header-hokkaido-japan-trip-framekung

สวัสดีคร้าบ ~ … ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ตอนนี้เราอยู่กันที่ เมืองโอทารุ (Otaru) ครับ ระหว่างที่เรากำลังรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อที่จะเดินไปชมแสง สี เสียงในบริเวณคลองโอทารุ ซึ่งก็จะเริ่มราวๆ 4-5 โมงเย็นนั้น ผมก็ได้เดินเล่นสำรวจรอบๆในเมืองโอทารุล่ะครับ แผนที่การเดินทางในตัวเมือง สามารถไปหยิบมาได้จากสถานี Otaru ที่นี่มีตึก และอาคารเก่าๆสวยๆอยู่เยอะครับ และยิ่งในช่วงเทศกาลหิมะแบบนี้ ก็จะได้เห็นคนที่นี่ มาปั้นหิมะกันประดับอยู่หน้าบ้านตัวเองบ้าง ไปช่วยกันปั้นในพื้นที่สาธารณะบ้าง ดูขยันขันแข็งกันดีครับ

คนที่นี่เค้าก็ช่วยกันปั้นหิมะกันอย่างขยันขันแข็งเลยล่ะครับ
ตรงนี้เป็นลานกว้างๆครับ ก็เห็นมีคนช่วยกันแบกเรือ ? ย่อมๆนี้ ตักหิมะมาปั้นเป็นหลากรูปหลากทรง มีอุปกรณ์ปั้นหิมะกลมๆ หน้าตาละม้ายคล้ายกับที่ตักไอติมมาช่วยด้วย
otaru-travel
อันนี้มีคนปั้นแมวอยู่หน้าบ้านด้วยครับ กลางคืนเค้าก็จะจุดไฟในขวดที่เห็น ตอนกลางคืนก็จะเป็นแสง สวย ให้เห็นตลอดการเดินทางใน Otaru เลยล่ะครับ

จวนจะได้เวลา ผมเดินกลับมาบริเวณคลองเพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆยามค่ำคืนที่คลองแห่งนี้ครับ ตรงนี้มีคุณลุงพกกล้องเทพๆ มาเตรียมถ่ายอยู่เรื่อยๆ และเช่นกันคนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ แต่ก็เรียกว่าไม่แออัดจนเกินไป ใครที่อยากมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็พอจะได้ถ่ายอยู่ครับ หากแต่ยิ่งค่ำ ตรงบริเวณเลียบคลองคนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง

บรรยากาศตรงนั้นเรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ ทำเอาเพลินกับบรรยากาศจริงๆ
บรรยากาศตรงนี้เรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ อิ่มเลยครับ กินบรรยากาศตรงนี้ซะเพลิน !

otaru-canal
และแล้วก็ได้รูปสวยๆเก็บมาฝากคุณผู้อ่านครับ ของจริงมัน “ว้าว” สวยมากกว่าที่กล้องผมจะถ่ายมาได้อีกเยอะเลย…

ค่ำแล้วครับ…มื้อค่ำนี้ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องกินมาสักเท่าไร เลยกะว่าจะไปหาอะไรทานที่ Sapporo แทนครับ แต่ระหว่างทางเดินกลับไปสถานี Otaru ก็พบว่ามีห้างอยู่ห้างหนึ่ง ที่มีซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อม ขายอาหารด้วย อดใจไม่ไหวก็สามารถหาทานที่หน้าสถานีก่อนได้ครับ

กลับมาที่สถานี Sapporo

เดินทางกลับจาก Otaru มายัง Sapporo ครับ หวังจะหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นบริเวณสถานี สำรวจสถานี Sapporo ก็พบว่ามีห้างเชื่อมอยู่ด้วยกัน 3 ห้างใหญ่ๆเลยล่ะครับ ผมก็อาศัยดูจากตู้ kiosk แนะนำผังของห้าง ก็พบว่าใน ห้าง ESTA ชั้น 10 มี ตรอกราเม็ง รวมราเม็งเด็ดจากทั่วเกาะฮอกไกโด (Sapporo Ramen Kyowakoku) อยู่ครับ !

esta-ramen-street-kyowakoku

ขึ้นลิฟต์ขึ้นมาก็จะมีป้ายแนะนำเชฟ แนะนำเมนูเด็ดของร้านแต่ละร้าน ให้ไปเลือกทานกันครับ มีแผนที่กำกับไว้ให้ด้วย แต่ว่ารู้สึกแผนที่ภาษาอังกฤษจะไม่ตรงก็แนะนำว่าให้เดินตรงไปหากันหน้าร้านได้เลยครับ

ramen-ajisai

เนื่องจากเมื่อวานผมมีโอกาสได้ทานมิโสะราเม็งไปแล้ว วันนี้จึงอยากลองเปลี่ยนเมนู มาทานอีกเมนูที่ผมแอบสงสัยตั้งแต่ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วครับ มันคือ Shio ramen หรือ ราเม็งเกลือ นี่ ผมเลือก ร้าน Ajisai ในใบโบชัวร์บอกว่าเป็นร้านที่มีสาขาใหญ่ๆอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะ (ซึ่งตอนที่ไปฮาโกะดาเตะก็พบว่ามีจริงๆ) และเมนูแนะนำของร้านนี้คือ ราเม็งเกลือ นี่ครับ !

รอประมาณ 15 นาที ก็ได้แล้วครับ และนี่คือหน้าตาของเจ้าชิโอะราเม็ง ราเม็งในซุปเกลือ

shio-ramen

ซุปเป็นซุปใสๆ ได้ลองชิมก็พบว่าค่อนข้างเค็ม และอาจจะดูเค็มมากๆสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบทานเค็ม แต่จะมีกลิ่นหอม กลมกล่อมของน้ำซุปอยู่ครับ ดูไปดูมาอาจจะไม่ต่างกับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา แต่ทว่าบ้านเรากลิ่นผักจะแอบฉุนหน่อยๆ ชามนี้ ¥780 ครับ

การได้ทานราเม็งอุ่นๆในหน้าหนาวนี้ มันช่างฟินเสียยิ่งกระไรครับ ประวัติศาสตร์ราเม็งก็ว่าไว้อย่างนั้นเช่นกัน อันนี้ไปอ่านมาจากแผ่นพับแนะนำร้าน ความนิยมของการทานราเม็งของคนในเกาะฮอกไกโดนั้น มากกว่าเกาะอื่นๆในญี่ปุ่นเสียอีก เหตุผลก็อย่างว่าครับ “มันหนาว!” และขนาดว่ามีการนิยาม ราเม็งของฮอกไกโด เลยว่า เอกลักษณ์ของราเม็งในฮอกไกโดนั้น คือการทำให้คุณอิ่ม (แน่นอน เพราะชามมันใหญ่มาก) และอบอุ่นไปทั้งร่างกาย (แน่นอน มันอุ่น !)

อิ่มแล้วก็เดินเล่นต่อครับ แถวนี้มีร้านขายของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยครับ

มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~

วันที่ 3 ของการเดินทาง : ตัวเมือง Sapporo !

วันนี้ต้องเช็คเอาท์แล้วครับ ผมฝากกระเป๋าก่อนที่จะเดินไปลุยเที่ยวในตัวเมือง Sapporo อีกฝั่ง ด้วยทำเลที่ดีแสนดีของโรงแรมนี้ทำให้ผมแทบจะไม่ต้องพึ่งพารถไฟฟ้าสักเท่าไร

sapporo-travel
สถานที่แรกที่จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไป เป็น Shopping mall ขนาดใหญ่ใจกลางซัปโปโร เป็นการนำโกดังเก่าของโรงงานผลิตเบียร์ Sapporo มาทำครับ มีชื่อว่า Sapporo Factory การเดินทางใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจากโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมือง ห้างเปิด 10 โมงครับ

sapporo-factory

เดินเข้าไปในโกดังก็มีร้านขายของฝาก ร้านกิฟต์ช็อปเล็กๆ ร้านอาหาร เดินไปอีกหน่อยก็จะเห็นถังหมัก และส่วนแสดงประวัติเล็กๆน้อยๆ ของโรงงานหมักเบียร์ของ Sapporo ครับ

ข้ามมาอีกอาคารหนึ่ง ถึงจะเป็นส่วน Shopping mall ใหญ่ๆ ในความคิดของผมครั้งแรก ก็หวังว่าจะเป็นแนวร้านขายของราคาถูก ร้านขายของที่ระลึกเยอะๆหน่อย แต่มันคนละแนวครับ จะเป็นแนวสินค้าแบรนด์มากกว่า

sapporo-factory2
คิดว่าคนไม่น่าจะคึกคักมาก แต่วันนี้เหมือนมีการแสดง Miku Miku Dance ครับ ซึ่งเป็นโชว์ของ Hatsune Miku คาเร็คเตอร์หญิงตัวหนึ่ง คิดง่ายๆว่ามันคือการ์ตูนตัวหนึ่งแล้วกัน ที่มาจากการสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมเคยได้ยินว่าเคยมีการแสดงของตัวการ์ตูนนี้ ออกมาเป็นคอนเสิร์ตแบบ Hologram ด้วยครับ กล่าวง่ายๆคือ นำตัวการ์ตูนตัวนี้ ผ่านเทคนิคที่ว่า สร้างภาพเสมือน เป็นตัวละครสามมิติไปเต้นอยู่ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆ คือที่ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้มา (ทั้งหมดนี้คือเพิ่งนึกออก ณ ตอนนั้น) เลยเพิ่งจะอินครับ (อารมณ์เหมือนไม่ติ่ง K-pop แล้วมาเที่ยวเกาหลี)

snow-miku-miku-dance-sapporo

ในงานก็เห็นมีการเปิดโอกาสให้มาวาดเจ้าตัวคาแร็คเตอร์ตัวนี้กันด้วย ฝั่งตรงข้ามของอาคารก็เห็นมีคนต่อแถวเข้าคิวรอรับแอพฟรี (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเกม) กันตั้งแต่เช้า

เนื่องจากสินค้าแบรนด์ใน Sapporo Factory ยังทำอะไรผมไม่ได้ ณ เวลานี้ จึงเดินทางต่อไป ไปยัง พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ครับ !

พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

เดินออกมาจากที่ Sapporo Factory ตามเส้นทางใน Google Maps มาก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเช่นกัน ความตั้งใจที่จะใช้ตั๋ว Sapporo 1 day pass ที่ได้มาจากการซื้อ Otaru welcome pass เมื่อวันก่อน ก็ต้องพังสลายแต่เพียงเท่านี้ เพราะจากสถานีรถไฟที่ใกล้พิพิธภัณฑ์เบียร์ที่สุด (สถานี Higashi-kuyakusho-mae) ก็ยังต้องใช้เวลาเดินต่ออยู่ดีครับ เลยตัดสินใจเดินตรงมานี่เลย

sapporo-beer-museum
ถึงแล้วครับส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ เข้าไปก็มีพนักงานต้อนรับอย่างดี เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมแปลมั่วๆได้ว่า เชิญเคาน์เตอร์ตรงนู้นค่ะ … พนักงานก็แจกแผ่นพับภาษาอังกฤษให้ และบอกให้เราขึ้นลิฟต์โดยเริ่มต้นดูจากชั้น 3 ลงมาเรื่อยๆ ก็มีประวัติความเป็นมาของเบียร์ กว่าจะเป็นเบียร์ ฯลฯ ให้ดูเพลินๆดีครับ

sapporo-beer-museum-2
ลงมาชั้น 2 ผมก็บังเอิญเดินมาเจอกับกรุ๊ปทัวร์ไทยซึ่งเข้าใจว่ามาดูงานที่นี่ครับ เลยได้ยินฟังเค้าอธิบาย “เคล็ดลับการรินเบียร์ให้อร่อย” เนียนๆไปกับเขาด้วย ก่อนจะสาธิต เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าห้ามถ่ายวิดิโอ ผมจึงเข้าใจว่าเคล็ดลับอะไรเหล่านี้คงห้ามเผยแพร่ด้วย เอาเป็นว่าต้องหาโอกาสมาดูกันให้ได้นะครับ 😛

เดินลงมาเรื่อยๆจนถึงชั้น 1 ก็จะเป็นลานเบียร์และของที่ระลึกครับ ที่นี่มีเบียร์ของ Sapporo ให้ได้ลองดื่มกันหลากหลายรสชาติ มีตู้กดหยอดเหรียญแล้วเอาคูปองไปแลกครับ เบียร์แก้วละ ¥300 แต่ถ้าซื้อเป็นเซ็ต 3 แก้ว จะ ¥500 ครับ ในเซ็ตมีกับแกล้มให้เลือก กับแกล้มจะซื้อเพิ่มก็ ¥100 ครับ

แน่นอนว่าคนไม่ทานเบียร์อย่างผม บล็อกเกอร์อย่างผม ก็คงต้องสั่งเป็นเซ็ต 3 แก้ว เพื่อมาลองดื่มให้รู้รสชาติให้หมดครับ !

sapporo-beer-museum-3

เป็นเซ็ตแก้วพร้อม story ของแต่ละแก้วเขียนเอาไว้ให้อย่างดีครับ ได้ลองดื่มทั้ง 3 แก้ว โดยมีอาจารย์ช่วย ก็พบว่ารสชาติ ความขม ความเข้มอะไรนี่ต่างกัน รายละเอียดมากกว่านั้นก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ใช่คอเบียร์ครับ คอไม่แข็งด้วยเลยเมาหน้าแดงไป

มาอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งจากโพยบอกเอาไว้ว่า เป็นที่ที่สามารถมาลิ้มรสชาติของ เนื้อแกะย่าง หรือ เนื้อย่างเจงกีซข่าน ฟังจากชื่อมันก็ดูยิ่งใหญ่ อลังการเสียเหลือเกิน (ชื่อเค้าเรียกอย่างงี้จริงๆฮะ) แต่ก็ไม่ทำให้ผมสามารถคาดเดารสชาติอะไรได้เลยครับ ก็เป็นอีกเมนูที่เก็บความสงสัยเอาไว้ และต้องมากินให้ได้เมื่อถึง Sapporo ! ก่อนจะไปกินก็ให้เดินไปที่อาคาร Reception ก่อนครับ ไปบอกจำนวน และร้านที่จะไปทาน

เข้าไปบอกจำนวนคนและร้านที่จะทานในเคาน์เตอร์ Reception ได้เลยครับ
หน้าตาของอาคารจุด Reception ครับ (ซ้าย) เดินเข้าไปบอกจำนวนคน บอกร้านได้ที่นี่เลย แล้วเราจะได้คูปองเอาไว้ไปให้พนักงานที่ร้านแบบนี้ครับ (ขวา)

ร้านอาหารมีหลายร้านครับ เลือกร้านที่จะทาน ขอดูเมนูเค้าก่อนก็ได้ครับ ผมเลยให้เขาแนะนำร้านให้ เขาแนะนำร้านแรกสุด ได้บัตรคิวแล้วก็เดินมาอาคารตรงข้ามครับ ร้านอยู่ชั้น 2

jingisukan-beef

เข้ามาข้างในก็จะเป็นห้องกว้างๆ เลยครับ มีที่นั่งเยอะพอสมควรเลย ผมสั่งเป็นเซ็ตเนื้อแกะ+ผัก ( ¥1,868 ) และสั่งแต่เนื้อแกะมาเพิ่มอีกครับ (¥1,458) ราคาของบุฟเฟ่ต์เฉพาะเนื้อ ¥3,024 แต่ถ้ารวมเครื่องดิ่ม (รวมเบียร์บางรายการ) จะ ¥4,104 ครับ (ราคาผู้ใหญ่)

ได้มาแล้วครับ เป็นเซ็ตผักกับเนื้อ มีเกลือกับซอสปรุงรสชาติออกหวานมาพร้อม วิธีการปรุงก็มีเขียนเป็นภาษาอังกฤษอธิบายไว้ให้ครับ หลักๆคือการเอามันไปทาให้ทั่วกระทะ ใส่ผักลงไป โดยเนื้อแกะให้วางบนผักอีกทีครับ แล้วก็คนๆให้เข้ากันหลังจากที่เนื้อแกะเริ่มเปลี่ยนสี พอผักหมดก็ย่างลงไปเฉยๆครับ ฝีมือการปิ้งย่างคงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับคนไทยอยู่แล้ว 555

Jingisukan beef

ผมที่ไม่ค่อยมีปัญหาของกลิ่นคาวของเนื้อแกะก็สบายๆอยู่แล้วครับ อาจารย์ก็คอนเฟิร์มบอกกับผมว่าไม่ค่อยมีกลิ่นคาว เนื้อแกะค่อนข้างบาง ติดมันนิดๆ จึงนุ่ม อร่อย จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆแล้ว แซ่บครับ !! ยังนึกอยากกินเป็นแบบบุฟเฟ่ต์เสียด้วยซ้ำไปครับ (ก็เล่นจัดบุฟเฟต์โรงแรมมาตอนเช้า) … และก็ได้ลองสั่งเบียร์ช็อคโกแลต (¥475) ที่สีสันดูแปลกตานี่มาทานด้วย ฟินๆกันไปครับผม (หน้าตอนนั้นผมแดงจนเหมือนแพ้อะไรซักอย่าง)

กินเสร็จก็ราวๆบ่ายโมงครับ ผมมีนัดกับรถไฟไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ไว้ตอนบ่าย 2.45 ครับ เนื่องจากว่ารถไฟที่ไปฮาโกะดาเตะนี้ มีรอบน้อยมาก การตกรถไฟนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการตกเครื่องบินสักเท่าไร จึงต้องรักษาเวลา รีบไปเอากระเป๋าและรีบไปจับจองหาที่นั่งกันแต่เนิ่นๆครับ

มุ่งหน้าสู่ Hakodate

ผมกลับมาที่สถานี Sapporo เตรียมซื้อตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ครับ ตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) สามารถซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ใน Ticket counter ที่เดียวกันกับที่ซื้อตั๋วไปเมือง Otaru โดยราคาตั๋วเที่ยวเดียว แบบ Non-reserved seat อยู่ที่ ¥8,310 ครับ

อย่างที่บอก พอซื้อเป็นแบบตั๋วไม่ระบุที่นั่งนี้ เราก็ต้องรีบไปหาจับจองที่นั่งกันเนิ่นๆครับ ซึ่งผมมารอล่วงหน้าราวๆ 30 นาทีก็เห็นแถวมายืนรอบ้างแล้ว ถามว่า ตู้รถไฟที่ไป Hakodate แบบ Non-reserved seat คือตู้ไหน สรุปไว้ให้ดังนี้ครับ…

รถไฟที่ไป Hakodate จาก Sapporo มี 2 ประเภทครับ คือ Super Hokuto และ Hokuto (2 ขบวนนี้ต่างกันที่เวลาครับ ก็ต้องเช็คว่ารอบที่จะไปคือรอบไหน และขบวนอะไร) ถ้าเป็น Super Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 6,7 ส่วน Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 4,5 (ท้ายขบวน) ก็ให้มาจับจองตำแหน่งยืนรอกันให้ถูกครับ โดยที่ชานชาลา ก็จะมีป้ายบอกตู้ห้อยอยู่ ให้สังเกตป้ายว่าตู้ที่เท่าไร หรืออาจจะแอบสังเกตจากช่องที่มีคนไปยืนรออยู่ก็ได้ (เอาตรงๆ ครั้งที่แล้วป้ายแอบดูแล้วยังงงๆอยู่ครับ)

รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ถ้าเห็นตัวคันจิ ก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู ก็จะเห็นว่าคนตรงนี้จะเยอะเป็นพิเศษครับ
รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ตามที่ผมบอกไปว่าเป็นตู้แบบ Non-reserved และหากใครที่พอจะอ่านหรือสังเกตตัวอักษรคันจิได้ ในกรอบก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู 2 จุดใหญ่ๆนะครับ

โชคดีที่มาก่อนเวลาล่วงหน้ามากๆ จึงมีที่ให้เรานั่งไปอย่างสบายๆครับ ถ้าไม่นั่งจะยืนไปถึง Hakodate ก็เกรงว่าจะไม่ไหวครับ เพราะใช้เวลาเดินทางร่วม 3 ชม. กันเลยทีเดียว

ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ ระหว่างรถไฟวิ่งผ่านครับ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)

hakodate-station
ฮาโกะดาเตะ (Hakodate)

และแล้วเราก็มาถึงครับ ฮาโกะดาเตะ (Hakodate) เวลาตอนนั้น 18.20 น. โดยประมาณ ฟ้าก็มืดแล้วล่ะครับ ได้เวลาสำหรับมื้อเย็นของพวกเราแล้ว ซึ่งผมก็พยายามทำการบ้านเรื่องที่กินกะว่าหลังจากที่เราเช็คอินแล้วจะได้ทานอะไรอร่อยๆกันหลังจากการเดินทางอันแสนยาวนานนี้ครับ นั่งบนรถไฟนี่ก็สารภาพว่าแอบหิว ไม่ได้ติดอะไรมากินเลย

ออกจากสถานีฮาโกะดาเตะ ก็ตรงไปยังที่โรงแรมเลยครับ โรงแรมที่จองในฮาโกะดาเตะนี้มีชื่อว่า “Smile Hotel” ครับ โรงแรมนี้เท่าที่อ่านจากในรีวิวก็พบว่าใกล้กับสถานี Hakodate มากๆ และยังใกล้กับจุดขึ้นรถรางเที่ยวเมืองด้วยครับ

โรงแรม Smile Hotel Hakodate ห้องแบบ Twin room ตกคืนละ ¥5,800 ครับ
โรงแรม Smile Hotel Hakodate อยู่หน้าสถานีเลย ในรูปเป็นห้องแบบ Twin room มีเตียงแยกสองเตียง ตกคืนละ ¥5,800 ครับ (ไม่รวมอาหารเช้า)

มาเช็คอินและเอาข้าวของมาเก็บ ก็เดินออกจากโรงแรมมาทางซ้ายมือ ตรงมาเรื่อยๆ เจอสี่แยกจุดที่ขึ้นรถราง ชิดขวา และเดินตรงมาเรื่อยๆก็จะเห็นซอยหน้าตาแบบนี้ครับ ตรงนี้เรียกว่า Daimon Yokocho

daimon-yokocho-hakodate-night-food
ในนี้มีร้านค้าแบบเข้าไปนั่งกินกันได้ 6-10 โต๊ะครับ มีร้านค้าอยู่ประมาณ 25 ร้านค้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารที่ดื่มกับเหล้าหรือเบียร์ เปิดเย็นถึงดึกล่ะครับ เย็นๆไม่รู้จะหาอะไรทาน หากพักแถวนี้ ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ ผมก็สุ่มเดินเลือกหาร้านที่จะทานเมนูใหม่ๆที่ไม่ได้ทานในมื้อก่อนๆ ก็มาเจอร้านหนึ่งโดยบังเอิญ ร้านนี้เค้ามาเรียกลูกค้า และดูจะจริงจังกับการถามเล่นๆของผมว่า มีซาชิมิหรือเปล่า? ผมจึงแวะร้านนี้ครับ

เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ
เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ รสชาติ Sashimi ไม่ค่อยอร่อยถูกใจเท่าไร ส่วน Tempura นี่พอได้ครับ

ทันทีจะคว้ากล้องพวกเราก็ถูกห้ามไม่ให้ถ่ายเลยครับ เขาให้ถ่ายเฉพาะอาหารเท่านั้น เอาน่ะ ก่อนออกจากร้านขอถ่ายหน้าร้านไว้หน่อยแล้วกัน ว่าให้เอาตัวเลือกร้านนี้ไว้ท้ายๆ เพราะแอบผิดหวังในรสชาติซาชิมิ ปลาดิบที่คาดหวังว่ามันจะต้องอร่อยวันนี้หน่อย

IMG_1835

แถวนี้แอบเงียบๆ ยามค่ำคืนครับ ห้างสรรพสินค้าเข้าใจว่าก็มีเช่นกัน แต่เปิดตอนเช้า ตกดึกแล้วหากไม่มาย่านนี้ หรือพึ่งร้านสะดวกซื้อที่มีให้เห็นอยู่บ้างก็จะหาอะไรทานยากหน่อยครับ และตอนหน้าเราจะไปปิดท้ายการท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโดที่เมืองนี้กันครับ เมืองนี้จะมีอะไรเด็ดขนาดที่ให้เราต้องหอบกันมาจากซัปโปโรถึง 3 ชั่วโมง ตอนหน้ามีคำตอบครับ !

hokkaido-milk-and-snacks

ปิดท้ายด้วยขนมกินเล่น ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อครับ ของขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโด ก็คงหนีไม่พ้น นมฮอกไกโด, มันฝรั่ง, พุดดิ้งที่ทำจากนมที่นี่ สินค้าอะไรหลายๆอย่าง เท่าที่สังเกต จะเขียนกำกับไว้หมดเลยว่าเป็นสินค้าจากฮอกไกโดเท่านั้น !!
แหม พอได้เห็นอะไรอย่างงี้แล้ว ผมก็อยากซื้อ อยากลองเป็นเรื่องธรรมดาล่ะสิครับ 😛

พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ ^_^

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments