[Cafe the GL] ร้านกาแฟในย่านฮงแด

0

“ร้านกาแฟใหญ่ โออ่า
ใจกลางย่านเที่ยวฮงแด”

 

Cafe the GL

ที่อยู่ : 서울시 마포구 서교동 355-8 [Naver map] [Google Maps]
เวลาทำการ : ทุกวัน 11:00~22:00
มี Wifi และห้องน้ำให้บริการ

มีโอกาสนัดเจอเพื่อนในแถวนี้ครับ และดูเหมือนว่าย่านฮงแด (Hongik University) ย่านที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดเวลานี้จะหาร้านกาแฟ หรือว่าร้านที่นั่งชิวเล่นได้ค่อนข้างหายากเหลือเกิน

ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ “Cafe the GL” ตึกอาคารสวยเด่น สง่า อยู่หน้าร้านเสื้อผ้า ALAND แบบนี้ ช็อปเสร็จแล้วอยากจะแวะพักผ่อน พักขา ก่อนไปลุยต่อนี่ก็โอเคไม่เบาเลย!

หรือใครอยากจะนัดคุยงานหรือเข้ามานั่งอ่านหนังสือ ก็แนะนำเหมือนกันครับ เพราะว่าโต๊ะและพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีพื้นที่ยาวไปถึงข้างนอกให้นั่งตากอากาศได้

รสชาติกาแฟก็จะไม่โดดเด่น ไม่แตกต่างจากกาแฟที่เกาหลีอื่นๆทั่วไปครับ วันนั้นสั่งเป็น Latte (Iced) อยู่ที่ 4,000 วอน ราคากาแฟของที่นี่ถือว่า “ไม่แพง” เลยล่ะครับ ปกติถ้าเป็นราคานี้ในเกาหลีอาจจะได้แค่ American

สำหรับคนที่ไม่ทานกาแฟ ก็มีชา, สมูตตี้, น้ำผลไม้ไว้ให้บริการด้วยครับ แต่ไม่มีโอกาสได้ชิม ใครที่สนใจอยากจะไปตามรีวิวก็สามารถเช็คพิกัดตามไปกันได้เลย

ไปเซอร์ไพรส์คนญี่ปุ่น งานนี้โดนเล่นคืน!

สัปดาห์ที่แล้ว (21-26 กุมภาพันธ์) เฟรมคุงมีโอกาสพาคุณแม่และเพื่อนของคุณแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นครับ ไปยังเมืองที่มั่นใจว่าจะไม่พาใครหลง(ง่ายๆ) อย่าง โอซาก้า” เมืองที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก และยังเป็นเมืองที่ผมมีเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่นด้วย ซึ่งทุกครั้งผมก็มักจะได้คำแนะนำการท่องเที่ยวจากเพื่อนคนนี้ล่ะครับ ไปเที่ยวกับคุณแม่รอบนี้พอมีเวลาแวะไปหาเพื่อน เลยเตรียมอะไรเล็กๆน้อยๆจากเมืองไทยไปฝาก

เพื่อนคนนี้ชื่อ ริโกะ ครับ ริโกะเป็นผู้หญิงห้าวๆตามฉบับคนโอซาก้า เคยพูดถึงตอนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก กับ ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว เคยเรียนคลาสภาษาเกาหลีด้วยกัน มีสิ่งที่ชอบทำเหมือนกันคือ “การออกไปกินหมูย่างเกาหลี” จะว่าไปผมสนิทกับริโกะก็เพราะหมูย่างเกาหลีนี่ล่ะครับ

ริโกะมีโอกาสไปเที่ยวเมืองไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมก็พบว่าริโกะชอบมะม่วง และส้มตำไทยบ้านเรามากๆ มาญี่ปุ่นรอบนี้ เลยตั้งใจว่าจะเซอร์ไพรส์อะไรริโกะสักเล็กน้อย

riko_and_mango2
มาญี่ปุ่นรอบนี้ ผมไม่ได้มาแค่กับคุณแม่ครับ แต่มีโอกาสได้พาเพื่อนคุณแม่มาเที่ยวด้วย เลยได้ตัดสินใจจองห้องพักจาก Airbnb โดยผมก็ได้เลือกห้องที่มีครัวสำหรับประกอบอาหารและเพียงพอสำหรับการจัดปาร์ตี้เล็กๆ จริงๆผมมีนัดกับริโกะในวันรุ่งขึ้นครับ แต่เราก็อยากให้เซอร์ไพรส์เลยเรียกให้แวะมาที่ที่พักอย่างกระทันหัน ริโกะก็มาให้แบบงงๆ…

ริโกะมาแบบงงๆ ไม่คิดว่าจะให้มาหาตอนเย็น
ริโกะมาแบบงงๆ ไม่คิดว่าจะให้มาหาตอนเย็น

พาริโกะมานั่งโต๊ะอาหาร และนี่คือสิ่งที่ริโกะได้เห็น…

somtam_set

วัตถุดิบทำส้มตำ ยกมาจากไทย พร้อมกับ มือตำส้มตำที่งานนี้เพื่อนของคุณแม่
ขอโชว์ฝีมือ !!

ริโกะมาเจอเซอร์ไพรส์แรกกับส้มตำฝีมือคุณป้า
และเซอร์ไพรส์ชุดแรกของเราคือ “ส้มตำ” อาหารจานโปรดของริโกะที่จำได้ขึ้นใจ!

ริโกะแฮปปี้กับส้มตำของเรามาก ไม่คิดว่าเราจะจัดเตรียมอุปกรณ์อะไรได้ครบ และได้รื้อฟื้นรสชาติของส้มตำชนิดว่าเหมือนกับที่ไทยเป๊ะๆ .. (การันตีจากผมคนชิมเอง 🙂 )

หลังจากที่ริโกะโดนบ่ายเบียงความสนใจจากส้มตำแล้ว เราก็มีอีกเซอร์ไพรส์อีกหนึ่งก๊อก เราบอกให้ริโกะไปเคลียร์โต๊ะ เพื่อกินส้มตำครับ บนโต๊ะมีผ้าอะไรวางเกะกะเต็มไปหมด เราเลยให้ริโกะปูผ้าดีๆ และ…

surprise_1

แท่ม แทมม… อีกหนึ่งก๊อกจากพวกเรา

all_about_mango

เป็นรวมทุกผลิตภัณฑ์มะม่วงที่เราจะสรรหามาได้ครับ ตั้งแต่น้ำมะม่วงยันมะม่วงเคลือบช็อคโกแลต !! ริโกะนี่เรียกว่ายิ้มไม่หุบ ประหนึ่งว่าได้ รางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้มะม่วง กันเลยทีเดียว!

เซอร์ไพรส์ไกด์ท้องถิ่น …เรียกว่าพอให้หายคิดถึงเมืองไทยครับ

วันต่อมา…

วันนี้ล่ะครับ คือ วันที่เราจะต้องได้เดินทางจริงๆ ทางเราชาวคณะ ผมและคุณแม่ต่างก็ไม่รู้ว่าแผนของริโกะจะพาไปที่ไหนบ้าง ริโกะบอกแค่ว่าจะพาไปกิน แล้วก็พาไปช็อปเท่านั้นครับ…

เนื่องจากสมาชิกของเราทั้งกลุ่มมีกันอยู่ 5 คน ริโกะเองก็กลัวว่าพวกเราจะหลง จู่ๆก็เปิดกระเป๋าแล้วก็ควักไม้เซลฟี่ออกมา… ไอ่เราก็นึกว่าจะถ่ายรูป แต่ไม่ใช่…

ความคิดสร้างสรรค์เอาไปเลย 10/10/10 ... แปลงร่างเป็นหัวหน้าทัวร์ใน 10 วินาที
ริโกะแปลงร่างเป็นหัวหน้าทัวร์ภายใน 10 วินาที (ความคิดสร้างสรรค์เอาไปเลย 10/10/10) เตรียมพร้อมมาดีจริงๆ

ก่อนจะพาเราไปยังร้าน Marufuku ร้านกาแฟที่ริโกะบอกว่า เป็นร้านกาแฟเก่าแก่ เปิดมานานมาก มีกาแฟอร่อยๆ กับบรรยากาศที่ดูติ้สต์มาก

marufuku_coffee_osaka_japan_coffeeshop

เมนูของหวานที่อร่อยชนะเลิศไม่แพ้กาแฟ คงเป็นเยลลี่ช็อคโกแลตราดกับนมสด
เมนูของหวานที่อร่อยชนะเลิศไม่แพ้กาแฟ คงเป็นเยลลี่ช็อคโกแลตราดกับนมสด
สั่งแพนเค้กเนื้อนุ่มๆมาทานด้วย หอม อร่อยกันไป
สั่งแพนเค้กเนื้อนุ่มๆมาทานด้วย หอม อร่อยกันไป

ตัวร้านตั้งอยู่ในใจกลางย่านเที่ยวเลยครับ สามารถเข้าไปดูพิกัดและเวลาทำการได้จากเว็บไซต์นี้

ชั่วโมงเรียนทำชา

เสร็จจากของว่างมื้อสายๆแล้ว เราก็ไปเดินเล่นรอเวลาอยู่สักพักครับ เพราะ 4 โมงเย็น เรามีนัดเรียนทำชา ซึ่งคุณแม่ของริโกะเป็นคนจองไว้ให้ เรามากันที่ร้าน Ujien Honten ร้านชาดังจากย่านอูจิ (Uji) ที่ตั้งอยู่ใจกลางตลาด Shinsaibashi ครับ

Ujien-Honten_shinsainashi_branch

หน้าร้านมีไอศกรีมชาเขียวขายครับ ส่วนในร้านก็จะมีพื้นที่สำหรับนั่งดื่มชา ทานกับขนม ข้างในสุดคือส่วนที่สอนทำชาครับ พนักงานก็นำอุปกรณ์มาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะแบบนี้คนละชุดเลย

matcha_making_experience

ตามมาด้วยขนมที่ทานกับชาแบบนี้

tea_dessert

จากนั้นก็เริ่มเรียนส่วนที่เป็น ชามัทฉะ (Matcha) กันครับ มัทฉะ ก็คือชาที่มีลักษณะเป็นผงๆครับ โดยจะต้องอาศัยอุปกรณ์เป็นแปรงชงชาที่ทำมาจากไม้ไผ่เรียกว่า “Chasen” ว่ากันว่า จำนวนของก้านยิ่งมากเท่าไรก็จะยิ่งแพงเท่านั้นครับ และแน่นอนว่าส่งผลต่อรสชาติของชาด้วย

ขั้นตอนแรกหลังจากต้มน้ำเดือดแล้ว เราจะมีการถ่ายเทความร้อนไปยังแก้วอีกใบก่อน เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำลดลงอยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการชงชามัทฉะ

ก่อนที่เราจะทำการตีครับ ใช้นิ้วสามนิ้วจับด้ามแปรง แล้ววาดเป็นตัว I ขึ้นๆลงๆ สลับกับ W และเป็นวงกลม O ระหว่างการตีของเรานี้ก็จะมีพี่พนักงานคอยดูให้อยู่ครับว่าเราทำถูกต้องหรือเปล่า

tea_experiences

และในส่วนของการดื่มชา เราจะยกถ้วยขึ้นมาแล้วหมุนไปตามเข็มนาฬิกาสามครั้งครับ ก่อนจะดื่มให้เช็คว่าด้านที่เราดื่ม บริเวณนั้นที่แก้วมีลวดลาย เป็นลายเซ็นต์หรือสัญลักษณ์อะไรหรือเปล่า ที่ต้องเช็คก็เพราะว่า เราจะไม่ดื่มบริเวณที่เป็นลวดลายเพราะเชื่อว่าสมัยก่อนคนที่ปั้นแก้วสำหรับดื่มชาก็จะมีการลงลายเซ็นต์ หรือทำสัญลักษณ์ต่างๆเอาไว้ครับ การที่ไม่ดื่มบริเวณนั้นก็เหมือนกับเป็นการแสดงความเคารพนั่นเอง ส่วนการหมุนแก้วสามครั้งก็เพราะว่า สมัยก่อนเขาดื่มชาร่วมแก้วกันครับ การหมุนสามครั้งก็เหมือนกับเพื่อไม่ให้ไปชนรอยเดิมกันนั่นเอง เป็นมารยาทพื้นฐานเล็กๆน้อยๆของการดื่มชาครับ

อ้อ นอกจากมัทฉะแล้ว ก็ยังมีเซ็นฉะ (Sencha) และ โฮจิฉะ (Houjicha) ให้ชิมแบบไม่ต้องทำด้วยล่ะครับ เรียกว่ามาเรียนชงชานี้ก็ได้ลองชาหลายรส หลายรูปแบบกันเลยทีเดียว คุ้มๆๆ

มื้อค่ำ

ความจัดเต็มของครอบครัวริโกะยังไม่พอแค่นี้ครับ ผมเดินตามริโกะมาที่ๆหนึ่ง ที่ริโกะบอกว่าจะพามาทานมื้อค่ำ เดินเข้ามาในตึกๆหนึ่งที่ไม่รู้ชื่อ ขึ้นมายังชั้นที่สูงที่สุดของอาคารนี้ ชั้น 21 ครับ

ผมเองประมาณการณ์คร่าวๆว่าต้องเป็นร้านที่ค่อนข้างหรูพอควร ไม่งั้นไม่อยู่สูงขนาดนี้ เข้าไปก็ต้องอึ้ง !! กับความอลังการ และความสวยของการจัดร้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่นจ๋าขนาดนี้ล่ะครับ

บรรยากาศการตกแต่งภายในร้านที่ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากกับบรรยากาศที่ส่วนตัว
บรรยากาศการตกแต่งภายในร้านที่ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากกับบรรยากาศที่ส่วนตัว
อาหารเสิร์ฟในภาชนะที่สวย เป็นเอกลักษณ์มากครับ มีแผ่นอธิบายเมนูอาหารที่จะมาในคอร์สทั้งหมด
อาหารเสิร์ฟในภาชนะที่สวย เป็นเอกลักษณ์มากครับ มีแผ่นอธิบายเมนูอาหารที่จะมาในคอร์สทั้งหมด

ก่อนที่ริโกะกับคุณแม่จะเริ่มทำงาน ช่วยกันอธิบายเมนูแต่ละเมนูอย่างขยันขันแข็ง แม่ริโกะพูดญี่ปุ่น ริโกะต้องพูดเกาหลีให้ผมฟัง และผมต้องพูดไทยต่อให้ที่บ้าน สนุกกันเลยสิครับคราวนี้ และที่ครอบครัวของริโกะพามากินวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “เต้าหู้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิเศษของร้าน Umenohana เลยครับ (พนักงานแอบถามเราว่าเรามาจากประเทศอะไรกัน พอคุณแม่ริโกะบอกว่าประเทศไทยเท่านั้นแหละ! พนักงานกระซิบเลยว่า… มีสาขาที่กรุงเทพฯด้วยนะ 55 โอเค เอาเป็นว่าถ้าเราคิดถึงเราคงจะไปหากินแถวกรุงเทพฯละกัน…)

มาดูเมนูแรกที่พร้อมเสิร์ฟวางในถ้วยแก้วเล็กๆนี้ครับ เป็นผักดอง มาพร้อมกับฟองเต้าหู้ในน้ำซอส และอันที่หน้าตาเหมือนไข่เขาเรียกว่า Mineoka Tofu มีคำว่า Tofu แต่ไม่ใช่เต้าหู้ครับ ส่วนผสมหลักคือนม ครีม และแป้งท้าวยายม่อม อันนี้เด็ดครับ หอมหวานแบบครีมๆ เห็นว่าเป็นเมนูที่สมัยก่อนทำถวายพระนะครับ เมนูเก่าแก่พอสมควร

tufu_umenohana_menu

บนโต๊ะจะมีหม้อตั้งไฟรออยู่ครับ หม้อนี้เรียกว่า Yudofu ซึ่งมันเป็นเต้าหู้ต้มในน้ำแร่ ข้างในมีเป็นเต้าหู้ก้อนๆ ฟองเต้าหู้ น้ำซุปหอมหวาน รอจนน้ำเป็นสีขาวขุ่นได้ที่แล้วเราจะตักมาทานใส่ในชาม

โรยงา เติมซอสได้ตามใจชอบเลยครับ อีกหนึ่งเมนูอุ่นๆแก้หนาว
โรยงา เติมซอสได้ตามใจชอบเลยครับ อีกหนึ่งเมนูอุ่นๆแก้หนาว

ตามด้วยเมนูที่เสิร์ฟมาในถ้วยเล็กๆ… เป็นชุดๆ

Meibutu Tofu Shumai : ขนมจีบกุ้งสไตล์ญี่ปุ่น
Meibutu Tofu Shumai : ขนมจีบกุ้งสไตล์ญี่ปุ่น
Namagu dengaku : เป็นวีทกลูเต็นทอดในน้ำมันเดือด ราดด้วยซอสครับ จะออกหวานๆหน่อย อารมณ์เหมือนกินขนมอะไรสักอย่าง
Namagu dengaku : เป็นวีทกลูเต็นทอดในน้ำมันเดือด ราดด้วยซอสครับ จะออกหวานๆหน่อย อารมณ์เหมือนกินขนมอะไรสักอย่าง อร่อยดีครับ
Yuba age : ลูกชิ้นปลาห่อด้วยฟองเต้าหู้ทอด เมนูนี้ที่คุณแม่และเพื่อนๆให้คะแนนเต็ม เพราะกรอบนอก นุ่มใน หอมอร่อยจริงๆครับ มีบีบมะนาวเพิ่มรสชาตินิดๆด้วย
Yuba age : ลูกชิ้นปลาห่อด้วยฟองเต้าหู้ทอด เมนูนี้ที่คุณแม่และเพื่อนๆให้คะแนนเต็ม เพราะกรอบนอก นุ่มใน หอมอร่อยจริงๆครับ มีบีบมะนาวเพิ่มรสชาตินิดๆด้วย (Yuba คือ ฟองเต้าหู้ครับ)
รวมมิตรของทอด สไตล์โอซาก้า
รวมมิตรของทอด สไตล์โอซาก้า
ทูน่าซาชิมิ
ทูน่าซาชิมิ
Yuba gratin : กราแตงฟองเต้าหู้อบชีส หอมมากก ~
Yuba gratin : กราแตงฟองเต้าหู้อบชีส หอมมากก ~

ปิดท้ายด้วยของหวานมีไอศกรีมนมถั่วเหลือง ไอศกรีมชาเขียว (Sencha) ให้เลือกด้วยครับ จะบอกว่าก่อนจะปิดด้วยไอศกรีมก็มีเมนูยิบย่อย ทั้งข้าว ทั้งผัก เยอะไปหมดเลยครับ รวมๆแล้ว 15 รายการได้ ~!! น้ำตาจิไหล ในชีวิตไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสทานอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับฟูลคอร์สกันขนาดนี้ครับ

แน่นอนว่าเขียนบล็อกอยู่ตอนนี้ท้องก็ร้องดังมาก…

งานนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับครอบครัวของริโกะล่ะครับที่มีโอกาสพามาทานอะไรอร่อยๆ ก่อนจะบอกว่ามื้อนี้ “คุณพ่อฝากมาเลี้ยง คุณพ่อไม่ได้มาด้วย” .. โอ้โห.. อึ้งกันไปสิครับ

 

อิ่มและแฮปปี้ขนาดนี้ ก่อนกลับก็ขอสักรูปล่ะครับ

ภาพหมู่กับครอบครัวริโกะ คุณแม่ และเพื่อนของคุณแม่ครับ
ภาพหมู่กับครอบครัวริโกะ คุณแม่ และเพื่อนของคุณแม่ครับ

ทั้งหมดนี้ก็เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์สำหรับหมู่พวกเราแล้วครับ

ยังไม่พอไปส่งถึงที่พักอีก แถมวันสุดท้าย สัญญาว่าจะเอากระเป๋าของเราไปส่งให้ที่สนามบิน จะได้ไม่ต้องแบกพะรุงพะรัง จะได้ไปช็อปที่ outlet ต่อได้อย่างสบายๆ ดูบ้านนี้เขาวางแผนกันสิ…

สรุปว่างานนี้ไม่มีใครยอมใคร เห็นความเทคแคร์ของคุณญี่ปุ่นระดับนี้แล้ว ประทับใจจริงๆครับ

โอ้ยยยยย ริโกะ.. เซอร์ไพรส์แกมันเยอะเกินไปแล้วววว !!

ending

 

อ่านต่อ

5 ปีกับ 5 ข้อคิด ชีวิตนักเรียนไทยในเกาหลี

 

ผมเพิ่งเข้าสู่ปีที่ 5 ของการอยู่เกาหลี
เมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ

ผมว่าเลข 5 เป็นเลขที่ดูทรงพลังนะ มันดูเหมือนเยอะ แล้วก็ไม่เยอะในเวลาเดียวกัน… สมมติว่าผมเดินเล่นอยู่กับรุ่นน้อง แล้วจู่ๆไปเจอคนเกาหลีมาถามว่า “อยู่เกาหลีมากี่ปีแล้วล่ะ?” คนหนึ่งตอบ 4 ปี อีกคนตอบ 5 ปี คนถามนี่จะต้องคาดหวังอะไรกับคนที่อยู่มาแล้ว 5 ปีแน่นอน ต้องคิดว่าพูดเกาหลีได้ปร๋อแล้ว เที่ยวเกาหลีมาทั่วประเทศแล้ว คิดว่าเราเชี่ยวชาญไปทุกเรื่อง ทั้งๆที่จริงแล้วมันก็ต่างกันแค่ปีเดียว

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า 5 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผมเลย แน่นอนว่า มันมีเยอะ เยอะจนแทบไม่รู้จะเรียบเรียง จับต้นชนปลายยังไง เพราะตลอด 5 ปีที่เราได้ทุนมาเพื่อเรียนภาษา เรียนในคณะที่ตัวเองสนใจ นอกเหนือจากนี้คงเป็นวิชาการใช้ชีวิตที่ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย เหงา เศร้าปนกันไป … พอรู้ตัวอีกทีว่า 5 ปี สิ้นสุดตามที่ทุนให้มาเรียนแล้ว เราได้อะไรไปบ้าง ก็น่าจะเป็นข้อคิดที่ได้อยู่ที่นี่ที่ผมจะนำมาเล่าแบ่งเป็น 5 หัวข้อต่อไปนี้ครับ…

1. ต้องหูไวตาไว ไม่มีใครมาช่วยเหลือเราได้ทุกเรื่อง

เคยเป็นคนตกข่าวอยู่บ่อยๆครับ ทำอะไรทุกอย่างเองคนเดียว มันจะมีบ่อยครั้งที่เราเผลอหลง เผลอลืม ชาวบ้านเขาทำอะไรกันกลับกลายเป็นว่าเราไม่รู้อยู่คนเดียว มาอยู่ที่นี่เลยต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน หูไว ตาไว พยายามอัพเดตข่าวสารจากคนรอบข้าง หาข้อมูลเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องการเรียน เช่น พาสปอร์ต-วีซ่าจะหมดอายุ ต้องไปต่อ ต่อต้องไปต่อที่ไหน ใช้เงินยังไงเท่าไร เอกสารอะไร (เรื่องพวกนี้ปกติถ้าอยู่ที่บ้านเราก็ไม่ต้องทำ อยู่ต่างแดน ถ้าละเลย เลยวันก็โดนปรับระนาว) ต้องคอยไปต่อ หรือจะย้ายที่อยู่ ก็ต้องไปแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ (ไม่งั้นโดนปรับอีก), จะสมัครหอพักก็ต้องไปตรวจสุขภาพ บลาบลาบลา มีข้อมูล กฏระเบียบอะไรให้เราต้องรู้ไปหมดครับ เรื่องที่เราเหมือนจะเมินๆพอผ่านไปได้ แต่ที่นี่บางเรื่องก็ละเลยไม่ได้จริงๆ

2. ทำสิ่งที่ตัวเองรักควบคู่กันไปเรื่อยๆ แล้วหาเวทีแสดงออก

งานอดิเรก เป็นอะไรที่เราชอบ เราทำแล้วมีความสุข พอเราทำอะไรที่มีความสุข มันทำได้ทุกวัน มันทำไปได้เรื่อยๆ จนลืมข้อจำกัดที่เรียกว่า “เวลา” มันมีประโยชน์มากของการมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในต่างแดนซึ่งมันต้องหาอะไรทำ ผมมีงานอดิเรกอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างหนึ่งคือการเขียนบล็อกตามสิ่งที่ผมสนใจ ผมก็เขียนไปเพราะความชอบและไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เรียนเลยครับ ผมเรียนเทคโนโลยีชีวภาพ แต่อยากทำงานด้านโซเชียลมีเดียมาก เชื่อมั้ยครับว่า ผมเกือบไม่ได้วีซ่าทำงานที่เกาหลี เพราะว่าการจะขอวีซ่าได้ งานจะต้องเกี่ยวกับคณะที่เรียน ผมก็ต้องอาศัยเขียน CV อธิบายว่าผมมีประสบการณ์ด้านคอมพิวเตอร์ยังไงบ้าง ซึ่งโชคดีที่สิ่งที่เราทำด้วยความชอบ อย่างเช่นการเขียนบล็อกที่ผมเขียนมาจะ 9 ปีแล้ว จะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำงานที่เกาหลีครับ

ในหัวข้อผมเขียนไว้ว่าต้อง หาเวทีแสดงออก เราอาจจะเก่งหรือมีความถนัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่แน่นอนว่าคนอื่นจะไม่มีทางรู้ถ้าเราไม่แสดงออกครับ  หาช่องทาง หาเวทีที่เหมาะในการแสดงออก เดี๋ยวนี้มีช่องทางมากมายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูป แสดงสิ่งที่เราสนใจ แสดงออกมาให้คนอื่นเห็นครับ ไม่แน่ต่อไปอาจจะมีคนทาบทาม หรือให้ไปทำงาน เป็นเรื่องเป็นราวก็ว่ากันไป ดังนั้นหากเรามีความชอบ มีงานอดิเรกที่ทำเป็นกิจลักษณะแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะเผยแพร่ผลงานให้ทุกคนเห็นด้วย

3. ทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เยอะ

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” (อริสโตเติลได้กล่าวเอาไว้) ใครตั้งใจว่าจะอยู่คนเดียวโดยไม่พึ่งพาใครในต่างแดน บอกเลยว่า ยากครับ พยายามออกไปเจอคนให้เยอะๆ รู้จักคนให้หลากหลายดีกว่า

ตอนเรียนภาษาผมมีร้านข้าวประจำอยู่ร้านหนึ่ง ผมก็ไปกินบ่อยๆ กินจนป้าจำได้ ป้าก็ชวนคุย สกิลการพูดส่วนหนึ่งที่นอกจากจะได้จากอาจารย์แล้ว ก็มีอาจุมม่า (ป้า) ร้านขายซุปซี่โครงหมูด้วยครับ 555

พูดถึงอาจารย์ ผมก็นึกได้ว่ามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมอาจารย์ หลังจากที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ เราคิดเสมอว่า เราได้ภาษาเกาหลีก็เพราะว่าอาจารย์ เลยตีตั๋วไปเยี่ยมอาจารย์ที่ต่างจังหวัด เอาหนังสือรุ่นที่ผมเคยดีไซน์ให้ไปนั่งเปิดดูอาจารย์ก็ชวนคุยไปเรื่อยเลย ด้วยความดีใจ ชวนให้ผมมาเรียนต่อที่มหาลัยนี้บ้างล่ะ หยิบยื่นโอกาสต่างๆดีๆมาให้ตลอด คอยส่งข่าวเกี่ยวกับการเรียนมาให้ตลอด ผมเลยอยากจะบอกว่า ไม่ใช่ทำความรู้จักอย่างเดียว แต่ต้องสานสัมพันธ์ต่อด้วยครับ

และไม่ใช่แค่คนเกาหลี คนไทยกันเองก็ต้องทำความรู้จักไว้ด้วยครับ เพราะเพื่อนหรือรุ่นพี่ ก็จะคอยเป็นหูเป็นตา คอยเตือน เผื่อวันใดวันหนึ่งเราพลาดข่าวสารอะไรไป เวลาสถานทูตมีกิจกรรม หรือที่ไหนรับสมัครงาน ก็จะคอยช่วยเหลือ ส่งข่าวกันได้ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน และก็คงไม่มีใครหวังให้เราลำบาก ดังนั้นควรจะหาโอกาส พูดคุยกับรุ่นพี่ เพื่อนๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอยู่เรื่อยๆครับ

ถือโอกาสขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆที่เฟรมเจอที่เกาหลีด้วยครับ 🙂

4. ออกจากคอมฟอร์ทโซน ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

ถ้าหากรู้สึกว่าออกจาก comfort zone ไม่ได้ มีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ลองตามเพื่อน ใครชวนอะไรก็ทำตามเขาไปเลย มันจะทำให้เราเห็นโลกใบใหม่ๆเยอะขึ้น ตัวอย่างส่วนตัว ก็เป็นเรื่องที่เริ่มต้นทำงานเสริมจากการชวนของรุ่นน้อง ที่เคยเล่าไปในบล็อกตอนนี้ ก็ได้รู้ว่าเกาหลีมีงานอะไรทำมากมาย ทำให้เราเป็นคนขวนขวายมากขึ้น ได้ connection ใหม่ๆกับพี่เชฟ หรือแม้แต่การตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว ก็เป็นที่มาของการเดินทางอีกหลายๆรอบถัดไป ที่เกาหลีมีกิจกรรม มีการประกวดอะไรให้ได้ทำมากมายสำหรับนักเรียนชาวต่างชาติ อาจจะลองเริ่มต้นหาประสบการณ์ใหม่จากกิจกรรมเหล่านี้ก่อนก็ได้

5. คิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ได้ทำความรู้จักตัวเอง

ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ว่าตัวเราเป็นคนแบบไหน มีจุดเด่นอะไร จุดด้อยอยู่ตรงไหน ต้องแก้ไขอะไรเพื่อจะอยู่ในสังคมได้แบบไม่มีปัญหา พยายามใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด เอาเวลาไปทำในสิ่งที่อยากทำ เต็มที่กับมันให้ที่สุด แล้วเราจะได้เห็นคุณค่าของมันเอง 

ส่งท้าย

อยากให้ชีวิตในต่างแดนราบรื่น ต้องฝึกคิดบวก มองโลกในแง่ดี เจอปัญหาอะไรต้องตั้งสติแล้วตั้งใจหาวิธีแก้ไขปัญหา + อยู่ต่างแดนต้องรู้จักขวนขวาย ตามหาโอกาส และสำคัญที่สุดอย่าลืม “หยิบยื่นโอกาสที่ตัวเองเคยได้รับ ให้กับคนอื่น” … เชื่อว่าเวลาเราหยิบยื่นโอกาสดีๆให้ใคร สักวันโอกาสดีๆเหล่านั้นจะกลับมาหาเราครับ

5year_passed

หวังว่าประสบการณ์ในเกาหลี 5 ปีของผมจะเป็นประโยชน์ พอแบ่งปันกันได้นะครับ

ไปคุยกันต่อได้ที่เพจ Framekung.com ครับ

เขียนบนไอโฟน บนรถไฟฟ้าสาย 2

 

สัมภาษณ์เชฟ อาหารไทยที่คนเกาหลีชอบมีอะไรบ้าง?

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ผมมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์สมัยเป็นเด็กเสิร์ฟ ณ ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในโซลครับ วันนี้เลยอยากจะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับ “อาหารไทย” ที่คนเกาหลีชอบทานมากที่สุด

korean_favourite_thai_dishes_cover-22

นอกจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เฟรมเองก็มีโอกาสได้พูดคุยกับ พี่เก่ง หนึ่งในเชฟร้านอาหารไทย “คนไทย” เฟรนไชส์ร้านอาหารไทย ที่ตอนนี้มีอยู่ 7 สาขาทั่วเกาหลี กับคำถามที่หลายๆคนน่าจะอยากรู้ เกี่ยวกับความฮอต ฮิต ของอาหารบ้านเราในต่างแดนครับ… ต้องบอกว่าที่เกาหลีความนิยมของอาหารไทยไม่แพ้กับอาหารชาติอื่นๆเลยครับ เพื่อนเกาหลีส่วนใหญ่ต่างก็มีโอกาสเคยกินอาหารไทยมากันทั้งนั้น เรามาลองดูกันครับว่า อาหารไทยจานไหนที่ถูกใจคนเกาหลีมากที่สุด?

อันดับที่ 1 | ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น

เป็นหนึ่งในอาหารที่น่าจะเข้าถึงคนเกาหลีได้ง่าย ทั้งเรื่องของราคา และปริมาณ ด้วยความที่เป็นเมนูเส้นๆ มาพร้อมกับน้ำซุปเข้มข้น แม้ว่าคนเกาหลีที่ไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อน ก็น่าจะชื่นชอบ พี่เชฟเล่าให้ฟังว่า วันเสาร์อาทิตย์ที่ทั้งห้างเต็มไปด้วยผู้คนนี้ จะต้องใช้เนื้อประมาณ 15-20 กิโล ในการนำมาตุ๋น ทำน้ำซุปให้เข้มข้น เครื่องต้องครบผักชีต้นหอม จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมนูนี้ จึงขายดิบขายดีถึง 120 ชามต่อวัน !

อันดับที่ 2 | ผัดไทย(กุ้ง)

2_padthai2
อันดับที่ 2 หนึ่งในเมนูที่มีร้านอาหารเกาหลีเฟรนไชส์ทำตามมากมาย ด้วยวิธีการทำที่ไม่ได้ยากมากนัก จึงสามารถหากินได้ง่ายๆ (เคยเห็นตามร้านอาหารข้างทางทำผัดไทยขายเหมือนกัน) ผัดไทย จึงเป็นอีกเมนูยอดฮิต คนเกาหลีหลายๆคนถ้ามีโอกาสได้ทานอาหารไทย เฟรมเชื่อว่า ร้อยละ 90 ที่จะมีโอกาสได้ทานผัดไทยด้วย ผัดไทยที่นี่ในช่วงวันหยุด มียอดขายสูงถึง 80 จานเลยทีเดียว~

อันดับที่ 3 | ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

3_tomyum
สรุปได้แล้วว่า TOP3 อาหารไทยจานโปรดของคนเกาหลี เป็นเมนูเส้นๆ เมนูนี้พี่เชฟก็ได้พูดเน้นถึงรสชาติ เผ็ด เปรี้ยวหวาน คงความไม่จำเจจากอาหารตระกูลเส้นของประเทศอื่นๆ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่พี่เชฟใส่เครื่องครบ ทั้งหมดูสับติดมัน หอยแมลงภู่ กุ้ง หมึก หอยลาย หอยแมลงภู่ จัดเต็มให้กับคนเกาหลีเลยทีเดียว ยอดขายก็อยู่ที่ราวๆ 40-50 ชามต่อวัน

อันดับที่ 4 | ข้าวผัดสัปปะรด

4_pineapple_rice
มาเป็นเมนูข้าวกันบ้าง พูดถึงเมนูนี้ปกติเฟรมคุงยังไม่ค่อยหาทานได้ในบ้านเราเลยครับ 555 … แต่คงเป็นเพราะความแปลกใหม่ ที่เมนูนี้ตามภัตตาคาร ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะเสิร์ฟในลูกสัปปะรด ดูตื่นหูตื่นตา ข้าวผัดที่ออกเปรี้ยวหวานจากรสชาติของสัปปะรดนี้ ก็ขายดีเป็นเมนูเด็ดของร้านที่พี่เชฟบอกว่า มักจะออกบ่อยๆ แทบทุกโต๊ะ เลยล่ะครับ

อันดับที่ 5 | ข้าวผัดปู

5_fried_rice
เมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สมัยเฟรมทำงานอยู่ร้านอาหารไทย ก็แปลกใจเหมือนกันครับ ว่าแค่ข้าวผัดทำไมคนถึงสั่งกันเยอะ (บ้านเราผัดเอาเองกินง่ายๆยังได้เลย) แต่ด้วยปริมาณที่ได้เยอะ คนเกาหลีส่วนใหญ่จึงมักสั่งมาแทนข้าวแล้วทานร่วมกับกับข้าวอย่างอื่นครับ

ส่วนเมนูที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ แม้ไม่ติด TOP5 แต่ก็เป็นเมนูที่มักจะเห็นคนเกาหลีขาประจำ หรือคนที่เคยมีโอกาสทานมาจากที่อื่น สั่งกันครับ ซึ่งเฟรมคุงกำลังจะบอกว่าเมนูต่อไปนี้จะแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนไปจริงๆ

เริ่มต้นกันด้วย

ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ – บ้านเรามีแกงกะหรี่หลายแบบนะครับ อย่างที่ทุกคนพอทราบ Red curry – แกงเผ็ด, Green curry – แกงเขียวหวาน,  … มีแดง เขียว ก็ต้องมีเหลืองครับ ใช่แล้ว ปูนิ่มผัดผงกะหรี่เป็นหนึ่งในเมนูที่หลายๆคนว้าว ว่าบ้านเรามีแกงกะหรี่หลายสี 555 แต่รสชาติที่ออก หอม หวาน มัน อันนี้ก็จะแล้วแต่คนชอบครับ บางคนไม่ทานจานนี้เพราะมันดูแปลกเกิน ! หรือคนเกาหลีบางคนที่ทานอาหารทะเลไม่เป็น ก็จะไม่ค่อยทาน อีกทั้งราคาเฉลี่ยของอาหารจานนี้มักจะแพงกว่าเมนูอื่นๆด้วยครับ

ส้มตำ – เมนูจานโปรดของเฟรมคุงและเพื่อนๆที่ไทย ที่นี่ก็มีนะครับ เป็นการใช้มะละกอสับปนกับแครอท แล้วก็ตำเหมือนบ้านเรา สำหรับคนเกาหลีก็มองว่าเป็นสลัดครับ เห็นแบบนี้ก็ดูเป็นเมนูเฮลตี้กันไป มีทั้งแครอท มะละกอ มะเขือเทศ ราคาก็อยู่กลางๆครับ

ยำวุ้นเส้น – รสชาติของอาหารจานนี้ ที่มาในน้ำออกเปรี้ยวหวาน มีทะเล หมึก หอย กุ้ง ก็ดูเป็นอีกหนึ่งเมนูเฮลตี้ ที่ผมมักจะเห็นลูกค้าผู้หญิงสั่งอยู่บ่อยๆครับ แต่ว่าจากประสบการณ์ที่เคยแนะนำเมนูให้เพื่อน บางคนก็ทานไม่ได้ครับ เพราะว่ารสชาติเปรี้ยวๆของน้ำยำ สำหรับคนเกาหลีที่ไม่เคยทานมาก่อน จะเข้าใจว่ามัน เสีย ครับ 555 (แหม เสียดายของ)

ผัดผักบุ้ง – ร้านอาหารไทยในเกาหลีก็มีให้ทั้งไฟแดง และหมูกรอบ ก็แล้วแต่ความชอบเลยครับ เป็นอีกหนึ่งในเมนูที่คนเกาหลีที่ชอบทาน ก็สั่งทานเรื่อยๆจริงๆ (พี่พนักงานบริษัทที่ผมไปอินเทิร์นด้วยชอบทานมากครับ) คนที่ชอบทานมักจะให้เหตุผลว่า เป็นเหมือนผักที่กินแล้วเคี้ยวได้ไม่หยุด อารมณ์เหมือนกับกินผักกิมจิชนิดหนึ่งที่เป็นผักขม แต่อร่อยกว่า พี่เชฟบอกว่าเมนูนี้แม้ไม่ติด TOP5 แต่ที่ร้านก็ยังต้องสั่งผักบุ้งมาเยอะอาทิตย์ละ 12 กิโลได้ครับ

และเมนูสุดท้าย .. เมนูที่พอพูดถึงประเทศไทยนอกจากผัดไทยแล้ว ทุกคนจะนึกถึง

ต้มยำกุ้ง – ครับ ! เมนูนี้ติดหูคนเกาหลีดี และเชื่อว่าชาวต่างชาติหลายๆคน ต้มยำกุ้งในหม้อไฟร้อนๆ ที่เกาหลีก็เสิร์ฟในหม้อไฟเหมือนกันกับบ้านเราเลยครับ ด้วยรสชาติที่มีกลิ่นของผักชี และออกเผ็ด เปรี้ยว คนที่กินก็จะกินดีเป็นพิเศษ แต่คนไม่กินนี่… บ้วนครับ ! บ้วนตั้งแต่คำแรกเลย เป็นเพราะว่าเมนูนี้มีกลิ่นของผักชี และสารพัดเครื่องเทศที่อาจจะไม่ถูกกับคนเกาหลี ดังนั้น ต้มยำกุ้งจึงเป็นเมนูที่ไม่มีใครสามารถทานได้ทุกคนครับ ! เพื่อนเกาหลีคนไหนที่ทานอาหารไทยจานนี้ได้ ก็อย่าลืมชมไปด้วยล่ะครับว่า…“กินอาหารไทยเก่งเหมือนกันนี่” !

ปิดท้าย พี่เชฟเลยฝากมาบอกครับว่า หลักการแนะนำอาหารไทยให้คนเกาหลี ที่ไม่เคยมีโอกาสทาน อาจจะลองดูใน TOP 5 ที่เราเสนอให้ในบล็อกตอนนี้ก็ได้ครับ หรือถ้าเป็นไปได้ พยายาม เลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ ผักต่างๆ เช่น ใบโหระพา ผักชี ข่า ตะไคร้ หรือเครื่องแกง เป็นต้นครับ

หวังว่าทุกคนพอจะได้ไอเดียเกี่ยวกับการแนะนำอาหารไทยให้กับเพื่อนเกาหลีแล้วนะครับ สำหรับเพื่อนๆคนไทยเอง ใครที่คิดถึงรสชาติของอาหารไทย ก็สามารถไปหาทานได้ที่ร้าน “คนไทย” … อ่าว โปรโมทกันดื้อๆแบบนี้เลย ! ซึ่งตอนนี้มีสาขาอยู่ทั้งหมด 7 สาขาต่อไปนี้ครับ

  • โซล (ยงซาน, ฮานัม, ยองดึงโพ)
  • แดกู
  • ปูซาน
  • กิมเฮ
  • มาซาน (เดือนมี.ค.)

และได้ยินแว่วๆว่า กำลังจะมีสาขาที่ 8 เร็วๆนี้ ใครที่คิดถึงอาหารไทยไปกันครับ ทั้งหมดนี้ยกเครดิตให้กับ พี่เก่ง พี่แอ๋ว เชฟร้านอาหารไทยในร้านคนไทยด้วยครับ

รีวิวร้านอาหารไทยอื่นๆในเกาหลี

thai_restaurant_in_seoul

ประสบการณ์เด็กเสิร์ฟ ณ ร้านอาหารไทยในเกาหลี!

บล็อกในตอนนี้ผู้เขียนถือวีซ่านักเรียน (D-2) ในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกาหลี ดังนั้นจะขอไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการขอมาทำงานแบบผิดกฎหมายในเกาหลีนะครับ

 

ต้องบอกก่อนครับว่า ผมไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ทำงานแนวเสิร์ฟๆ หรือต้องมาหยิบจานชามแก้วไปให้ใครแน่นอน เพราะด้วยนิสัยที่ เป็นคนซุ่มซ่าม ตักอาหารประเภทน้ำๆยกใส่ไปเสิร์ฟหรือจะยกมากินเอง ก็ต้องมีหก มีเจ็ด แปด เก้า…. เป็นเรื่องธรรมดา พอครั้นมีโอกาสที่ได้มาทำงานแนวนี้ ก็รู้สึกว่า “เอาวะ นี่จะเป็นการปฏิรูปตัวเอง” เหมือนกับว่า “จะมาอัพสกิลในการยกของไม่ให้หก” หลังจากฝึกวิชายุทธ์นี้ได้อยู่นานพอสมควร ก็พร้อมที่จะไปออกรับเมนูได้อย่างมั่นใจ ซึ่งในตอนนี้เฟรมคุงก็อยากจะนำบางส่วนของประสบการณ์มาเล่าให้ฟังครับ…

เข้างานได้ไม่กี่วัน ไปขอให้เจ้านายถ่ายรูปให้ซะแล้ว กล้ามาก
เข้างานได้ไม่กี่วัน ไปขอให้เจ้านายถ่ายรูปให้ซะแล้ว กล้ามาก

ไม่เกี่ยวกับเรื่องแต่อยากเล่า

รู้มั้ยครับว่าผมเจอเหตุการณ์อะไรรับน้องในวันเข้างานวันแรก?     “ตึกข้างร้านอาหารถล่มครับ !” จำได้ว่าเจ้านายกำลังสอนรับแขก สอนงานอยู่พอดี จู่ๆก็มีเสียงรถตำรวจอยู่ข้างนอกเต็มไปหมด ออกมาดูเฮ้ย ! ตึกข้างๆที่กำลังก่อสร้างถล่มครับพี่น้อง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่วันนั้นเพราะความวุ่นวายทำให้ร้านต้องปิดไป 1 วัน

ต้องขอบอกก่อนล่ะครับว่า 4-5 ปีก่อน ช่วงมาเรียนที่เกาหลีใหม่ๆ การได้เจอร้านอาหารไทยเป็นอะไรที่แฮปปี้มากครับ เพราะว่าร้านอาหารไทยมีน้อยมาก อยากจะกินทีต้องลงทุนไปกินในย่านคนต่างชาติ หรือว่าต้องลงทุนไปกินในย่านที่มีแรงงานต่างชาติเยอะๆซึ่งไกล และถอดใจไปอยู่นาน แต่ตอนนี้ผมคิดว่าสไตล์การทานอาหารของคนเกาหลีเริ่มหลากหลายขึ้น ร้านอาหารนอกเริ่มเยอะขึ้นและร้านอาหารไทยคือหนึ่งในนั้น ซึ่ง ณ ตอนนี้ ร้านอาหารไทยเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดเลยล่ะครับ

ร้านอาหารไทยในเกาหลี ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีเชฟเป็นคนไทยครับ ซึ่งอาหารก็จะมีหลากหลายเหมือนกับในบ้านเราเลย รสชาติอาหารก็เรียกว่าใกล้เคียงกับบ้านเรา อย่างเดียวที่ไม่ใกล้กันอาจจะเป็นเรื่องราคา! แต่สำหรับคนเกาหลีแล้ว คิดว่าราคาน่าจะพอรับได้ไม่ถึงกับแพงจนเกินไป

มาลองเปิดเมนูกันดูดีกว่าว่าร้านอาหารไทยในเกาหลีจะขายอะไรบ้าง… นี่ผมให้ดูเมนูเก่าของร้านที่ผมเคยไปทำงานมา (แม้ว่าร้านนี้ตอนนี้จะปิดไปแล้ว) แต่ก็อยากให้ดู เพราะอะไรน่ะเหรอครับ……. ผมเป็นคนทำเมนูให้ร้านนี้เอง 5555

ตัวอย่างเมนูอาหารไทยที่ขายในร้านอาหารไทยในเกาหลี

ก็จะเห็นครับว่า เมนูก็หลากหลายครับ แบ่งตามประเภท ตั้งแต่ประเภทเครื่องเคียง ไปยังสลัด (ส้มตำ, ยำๆ นี่จัดเป็นสลัด), ซุปหรือน้ำๆก็มีตั้งแต่ จืดยันแซ่บ น้ำใส ยันน้ำข้น ก๋วยเตี๋ยวก็มีหมดครับ ราคาก็จะเห็นว่าผัดไทย เมนูพื้นฐานยอดนิยมอยู่ที่ 10,500 วอน (หรือประมาณ 315 บาท)

สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาเป็นเด็กพาร์ทไทม์ในร้านอาหารไทย

สิ่งที่ต้องเจอก็คือการ รับเมนู ครับ เป็นอะไรที่เบสิคมากๆ ตอนที่เราไปกินในร้านอาหาร เราเป็นในฐานะลูกค้า ไปสั่งอาหาร เราก็ไม่เคยได้สังเกตอะไร แต่พอมาเป็นคนรับเมนูเอง สลับบทดู วันแรกนี่ มือผมสั่นดิ๊กๆ… เลยครับ การรับเมนูจะต้องฟังให้ออกว่าพูดว่าอะไร ส่วนใหญ่เมนูภาษาไทยก็ไม่ค่อยยาก เพราะว่ามันคือภาษาบ้านเรา การได้ฟังคนเกาหลีพยายามออกเสียงชื่ออาหารไทยก็เป็นอะไรที่น่ารักเช่นกัน แต่สิ่งที่ยากคือการที่เราต้องอธิบายเมนู แนะนำเมนู หรือยากกว่านั้นคือต้องอธิบายส่วนผสมเพราะบางคนอาจจะแพ้อาหารครับ เช่น ก๋วยเตี๋ยว เส้นทำมาจากแป้งอะไร? (แต่ทุกอย่างพอทำไปนานๆ มันก็เกิดความชินเองล่ะครับ ได้ฝึกภาษาดีๆด้วย)

menu-counter

รับเมนูเสร็จแล้วก็ต้องมาคีย์รายการ พอคีย์เสร็จรายการจะไปออกเป็นใบเสร็จไปเด้งในครัวให้พี่เชฟทำ จากนั้นเราก็จะนำไปเสิร์ฟครับ ว่างๆก็มีบ้างที่จะต้องมาช่วยล้างจานเวลาที่มีลูกค้าเยอะมากๆ แต่ระบบที่นี่ก็เป็นระบบล้างอัตโนมัติหมดแล้วก็ทุ่นเวลาไปได้เยอะหน่อย

มาแล้วผัดไทยพร้อมเสิร์ฟ ราคาแพงแต่ปริมาณเราก็ใหญ่ตามด้วยครับ
มาแล้วผัดไทยพร้อมเสิร์ฟ ราคาแพงแต่ปริมาณเราก็ใหญ่ตามด้วยครับ

เสิร์ฟเสร็จก็ต้องมาคิดเงินครับ ก็ต้องมีถามลูกค้าเป็นมารยาทว่าทานอร่อยหรือเปล่า ? รับบัตรหรือจ่ายสด ? รับมาเท่าไร ทอนเท่าไร? เอาใบเสร็จมั้ย? ขอบคุณครับ … ดูเหมือนว่าคำพูดพวกนี้เป็นอะไรที่ต้องออกมาโดยอัตโนมัติไปหมดแล้ว!

ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่างานเด็กเสิร์ฟนั้นเป็นงานใช้แรง กลับไปบ้านทีไรก็เหนื่อยสลบเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันแฮปปี้ที่สุดตอนไหนรู้มั้ยครับ … ตอนจะได้กินอาหารไทยนี่แหละ!

framekung_kohlarn_2

กินเสร็จก็มีช่วงเวลาเม้าท์มอยตามภาษาคนไทยด้วยกันครับ มันเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่มีความสุขมาก ไม่คิดว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนจะทำให้เรามีเรื่องคุยกันมากขนาดนี้  เช่นกัน มีอะไรให้เราได้ค่อยๆเรียนรู้ครับ เช่นเรื่องการทำอาหาร ผมเองนานๆทีจะมีโอกาสทำอะไรง่ายๆกินเองอยู่ที่เกาหลี มีบ้างที่โทรศัพท์มาถามพี่เชฟเลยก็มี! ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆที่ได้จากการทำงานครับ

ลูกค้าผู้น่ารัก

ผมโชคดีหรือยังไงก็ไม่รู้ครับ ผมไม่เคยได้ยินใครบ่นถึงรสชาติของอาหารหรือว่าการบริการของเราเท่าไรเลย (ยกความดีความชอบนี้ให้พี่เชฟด้วยครับ) ภาพที่เห็นส่วนใหญ่ตอนเก็บจานคือทุกคนกินจนเรียบ (บางคนแทบจะกินผักแกะสลักที่เราเอามาประดับจานด้วย) ทำงานไปสักพักเราก็จะเริ่มจับได้ครับว่าคนเกาหลีชอบทานอะไร ผู้ชาย ผู้หญิงสั่งไม่เหมือนกันอีก ซึ่งผมขอเก็บเอาไปเล่าในตอนหน้าครับ…

พูดถึงลูกค้าที่มาทานอาหารไทย ก็ถือว่าหลากหลายครับ 80% เป็นคนเกาหลี 20% เป็นคนไทยและคนต่างชาติครับ และด้วยความที่ร้านค้าตั้งอยู่ในย่านหรูแห่งหนึ่งในเกาหลี กลุ่มที่มาทานก็จะมีเป็นคู่รักที่มาเดทกัน หรือเป็นผู้ใหญ่ที่มาเป็นครอบครัว …ด้วยความที่ร้านอาหารไทยจัดเป็นร้านอาหารหรู ลูกค้าทุกคนก็จะพรีเมี่ยมมาเลย พูดจาสุภาพ ใจเย็น ก็ทำให้งานทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่นครับ

table

ดาราเกาหลีมากินข้าว !

เป็นเรื่องปกติล่ะครับที่จะเห็นดารามาแอบกินข้าวตามร้านอาหารแบบลับๆ ส่วนตัวๆ ผมเองก็เคยมีโมเมนต์ที่ไปทำงานแล้วเจอดารามาทานข้าวกับเพื่อนๆ ขอบอกว่าตอนนั้นไม่รู้จริงๆครับ จนเจ้านายมากระซิบผมเบาๆว่า “โต๊ะนั้นเป็นดารานะ!” แต่ดั๊น…บอกเลขโต๊ะผมผิด! ไอ่เราตอนไปเสิร์ฟอาหารก็พยายามมองๆ ก็คิดในใจว่า “เอ๊ะ ทำไมคนนี้เป็นดาราได้ยังไง ทำไมราศีไม่จับ” แต่อีกโต๊ะนี่ดูดีกว่าเยอะเลย ผมก็เสิร์ฟไปปกติไม่ได้เกร็ง (แต่ไปเกร็งอีกโต๊ะที่เจ้านายบอกมากกว่า) จนกระทั่งถึงตอนจ่ายเงิน เห็นดารามาคุยกับเจ้าของร้าน แจกลายเซ็นต์เท่านั้นล่ะครับ ผมนี่งงเลย อ้าว !! ผิดโต๊ะ~~~!! … ตามมารยาทครับ ไม่ได้ถ่ายรูปด้วย แต่ได้เจอก็รู้สึกว่าเขามีออร่า จนถึงตอนนี้พยายามจะนึกชื่อไม่ออกว่าเป็นศิลปินอะไร รู้ว่าเล่นซีรีส์ที่ดังอยู่ตอนนั้น เป็นตัวรอง จบจากมหาวิทยาลัยคยองฮีครับ ㅠ-ㅠ (รู้แล้วบอกด้วย)

ที่เสียดายไปกว่านั้นคือ พอเป็นศิลปินที่เรารู้จักบ้าง เคยฟังผลงานบ้าง อย่าง Rasberry field ศิลปินเพลงอินดี้ที่ผมมี playlist อยู่ในโทรศัพท์ ผมก็แทบจำอะไรเขาไม่ได้เลย !! โหยยย แต่นะ เราก็ไปขอเขาถ่ายรูปไม่ได้อยู่ดี ตามมารยาทครับ

Soy (ผู้หญิงขวามือ) ร้องนำมาทานร้านอาหารของเราครับ
Soy (ผู้หญิงขวามือ) นักร้องนำมาทานร้านอาหารของเราครับ (ที่มาภาพ 사진출처 : https://goo.gl/C1ApGP)

การทำงานในร้านอาหารไทยนี้ ต้องยกความดีความชอบให้รุ่นน้องแจน เด็กไทยที่เรียนอยู่ในเกาหลีด้วยกัน ที่เปิดประสบการณ์ให้พี่คนนี้ มาเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆ กล้าทำในสิ่งที่เคยฝันมากขึ้นครับ ตอนเป็นเด็กที่เคยคิดเล่นๆอยากเป็นเชฟ อยากเป็นพนักงานเซเว่น อยากเป็นพนักงานร้านชาบู (เพื่อที่จะได้กินชาบูทุกวัน) ทุกๆงานในสายบริการนี้เราเคยฝันไว้อยากทำ มันก็เหมือนเป็นจริงอีกครั้ง และยิ่งเราทำงานด้วยความตั้งใจ จนถึงวันที่มีคนชอบในสิ่งที่เราทำ ก็เป็นธรรมดาล่ะครับที่ว่ามันจะใจชื้นและเป็นกำลังใจให้เราได้ทำอะไรต่อๆไป…. ถึงตอนนี้ไม่ได้ทำต่อแล้วครับ ยอมรับเลยว่าเหนื่อยจริง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สนุกๆ เป็นอีกหนึ่งสีสันของช่วงเวลาที่อยู่ในเกาหลี อยากจะเก็บเอามาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ลองมาอ่านเบื้องหลังของการทำงานครับ

 

ปิดท้ายด้วยทีมงาน เป็นภาพหมู่ที่ถ่ายกับพี่เชฟ พี่ผู้จัดการที่ยังขายไม่ออก และเพื่อนเกาหลีที่มาทำงานด้วยกันครับ 🙂ponghak

ในตอนหน้า เราจะมาดูกันครับว่าคนเกาหลีชอบทานอะไร ? เปิดเผยเมนูอาหารไทยสุดฮิตของคนเกาหลี! อย่าลืมติดตามกันนะครับ !

ไม่อยากพลาดบล็อกตอนใหม่ๆของเฟรมคุง ก็อย่าลืมกด Like แฟนเพจ  กันด้วยนะครับ ^_^

 

คนตาบอดสี กับ รถไฟฟ้าในเกาหลี

colorblindness_and_korean_subway

มีวันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน ผมนั่งรถไฟฟ้าไปเจอโฆษณาชิ้นหนึ่งครับ แล้วก็ค่อนข้างสะดุดตา เป็นโฆษณาที่มีแถบสีคล้ายกับแบบทดสอบตาบอดสี ที่ผมไม่ชอบมันเอาซะเลย ! เหตุผลที่คนๆหนึ่งจะไม่ชอบแบบทดสอบตาบอดสีจะเป็นอะไรไปได้นอกจากคนๆนั้น ตาบอดสี ครับ

seoul-subway-map-for-color-blind-people.jpg

ผมตาบอดสีครับ เคยแอบบ่นๆในบล็อกตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ผมใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกับเส้นทางรถไฟฟ้าของญี่ปุ่น ที่มีหลายสายและการแบ่งสายรถไฟญี่ปุ่นด้วยการใช้ชื่อสายและสี ทำผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด มันอึดอัดเวลาเดินทางพอสมควร แต่ผมก็ไม่โทษเขานะ เพราะว่าเส้นทางรถไฟฟ้าเขาเยอะ มันก็สะดวกสบายกับคนบ้านเขาดี ไม่มีปัญหาอะไร

นี่คือภาพที่ผมได้เห็นวันที่ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ เป็นภาพที่เจ็บปวดยิ่ง
นี่คือภาพที่ผมได้เห็นวันที่ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ เส้นทางรถไฟฟ้าของญี่ปุ่นยากได้ใจเลย แต่เห็นว่าเดี๋ยวนี้โตเกียวเปลี่ยนไปเยอะแล้วล่ะครับ

ผมตาบอดสีเขียวครับ พอพูดคำนี้ ทุกคนก็อาจจะหยิบใบไม้ขึ้นมา แล้วถามว่าสีนี้คือสีอะไร… ผมก็จะตอบว่า มันก็คือสีเขียว เขียวแบบเขียวอ่อน มันก็พอมองออกครับ เอาเป็นว่าผมไม่เห็นบางโทน เพื่อความเข้าใจ เขาก็มีเป็นตารางเทียบสีให้ดูครับ

color-testing-graph-2เคสของผมจะอยู่ในประเภทที่สอง

ย้อนกลับมาดูข้อความในโฆษณานั้นกัน…

แปลเป็นใจความได้ว่า

พบกับเส้นทางรถไฟสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตา, สีที่เห็นอาจจะไม่เหมือนกัน  แต่จุดหมายปลายทางนั้นเหมือนกัน”

อ่านจบก็เกิดความคิดว่า คนที่นี่เขาเคารพทุกๆสิทธิ์ของคนทุกคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าจริงๆ ตั้งแต่คนแก่ สตรีมีครรภ์ หรือแม้กระทั่งคนที่มีปัญหาด้านการมองเห็น เอาเข้าจริงๆผมก็ยังไม่ทราบว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เลยหาข้อมูลต่อก็พบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ครับ

เรียกว่าไม่ธรรมดา เอาจุดอ่อนของคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นสี มาวิเคราะห์เป็นข้อๆเลยครับ แล้วแก้ทีละจุด ผมยกตัวอย่างที่สำคัญๆ อย่างเช่น สายบางสายที่มาตัดกัน บางทีการใช้สีที่ใกล้เคียงกัน มันก็จะทำให้เราเห็นสีเป็นสีเดียวกันได้ครับ ดังตัวอย่างในภาพนี้

solving_color_problem

นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการออกแบบให้สายไม่ตัดกันเป็นเส้นตรง ไม่ทับกัน ดั่งในรูป โดยเปลี่ยนให้เป็นเส้นโค้งแทนป้องกันการสับสนของสี คนที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสีพอสีที่ใกล้เคียงมากๆ มันไปเจอกันมันจะแยกไม่ออกครับ ซึ่งเขาก็ได้แก้ไขโดยการใช้เส้นโค้งไม่ให้ไปทับกัน และใส่สีให้ขอบทำให้แยกสีออกจากกันได้

curve

ทั้งหมดนี้ได้ออกมาเป็นแผนที่สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการมองเห็นสีดั่งที่เห็นในภาพนี้ครับ

แผนที่ก่อนและหลังดีไซน์
แผนที่ก่อนและหลังดีไซน์

ผมนี่ขอชื่นชมให้กับทีมงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง และอยากให้ลองเข้าไปดูในเว็บของโครงการนี้ แม้ว่าจะเป็นภาษาเกาหลีก็เถอะครับ แต่จะได้เห็นที่มาที่ไปและรายละเอียดต่างๆที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี

จริงๆแล้วโดยพื้นฐานการแบ่งสายรถไฟฟ้าในเกาหลีก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเท่าไรครับ คนที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็นสี ส่วนใหญ่จะเลี่ยงการจดจำรายละเอียดที่เป็นสี ดังนั้นแทนที่จะจำสีก็ไปจำหมายเลข ชื่อสถานี หรือหมายเลขสถานีแทนได้ รวมไปถึงมีแอพสำหรับรถไฟฟ้าที่แสนสะดวกสบาย ไม่ต้องมานั่งไล่เส้นทาง

แต่สิ่งที่ผมประทับใจคงเป็นเรื่อง “การเคารพในสิทธิ์ของตัวเอง” และ “สิทธิ์ของผู้อื่น” ของคนเกาหลีครับ ในระหว่างการเดินทางไปยังจุดเป้าหมายเดียวกัน เรามีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยมากมาย ซึ่งมันมากจนเราอาจจะละเลยและมองข้ามใครสักคน  แต่การที่จะมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของทุกคนที่ใช้ถนนและเส้นทางนี่ล่ะผมคิดว่ามันเป็นความใส่ใจอย่างหนึ่ง และบ่งบอกถึงคุณสมบัติของคนเกาหลีได้เป็นอย่างดีเลย เกี่ยวกับการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน

ก็อยากให้เรายึดมั่นในสิทธิ์ของตัวเอง พึงเรียกสิทธิ์ของตัวเองที่ควรได้รับ และที่สำคัญไม่ริดรอนสิทธิ์ของคนอื่น สังคมก็จะน่าอยู่ครับ

 

หัวข้ออ่านเล่นๆ

  • เดี๋ยวนี้รถไฟญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเยอะแล้วนะครับ ลองเข้าไปอ่านในเว็บนี้กันได้ คลิก

 

เล่นสกีไม่เป็นก็ไปได้ ทัวร์สกีรีสอร์ทเกาหลี!

อยู่เกาหลีหลายปีแล้วถ้าให้สำรวจกิจกรรมที่ยังไม่เคยทำอย่างหนึ่งก็คือการไปสกีรีสอร์ทครับ มีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ได้ไปสักทีก็คือข้อจำกัดเรื่องเวลา หน้าหนาวทีไรทำไมต้องมีเรื่องให้ทำตลอดเลย…

ปีนี้พอจัดตารางเวลาได้ เลยเริ่มหาข้อมูลการเดินทางครับ ก็พบว่ามีสกีรีสอร์ทอยู่มากมายในแถบเขตจังหวัดคังวอน และหนึ่งในนั้นคือสกีรีสอร์ทของ ยงพยองสกีรีสอร์ท (Yongpyong Ski Resort / 용평리조트) ครับ (คนไทยอาจจะเรียกรีสอร์ทแห่งนี้ว่า ยงเพียง)

yongpyeong_ski_resort_blog_cover

ที่นี่ช่วงนี้น่าจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะว่ามีซีรีย์ชื่อดังอย่างเรื่อง Goblin (도깨비) มาถ่ายที่นี่ด้วย เลยเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจในบรรดาสกีรีสอร์ททั้งหลาย

ที่มาของภาพ : ซีรีย์เรื่อง Goblin (ตอนที่ 9) [사진 출처 : 도깨비 9회]
ซีรีย์เรื่อง Goblin (ตอนที่ 9) [사진 출처 : 도깨비 9회]

วิธีการเดินทาง

สะดวกที่สุดเลยคงเป็นการนั่งรถบัสของรีสอร์ท ซึ่งสามารถจองผ่าน เว็บไซต์นี้ ครับ โดยสามารถชำระผ่านบัตรเครดิตต่างประเทศได้เลย ค่อนข้างสะดวก จุดขึ้นบัสก็มีหลากหลายที่ ตามสถานที่สำคัญๆในโซล ไม่ว่าจะเป็นย่าน Hongik, สถานี Sinchon , Seoul ฯลฯ โดยจะต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้น 4 วันครับ

แน่นอนว่าเฟรมคุงก็ พลาด ความสะดวกสบายนี้ ด้วยการไม่ได้จอง ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนสอง มาใช้บริการรถบัสเอกชนเจ้าอื่นครับ

มีรถบัสเอกชนมากมายที่วิ่งไปยังรีสอร์ทครับ โดยสถานีรถบัสที่อยู่ใกล้กับรีสอร์ทชื่อว่า ฮเวงกเย (Hoinggye, 횡계) ชื่ออ่านยากได้อีก… รถบัสที่ออกจากโซลไปยังฮเวงกเยนี้ มี 2 ที่ครับคือที่ East Seoul Bus terminal (동서울 버스터미널) – สถานี Gangbyeon และ South Seoul Bus Terminal (서울남부 버스터미널) – สถานี Nambu Bus Terminal Station  (แล้วแต่ว่าใกล้กับที่ไหน รถของที่ East จะมีเยอะกว่า South หน่อยครับ แต่ราคาตั๋วของ South กลับถูกกว่านิดหน่อย (13,600 วอน) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 40 นาทีครับ

วิวบนรถบัสทั้งสองข้างทางสวยมากกก.. รถบัสนั่งสบายครับ เพราะเป็นแบบแถวละ 3 เบาะ
วิวบนรถบัสทั้งสองข้างทางสวยมากกก.. รถบัสนั่งสบายครับ เพราะเป็นแบบแถวละ 3 เบาะ

รถจะไปแวะจอดประมาณ 3 เมืองก่อนถึงได้ครับ ให้เราฟังประกาศหรือแนะนำให้นั่งเบาะหน้าๆ เพื่อจะได้ถามคนขับได้ครับว่าใช้สถานีรถบัสฮเวงกเยหรือเปล่า สถานีนี้ก็จะเล็กๆครับ เป็นเหมือนปั๊มน้ำมันเล็กๆเลย

เดินออกมานิดหน่อยจะเห็นไปรษณีย์ KOREA Post ครับ หน้าอาคารนี้ (ที่ไม่มีป้ายอะไรบอกเลย) จะเป็นจุดที่เราสามารถขึ้นรถชัตเติลบัสของรีสอร์ทไปยังรีสอร์ทได้ฟรี โดยรถจะออกมาตามเวลาดังนี้ครับ

ที่ทำการไปรษณีย์ จุดรอรถบัสไปยังยงพยองรีสอร์ทครับ
ที่ทำการไปรษณีย์ จุดรอรถบัสไปยังยงพยองรีสอร์ทครับ

รอบรถชัตเติลบัสไปยังยงพยองรีสอร์ท

ระยะเวลาเดินทาง : 15 นาที

05:20, 06:20, 07:20, 08:00, 08:30, 09:40, 12:00, 14:00, 16:20, 17:40, 18:50, 20:00, 21:00, 23:30

ส่วนขากลับเราจะไม่มาที่นี่แล้วครับ เพราะว่าเราได้ทำการจองรถบัสที่สามารถนั่งตรงจากรีสอร์ทได้เลย คือ ขาไปเท่านั้นที่ต้องจองล่วงหน้า 4 วัน แต่ขากลับเราสามารถไปจองที่เคาน์เตอร์ที่รีสอร์ท (อาคาร Tower Plaza) ได้เลย หรือจองผ่านเว็บเดิมก็ได้ครับ

อาคาร Tower Plaza จะอยู่ใกล้ๆกับลานจอดรถครับ เป็นอาคารแรกที่เราจะเห็น ในนี้มีร้านอาหารและจุดขายตั๋วขากลับครับ
อาคาร Tower Plaza จะอยู่ใกล้ๆกับลานจอดรถครับ เป็นอาคารแรกที่เราจะเห็น ในนี้มีร้านอาหารและจุดขายตั๋วขากลับครับ

จากนั้นเราจะมุ่งหน้าไปยังอาคาร Dragon Plaza ซึ่งเป็นจุดที่เราจะไปนั่งกระเช้ากันครับ อย่างที่เราเกริ่นไปในชื่อบล็อกว่างานนี้ “เล่นสกีไม่เป็นก็ไปได้” เราจะไปดูคนเขาเล่นสกีกันครับ 55

เดินมาตามทาง ตามป้าย จะเห็นลานสกีใหญ่ๆเลยครับ โซนตรงนี้จะเห็นคนมากมายเต็มไปหมด

yongpyeong-ski-resort-01

ถัดจากตรงลานสกีใหญ่ๆนี้ เราก็จะเห็นอาคารใหญ่ๆที่ด้านหน้าเขียนว่า “Dragon Plaza” แบบนี้ครับ

dragon-plaza-yongpyeong-resort

เข้าไปก็จะพบว่าที่นี่คืออาณาจักรที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับสกีและสโนว์บอร์ด มีทั้งร้านจำหน่ายอุปกรณ์ ที่ให้เช่าอุปกรณ์ล็อคเกอร์ โรงเรียนสอน ร้านอาหาร และที่นี่ก็เป็นจุดที่เราจะไปนั่งกระเช้ายาวที่เรียกว่า โกนดลล่า (อ่านเสียงตามภาษาเกาหลี), Gondola ซึ่งเป็นเหมือนไฮไลท์หนึ่งของรีสอร์ทนี้เลยก็ว่าได้ล่ะครับ เราจะมาซื้อบัตรกันซึ่งจุดจำหน่ายบัตรกระเช้าโกนดลล่า อยู่บริเวณชั้น 2

gondola_ticket_place

จุดขายตั๋วหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ เห็นแถวคนเยอะๆแบบนี้จริงๆแล้วรอไม่นานเท่าไรครับ ค่าขึ้นกระเช้าอยู่ที่คนละ 15,000 วอน (ผู้ใหญ่) และ 11,000 วอน (เด็ก) เป็นแบบไป-กลับครับ เวลาซื้อตั๋วก็อยากให้เช็คโปรโมชั่นจากทางรีสอร์ทหรือไม่ก็ลองดูจากในองค์การท่องเที่ยวเกาหลี เผื่อจะมีส่วนลดอะไรบ้าง (ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เลยน่าจะมีส่วนลดบ่อยๆครับ) สำหรับผมถือบัตรธนาคารในเกาหลีเลยได้ส่วนลดมา 30%

ได้ตั๋วแล้วก็เตรียมขึ้นกันเลยครับ ที่นี่ไม่มีคิว ก็ต่อแถวแล้วก็รอขึ้นได้เลยครับ

gondola_track

วิวที่สามารถเห็นได้จากบนกระเช้าก็จะประมาณนี้ล่ะครับ…

gondola_yongpyeong
yongpyeong-ski-resort-02

yongpyeong-ski-resort-03

เนื่องจากวันที่ไปนั้นหิมะกำลังเริ่มตก ทำให้บดบังทัศนียภาพพอสมควร (ภาพที่ออกมาเลยประมาณนี้ครับ) แต่ถ้ามองด้วยตาก็สวยไม่เบาเลย

พอนั่งไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกได้ถึงความไกลครับ เป็นกระเช้าที่เสียเงินแล้วรู้สึกว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 นาที กับวิวแบบนี้ถือว่าสุดคุ้มจริงๆล่ะครับ และแล้วเราก็นั่งกันมาจนถึงยอดซักที… ทันทีที่ออกจากอาคารมา ภาพแรกที่ได้เห็นก็คือ…

top-of-gondola

หิมะขาวโพลน และ ลมแรงมากครับ…. หนาวสะใจจริงๆ เดินออกมาจากอาคารตรงนี้จะเป็นจุดกระเช้า (ลิฟต์) สำหรับคนที่เล่นสกีขึ้นมาครับ จุดนี้นอกจากเป็นจุดชมวิวบนยอดแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของนักเล่นสกีด้วย ตรงนี้จะเป็นโซนของเรนโบว์ครับ ที่นี่จะมีการแบ่งโซนสกีเป็นโซนๆด้วยสี ตามความยากง่ายครับ ตั้งแต่สีเหลือง (ง่ายสุด) ส่วนเรนโบว์นี่ก็เป็นระดับเกือบสูงสุดล่ะครับ

ขึ้นมาถึงข้างบนแล้วก็อย่าเพิ่งถอดใจกับความหนาว ให้เดินออกมาหน้าอาคารไปตามทางเรื่อยๆก็จะมีที่ให้เดินย่ำหิมะเล่นเป็นทางเดินไปอีกประมาณ 300 เมตร

yongpyeong-ski-resort-top

yongpyeong-ski-resort-top-02

มุมสูงของรีสอร์ท ที่มาของภาพ Goblin (ตอนที่ 9) : 사진 출처 [도깨비 9 회]
มุมสูงของรีสอร์ท ที่มาของภาพ Goblin (ตอนที่ 9) : 사진 출처 [도깨비 9 회]
ออกมาเจอกับความหนาวได้สักแปป ก็กลับเข้าไปที่อาคารนั่งพักกันครับ ที่นี่ก็มีร้านกาแฟ ร้านอาหารอยู่เหมือนกัน แต่ว่าราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ชั้นสองจะมีที่ให้เรานั่งพักกันอุ่นๆได้ ใครเหนื่อยๆก็ไปแวะนั่งพักกันซักหน่อยครับ

ได้ที่แล้วก็นั่งกลับไปครับ ขากลับคนจะน้อยกว่าขาขึ้นพอสมควร ก็สามารถจับจองกระเช้าว่างๆได้ครับ

เส้นทางลงก็ เราก็จะได้เห็นคนเล่นสกีกันเป็นทางเลยล่ะครับ แค่ได้ดูก็ยังสนุกเลย ไม่รู้ว่าของจริงจะขนาดไหนต้องหาโอกาสไปลองบ้างแล้ว
เส้นทางลงก็ เราก็จะได้เห็นคนเล่นสกีกันเป็นทางเลยล่ะครับ แค่ได้ดูก็ยังสนุกเลย ไม่รู้ว่าของจริงจะขนาดไหนต้องหาโอกาสไปลองบ้างแล้ว

ลงมาถึงชั้นล่างก็มาเดินสำรวจต่อครับ ในตึกเดียวกันนี้ Dragon Plaza นี้ มีจุดหนึ่งที่เป็นสถานที่ที่อยู่ในฉากของซีรีส์ Goblin ตอนที่นางเอกไปทำงานเสริมอยู่ที่รีสอร์ทครับ

 

เจอแล้ว !! สถานที่นางเอกมาทำงานที่สกีรีสอร์ท
เจอแล้ว !! สถานที่นางเอกมาทำงานที่สกีรีสอร์ท

ใกล้จะ 5 โมง ซึ่งเป็นเวลากลับไปยังโซลแล้วครับ ขอเดินมาหาอะไรกินที่ Tower Plaza ครับ

ซุนแด (ไส้กรอก) + ทวีคิม (ของทอด) หมดไปไม่ถึงหมื่นวอนครับ
ซุนแด (ไส้กรอก) + ทวีคิม (ของทอด) หมดไปไม่ถึงหมื่นวอนครับ

เดินออกมานอกอาคาร ก็จะเป็นลานจอดรถครับ จะมีจุดๆหนึ่งที่รวมรถบัสเยอะๆ ตรงนี้ล่ะครับ เป็นสถานที่รถบัสขากลับโซล หน้ารถจะมีป้ายเขียนบอกปลายทาง อย่างของผมจะไปลงที่สถานี Sinchon ครับ ก็สามารถเอารายละเอียดการจองไปขึ้นรถได้เลย โดยค่ากลับเที่ยวเดียวอยู่ที่ 35,000 วอน/คน ครับ

bus_to_seoul

ระหว่างทางมีจอดแวะเข้าห้องน้ำให้ด้วย เนื่องจากว่าสภาพการจราจรวันนั้นดูจะติดหนักเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ครับ

hyugyeseo

และทริปวันเดียวไปยังสกีรีสอร์ทก็สิ้นสุดลงเท่านี้ครับ จะเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่น่าสนใจ สำหรับใครที่เวลาน้อย แต่ยังอยากได้ฟีลลิ่งของหิมะ ขอบอกว่ารีสอร์ทแถวๆนี้ มีหิมะให้ดูยาวกว่าเมืองอื่นๆเลยล่ะครับ ใครสนใจก็ลองศึกษารายละเอียดตามที่เราเสนอไปในบล็อกได้

หรือสงสัยในการเดินทางก็คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม

[เที่ยวนอกโซล] ชวนมาปั่นจักรยานรางรถไฟเก่า (Railbike) เมืองชองซอน!

เก็บควันหลงจากช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของที่เกาหลีมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวกับคณะอาจารย์สมัยม.ปลาย ที่เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพื่อมาเก็บภาพใบไม้เปลี่ยนสีโดยเฉพาะ ซึ่งเรามีแผนไปเที่ยวชมใบไม้กันหลายจุดด้วยกันครับ นั่งรถจากโซลมาที่เมืองซกโช (Sokcho, 속초) แล้วขึ้นไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ก่อนที่จะพักที่นั่นหนึ่งคืนแล้วเดินทางต่อ

เมืองซกโช จริงๆเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่ามาเที่ยวนะครับ แต่ทั้งวันส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บนอุทยานซอรัคซาน เลยได้ภาพมาเยอะพอสมควร แต่ที่ผมว่าน่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่านั้นคือผมจะพาคุณผู้อ่านไปปั่นเรลไบค์ด้วยกันครับ

เรลไบค์ คือการใช้เส้นทางรถไฟเก่าที่ปัจจุบันไม่วิ่งแล้ว มาทำเป็นเส้นทางปั่นรถครับ ซึ่งระยะทางก็จะสั้นๆเหมาะสำหรับปั่นชมวิว ทิวทัศน์ ในเกาหลีมีหลายแห่งด้วยกัน ใกล้ๆโซลหน่อยก็จะเป็นคังชน (Gangchon, 강촌) , เมืองยังพยอง (Yangpyeong, 양평) และเมืองที่ผมจะพาทุกคนไปนี้ เมืองชองซอน (Jeongseon, 정선) ครับ

เมืองชองซอน ตั้งอยู่ในจังหวัดคังวอน หนึ่งในจังหวัดที่มีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเขาหรือทะเล สภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะกับเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่นจริงๆครับ ใครเดินทางมาที่นี่จะได้เห็นความเป็นอยู่ของคนเกาหลีแบบเรียบง่าย ต่างกันกับในโซลเลยทีเดียว

การเดินทาง

 

จากภาพจะเห็นว่าผมแบ่งเป็น 2 วันครับ ผมไปเที่ยวที่เทือกเขาซอรัคซาน เมืองซกโช (Sokcho) มาก่อน หลังจากนั้นถึงค่อยนั่งรถจากซกโชมาที่สถานียอรยัง (Yeoryang)ครับ โดยเปลี่ยนบัสหนึ่งครั้งที่สถานีรถบัสคังนึง (Gangneung)

ออกเดินทางจากที่สถานีคังนึง (Gangneung) ครับ
ออกเดินทางจากที่สถานีคังนึง (Gangneung) ไปลงที่ยอรยัง (Yeoryang)

จริงๆถ้าตั้งใจนั่งรถตรงจากมาโซลเพื่อที่จะมาปั่นก็สามารถทำได้อีกเส้นทาง คือนั่งตรงจากสถานี Dong Seoul Bus Terminal มาลงที่เมืองชองซอน Jeongseon แล้วตอนซื้อตั๋วบอกให้เขาลงที่ยอรยัง (Yeoryang) คือยอรยังนี้เป็นเมืองเล็กๆครับ รถบัสจากเมืองใหญ่ๆจะมาหยุดจอดที่นี่

สถานีรถบัสยอรยังเล็กๆ ที่รถบัสจะแวะจอดให้เราแปปนึง ให้ลงที่นี่ครับ
สถานีรถบัสยอรยัง ที่รถบัสจะแวะจอดให้เราแปปนึง ให้เราลงที่นี่ครับ

จุดตรงนี้จะเป็นปลายสายของเรลไบค์ครับ ส่วนกูจอลลี (Gujeol-ri) จะเป็นต้นทาง เราจะต้องนั่งรถบัสคันเล็กๆ หน้าตาแบบนี้ไปขึ้นที่ต้นทางครับ

city_bus

หน้าตาของรถบัสจะเป็นแบบนี้ครับ คนละ 720 วอน เอาบัตรไปแตะ แล้วก็นั่งได้เลย คนขับอาจจะถามเล็กน้อยครับเป็นมารยาทว่าไปลงไหน แม้ว่าสุดสายจะเป็น Gujeol-ri ต้นทางที่ปั่นก็ตาม

รอบรถบัสจากสถานีรถบัสยอรยัง ไปยัง จุดขึ้นเรลไบค์

ระยะเวลา : 20 นาที
ค่าใช้จ่าย : 720 วอน (ผ่านบัตร 720 วอน/ เงินสด 1,000 วอน)
เวลาเดินรถ : 08.20/10.35/12.35/15.35/17.35/19.20

 

gujeolri-railbike-start-point
มาถึงจุดที่ปั่นแล้วครับ ผมเห็นคนมาจากทั่วทุกสารทิศ มากันเป็นทัวร์บ้าง รถยนต์ส่วนตัวบ้าง เข้าใจว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของการพักผ่อนเลยล่ะครับ แต่ก็จะเห็นเป็นครอบครัว กับผู้สูงอายุซะส่วนใหญ่

สามารถจองออนไลน์และชำระเงินก่อนได้เลยครับ [เว็บจองภาษาเกาหลี] แล้วค่อยไปขึ้นตั๋วที่นั่น หรือจะจองที่นั่น (เข้าใจว่าได้เหมือนกัน) ถ้าคนไม่เยอะ รถจะมีสองแบบครับ 2 ที่นั่ง และ 4 ที่นั่ง ราคาจะอยู่ที่ 25,000 และ 35,000 วอนตามลำดับ รอบรถมีทั้งหมด 5 รอบครับ 08.40 / 10.30 / 13.00 / 14.50 / 16.40 (ช่วงเดือนมี.ค.-ต.ค.)

ผมจองไว้รอบ 13.00 น. ครับ เรานั่งรถจากสถานีรถบัสยอรยัง รอบ 12.35 น. ก็มาถึงจุดขึ้น 12.50 น. แบบพอดิบพอดี  เอาตั๋วไปขึ้นแล้วก็เดินมาจุดขึ้นรถครับ ซึ่งเอาเข้าจริงกว่าจะออกก็แอบใช้เวลาอยู่ (ประมาณ 10-20 นาที) แต่เพราะว่าวันนั้นคนเยอะ เขาจะค่อยๆปล่อยออกทีละคัน ทิ้งระยะห่างครับ รถ 2 ที่นั่งจะได้ปล่อยตัวก่อน แล้วตามมาด้วย 4 ที่นั่ง

ในรถก็จะมีเบรคอยู่ 2 ที่ครับ ด้านหน้าและด้านหลัง ตรงกลางมีตะกร้าสำหรับเก็บสิ่งของ …. เอาล่ะครับ พร้อมแล้ว เราไปดูบรรยากาศและวิวทิวทัศน์สวยๆกันในคลิปนี้เลย !

railbike-1วิวทิวทัศน์โดยรอบ

railbike-view
มีลอดอุโมงค์ด้วยrailbike_tunnel

ทิวทัศน์และธรรมชาติโดยรอบ


auraji_railbike

auraji_railbike_2
เส้นทางผมคิดว่าสวยและหลากหลายครับ มีทั้งลอดอุโมงค์ วิวแม่น้ำ วิวบ้านเรือน แปลงเกษตร ฯลฯ ระยะเวลาที่ใช้ในการปั่นทั้งหมดก็น่าจะ 40-50 นาที ไม่เหนื่อยมากครับ กำลังพอดีๆเลย

เราจะมาสิ้นสุดกันที่ตรงใกล้ๆกับสถานีรถบัสยอรยังที่เรามากันครับ ตรงนี้ก็จะมีร้านกาแฟอยู่ในปลาตัวใหญ่นี้

ปลายเส้นทางเรลไบค์ก็คือที่นี่ครับ มีร้านกาแฟกับร้านขายสินค้าที่ระลึกอยู่
ปลายเส้นทางเรลไบค์ก็คือที่นี่ครับ มีร้านกาแฟกับร้านขายสินค้าที่ระลึก

อาหารการกินแถวนี้ ตรงต้นสายเห็นมีร้านอาหารใหญ่ๆอยู่หลายร้านเหมือนกันครับ ส่วนตรงปลายสายนี้ จะมีร้านอาหารเล็กๆ ประมาณ 4-5 ร้าน กับราคาที่แพงนิดหน่อย ถ้าไม่หิวมากก็มีร้านสะดวกซื้ออยู่ครับ

หม้อไฟตกคนละประมาณ 9,000 วอนครับ (ถ้าจำไม่ผิด)
หม้อไฟพูแดจิแก ตกคนละประมาณ 9,000 วอน

ขากลับโซลนั้นให้เราไปซื้อตั๋วที่สถานียอรยังเพื่อไปที่เมืองคังนึง (Gangneung) ครับ (ถ้าไม่มีคนอยู่ให้เราไปจ่ายกับคนขับได้เลย คนละ 7,700 วอน) จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที แล้วค่อยไปซื้อตั๋วกลับโซลที่เมืองคังนึง (Gangneung) อีกที เพราะว่าไม่มีรถที่ตรงจากที่ยอรยังไปโซลครับ

ดูความคันทรี่ของป้ายรถบัสซะก่อน ! ปกติบอกเขาว่าจะซื้อตั๋วไปเมืองคังนึงได้ที่นี่ครับ แต่ตอนไปไม่มีใครอยู่เลยไปจ่ายกับคนขับเลย (ควรเตรียมเงินให้พอดีนะครับ)
ดูความคันทรี่ของป้ายรถบัสซะก่อน ! ปกติบอกเขาว่าจะซื้อตั๋วไปเมืองคังนึงได้ที่นี่ครับ แต่ตอนไปไม่มีใครอยู่เลยไปจ่ายกับคนขับเลย (ควรเตรียมค่าโดยสารให้พอดีนะครับ)

ตารางรถจากสถานีรถบัสยอรยัง ไปยัง คังนึง

ค่าใช้จ่าย : 7,700 วอน
ระยะเวลา : 1 ชม. 25 นาที
รอบรถ : 07.30 / 08.30 / 09.30 / 10.30 / 12.30 / 14.30 / 15.30 / 16.30 / 18.30 / 19.30

หากมีเวลาเดินเล่น ถ้าเราเดินข้ามรางรถไฟมาอีกสักนิด ประมาณ 10 นาที ก็จะเห็นสะพานใหญ่ๆรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวนี้ครับ สามารถมาถ่ายรูปเล่น ชิวๆกันได้เลย
นานๆทีจะได้ออกมานอกโซลในช่วงที่ใบไม้กำลังสวยๆแบบนี้ล่ะครับ ให้ความรู้สึกฮีลลิ่งอย่างแท้จริง 5555+ แต่ส่วนตัวคิดว่าการเดินทางอาจจะยังยากอยู่นิดหน่อย ใครที่วางแผนจะไปแล้วติดปัญหาอะไร คอมเมนต์ไว้ด้านล่างเลย แล้วเดี๋ยวจะมาช่วยดูให้นะครับ
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีคร้าบ ~

วิธีแก้ปัญหาแย่งกันจ่ายของคนเกาหลี

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราไปกินอะไรกับใครสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านขนม ร้านกาแฟ ก็จะมีคนแสดงความป๋า ออกเอง จ่ายเอง จ่ายให้กันเต็มไปหมด หรือว่าในทางตรงกันข้าม อยู่ในสถานการณ์ที่ต่างคนต่างไม่รู้จะจ่ายยังไง จะหาร 2 ก็ดูน่าเกลียดเกินไป…

ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อมาเจอกับวิธีสไตล์คนเกาหลีครับ เรียกเป็นภาษาเกาหลีว่า “카드뽑기” แปลเป็นภาษาไทยมันคือ… “สุ่มบัตร”

หลักการไม่ได้ยากอะไรเลยครับ เพียงแค่ไปกับเพื่อนหลายๆคน หาร้านที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารฟาสฟู้ด ร้านกาแฟ หรือร้านขนม จากนั้นก็ให้หยิบบัตรเดบิต/เครดิตของตัวเองขึ้นมา แล้วโยนภาระทั้งหมดนี้ไปให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ครับ! พนักงานก็จะสุ่มหยิบบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง หรือสองใบ (แบ่งจ่ายเพื่อไม่ให้เป็นภาระของใครคนหนึ่งมากเกินไป) แล้วก็ทำการคิดเงิน

คนที่ไม่โดนก็กินฟรีสิครับงานนี้ ! 

บนโลกโซเชียลอย่างบน Instagram ก็ถึงขั้นกับมี hashtag #카드뽑기 อัดเป็นวิดิโอ วินาทีลุ้นให้ดูกันฮาๆมากมาย…

card

random_card

คุณผู้อ่านพอจะเดาได้มั้ยครับว่าจู่ๆผมเขียนเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันทำไม?

ใช่ครับ…พนักงานจับของผมได้สองรอบติดกันแล้วครับ T_T

카드뽑기
Credit : @nicoleseoyunyoo พี่ที่ทำงานโพสต์ลง instagram ทันทีที่ได้กินฟรี !

ชีวิตพนักงานบริษัทเกาหลีจะเป็นยังไงต่อไป อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ…

ติดตามเรื่องกินๆ ในเกาหลีกันต่อได้ที่นี่เลย ~

ประสบการณ์การฝึกงานกับบริษัทในเกาหลี

สวัสดีครับ

รอบนี้กลับมาด้วยเรื่องราวชีวิตในเกาหลีอีกครั้ง เป็นเรื่องที่จะไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำ คือ “การฝึกงานที่บริษัทใหญ่ๆในเกาหลี !” อย่าว่าแต่บริษัทใหญ่เลยครับ บริษัทเล็กๆก็ยังไม่เคยคิด บล็อกในตอนนี้ก็เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์การฝึกงานที่บริษัทเกาหลี ข้อคิด และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากฝึกงานครับ

ทำไมถึงมาได้ฝึกงานที่นี่?

กลางปีที่แล้ว ผมได้ไปแข่งขันในกิจกรรมๆหนึ่งครับของบริษัท LG โครงการนี้มีชื่อว่า LG Global Challenger เป็นการแข่งขันที่ให้คิดหัวข้อที่อยากจะศึกษา ให้ทุนไปศึกษา แล้วต้องกลับมาเขียนรายงาน โดยมีรางวัลล่อตาล่อใจอย่างโน้ตบุ๊ค โล่จากประธานบริษัท LG และ สิทธิ์ในการฝึกงานที่บริษัท LG (เครือใดก็ได้!) ซึ่งบอกตรงๆครับว่า ตอนที่แข่งนี้ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเท่ากับสิทธิ์ที่จะได้ฝึกงานในบริษัท LG อีกแล้ว ! ผมจึงทุ่มเทกับการทำโครงการนี้มากๆ เรียกว่าทุ่มทั้งเวลา งัดแงะความสามารถที่มีออกมาใช้ ทำยังไงก็ได้ขอให้ได้มีโอกาสมาฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆ และสิ้นปีผมก็ได้ข่าวดีที่ผมชนะได้รางวัลนั้นมาครองสมใจ (จริงๆเรื่องยาวครับ แต่ขอรวบรัดตัดตอน เอาเป็นว่าได้รางวัลมาแล้ว…)

ตอนนั้นผมลังเลอยู่พอสมควรครับว่าได้สิทธิ์ฝึกงานที่บริษัท LG มาอยู่ในมือแล้ว จะเอาไปใช้ยังไงดี ผมกำลังคิดถึงว่าผมจะไปทำงานอยู่ในสายไหน ด้านไหน บริษัทไหนอยู่ครับ … สงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมผมใช้เวลาในการคิดนาน ก็เพราะว่าผมค้นพบว่า “ผมจะไม่ฝึกงานในสายที่ผมเรียนอยู่!”  นึกอยากลองไปทำงานในสายที่สนใจ และไม่มีโอกาสได้กลับไปเรียนซ้ำในสายนี้  ผมเลยตรงมาที่บริษัทโฆษณาในเครือของ LG อย่าง HSAd แผนก Digital Planning ครับ

ตัดสินใจเลือกฝึกงานในช่วงหน้าร้อน ระยะเวลาก็สั้นๆครับ เดือนนิดๆ (เขากำหนดมาให้) ก็ยังคิดในใจว่าจะผ่านทั้งเดือนนี้ไปได้ยังไง จะต้องใช้ภาษาเกาหลีมากน้อยแค่ไหน จะกดดันมากมั้ย ก็แอบคิดแล้วก็เตรียมตัวไปด้วย นอกจากเตรียมภาษาแล้ว เรื่องหนึ่งที่ต้องเตรียมคือ เสื้อผ้า ครับ 555 ปกติใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีก็ชิวๆสบายๆ ใส่ขาสั้น รองเท้ากีฬา แต่พอจะต้องมาฝึกงานก็แอบต้องคิดแล้วคิดอีก ผมก็ใช้เวลาทั้งวันนั่งทำการบ้านเรื่องแต่งตัว ต้องไปหาซื้อเชิ้ต (ซึ่งปกติไม่ค่อยชอบใส่) สแล็ก ฯลฯ เรียกว่าเป็นการลงทุนเกี่ยวกับเสื้อผ้าครั้งใหญ่เลยทีเดียว!

สไตล์การแต่งตัวที่ไม่คุ้นเคย
สไตล์การแต่งตัวที่ไม่คุ้นเคย

แนะนำสถานที่ฝึกงาน

ถ้าให้ผมแนะนำคร่าวๆ HSAd (HS애드) เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่อยู่ในเครือ LG ครับ เท่าที่ผมเคยเห็น rank ของบริษัทก็จะอยู่ราวๆ TOP3~TOP5 ของเกาหลี HSAd ถือเป็นหนึ่งในเอเจนซี่โฆษณาของบริษัทใหญ่ที่ทำโฆษณาให้กับ LG และบริษัทอื่นๆครับ ถ้าให้แนะนำเอเจนซี่โฆษณาอื่นๆในเกาหลีก็จะมี Innocean (이노션) ของบริษัทรถ Hyundai และ Cheil (제일기획) ของ Samsung ที่เป็นคู่แข่ง

HSAd มีผลงานหลากหลายครับตั้งแต่ TVC, Print, Digital
HSAd มีผลงานหลากหลายครับตั้งแต่ TVC, Print, Digital ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาในประเทศ

พาเพื่อนๆมาดูสถานที่ทำงานไปด้วยกันครับ…

lg-hsad-1
บริษัท HSAd ตั้งอยู่ที่ตึก LG Mapo Building แถวๆสถานี Gongdeok

ฝึกงานวันแรก

เริ่มงานวันแรก ผมตื่นเต้น ไปก่อนเวลาเลยครับ เลยได้ไปนั่งรออยู่สักครู่จนได้พบกับหัวหน้าทีมคุณ อู ยูรัน ครับ เป็นคนที่อัธยาศัยดีมากๆ พาผมไปทำความรู้จักกับทุกคนทั้งชั้นเลย ก่อนที่จะเรียกประชุมทีมด่วน เพื่อแค่ …มาฟังผมแนะนำตัว – -” โหย ไม่มีอะไรจะกดดันไปมากกว่านี้แล้วครับ ดีที่ผมแอบไปเตรียมตัว พูดแนะนำตัวเองอยู่เป็นสิบๆรอบ แม้ว่าภาษาเกาหลีของผมกับแค่การแนะนำตัวไม่น่าจะใช่เรื่องยากเย็นอะไรเท่าไร แต่วินาทีนั้น ตื่นเต้นมากอย่างบอกไม่ถูก ผมแนะนำตัว + แจกรอยยิ้มให้กับทุกคน เพื่อให้ 1 เดือนนิดๆของผม ผ่านไปอย่างไม่มีปัญหาครับ

หน้าตาของทีมทำงานครับ มีอีก 4 คนแยกไปนั่งอีกโต๊ะ รวมๆแล้วมีประมาณ 10 กว่าคน
หน้าตาของทีมทำงานครับ มีอีก 4 คนแยกไปนั่งอีกโต๊ะ รวมๆแล้วมีประมาณ 10 กว่าคน

บ่ายของวันนั้นช่วงเบรค ผมขึ้นมากินกาแฟกับรุ่นพี่ครับ รุ่นพี่ชวนมาชั้นบนของที่ทำงาน มีเป็นร้านกาแฟ ใช้บัตรพนักงานแตะเข้ามากินได้  รุ่นพี่ชวนคุยเรื่องที่ทำงาน การปรับตัว ชวนผมเริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น รู้จักชื่อของทุกๆคนและตำแหน่ง พี่เขาก็ใจดีเขียนเป็นแผนผังให้เลยครับว่าใคร ตำแหน่งอะไร นั่งอยู่ตรงไหน เรื่องนี้ผมว่าสำคัญ เพราะถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่จะต้องเรียกตำแหน่งและชื่อให้ถูก

แผ่นกระดาษที่รุ่นพี่เขียนให้วันนั้นครับ เป็นชื่อและตำแหน่งของทุกคน
แผ่นกระดาษที่รุ่นพี่เขียนให้วันนั้นครับ เป็นชื่อและตำแหน่งของทุกคน

การงาน

หัวหน้าทีมบอกกับผมตั้งแต่ตอนแรกเลยครับว่า อยากให้ใช้เวลาฝึกงานนี้ เรียนรู้งาน อาจจะไม่มีงานอะไรที่ให้เธอเข้าไปทำได้จริงๆจังๆเท่าไร ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะ” …. จริงๆ ณ ตอนนั้น สารภาพว่ายังไม่มีความมั่นใจ ถึงขั้นจะไปทำอะไรเท่าไหร่ อยากเป็นฝ่ายดูก่อน และก็ได้ดูสมใจ ผมเข้าใจเลยครับว่าสายงานนี้ ต้องอาศัยการติดต่อกับลูกค้า ยุ่งอยู่กับเอกสารครับ ดังนั้น scope งานของเด็กฝึกงานคนนี้ + ความเป็นต่างชาติ จะทำได้นั้นยิ่งค่อนข้างแคบไปอีก โชคดีที่มีทีมเมนเตอร์ (ก็คือทีมพี่ๆผู้ช่วยผู้จัดการ) มาคอยป้อนงานให้เราไปหาโฆษณา หรือแคมเปญในบ้านเรามานำเสนอบ้างครับ ผมก็มีโอกาสได้ไปนำเสนอให้ทุกคนได้เห็นโฆษณาเจ๋งๆของบ้านเรา คนที่นั่นส่วนใหญ่ได้ดูโฆษณาฮาๆในบ้านเรามาก็เยอะครับ ซึ้งๆก็เยอะไม่แพ้กันเลย

working

ผมก็รู้สึกว่าผมได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง โลกของ Digital Marketing มีโอกาสได้ฟังการนำเสนอแคมเปญต่างๆ ของจากหลากหลายทีมในบริษัท ที่รับผิดชอบงานของลูกค้าคนละบริษัทกัน ทำให้ผมได้เห็นกระบวนการ กว่าจะมาเป็นแคมเปญๆหนึ่งได้ ต้องทำยังไง ใช้เงินไปเท่าไร เกิดปัญหาอะไร ซึ่งก็มีอบรมใหญ่ๆอยู่ประมาณ 2 ครั้ง/เดือนได้ครับ

จนช่วงไม่กี่อาทิตย์ก่อนจะจบการฝึกงาน ก็ได้รับการติดต่อมาจากอีกแผนก เขาทราบว่าผมเป็นคนไทย และบังเอิญว่าทีมนั้น กำลังจะไปทำโฆษณาให้กับ องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) พอดี มีโปรเจ็คเข้าไปถ่ายที่ประเทศไทยด้วย จึงอยากให้ผมไปช่วยหาข้อมูลให้ ผมก็ยิ้มสิครับ! เพราะจะได้ทำในสิ่งที่เราน่าจะช่วยเหลือได้มากที่สุดและคิดว่าดีที่สุด ! งานและหน้าที่จึงมาหาผมเยอะขึ้นและเริ่มสนุกกับมันมากขึ้น !

ผมถูกยืมตัวมาทำงานให้กับ ทีม Global Business Strategy ภายใต้การนำของผู้จัดการ คิม ที่มีประสบการณ์ไปเที่ยวไทยมาไม่น้อยเช่นกัน และครั้งนี้ก็อยากให้ผมช่วยออกไอเดีย คอยหาข้อมูลกับโปรเจ็คที่จะเซอร์ไพรส์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “จ๋อม” ทำงานอยู่ที่สถานี ThaiPBS ซึ่งเคยมาเที่ยวที่ประเทศเกาหลี แล้วก็วาดภาพเป็นเรื่องราวของตัวเองตอนที่มาเที่ยวที่เกาหลี ภาพของคุณจ๋อมที่อยู่บน Instagram ก็ไปเป็นไอเดียของโฆษณานี้ ซึ่งทางนี้เขาต้องการทำแคมเปญ “Korea Visits You” แนวๆว่า ถึงคราวเกาหลีไปเยือนคุณกลับบ้าง เหมือนเป็นการ “ขอบคุณ” นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวเกาหลีแล้วไม่ลืมเกาหลี ได้ฟังแล้วก็รู้สึกอบอุ่น คล้อยตามไปด้วย ผมก็พยายามเก็บข้อมูลของคุณจ๋อมที่เราจะไปเซอร์ไพรส์นี้เรื่อยๆ หาข้อมูลเพื่อนที่จะช่วยเซอร์ไพรส์ แล้วส่งไปให้ทีมถ่ายทำช่วยประสานงานต่อ การหาข้อมูลตรงนี้ล่ะครับ ที่ผมว่าสนุกดี

ไอเดียคือเราต้องไปเซอร์ไพรส์ครับ ดังนั้นทุกๆขั้นตอนจำเป็นต้องไม่ให้อีกฝั่งหนึ่งไหวตัวทัน (ตอนนั้นคิดว่าตัวเองทำรายการสาระแนอยู่ 55) ช่วงที่เซอร์ไพรส์นี่เป็นช่วงที่ผมกลับไทยพอดีครับ เลยมีโอกาสได้ไปช่วย + ไปดูบรรยากาศการทำงานด้วย ก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานครับ

บรรยากาศการเตรียมงาน ซักซ้อม ภาพสุดท้ายเป็นหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วครับ ซ้ายสุดเป็นคุณคิม หัวหน้า คนถัดมาเป็นผจก.จากองค์การส่งเสริมท่องเที่ยวเกาหลี ถัดมาอีกคือคุณจ๋อม คนที่เรามาเซอร์ไพรส์ครับ
บรรยากาศการเตรียมงาน ซักซ้อม ภาพสุดท้ายเป็นหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วครับ ซ้ายสุดเป็นคุณคิม หัวหน้า คนถัดมาเป็นผจก.จากองค์การส่งเสริมท่องเที่ยวเกาหลี ถัดมาอีกคือคุณจ๋อม คนที่เรามาเซอร์ไพรส์ครับ

และนี่คือผลงานในวันนั้นครับ…

จริงๆแล้วแอบมีผมอยู่ในคลิปด้วยล่ะ นาทีที่ 0:59 แต่บอกเลยว่าเป็นเสี้ยววินาทีครับ เลยแคปมาให้ดูกัน 🙂

me-in-kto

เรื่องกินๆ เที่ยวๆ

มีพี่ในทีมคนหนึ่งเคยถามผมว่าผมดื่มเหล้าหรือเปล่า? ผมก็ตอบไปว่าไม่ค่อยดื่ม พี่เขาบอกว่าดีเลย เพราะทีมนี้ไม่เน้นดื่ม เน้นกิน และเวลาเจอลูกค้า เลี้ยงลูกค้า มันต้องเลี้ยงดี รับแขก เป็นเรื่องปกติที่ทีมนี้จะรู้แหล่งของกินเจ๋งๆ…

ความพยายามของผมที่จะลดน้ำหนักก่อนกลับไทยหลังฝึกงานจบนั้นก็ได้พังสลายแต่เพียงเท่านี้..

.
.
.

เมื่อได้มาพบกับ…

มื้ออาหารเจ๋งๆที่ผมรวบรวมมาในช่วงที่ฝึกงานทั้งหมด
หลากหลายเมนูไม่ซ้ำจำเจ แต่ละร้านขอบอกว่าเด็ดจริงครับ 55 และนี่คือบางส่วนที่รวบรวมมาได้ตลอดช่วงฝึกงาน

นอกจากกินแล้ว ทีนี้ก็มีเที่ยวครับ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แต่ละทีมเขาผลัดกันไปเที่ยว ก็เลยโดดทิ้งงานกันไปหนึ่งวัน ทีมผมตกลงว่าจะไปเที่ยวกันที่เมือง ซกโช (속초) ซึ่งอยู่ห่างจากโซลไปประมาณ 2 ชม. มีคอนเซ็ปต์คือไปตะลุยของกินอร่อยๆ + จับโปเกมอน (ช่วงนั้นเป็นช่วง Pokemon Go ฮิตพอดี แล้วก็เกาหลีมีเมืองซกโชเมืองเดียวที่เล่นได้ เพราะว่าไปเกี่ยวกับโซนที่ให้บริการ) … ความงามของเมืองซกโชนี้คือ เป็นเมืองที่ติดชายฝั่งทะเล ก็ได้พี่หัวหน้าแผนกขับรถพาไปกินของกินอร่อยๆ แล้วก็พาไปดูวิว กินลมชมทะเลตะวันออกเกาหลีครับ

มื้อเที่ยงก่อนเข้าซกโช จัดเต็มมาก
มื้อเที่ยงก่อนเข้าซกโช เป็นชุดอาหารเกาหลี เสิร์ฟทียกมาให้ทั้งโต๊ะ
ซกโชที่มีให้คุณทั้งทะเล ภูเขา และอาหารอร่อยๆ .. (สาบานว่ากำลังรีวิวฝึกงานอยู่)
ซกโชที่มีให้คุณทั้งทะเล ภูเขา และอาหารอร่อยๆ .. (สาบานว่ากำลังรีวิวฝึกงานอยู่)

เป็นประสบการณ์การกินและการท่องเที่ยวที่ดีครับ เพราะพี่ๆที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักร้านดี ร้านเด็ดในเกาหลีเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลย ^0^

อ้อ อีกเรื่องคือทีมนี้ชอบอาหารไทยกันมากๆครับ ถึงขั้นว่ามีมื้อเที่ยงหลายมื้อที่เราไปกินอาหารไทยกัน (เท่าที่ผมนับได้ก็ 3 ครั้ง) เมนูโปรดของทุกคนที่นี่คือ ทอดมันกุ้งและผัดผักบุ้งครับ 555

thai-food
เวิร์คช็อป

บริษัทในเกาหลีส่วนใหญ่จะมีการจัดเวิร์คช็อปอยู่เรื่อยๆครับ ซึ่งเป็นการออกไปทำกิจกรรมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน แล้วมีประชุมเล็กๆน้อยๆนอกสถานที่ ซึ่งผมก็มาถูกช่วงถูกจังหวะ ที่บริษัทจัดเวิร์คช็อปพอดี ซึ่งมาจัดกันที่เมืองคาพยอง (가평) อยู่ห่างจากโซลด้วยรถยนต์ประมาณชม.นิดๆ เวิร์คช็อปที่จัดนี่ก็มี theme ด้วยครับ เป็นการจำลองการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก Rio ที่ตอนนั้นกำลังฮือฮา ก่อนงานประมาณอาทิตย์ก็มีการแบ่งกลุ่มเป็นประเทศๆ แล้วให้ mission เป็นทำวิดิโอแนะนำสมาชิกและประเทศนั้นๆ

ได้อยู่ในกลุ่มประเทศไทยพอดีครับ
(ซ้าย) โปสเตอร์งานที่ติดอยู่ทั่วอาคาร (ขวา) ป้ายชื่อของทีมครับ ได้จับกลุ่มมาอยู่กลุ่มประเทศไทยพอดีเลย ~

สถานที่จัดกิจกรรมก็ติดแม่น้ำ และล้อมไปด้วยภูเขา ร่มรื่นมากๆครับ ซึ่งวันนี้ค้างที่นี่ 1 คืน ก่อนทำกิจกรรมก็มีปฏิญานตนของพนักงานใหม่ ต่อด้วยพิธีเปิด ซึ่งทำเหมือนพิธีเปิดโอลิมปิก มีวิ่งคบเพลิง มีเปิดตัวนักกีฬาจากแต่ละประเทศ ซึ่งผมก็ไปช่วยเขาเป็นพิธีกรเปิดตัวนักกีฬาภาคภาษาไทยด้วย 555 สนุกดีครับ

hs-ville-workshop
(ซ้าย) เป็นที่พัก เป็นบ้านหลังนึงเลย (ขวา) กิจกรรมกลางแจ้ง

เสร็จสิ้นจากกิจกรรมกลางแจ้งก็เข้ามาทานข้าวครับ ก่อนจะเริ่มต้นประชุมย่อยๆ มีการแนะนำสมาชิกใหม่ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใครย้ายจากแผนกไหนมาอยู่ไหน ก่อนหน้านี้ทำอะไร เป็นการกระชับมิตรครับ จากนั้นก็ทิ้งท้ายคืนนั้นด้วยคาราโอเกะ เหล้าเบียร์ ตามสไตล์เกาหลีครับ งานนี้ใครอยู่ดึกได้ขนาดไหนก็อยู่ไปครับงานนี้ ส่วนผมก็มีพี่ที่แผนกเดียวกันชวนไปต่อ กลับมาสลบมาก…

workshop_2
ทิ้งท้าย

ผมรู้สึกว่าประสบการณ์การฝึกงานที่นี่ เป็นอะไรที่คุ้มครับ เทียบกับเวลา แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เดือนนิดๆ) กับการเป็นเด็กฝึกงานที่นี่ ซึ่งผมเองอาจจะไม่ได้มีส่วนไปรับผิดชอบงานอะไรมาก แต่สิ่งที่ได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับผมเหมือนกัน พี่หัวหน้าแผนกพูดกับผมว่า “ฝึกงานอะ เขายังไม่ได้ให้มาทำงาน แต่ให้มาเอา connection” พี่เขาอธิบายต่อว่า “มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้มาเจอกัน เชื่อมั้ยว่าที่เรามาที่นี่ เราได้ทำให้คนในออฟฟิศอีกหลายๆคนที่ไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นยังไง ได้รู้จักอีกแง่หนึ่งจากเรามากขึ้น เรากำลังทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักนะ” ผมได้ยินคำนี้ก็รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูกครับ ใช่ครับ มันมากกว่าการมาทำงานจริงๆ เพราะผมได้รับโอกาสเหล่านี้ ได้รับการดูแลที่ดี พี่ๆมักจะย้ำกับผมเสมอๆว่า คุณคือเด็กฝึกงานที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ เป็นเด็กฝึกงานต่างชาติที่เขาอยากจะสอนทั้งงาน สอนทั้งวัฒนธรรมเกาหลี ความเป็นอยู่เกาหลีให้ ผมจึงบอกได้เลยว่าเวลาช่วงที่ผ่านมามีค่าสำหรับผมมากครับ ซัมเมอร์ที่ผ่านมาจึงเป็นเหมือนประสบการณ์ใหม่ๆ ความทรงจำดีๆที่ปักเป็นธงไว้บน milestone ของผมด้วยครับ

last-day
มื้อพิเศษวันสุดท้ายครับ กินเสร็จผมก็โดนเซอร์ไพรส์ด้วยของชิ้นหนึ่งครับ เป็นพัดที่พี่ๆทุกคนเขียนข้อความให้

แล้วก็อย่าลืมติดตามเรื่องราวในเกาหลีของเฟรมคุงต่อไปด้วยนะครับ สวัสดีครับ 🙂

bye