header-hokkaido-japan-trip-framekung

ดำเนินเรื่องมาต่อเนื่องกันถึงตอนที่ 3 ครับ สำหรับการเดินทางในเกาะฮอกไกโด !~ … เช้านี้เราอยู่กับที่เมือง ฮาโกดาเตะ (Hakodate) ครับ

ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ

วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษ เพราะว่า เรามีนัดกับ ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ (Hakodate asaishi) ครับ ตลาดเช้าแห่งนี้ ตอนที่ทำการบ้านเที่ยวนี่ ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับที่นี่มากๆครับ เพราะว่าตลาดเช้าแห่งนี้จะเป็นที่ที่ทำให้ผมได้ลองชิมอาหารทะเลสดๆ และขึ้นชื่อว่าต้องตื่นมากินกันแต่เช้าด้วยแล้วเนี่ย ผมเชื่อครับว่า ที่นี่ต้องมีของดีแน่ๆ !

morning-market-hakodate

ตลาดเช้าแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ JR Hakodate เลยครับ เดินเข้ามาก็จะเห็นร้านค้าเล็กๆ เรียงรายอยู่มากมาย ขายอาหารทะเล ตลอดทางผมได้เห็นกุ้งยักษ์ๆ ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากมาย รวมไปถึงร้านอาหาร ซึ่งผมกำลังเล็งหาร้านอาหารที่ดูเข้าตาสำหรับเช้านี้ครับ เดินไปเดินมาไปเจอร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) อยู่หลายร้านเลย แม้ว่าตอนที่แล้ว จะหาร้านเด็ดและได้ไปลองในตลาดที่เมืองโอทารุแล้ว แต่ก็ขอมาลองอีกครั้งในแหล่งที่เรียกว่าเป็นตลาดเช้าของคนที่นี่ดูล่ะครับ เดินผ่านร้านหนึ่ง เห็นป้าเรียกเข้าร้านแถมบอกว่าจะให้ service ด้วย ก็เลยลองแวะกันดูสักหน่อยครับ ร้านนี้เป็นร้านเต๊นท์เล็กๆ ดูบรรยากาศ local ดีครับ ผมสั่งข้าวหน้าปลาดิบ กับแซลมอนซาชิมิมาทานคู่ด้วย มื้อนี้หมดไป (¥1,500)

kaisendon-sashimi-hakodate-morning-market

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ อร่อยทั้งสองอย่างเลย ข้าวหน้าปลาดิบ ที่มากับไข่แซลมอน (Ikura) และเนื้อปู หอมๆนุ่มๆนี้ เข้ากันครับ เครื่องน้อยไปหน่อยตามราคาครับ ส่วนแซลมอนซาชิมินี่สดมาก นุ่ม ชุ่มลิ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่าที่จะบอกว่า เป็นหนึ่งในแซลมอนที่อร่อยตั้งแต่เคยกินมาเลยครับ จะบอกพิกัดร้านก็บอกไม่ถูก ฝากบรรยากาศในร้านเอาไว้ เผื่อใครมีโอกาสได้แวะเข้าไปครับ ^^

morning-market-hakodate-shop

บรรยากาศเช้าวันนี้แอบครึ้มไปด้วยเมฆครับ ลมก็แรงเหลือเกิน อากาศจึงเย็นมากๆครับ เดินเล่นออกมาจากตลาดก็จะเห็นอ่าวฮาโกดาเตะ กับเรือที่จอดอยู่เทียบท่าครับ มองไปก็จะเห็นเขาอีกฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขา Hakodate ที่เราจะสามารถชมเมืองฮาโกดาเตะนี้ได้ทั่วทั้งเมือง

hakodate-bay-panorama

hakodate-2

อากาศดียามเช้าแบบนี้เก็บกลับไปบ้านก็ไม่ได้ฮะ ได้แต่ยืนรับลมหนาวนี้ (ได้อยู่สักแปป) ก่อนจะเตรียมไปสำรวจเมืองฮาโกดาเตะกันครับ

มานั่งรถแทรมตะลุยเมืองกัน ~!

การเดินทางหลักๆในวันนี้คงเป็น การเดิน และ รถแทรม (รถราง) ! นี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ครับ ผมจึงไปซื้อตั๋วเป็น One day pass ของรถแทรมนี้ ซึ่งจะสามารถนั่งรถแทรมได้ไม่จำกัดในหนึ่งวัน ราคาอยู่ที่ (¥600) ครับ ซึ่งสามารถซื้อได้ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถไฟ JR Hakodate นอกจากนี้ยังมีบัตร Pass ประเภทอื่นๆที่ครอบคลุมการเดินทางด้วยรถบัส ซึ่งตรงนี้จากเส้นทางแล้วของผมไม่ต้องใช้ครับ เลยคิดว่าเฉพาะแทรมน่าจะเพียงพอ และในจุดบริการนักท่องเที่ยวนี้คุณผู้อ่านยังสามารถมาหยิบใบโบชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวเวอร์ชันภาษาไทย ในเมืองฮาโกดาเตะได้อีกด้วยครับ ! ไม่คิดว่าจะมีเวอร์ชันภาษาไทย อ่านง่าย เข้าใจง่ายครับ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจเมืองวันนี้ เริ่มต้นจากสถานีที่อยู่ตรงสี่แยกของสถานีรถไฟ JR Hakodate ครับ สถานีมีนี้ชื่อว่า Hakodate Ekimae (DY17) การเดินทาง แนะนำให้ศึกษาเส้นทางว่าจะไปลงสถานีไหน แล้วก็ดูเลขของป้ายสถานีเอาไว้ครับ

tram-train-hakodate-ekimae

รถแทรมนี้จะมีสองฝั่งด้วยกันครับ มี เลข 2 และเลข 5 หากเราต้องการไปสถานี ที่มีตัวเลขเยอะกว่าที่สถานีเรานั่งอยู่ เช่น จาก DY17 จะไป DY20 ก็ให้นั่งรถหมายเลข 5 หรือ หากต้องการนั่งไปสถานีที่น้อยกว่าก็นั่งเลข 2 อย่างนี้เป็นต้นครับ

(จำไว้ว่า 5 มากกว่า 2 ดังนั้น นั่ง 5 เลขก็จะเพิ่มมากขึ้น…)

inside-hakodate-tram

เมื่อเรารู้วิธีการเดินทางแล้ว การจ่ายค่าโดยสารก็เป็นสิ่งถัดไปที่ควรทราบครับ เนื่องจากผมใช้บัตร pass ดังนั้นเวลาลงรถก็เพียงแค่โชว์เล่ม pass ของเราให้คนขับรถดูครับ แต่หากเดินทางปกติ เวลาขึ้นรถก็ให้ดึงตั๋วออกมาจะมีเลขกำกับไว้หลังบัตรครับ ตอนลงก็เตรียมค่าโดยสารให้เพียงพอกับตัวเลขที่ขึ้นอยู่บนจอเท่านั้นครับ ไม่ยุ่งยากเท่าไร ค่าโดยสาร เริ่มต้นอยู่ที่ ¥210

ปราสาทโกเรียวคาคุ

สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปคือ ปราสาทโกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ (Goryokaku Tower) ครับ ซึ่งปราสาทจะอยู่ใกล้กับ สถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ให้ลงที่นี่และเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีครับ

goryokaku-koen-mae-station-hakodate

ทบทวนเกี่ยวกับการนั่งรถแทรม เมื่อสักครู่เรานั่งมาจากสถานี DY19 จะมายัง DY09 (ตัวเลขลดลง) อย่างนี้ก็ให้นั่งรถขบวนหมายเลข 2 ครับ ^^

ปราสาทนี้ตอนที่ทำการบ้านก่อนเดินทางมา ก็พบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ คือ มองจากมุมบนมาจะเห็นปราสาทเป็นรูปดาวครับ และดาวจริงๆ มองบน Google Maps ก็เห็นเป็นรูปดาวด้วย ! เดินมาเรื่อยๆตามป้าย ก็จะเห็นป้อมใหญ่ๆนี้ครับ เดินเข้ามาเลย ~

ตอนแรกผมเองก็ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวแนวขึ้นไปดูหอคอยครับ ขนาดอยู่เกาหลี หอคอยเอ็นโซลเทาทาวเวอร์ก็ยังไม่คิดจะไปดูข้างบนสักครั้งนึงเลย มีความรู้สึกว่า ภาพที่ถ่ายออกมาจากข้างบนนั่นก็ต้องไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆที่มากันแน่ๆ จึงงกไม่ค่อยอยากขึ้นไปฮะ แต่รอบนี้ สำคัญมากจริงๆ เพราะว่าแม้จะเป็นภาพเดียวเหมือนกับชาวบ้าน แต่ก็จะได้เห็นในสิ่งที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของเค้า สงสัยเหมือนกันว่ามันจะเป็นรูปดาวยังไง จึงยอมเสียเงินขึ้นไป ¥840 เพื่อพิสูจน์ครับ และด้วยนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเยอะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบครับ ที่นี่มีแผ่นพับที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของปราสาทเรียวคาคุนี้ไว้ด้วย

goryokaku-hakodate

inside-goryokaku

บริเวณของส่วนจัดแสดงชั้นบนครับ ระหว่างขึ้นลิฟต์ขึ้นมายังบริเวณนี้ ก็แอบประทับใจตรงที่พนักงานลิฟต์ก็มีการอธิบายเกี่ยวกับปราสาท แม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีแสง สี มีเอฟเฟกต์แม้แต่กระทั่งอยู่บนลิฟต์กันเลยทีเดียว

เดินออกมาจากอาคาร เข้ามาทางปราสาทรูปดาวนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานการปกครองแห่งฮาโกดาเตะ ล้อมรอบไปด้วยสวนร่มรื่นนี่ครับ แต่ด้วยอากาศที่ครึ้มๆ ก็เห็นคนเดินออกมากันซะส่วนใหญ่ ผมเองขอเดินเข้ามาถ่ายรูปสักนิด ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่นต่อครับ

goryokaku-2

ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีครับ มื้อเที่ยงสำหรับวันนี้ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเป็นพิเศษ แต่จำได้ว่าตอนทำการบ้านเรื่องของกิน แถวนี้จะมีร้านเบอร์เกอร์เฟรนไชส์ ที่รู้สึกว่าจะเหมือนเฉพาะที่ฮาโกดาเตะเท่านั้น ร้านนี้มีชื่อว่า Lucky Pierrot ครับ

สถานที่ตั้งของร้านอยู่ตรงกันข้ามกับหอคอยดูปราสาทโกเรียวคาคุเลยครับ ออกมาก็จะเห็นป้ายตัวตลกแบบนี้เลย

ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกะดาเตะ "Lucky Pierrot" สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ
ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกดาเตะ “Lucky Pierrot” สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ

เมนูยอดฮิตที่ทำการบ้านมาก็เป็น แฮมเบอร์เกอร์ไก่ชีส ครับ เห็นมีน้ำซอฟต์ดริ้งค์เป็นของทางร้านเลย ผมก็พยายามจะถามเค้าว่ามันเป็นน้ำอะไร มีแอลกอฮอล์หรือเปล่า ก็ดูเหมือนจะยาก เค้าก็บอกว่ามันไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกว่ารสชาติเหมือนอะไรเหมือนกัน ผมก็นะ พูดอย่างงี้มันน่าสงสัย เลยซื้อมาด้วยครับ เบอร์เกอร์ไก่ชีสนี้หมดไป ¥400

ดูจากปริมาณแล้วคุ้มค่าจริงๆครับ ไก่อันนี้จะออกหวานๆ ให้อารมณ์เหมือนไก่คังจองของเกาหลีที่เป็นซอสหวานเลยครับ มันอร่อยมาก ปกติผมไม่ทานแฮมเบอร์เกอร์ครับ ส่วนซอฟต์ดริ้งค์ที่ผมสงสัยมานาน ลองดื่มแล้วไม่ได้เหมือนโค้กหรือสไปรท์บ้านเราอะไรเลยครับ เทียบยาก แต่มันก็อร่อยอยู่ดี แนะนำให้สั่งมาทานตัดกับแฮมเบอร์เกอร์ครับ… เอาล่ะ อิ่มอร่อย แถมได้ที่หลบฝนไปพลางๆด้วย ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักครู่วางแผนเส้นทางต่อไปครับ

chinese-cheese-hamburger-hakodate-lucky-p

ออกมาแล้วฝนก็ยังคงตกอยู่เลยครับ ผมเองก็ไม่ได้เตรียมร่มมา กะไปหาเอาข้างหน้า ก็เลยเกิดไอเดียว่าควรจะไปหาซื้อตามร้าน 100 เยนใช้ชั่วคราวครับ จึงลองเริ่มค้นหาว่าแถวนี้มีร้าน 100 เยนหรือเปล่า… ข้อมูลก็บอกกับผมว่า มีห้างอยู่แถวสถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ที่เรามาลงกันเมื่อสักครู่นี้ครับ มาถึงก็เห็นว่ามีห้างครับ แต่ไม่ได้มีร้านร้อยเยนที่ว่า จึงตามหากันต่อไป จนสุดท้าย ผมก็ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นจาก Google Translate เพื่อที่จะหาร้าน 100 เยนใน Google Maps ปรากฏว่าเจอครับ ! Google Maps ในการใช้งานกับที่ญี่ปุ่นจริงๆ ถ้าไม่เป็นภาษาญี่ปุ่นบางรายการก็แอบหาเจอยากอยู่ เอาล่ะครับ เค้าบอกให้ผมนั่งรถแทรม ไปลงที่สถานี Kachiwagi-cho (DY07) ครับ

พอถึงสถานีลงรถก็ไม่เห็นวีแววของอาคารหรือตึกใหญ่ๆที่จะบ่งบอกว่าเป็นห้างได้เลย ฝนก็ตกปรอยๆลงมาเรื่อยๆ ก็อาศัยลองเดินเสี่ยงดวงไปเรื่อยๆ กะว่าจะเจอสัญญานของร้านช็อป 100 เยนหน่อยล่ะครับ และในที่สุด…

ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกะดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ :) )
ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ 🙂 )

ตอนแรกจะใส่เป็นเสื้อกันฝนครับ แต่เปลี่ยนเป็นร่มแทนเพราะว่าเสื้อกันฝนแอบบางมากสมราคา ปกติแล้วเสื้อกันฝนที่เห็นขายตามมินิมาร์ทที่นี่จะอยู่ราวๆ ¥800 ครับ แอบไม่คุ้มเท่าไร ไหนๆมีสิทธิ์ใช้บัตร pass ของรถแทรมแล้วก็ขอมาสำรวจเมืองนอกเส้นทางกันหน่อยครับ

ช่วงบ่ายนี้มีนัดกับสถานี JR Hakodate ครับ เพราะว่าตั้งใจจะไปจองตั๋วขากลับแบบ Reserved seat  เพราะเกรงว่าจะไม่มีที่นั่งขากลับไปสนามบินที่ New Chitose ซึ่งจะใช้เวลานาน อยากมีที่นั่งให้ได้วางกระเป๋าสบายใจแบบ safeๆ ครับ ไปถึงที่จองตั๋วบอกเวลาการเดินทาง (ที่วางแผนมาแล้วจากที่บ้าน เค้าก็ทำท่าค้นหาอะไรแบบดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… “ตั๋วจอง (Reserved seat) หมดแล้วครับ” ผมก็ได้แต่ เห้ยยย! จะทำยังไง แล้วเวลาอื่น เป็นยังไงบ้าง ก็พบว่า เวลาใกล้เคียงก็หมดเช่นกัน ผมก็เลยให้เค้า จองตัวแบบธรรมดาๆให้แทนครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้…

ออกมาพร้อมกับตั๋วครับ จองเอาไว้สำหรับขากลับที่จะไปลงที่ Minami-chitose หมดไปเที่ยวละ ¥7,450 ครับ เอาล่ะครับ ไปเดินทางกันต่อ !

เที่ยวรอบๆ Jujigai

ผมนั่งรถแทรมต่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ ตรงนี้เป็นเหมือนใจกลางของสถานที่ท่องเที่ยวของเย็นวันนี้เลย ถึง Jujigai เดินเข้ามาตามป้ายฝั่งโกดัง (Bay Area-mae) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ตรงนี้จะมีโกดังขายสินค้า ของที่ระลึก ของกิน น่ารัก น่าซื้อเต็มไปหมดเลยครับ

bay-area-hakodate

ของฝากที่น่าซื้อของที่นี่ สำหรับผมคงยกให้ช็อคโกแลตที่มีให้เลือกซื้อเยอะไม่แพ้ที่อื่น รวมไปถึงขนมแปลกๆอย่างคาราเมลรสเนื้อย่างเจงกีซข่าน, รสเบียร์, รสนม ฯลฯ (คาราเมลรสเนื้อย่างนี่ผมลองทานแล้วก็รสชาติเหมือนเนื้อย่างจริงๆครับ พิลึกพิลือ ซื้อไปลองทานเล่นกันได้) หรือจะของที่ระลึกของเมืองฮาโกดาเตะก็มีให้เลือกช็อปปิ้งบริเวณหลายๆโกดังที่เชื่อมต่อกันในบริเวณนี้ครับ

bay-area-mae-hakodate

แถวนี้ยังคงมีวิวสวยๆติดทะเล และร้านอาหารอยู่เต็มไปหมดเลยครับ หากจะหยุดพัก หาอะไรทานมื้อเที่ยงแถวนี้เป็นตัวเลือกที่โอเคเลยทีเดียว

ผมยังคงตามแผนที่ใน Google Maps มาเรื่อยๆ เพื่อจะเดินมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโบสถ์สวยๆ และอาคารสำคัญๆของเมืองฮาโกดาเตะครับ เดินกันไปสักครู่นึงเลยเพราะว่าทางค่อนข้างชัน ทริปนี้เดินเยอะหน่อยครับ แต่ระหว่างทางก็ได้เจอกับร้านค้าสวยๆ อาคารเก๋ๆแบบนี้ เลยถ่ายเก็บมาฝากคุณผู้อ่านด้วยครับ ^^

buildings-in-hakodate

การดีไซน์อาคารของที่นี่มีหลายแห่งที่รู้สึกแปลกๆตา ไม่ได้กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นๆจ๋าๆ อย่างที่เกียวโต สักเท่าไรครับ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเหมือนที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นที่ผมเคยไปมา ~ ใช่แล้วครับ !! ที่นี่แอบคล้าย โกเบ (Kobe) อยู่นิดๆ ผมก็แอบได้ข้อสรุปว่าเหตุที่สองเมืองนี้คล้ายๆกัน ก็เพราะว่าทั้งฮาโกดาเตะและโกเบ เป็นเมืองท่านั่นเอง วัฒนธรรมที่ได้รับมาจากต่างประเทศก็คงส่งผลกับสถาปัตยกรรมอาคารต่างๆที่นี่ รวมไปถึงขนม ของหวานต่างๆ ที่แทบจะมีคล้ายกันเหมือนกับที่โกเบ

โบสถ์ในฮาโกดาเตะ

ใช้เวลาเดินตามหาโบสถ์อยู่สักครู่ครับ เพราะว่าฝนตกด้วย การจะเอาแผนที่ออกมากางหรือว่าเปิดมือถือดูทำได้ไม่นานมากครับ และในที่สุดผมก็เจอกับโบสถ์แห่งแรก “โบสถ์โรมันคาธอลิคโมโตมาจิ (Motomachi Roman Catholic Church)” และอยู่ถัดกันนิดๆ ก็จะพบกับ “โบสถ์อีพิสโคพัลฮาโกดาเตะ (Hakodate Episcopal Church of Japan)” 

motomachi-church-episcopal-church

เอาตรงๆเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ผมไม่ได้เป๊ะอะไรหรอกครับ (ฮา) เพราะที่นี่มีโบสถ์อยู่เยอะมาก แผนที่ท่องเที่ยวจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวนี่ช่วยไว้ได้เยอะ บางโบสถ์เท่าที่ทราบก็มีกิจกรรมข้างในให้เข้าไปดูด้วย อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผมก็อาศัยเดินชมความสวยงามรอบๆอาคารครับ

โมโตมาจิ (Motomachi)

nice-slope-in-hakodate

เนินโมโตะมาจิ (Motomachi slope) อีกหนึ่งทางลาดยาวทอดลงไป มองลงไปแล้วจะได้เห็นท่าเรือ อีกหนึ่งจุดที่สวยงาม บรรยากาศที่เรียกว่า โรแมนติคสุดๆ

เดินต่อมาก็จะเป็นส่วนของ “ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะเก่า (Old Public Hall of Hakodate Ward )” ครับ หากทำการบ้านเรื่องเที่ยวในฮาโกดาเตะ อาจจะได้เห็นรูปนี้บ่อยหน่อย เพราะอาคารตรงนี้เป็นเหมือนหนึ่งในอาคารที่เป็นตัวแทนของฮาโกดาเตะล่ะครับ

Old-Public-Hall-of-Hakodate-Ward

ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ

ผมกะเวลาเดินทางไปชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ ให้อยู่ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินครับ เพื่อเลี่ยงคนเยอะด้วย จึงดูเวลาที่พระอาทิตย์ตกแล้วก็เดินจากตรงนั้นไปตรงจุดขึ้นกระเช้า ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที

ropeway-hakodate-moutain

กระเช้าขึ้นภูเขาฮาโกดาเตะอยู่ที่ ¥1,200 ครับ ตอนซื้อพนักงานก็ยกป้ายเป็นข้อภาษาอังกฤษเขียนว่า “เนื่องจากสภาพอากาศวันนี้หมอกลง อาจจะทำให้ท่านไม่สามารถชมทัศนียภาพได้ ต้องการจะซื้อตั๋วหรือเปล่า” ผมเองก็เข้าใจว่า คงเป็นมารยาท อาจจะไม่เห็นนิดๆหน่อยๆก็ไม่เป็นไรครับแหม… มาถึงที่นี่แล้ว กับจุดชมวิวเมืองที่เขาว่ากันว่า “เป็นจุดชมวิวที่สวยเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น !” จะพลาดกันได้อย่างไร ต่อแถวไม่นานก็ได้ขึ้นไปแล้วครับ

ขึ้นมาผมก็ได้เดินสำรวจแต่ละชั้นครับ มีหลายชั้นที่สามารถจะชมวิวเมืองได้ แต่พอขึ้นไปดาดฟ้าก็พบว่า…

foggy-day-in-hakodate

หมอกครับ !!! หมอกจริงๆด้วย คุณผู้ชมเห็นหรือเปล่าครับหมอก !! ภาพนี้ถ่ายตอน 4 โมงครึ่งครับ

ผมเห็นลางท่าจะไม่ดี ไม่มีโอกาสได้เห็นวิวสวยๆแล้วแน่นอน ก็ได้แต่เฝ้ารอจังหวะที่หมอกพัดหายไปบ้าง แล้วก็หวังไปอีกว่า พอค่ำลงแล้วก็จะเห็นแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน สะท้อนให้เราได้เห็นเป็นหย่อมๆถ่ายรูปได้สวยบ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววเลยครับ หมอกเป็นทะเลหมอกมาเลย จะว่าฟินก็ฟินไปอีกแบบ สุดท้ายก็มีจังหวะดีที่สุดที่พอจะได้รูปดีๆ มาอวดเพื่อนๆกันบ้างล่ะครับ แต่ขอบอกว่าถ่ายได้ไม่นานเลยจริงๆ

hakodate-scenaryก็เรียกว่าเป็นคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางขึ้นกระเช้าไปชมความสวยงามของวิวเมืองที่นี่นะครับ ว่า… เช็คสภาพอากาศกันนิดนึงครับ ! แต่ของผมก็ตามแผนอยู่ฮาโกดาเตะถึงวันนี้วันสุดท้าย จึงไม่ได้มีโอกาสมาใหม่อยู่แล้ว ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากตอนที่แล้วที่ไปดูฟูจิแล้วโดนเมฆบังเลย 555 เอาล่ะครับ ผมหิวได้ที่แล้ว เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าครับ !

กว่าจะตัดสินใจลงมา ผมก็รอให้มืดอย่างเต็มที่แล้วครับ แต่เกรงว่าคนจะเยอะเรื่อยๆ เลยตัดสินใจลงมาก่อน ก่อนที่จะไปหาอะไรทาน ผมเดินกลับมาฝั่งอาคารที่ว่าการที่เรามาสักครู่นี้ เพื่อจะไปถ่ายรูป เก็บแสงสี ซึ่งช่วงที่เดินทางเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการจัดแสดงไฟ ลูมิเนชัน อยู่ทั่วเมืองเลยครับ และนี่คืออาคารพิพิธภัณฑ์ภาพภ่ายทางประวัติศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate City Museum of Photographic History) ครับ กลางคืนไฟสวยมาก ของจริงสวยจริงๆครับ ตรงนี้เวลานี้คนไม่เยอะด้วย บรรยากาศจึงดีมากๆครับ แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถถ่ายออกมาให้ดูสวยได้เลย T_T

Hakodate City Museum of Photographic History

เอาล่ะครับ ไม่เป็นไร ผมเดินจากทางลาดลงมาเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็เห็นแสงไฟประดับระยิบระยับสวยงามครับ ตอนนี้ท้องไส้หิวไปหมดแล้ว เดินลงทางลาดมาเรื่อยๆจะเจอสถานี Suehiro-cho (D21) ครับ ให้นั่งสาย 2 ย้อนกลับไป 1 สถานีเพื่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ เพราะวันนี้ผมทำการบ้านเรื่องร้านอาหารมาสำหรับคืนนี้ครับ ร้านอยู่ใกล้ๆสถานีเลย แล้วก็ได้รับเรตติ้งดีในเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารของญี่ปุ่น

ร้านอยู่ข้างๆตึกใหญ่ๆหน้าสถานี Jujigai ครับ ลงมาเดินเลียบตึกไปเรื่อยๆ จะเห็นร้านหน้าตาแบบนี้ครับ เข้าไปได้เลย ที่นี่มีราเม็งอร่อยๆรออยู่

มื้อนี้ผมสั่งเป็น โชยุราเม็งครับ (Shoyu ramen) ก็เรียกว่าตลอดการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดนี้ ผมได้ตะลุยกินราเม็งหลากหลายรสชาติเลยครับ มื้อนี้ ¥680 และก็สั่งเกี๊ยวซ่ากับเบียร์ซัปโปโรมาทานเพิ่มความฟินครับ 55

shoyu-ramen

เรียกว่าอิ่มพอดีๆ เดินทางกลับที่พักมีความสุขครับ วันนี้เรียกว่าค่อนข้างเดินเยอะเป็นพิเศษ กับอุปสรรคในการเดินทางคือสภาพอากาศ ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยหน่อยครับ แต่ว่าได้เบียร์สักแก้ว ได้พักสักหน่อยก็หายเหนื่อยแล้วครับ แฮ่ๆ… คืนนี้เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วเราจะเดินทาง กลับไปเที่ยวที่โอซาก้าต่อแล้วล่ะครับ

เช้าที่ฮาโกดาเตะ

วันนี้บอกกับอาจารย์ที่ร่วมทริปมากับผมด้วยว่า เราจะต้องตื่นเช้ามากๆครับอาจารย์ เพื่อที่เราจะได้วิ่งเข้าไปจับจองที่นั่ง เราจะต้องทนหนาวหน่อย เพื่อที่จะได้ที่นั่งใน Non-reserved seat เท่านั้น !! (ไม่เช่นนั้น ผมก็จินตนาการสภาพพวกเราถือกระเป๋า ยืนบนรถไฟเป็นสองสามชั่วโมงไม่ถูกจริงๆ) รถที่เราจองเป็นรถไฟขบวน Super Hokuto 3 ครับ โดยจะไปลงที่ Minami-Chitose เพื่อจะเดินทางต่อไปสนามบิน New Chitose รถไฟออก 8.13 น. ครับ แต่เราก็ตื่นมาเก็บความหนาวเย็นกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง !

jr-hakodate-station

jr-hakodate-station-nearby

บรรยากาศรอบๆสถานี ที่วันนั้นแอบมีหิมะตกแต่เช้าด้วยล่ะครับ ลมก็ค่อนข้างแรงใช้ได้เลยทีเดียว

snow-in-hakodate

เอาล่ะครับ จนใกล้เวลา ผมเองก็ยื่นตัวเข้าไปในชานชาลา ซึ่งจะต้องไปขึ้นที่ชานชาลาไหน จะมีขึ้นเป็นป้ายเอาไว้ให้ครับ ว่ารถไฟ Super Hokuto 3 อยู่เทียบตรงไหน ผมก็รีบเข้าไปเนิ่นๆ พอเห็นว่ารถไฟมาเทียบแล้ว ก็รีบวิ่งสิครับ ! หาตำแหน่งของ Non-reserved seat ของขบวน Super Hokuto 3 ก็พบว่า มันอยู่แทบท้ายขบวนเลยครับ ให้เดินไปให้สุดๆขบวนเลย เจอแน่นอนครับ ใครที่ไม่ได้จอง ผมเตือนคุณแล้วนะครับ ! ให้ตื่นแต่เช้าครับผม !!

super-hokuto-3-non-reserved-seat
หน้าตาของขบวน Super Hokuto 3

ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว ใกล้เวลาผู้โดยสารก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ จากสถานี Hakodate ถ้าจำไม่ผิดที่นั่งส่วนของ Non-reserved seat ก็เริ่มเต็มบ้างแล้วครับ แต่ไม่เร็วเท่าไร แต่ก็จะเห็นผู้โดยสารจากสถานีอื่นๆ ทยอยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ใครที่มีสัมภาระเยอะๆ จึงควรจองอย่างยิ่งครับ ใครที่กระเป๋าใบใหญ่มากๆ เกินกว่า 20 นิ้ว ตรงทางออกของแต่ละตู้รถ ก็จะมีที่ไว้สำหรับวางกระเป๋าใบใหญ่ๆอยู่ครับ ก่อนลงก็ต้องไม่ลืมมาหยิบไปเท่านั้นเอง ระหว่างนี้ก็ได้แต่นั่งชมหิมะขาวโพลนตลอดข้างทาง กับบ้านเรือนความเป็นอยู่ของคนที่นี่ อากาศแม้ว่าจะหนาวเย็น แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ :3

on-the-way-to-minami-chitose

Rera Chitose Outlet Mall

ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.ก็ถึงสถานี Minami-chitose แล้วครับ สภาพในขบวนตอนนั้น แน่นเต็มไปด้วยคนครับ มีคนลงที่สถานีนี้บ้าง ก็เตรียมความพร้อมก่อนลงนะครับ ลงมาชั้นล่างของสถานีก็จะเห็น Rera Chitose Outlet Mall เป็น outlet ขนาดย่อม มากแบรนด์ ให้ได้มาช็อปปิ้งกันก่อนไปที่สนามบิน หรือจะแวะทานข้าวที่นี่ ก็สะดวกมากครับ ทานที่สนามบินอาจจะหาทานยากหรือแพง เราต้องกินดักไว้ก่อน

restaurant-in-rera-outlet-chitose

ผมมาหาทานข้าวที่นี่ครับ ที่นี่คนไม่ค่อยเยอะมาก แต่มีร้านค้าขายเสื้อผ้าแบรนด์ ขายของฝาก มีให้เลือกเยอะพอสมควรเลยครับ แนะนำให้มาลงที่นี่กันก่อน แล้วนั่งรถฟรีชัตเติลบัสจากที่นี่ไปลงที่สนามบิน New Chitose ได้ โดยรถออกทุกๆ 35 นาทีครับ จากที่นี่ไปสนามบินใช้เวลา 10 นาที

ถึงสนามบิน New Chitose แล้ว… ผมเองมีแผนเที่ยวที่โอซาก้าและเกียวโตต่อครับ จึงนั่งสายการบินในประเทศไปลงที่สนามบินคันไซ (KIX)  ก็เรียกว่าสิ้นสุดกับการเดินทางที่เกาะฮอกไกโดแต่เพียงเท่านี้ครับ…

end-trip

ฮาโกดาเตะ สำหรับผมก่อนที่จะได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง คงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คิดว่าคงยุ่งๆพอๆกันกับซัปโปโร เนื่องจากเป็นเมืองท่าและยังเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ คิดว่าคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มาที่นี่ แต่มันแอบกลับกัน ที่นี่แอบไม่วุ่นวายเท่าที่ควรครับ ร้านค้า ห้างต่างๆนี่มีน้อยมาก แต่เมืองนี้มีมนต์เสน่ห์อะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าหากมีโอกาสได้มาเที่ยวที่ฮอกไกโด ฮาโกดาเตะ เป็นอีกหนึ่งจุดปลายทางที่ไม่ควรพลาดครับ ระยะเวลา 1 วันเต็มๆกับที่นี่ น่าจะเพียงพอกับการท่องเที่ยวรอบเมือง

ประสบการณ์ที่ฮอกไกโด เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นครับ เต็มไปด้วยธรรมชาติที่น่าหลงไหล ภูเขา ทะเล กับอากาศเย็นๆในฤดูหนาว รายล้อมไปด้วยหิมะแบบนี้ อาหารก็สดและอร่อย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักกิน(อย่างผม)เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเล และราเม็งครับ

พบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ 😀

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments