ โรงแรมไม่มีลิฟต์ ต้องแบกกระเป๋าขึ้นไปเอง

ห้องพัก

twin-room-mini-voyage-hualien-taiwan

เป็นเตียงสองชั้น 1 เตียง และเตียงเดี่ยว 1 เตียงครับ มีโต๊ะ อุปกรณ์พื้นฐาน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ไดรเป่าผม แอร์เย็นโอเค

mini-voyage-hualien-taiwan=2

เราเอากระเป๋ามาวาง พักเหนื่อยก่อนจะขอออกไปสำรวจเมือง Hualien ยามค่ำคืนกันสักหน่อย

สีสันยามค่ำคืนใน Hualien

ผมถามข้อมูลสำหรับมื้อค่ำในวันนี้กับที่เคาน์เตอร์อีกเช่นเคยครับ แนะนำไว้ให้หลายร้าน ผมเดินออกจากโรงแรมขวามือ แล้วตรงไปเรื่อยๆ จะมีถนนเส้นใหญ่ที่ทั้งเส้นจะเป็นร้านค้าและร้านอาหารครับ แต่ขอบอกก่อนครับว่าตรงนี้ไม่ครึกครื้นเท่าไร มีร้านอาหารข้างท้าง กับซุปเปอร์เล็กๆขายของอยู่

ถนนที่เป็นแหล่งร้านอาหาร เขียนว่า Zhongshan Rd. ในแผนที่ครับ (ผมไฮไลท์สีเหลืองๆไว้ให้) หากใครที่พักในตัวเมืองแนะนำโซนนี้ครับ แต่ที่นี่ก็มีตลาดกลางคืนเช่นกัน ที่โรงแรมบอกว่าต้องนั่งแท็กซี่เข้าไปอีกครับ
ถนนที่เป็นแหล่งร้านอาหาร เขียนว่า Zhongshan Rd. ในแผนที่ครับ (ผมไฮไลท์สีเหลืองๆไว้ให้) หากใครที่พักในตัวเมืองแนะนำโซนนี้ครับ แต่ที่นี่ก็มีตลาดกลางคืนเช่นกัน ที่โรงแรมบอกว่าต้องนั่งแท็กซี่เข้าไปอีกครับ

ร้านที่โรงแรมแนะนำเป็นร้านขายซาลาเปาครับ เห็นลูกค้าที่มาต่อแถวรอซื้อกลับบ้านกับบรรยากาศยุ่งๆของร้านน่าจะการันตีความอร่อยได้บ้าง ผมแอบคาดหวังว่าที่ร้านจะเรียกลูกค้าเก่งๆเหมือนญี่ปุ่น และแนะนำเมนูอะไรให้พวกเราบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ผมไปนั่งและขอเมนู ที่ร้านก็ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษซะด้วย ทำยังไงดีไม่สนใจคนพูดภาษาจีนไม่ได้อย่างผมเลย… ทำไงดี หิวแล้ว!

(ซ้าย) บรรยากาศหน้าร้าน (ขวา) ข้อสอบคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ม.ปลาย
(ซ้าย) บรรยากาศหน้าร้าน (ขวา) ข้อสอบคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ม.ปลาย

วินาทีนั้นผมไม่สนใจล่ะครับ เรียกร้องความสนใจจากทางร้านด้วยการ สั่งมั่ว!! ผมเขียนไปในรายการ ตามความเข้าใจว่า เมนูอร่อยๆ ออกเยอะๆ เบสิคๆ ก็น่าจะอยู่บนๆ ผมก็เลยเขียนสั่งไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก่อนที่จะไปยื่นให้กับที่ร้าน

randomly-ordered

และนี่คือการเดาของผมครับ
พอมาฟังเฉลย หลังจากจบทริปทุกอย่างแล้ว
จากเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ไต้หวัน
ก็ได้คำตอบว่า….
เมนูแรก คือ เสี่ยวหลงเปา.. 5 นี่คือ NT$ 5 (ราคา) ครับ
50 คือ 1 เข่ง (10 ลูก) นั่นเอง.. (บิงโก ผมสั่งไป 1 เข่ง)
เมนูที่ 2 เกี๊ยวนึ่งเนื้อสด (1 เข่ง – ชิ้น) (NT$30)
เมนูที่ 3 (จำนวนจำกัด) เกี๊ยวนึ่งกุ้ยช่าย (NT$40)

ป้าที่ร้านเขาก็พูดกับผมสองสามคำล่ะครับ ซึ่งผมไม่รู้ แต่ผมเดาว่า “แน่ใจนะว่าจะกินหมดน่ะพ่อหนุ่ม” ผมก็ได้แต่ยิ้ม ป้าแกก็ยิ้มตอบ

สักครู่ก็มากันเป็นเข่งๆเลยครับ คิดในใจ เอาล่ะเว้ย เอาล่ะเว้ย … เขาจะเอามาเสิร์ฟอีกหรือเปล่า แต่ก็พอดีครับ กับการทาน ไซส์กระเพาะของผมที่รองรับได้ และความหิวตลอดทั้งบ่ายสะสมเข้ามา

และนี่ก็คือ ~ เกี๊ยวนึ่งเนื้อสด..!! รสชาติก็โอเคนะ รสชาติอาหารบ้านเราแล้วเขาจะไม่ทำเค็มหรือรสจัดมากเกินไป

xiao-long-bao

ส่วนเสี่ยวหลงเปานี่อิ่มใช้ได้เลยล่ะครับ นึ่งกันใหม่ๆ แล้วทานเลยแบบนี้ หอม อร่อย จริงๆ ถ้ามีแผนกินอย่างอื่นด้วย ก็ไม่ต้องไปสั่งเยอะ

bao

จำได้ว่าเมนูมาแค่ 2 เข่งครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเจ้าของร้านคงจัดการให้ ไม่ให้ปริมาณมันเยอะจนกินไม่ไหว แต่พอมาคิดดูอีกที เมนูที่เขียนว่า จำนวนจำกัด อาจจะหมดไปซะก่อน เลยได้กินแค่สองอย่างนี้ครับ … ที่ป้าพูดอะไรกับผมเป็นภาษาจีน อาจจะบอกว่าของหมดก็ได้ ก็โชคดีไปล่ะครับ ไม่งั้นคงได้มีห่อกลับแน่ๆ !

หมดไป NT$80 เท่านั้นเองครับ ก่อนจะแวะหาเข้าซุปเปอร์ ทยอยซื้อของฝาก ของกินไปกินเล่นที่ห้อง

ตอนนี้กระเพาะของผมที่อยู่ในสถานะไม่สามารถยัดอะไรเพิ่มได้อีกแล้ว ก็อืดเต็มที่ครับ กลับมานอนวางแผนที่จะเดินทางต่อไปอีกเมือง

การเดินทางใน เมือง Hualien ของผมอาจจะถือว่าสั้นมากครับ รอบนี้ผมเน้นความหลากหลาย อยากท่องเที่ยวในไต้หวันหลายๆเมือง ความสวยงามของธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ ที่ผมเองคาดหวังเอาไว้เยอะพอสมควร และเมื่อพอมาได้เห็นของจริงแล้วก็สวยงามตามที่คาดหวังไว้เลยครับ

พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า เรามีแผนปั่นจักรยานกันในวันพรุ่งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า
สวัสดีคร้าบ…

ending

กิน เที่ยว ปั่นในไต้หวัน : Taipei – Sun Moon Lake

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เป็นอีกหนึ่งทริปครับที่ผม เฟรมคุง มีโอกาสได้ไปใช้เวลาในปิดเทอมภาคฤดูร้อน มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่เขาว่ากันว่า เต็มไปด้วยของอร่อยๆ และยังมีวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติที่สวยงาม ที่ไม้ว่าใครมาก็จะต้องได้ภาพสวยๆ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่า เด็ดจริงๆ ! ไปพิสูจน์มาแล้วครับ และก็หวังไว้เช่นเคยว่า บล็อกนำเที่ยวไต้หวันครั้งนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวในไต้หวัน เช่นเดียวกับบล็อกท่องเที่ยวตอนอื่นๆของเฟรมคุงที่ผ่านมาครับ

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

วันที่เดินทาง : 20-25 กรกฎาคม 2558 (เป็นช่วงฤดูร้อนและฝนตกบางวัน)

แผนที่การเดินทาง :
20 ก.ค. : เดินทางถึงกรุงไทเปเย็นๆ เที่ยวในตัวเมือง
21 ก.ค. : ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) และพักที่นี่
22 ก.ค. : เมืองฮวาเลี่ยน ชมอุทยานแห่งชาติ Taroko (ไถ่ลู่ก้อ) และพักที่นี่
23 ก.ค. : ปั่นจักรยานที่เมือง Fulong (เช้า) ตลาด Jiu Fen (เย็น) และกลับมาพักที่ไทเป
24 ก.ค. : เที่ยวตัวเมืองไทเป และเดินทางไปนอนที่สนามบิน
25 ก.ค. : เดินทางกลับประเทศไทย

สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อเที่ยวไต้หวัน !

1. ที่พัก : จริงๆก่อนที่เราจะทำวีซ่าไต้หวัน สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือข้อมูลเที่ยวในไต้หวันครับ ตั้งแต่ที่พัก, แผนการท่องเที่ยวต่างๆ โดยที่พักเดี๋ยวนี้นอกจากโรงแรมที่สามารถหาจองได้ใน Booking.com ก็ยังมีตัวเลือกจากเว็บไซต์อื่นๆอีกเพียบ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแผนการท่องเที่ยวล่ะครับ มือใหม่อย่างผม จะยังไงก็ขอให้อยู่ใกล้สถานีรถไฟไว้ก่อน

2. แผนท่องเที่ยว : ลองนึกดูก่อนครับว่า อยากจะไปสัมผัสกับไต้หวันในรูปแบบไหน จากนั้นก็ลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทำการบ้านเรื่องตารางเวลาครับ ซึ่งแน่นอนว่าบล็อกตอนนี้จะพยายามให้คุณผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการทำแผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ ส่วนจะไปปรับเปลี่ยนอย่างไร ก็ตามใจคุณผู้อ่านเลยครับ ^^

3. วีซ่า : ประเทศไทยยังต้องใช้วีซ่าสำหรับการเดินทางไปเที่ยวที่ไต้หวันครับ เนื่องจากผมไปติดต่อขอวีซ่าท่องเที่ยวไต้หวันที่เกาหลี สถานที่อาจจะแตกต่างกันสักเล็กน้อย แต่เอกสารที่ต้องใช้สำคัญๆ ก็คงเป็น แบบฟอร์มใบขอวีซ่า (ซึ่งต้องกรอกออนไลน์แล้วปริ๊นท์ออกมา), รูปถ่ายพื้นหลังขาว 2 ใบ , พาสปอร์ต, Bank statement (ขอได้จากธนาคาร), แผนการท่องเที่ยวโดยคร่าว ว่าวันไหนไปเมืองอะไร, ใบจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม, เอกสารรับรองการทำงาน หรือรับรองความเป็นนักเรียน (กรณีเป็นนักเรียน), ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า โดยรายละเอียดสามารถไปอ่านได้ในกระทู้ของคุณ kongkutong Pantip ได้เลยครับ!

ออกเดินทาง ~! มุ่งหน้าสู่สนามบินเถาหยวน

ผมเดินทางจากเกาหลีใต้ ด้วยสายการบินไทยครับ จากเกาหลีใต้มาที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน (Taoyuan International Airport) ใช้เวลาแค่ 2 ชม. ครึ่งโดยประมาณ ทันทีที่ลงจากเครื่อง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานมากและไม่ซับซ้อนครับ

สิ่งที่ควรทำต่อมา…
1) ซื้อบัตร Easy card : เป็นเหมือนบัตรใช้แทนเงินสดซึ่งไว้ใช้เวลานั่งรถไฟฟ้า, ขนส่งสาธารณะต่างๆ
2) ซื้อซิมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต
3) ซื้อตั๋วบัสหรือรถไฟเข้าเมือง

มาเริ่มต้นกันทีละอย่างครับ ออกมาท่านก็จะเห็นกับเคาน์เตอร์สำหรับซื้อบัตร Easy card ทันทีเลยครับ ไม่ซื้อที่นี่ก็ยังสามารถซื้อตามร้านสะดวกซื้อ แต่เนื่องจากซื้อที่นี่ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และยังเติมเงินเข้าบัตรให้กับเราได้ด้วย จึงสะดวกดีครับ

ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ
ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ หากใช้ไม่หมดก็สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อก็ได้เช่นกัน

เดินต่อมาจะเห็นบันไดเลื่อนอยู่ขวามือ ตรงข้ามกับบันไดเลื่อน จะเห็นเป็นทางเข้าไปอีกอาคารหนึ่ง ตรงนี้เป็นจุดตั้งของเครือข่าย Chungwha Telecom ที่เราสามารถซื้อซิมเพื่อเล่นอินเทอร์เน็ตระหว่างอยู่ไต้หวันได้ครับ (ออฟฟิศที่นี่จะเปิดทำการ 08.00-22.00 น.ทุกวัน)

ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ
ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ

อินเทอร์เน็ตจากประสบการณ์ที่ได้ลองใช้ก็พบว่าสะดวกสบายมากครับ ส่วนใหญ่ครอบคลุม 4G สัญญานทั่วถึงแม้แต่กระทั่งอยู่บนภูเขา ราคานี้ก็เป็นแบบ Unlimited ดังนั้นก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจเลย แต่จริงๆแล้วโรงแรมส่วนใหญ่ก็มีไวไฟไว้ให้บริการด้วยล่ะครับ

เนื่องจากผมเดินทางถึงค่ำ การเดินทางไปตัวเมืองไทเปจึงขอเลือกเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง HSR ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาทีไปยังตัวเมืองครับ ซึ่งปกติแล้วสามารถไปตัวเมืองได้ด้วยกัน 2 วิธีหลักๆ คือ
1) นั่งรถบัสยิงยาวจากสสนามบินไปสถานี Taipei Main Station ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่าเสียหาย NT$125 ซึ่งสะดวกและคุ้มสำหรับผู้ที่มีเวลาครับ
2) เลือกนั่งรถไฟความเร็วสูง HSR

ขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับรถไฟในไต้หวันให้ฟังคร่าวๆก่อนครับว่า รถไฟในไต้หวันมี 3 แบบหลักๆด้วยกันครับ
1) รถไฟความเร็วสูง จะเรียกว่า HSR ครับ (ครอบคลุมเฉพาะฝั่งตะวันตกของไต้หวัน)
2) รถไฟปกติ เรียกว่า TRA (ครอบคลุมทั่วไต้หวัน)
3) รถไฟใต้ดิน เรียกว่า MRT (ครอบคลุมในตัวเมืองไทเป)

เนื่องจากตอนที่ผมเดินทางไป ยังไม่มีสถานีรถไฟ HSR ที่เชื่อมตรงจากสนามบินไปยังตัวเมือง จึงต้องขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานี HSR ที่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือสถานี HSR Taoyuan ครับ โดยต้องลงบันไดเลื่อนมาหาซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ที่ 2 U Bus บอกเขาว่าไปสถานี HSR Taoyuan (ค่าตั๋ว NT$30/20 นาที)

เมื่อถึงสถานี HSR Taoyuan ก็ไม่ยากครับ ซื้อตั๋วไป HSR Taipei Main Station ก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านตู้จำหน่ายบัตรหรือผ่านเคาน์เตอร์ก็ได้ โดยค่าเสียหายสำหรับตั๋วแบบ Reserved seat (ตั๋วจองแบบมีที่นั่ง) ไปตัวเมืองอยู่ที่ $NT175 ครับ

เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !
เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !

ก็เป็นเป้าหมายแรกของการเดินทางผ่านรถไฟความเร็วสูงที่บอกเลยครับว่าสะดวกมากๆ ที่พักของผมอยู่ในย่านท่องเที่ยวช็อปปิ้ง Ximending เมื่อไปถึง HSR Taipei Main Station แล้วผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟไปยังสถานี MRT Ximen ครับ ซึ่งสามารถตามป้ายบอกทางมาที่สถานีรถไฟใต้ดินได้เลย

เนื่องจากทริปของผมพรุ่งนี้คือการเดินทางไปที่เมือง Taichung เดินทางต่อไปชมทะเลสาบสุริยันจันทรา เพื่อป้องกันปัญหาที่นั่งเต็ม (แม้ผมจะรู้สึกว่าวันธรรมดาคนจะไม่เต็มง่ายขนาดนั้น) ผมก็ขอไปจองผ่านตู้จำหน่ายตั๋ว HSR ไปเมือง Taichung  ก่อนครับ โดยค่าเสียหายอยู่ที่ NT$765/เที่ยว ครับ

(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR
(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR

เดินทางจาก HSR Taipei Main Station มา MRT Ximen ใช้เวลาไม่นานครับ เพราะแค่สถานีเดียว ออกประตู 6 ออกมา ท่านก็จะเห็นกับสีสันยามค่ำคืนแห่งไทเป ~ Ximending อารมณ์เหมือนสยามบ้านเรา เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งบันเทิงมากมาย

ximending
เดินเอาของมาเก็บไว้ที่พักก่อนครับ ที่พักใน Ximending ผมเลือกพักที่ โรงแรม Diary of Taipei Hotel โรงแรมอยู่ในอาคารเดียวกับโรงหนังทำให้ตอนแรกแอบลังเลหน่อยว่าใช่หรือเปล่า เคาน์เตอร์อยู่ชั้นบนๆ พนักงานต้อนรับอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบตั้งใจมากครับ

Diary-of-Taipei-Hotel
ห้องพักไม่เล็กไม่ใหญ่ กำลังพอดีๆ สะดวกสบายดีครับ

จากนั้นเราก็ออกมาหาอะไรกินกันบริเวณในย่านนี้ พบว่าเป็นอีกย่านที่เดินได้ชิวๆ อยู่หลายซอยเลยทีเดียว มีค้าแบรนด์ไม่แบรนด์ปนกันไป ของกินแถวนี้เป็นสตรีทฟู้ดเรียงรายกันเต็มไปหมดเลยครับ ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องการกินมาละเอียดมาก พอค้นๆดูก็เห็นมีคนแนะนำ “บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle)” ที่เห็นว่าคนไปต่อแถวกินยาวเหยียด และส่วนมากไปยืนกินกัน พบว่าร้านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีมาก ดูพิกัดร้านจากใน Google Maps ได้เลยครับ

เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65
เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65

รสชาติเอาตรงๆผมว่าค่อนข้างเหมือนกระเพาะปลา เส้นจะบางๆ เหมือนเส้นเล็กบ้านเรา เนื่องจากอากาศมันร้อน แล้วผมก็ทานของร้อนในอากาศร้อนๆไม่เก่งซะด้วย สั่งชามใหญ่มาดูจะมากไปหน่อย บวกกับมีไก่กับหนังไก่ (เครื่อง) ใส่ให้มานิดเดียว ผมว่าไม่เหมาะกับคนไม่ชอบทานอะไรมันๆนะ เมนูนี้ขอให้ 5/10  ละกัน

ร้านข้างๆก็มีชานมไข่มุกให้กินดับร้อนหน่อย รสชาติก็โอเคล่ะ

แก้วใหญ่ NT$ 45
แก้วใหญ่ NT$ 45

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่โรงแรม เตรียมตัวเดินทางในวันถัดไปครับ

วันที่ 2 : Sun Moon Lake

วิธีการเดินทางไป Sun Moon Lake จากไทเป มีด้วยกันหลายวิธีครับ สะดวกๆ ก็คงเป็นการนั่งรถบัสตรงมุ่งสู่ทะเลสาบเลย ซึ่งก็ต้องอาศัยการจองล่วงหน้า ด้วยความที่ไม่ประสีประสากับภาษาจีน จึงขอเลี่ยงและอาศัยเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (HSR) และนั่งรถบัสเข้าต่อมายังบริเวณทะเลสาบอีกทีครับ

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า หวังว่าจะได้มีเวลาเที่ยวที่นั่นเยอะๆครับ

taichung-train-hsrบนรถไฟก็สะอาด และสะดวกมากครับ ใช้เวลานี้ไปกับการดูวิวทิวทัศน์ไม่ต้องหลับเลย

เมื่อถึงสถานี Taichung แล้ว ออกประตู 5-6 มา จะมีบริษัทรถบัส ชื่อว่า Nan Tou ครับ โดยบัสจะเข้าไปยังบริเวณทะเลสาบ และขายแพ็คเพจสำหรับการเดินทางภายในทะเลสาบ เช่น เรือ, กระเช้า แนะนำให้ซื้อแบบเป็นแพ็คเกจไปเลยครับ สะดวกดี ค่าเสียหายอยู่ที่ NT$680 

รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง
รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

ใช้เวลากันพอสมควรจนกระทั่งมาถึงทะเลสาบ ตลอดสองข้างทางนี่วิวสวยมากครับ พอเข้ามาถึงผมก็นำกระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม ก่อนที่จะเดินไปยังท่าเรือครับ เส้นทางบริเวณทะเลสาบ ก็จะประมาณนี้

route-in-sun-moon-lake

เริ่มต้นเส้นทางจากการเอาตั๋วไปขึ้นที่ท่าเรือครับ ตรงนั้นมีเหลือมาจากหลากหลายเจ้า ถามเขาเอาก็ได้ครับว่าตั๋วเราต้องไปนั่งตรงไหน เขาจะชี้ทางไปให้เรา ใช้เวลาข้ามไปเกาะต่างๆ ใช้เวลาไม่นานมากครับ

เป้าหมายแรกเป็นท่าหมายเลข 2 ครับ เป็นสถานที่ตั้งของวัด Xuanguang Temple 

วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ
วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ

เดินลงมาใช้เวลากับที่วัดแห่งนี้ไม่นานมากครับ จริงๆจุดตรงนี้ไม่ต้องจอดก็ได้ ตรงไปอีกท่าหนึ่งเลย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าที่ควร ยกเว้นใครอยากมาลองกินไข่ (เข้าใจว่าต้มจากน้ำแร่หรือน้ำชา) ต้องมาที่นี่ครับ

ไม่รอช้า เรามุ่งไปอีกท่า ท่า Ita Thao (หมายเลข 3)

Ita-Thao-Taiwanจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต Ita Thao เป็นแหล่งอาหารชั้นดีเลยล่ะครับ แต่เพราะพวกเราเดินทางในวันธรรมดา ที่มีร้านค้าเปิดไม่มาก คนก็น้อยด้วย บวกกับการที่เราอ่านภาษาจีนไม่ออก ทำให้การหาร้านกินดีๆยากหน่อย เลยไปจบด้วยการหาอะไรกินง่ายๆที่เซเว่นครับ

บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้
บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้

เดินเล่นจากจุดตรงนี้ จะมีที่ให้ขึ้นกระเช้าครับ เดินเลาะมาทางรีสอร์ทแห่งหนึ่งจะมีทางเดินเข้ามาขึ้นกระเช้า เพื่อไปหมู่บ้านพื้นเมือง Formosan

ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
บรรยากาศดี๊ดี...
บรรยากาศดี๊ดี…

เดินมาขึ้นกระเช้าครับ ในแพคเพจรวมกระเช้าไว้ให้เราแล้ว… จุดตรงนี้มีร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำบริการครับ

กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ
กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ

จุดสิ้นสุดของกระเช้า จะพาเรามาที่หมู่บ้านชนพื้นเมือง Formosan ครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการชมหมู่บ้านนี้ไม่รวมไว้ในแพคเพจ จึงตัดสินใจเดินทางกลับครับ อีกอย่างเวลาไม่ค่อยพอกับการเดินทางปั่นจักรยานต่อในตอนบ่ายนี้ด้วย

ผมมาถามทางขึ้นรถบัสรอบทะเลสาบ กลับไปจุดจอดรถบัส และท่า Sueishe (หมายเลข 1) เพื่อไปเช่าจักรยานครับ เขาก็บอกให้ผมเดินออกมาจากจุดขึ้นกระเช้าประมาณ 500 เมตร แล้วจะเจอกับป้าย … ซึ่งบอกตรงๆว่าฟังไม่รู้เรื่องครับ ก็ได้แต่อาศัยมายืนดูว่าตรงไหนมีคนมายืนรอบ้าง รถบัสจะมาจอดเป็นรอบๆครับ ระยะห่างไม่ทิ้งช่วงนานมาก

จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ
จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ

เมื่อมาถึง เราก็มุ่งหน้าไปร้านจักรยาน ซึ่งจริงๆแถวนั้นมีให้เลือกมากมายหลายร้านครับ คิดเป็นชม. ตกที่ชม.ละประมาณ NT$100  ร้านจักรยานที่เราจะไปเช่า อยู่ในซอยๆใกล้ท่าเรือหมายเลข 1 ร้านชื่อ Merida ครับ ตอนที่อ่านรีวิวในเน็ต เห็นเขาบอกว่าร้านนี้มีสองสาขา ปั่นเสร็จก็สามารถไปคืนจักรยานที่อีกสาขาหนึ่งได้

หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย
หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย

แต่ด้วยความที่ไม่สันทัดในภาษาจีน และไม่สามารถสื่อสารอะไรกับเจ้าของร้านได้เลย ผมจึงแค่ตอบตกลงไปว่า จะหลับมาคืนภายใน 5 โมงเย็นครับ เอาพาสปอร์ตของเราไปมัดจำ

ผมกับอาจารย์ปั่นไปเรื่อยๆ เก็บบรรยากาศครับ ก็ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆๆๆ เส้นทาง ถนนต่างๆเอื้อกับการปั่นจักรยานครับ ปั่นไม่หยุด ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดู GPS นำทางด้วย ก็เลยออกไปไกลสักหน่อย

เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ
เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ

พวกเราปั่นมาไกลแค่ไหนไม่รู้จริงๆครับ รู้แต่ว่า “ลืมเอาน้ำมาด้วย” เราก็รู้สึกกระหายมาก ก็ได้แต่หวังว่า ข้ามภูเขาลูกนี้แล้ว แล้วจะไปโผล่จุดหยุดพัก มีตู้น้ำขายให้เราบ้าง แต่ก็ดูท่าจะไม่เป็นอย่างนั้นครับ… ทางยิ่งชันมากๆ และบริเวณที่เป็นทางชัน เราก็ต้องแบกจักรยานขึ้นไปด้วย ทามกลางอากาศที่ร้อนชื้น และร่างกายขาดน้ำ

forest

 

ตามที่เห็นในภาพครับ ยิ่งปั่นไปเรื่อยๆ พวกเราไม่คิดว่ามันจะเป็นเส้นทางที่เราจะย้อนกลับไปจุดเดิมได้ ป่ามันรกเกินจนกว่าจะเป็นทางจักรยาน วินาทีตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าหลงแล้วครับ ! เข้าใจคำว่าหลงป่าเป็นยังไงเลย ~ แถวนั้นไม่น่าจะมีใครนอกจากพวกเราสองคน

ตั้งท่าว่าจะกลับอย่างดี แต่พอย้อนมา ก็มาเจอทางแยก เป็นสามทางแบบนี้ครับ สมองปลาไหลที่ไม่คิดจะจดจำเส้นทางอะไรแบบผม มาเจอแบบนี้ ก็ต้องเสี่ยงดวงกันล่ะครับ

เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!
เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!

ผมตัดสินใจครั้งแรก เลี้ยวซ้ายลงไป ก็พบว่าถนนไม่น่าจะใช้เส้นทางเดิมที่เราเคยมา เพราะทางชันมากๆ … ดิ่งลงเขาไปจนได้ระยะหนึ่งแล้ว เพิ่งคิดได้ ก็ต้องแบกจักรยานกลับขึ้นมาตามระเบียบครับ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง เลือกที่จะตรงไป…

และเรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นครับ !!

ระหว่างทางที่ผมปั่นจักรยาน จู่ๆก็มีแมงหวี่เขามาบินเข้าตาผม ตอนนั้นผมก็กลัวครับ หูยย.. เป็นแมงป่าด้วย กลัวว่าจะติดเชื้อต่างๆนาๆ ผมก็พยายามขยี้ตา แต่พอทันทีที่ลืมตาขึ้นมา จู่ๆ ก็มีงูดำๆ ตัวประมาณเท่าแขนผม เลื้อยตัดหน้าไปครับ

ถ้าขับรถมา ผมคงอยากจะบีบแตรใส่ อวยพรขอให้ลูกโชคดี… แต่เมื่อปั่นจักรยานมา ผมแทบสะดุ้งจนแทบจะหยุดไม่ทัน !! ผมหันกลับไปบอกกับอาจารย์ที่ตามมาติดๆข้างหลังว่า “ผมว่าไม่น่าจะใช่ทางนี้แล้วล่ะอาจารย์ เราเปลี่ยนเส้นทางกันเถอะ” ขอเปลี่ยนเส้นทางที่คิดว่าน่าจะเป็นทางกลับอย่างดื้อๆงั้นแหละ… จนอาจารย์บอกกับผมว่า “ไปต่อให้สุด” … ตอนนั้นฝืนใจมากครับ ไม่รู้ว่าจะเจอแบบนี้ออกมาตอนไหน หรือมันจะอยู่บนหัว ได้ทีแล้วก็รีบปั่นเร็วสุดชีวิตเหมือนกันล่ะครับ

จนท้ายสุดก็พบว่า ทางตรงกลางที่เราปั่นมานั่นแหละ คือเส้นทางเดิมที่เรามาจากจุดเช่าจักรยาน รวมระยะทางตามป้ายบอกทาง ก็พบว่าเราเดินทางมาไกลถึง 7 กิโลครึ่งด้วยกันครับ กลับไปอีกรอบก็ 14 กิโลพอดี … นับว่าเป็นการเดินทางและการออกกำลังกายที่สาหัสสำหรับผมในรอบหลายๆปีเลยก็ว่าได้

ก่อนจะไปส่งจักรยาน ก็ขอกลับไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับทะเลสาบสวยๆหน่อยล่ะครับ 🙂

sun-moon-lakeปั่นกลับมาทางเดิมครับ เอาจักรยานไปคืนที่ร้าน ค่าใช้จ่ายสำหรับจักรยาน เนื่องจากเราได้ส่วนลดจากคูปองแพคเกจมาครับ เลยตกที่ชม.ละ NT$85 X 2 ชม. ก็ NT$190 ครับ

เดินกลับมาที่โรงแรม จะเช็คอินหลังจากที่พวกเรามาถึงก่อนเวลา เลยได้แต่ฝากกระเป๋าไว้ โรงแรมที่เราจอง ชื่อว่าTanxiang Resort ซึ่งทำเลดีมากครับ ใกล้กับจุดขึ้นเรือ…

ตอนจองมาในเว็บ Booking นี่ก็ดูดีมากล่ะครับ ราคาก็ไม่แพงเลยทีเดียว เคาน์เตอร์เช็คอินอยู่กันคนละที่กับอาคาร ห้องที่พวกเราได้ไปอยู่ เป็นลักษณะคล้ายๆบ้านเช่า อพาร์ตเม้นต์อะไรทำนองนั้นครับ ความต้องการพื้นฐานโอเค ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก แต่ที่ผิดหวังคือ รูปภาพที่เห็นในเว็บไม่ตรงกับของจริงเท่านั้นเอง

รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ
รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ

ใครที่วางแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบ Sun Moon Lake ขอฝาก TIPS เล็กๆน้อยๆไว้ให้ดังนี้ครับ

  • ถ้าไม่คิดจะค้าง แนะนำให้มาแต่เช้า แล้วเลือกไป-กลับดีกว่าครับ รถบัสรอบสุดท้ายจากทะเลสาบ ไปสถานี HSR Taichung คือ 19.25 ถึงสถานีตอน 20:50 ครับ ทั้งนี้เพื่อการวางแผนการเดินทาง ผมได้แนบตารางรถมาไว้ด้วยครับ (คลิกที่ภาพเพื่อดูรูปใหญ่)

    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
  • ถ้าคิดจะค้าง แนะนำให้หาโรงแรมที่ดี แพงขึ้นมาหน่อย แนะนำเอาให้ครอบคลุมราคาอาหารด้วยเนื่องจากว่า ร้านอาหารในรอบทะเลสาบนี้ น้อยมากๆครับ มีก็จะเป็นแบบชุดใหญ่ๆ สำหรับทัวร์ลงเลย ไม่เช่นนั้น ก็จะได้เพิ่งพาเซเว่นอีเลฟเว่นกันไป
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ

สำหรับนักเดินทางที่ไม่สันทัดภาษาอย่างแรง ย้ำกันอีกครั้งครับว่า การหากินในริมทะเลสาบนี้ เหนื่อยสุดๆ แม้ว่าจะมีร้านอาหารดังๆมากมายแนะนำไว้ตามเน็ต แต่หากไม่ได้จองหรืออ่านภาษาจีนไม่ได้ อาจจะสั่งอาหารยากหน่อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรล่ะครับ

สรุป Taiwan First Time ของผมสั้นๆ ในสองวันแรก

  • 1. มันคือสวรรค์ของคนรักธรรมชาติจริงๆครับ ! วิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะไปที่ไหน สวยมาก
  • 2. การคมนาคมที่นี่ ดีไม่แพ้ญี่ปุ่นเลยครับ ใครจะบอกว่าที่นี่คือญี่ปุ่น เวอร์ชั่นภาษาจีน ในราคาไม่แพง ก็ถูกของเขาล่ะ !
  • 3. ภาษาจีน ! จำเป็นกับการสื่อสารกับคนท้องถิ่นโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอยู่พอสมควรครับ

เราจะพักที่นี่กันหนึ่งคืน ก่อนที่พรุ่งนี้ เราจะมุ่งหน้าไปอีกฝั่งของไต้หวัน สู่แหล่งธรรมชาติที่ผมเองก็ตั้งตารอคอย เราจะไปกันที่ อุทยานแห่งชาติ ไถ่ลู่ก้อ (Taruko National Park) ครับ ไปติดตามกันต่อได้ในบล็อกตอนนี้เลย ^_^

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Hakodate #3

header-hokkaido-japan-trip-framekung

ดำเนินเรื่องมาต่อเนื่องกันถึงตอนที่ 3 ครับ สำหรับการเดินทางในเกาะฮอกไกโด !~ … เช้านี้เราอยู่กับที่เมือง ฮาโกดาเตะ (Hakodate) ครับ

ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ

วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษ เพราะว่า เรามีนัดกับ ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ (Hakodate asaishi) ครับ ตลาดเช้าแห่งนี้ ตอนที่ทำการบ้านเที่ยวนี่ ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับที่นี่มากๆครับ เพราะว่าตลาดเช้าแห่งนี้จะเป็นที่ที่ทำให้ผมได้ลองชิมอาหารทะเลสดๆ และขึ้นชื่อว่าต้องตื่นมากินกันแต่เช้าด้วยแล้วเนี่ย ผมเชื่อครับว่า ที่นี่ต้องมีของดีแน่ๆ !

morning-market-hakodate

ตลาดเช้าแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ JR Hakodate เลยครับ เดินเข้ามาก็จะเห็นร้านค้าเล็กๆ เรียงรายอยู่มากมาย ขายอาหารทะเล ตลอดทางผมได้เห็นกุ้งยักษ์ๆ ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากมาย รวมไปถึงร้านอาหาร ซึ่งผมกำลังเล็งหาร้านอาหารที่ดูเข้าตาสำหรับเช้านี้ครับ เดินไปเดินมาไปเจอร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) อยู่หลายร้านเลย แม้ว่าตอนที่แล้ว จะหาร้านเด็ดและได้ไปลองในตลาดที่เมืองโอทารุแล้ว แต่ก็ขอมาลองอีกครั้งในแหล่งที่เรียกว่าเป็นตลาดเช้าของคนที่นี่ดูล่ะครับ เดินผ่านร้านหนึ่ง เห็นป้าเรียกเข้าร้านแถมบอกว่าจะให้ service ด้วย ก็เลยลองแวะกันดูสักหน่อยครับ ร้านนี้เป็นร้านเต๊นท์เล็กๆ ดูบรรยากาศ local ดีครับ ผมสั่งข้าวหน้าปลาดิบ กับแซลมอนซาชิมิมาทานคู่ด้วย มื้อนี้หมดไป (¥1,500)

kaisendon-sashimi-hakodate-morning-market

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ อร่อยทั้งสองอย่างเลย ข้าวหน้าปลาดิบ ที่มากับไข่แซลมอน (Ikura) และเนื้อปู หอมๆนุ่มๆนี้ เข้ากันครับ เครื่องน้อยไปหน่อยตามราคาครับ ส่วนแซลมอนซาชิมินี่สดมาก นุ่ม ชุ่มลิ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่าที่จะบอกว่า เป็นหนึ่งในแซลมอนที่อร่อยตั้งแต่เคยกินมาเลยครับ จะบอกพิกัดร้านก็บอกไม่ถูก ฝากบรรยากาศในร้านเอาไว้ เผื่อใครมีโอกาสได้แวะเข้าไปครับ ^^

morning-market-hakodate-shop

บรรยากาศเช้าวันนี้แอบครึ้มไปด้วยเมฆครับ ลมก็แรงเหลือเกิน อากาศจึงเย็นมากๆครับ เดินเล่นออกมาจากตลาดก็จะเห็นอ่าวฮาโกดาเตะ กับเรือที่จอดอยู่เทียบท่าครับ มองไปก็จะเห็นเขาอีกฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขา Hakodate ที่เราจะสามารถชมเมืองฮาโกดาเตะนี้ได้ทั่วทั้งเมือง

hakodate-bay-panorama

hakodate-2

อากาศดียามเช้าแบบนี้เก็บกลับไปบ้านก็ไม่ได้ฮะ ได้แต่ยืนรับลมหนาวนี้ (ได้อยู่สักแปป) ก่อนจะเตรียมไปสำรวจเมืองฮาโกดาเตะกันครับ

มานั่งรถแทรมตะลุยเมืองกัน ~!

การเดินทางหลักๆในวันนี้คงเป็น การเดิน และ รถแทรม (รถราง) ! นี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ครับ ผมจึงไปซื้อตั๋วเป็น One day pass ของรถแทรมนี้ ซึ่งจะสามารถนั่งรถแทรมได้ไม่จำกัดในหนึ่งวัน ราคาอยู่ที่ (¥600) ครับ ซึ่งสามารถซื้อได้ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถไฟ JR Hakodate นอกจากนี้ยังมีบัตร Pass ประเภทอื่นๆที่ครอบคลุมการเดินทางด้วยรถบัส ซึ่งตรงนี้จากเส้นทางแล้วของผมไม่ต้องใช้ครับ เลยคิดว่าเฉพาะแทรมน่าจะเพียงพอ และในจุดบริการนักท่องเที่ยวนี้คุณผู้อ่านยังสามารถมาหยิบใบโบชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวเวอร์ชันภาษาไทย ในเมืองฮาโกดาเตะได้อีกด้วยครับ ! ไม่คิดว่าจะมีเวอร์ชันภาษาไทย อ่านง่าย เข้าใจง่ายครับ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจเมืองวันนี้ เริ่มต้นจากสถานีที่อยู่ตรงสี่แยกของสถานีรถไฟ JR Hakodate ครับ สถานีมีนี้ชื่อว่า Hakodate Ekimae (DY17) การเดินทาง แนะนำให้ศึกษาเส้นทางว่าจะไปลงสถานีไหน แล้วก็ดูเลขของป้ายสถานีเอาไว้ครับ

tram-train-hakodate-ekimae

รถแทรมนี้จะมีสองฝั่งด้วยกันครับ มี เลข 2 และเลข 5 หากเราต้องการไปสถานี ที่มีตัวเลขเยอะกว่าที่สถานีเรานั่งอยู่ เช่น จาก DY17 จะไป DY20 ก็ให้นั่งรถหมายเลข 5 หรือ หากต้องการนั่งไปสถานีที่น้อยกว่าก็นั่งเลข 2 อย่างนี้เป็นต้นครับ

(จำไว้ว่า 5 มากกว่า 2 ดังนั้น นั่ง 5 เลขก็จะเพิ่มมากขึ้น…)

inside-hakodate-tram

เมื่อเรารู้วิธีการเดินทางแล้ว การจ่ายค่าโดยสารก็เป็นสิ่งถัดไปที่ควรทราบครับ เนื่องจากผมใช้บัตร pass ดังนั้นเวลาลงรถก็เพียงแค่โชว์เล่ม pass ของเราให้คนขับรถดูครับ แต่หากเดินทางปกติ เวลาขึ้นรถก็ให้ดึงตั๋วออกมาจะมีเลขกำกับไว้หลังบัตรครับ ตอนลงก็เตรียมค่าโดยสารให้เพียงพอกับตัวเลขที่ขึ้นอยู่บนจอเท่านั้นครับ ไม่ยุ่งยากเท่าไร ค่าโดยสาร เริ่มต้นอยู่ที่ ¥210

ปราสาทโกเรียวคาคุ

สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปคือ ปราสาทโกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ (Goryokaku Tower) ครับ ซึ่งปราสาทจะอยู่ใกล้กับ สถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ให้ลงที่นี่และเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีครับ

goryokaku-koen-mae-station-hakodate

ทบทวนเกี่ยวกับการนั่งรถแทรม เมื่อสักครู่เรานั่งมาจากสถานี DY19 จะมายัง DY09 (ตัวเลขลดลง) อย่างนี้ก็ให้นั่งรถขบวนหมายเลข 2 ครับ ^^

ปราสาทนี้ตอนที่ทำการบ้านก่อนเดินทางมา ก็พบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ คือ มองจากมุมบนมาจะเห็นปราสาทเป็นรูปดาวครับ และดาวจริงๆ มองบน Google Maps ก็เห็นเป็นรูปดาวด้วย ! เดินมาเรื่อยๆตามป้าย ก็จะเห็นป้อมใหญ่ๆนี้ครับ เดินเข้ามาเลย ~

ตอนแรกผมเองก็ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวแนวขึ้นไปดูหอคอยครับ ขนาดอยู่เกาหลี หอคอยเอ็นโซลเทาทาวเวอร์ก็ยังไม่คิดจะไปดูข้างบนสักครั้งนึงเลย มีความรู้สึกว่า ภาพที่ถ่ายออกมาจากข้างบนนั่นก็ต้องไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆที่มากันแน่ๆ จึงงกไม่ค่อยอยากขึ้นไปฮะ แต่รอบนี้ สำคัญมากจริงๆ เพราะว่าแม้จะเป็นภาพเดียวเหมือนกับชาวบ้าน แต่ก็จะได้เห็นในสิ่งที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของเค้า สงสัยเหมือนกันว่ามันจะเป็นรูปดาวยังไง จึงยอมเสียเงินขึ้นไป ¥840 เพื่อพิสูจน์ครับ และด้วยนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเยอะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบครับ ที่นี่มีแผ่นพับที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของปราสาทเรียวคาคุนี้ไว้ด้วย

goryokaku-hakodate

inside-goryokaku

บริเวณของส่วนจัดแสดงชั้นบนครับ ระหว่างขึ้นลิฟต์ขึ้นมายังบริเวณนี้ ก็แอบประทับใจตรงที่พนักงานลิฟต์ก็มีการอธิบายเกี่ยวกับปราสาท แม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีแสง สี มีเอฟเฟกต์แม้แต่กระทั่งอยู่บนลิฟต์กันเลยทีเดียว

เดินออกมาจากอาคาร เข้ามาทางปราสาทรูปดาวนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานการปกครองแห่งฮาโกดาเตะ ล้อมรอบไปด้วยสวนร่มรื่นนี่ครับ แต่ด้วยอากาศที่ครึ้มๆ ก็เห็นคนเดินออกมากันซะส่วนใหญ่ ผมเองขอเดินเข้ามาถ่ายรูปสักนิด ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่นต่อครับ

goryokaku-2

ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีครับ มื้อเที่ยงสำหรับวันนี้ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเป็นพิเศษ แต่จำได้ว่าตอนทำการบ้านเรื่องของกิน แถวนี้จะมีร้านเบอร์เกอร์เฟรนไชส์ ที่รู้สึกว่าจะเหมือนเฉพาะที่ฮาโกดาเตะเท่านั้น ร้านนี้มีชื่อว่า Lucky Pierrot ครับ

สถานที่ตั้งของร้านอยู่ตรงกันข้ามกับหอคอยดูปราสาทโกเรียวคาคุเลยครับ ออกมาก็จะเห็นป้ายตัวตลกแบบนี้เลย

ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกะดาเตะ "Lucky Pierrot" สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ
ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกดาเตะ “Lucky Pierrot” สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ

เมนูยอดฮิตที่ทำการบ้านมาก็เป็น แฮมเบอร์เกอร์ไก่ชีส ครับ เห็นมีน้ำซอฟต์ดริ้งค์เป็นของทางร้านเลย ผมก็พยายามจะถามเค้าว่ามันเป็นน้ำอะไร มีแอลกอฮอล์หรือเปล่า ก็ดูเหมือนจะยาก เค้าก็บอกว่ามันไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกว่ารสชาติเหมือนอะไรเหมือนกัน ผมก็นะ พูดอย่างงี้มันน่าสงสัย เลยซื้อมาด้วยครับ เบอร์เกอร์ไก่ชีสนี้หมดไป ¥400

ดูจากปริมาณแล้วคุ้มค่าจริงๆครับ ไก่อันนี้จะออกหวานๆ ให้อารมณ์เหมือนไก่คังจองของเกาหลีที่เป็นซอสหวานเลยครับ มันอร่อยมาก ปกติผมไม่ทานแฮมเบอร์เกอร์ครับ ส่วนซอฟต์ดริ้งค์ที่ผมสงสัยมานาน ลองดื่มแล้วไม่ได้เหมือนโค้กหรือสไปรท์บ้านเราอะไรเลยครับ เทียบยาก แต่มันก็อร่อยอยู่ดี แนะนำให้สั่งมาทานตัดกับแฮมเบอร์เกอร์ครับ… เอาล่ะ อิ่มอร่อย แถมได้ที่หลบฝนไปพลางๆด้วย ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักครู่วางแผนเส้นทางต่อไปครับ

chinese-cheese-hamburger-hakodate-lucky-p

ออกมาแล้วฝนก็ยังคงตกอยู่เลยครับ ผมเองก็ไม่ได้เตรียมร่มมา กะไปหาเอาข้างหน้า ก็เลยเกิดไอเดียว่าควรจะไปหาซื้อตามร้าน 100 เยนใช้ชั่วคราวครับ จึงลองเริ่มค้นหาว่าแถวนี้มีร้าน 100 เยนหรือเปล่า… ข้อมูลก็บอกกับผมว่า มีห้างอยู่แถวสถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ที่เรามาลงกันเมื่อสักครู่นี้ครับ มาถึงก็เห็นว่ามีห้างครับ แต่ไม่ได้มีร้านร้อยเยนที่ว่า จึงตามหากันต่อไป จนสุดท้าย ผมก็ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นจาก Google Translate เพื่อที่จะหาร้าน 100 เยนใน Google Maps ปรากฏว่าเจอครับ ! Google Maps ในการใช้งานกับที่ญี่ปุ่นจริงๆ ถ้าไม่เป็นภาษาญี่ปุ่นบางรายการก็แอบหาเจอยากอยู่ เอาล่ะครับ เค้าบอกให้ผมนั่งรถแทรม ไปลงที่สถานี Kachiwagi-cho (DY07) ครับ

พอถึงสถานีลงรถก็ไม่เห็นวีแววของอาคารหรือตึกใหญ่ๆที่จะบ่งบอกว่าเป็นห้างได้เลย ฝนก็ตกปรอยๆลงมาเรื่อยๆ ก็อาศัยลองเดินเสี่ยงดวงไปเรื่อยๆ กะว่าจะเจอสัญญานของร้านช็อป 100 เยนหน่อยล่ะครับ และในที่สุด…

ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกะดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ :) )
ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ 🙂 )

ตอนแรกจะใส่เป็นเสื้อกันฝนครับ แต่เปลี่ยนเป็นร่มแทนเพราะว่าเสื้อกันฝนแอบบางมากสมราคา ปกติแล้วเสื้อกันฝนที่เห็นขายตามมินิมาร์ทที่นี่จะอยู่ราวๆ ¥800 ครับ แอบไม่คุ้มเท่าไร ไหนๆมีสิทธิ์ใช้บัตร pass ของรถแทรมแล้วก็ขอมาสำรวจเมืองนอกเส้นทางกันหน่อยครับ

ช่วงบ่ายนี้มีนัดกับสถานี JR Hakodate ครับ เพราะว่าตั้งใจจะไปจองตั๋วขากลับแบบ Reserved seat  เพราะเกรงว่าจะไม่มีที่นั่งขากลับไปสนามบินที่ New Chitose ซึ่งจะใช้เวลานาน อยากมีที่นั่งให้ได้วางกระเป๋าสบายใจแบบ safeๆ ครับ ไปถึงที่จองตั๋วบอกเวลาการเดินทาง (ที่วางแผนมาแล้วจากที่บ้าน เค้าก็ทำท่าค้นหาอะไรแบบดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… “ตั๋วจอง (Reserved seat) หมดแล้วครับ” ผมก็ได้แต่ เห้ยยย! จะทำยังไง แล้วเวลาอื่น เป็นยังไงบ้าง ก็พบว่า เวลาใกล้เคียงก็หมดเช่นกัน ผมก็เลยให้เค้า จองตัวแบบธรรมดาๆให้แทนครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้…

ออกมาพร้อมกับตั๋วครับ จองเอาไว้สำหรับขากลับที่จะไปลงที่ Minami-chitose หมดไปเที่ยวละ ¥7,450 ครับ เอาล่ะครับ ไปเดินทางกันต่อ !

เที่ยวรอบๆ Jujigai

ผมนั่งรถแทรมต่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ ตรงนี้เป็นเหมือนใจกลางของสถานที่ท่องเที่ยวของเย็นวันนี้เลย ถึง Jujigai เดินเข้ามาตามป้ายฝั่งโกดัง (Bay Area-mae) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ตรงนี้จะมีโกดังขายสินค้า ของที่ระลึก ของกิน น่ารัก น่าซื้อเต็มไปหมดเลยครับ

bay-area-hakodate

ของฝากที่น่าซื้อของที่นี่ สำหรับผมคงยกให้ช็อคโกแลตที่มีให้เลือกซื้อเยอะไม่แพ้ที่อื่น รวมไปถึงขนมแปลกๆอย่างคาราเมลรสเนื้อย่างเจงกีซข่าน, รสเบียร์, รสนม ฯลฯ (คาราเมลรสเนื้อย่างนี่ผมลองทานแล้วก็รสชาติเหมือนเนื้อย่างจริงๆครับ พิลึกพิลือ ซื้อไปลองทานเล่นกันได้) หรือจะของที่ระลึกของเมืองฮาโกดาเตะก็มีให้เลือกช็อปปิ้งบริเวณหลายๆโกดังที่เชื่อมต่อกันในบริเวณนี้ครับ

bay-area-mae-hakodate

แถวนี้ยังคงมีวิวสวยๆติดทะเล และร้านอาหารอยู่เต็มไปหมดเลยครับ หากจะหยุดพัก หาอะไรทานมื้อเที่ยงแถวนี้เป็นตัวเลือกที่โอเคเลยทีเดียว

ผมยังคงตามแผนที่ใน Google Maps มาเรื่อยๆ เพื่อจะเดินมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโบสถ์สวยๆ และอาคารสำคัญๆของเมืองฮาโกดาเตะครับ เดินกันไปสักครู่นึงเลยเพราะว่าทางค่อนข้างชัน ทริปนี้เดินเยอะหน่อยครับ แต่ระหว่างทางก็ได้เจอกับร้านค้าสวยๆ อาคารเก๋ๆแบบนี้ เลยถ่ายเก็บมาฝากคุณผู้อ่านด้วยครับ ^^

buildings-in-hakodate

การดีไซน์อาคารของที่นี่มีหลายแห่งที่รู้สึกแปลกๆตา ไม่ได้กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นๆจ๋าๆ อย่างที่เกียวโต สักเท่าไรครับ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเหมือนที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นที่ผมเคยไปมา ~ ใช่แล้วครับ !! ที่นี่แอบคล้าย โกเบ (Kobe) อยู่นิดๆ ผมก็แอบได้ข้อสรุปว่าเหตุที่สองเมืองนี้คล้ายๆกัน ก็เพราะว่าทั้งฮาโกดาเตะและโกเบ เป็นเมืองท่านั่นเอง วัฒนธรรมที่ได้รับมาจากต่างประเทศก็คงส่งผลกับสถาปัตยกรรมอาคารต่างๆที่นี่ รวมไปถึงขนม ของหวานต่างๆ ที่แทบจะมีคล้ายกันเหมือนกับที่โกเบ

โบสถ์ในฮาโกดาเตะ

ใช้เวลาเดินตามหาโบสถ์อยู่สักครู่ครับ เพราะว่าฝนตกด้วย การจะเอาแผนที่ออกมากางหรือว่าเปิดมือถือดูทำได้ไม่นานมากครับ และในที่สุดผมก็เจอกับโบสถ์แห่งแรก “โบสถ์โรมันคาธอลิคโมโตมาจิ (Motomachi Roman Catholic Church)” และอยู่ถัดกันนิดๆ ก็จะพบกับ “โบสถ์อีพิสโคพัลฮาโกดาเตะ (Hakodate Episcopal Church of Japan)” 

motomachi-church-episcopal-church

เอาตรงๆเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ผมไม่ได้เป๊ะอะไรหรอกครับ (ฮา) เพราะที่นี่มีโบสถ์อยู่เยอะมาก แผนที่ท่องเที่ยวจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวนี่ช่วยไว้ได้เยอะ บางโบสถ์เท่าที่ทราบก็มีกิจกรรมข้างในให้เข้าไปดูด้วย อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผมก็อาศัยเดินชมความสวยงามรอบๆอาคารครับ

โมโตมาจิ (Motomachi)

nice-slope-in-hakodate

เนินโมโตะมาจิ (Motomachi slope) อีกหนึ่งทางลาดยาวทอดลงไป มองลงไปแล้วจะได้เห็นท่าเรือ อีกหนึ่งจุดที่สวยงาม บรรยากาศที่เรียกว่า โรแมนติคสุดๆ

เดินต่อมาก็จะเป็นส่วนของ “ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะเก่า (Old Public Hall of Hakodate Ward )” ครับ หากทำการบ้านเรื่องเที่ยวในฮาโกดาเตะ อาจจะได้เห็นรูปนี้บ่อยหน่อย เพราะอาคารตรงนี้เป็นเหมือนหนึ่งในอาคารที่เป็นตัวแทนของฮาโกดาเตะล่ะครับ

Old-Public-Hall-of-Hakodate-Ward

ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ

ผมกะเวลาเดินทางไปชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ ให้อยู่ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินครับ เพื่อเลี่ยงคนเยอะด้วย จึงดูเวลาที่พระอาทิตย์ตกแล้วก็เดินจากตรงนั้นไปตรงจุดขึ้นกระเช้า ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที

ropeway-hakodate-moutain

กระเช้าขึ้นภูเขาฮาโกดาเตะอยู่ที่ ¥1,200 ครับ ตอนซื้อพนักงานก็ยกป้ายเป็นข้อภาษาอังกฤษเขียนว่า “เนื่องจากสภาพอากาศวันนี้หมอกลง อาจจะทำให้ท่านไม่สามารถชมทัศนียภาพได้ ต้องการจะซื้อตั๋วหรือเปล่า” ผมเองก็เข้าใจว่า คงเป็นมารยาท อาจจะไม่เห็นนิดๆหน่อยๆก็ไม่เป็นไรครับแหม… มาถึงที่นี่แล้ว กับจุดชมวิวเมืองที่เขาว่ากันว่า “เป็นจุดชมวิวที่สวยเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น !” จะพลาดกันได้อย่างไร ต่อแถวไม่นานก็ได้ขึ้นไปแล้วครับ

ขึ้นมาผมก็ได้เดินสำรวจแต่ละชั้นครับ มีหลายชั้นที่สามารถจะชมวิวเมืองได้ แต่พอขึ้นไปดาดฟ้าก็พบว่า…

foggy-day-in-hakodate

หมอกครับ !!! หมอกจริงๆด้วย คุณผู้ชมเห็นหรือเปล่าครับหมอก !! ภาพนี้ถ่ายตอน 4 โมงครึ่งครับ

ผมเห็นลางท่าจะไม่ดี ไม่มีโอกาสได้เห็นวิวสวยๆแล้วแน่นอน ก็ได้แต่เฝ้ารอจังหวะที่หมอกพัดหายไปบ้าง แล้วก็หวังไปอีกว่า พอค่ำลงแล้วก็จะเห็นแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน สะท้อนให้เราได้เห็นเป็นหย่อมๆถ่ายรูปได้สวยบ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววเลยครับ หมอกเป็นทะเลหมอกมาเลย จะว่าฟินก็ฟินไปอีกแบบ สุดท้ายก็มีจังหวะดีที่สุดที่พอจะได้รูปดีๆ มาอวดเพื่อนๆกันบ้างล่ะครับ แต่ขอบอกว่าถ่ายได้ไม่นานเลยจริงๆ

hakodate-scenaryก็เรียกว่าเป็นคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางขึ้นกระเช้าไปชมความสวยงามของวิวเมืองที่นี่นะครับ ว่า… เช็คสภาพอากาศกันนิดนึงครับ ! แต่ของผมก็ตามแผนอยู่ฮาโกดาเตะถึงวันนี้วันสุดท้าย จึงไม่ได้มีโอกาสมาใหม่อยู่แล้ว ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากตอนที่แล้วที่ไปดูฟูจิแล้วโดนเมฆบังเลย 555 เอาล่ะครับ ผมหิวได้ที่แล้ว เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าครับ !

กว่าจะตัดสินใจลงมา ผมก็รอให้มืดอย่างเต็มที่แล้วครับ แต่เกรงว่าคนจะเยอะเรื่อยๆ เลยตัดสินใจลงมาก่อน ก่อนที่จะไปหาอะไรทาน ผมเดินกลับมาฝั่งอาคารที่ว่าการที่เรามาสักครู่นี้ เพื่อจะไปถ่ายรูป เก็บแสงสี ซึ่งช่วงที่เดินทางเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการจัดแสดงไฟ ลูมิเนชัน อยู่ทั่วเมืองเลยครับ และนี่คืออาคารพิพิธภัณฑ์ภาพภ่ายทางประวัติศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate City Museum of Photographic History) ครับ กลางคืนไฟสวยมาก ของจริงสวยจริงๆครับ ตรงนี้เวลานี้คนไม่เยอะด้วย บรรยากาศจึงดีมากๆครับ แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถถ่ายออกมาให้ดูสวยได้เลย T_T

Hakodate City Museum of Photographic History

เอาล่ะครับ ไม่เป็นไร ผมเดินจากทางลาดลงมาเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็เห็นแสงไฟประดับระยิบระยับสวยงามครับ ตอนนี้ท้องไส้หิวไปหมดแล้ว เดินลงทางลาดมาเรื่อยๆจะเจอสถานี Suehiro-cho (D21) ครับ ให้นั่งสาย 2 ย้อนกลับไป 1 สถานีเพื่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ เพราะวันนี้ผมทำการบ้านเรื่องร้านอาหารมาสำหรับคืนนี้ครับ ร้านอยู่ใกล้ๆสถานีเลย แล้วก็ได้รับเรตติ้งดีในเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารของญี่ปุ่น

ร้านอยู่ข้างๆตึกใหญ่ๆหน้าสถานี Jujigai ครับ ลงมาเดินเลียบตึกไปเรื่อยๆ จะเห็นร้านหน้าตาแบบนี้ครับ เข้าไปได้เลย ที่นี่มีราเม็งอร่อยๆรออยู่

มื้อนี้ผมสั่งเป็น โชยุราเม็งครับ (Shoyu ramen) ก็เรียกว่าตลอดการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดนี้ ผมได้ตะลุยกินราเม็งหลากหลายรสชาติเลยครับ มื้อนี้ ¥680 และก็สั่งเกี๊ยวซ่ากับเบียร์ซัปโปโรมาทานเพิ่มความฟินครับ 55

shoyu-ramen

เรียกว่าอิ่มพอดีๆ เดินทางกลับที่พักมีความสุขครับ วันนี้เรียกว่าค่อนข้างเดินเยอะเป็นพิเศษ กับอุปสรรคในการเดินทางคือสภาพอากาศ ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยหน่อยครับ แต่ว่าได้เบียร์สักแก้ว ได้พักสักหน่อยก็หายเหนื่อยแล้วครับ แฮ่ๆ… คืนนี้เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วเราจะเดินทาง กลับไปเที่ยวที่โอซาก้าต่อแล้วล่ะครับ

เช้าที่ฮาโกดาเตะ

วันนี้บอกกับอาจารย์ที่ร่วมทริปมากับผมด้วยว่า เราจะต้องตื่นเช้ามากๆครับอาจารย์ เพื่อที่เราจะได้วิ่งเข้าไปจับจองที่นั่ง เราจะต้องทนหนาวหน่อย เพื่อที่จะได้ที่นั่งใน Non-reserved seat เท่านั้น !! (ไม่เช่นนั้น ผมก็จินตนาการสภาพพวกเราถือกระเป๋า ยืนบนรถไฟเป็นสองสามชั่วโมงไม่ถูกจริงๆ) รถที่เราจองเป็นรถไฟขบวน Super Hokuto 3 ครับ โดยจะไปลงที่ Minami-Chitose เพื่อจะเดินทางต่อไปสนามบิน New Chitose รถไฟออก 8.13 น. ครับ แต่เราก็ตื่นมาเก็บความหนาวเย็นกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง !

jr-hakodate-station

jr-hakodate-station-nearby

บรรยากาศรอบๆสถานี ที่วันนั้นแอบมีหิมะตกแต่เช้าด้วยล่ะครับ ลมก็ค่อนข้างแรงใช้ได้เลยทีเดียว

snow-in-hakodate

เอาล่ะครับ จนใกล้เวลา ผมเองก็ยื่นตัวเข้าไปในชานชาลา ซึ่งจะต้องไปขึ้นที่ชานชาลาไหน จะมีขึ้นเป็นป้ายเอาไว้ให้ครับ ว่ารถไฟ Super Hokuto 3 อยู่เทียบตรงไหน ผมก็รีบเข้าไปเนิ่นๆ พอเห็นว่ารถไฟมาเทียบแล้ว ก็รีบวิ่งสิครับ ! หาตำแหน่งของ Non-reserved seat ของขบวน Super Hokuto 3 ก็พบว่า มันอยู่แทบท้ายขบวนเลยครับ ให้เดินไปให้สุดๆขบวนเลย เจอแน่นอนครับ ใครที่ไม่ได้จอง ผมเตือนคุณแล้วนะครับ ! ให้ตื่นแต่เช้าครับผม !!

super-hokuto-3-non-reserved-seat
หน้าตาของขบวน Super Hokuto 3

ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว ใกล้เวลาผู้โดยสารก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ จากสถานี Hakodate ถ้าจำไม่ผิดที่นั่งส่วนของ Non-reserved seat ก็เริ่มเต็มบ้างแล้วครับ แต่ไม่เร็วเท่าไร แต่ก็จะเห็นผู้โดยสารจากสถานีอื่นๆ ทยอยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ใครที่มีสัมภาระเยอะๆ จึงควรจองอย่างยิ่งครับ ใครที่กระเป๋าใบใหญ่มากๆ เกินกว่า 20 นิ้ว ตรงทางออกของแต่ละตู้รถ ก็จะมีที่ไว้สำหรับวางกระเป๋าใบใหญ่ๆอยู่ครับ ก่อนลงก็ต้องไม่ลืมมาหยิบไปเท่านั้นเอง ระหว่างนี้ก็ได้แต่นั่งชมหิมะขาวโพลนตลอดข้างทาง กับบ้านเรือนความเป็นอยู่ของคนที่นี่ อากาศแม้ว่าจะหนาวเย็น แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ :3

on-the-way-to-minami-chitose

Rera Chitose Outlet Mall

ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.ก็ถึงสถานี Minami-chitose แล้วครับ สภาพในขบวนตอนนั้น แน่นเต็มไปด้วยคนครับ มีคนลงที่สถานีนี้บ้าง ก็เตรียมความพร้อมก่อนลงนะครับ ลงมาชั้นล่างของสถานีก็จะเห็น Rera Chitose Outlet Mall เป็น outlet ขนาดย่อม มากแบรนด์ ให้ได้มาช็อปปิ้งกันก่อนไปที่สนามบิน หรือจะแวะทานข้าวที่นี่ ก็สะดวกมากครับ ทานที่สนามบินอาจจะหาทานยากหรือแพง เราต้องกินดักไว้ก่อน

restaurant-in-rera-outlet-chitose

ผมมาหาทานข้าวที่นี่ครับ ที่นี่คนไม่ค่อยเยอะมาก แต่มีร้านค้าขายเสื้อผ้าแบรนด์ ขายของฝาก มีให้เลือกเยอะพอสมควรเลยครับ แนะนำให้มาลงที่นี่กันก่อน แล้วนั่งรถฟรีชัตเติลบัสจากที่นี่ไปลงที่สนามบิน New Chitose ได้ โดยรถออกทุกๆ 35 นาทีครับ จากที่นี่ไปสนามบินใช้เวลา 10 นาที

ถึงสนามบิน New Chitose แล้ว… ผมเองมีแผนเที่ยวที่โอซาก้าและเกียวโตต่อครับ จึงนั่งสายการบินในประเทศไปลงที่สนามบินคันไซ (KIX)  ก็เรียกว่าสิ้นสุดกับการเดินทางที่เกาะฮอกไกโดแต่เพียงเท่านี้ครับ…

end-trip

ฮาโกดาเตะ สำหรับผมก่อนที่จะได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง คงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คิดว่าคงยุ่งๆพอๆกันกับซัปโปโร เนื่องจากเป็นเมืองท่าและยังเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ คิดว่าคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มาที่นี่ แต่มันแอบกลับกัน ที่นี่แอบไม่วุ่นวายเท่าที่ควรครับ ร้านค้า ห้างต่างๆนี่มีน้อยมาก แต่เมืองนี้มีมนต์เสน่ห์อะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าหากมีโอกาสได้มาเที่ยวที่ฮอกไกโด ฮาโกดาเตะ เป็นอีกหนึ่งจุดปลายทางที่ไม่ควรพลาดครับ ระยะเวลา 1 วันเต็มๆกับที่นี่ น่าจะเพียงพอกับการท่องเที่ยวรอบเมือง

ประสบการณ์ที่ฮอกไกโด เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นครับ เต็มไปด้วยธรรมชาติที่น่าหลงไหล ภูเขา ทะเล กับอากาศเย็นๆในฤดูหนาว รายล้อมไปด้วยหิมะแบบนี้ อาหารก็สดและอร่อย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักกิน(อย่างผม)เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเล และราเม็งครับ

พบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ 😀

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Sapporo-Otaru #2

header-hokkaido-japan-trip-framekung

สวัสดีคร้าบ ~ … ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ตอนนี้เราอยู่กันที่ เมืองโอทารุ (Otaru) ครับ ระหว่างที่เรากำลังรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อที่จะเดินไปชมแสง สี เสียงในบริเวณคลองโอทารุ ซึ่งก็จะเริ่มราวๆ 4-5 โมงเย็นนั้น ผมก็ได้เดินเล่นสำรวจรอบๆในเมืองโอทารุล่ะครับ แผนที่การเดินทางในตัวเมือง สามารถไปหยิบมาได้จากสถานี Otaru ที่นี่มีตึก และอาคารเก่าๆสวยๆอยู่เยอะครับ และยิ่งในช่วงเทศกาลหิมะแบบนี้ ก็จะได้เห็นคนที่นี่ มาปั้นหิมะกันประดับอยู่หน้าบ้านตัวเองบ้าง ไปช่วยกันปั้นในพื้นที่สาธารณะบ้าง ดูขยันขันแข็งกันดีครับ

คนที่นี่เค้าก็ช่วยกันปั้นหิมะกันอย่างขยันขันแข็งเลยล่ะครับ
ตรงนี้เป็นลานกว้างๆครับ ก็เห็นมีคนช่วยกันแบกเรือ ? ย่อมๆนี้ ตักหิมะมาปั้นเป็นหลากรูปหลากทรง มีอุปกรณ์ปั้นหิมะกลมๆ หน้าตาละม้ายคล้ายกับที่ตักไอติมมาช่วยด้วย
otaru-travel
อันนี้มีคนปั้นแมวอยู่หน้าบ้านด้วยครับ กลางคืนเค้าก็จะจุดไฟในขวดที่เห็น ตอนกลางคืนก็จะเป็นแสง สวย ให้เห็นตลอดการเดินทางใน Otaru เลยล่ะครับ

จวนจะได้เวลา ผมเดินกลับมาบริเวณคลองเพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆยามค่ำคืนที่คลองแห่งนี้ครับ ตรงนี้มีคุณลุงพกกล้องเทพๆ มาเตรียมถ่ายอยู่เรื่อยๆ และเช่นกันคนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ แต่ก็เรียกว่าไม่แออัดจนเกินไป ใครที่อยากมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็พอจะได้ถ่ายอยู่ครับ หากแต่ยิ่งค่ำ ตรงบริเวณเลียบคลองคนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง

บรรยากาศตรงนั้นเรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ ทำเอาเพลินกับบรรยากาศจริงๆ
บรรยากาศตรงนี้เรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ อิ่มเลยครับ กินบรรยากาศตรงนี้ซะเพลิน !

otaru-canal
และแล้วก็ได้รูปสวยๆเก็บมาฝากคุณผู้อ่านครับ ของจริงมัน “ว้าว” สวยมากกว่าที่กล้องผมจะถ่ายมาได้อีกเยอะเลย…

ค่ำแล้วครับ…มื้อค่ำนี้ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องกินมาสักเท่าไร เลยกะว่าจะไปหาอะไรทานที่ Sapporo แทนครับ แต่ระหว่างทางเดินกลับไปสถานี Otaru ก็พบว่ามีห้างอยู่ห้างหนึ่ง ที่มีซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อม ขายอาหารด้วย อดใจไม่ไหวก็สามารถหาทานที่หน้าสถานีก่อนได้ครับ

กลับมาที่สถานี Sapporo

เดินทางกลับจาก Otaru มายัง Sapporo ครับ หวังจะหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นบริเวณสถานี สำรวจสถานี Sapporo ก็พบว่ามีห้างเชื่อมอยู่ด้วยกัน 3 ห้างใหญ่ๆเลยล่ะครับ ผมก็อาศัยดูจากตู้ kiosk แนะนำผังของห้าง ก็พบว่าใน ห้าง ESTA ชั้น 10 มี ตรอกราเม็ง รวมราเม็งเด็ดจากทั่วเกาะฮอกไกโด (Sapporo Ramen Kyowakoku) อยู่ครับ !

esta-ramen-street-kyowakoku

ขึ้นลิฟต์ขึ้นมาก็จะมีป้ายแนะนำเชฟ แนะนำเมนูเด็ดของร้านแต่ละร้าน ให้ไปเลือกทานกันครับ มีแผนที่กำกับไว้ให้ด้วย แต่ว่ารู้สึกแผนที่ภาษาอังกฤษจะไม่ตรงก็แนะนำว่าให้เดินตรงไปหากันหน้าร้านได้เลยครับ

ramen-ajisai

เนื่องจากเมื่อวานผมมีโอกาสได้ทานมิโสะราเม็งไปแล้ว วันนี้จึงอยากลองเปลี่ยนเมนู มาทานอีกเมนูที่ผมแอบสงสัยตั้งแต่ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วครับ มันคือ Shio ramen หรือ ราเม็งเกลือ นี่ ผมเลือก ร้าน Ajisai ในใบโบชัวร์บอกว่าเป็นร้านที่มีสาขาใหญ่ๆอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะ (ซึ่งตอนที่ไปฮาโกะดาเตะก็พบว่ามีจริงๆ) และเมนูแนะนำของร้านนี้คือ ราเม็งเกลือ นี่ครับ !

รอประมาณ 15 นาที ก็ได้แล้วครับ และนี่คือหน้าตาของเจ้าชิโอะราเม็ง ราเม็งในซุปเกลือ

shio-ramen

ซุปเป็นซุปใสๆ ได้ลองชิมก็พบว่าค่อนข้างเค็ม และอาจจะดูเค็มมากๆสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบทานเค็ม แต่จะมีกลิ่นหอม กลมกล่อมของน้ำซุปอยู่ครับ ดูไปดูมาอาจจะไม่ต่างกับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา แต่ทว่าบ้านเรากลิ่นผักจะแอบฉุนหน่อยๆ ชามนี้ ¥780 ครับ

การได้ทานราเม็งอุ่นๆในหน้าหนาวนี้ มันช่างฟินเสียยิ่งกระไรครับ ประวัติศาสตร์ราเม็งก็ว่าไว้อย่างนั้นเช่นกัน อันนี้ไปอ่านมาจากแผ่นพับแนะนำร้าน ความนิยมของการทานราเม็งของคนในเกาะฮอกไกโดนั้น มากกว่าเกาะอื่นๆในญี่ปุ่นเสียอีก เหตุผลก็อย่างว่าครับ “มันหนาว!” และขนาดว่ามีการนิยาม ราเม็งของฮอกไกโด เลยว่า เอกลักษณ์ของราเม็งในฮอกไกโดนั้น คือการทำให้คุณอิ่ม (แน่นอน เพราะชามมันใหญ่มาก) และอบอุ่นไปทั้งร่างกาย (แน่นอน มันอุ่น !)

อิ่มแล้วก็เดินเล่นต่อครับ แถวนี้มีร้านขายของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยครับ

มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~

วันที่ 3 ของการเดินทาง : ตัวเมือง Sapporo !

วันนี้ต้องเช็คเอาท์แล้วครับ ผมฝากกระเป๋าก่อนที่จะเดินไปลุยเที่ยวในตัวเมือง Sapporo อีกฝั่ง ด้วยทำเลที่ดีแสนดีของโรงแรมนี้ทำให้ผมแทบจะไม่ต้องพึ่งพารถไฟฟ้าสักเท่าไร

sapporo-travel
สถานที่แรกที่จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไป เป็น Shopping mall ขนาดใหญ่ใจกลางซัปโปโร เป็นการนำโกดังเก่าของโรงงานผลิตเบียร์ Sapporo มาทำครับ มีชื่อว่า Sapporo Factory การเดินทางใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจากโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมือง ห้างเปิด 10 โมงครับ

sapporo-factory

เดินเข้าไปในโกดังก็มีร้านขายของฝาก ร้านกิฟต์ช็อปเล็กๆ ร้านอาหาร เดินไปอีกหน่อยก็จะเห็นถังหมัก และส่วนแสดงประวัติเล็กๆน้อยๆ ของโรงงานหมักเบียร์ของ Sapporo ครับ

ข้ามมาอีกอาคารหนึ่ง ถึงจะเป็นส่วน Shopping mall ใหญ่ๆ ในความคิดของผมครั้งแรก ก็หวังว่าจะเป็นแนวร้านขายของราคาถูก ร้านขายของที่ระลึกเยอะๆหน่อย แต่มันคนละแนวครับ จะเป็นแนวสินค้าแบรนด์มากกว่า

sapporo-factory2
คิดว่าคนไม่น่าจะคึกคักมาก แต่วันนี้เหมือนมีการแสดง Miku Miku Dance ครับ ซึ่งเป็นโชว์ของ Hatsune Miku คาเร็คเตอร์หญิงตัวหนึ่ง คิดง่ายๆว่ามันคือการ์ตูนตัวหนึ่งแล้วกัน ที่มาจากการสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมเคยได้ยินว่าเคยมีการแสดงของตัวการ์ตูนนี้ ออกมาเป็นคอนเสิร์ตแบบ Hologram ด้วยครับ กล่าวง่ายๆคือ นำตัวการ์ตูนตัวนี้ ผ่านเทคนิคที่ว่า สร้างภาพเสมือน เป็นตัวละครสามมิติไปเต้นอยู่ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆ คือที่ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้มา (ทั้งหมดนี้คือเพิ่งนึกออก ณ ตอนนั้น) เลยเพิ่งจะอินครับ (อารมณ์เหมือนไม่ติ่ง K-pop แล้วมาเที่ยวเกาหลี)

snow-miku-miku-dance-sapporo

ในงานก็เห็นมีการเปิดโอกาสให้มาวาดเจ้าตัวคาแร็คเตอร์ตัวนี้กันด้วย ฝั่งตรงข้ามของอาคารก็เห็นมีคนต่อแถวเข้าคิวรอรับแอพฟรี (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเกม) กันตั้งแต่เช้า

เนื่องจากสินค้าแบรนด์ใน Sapporo Factory ยังทำอะไรผมไม่ได้ ณ เวลานี้ จึงเดินทางต่อไป ไปยัง พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ครับ !

พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

เดินออกมาจากที่ Sapporo Factory ตามเส้นทางใน Google Maps มาก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเช่นกัน ความตั้งใจที่จะใช้ตั๋ว Sapporo 1 day pass ที่ได้มาจากการซื้อ Otaru welcome pass เมื่อวันก่อน ก็ต้องพังสลายแต่เพียงเท่านี้ เพราะจากสถานีรถไฟที่ใกล้พิพิธภัณฑ์เบียร์ที่สุด (สถานี Higashi-kuyakusho-mae) ก็ยังต้องใช้เวลาเดินต่ออยู่ดีครับ เลยตัดสินใจเดินตรงมานี่เลย

sapporo-beer-museum
ถึงแล้วครับส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ เข้าไปก็มีพนักงานต้อนรับอย่างดี เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมแปลมั่วๆได้ว่า เชิญเคาน์เตอร์ตรงนู้นค่ะ … พนักงานก็แจกแผ่นพับภาษาอังกฤษให้ และบอกให้เราขึ้นลิฟต์โดยเริ่มต้นดูจากชั้น 3 ลงมาเรื่อยๆ ก็มีประวัติความเป็นมาของเบียร์ กว่าจะเป็นเบียร์ ฯลฯ ให้ดูเพลินๆดีครับ

sapporo-beer-museum-2
ลงมาชั้น 2 ผมก็บังเอิญเดินมาเจอกับกรุ๊ปทัวร์ไทยซึ่งเข้าใจว่ามาดูงานที่นี่ครับ เลยได้ยินฟังเค้าอธิบาย “เคล็ดลับการรินเบียร์ให้อร่อย” เนียนๆไปกับเขาด้วย ก่อนจะสาธิต เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าห้ามถ่ายวิดิโอ ผมจึงเข้าใจว่าเคล็ดลับอะไรเหล่านี้คงห้ามเผยแพร่ด้วย เอาเป็นว่าต้องหาโอกาสมาดูกันให้ได้นะครับ 😛

เดินลงมาเรื่อยๆจนถึงชั้น 1 ก็จะเป็นลานเบียร์และของที่ระลึกครับ ที่นี่มีเบียร์ของ Sapporo ให้ได้ลองดื่มกันหลากหลายรสชาติ มีตู้กดหยอดเหรียญแล้วเอาคูปองไปแลกครับ เบียร์แก้วละ ¥300 แต่ถ้าซื้อเป็นเซ็ต 3 แก้ว จะ ¥500 ครับ ในเซ็ตมีกับแกล้มให้เลือก กับแกล้มจะซื้อเพิ่มก็ ¥100 ครับ

แน่นอนว่าคนไม่ทานเบียร์อย่างผม บล็อกเกอร์อย่างผม ก็คงต้องสั่งเป็นเซ็ต 3 แก้ว เพื่อมาลองดื่มให้รู้รสชาติให้หมดครับ !

sapporo-beer-museum-3

เป็นเซ็ตแก้วพร้อม story ของแต่ละแก้วเขียนเอาไว้ให้อย่างดีครับ ได้ลองดื่มทั้ง 3 แก้ว โดยมีอาจารย์ช่วย ก็พบว่ารสชาติ ความขม ความเข้มอะไรนี่ต่างกัน รายละเอียดมากกว่านั้นก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ใช่คอเบียร์ครับ คอไม่แข็งด้วยเลยเมาหน้าแดงไป

มาอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งจากโพยบอกเอาไว้ว่า เป็นที่ที่สามารถมาลิ้มรสชาติของ เนื้อแกะย่าง หรือ เนื้อย่างเจงกีซข่าน ฟังจากชื่อมันก็ดูยิ่งใหญ่ อลังการเสียเหลือเกิน (ชื่อเค้าเรียกอย่างงี้จริงๆฮะ) แต่ก็ไม่ทำให้ผมสามารถคาดเดารสชาติอะไรได้เลยครับ ก็เป็นอีกเมนูที่เก็บความสงสัยเอาไว้ และต้องมากินให้ได้เมื่อถึง Sapporo ! ก่อนจะไปกินก็ให้เดินไปที่อาคาร Reception ก่อนครับ ไปบอกจำนวน และร้านที่จะไปทาน

เข้าไปบอกจำนวนคนและร้านที่จะทานในเคาน์เตอร์ Reception ได้เลยครับ
หน้าตาของอาคารจุด Reception ครับ (ซ้าย) เดินเข้าไปบอกจำนวนคน บอกร้านได้ที่นี่เลย แล้วเราจะได้คูปองเอาไว้ไปให้พนักงานที่ร้านแบบนี้ครับ (ขวา)

ร้านอาหารมีหลายร้านครับ เลือกร้านที่จะทาน ขอดูเมนูเค้าก่อนก็ได้ครับ ผมเลยให้เขาแนะนำร้านให้ เขาแนะนำร้านแรกสุด ได้บัตรคิวแล้วก็เดินมาอาคารตรงข้ามครับ ร้านอยู่ชั้น 2

jingisukan-beef

เข้ามาข้างในก็จะเป็นห้องกว้างๆ เลยครับ มีที่นั่งเยอะพอสมควรเลย ผมสั่งเป็นเซ็ตเนื้อแกะ+ผัก ( ¥1,868 ) และสั่งแต่เนื้อแกะมาเพิ่มอีกครับ (¥1,458) ราคาของบุฟเฟ่ต์เฉพาะเนื้อ ¥3,024 แต่ถ้ารวมเครื่องดิ่ม (รวมเบียร์บางรายการ) จะ ¥4,104 ครับ (ราคาผู้ใหญ่)

ได้มาแล้วครับ เป็นเซ็ตผักกับเนื้อ มีเกลือกับซอสปรุงรสชาติออกหวานมาพร้อม วิธีการปรุงก็มีเขียนเป็นภาษาอังกฤษอธิบายไว้ให้ครับ หลักๆคือการเอามันไปทาให้ทั่วกระทะ ใส่ผักลงไป โดยเนื้อแกะให้วางบนผักอีกทีครับ แล้วก็คนๆให้เข้ากันหลังจากที่เนื้อแกะเริ่มเปลี่ยนสี พอผักหมดก็ย่างลงไปเฉยๆครับ ฝีมือการปิ้งย่างคงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับคนไทยอยู่แล้ว 555

Jingisukan beef

ผมที่ไม่ค่อยมีปัญหาของกลิ่นคาวของเนื้อแกะก็สบายๆอยู่แล้วครับ อาจารย์ก็คอนเฟิร์มบอกกับผมว่าไม่ค่อยมีกลิ่นคาว เนื้อแกะค่อนข้างบาง ติดมันนิดๆ จึงนุ่ม อร่อย จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆแล้ว แซ่บครับ !! ยังนึกอยากกินเป็นแบบบุฟเฟ่ต์เสียด้วยซ้ำไปครับ (ก็เล่นจัดบุฟเฟต์โรงแรมมาตอนเช้า) … และก็ได้ลองสั่งเบียร์ช็อคโกแลต (¥475) ที่สีสันดูแปลกตานี่มาทานด้วย ฟินๆกันไปครับผม (หน้าตอนนั้นผมแดงจนเหมือนแพ้อะไรซักอย่าง)

กินเสร็จก็ราวๆบ่ายโมงครับ ผมมีนัดกับรถไฟไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ไว้ตอนบ่าย 2.45 ครับ เนื่องจากว่ารถไฟที่ไปฮาโกะดาเตะนี้ มีรอบน้อยมาก การตกรถไฟนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการตกเครื่องบินสักเท่าไร จึงต้องรักษาเวลา รีบไปเอากระเป๋าและรีบไปจับจองหาที่นั่งกันแต่เนิ่นๆครับ

มุ่งหน้าสู่ Hakodate

ผมกลับมาที่สถานี Sapporo เตรียมซื้อตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ครับ ตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) สามารถซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ใน Ticket counter ที่เดียวกันกับที่ซื้อตั๋วไปเมือง Otaru โดยราคาตั๋วเที่ยวเดียว แบบ Non-reserved seat อยู่ที่ ¥8,310 ครับ

อย่างที่บอก พอซื้อเป็นแบบตั๋วไม่ระบุที่นั่งนี้ เราก็ต้องรีบไปหาจับจองที่นั่งกันเนิ่นๆครับ ซึ่งผมมารอล่วงหน้าราวๆ 30 นาทีก็เห็นแถวมายืนรอบ้างแล้ว ถามว่า ตู้รถไฟที่ไป Hakodate แบบ Non-reserved seat คือตู้ไหน สรุปไว้ให้ดังนี้ครับ…

รถไฟที่ไป Hakodate จาก Sapporo มี 2 ประเภทครับ คือ Super Hokuto และ Hokuto (2 ขบวนนี้ต่างกันที่เวลาครับ ก็ต้องเช็คว่ารอบที่จะไปคือรอบไหน และขบวนอะไร) ถ้าเป็น Super Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 6,7 ส่วน Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 4,5 (ท้ายขบวน) ก็ให้มาจับจองตำแหน่งยืนรอกันให้ถูกครับ โดยที่ชานชาลา ก็จะมีป้ายบอกตู้ห้อยอยู่ ให้สังเกตป้ายว่าตู้ที่เท่าไร หรืออาจจะแอบสังเกตจากช่องที่มีคนไปยืนรออยู่ก็ได้ (เอาตรงๆ ครั้งที่แล้วป้ายแอบดูแล้วยังงงๆอยู่ครับ)

รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ถ้าเห็นตัวคันจิ ก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู ก็จะเห็นว่าคนตรงนี้จะเยอะเป็นพิเศษครับ
รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ตามที่ผมบอกไปว่าเป็นตู้แบบ Non-reserved และหากใครที่พอจะอ่านหรือสังเกตตัวอักษรคันจิได้ ในกรอบก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู 2 จุดใหญ่ๆนะครับ

โชคดีที่มาก่อนเวลาล่วงหน้ามากๆ จึงมีที่ให้เรานั่งไปอย่างสบายๆครับ ถ้าไม่นั่งจะยืนไปถึง Hakodate ก็เกรงว่าจะไม่ไหวครับ เพราะใช้เวลาเดินทางร่วม 3 ชม. กันเลยทีเดียว

ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ ระหว่างรถไฟวิ่งผ่านครับ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)

hakodate-station
ฮาโกะดาเตะ (Hakodate)

และแล้วเราก็มาถึงครับ ฮาโกะดาเตะ (Hakodate) เวลาตอนนั้น 18.20 น. โดยประมาณ ฟ้าก็มืดแล้วล่ะครับ ได้เวลาสำหรับมื้อเย็นของพวกเราแล้ว ซึ่งผมก็พยายามทำการบ้านเรื่องที่กินกะว่าหลังจากที่เราเช็คอินแล้วจะได้ทานอะไรอร่อยๆกันหลังจากการเดินทางอันแสนยาวนานนี้ครับ นั่งบนรถไฟนี่ก็สารภาพว่าแอบหิว ไม่ได้ติดอะไรมากินเลย

ออกจากสถานีฮาโกะดาเตะ ก็ตรงไปยังที่โรงแรมเลยครับ โรงแรมที่จองในฮาโกะดาเตะนี้มีชื่อว่า “Smile Hotel” ครับ โรงแรมนี้เท่าที่อ่านจากในรีวิวก็พบว่าใกล้กับสถานี Hakodate มากๆ และยังใกล้กับจุดขึ้นรถรางเที่ยวเมืองด้วยครับ

โรงแรม Smile Hotel Hakodate ห้องแบบ Twin room ตกคืนละ ¥5,800 ครับ
โรงแรม Smile Hotel Hakodate อยู่หน้าสถานีเลย ในรูปเป็นห้องแบบ Twin room มีเตียงแยกสองเตียง ตกคืนละ ¥5,800 ครับ (ไม่รวมอาหารเช้า)

มาเช็คอินและเอาข้าวของมาเก็บ ก็เดินออกจากโรงแรมมาทางซ้ายมือ ตรงมาเรื่อยๆ เจอสี่แยกจุดที่ขึ้นรถราง ชิดขวา และเดินตรงมาเรื่อยๆก็จะเห็นซอยหน้าตาแบบนี้ครับ ตรงนี้เรียกว่า Daimon Yokocho

daimon-yokocho-hakodate-night-food
ในนี้มีร้านค้าแบบเข้าไปนั่งกินกันได้ 6-10 โต๊ะครับ มีร้านค้าอยู่ประมาณ 25 ร้านค้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารที่ดื่มกับเหล้าหรือเบียร์ เปิดเย็นถึงดึกล่ะครับ เย็นๆไม่รู้จะหาอะไรทาน หากพักแถวนี้ ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ ผมก็สุ่มเดินเลือกหาร้านที่จะทานเมนูใหม่ๆที่ไม่ได้ทานในมื้อก่อนๆ ก็มาเจอร้านหนึ่งโดยบังเอิญ ร้านนี้เค้ามาเรียกลูกค้า และดูจะจริงจังกับการถามเล่นๆของผมว่า มีซาชิมิหรือเปล่า? ผมจึงแวะร้านนี้ครับ

เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ
เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ รสชาติ Sashimi ไม่ค่อยอร่อยถูกใจเท่าไร ส่วน Tempura นี่พอได้ครับ

ทันทีจะคว้ากล้องพวกเราก็ถูกห้ามไม่ให้ถ่ายเลยครับ เขาให้ถ่ายเฉพาะอาหารเท่านั้น เอาน่ะ ก่อนออกจากร้านขอถ่ายหน้าร้านไว้หน่อยแล้วกัน ว่าให้เอาตัวเลือกร้านนี้ไว้ท้ายๆ เพราะแอบผิดหวังในรสชาติซาชิมิ ปลาดิบที่คาดหวังว่ามันจะต้องอร่อยวันนี้หน่อย

IMG_1835

แถวนี้แอบเงียบๆ ยามค่ำคืนครับ ห้างสรรพสินค้าเข้าใจว่าก็มีเช่นกัน แต่เปิดตอนเช้า ตกดึกแล้วหากไม่มาย่านนี้ หรือพึ่งร้านสะดวกซื้อที่มีให้เห็นอยู่บ้างก็จะหาอะไรทานยากหน่อยครับ และตอนหน้าเราจะไปปิดท้ายการท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโดที่เมืองนี้กันครับ เมืองนี้จะมีอะไรเด็ดขนาดที่ให้เราต้องหอบกันมาจากซัปโปโรถึง 3 ชั่วโมง ตอนหน้ามีคำตอบครับ !

hokkaido-milk-and-snacks

ปิดท้ายด้วยขนมกินเล่น ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อครับ ของขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโด ก็คงหนีไม่พ้น นมฮอกไกโด, มันฝรั่ง, พุดดิ้งที่ทำจากนมที่นี่ สินค้าอะไรหลายๆอย่าง เท่าที่สังเกต จะเขียนกำกับไว้หมดเลยว่าเป็นสินค้าจากฮอกไกโดเท่านั้น !!
แหม พอได้เห็นอะไรอย่างงี้แล้ว ผมก็อยากซื้อ อยากลองเป็นเรื่องธรรมดาล่ะสิครับ 😛

พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ ^_^

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Sapporo-Otaru #1

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกับ “เฟรมคุง” อีกเช่นเคยครับ วันนี้พร้อมพาทุกท่านไปแบ็คแพ็คเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยกันกับผมแล้วครับ ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ของการเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น และครั้งนี้ก็เป็นคิวของ เกาะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น สวรรค์ของคนรักอาหารทะเล ผมกำลังหมายถึง “ฮอกไกโด” ครับ “ฮอกไกโด” เป็นชื่อเกาะ และแทนชื่อกลุ่มจังหวัดทั้งหมดในเกาะฮอกไกโดครับ ความนิยมการเดินทางท่องเที่ยวในฮอกไกโดของคนไทยนี่ถือว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว สังเกตจากแผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยต่างๆ

header-hokkaido-japan-trip-framekung
และหากพูดถึงอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ หรือ อาหารทะเลที่นำมาจำหน่ายในร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา คำโฆษณาที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ก็จะพูดถึงเกาะฮอกไกโดนี้ล่ะครับ ก็ทำผมเก็บความสงสัยมาตลอดว่า ปูฮอกไกโดก็ดี หรือปลาดิบก็ดี เมื่อมาทานที่ฮอกไกโดแล้วมันจะเจ๋งแค่ไหนกันเชียว! ครั้งนี้ได้เดินทางมาคลายความสงสัยแล้วครับ นอกจากเรื่องอาหาร ก็ยังมีประสบกาณ์พิเศษที่จะได้สัมผัสของการมาเยือนเกาะนี้ในหน้าหนาว นั่นก็คือ เทศกาลน้ำแข็งที่เมืองซัปโปโร ผมจึงตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวอีกครั้งครับ

แผนการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดด้วยตัวเอง

ระยะเวลา : 8 วัน (วันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2558)
สถานที่เที่ยว :
1. Osaka : ผมนั่งเครื่องบินจากเกาหลี มาต่อเครื่องที่สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) บินในประเทศต่อไปลงที่สนามบินชิโตเซะ (New Chitose Airport :CTS) ฮอกไกโด
2. Sapporo : บินจากโอซาก้าสู่ใจกลางของเกาะฮอกไกโด – ซัปโปโร เมืองนี้เราจะไปชมเทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 66 และเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในตัวเมืองกันครับ
3. Otaru : ห่างจาก Sapporo ไปประมาณ 40 นาทีด้วยรถไฟ ที่นี่เป็นที่ตั้งของคลองโอทารุที่สวยงาม ร้านขายเครื่องแก้ว และกล่องดนตรีสุดคลาสสิก
4. Hakodate : ฮาโกะดาเตะ เป็นอีกหนึ่งเมืองในเกาะฮอกไกโด ที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวทิวทัศน์สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยล่ะครับ มีตลาดเช้าที่ให้ทุกท่านได้เลือกทานอาหารทะเลสดๆกันด้วย เราจะเดินทางไปที่นี่ด้วยรถไฟครับ ตลอดสองข้างทางของรถไฟ เราก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่สวยงาม และฝั่งติดทะเล ให้บรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนไม่มีวันลืมกันเลยทีเดียว !

วอร์มอัพเรื่องสถานที่ที่จะไปกันแล้ว เราเริ่มต้นเดินทางกันดีกว่าครับ

มุ่งหน้าสู่ Hokkaido

ในเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลากหลายเมืองสำคัญ มีสนามบินหลายแห่งด้วยกันครับ เมืองหลักซึ่งเป็นตัวแทนของเกาะฮอกไกโด นั่นก็คือ เมือง ซัปโปโร (Sapporo) มีสนามบินใหญ่ที่สามารถบินตรงจากไทยมาลงได้ คือ สนามบินชิโตเสะ (New Chitose Airport : CTS)

chitose-airport
อาคารของสนามบิน แบ่งเป็น 2 อาคารใหญ่ๆ คือ อาคารที่ 1 : ผู้โดยสารในประประเทศ (Domestic) และ อาคารที่ 2 : ผู้โดยสารระหว่างประเทศ (International)  มีทางเชื่อมต่อระหว่างสองอาคารนี้เป็นลานใหญ่ๆ โดยร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก, ร้านอาหาร จะอยู่ในฝั่งอาคารที่ 2

new-chitose-airport
ทราบมาว่าที่ชั้น 3 ของอาคาร 2 เป็นที่ตั้งของ ROYCE’ Chocolate World ครับ มีการย่อโรงงานช็อคโกแลตย่อมๆ ของ Royce มาให้ชมกันด้วย มีส่วนจะแสดงความเป็นมาของช็อคโกแลต รวบรวมบรรจุภัณฑ์ (ซอง/กระปุก) สำหรับช็อคโกแลตของหลากหลายผลิตภัณฑ์ช็อคโกแลตจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีช็อปให้เลือกซื้อช็อคโกแลตของ ROYCE’ ชนิดที่ว่า ทุกแบบ ทุกรสชาติจริงๆครับ

royce-chocolate-world-chitose
ROYCE’ เป็นช็อคโกแลตที่เริ่มผลิตครั้งแรกใน Sapporo เมื่อปี 1983 ครับ ช็อคโกแลตของ ROYCE’ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีขายอยู่ที่สนามบินหลายแห่งในญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าที่สนามบินชิโตเสะนี้ จะมีช็อคโกแลตจาก ROYCE’ ให้เลือกเยอะกว่า หลากหลายกว่าล่ะครับ (สนามบินอื่นบางทีก็ต้องเข้าไปซื้อใน duty free ถึงจะมีครับ)

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมก็มีหลายแบบครับ หนึ่งในนั้นคือ NAMA Chocloate เป็นช็อคโกแลตกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส มีหลากหลายรสชาติ ที่ผสมแอลกอฮอล์ และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ช็อคโกแลตมีความนุ่มมาก อันนี้เหมาะเป็นของฝากมากๆครับ แต่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีอายุอยู่แค่เพียง 1 เดือนบนเชล์ฟ และต้องเก็บภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาครับ ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่สภาพอากาศบ้านเรา แต่ก็ได้ยินมาอีกทีว่าเพื่อนคนไทย หิ้วเจ้าช็อคโกแลตนี้กลับไทย แพ็คใส่น้ำแข็งแห้ง รอดมาแล้วก็มีครับ งานนี้ต้องเสี่ยงๆกันดู (ราคากล่องเล็ก (9 ชิ้น) อยู่ที่ ¥454 กล่องใหญ่ (20 ชิ้น) อยู่ที่ ¥700)

(ซ้าย) เป็น NAMA Chocolate ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในบรรดาตระกูลช็อคโกแลตของ ROYCE’ ที่บนสนามบินชิโตเสะ มีให้เลือกทานกันทุกรสชาติครับ (ขวา) เป็น ช็อคโกแลตบาร์ ที่มีให้เลือกหลายรสชาติเช่นกัน และสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 เดือน ภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ช็อคโกแลตบาร์จึงแอบเหมาะเป็นของฝากเมื่อกลับไปบ้านเราครับ อันนี้กล่องละ ¥378

เดินเข้ามาเรื่อยๆจะพบกับ Doraemon Park ครับ ใครที่ชื่นชอบการ์ตูนตลอดกาลอย่างโดราเอมอนก็ไม่ควรพลาดในส่วนตรงนี้ ซึ่งมีตั้งแต่ส่วนที่เป็นร้านอาหาร (Cafe) ขายขนม เครื่องดื่ม, Workshop ที่มีกิจกรรม (แต่น่าจะสำหรับเด็กๆ ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปถ่ายรูปกับคาแรคเตอร์นี้ มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ¥600 ครับ ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผมจึงขอบายตรงนี้ไป

doraemon-chitose-museum
ผมเดินทางมาถึงที่นี่ก็เกือบเย็นแล้วครับ ได้เวลามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองซัปโปโรกันเถอะ !

เดินทางจากสนามบินชิโตเสะไปซัปโปโร

เดินลงมาชั้นใต้ดิน B1F ก็จะเห็นสถานีรถไฟฟ้า New Chitose Airport ครับ เราจะนั่งไปลงที่สถานี Sapporo ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที, ¥1,070 โดยสามารถซื้อตั๋วจากทางเข้าสถานี และเลือกหาขบวนแบบ Non-reserved seat (ตั๋วนั่งแบบไม่จอง) ไปนั่งได้เลยครับ หรือจะจองตั๋วเพื่อให้ได้ที่นั่งแน่นอน (Reserved seat) ก็มีค่าจองที่นั่งเพิ่มอีก ¥310 


ตอนนั่งเอาจริงๆ ก็ลืมสังเกตครับว่ารถไฟเข้าซัปโปโรนี้ จะมีแยกเป็น Non-reserved seat กับ Reserved seat ด้วย แต่โชคดีที่วิ่งเข้าไปทันตรงที่ Non-reserved seat พอดีครับ จากภาพก็จะเห็นว่า ผมมานั่งรถไฟขบวนที่ 3 วิธีการหาว่าขบวนไหนเป็นแบบ Non-reserved seat ก็ไม่ยากครับ วิ่งไล่หาเลย จะมีเขียนไว้ที่ข้างขบวน ระหว่างทาง นั่งมองออกมาหน้าต่างนี่ไม่ค่อยเห็นอะไรครับ ที่นี่ค่อนข้างมืดเร็วมาก พระอาทิตย์ตกประมาณ 4 โมงครึ่ง

ถึงสถานีแล้วก็ขอนำสัมภาระไปเก็บไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วกันครับ ดูจากแผนที่แล้วก็พบว่าสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ผังเมืองของซัปโปโรนั้นดีมากๆ คือเป็นเหลี่ยมๆ บล็อกๆ ดังที่เห็นในแผนที่

เดินออกจากสถานี Sapporo (JR) ลงมาชั้นล่าง ตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นส่วนที่เป็นสถานีรถไฟใต้ดิน (ซึ่งวิ่งภายในซัปโปโร) ข้างล่างมีทางใต้ดินเชื่อมครับ เดินไปเรื่อยๆจนใกล้พิกัดที่หามาใน Google Maps จึงตัดสินใจออกจากสถานี มาเดินหาต่อในถนนข้างนอก จนเจอกับโรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae ที่จองผ่าน Booking.com ไว้ครับ ราคา 2 คืน อยู่ที่ ¥48,800 ซึ่งก็ถือว่าราคาใช้ได้เลยทีเดียว ค่อนข้างสะดวกเนื่องจากอยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดเลย ราคานี้รวมอาหารเช้า (บุฟเฟ่ต์) แล้วครับ

โรงแรม ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย
โรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae : ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย

เก็บสัมภาระเสร็จ ผมมีนัดกับเพื่อนญี่ปุ่น เธอชื่อ “Ayako” ครับ เป็นรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกัน ปิดเทอมก็กลับบ้านมาซัปโปโร แน่นอนว่าผมก็อยากให้เขาช่วยแนะนำบ้านเกิดของเขากันสักหน่อย เขามาหาผมและอาจารย์ถึงที่โรงแรม และพาเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวจุดสำคัญๆต่างๆใน ซัปโปโรครับ

Sapporo clock tower : หอนาฬิกาซัปโปโร

หอนาฬิกาซัปโปโร : สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรนอกจากการถ่ายรูป
หอนาฬิกาซัปโปโร : อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่พักครับ เป็นทางผ่านก่อนจะไปสวนสาธารณะโอโดริ สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร

สวนสาธารณะโอโดริ และ เทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร

เดินมาต่อเรื่อยๆ จากหอนาฬิกา ก็จะเห็น สวนสาธารณะโอโดริ (Odori park) ซึ่งเป็นส่วนที่จัด เทศกาลน้ำแข็งของซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปี 2558 นี้ จัดวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ ครับ บริเวณสวนสาธารณะตรงนี้มีความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร ยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ถ้าดูในแผนที่ก็จะเห็นว่าสวนสาธารณะแบ่งออกเป็นบล็อคสี่เหลื่ยมอย่างชัดเจน จากบล็อคที่ 1 (ทิศตะวันออก) ไปถึงบล็อคที่ 13 (ทิศตะวันตก) โดยผมเริ่มเดินจากบล็อคที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์

sapporo-snow-festival
เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็จะเห็นส่วนที่จัดแสดงน้ำแข็งหลากหลายมากเลยครับ มีทั้งใช้หิมะ ใช้น้ำแข็ง ใส่แสงสีให้ดูกันเพลินๆ ข้างในยังมีของกิน ของทอด มาตั้งเต๊นท์เป็นซุ้มให้กินด้วย แต่คนเยอะจริงๆครับในวันแรก ขอบายกับเรื่องกินๆไปก่อนแล้วกันนะ…

snow-sculptures-sapporo
และแล้วก็เดินมาถึงส่วนที่เป็นไฮไลท์ของงานในปีนี้ กับซุ้มน้ำแข็งยักษ์ที่ปีนี้ให้เป็นปีของ Star Wars ครับ จากข่าวเห็นว่า ใช้น้ำแข็งไปกว่า 3,500 ตัน ในการขึ้นรูปของตัวละครจากภาพยนตร์ Star Wars ที่มีความสูง 15 เมตร กว้าง 23 เมตร ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างฮะ !

starwars-snow-festival-2015
ขึ้นชื่อว่าเป็นเทศกาลน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นขนาดนี้ ก็คงต้องได้รับความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนล่ะครับ น้ำแข็งที่เห็นในงานนอกจากจะมีหน่วยงานใหญ่ๆ ที่สนับสนุนแล้ว ก็ยังมีส่วนรุ่นประชาชนที่ทำน้ำแข็งมาจัดแสดง รวมไปถึงการจัดการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งในระดับนานาชาติกันด้วย งานนี้พี่ไทยของเราก็ส่งตัวแทนเข้ามาแข่งขันในงานด้วยครับ และจากข่าวเราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศมาครองครับ

เดินเพลินจนสุดท้ายเราก็มาจบที่บล็อคสุดท้าย บล็อคที่ 13 ! นั่นก็หมายความว่าเราเดินกันมา 1.5 กิโลเมตร แล้วครับ เดินมาก็จะเห็นส่วนจัดแสดงน้ำแข็งของประชาชนที่จัดแสดง และเห็นตึกสวยงามนี้ เป็น หอจดหมายเหตุซัปโปโร (Sapporo City Archive Museum) อดีตศาลอุธรณ์ของซัปโปโร

sapporo-city-archice-museum
เรียกว่าเดินกันมาไกลกันพอสมควรครับ และนี่ก็ได้เวลาของมื้อค่ำแล้ว พวกเราเดินย้อนกลับมา ไม่ใกล้ไม่ไกลก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน สถานี Nishi 11(juit) chome (Tozai line) ครับ นั่งรถที่นี่และไปเปลี่ยนสายที่สถานี Odori (Nanboku line) เพื่อที่จะไปยังสถานี Susukino (Nanboku line) (¥200) ซึ่งเป็นที่ตั้งของตรอกราเม็ง

Susukino แสงสีแห่ง Sapporo ยามค่ำคืน

susukino-station
(ซ้าย) สถานี Susukino (ขวา) เดินออกมาจากสถานีประตู 3 ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ท่านก็จะเห็นป้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของ ตรอกราเม็ง หรือ Ramen Yokocho แล้วครับ

ออกจากสถานี Susukino มาทางประตู 3 ก็จะเห็นตึกและป้ายโฆษณาเบียร์ Asahi ขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของสีสันยามค่ำคืนที่นี่ นอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นอีกโซนที่จัดแสดงน้ำแข็งในช่วงเทศกาลน้ำแข็งที่นี่ครับ รวมไปถึงเป็นสถานที่ตั้งของตรอกราเม็ง ที่เราจะได้มาทานราเม็งอร่อยๆ อุ่นๆ ในคืนที่หนาวเย็นวันนี้ด้วย

ตัดสินใจรอทานร้านแรกสุดครับ เห็นเพื่อนเคยทานร้านนี้แล้วก็บอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ
เพื่อนของผม Ayako พามาทานร้านแรกสุดของซอยเลยครับ เห็นว่าเคยทานแล้วบอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ

ใน ตรอกราเม็ง (Ramen Yokocho) นี้ มีร้านค้าประมาณ 20 กว่าร้านครับ มีเมนูรูปภาพให้ตัดสินใจจากหน้าร้านอยู่มากมาย เพื่อนผมเล่าให้ฟังครับว่า ราเม็งที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโรนั้น คือ “มิโสะราเม็ง (Miso ramen)” ครับ ซึ่งเป็นราเม็งในซุปมิโสะ ส่วนเมืองอื่นๆก็จะมีราเม็งที่อร่อยเป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป เช่น ในเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ของขึ้นชื่อก็จะเป็น ชิโอะราเม็ (Shio ramen) ราเม็งในซุปเกลือ และ โชยุราเม็ง (Shoyu ramen) ราเม็งในซอสโชยุ ที่มีชื่อเสียงในเมืองอาซาฮิคาว่า (Asahikawa) ครับ แต่ไม่ว่าจะประเภทไหนก็สามารถหารับประทานได้ในตรอกราเม็งแห่งนี้

Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ จานนี้ 860
Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ ชามนี้ ¥860

รสชาติของซุปมิโสะกับเส้นเหนียมนุ่มนี้เรียกว่าสมกับที่รอคอยครับ น้ำซุปรสชาติผมว่าเข้มข้นหน่อยๆ หมูที่สั่งเพิ่มพิเศษก็ทำอิ่มแบบสบายๆท้องกันเลยทีเดียว ดื่มคู่กับเบียร์ Sapporo Classic ซึ่ง มีความพิเศษที่ว่า เป็นเบียร์ที่ผลิตขายในเฉพาะฮอกไกโดเท่านั้นครับ รสชาติอาจจะบอกไม่ถูกเพราะไม่ใช่คอเบียร์ แต่ว่าก็เข้ากันกับราเม็งถ้วยใหญ่ๆนี้อย่างดีเลยครับ เบียร์ขวดละ ¥450

sapporo classic

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินมาชมเทศกาลน้ำแข็งกันต่อครับ ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ดูแปลกตา เพราะเป็นงานเกะสลักน้ำแข็ง ไอเดียเก๋ๆ ตลอดแนวถนนครับ ก็มาถ่ายรูปกันได้

susukino-snow-festival
จบไปอีกวันครับ คืนนี้ก็ปิดท้ายที่โรงแรม พักผ่อนก่อนจะเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมือง Otaru ต่อไปในวันพรุ่งนี้ครับ

วันที่ 2 ของการเดินทาง

ตอนจองโรงแรมนี้ ผมเลือกอาหารเช้าด้วยเพราะเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองอาหารทะเล ก็หวังว่าจะมีเมนูอาหารทะเลให้ได้ทานในมื้อเช้าบ้าง ใช้ได้เลยทีเดียวครับ เมนูค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ทานอิ่มมากไม่ได้ เพราะเตรียมท้องไปรอของอร่อยๆที่เมืองอื่นๆอยู่ครับ !!

buffet
เดินออกจากโรงแรม ตรงมาเรื่อยๆทางทิศตะวันตกของโรงแรม ก็จะเป็นที่ตั้งของ อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า ครับ ตัวอาคารสร้างจากอิฐสีแดง จึงมีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Akarenga ซึ่งแปลว่า “กำแพงอิฐสีแดง” ครับ

ที่ว่าการเก่าฮอกไกโด : Former Hokkaido Government Office - ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ
อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า (Former Hokkaido Government Office) : ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ

เดินทางจาก Sapporo สู่ Otaru

sapporo-to-otaru
ผมวางแผนใช้ Otaru Welcome Pass ตามคำแนะนำของพี่ๆใน Pantip ครับ

Otaru Welcome Pass เป็นตั๋วที่สามารถเดินทางจาก Sapporo ไปยัง Otaru ได้ไม่จำกัดภายใน 1 วันครับ ราคาอยู่ที่ ¥1,530 (การเดินทางปกติ ¥620 ต่อเที่ยว ไปกลับก็จะเป็น ¥1,240 ) แต่สิทธิพิเศษจากการซื้อตั๋วนี้ เราจะได้บัตรเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเมือง Sapporo ไม่จำกัด 1 วันมาอีกใบ ซึ่งสามารถนำมาแยกใช้ในวันหลังได้ (ค่ารถไฟใต้ดินใน Sapporo ต่อเที่ยวก็ราวๆ ~¥200 ) เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่า ก็แนะนำให้วางแผนการเดินทางให้ดีครับ โดยเจ้าตั๋ว Otaru Welcome Pass สามารถซื้อได้ที่ Ticket Counter ในสถานี Sapporo ครับ

otaru-welcome-pass
จากนั้นก็เดินทางไปขึ้นรถไฟครับ โดยผมได้เช็คขบวนรถไฟที่จะไป Otaru จากการค้นหาในเว็บไซต์ค้นหาเส้นทางรถไฟของญี่ปุ่น อย่าง Hyperdia.com ก็พบว่า ณ เวลาขณะนั้น มีรถไฟมาจอดรอเราแล้วที่ชานชาลา (Track 1) ครับ

sapporo-station-track-1-4
รถไฟมาก่อนเวลานิดๆเพื่อให้ได้ไปจับจองที่นั่ง ขบวนที่ผมนั่งไป รู้สึกว่าจะไม่ใช่รถไฟแบบพิเศษ ที่มีแยกเป็น Reserved seat หรือ Non-reserved seat ดังนั้น จะนั่งตรงไหนก็เหมือนกันครับ อ้อ ! หากนั่งขวามือของขบวน จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลระหว่างทางไป Otaru ด้วยล่ะครับ นั่งซ้ายมือ (แบบผม) จะเห็นแค่ภูเขา

เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ

ถึงแล้ว Otaru !

Otaru เลือกลงได้สองเส้นทางครับ จะลงที่ สถานี Otaru เลยก็ได้ หรือจะเลือกลงที่ สถานี Mimami-otaru ก็ได้ครับ หากคิดจะใช้เวลาทั้งวันกับที่ Otaru นี้ ผมแนะนำให้ลงจากสถานี Minami-otaru ก่อนครับ เพราะอะไรนั้น… เราไปติดตามต่อกันดีกว่า~

minami-otaru-station
สถานี Minami-otaru : บันไดที่เชื่อมเข้าไปในอาคารนี่มันดูเก่าแต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่สวยจริงๆครับ แล้วดูปริมาณของกองหิมะกองนี้ หนาได้ใจเลยใช่มั้ยครับ

ออกมาจากสถานีแบบงงๆ มาโผล่หลังสถานีครับ เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางใน Google Maps ผมทำเส้นทางคร่าวๆ (คร่าวจริงๆ) ในเมือง Otaru เอามาให้ดูเป็นไกด์ครับว่า จะเดินจากตรงสถานีไปจุดท่องเที่ยวสำคัญๆได้อย่างไรบ้าง

เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะครับ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ
เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ

Marchen-crossroads – Otaru music box museum

ตรงนี้เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่นี่ก็ว่าได้ล่ะครับ เป็นสี่แยก มีชื่อว่า Marchen crossroads ที่เราจะเดินเข้าไปชมร้านค้า ร้านขนมต่างๆ ซึ่งเรียงรายมากมายนับไม่ถ้วน จากหนังสือท่องเที่ยว เท่าที่ผมทำการบ้านมาก็พบว่า หากใช้เวลาไปกับแต่ละร้านก็อาจจะเสียเวลาเข้าได้ แต่เอาจริงๆแล้ว มีของอะไรน่ารักๆรอทุกท่านอยู่มากมาย อยากให้ใช้เวลา (อันพอประมาณ) เข้าไปชมกันครับ และที่ไม่ควรพลาดเลย คือ อาคารนี้ อาคารที่มีหอนาฬิกาพ่นไอน้ำนี่ครับ

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru orgel musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย
พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru music box musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย

จุดนี้ผมแอบไม่ได้คาดหวังตอนทำการบ้านท่องเที่ยวมาสักเท่าไร คิดว่าเป็นสถานที่ที่ละลายเงินเยนแห่งหนึ่งครับ ซึ่งมันก็จริง แต่พอได้เข้าไปดู มีเครื่องแก้ว มีกล่องดนตรี ซึ่งเอาตรงๆ ผมก็ไม่ได้เห็นของพรรค์นี้มานานมากแล้วครับ จนได้หยิบสักชิ้นสองชิ้น มาลองหมุนแกร๊กๆดู ได้ยินเสียงดนตรีที่พอคุ้นหูๆ อย่าง Canon in D หรือเพลงบรรเลงสารพัดเพลง ที่มีเขียนกำกับไว้ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ไม่นานก็จะทำให้คุณหลงรักความคลาสสิกของสิ่งเหล่านี้และซื้อติดไม้ติดมือไปครับ ราคาสินค้าในนี้ เริ่มต้นที่ ~¥1,000

มาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~
เข้ามาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~

เดินออกมาตามแนวถนนยาวไปเรื่อยๆนี้ ซ้ายขวา เต็มไปด้วยร้านเครื่องแก้ว ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนมเค้ก ร้านช็อคโกแลตอร่อยๆ มีให้ชิมฟรีและเข้าไปเลือกซื้ออยู่เต็มไปหมดเลยครับ ความเพลิดเพลินของการได้เดินชมตรงนี้ มันคือเหตุผลที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านมาลงที่ Minami-otaru ก่อนที่จะเดินไปฝั่งสถานี Otaru นั่นเอง

otaru-marchen-crossroads
otaru-2
marchen-crossroads

เดินไปจนสุดทาง เลี้ยวขวาก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของเมืองเมืองนี้ นั่นก็คือ “คลองโอทารุ (Otaru canal/Otaru Unga)” ครับ

การเดินทางแสนไกล ได้มาเห็นคลองที่นี่ครั้งแรก เป็นอะไรที่ “ว้าววว” สำหรับผมมากครับ ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวยงามขนาดนี้ รูปภาพที่อยู่ในเน็ตมันช่างต่างกันเสียเหลือเกิน และแน่นอน สิ่งที่คุณผู้อ่านจะได้เห็นจากภาพถ่ายนี้ ก็พิสูจน์ความ “ว้าว” ไม่ได้อีกเช่นกัน จนกว่าจะไปเห็นของจริงครับ

otaru-canal
otaru-canal
ความสวยงามของคลองโอทารุนี้ จะมีให้ชมอีกครั้งประมาณ 5 โมงเย็นครับ แสงสียามค่ำคืนก็จะเพิ่มเสน่ห์ของคลองนี้ไปอีกแบบ ก่อนที่จะไปเดินลุยในตัวเมืองโอทารุต่อ เราขอไปเติมพลังมื้อเที่ยงกันก่อนครับ วันนี้ก็ทำการบ้านเรื่องอาหารมาเช่นเคย เรามีนัดกันอยู่ที่ตลาดใกล้กับสถานี Otaru ครับ เดินไปจนเห็นสถานี Otaru จะเห็นร้าน Burger king อยู่ ให้เดินขึ้นบันไดมา จะเห็นตลาดปลาเล็กๆ ชื่อว่า “ซันคาคุอิจิบะ (Sankaku Fish market)

ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น
ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 6 โมงเย็น

ถึงแล้วครับ …ร้านที่ทำการบ้านมามีชื่อว่า “Takeda” เป็นร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) ที่มีเมนูหลากหลายเหลือเกินครับ สองห้องของร้านที่สามารถรองรับลูกค้าได้ก็เต็มไปหมด ผมมาถึงก็เขียนชื่อรอคิวไว้ครับ แต่สัก 10 นาทีก็ได้เข้าไปทานแล้ว…

ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยากครับ...
หน้าร้าน Takeda ครับ ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยาก…

ผมสั่งเป็นเมนูที่ฮิตของร้าน หมายเลข 17 ครับ ราคาอยู่ที่ ¥2,000 เห็นมีครบแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ปู ไข่ปลาแซลมอน แซลมอน ไข่หอยเม่น ฯลฯ คิดว่าจุใจ รอกันไปเกือบชม.!! (รอนานได้ใจอยู่ครับ) … และแล้ว อาหารก็มาถึงโต๊ะครับ

มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงก็เป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ
มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงเป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ

เป็นความฟินที่บอกไม่ถูกครับ เพราะว่าที่นี่สดจริงๆ ปกติหอยเม่นถ้าไม่สุกก็อาจจะมีกลิ่นบ้าง แต่นี่ไม่ค่อยมีครับ แนะนำให้มาโดนกันได้เลยที่ตลาดแห่งนี้ ~

ในตอนหน้า เตรียมพบกับคลองโอทารุเวอร์ชันยามค่ำคืน กันนะครับ ก่อนที่เราจะกลับไปซัปโปโรอีกครั้ง มีสิ่งที่น่าสนใจรอไว้อยู่แล้ว อย่าลืมติดตามกันต่อนะคร้าบ ~ !!

snow-in-otaru-sapporo

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

เจาะลึก มหาวิทยาลัยยอนเซ แคมปัสอินเตอร์ !

เมื่อหน้าร้อนของปี 2556 ผมต้องย้ายสัมโนครัวของผมจากแคมปัสที่อยู่ใจกลางกรุงโซล ไปยังแคมปัสที่เป็นที่ตั้งของสนามบินอินชอน เมืองซงโด (Songdo) ด้วยเหตุผลที่ว่า มหาวิทยาลัยยอนเซมีการเริ่มใช้ระบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ เรียกว่า RC (Residential College) และมาเริ่มในปีที่ผมเข้าเรียน (2013) พอดิบพอดี! ดังนั้น นักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยยอนเซ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไป ก็จะต้องมาทำกิจกรรมที่แคมปัสนี้ทุกคนครับ แล้วเขาไปทำกิจกรรมอะไร? ดีหรือไม่ดี? บล็อกในตอนนี้จะไขคำตอบให้ครับ !

yonsei-international-campus

โปรแกรม Residential College (RC) คืออะไร ?

มหาวิทยาลัยยอนเซ นับว่าเป็นมหาลัยแรกและหนึ่งเดียวที่ดำเนินกิจกรรม RC นี้ครับ วัตถุประสงค์ของโปรแกรมนี้ คือต้องการสร้างสภาพแวดล้อมของการเรียนที่ดี มีการทำกิจกรรมต่างๆหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ กีฬา หรือสันทนาการต่างๆ, กิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ โดยสภาพแวดล้อมที่ว่า คือการสร้างเป็นชุมชนเสมือนขึ้นมาให้ได้ใช้เวลาในมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆและอาจารย์

yonsei-international-campus-dorm

รูปแบบของ Residential College เริ่มถูกนำมาใช้ในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งที่อังกฤษและอเมริกา เช่นที่ ม.Oxford และ ม.Northwestern ในประเทศไทยก็มีการนำระบบนี้มาใช้เช่นกัน คือ  ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

โปรแกรม Residential College (RC) ของมหาวิทยาลัยยอนเซ

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นครับ ระบบ RC นี้จะจำลองชุมชนเสมือนขึ้นมา ในปีแรกของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยยอนเซนี้ จะต้องไปทำกิจกรรมและอยู่ด้วยกันในหอพักครับ เริ่มต้นจากจะได้อีเมลให้ ลงทะเบียนหอพัก ตอนลงทะเบียนก็จะต้องระบุรูปแบบการนอนว่ามีลักษณะการนอนอยา่งไร เป็นคนนอนดึกหรือเปล่า? มีความชื่นชอบด้านไหน? หอพักนี้จริงๆมีศัพท์เฉพาะให้เรียกว่า เฮาส์ (house) หรือบ้านนั่นเองครับ มีบ้านให้เลือกหลากหลายบ้านตามความชอบ ฟังดูแล้วเหมือนบ้านในแฮร์รี่ พอตเตอร์ อย่างไงอย่างงั้น ขอยกตัวอย่างรายละเอียดมาให้ฟังกันดีกว่า…

  • บ้าน Underwood มีธีมว่า เป็นผู้นำ ก็จะมีกิจกรรมต่างๆให้ได้ออกไปช่วยเหลือ ทำกิจกรรมอาสาต่างๆ และกิจกรรมที่พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เช่น โต้วาที
  • บ้าน Yun, Dong-Joo นี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ วัฒนธรรม สายภาษา ชื่อบ้านตั้งตามนักกวีที่มีชื่อเสียงของเกาหลี Yun, Dong-joo แน่นอนว่ากิจกรรมในบ้านหลังนี้ก็จะเน้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาเกาหลี มีให้เขียนกลอน อ่านนิยาย
  • บ้าน Muak มีกิจกรรมหลักๆคือเล่นดนตรีครับ สำหรับใครที่ชื่นชอบดนตรี ก็จะมีกิจกรรม ในภาคเรียนนึงก็จะมีกิจกรรมให้ได้ไปแสดง เป็นกิจกรรมใหญ่ของบ้านอะไรทำนองนั้นครับและนอกจากนี้ก็ยังมีบ้านที่เป็น International House ประมาณ 2 หลัง ที่จะมีการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติที่อยากใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือคนเกาหลีที่อยากพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ ก็สามารถลงทะเบียนเพื่ออยู่บ้านแบบ International House ได้โครงสร้างของแต่ละบ้าน ก็จะมีอาจารย์ประจำบ้าน (RM – Residential Master), พี่เลี้ยงประจำบ้าน (RA – Residential Assistant) ซึ่งมีหลายคน ทำหน้าที่คอยดูแลสมาชิกในบ้าน ตั้งกลุ่มแชทกันเพื่อที่จะคอยกระจายข่าวสารในบ้านต่างๆให้ได้ทราบ
กิจกรรมประจำปีของบ้าน Baekyang : กิจกรรมหลักของบ้านนี้คือ การมอบรางวัลให้กับภาพยนตร์สั้นผลงานนักเรียนที่ออกไปถ่ายทำ มีการฉายให้ได้ชมด้วย มีหลายเรื่อง หลากรส กำกับการดูแลโดยอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับด้านภาพยนตร์ ซึ่งผมไปดูแล้วก็ฮามากๆ หนังผีก็น่ากลัวใช้ได้เลยครับ ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือในรุ่นเดียวกัน และนอกจากนี้ก็มีกิจกรรมเต้นโคฟเวอร์ K-POP จาก K-POP Dance Team ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของบ้าน Baekyang ด้วย งานนี้ ไม่ว่าบ้านไหนก็สามารถเข้าชมได้ครับ

ผมได้อยู่ในบ้านที่ชื่อว่า Yongae ครับ กิจกรรมหลักๆของบ้านหลังนี้ เน้นความสมดุล ออกๆแนวชีวจิต คือกิจกรรมค่อนข้างหลากหลายมากครับ มีให้คำปรึกษาเรื่องรักๆกับรุ่นพี่ (นี่มันไม่เวิร์คกับนักเรียนต่างชาติมาก) , กิจกรรมทำแซนด์วิช, กิจกรรมสอนออกแบบโปสเตอร์ด้วยโฟโต้ช็อป, กิจกรรมตอบปัญหา ต่อเพลงเกาหลี ฯลฯ

มีป้ายต้อนรับนักเรียนในบ้าน Yongae ตอนย้ายหอเข้าไปด้วยครับ บรรยากาศเป็นกันเองมาก จากนั้นเราก็มีปฐมนิเทศ ก็จะมีพี่เลี้ยง ซึ่งเราเรียกว่า RA (Resident Assistant) คนที่จะมาแบ่งหน้าที่กันดูแลทุกคนในบ้านครับ
มีป้ายต้อนรับนักเรียนในบ้าน Yongae ตอนย้ายหอเข้าไปด้วยครับ บรรยากาศเป็นกันเองมาก จากนั้นเราก็มีปฐมนิเทศ ก็มีการแนะนำพี่เลี้ยง RA (Residential Assistant) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้านครับ แบ่งหน้าที่กัน มีปัญหาอะไรก็สามารถติดต่อพี่เลี้ยงได้

บรรยากาศภายในหอพักมหาวิทยาลัยยอนเซ

dorm
ห้องพัก : มีให้เลือกแบบ 2 คน หรือ 3 คนครับ เฟรมอยู่แบบ 3 คน แน่นอนว่าราคาถูกกว่า ได้รู้จักกับเพื่อนเยอะกว่า มีเตียงสองชั้น 1 เตียง และเตียงเดี่ยว 1 เตียง (ใครมาก่อนก็ได้จองเตียงเดี่ยวไป) ห้องน้ำในตัว แต่ก็ต้องแย่งกันใช้หน่อย มีโต๊ะหนังสือ ชั้นวางหนังสือ ตู้เสื้อผ้าพร้อมคีย์ล็อคอย่างดีครับ เรียกว่า สะดวกสบาย !ในแต่ละชั้นก็จะมีห้องนั่งเล่นรวม (Community room) ที่สามารถออกมาทำกิจกรรมได้ มีตู้เย็นและไมโครเวฟสำหรับประกอบอาหารง่ายๆได้ ห้องครัวจะมีบางอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีตั้งแต่ห้องคาราโอเกะ (ตอนนั้นยังไม่เปิดใช้บริการเต็มที่) และฟิตเนส (มีค่าใช้จ่ายเป็นเทอม)

ในแคมปัสของมหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei International Campus)

buidingsตึกอาคารเรียนต่างๆ ค่อนข้างใหม่และสะอาดครับ แน่นอนเพราะว่าเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ภาพขวาเป็นมุมมองบนที่ถ่ายจากชั้นดาดฟ้าของอาคารห้องสมุด Underwood ครับ

และเฟรมขอพาทุกท่านไปชมห้องสมุดที่ภูมิใจนำเสนอครับ….

ห้องสมุดนี้มีชื่อว่า Underwood Memorial Library ครับ ห้องสมุดนี้บอกเลยว่าทันสมัยมากๆ มีหลายโซนที่ให้ได้ใช้เวลาอยู่กับการเรียนและการทำงานอย่างเต็มที่ครับ มี มุม Creative Talks ที่จะเปิดวิดิโอความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ โซน Information Commons ที่มีคอมพิวเตอร์และแมคอินทอช ! ให้ได้ไว้ทำงานกันด้วย

underwood-library-ic

underwood-memorial-libraryมุมที่สบายที่สุด ที่คิดว่าเหมาะกับการอ่านหนังสือ เฟรมคิดว่ามุมนี้ครับ 555

penseeเจ้าเบาะนอนอ่านหนังสือนี้ มีชื่อเก๋ๆเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Pensée (พองเซ่) แปลว่า ความคิด ถ้าให้อ่านใจคนตั้งชื่อ ที่ตั้งแบบนี้ก็เพราะว่าเบาะนี้นี่หลับสบาย ถ้าคิดจะมาอ่านหนังสือ คิดดีๆนะ…. หลับ! อะไรทำนองนั้นฮะ 5555 #ไม่เกี่ยว

อาหาร การกิน และสิ่งอำนวยความสะดวก

อาหาร การกินเริ่มจากใกล้ๆก่อน ในตัวมหาวิทยาลัยก็มีโรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่เมนูผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500~3,500 วอน อาหารก็มีตั้งแต่อาหารเกาหลีไปจนถึงอาหารต่างชาติ (ที่ปรุงเป็นสไตล์เกาหลีอีกที), มีร้านกาแฟของมหาวิทยาลัย, ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มีไก่ ขนมปังขาย และร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ชั้นใต้ดินของหอพัก เรียกว่าออกมากินเมื่อไรก็ได้เลยทีเดียว อ้วน

food

ออกมานอกแคมปัสกันบ้างครับ…
ที่มหาวิทยาลัยมีรถชัตเติลบัสบริการฟรี นั่งออกไปยังบริเวณตัวเมือง ก็จะมีห้างสรรพสินค้า, โรงภาพยนตร์ อย่างห้าง Square one, ห้าง Homeplus และ Emart อยู่ ถ้าอยากจะใช้เวลาผ่อนคลาย ช็อปปิ้ง จับจ่ายซื้อของ ที่นี่เป็นอีกที่นึงที่รวมสารพัดแหล่งห้างสรรพสินค้าให้ได้จับจ่ายละลายเงินวอนครับ

square-one-department-store-incheon-songdo

ออกมาข้างนอกก็จะพบอีกว่า เมืองนี้เป็นเมืองใหม่เมืองหนึ่งที่ประชากรไม่พลุกพล่านเมืองในโซลครับ เมือง “ซงโด (Songdo)” ซึ่งใช้พื้นที่จากการถมทะเล เป็นเมืองที่รัฐบาลผลักดันให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี การใช้ชีวิตที่นี่จึงค่อนข้างสงบครับ เต็มไปด้วยตึกที่กำลังก่อสร้างใหม่มากมาย มีถนนส่วนสำหรับปั่นจักรยาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นอยู่หลายแห่ง สามารถนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Campus Town ไปยังใจกลางเมืองโซล ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. และพิเศษสำหรับนักเรียนยอนเซนั้น ก็มีรถบัสของมหาวิทยาลัยไว้บริการ ตรงจาก International Campus ไปยังแคมปัสในโซล ใช้เวลาเพียง 1 ชม. (โดยเข้าไปจองรถบัสผ่านเว็บของมหาลัย) หรือยังสามารถใช้สิทธิ์นำบัตรนักเรียน ไปแลกคูปองขึ้นรถบัสสาธารณะ ใช้เป็นทางเลือกกรณีรถบัสของมหาวิทยาลัยเต็มได้อีกเช่นกัน

campus-town-station

วิชาเรียน

พูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกไปแล้ว มาพูดถึงวิชาเรียนกันบ้างครับ ถ่อมาทำกิจกรรมกันถึงต่างจังหวัดแบบนี้ แน่นอนว่าก็ต้องมีอะไรพิเศษๆบ้าง

นักเรียนทุกคนจะต้องลงวิชาเรียนที่ชื่อว่า HE (Holistic Education) ซึ่งมี 3 หมวดหมู่ให้เลือกครับ

  • HE 1 : เป็นกลุ่มวิชาด้านจิตอาสา มีวิชาที่น่าสนใจหลายวิชา เช่น Elementary and Middle School Students Mentoring (โครงการเป็นพี่เลี้ยงสอนนักเรียนอนุบาลและประถม อันนี้จะสำหรับคนเกาหลีครับ), Incheon Child Center / Hospital (ทำงานในศูนย์เลี้ยงเด็กที่อินชอน/โรงพยาบาล), Volunteering for Blind People (ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา) สำหรับเฟรม มีโอกาสได้ลงวิชาที่ชื่อว่า Foreign Language Tutoring for Youths ครับ ซึ่งเป็นการสอนภาษาต่างประเทศให้กับนักเรียนประถมในแถบอินชอน ครั้งที่แล้วไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กเกาหลี ชั้นป.5 ในโรงเรียนประถมชินซง (신송초등학교)

teaching

นับว่าเป็นการสอนครั้งแรกของผมด้วยล่ะครับ ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้สอนเด็กเกาหลี คลาสวันแรกโคตรจะตื่นเต้นเลยครับ! จะพูดภาษาเกาหลีรู้เรื่องมั้ย คลาสจะล่มมั้ย นักเรียนจะตั้งใจเรียนมั้ย…เอาเป็นว่าตื่นเต้นมากครับ พอไปถึงที่โรงเรียนอาจารย์ที่โรงเรียนก็ดูแลดีมากครับ พาไปถึงที่ห้อง มีสมุดเช็คชื่อ บันทึกการเรียนการสอนว่าสอนอะไรกันไปบ้าง พวกเรามีคลาสกันทุกวันเสาร์ 10.00-12.00 น. ซึ่งต้องดำเนินการสอนไปเรื่อยๆให้ครบ 20 ชม. เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนี้ มหาวิทยาลัยยังออกใบเกียรติบัตรจิตอาสาให้อีกด้วย แต่บอกเลยครับ ไม่มีอะไรดีไปกว่าได้มาสอนเด็กๆกลุ่มนี้ ที่น่ารัก ตั้งใจเรียน แล้วก็เก่งมากๆ พี่เฟรมคนนี้ต้องหาขนมมาเป็นรางวัลให้น้องกลุ่มนี้ทุกอาทิตย์เลย แถมหลังๆเริ่มมีการรีเควสด้วยว่าจะกินอะไร 555

teaching-2

  • HE 2 : กลุ่มวิชาด้านความคิดสร้างสรรค์  เช่น Classical Guitar (กีต้าร์คลาสสิก), YIC Orchestra (ออเคสตรา), Music & Dance (ดูจาก syllabus จะได้เรียนหลายท่าเลย อารมณ์คงน่าจะเหมือนเรียนลีลาศ), Creative art (Oil Painting) วาดภาพสีน้ำมัน, 2-D Art foundations and Development (วาดภาพสองมิติ) พวกวิชาตระกูลวาดภาพนี้ จะมีการจัดนิทรรศกาลภาพวาดให้ด้วยครับ ใครที่หัวศิลป์ๆนี่ สายนี้ไม่ควรพลาดเลย สำหรับเฟรม เฟรมเลือกลงวิชาที่ชื่อว่า Photography and Creative Thinking ครับ เป็นวิชาที่สอนเทคนิคการถ่ายภาพ ตั้งแต่การเลือกซื้อกล้อง การปรับโฟกัส, ความเร็วชัตเตอร์ ฯลฯ ไปจนถึงจิตวิทยากับการถ่ายภาพว่าภาพแต่ละภาพของศิลปินในเกาหลี ถ่ายมาแล้วให้ความรู้สึกอย่างไร อันนี้เป็นอะไรที่ล้ำลึกมากครับ  มีออกภาคสนามไปถ่ายรูปในสวนสาธารณะใกล้ๆม.กับอาจารย์ด้วย

photography-and-thinking-he-2

  • HE 3 : หมวดกีฬา ใครที่ชื่อชอบกีฬามีหลายอย่างให้ได้เลือกเลย ไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล, วอลเล่ย์บอล, ฟุตซอล, ฟุตบอล, เบสบอล, เทนนิส, สควอช, ปิงปอง, เต้น, โยคะ, เทควอนโด ฯลฯ สำหรับเฟรมปีที่แล้วเค้าให้เลือกได้แค่ 2 รายการ จึงลงในหมวดของจิตอาสา และ ความคิดสร้างสรรค์ไปครับ

ใน 3 หมวดนี้ จะต้องจบ 2 หมวด ภายใน 1 ปีครับ วิชาเรียนเหล่านี้จะเปิดแค่เฉพาะแคมปัสนี้เท่านั้น การได้เรียนวิชาเหล่านี้รู้สึกทำให้เราค้นพบความชอบของตัวเอง พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ มีจิตอาสา เหมือนกับความตั้งใจของโครงการนี้ที่อยากให้มันเกิดขึ้นครับ

และนอกจากนี้ก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนซะทีเดียวครับ มหาวิทยาลัยก็มีการเชิญวิทยากรจากข้างนอกมาบรรยายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเฟรมก็มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่าง การบรรยายของช่างถ่ายภาพชาวต่างชาติคนนึงที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการถ่ายภาพยนตร์ ถ่ายภาพนิ่ง ซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์การถ่ายรูปในเกาหลี, หรือจะเป็นการบรรเลงเพลงออเคสตราของนักเรียนในคณะดนตรี ที่มีช่วงก่อนสอบกลางภาคนี่ก็ผ่อนคลายดีเหมือนกันครับ กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ก็จะมีติดตามบอร์ดของบ้านต่างๆ นักเรียนที่สนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดและเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

lectureในปีแรกของการดำเนินกิจกรรม RC นี้ ใช้เวลาแค่เพียง 1 ภาคเรียนเท่านั้นครับ แต่ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมานี้ นักเรียนจะต้องไปทำกิจกรรมที่แคมปัสอินเตอร์นี้เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งก็น่าจะเพียงพอกับการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับเพื่อนชาวเกาหลี มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนที่จะต้องย้ายถิ่นกลับมาเรียนต่อในแคมปัสที่โซลในปี 2 ครับ 1 ภาคเรียน ทำให้เฟรมมีโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ทำกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ได้ท่องเที่ยวในเมืองอินชอน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเรียน พูดแล้วก็อดถึง International Campus นี้ไม่ได้ครับ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกสนุกกับการเรียน!

ทิ้งท้ายไปด้วยบรรยากาศของแคมปัสในช่วงฤดูหนาวครับ ~

หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับน้องๆที่สนใจจะเรียนต่อที่เกาหลีใต้ ในมหาวิทยาลัยยอนเซ เนื่องจากกิจกรรมของที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียว จึงทำให้มหาวิทยาลัยยอนเซนี้ เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับผมที่นี่ทำให้เวลาของการอยู่เกาหลีนี้มีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีกครับ

snow-in-yonsei-international-campus

panorama-yonsei-international-campus

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ 😀

อ่านต่อ…?

[Japan Trip] วิธีการนั่งรถบัส (Night bus) จากโอซาก้าไปโตเกียว

ขอปลีกย่อยให้ตอนนี้เป็นอีกหนึ่งตอน สำหรับคุณผู้อ่านที่กำลังทำการบ้านเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่น และต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยการเลือกเดินทางไปโตเกียวจากโอซาก้าด้วยรถบัสครับ

การเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไปโตเกียว (Tokyo) ด้วยรถบัสนอนกลางคืน

ทั้งนี้ก็ได้ข้อมูลจากหลายๆคนที่ไปรีวิวไว้ใน Pantip ครับ พบว่าการเดินทางจากโอซาก้าไปโตเกียวนั้นมีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้ครับ

รถบัส :
ข้อดี
 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้(บ้าง) + ประหยัดค่าที่พักคืนนั้น (ถ้านั่งบัสกลางคืน)
ข้อเสีย อาจจะไม่สะดวกสบาย เนื่องจากต้องนั่งรถนาน
รถไฟฟ้าความเร็วสูง :
ข้อดี
 สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย
ข้อเสีย แพงอยู่พอสมควร ถ้างบน้อยก็ต้องคิดกันนานๆ
(มันแอบแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับของผมซะอีก)
เครื่องบิน :
ข้อดี เร็ว สะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย (บางทีมีโปรโมชันของสายการบิน ทำให้ถูกกว่านั่งรถบัสเสียอีก)
ข้อเสีย ต้องไปที่สนามบิน ต้องเสียเวลาเช็คอินซึ่งอาจจะใช้เวลานาน กระเป๋าถ้าไม่โหลดใต้เครื่องก็ขนของจำพวกของเหลวไม่ได้ ซึ่งบินภายในประเทศเรามักจะนั่ง low cost ที่ราคายังไม่รวมกระเป๋าสำหรับโหลดใต้เครื่อง

วิธีการจองรถบัสจากโอซาก้าไปโตเกียว

ผมเลือกใช้บริการรถบัสของ Willer Express ครับ รายละเอียดเส้นทางการให้บริการ ราคา ข้อมูลต่างๆมีอยู่ในเว็บไซต์ Willer Express และมีเป็นภาษาอังกฤษอยู่ครับ โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยการเลือกเส้นทาง วันเวลาเดินทาง กด Search ก็จะแสดงประเภทของรถบัส คุณสมบัติของรถบัส เวลาเดินทาง (มีทั้งบัสแบบกลางวันและกลางคืน) และราคาครับให้ดังรูปขวามือครับ

willer-express-site

checking-list-bus
รายละเอียดรถบัสในหน้าเว็บจองรถบัสของ Willer Express

ประเภทของรถบัสมีให้เลือกเยอะมากครับ ยิ่ง option เยอะ ก็จะยิ่งแพงยิ่งขึ้นครับ option ที่ว่าก็อย่างเช่น ห้องน้ำในตัวรถบัส ขนาดเก้าอี้ที่ใหญ่ขึ้น ปรับได้มากขึ้น และอีกเรื่องที่สำคัญ สำหรับผู้ที่เดินทางและมีสัมภาระ ให้สังเกตให้ดีด้วยครับว่าขนกระเป๋าไปได้หรือเปล่า โดยประเภทรถบัสที่อนุญาตให้ขนกระเป๋าขึ้นไปได้จะเขียนว่า Baggage check-in available ครับ

ข้อมูลที่สำคัญๆที่ควรเช็ค คือ วันเวลาเดินทาง ให้ชัดเจนครับ หากเป็นบัสกลางคืน จะมีไอคอนเขียนว่า Overnight bus ดังรูป , สถานีต้นทางปลายทาง อย่างกรณีนี้ ผมขึ้นจากที่โอซาก้า ตรงอู่ใหญ่ของรถบัส Willer Express ซึ่่งอยู่ที่ Umeda ครับ ในภาพก็จะเขียนเป็น UBT Umeda สถานีปลายทางเป็นอู่รถบัสที่ Shinjuku (รายละเอียดของสถานี แผนที่ สามารถคลิกที่ลิงก์ชื่อสถานี เพื่อดูแผนที่ได้ครับ จะมีเป็นแผนที่ Google Maps ขึ้นมา) และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับ, option ของรถบัส ก็ให้เช็คตามความต้องการเลยครับ มีกระเป๋าก็อย่าลืมหาข้อความ Baggage check-in available นะครับ

เมื่อเช็คข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็จองได้เลยทันทีครับ มีขั้นตอนการสมัครสมาชิกไม่กี่ขั้นตอน หากรถจอดหลายที่ จะต้องเลือกจุดขึ้นรถ และจุดลงรถด้วยครับ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สามารถคลิกที่ชื่อสถานีเพื่อเช็คแผนที่ได้ครับ การชำระเงินจะหักจากบัตรทันทีเลยครับ เราจะได้หมายเลขที่จองและรายละเอียดการจอง, แผนที่การขึ้นรถบัสผ่านทางอีเมล

ประเภทของรถบัสที่เดินทางไปด้วย ผมเลือกเป็นเก้าอี้นอนแบบ Relax New  ครับ เหมาะสำหรับคนเดินทางที่มีสัมภาระ และต้องการความสะดวกสบายในการนอนเพิ่มขึ้นนิดหน่อยครับ ราคากลางๆครับ

พูดถึงราคา ! ราคาก็จะขึ้นอยู่กับระยะทาง ช่วงเวลาที่จองด้วยครับ อย่างของผม ครั้งที่แล้ว ไป-กลับ โอซาก้า-โตเกียว หมดไป ¥11,880 ครับ

ในเว็บข้อมูลค่อนข้างละเอียดครับ บอกรูปแบบเก้าอี้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

การเดินทางของผมจากโอซาก้าไปโตเกียวด้วยรถบัสนอน

ครั้งที่แล้ว ผมเลือกขึ้นรถบัสที่สถานี Namba OCAT ครับ ซึ่งจะอยู่ใกล้กับสถานีนัมบะ (Namba station) ซึ่งแต่ก่อนเราสามารถขึ้นรถที่นี่แล้วตรงไปยังที่สถานีปลายทางได้เลยครับ แต่ว่าเค้าเปลี่ยนระบบใหม่ ให้ไปขึ้นรถที่อู่ใหญ่ WBT Umeda แทน ดังนั้น หากเลือกจุดขึ้นรถเป็นที่ Namba OCAT นี้ ก็จะต้องนั่งชัตเติลบัสไปลงที่อู่ใหญ่ WBT Umeda อีกทีครับ

สถานีรถบัส Namba OCAT ครับ ข้อดีของการขึ้นที่นี่คือ ใกล้กับย่านเที่ยวนัมบะครับ ข้อเสียคือ ต้องต่อรถชัตเติลบัสไปที่อู่ใหญ่อีกทีครับ
สถานีรถบัส Namba OCAT ครับ ข้อดีของการขึ้นที่นี่คือ ใกล้กับย่านเที่ยวนัมบะครับ ข้อเสียคือ ต้องต่อรถชัตเติลบัสไปที่อู่ใหญ่อีกทีครับ

ในอีเมลจะมีรายละเอียดบอกหมดเลยครับว่า ควรจะไปถึงที่สถานีกี่โมง โดยยิ่งหากต้องต่อรถชัตเติลบัสจะต้องไปเผื่อเวลาด้วยครับ เมื่อผมถึงที่สถานีรถบัส Namba OCAT นี้ ก็จะมีป้ายที่บอกไปยังจุดขึ้นรถชัตเติลบัสของ Willer ไว้ชัดเจน ใกล้ๆเวลาก็จะมีลุงพนักงานมารอคอยเช็คชื่อด้วยครับ ^^

นั่งรถบัสจากสถานี Namba OCAT ไปที่อู่ใหญ่ Umeda ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ…

ถึงแล้วครับ ! อู่บัส Willer Express ที่ Umeda (Osaka) ครับ ข้างในมีจุดรอสำหรับผู้โดยสารใหญ่ๆเลย มีคอมพิวเตอร์บริการ
ถึงแล้วครับ ! อาคารรับรองผู้โดยสาร อู่บัสใหญ่ Willer Express ที่ Umeda (Osaka)

ในอาคารรับรองผู้โดยสารจะมีจอบอกหมายเลขรถ สถานีต้นทาง สถานีปลายทาง ให้เราเห็นชัดเจนครับ เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นรถก็จะมีพนักงานคอยชูป้าย ให้สังเกตว่าใช่ของเราหรือเปล่า มาถึงที่นี่ไม่ต้องขึ้นตั๋วใหม่เลยครับ แค่พิมพ์ใบจองจากเมลซึ่งมีรหัสการจอง (Reservation number) ไปยืนยันก่อนขึ้นรถครับ

รถบัสแบบ Relax new ครับ 4 เบาะต่อแถว ไม่มีห้องน้ำครับ
รถบัสแบบ Relax new ครับ 4 เบาะต่อแถว ไม่มีห้องน้ำครับ

ลองไปนั่งจริงแล้วก็พบว่ากว้างอยู่ระดับนึงครับ ตรงที่พิงแขนมีปลั๊กไฟให้ด้วย สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (เพิ่งมาเห็นตอนขากลับ !) แอร์แอบเย็นดังนั้นควรใส่เสื้อแขนยาว (แม้ว่าอากาศจะร้อน) เพราะเนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางร่วม 8 ชั่วโมง !! (พิสูจน์แล้วว่าหนาวจริง !)

เก้าอี้ปรับนอนสะดวกสบายดีครับ มีที่เอาไว้บังแสงด้วย
เก้าอี้ปรับนอนสะดวกสบายดีครับ มีที่เอาไว้บังแสงด้วย

หลังจากนั้นก็หลับกันได้ยาวๆเลยครับ ระหว่างทางก็จะมีการจอดแวะที่จุดพักต่างๆ ซึ่งเค้าจะมีเวลาให้พักอยู่ครับ แต่ด้วยความที่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ว่ากี่นาทีจริงๆ จึงไม่กล้าออกไป เดินทางไกลแบบนี้ ก็ควรพกขนม น้ำดื่มเล็กน้อยๆไปด้วยก็ดีครับผม

ระยะเดินทางพบว่า แอบถึงช้ากว่าที่บอกไว้หน่อยล่ะครับ ถ้าจำไม่ผิดก็เกือบๆชม.เลยทีเดียว เนื่องจากสภาพการจราจร นัดใครไว้ควรจะเผื่อเวลาไว้มากๆหน่อยนะครับ…

ขอสรุปการเดินทางให้ดูง่ายๆครับผม 

willer-express-bus-from-osaka-to-tokyo

 

ดังที่บอกไปข้างต้นครับ ขึ้นอยู่กับจุดขึ้นรถ หากเลือกขึ้นรถที่ Umeda ก็ไม่ต้องไปต่อชัตเติลบัส เพียงแต่ไปขึ้นรถโดยตรงที่สถานีเลยก็ได้ครับ (แต่สถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใกล้กับอาคารอู่ใหญ่นี่ แอบไกลครับ สัมภาระเยอะควรหลีกเลี่ยง และนั่งจาก Namba OCAT ไปแทนครับ !)

ขากลับล่ะ ? วิธีการนั่งบัสจากโตเกียวไปโอซาก้า

จุดขึ้นรถของที่อู่ชินจูกุ (Shinjuku) นี้ แอบ “งง” หน่อยครับ ผมเห็นการเดินทางครั้งแรก ก็งงว่า เมื่อไรมันจะจบ จะจบมั้ยฟะะะ จะถึงตอนไหน ลุ้นๆไป ….ในเมลจะมีแผนที่การเดินทางเป็น step-by-step เลย ผมเองก็อาศัยเซฟแผนที่มาทำความเข้าใจ และเอาลงไอแพดไว้อีกที… ถ้าเดินทางบวกเผื่อหลง ก็ประมาณ 30 นาทีจากสถานีชินจูกุครับ ถ้าไม่หลงคิดว่าน่าจะไปถึงภายใน 15 นาที 555

วิธีการไปอู่บัส Willer ที่ Shinjuku จากสถานี Shinjuku ครับ เขียนไว้ละเอียดมากกกกก 555
วิธีการไปอู่บัส Willer ที่ Shinjuku จากสถานี Shinjuku ครับ เขียนไว้ละเอียดมากกกกก 555

หน้าตาอาคารที่เป็นจุดขึ้นรถครับ เป็นอาคาร Shinjuku Sumitomo Bldg. เข้าไปตามแผนที่ก็จะเห็นเคาน์เตอร์บริการของ Willer Express และก็เหมือนเดิมกับครั้งที่แล้วครับ ไม่ต้องขึ้นตั๋ว ! ใครที่สัมภาระเยอะก็เอามาใส่ล็อกเกอร์ที่นี่ก่อน แล้วจะเดินเที่ยวย่านชินจุกุก่อนกลับก็ชิวไม่เบาเลยครับ

shinjuku-sumitomo-building-shinjuku

 

หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่จะไปเดินทางท่องเที่ยวแบบประหยัดในญี่ปุ่นกับสองเมืองใหญ่โอซาก้าและโตเกียวครับ ^^

shinjuku-framekung