2017 Year In Review

1. จบแล้ว! : ก็ใจหายเพราะมันเหมือนปลดล็อคก้าวแรก และวัตถุประสงค์ของการมาที่เกาหลี ก็หมายความว่าตอนนี้ก็ไม่ใช่ในฐานะนักเรียนทุนแล้ว ต้องเดินหน้าหาทุนของตัวเองกันต่อไป ดีใจที่ได้พาคุณแม่และน้องชายเที่ยวเกาหลี ถือว่าเป็นความฝันอย่างหนึ่งเลย

รับคุณแม่และน้องชายในบ้านหลังที่ 3 (เกาหลี)

2. งานที่เกาหลี : ปีแรกที่ได้เริ่มงานเป็นพนักงานออฟฟิศเต็มตัว มาดูรูปย้อนหลังทั้งปีรูปสังสรรค์กับเพื่อนๆน้องๆในเกาหลีน้อยมาก มีแต่ภาพอาหารมื้อเที่ยง ไม่ก็ภาพเพื่อนที่ออฟฟิศ เริ่มที่จะได้เรียนรู้คน เรียนรู้งาน ปัญหาจุกจิกๆที่เคยได้ยินมาก็เริ่มจะได้ยินกับตัวเอง

3. ออกกล้อง : ตลกดีที่ปีนี้มีโอกาสได้ไปโผล่ตามหน้าจอบ่อยกว่าทุกปี ต้นๆปีได้ออกช่อง KBS2 รายการข่าวของเกาหลี อีกไม่กี่อาทิตย์ถัดมาออก ช่อง 5 รายการ โลก 360 องศา เกี่ยวกับทุนรัฐบาลเกาหลี โอกาสนี้ทำให้ได้เจอพี่ส้มเช้ง ปวีณา พิธีกรที่ใช้ภาษาไทยได้ฉะฉาน ไพเราะน่าฟัง เป็นต้นแบบของการทำงานและการพูดที่ชัดถ้อยชัดคำ เห็นเบื้องหลังการทำงาน โดยเฉพาะตอนสั่งงานว่าจะให้ถ่ายตรงไหน พี่เขาไม่พูดเยิ่นเย้อ สั่งแปปเดียว แล้วถ่ายเทคเดียวจบ มีวิธีการละลายพฤติกรรมผู้ที่มาสัมภาษณ์ได้แบบมืออาชีพจริงๆ

พี่ส้มเช้ง ปวีณา สิงห์บูรณา: พิธีกรรายการ โลก 360 องศา
สัมภาษณ์คู่กับพี่เจ ตัวจริงเสียงจริงจากช่อง @Jaysbabyfood

Live บน FB ก็มีปีนี้มีโอกาสได้เจอพี่เอม @Noppatjak จาก Workpoint News กับประเด็นเกาหลีเหนือ ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาคุยเรื่องเกาหลีเหนือออกสื่อ (ประหนึ่งว่าเป็นเบื้องหลัง) และท้ายปีใน ล้ำหน้าโชว์ กับอ.ศุภเดช ที่มาเที่ยวเกาหลีและถือโอกาสได้พูดคุยสัพเพเหระออก Live ไปติดตามย้อนหลังได้ที่ลิงก์นี้

พี่เอม @Noppatjak จาก Workpoint News

4. แข่งขัน : ไปประกวดวิดิโอหัวข้อเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งจัดโดยกกต.ของเกาหลี ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนๆในทีม และพี่บอย @daewooja ที่ไม่ได้เจอกันนานมาก เอื้อเฝื้ออุปกรณ์และสถานที่ กับประสบการณ์ pitching แรกในชีวิตของการแข่งขัน Startup ในโครงการ Urban Innovation Challenge

งานประกวดวิดิโอเกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย ฟังดูแล้วจริงจังนะ แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงเลือกตั้งปธน.เกาหลี เลยมีแคมเปญอะไรแบบนี้เยอะมาก ไม่คิดว่าจะได้รางวัลกับเขาด้วย

5. เที่ยว : เที่ยวบ่อย ในประเทศและต่างประเทศ ต้นปีไปตกปลาน้ำแข็ง สกีรีสอร์ท ก.พ. พาแม่และเพื่อนแม่เที่ยวญี่ปุ่น และเป็นญี่ปุ่นแรกของแม่ด้วย ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับคุณแม่ ช่วงต้นส.ค.กลับไทยมารอบนึง ปลายส.ค.แม่และน้องชายตามมางานรับปริญญาที่เกาหลี พ.ย. นี่แทบจะเที่ยวทั้งเดือน เพราะพาป้าๆ ลุง น้า เพื่อนคุณแม่เที่ยวญี่ปุ่น จบทริปนั้นไปต่อกับของบริษัทที่เซบู ฟิลิปปินส์ เปิดเส้นทางใหม่ อันนี้ไม่เคยไปมาก่อน เกาะสวย น้ำใส วิวดีและไม่แพงอย่างที่คิด

สรุป ไปต่างประเทศ (ไม่นับไทย) ก็ไปญี่ปุ่น 2 ครั้ง ฟิลิปปินส์ 1 ครั้ง

ตกปลาน้ำแข็งแถวๆเมืองซกโช เกาหลีใต้
รูปจากที่เซบู ฟิลิปปินส์ การตื่นนอนมาได้เห็นวิวนี้เป็นอะไรที่เพิ่งเคยในชีวิต!
ทริปญี่ปุ่นเดือนพ.ย. เป็นการไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นครั้งแรก มีโอกาสได้ไปลองนั่งเรือที่ Arayashima ครั้งแรก เป็นบรรยากาศที่ฟินมาก วิวคือแดงตลอดสองข้างทาง

6. ลองทำอะไรใหม่ๆ : ปีนี้มีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานเทศกาลไทย (Thai Festival 2017) จัดที่คลองชองกเยชอน อยากลองทำมานานแล้วเลยตัดสินใจมาลองทำดู สนุกดี แม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวเกาหลีสองคนที่พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่ว เป็นที่มาของการทำวิดิโอด้วยกันบน YouTube มีคนติดตามเยอะขึ้นๆ มีความกดดันเล็กๆว่าควรจะทำต่อไป ว่าแล้วก็ฝากไปติดตามกันได้ครับ [Framekung บน YouTube]

 

ดวงเดือนและฟ้า : สองพิธีกรภาคภาษาเกาหลี การันตีเอกภาษาไทย มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก

วิดิโอที่มีโอกาสได้ถ่ายร่วมกับฟ้าและดวงเดือนครับ

สรุปทั้งปีที่ผ่านมา

ปีนี้จะว่า “ต้นร้ายปลายดี” ก็ไม่ผิด ต้นปีมีอะไรให้คิดเยอะแยะ มีปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะแก้ยากเต็มไปหมด แต่ทุกอย่างมันก็ค่อยๆแก้ไขได้ด้วยความใจเย็นของตัวเอง แล้วก็มองโลกในแง่ดี ลุยๆไปแบบนั้นล่ะ หนึ่งปีที่กลับมามีสีสัน ได้ลองทำอะไรแปลกๆใหม่ๆ ออกมาจาก comfort zone เริ่มกลับมาทำสิ่งที่ชอบ พยายาม optimize เวลาของตัวเอง (แม้ว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่ลงตัวเท่าไหร่) ปีหน้า อายุเข้าสู่เบญเพศ แต่ก็ขอใช้คติสู้ๆ ลุยๆเพื่อแก้ปัญหาทุกอย่างเหมือนเดิม

KORAIL เปิดจองตั๋วรถไฟชมโอลิมปิกฤดูหนาวราคาพิเศษ

KORAIL ออกตั๋วรถไฟราคาพิเศษกับเส้นทางชมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว (PyeongChang Winter Olympics 2018) อย่างจุใจ โดยเริ่มเปิดให้จองสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เริ่มจองตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม – 10 ธันวาคมนี้!

กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เกาหลีใต้ได้เป็นเจ้าภาพในปี 2018 (พ.ศ.2561) ที่จะถึงนี้ เริ่มตั้งแต่  วันที่ 9 กุมภาพันธ์ – 25 กุมภาพันธ์ 2561  ณ เมืองพยองชาง (평창 : PyeongChang) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาหลีใต้ สามารถเดินทางด้วยรถบัส หรือรถไฟความเร็วสูง KTX ซึ่งทางเกาหลีใต้ทุ่มทุนสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง จากสนามบินนานาชาติอินชอน ไปถึงเมือง Gangueung ผ่าน PyeongChang ซึ่งเป็นสถานที่จัดกีฬาโอลิมปิกและเมืองใกล้เคียงเลยทีเดียว!

โดย KORAIL ได้เปิดจำหน่ายตั๋วโดยสารไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในรูปแบบ Pass แบ่งเป็น 5 วัน และ 7 วัน สำหรับการเดินทางจากโซล (Seoul) หรือสนามบินอินชอน (Incheon Int’l Airport) ไปยังเมือง พยองชาง (Pyeongchang), คังนึง (Gangnueung) หรือ ชองซอน (Jeongseoun) ด้วยรถไฟความเร็วสูงแบบ KTX ได้

ใครที่มีแผนมาสัมผัสประสบการณ์ชมกีฬาโอลิมปิกในอากาศเย็นๆ ฟินๆ รายล้อมไปด้วยหิมะนี้ ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมกันดูนะครับ

เส้นทางรถไฟ KTX สายโอลิมปิก

Info by : PyeongChang 2018 (Official Site), Translated by Framekung.com

ประเภทตั๋วและราคา

(หน่วย : KRW)

ผู้ใหญ่ : อายุ 26 ปีขึ้นไป
เด็ก : อายุ 4-12 ปี
ประหยัด : กลุ่ม 2-5 คนขึ้นไป ที่เดินทางมาพร้อมกัน
เยาวชน : อายุ 13-25 ปี หรือ นักเรียนที่ถือบัตร ISIC (International Student Identity Card)
เด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่ายหากเดินทางกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 13 ปี และซื้อพาสเดินทาง

ช่วงเวลาจำหน่ายและเดินทาง

ช่วงเวลาในการเดินใช้พาส : 1 กุมภาพันธ์ – 25 มีนาคม 2561 (2 เดือน)
ช่วงเวลาในการจำหน่ายพาส : 10 ตุลาคม – 10 ธันวาคม 2560 (2 เดือน)

วิธีการซื้อตั๋ว

ขั้นตอนที่ 1 : ซื้อพาส

  1. เข้าไปจองตั๋วผ่าน เว็บไซต์ของ KORAIL
  2. เลือกวันเดินทาง
  3. เลือกเวลาและจุดรับบัตรที่ระลึกและหนังสือคูปอง
  4. ชำระค่าตั๋วและพิมพ์ใบเดินทาง (พาส) และจะต้องนำใบที่พิมพ์มาด้วยเมื่อถึงเกาหลี

ขั้นตอนที่ 2 : จองที่นั่ง

  1. ดำเนินการจองที่นั่งล่วงหน้าผ่านทาง เว็บไซต์ของ KORAIL เข้าไปที่หน้า My Reservation > Seat Reservation
  2. เลือกเส้นทางที่ต้องการจะไปพร้อมทั้งเลือกที่นั่ง
  3. เมื่อชำระค่าโดยสารแล้ว ให้พิมพ์ตั๋วเดินทาง (และติดตัวมาด้วยเมื่อเดินทาง)

ที่นั่งสามารถเปลี่ยนได้ภายใน 30 วันก่อนเดินทาง กรณีตั๋วโดยสารเต็มอาจจองเป็นตั๋วยืนได้ ซึ่งสามารถมาจองได้ที่สถานี, อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากเป็นที่นั่ง First class

ขั้นตอนที่ 3 : รับบัตรที่ระลึก

สามารถเดินทางมารับบัตรโดยสาร หนังสือคูปอง และอื่นๆได้ที่เคาน์เตอร์ของสถานี โดยจะต้องนำเอกสารที่พิมพ์มาด้วย

ขั้นตอนที่ 4 : เดินทาง

สามารถแสดงตั๋วการเดินทางได้ ตัวเลือกที่ 1 แสดงตั๋วที่ได้พิมพ์หลังจากเลือกเส้นทางและที่นั่งในขั้นตอนที่ 2 พร้อมกับ Pyeongchang Korail Pass ที่พิมพ์ในขั้นตอนที่ 1 เพื่อขึ้นรถไฟ หรือ ตัวเลือกที่ 2 จองผ่านเคาน์เตอร์และรับบัตรโดยสารที่หน้าเคาน์เตอร์

สำหรับใครที่สนใจตั๋วเพื่อเดินทางชมการแข่งขันกีฬาต่างๆ ก็สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้จากลิงก์ครับ ทั้งนี้การซื้อตั๋วเดินทางแบบหลายวันจะคุ้มหรือไม่คุ้มนั้น ขึ้นอยู่กับแผนการรับชมกีฬาของแต่ละคนด้วย และเนื่องจากสถานที่ในการจัดแข่งกีฬาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน การวางแผนการท่องเที่ยวและวางแผนการใช้พาสนั้นอาจจะทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้อีกครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม

 

Q&A : 10 คำถาม-คำตอบ ทุนรัฐบาลเกาหลี

รวมทุกคำถามที่หลายๆคนถามเกี่ยวกับการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีครับ เฟรมเลยอยากจะรวบรวมไว้เป็นที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกในการค้นหานะครับ

Q1 ติดตามข่าวสารการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีได้ที่ไหน? ใบสมัครดาวน์โหลดได้จากที่ไหน?

2 ช่องทางหลักๆครับ
1. เว็บไซต์ Study in Korea : เว็บไซต์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องทุน ข้อมูลจึงจะเร็วที่สุด ข้อมูลจะเป็นภาษาอังกฤษครับ ข้อมูลจะอยู่มุมบนขวา หัวข้อ “2018 Korean Government Scholarship Program for International Students for an Undergraduate Degree (via Korean Embassies)”
2. เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย : ในเว็บนี้จะให้ข้อมูลการสมัครที่ไทยค่อนข้างละเอียดกว่าข้างบน เพราะจะบอกกำหนดการของใบสมัคร, การส่งเอกสาร และหมายเลขโทรศัพท์หากน้องๆคนไหนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้

Q2 ใบสมัครบอกว่าต้องจบภายใน 1 มีนาคม ปีหน้า แต่โรงเรียนยังไม่ปิดเทอม ยังไม่ได้ใบสำเร็จการศึกษา ทำยังไง?

เรื่องนี้ถามกันเข้ามาเยอะมากครับ สำหรับใครที่เรียนอยู่ม.6 อยู่ แล้วมาสมัครทุนนี้จะเจอปัญหาเดียวกัน
แก้ปัญหาโดยให้โรงเรียนออกหนังสือที่ชื่อว่า “ใบคาดว่าน่าจะจบการศึกษา (Expected to graduate)” โดยมีเนื้อหารับรองว่า “นักเรียนชื่อ … กำลังศึกษาอยู่ชั้น … เลขประจำตัว … มีความประพฤติดี มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี … สามารถเดินทางไปศึกษาต่อที่เกาหลีได้ หากจบการศึกษา ซึ่งหากจบการศึกษาจะจบภายในวันที่ 1 มีนาคม …” ซึ่งใบนี้จะเป็นเหมือนบันทึกข้อความ ไม่มีแบบฟอร์ม ไม่ใช่ใบปพ.7 (รายงานสภาพความเป็นนักเรียน) การขอใบรับรองนี้จึงอาจมีความยุ่งยาก อาจารย์อาจจะไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของเราได้ (เข้าใจว่าให้ออกใบจบให้แทน) ทั้งนี้เอกสารฉบับนี้ควรให้อาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เช่น อาจารย์ฝ่ายทะเบียน หรือ ผู้ช่วยฝ่ายวิชาการ หรือผู้อำนวยการ เป็นผู้รับรองหรือประทับตราเพื่อให้เอกสารมีความสมบูรณ์
TIPS
1. ควรขอเอกสารชุดนี้ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาหรือคุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ให้ร่างเอกสารชุดนี้เป็นภาษาอังกฤษให้ “ก่อน” ไปให้ผู้บริหารโรงเรียนรับรอง เพราะเอกสารชุดนี้ต้องออกเป็นภาษาอังกฤษ
2. คุยกับอาจารย์ด้วยความสุภาพ อธิบายเหตุจำเป็นเกี่ยวกับการสมัครทุนของเรา ไม่เร่ง ไปให้ถูกเวลาครับ เพราะเอกสารชุดนี้เป็นเอกสารที่ไม่ได้มีฟอร์มมาตรฐาน การจะรับรองเอกสารจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
3. ถ้าโรงเรียนไม่สามารถออกให้วันที่ 1 มีนาคม แต่เป็น 31 มีนาคมจริงๆ ความเห็นส่วนตัวคือในเอกสารไม่ต้องระบุวันที่ก็ได้ครับ บอกแค่ภายในเดือนมีนาคมก็พอ พอเอาเข้าจริงๆ ถ้าเราได้ทุน เราสามารถไปทำดำเนินการสอบขอจบก่อน ทำธุระทุกอย่างได้ทันก่อนเดินทางมาที่เกาหลีอยู่แล้ว
ปล. หน้าที่ 5 ของใบสมัคร ข้อที่ 5 เขียนว่า “ทันทีที่นักเรียนได้รับใบจบการศึกษาแล้ว จะต้องส่งเอกสารฉบับจริงเมื่อถึงเกาหลี ภายในวันที่ 1 มีนาคม” ในทางปฏิบัติสำหรับนักเรียนไทยไม่น่าจะทัน แต่เรื่องนี้ไม่คิดว่าน่าจะมีปัญหา และให้ส่งเอกสารตามมาทางไปรษณีย์ทันทีที่ได้รับเอกสารตัวจริง เพราะเอกสารนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำวีซ่าครับ

Q3 ซิ่วแล้วสมัครได้ไหม?

สมัครได้ครับ แม้ว่าจะเรียนไปแล้วปี 2-4 หากยังไม่จบระดับชั้นปริญญาตรี และอายุไม่เกิน 25 ปี สมัครได้ครับ แต่ว่า จากการสำรวจตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2555) ในระดับปริญญาตรี ยังไม่มีใครที่ซิ่วแล้วได้ครับ ใครที่อยากซิ่วเพื่อสมัครจริงๆ อยากให้เผื่อใจไว้ก่อนส่วนหนึ่ง แล้วถ้าคิดว่าอธิบายเหตุผล เหตุผลมีน้ำหนักจริงๆกับการซิ่วนี้ ก็ค่อยๆเขียนอธิบายไปในเอกสารแนะนำตัวในใบสมัครครับ

อัปเดต : เนื่องจากในปี 2564 ที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้การสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีของเด็กม.6 ไม่สามารถยื่นทุนรัฐบาลเกาหลีได้ เพราะปฏิทินการจบของปีการศึกษาถูกเลื่อนออกไป ทำให้ไม่ทันกับการสมัครและการเดินทาง จึงทำให้เป็นปีที่มีการรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ในวันที่สมัครอาจจะกำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว

Q4 สายอาชีพ สมัครทุนรัฐบาลเกาหลีได้มั้ย?

ตอบตรงๆว่า “ไม่แน่ใจ” ครับ แม้ว่ารายละเอียดของทุนรัฐบาลเกาหลี จะไม่ได้เขียนบอกเรื่องสายอาชีพ (บอกแค่ว่าในใบเกรด (transcript) จะต้องมีรายละเอียดการประเมิน เกณฑ์การให้หน่วยกิตต่างๆ ซึ่งแบบฟอร์มของทุกโรงเรียนในสายสามัญ จะมีและเป็นรูปแบบเดียวกัน) เข้าใจว่าสายอาชีพอาจจะมีวิชาเรียน หรือรูปแบบการประเมินที่แตกต่างกันกับสายสามัญ เลยทำให้ “อาจจะ” ไม่สามารถสมัครทุนนี้ได้ครับ

Q5 แต่ละปีก็เห็นมีแต่เด็กในกรุงเทพฯ เด็กต่างจังหวัดก็หมดสิทธิ์แย่เลย

ไม่จริงเสมอไปครับ เฟรมเองเป็นคนโคราช จบจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย (ปี 2012) น้องอิง จากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (ปี 2014), น้องแก้มจากโรงเรียนระยองวิทยาคม (ปี 2016) อยากให้โฟกัสสิ่งที่อยู่ในใบสมัครครับ ข้อมูลที่เรานำเสนอเกี่ยวกับตัวเราและแผนการเรียน มีความสัมพันธ์กัน มีน้ำหนักมากพอที่จะให้กรรมการคัดเลือกครับ ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ ดังนั้นไม่อยากให้กังวลกับเรื่องนี้มากเกินไปครับ
ถ้าถามว่าทุนนี้อยากได้คนประเภทไหนมากที่สุด เขาเขียนไว้ใบสมัครเลยครับ ว่าอยากได้นักเรียนที่มาเรียนสาย Science & Engineering ดูเหมือนเด็กวิทย์อาจจะได้เปรียบนะ แต่ไม่จำเป็นเสมอไปเพราะที่ผ่านๆมาก็มีทั้งวิทย์ทั้งศิลป์ ย้ำอีกครั้งว่า ขึ้นอยู่กับว่านำเสนออะไรไปในใบสมัคร!

Q6 เอกสารพิมพ์เอาหรือเขียนเอา

จริงๆเพื่อความเรียบร้อย ควรพิมพ์เอาดีกว่าครับ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า เอกสารจะมี 2 รูปแบบให้ดาวน์โหลดทั้งแบบ DOC และ PDF หากใช้ DOC ก็สามารถใช้โปรแกรม Microsoft Word แก้ไขไฟล์ได้ตามปกติ หากจะแก้ไขไฟล์ PDF ลองไปดาวน์โหลดโปรแกรมอ่าน PDF เวอร์ชันใหม่ๆ จะมีฟังก์ชันในการพิมพ์ข้อความเข้าไป หรือลองดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Fill & Sign มาใช้ก็ได้ครับ
TIPS
เอกสารรับรองจากอาจารย์ เป็นไปได้ก็อยากให้พิมพ์เอาเหมือนกันครับ ถ้าอยากลดภาระของอาจารย์ ไม่ต้องให้อาจารย์พิมพ์เอง ก็อาจจะเสนออาจารย์ไปเลยก็ได้ครับ ว่าเดี๋ยวผมพิมพ์ให้ หนูพิมพ์ให้แล้วรบกวนอาจารย์รับรองเอกสารให้หน่อยเป็นต้น เอกสารของอาจารย์จะต้องใส่ซองขาว อาจจะมีตราครุฑก็ได้ครับ พิมพ์หรือเขียนชื่ออาจารย์พร้อมตำแหน่งหน้าซอง ปิดซองแล้วให้อาจารย์เซ็นต์ชื่อทับตรงหลังซอง เพื่อป้องกันว่าข้อมูลที่อาจารย์เขียนให้นักเรียน ไม่มีการถูกแกะออกมาแก้ไข (ถ้าแกะลายเซ็นต์ก็จะไม่ต่อกัน)
เอกสารของอาจารย์ 2 ท่าน จะต้องทำตัวจริง 1 ชุดสำเนา 3 ชุดเหมือนกับเอกสารชุดอื่นๆเหมือนกันครับ ดังนั้นตอนพิมพ์ก็พิมพ์ไปเลย 4 ชุดและให้อาจารย์เซ็นต์ทับซองไปเลย 4 ชุด

Q7 เกรดแค่ 3.05 เอง สมัครได้มั้ย

ได้ครับ ทุนนี้บอกว่าเกรดมากกว่า 2.64 ขึ้นไปก็ได้แล้วครับ ณ วันสมัครหากโรงเรียนเกรดยังออกไม่ครบ มีไม่กี่เทอม ก็ส่งไปตามเท่าที่โรงเรียนออกให้ก่อนก็ได้ครับ แต่ต้องมั่นใจว่าวันจบ ม.6 จะต้องมีเกรดมากกว่า 2.64 นะ!

Q8 เอกสารต้องเอาไปให้กงสุลรับรองมั้ย

การสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีจะต้องใช้เอกสารเป็นภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาเกาหลีในการยื่นเท่านั้นครับ โชคดีที่เดี๋ยวนี้เราสามารถขอเอกสารภาษาอังกฤษได้จากเขต/อำเภอ ได้เลยเช่น ใบสูติบัตร, สำเนาทะเบียนบ้าน, การเปลี่ยนชื่อ และเอกสารมากมาย ที่สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดการแปลไปได้เยอะ ส่วนเอกสารที่โรงเรียนก็สามารถขอเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกได้เลยเช่นกัน

การนำเอกสารที่ออกจากหน่วยงานประเทศไทยไปใช้ในต่างประเทศนั้น ตามหลักเราจะต้อง รับรองเอกสาร (notarization) ก่อน จะนำเอกสารไปใช้ในประเทศไหน ก็จะต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตประเทศนั้น ๆ ส่วนสถานทูตจะรับรองเอกสารอะไรก็ตาม จะต้องได้รับการรับรอง จากกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน ถ้าให้สรุปก็คือ เอกสารภาษาอังกฤษที่ได้มา จะต้องนำไปรับรองเอกสารที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ​ (อยู่ที่กรุงเทพ สาขาย่อย และสามารถยื่นออนไลน์ได้ ดูรายละเอียดที่นี่) ก่อนจะนำมายื่นรับรองเอกสารที่สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทยอีกครั้ง

ค่าใช้จ่ายในการรับรองเอกสารต่อชุด อยู่ที่ประมาณ 300-400 บาท/ชุด/ตราประทับ (กรณีดำเนินการเอง – ยื่นเอกสารแบบปกติ) และหากเป็นเอกสารด่วน

ทุนรัฐบาลเกาหลีมีเอกสารที่ต้องออกเยอะ และหากรับรองทุกเอกสารนั้น ก็เชื่อว่ามีค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร จึงแนะนำให้รับรองเฉพาะเอกสารสำคัญ หรือเขียนระบุไว้ชัดเจนในใบสมัครว่าต้องได้รับการรับรองจาก Consul (กงสุล) ผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ครับว่าในกระบวนการตรวจเอกสารจะเข้มงวดแค่ไหน และเพื่อประกอบกับการพิจารณาในปีของผมที่สมัคร เฟรมให้แค่ร้านแปลเอกสารนั้นรับรองเอกสารเท่านั้นครับ ไม่ได้ให้กงสุลรับรองเอกสาร ดังนั้นน้องๆสะดวกทางไหน ดูตามที่สะดวก สบายใจ และไม่เป็นภาระกับที่บ้านน่าจะดีกว่าครับ

Q9 ต้องมีใบสอบภาษาหรือเปล่า

ในคุณสมบัติเขียนเอาไว้ว่า ถ้ามี ครับ (หมายความว่า ไม่มีก็สมัครได้! เพราะตอนที่เฟรมยื่น ก็ไม่มีเหมือนกัน) แต่ถ้ามี แน่นอนก็คงได้เปรียบกว่า เพราะถือว่าเป็นการรับรองความสามารถทางด้านภาษากับสถาบันที่รับรองได้ ซึ่งเอกสารที่จะใช้ได้ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ก็คงจะต้องใช้คะแนน TOEIC, IELTS หรือ TOEFL ในการยื่น สำหรับภาษาเกาหลีจะใช้ TOPIK ครับ (แต่ถ้ามีใบรับรองการเรียนภาษาเกาหลีจากสถานบันสอนภาษา แม้ว่าเขาไม่ได้ขอ แต่แนบไปประกอบด้วยก็ดีนะครับ เพื่อจะได้ให้กรรมการเห็นความตั้งใจว่าเรากำลังศึกษาภาษาเกาหลีอยู่ ที่สำคัญคือ เกียรติบัตรต่างๆให้ใช้สำเนาเพราะทางสถานทูตจะไม่คืนเอกสารใดๆให้ครับ

Q10 สมัครคณะต่างกัน เวลาเขียนใบสมัครตรงแผนการเรียน (Study plan) ต้องเขียนแยกกันมั้ย

ถ้าสังเกตในเอกสาร จะเขียนเอาไว้ว่าหากคณะต่างกันจะต้องเขียนแยกครับ แน่นอนว่าแต่ละคณะมีสิ่งที่โฟกัส หรือวิธีการเรียนที่ไม่เหมือนกัน ก็ควรจะเขียนรายละเอียดแจงแยกไปเพิ่มเติมครับ และถึงแม้ว่าคณะจะเหมือนกัน และคิดว่าไม่ต้องเขียนแยกก็ได้ แต่เฟรมเชื่อว่าการให้ความสำคัญของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เขียนจุดเด่นของมหาวิทยาลัยนั้นๆแยกมาสักหน่อย ก็อาจจะได้ใจมหาวิทยาลัยไปได้อยู่นะครับ (อย่าลืมว่ารอบ 2 มหาวิทยาลัยจะเป็นคนคัดใบสมัครของน้องๆอีกที)

มีหลายคำถามเชิงรายละเอียดที่อาจจะไม่ได้พูดถึงในบล็อกตอนนี้ครับ แต่อยากให้น้องๆที่สมัครทุกคน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งใจ “อ่านทุกประโยค ทุกคำสั่งในใบสมัคร” คิดว่าจะมีข้อมูลที่เพียงพอ ตั้งแต่การเขียนใบสมัคร ว่าต้องเขียนยังไง ตลอดจนการเตรียมเอกสารว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ไหนๆก็จะได้มาเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีแล้ว ก็ลองให้เวลากับมันเพิ่มอีกสักหน่อยน่าจะดีนะครับ 🙂

สำหรับบรรยากาศการสอบสัมภาษณ์ และเรื่องราวการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีของเฟรมเป็นยังไงนั้น ลองไปอ่านในบล็อกที่เคยเขียนเอาไว้ใน ตอนนี้ ครับ แม้ว่าจะนานมาก แต่คิดว่าก็ได้บรรยายความรู้สึกและบรรยากาศเอาไว้อย่างดี รวมไปถึงคำถามจากห้องสัมภาษณ์ด้วย จะเป็นยังไงก็อยากให้ลองเข้าไปติดตามกันครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

หากคิดว่าบล็อกนี้เป็นประโยชน์อย่าลืมแชร์และเข้าไปกด Like ในเพจติดตามชีวิตในเกาหลีใต้ของเฟรมคุงกันด้วยนะครับ ^_^

Starbucks กาดฝรั่ง : ผสานความเป็นไทยในร้านกาแฟ

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้เฟรมคุงจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “หนึ่งในสตาร์บั๊คส์ที่สวยที่สุดในประเทศไทย” !! ที่ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจะคนไทยหรือคนต่างชาติ เมื่อได้มาเห็นแล้วก็ต้องร้องว้าวไปตามๆกัน

เคยเห็นรูปนี้ผ่านๆตามอินสตาร์แกรม ไม่รู้จริงๆว่ารูปนี้คือสาขาไหนในประเทศไทย จนผมก็เดาไปต่างๆนานาว่า ที่แห่งนี้อาจจะไม่ใช่สาขาจริงๆ แต่เป็นแค่คอนเซ็ปต์ร้านค้าเท่านั้น จนกระทั่งมาเจอโดยบังเอิญว่าที่นี่คือ “สาขา กาดฝรั่ง วิลเลจ” อยู่ที่เชียงใหม่ ครับ

ผมเองก็ไม่ใช่คนแถวนี้ซะด้วย ตอนค้นหาร้านก็พบว่าสาขานี้อยู่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่มาพอสมควร ผมนั่ง Grab car มาจากตัวเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาที หมดไปประมาณ 170 บาท (แต่ก็มีคูปองลดช่วยชีวิตไว้) ความสวยของสาขานี้ทำให้ผมตามหา และกลับไทยมาครั้งนี้ก็ขอมาดูให้ได้!

ด้านหน้าของร้านเป็นกำแพง เขียนไว้ว่า “กาดฝรั่ง”

 ประตูเข้าร้านมีสองฝั่ง ฝั่งนี้ผมเรียกว่าเป็นไฮไลท์เลยแล้วกันครับ

ประตูทางเข้าด้านหน้าร้าน จะเห็นว่าตัวอาคารได้กลิ่นอายของวัฒนธรรมไทยตอนบน ดูกลมกลืนกับอาคารที่อยู่ในละแวกนี้เป็นอย่างดี

บรรยากาศภายในร้าน

แม้ว่าร้านจะมีพื้นที่แค่ชั้นเดียว แต่ก็ถือว่าค่อนข้างกว้าง มีที่นั่งทั้งบริเวณด้านในและด้านนอก

มีโต๊ะยาวสำหรับนั่งทำงาน หรือประชุมได้อีกด้วย

พี่พนักงานก็เป็นกันเองมาก ด้วยความที่ผมก่อนหน้าไม่ได้เป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟสตาร์บั๊คส์ที่ไทยเลย เลยไม่รู้ว่าการบริการโดยภาพรวมของที่นี่เป็นยังไง แต่ที่แน่ๆสาขาที่เกาหลี ไม่มีมาชวนคุย แนะนำรายการเครื่องดื่ม หรือแนะนำแก้วต่างๆด้วยตัวเองแน่นอน ที่สำคัญยังอบขนมปังมาให้พวกเราชิมอีกต่างหาก ~!!

สตาร์บั๊คส์ สาขากาดฝรั่ง นี้ตั้งอยู่ภายในโซน กาดฝรั่ง วิลเลจ ซึ่งรวมร้านค้า และตลาดนัด ที่สามารถมาช็อปปิ้ง จับจ่ายซื้อสินค้า เดินไปไม่กี่ก้าวก็ยังมี Premium Outlet ให้ได้ซื้อสินค้าแบรนด์อีกด้วย หากเบื่อบรรยากาศในตัวเมืองแล้ว มาพักผ่อนกับกาแฟแก้วโปรดกันที่สาขากาดฝรั่งนี้ดูครับ

แผนที่ทางไป Starbucks สาขากาดฝรั่ง วิลเลจ

บินโดรนในเกาหลีได้หรือไม่

จากความนิยมของโดรน (หรือเรียกสวยๆว่า ‘อากาศยานไร้คนขับ’) ทำให้การถ่ายภาพในมุมสูง และมุมมองใหม่ๆเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆครับ โดยเฉพาะเวลามาเที่ยวเมืองนอกทั้งที ก็แน่ล่ะอยากมีภาพสวยๆกลับไปบ้าง บางประเทศมีกฏระเบียบเกี่ยวกับการแล่นโดรนค่อนข้างเข้มงวดและรัดกุม ทั้งนี้ก็เพราะเรื่องความปลอดภัยครับ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ค่อนข้าง sensitive อะไรลอยๆบนอากาศพอสมควร (ก็เพราะเขากลัวเกาหลีเหนือ) หลายคนเลยอาจจะสงสัยว่า “เราสามารถแล่นโดรนที่เกาหลีใต้ได้หรือไม่?” และคำตอบคือ “ได้ครับ (แต่มีข้อจำกัด)

กระทรวงคมนาคมแห่งเกาหลีใต้ ก็ได้ออกวิดิโอรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้โดรน ถ่ายภาพในเกาหลีออกมาเป็น guideline สำหรับใครที่ตั้งใจจะมาเก็บภาพผ่านโดรนทีนี่กันครับ

ซึ่งสรุปเป็นภาษาไทยได้ว่า

  • โดรนขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาผลกำไร ใช้ในงานอดิเรก ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 25กก. สามารถบินได้ ! แต่จะต้องบินต่ำกว่า 150m และ ไม่ได้บินในเขตหวงห้าม (비행금지구역) หรือ บริเวณควบคุมทางอากาศ (Air Control Zone)
    • เขตหวงห้ามของเกาหลีใต้ : ส่วนใหญ่เป็นบริเวณเหนือแม่น้ำฮัน เพราะใกล้กับบลูเฮาส์ หรือ ทำเนียบประธานาธิบดีครับ จุดตรงนี้ใกล้วังหลายๆแห่งเลย ไม่ว่าจะเป็น วัง Gyeongbokgung, วัง Gwangwhamun เอาง่ายๆว่าใครแพลนจะถ่ายวัง อดครับ!, บริเวณ Seoul Plaza (ที่ว่าการกรุงโซล), ตรงแถวๆคลองชองกเยชอน ก็อดเช่นกัน
    • บริเวณอื่นๆ สามารถใช้ App “Ready to fly” [App Store][Google Play Store] เข้าไปตรวจสอบได้ครับ สะดวก แม้ว่าข้อมูลจะเป็นภาษาเกาหลี แต่ก็สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

ตัวอย่างหน้าตาแอพ Ready to fly

จะว่าไปแล้วก็ใช้ง่ายครับ เราสามารถเปิด-ปิดดูได้ว่า บริเวณไหนที่เป็นพื้นที่หวงห้าม, พื้นที่สามารถบินได้ หรือแม้แต่กระทั่งเช็คว่า ณ จุดๆนั้น แล่นได้หรือไม่ได้ผ่าน GPS, สามารถเช็คสภาพอากาศ และลมได้อีก ไม่พอ ยังสามารถค้นหาด้วยชื่อสถานที่ว่าตรงนั้นสามารถเล่นได้หรือไม่เป็นภาษาอังกฤษได้จากปุ่มค้นหาครับ

  • แม้ว่าเป็นโดรนขนาดเล็ก ก็มีสิ่งที่ควรปฏิบัติเพิ่มเติมที่บอกไว้ในวิดิโอมีดังนี้ครับ
    • ไม่แล่นในเวลากลางคืน
    • บินในระดับที่สามารถมองเห็นด้วยสายตา
    • ไม่บินในที่ที่มีคนพลุกพล่าน บินโลดโผนให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน
    • ไม่ใช้โดรนเพื่อโยนสิ่งของ หรือวัตถุอันตราย
    • ไม่แล่นโดรนในขณะมึนเมา หรือเสพสารเสพติด
    • ควรเขียนชื่อ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ติดไว้กับตัวอุปกรณ์ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสูญหาย
  • โดรนขนาดใหญ่ ที่มีขนาดเกินกว่า 25กก. จะต้องมีใบรับรองอนุญาตความปลอดภัย และอาจจะต้องมีใบประกอบ (license) ของที่นี่ด้วยครับ
  • หากจำเป็นต้องถ่ายสนามบิน จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมแห่งเกาหลี เสียก่อน

และทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลสำหรับคนที่จะมาเกาหลีใต้ และต้องการจะใช้โดรนในการถ่ายภาพครับ สงสัยพื้นที่ตรงไหนจะให้เฟรมคุงช่วยเช็คก็พิมพ์คอมเมนต์มาด้านล่างนี้ได้เลยครับ 🙂

เริ่มต้นเรียนภาษาเกาหลี : รวมเว็บเรียนเกาหลีฟรีดีๆ

สำหรับบล็อกในตอนนี้ จะมารีวิวเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์กับการเรียนภาษาเกาหลีครับ เชื่อว่าหลายๆคนที่อยากจะเริ่มต้นกับภาษาเกาหลี แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปรอดถึงไหน… เอาล่ะ! งานนี้ผมเองได้รวบรวมเว็บไซต์ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อการเริ่มต้นภาษาเกาหลี พร้อมกับวิเคราะห์จุดเด่นของแต่ละเว็บไซต์ และแนวทางที่เพื่อนๆจะสามารถเริ่มต้นเรียนภาษาเกาหลีได้ เอาล่ะ ! พร้อมแล้วมาดูกันเลย~

0. เริ่มต้นอ่านตัวอักษรเกาหลี

พื้นฐานแรกสุดเลยก็ต้องเป็น ‘การอ่านตัวอักษรเกาหลี’ ครับ บอกเลยว่าการอ่านตัวอักษรภาษาเกาหลี ไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถพอท่องจำคร่าวๆได้ ภายใน 1 วัน เทคนิคที่แนะนำคือ อยากให้ศึกษาวิธีการเทียบตัวอักษรภาษาเกาหลี จาก ภาษาไทย ก่อนนี่แหละ ! น่าจะทำให้จำได้ง่ายกว่าครับ ถ้าไปเรียนเทียบเสียงตัวอักษรจากเกาหลี เป็น อังกฤษ เกรงว่าจะเหนื่อยเอา เอาเป็นว่า เราพออ่านตัวอักษรภาษาเกาหลีคร่าวๆให้ได้ก่อน จากเว็บที่สอนการอ่านเป็นภาษาไทยก็ได้ครับ แต่ถ้าใครกลัวว่าสำเนียงจะไม่ดีเท่ากับเจ้าของภาษา แน่นอนก็ต้องไปหาฟังเสียงของเจ้าของภาษาเพิ่มเติมกันเอาเอง ส่วนตัวคิดว่าคลิปที่สอนการอ่านภาษาเกาหลีที่พอใช้ได้ และมีเทคนิคในการจำให้ด้วย น่าจะเป็นของเว็บไซต์ Seemile คลิปนี้ครับ (และแน่นอนว่ามีอีกหลายคลิปใน YouTube)

พออ่านได้คร่าวๆแล้ว ก็ถึงคราวที่ไปเริ่มท่องจำคำศัพท์และรู้ไวยากรณ์พื้นฐานครับ

1. Seemile

เว็บไซต์ : Seemile YouTube Channel

หลังจากที่ได้พื้นฐานการอ่านออกเสียงแล้ว หน้าที่ของเราคือต้องฝึกให้คุ้นเคยกับสำเนียงภาษาเกาหลีครับ ซึ่งในเว็บนี้ก็มีเนื้อหาวิดิโอพื้นฐานตั้งแต่การอ่านออกเสียง (ควรไปทวนซ้ำ) มาจนถึงแกรมมาร์และบทสนทนาเบื้องต้น เว็บนี้จะดีตรงที่มีบทสนทนาแบ่งเป็นตามหมวดหมู่ ตามสถานการณ์ ดูได้เรื่อยๆครับ โดยสามารถเข้าไปดูจาก Playlist เนื้อหาบทเรียนจากลิงก์นี้ครับ

Seemile.com
ข้อดี

– วิดิโอแบ่งเป็นตอนสั้นๆ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เข้าใจง่าย
– ออกเสียงโดยเจ้าของภาษา
จุดสังเกต
– 
อธิบายด้วยภาษาอังกฤษ (แต่ใครที่ยอมแพ้ภาษาอังกฤษด้วยก็แนะนำเว็บอื่นครับ)

เหมาะสำหรับมือใหม่  ★★★★☆

2. Talk to me in Korean

เว็บไซต์ : Talktomeinkorean.com

พอพื้นฐานเริ่มได้สักหน่อย ก็มาต่อที่เว็บนี้กันครับ เว็บนี้จะมีเนื้อหาที่ละเอียดขึ้น ลึกขึ้น แบ่งตามความสามารถของคนเรียนคือมีระดับ Beginner (ระดับต้น) / Intermediate (ระดับกลาง) / Advanced (ระดับสูง) แยกชัดเจน นอกจากมีเนื้อหาออนไลน์ให้อ่านกันบนเน็ตแล้ว ยังมีเป็นรูปเล่มให้ได้สั่งซื้อออนไลน์กันด้วยครับ

สำหรับใครที่อยากเรียนออนไลน์ ก็แนะนำว่าให้เริ่มต้นเนื้อหาไปทีละบท จากเมนู Curriculum ที่อยู่บนเว็บ มีให้เริ่มตั้งแต่ Level 1-9 เนื้อหาในแต่ละตอนส่วนใหญ่ก็จะมีแบบเรียนเป็น PDF และ MP3 ให้ดาวน์โหลดได้ด้วย!

มีทั้งไฟล์เสียง MP3 และเนื้อหาเป็นไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดฟรีด้วย

นอกจากเนื้อหาที่เป็นบทเรียนแล้ว ยังมีเป็นคลิปวิดิโอที่มาพูดคุยกันในเรื่องทั่วไปตามหัวข้อ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์ เพราะทีมงานมีไฟล์ PDF สคริปต์บทพูดให้ และการฟังเรื่องราวหัวข้อเหล่านี้บ่อยๆ จะทำสามารถเรียนรู้วิธีการพูดที่เป็นธรรมชาติได้ การเลือกใช้คำศัพท์ต่างๆ ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้จะอยู่ในพาร์ท Iyagi (เหมาะสำหรับระดับกลางเป็นต้นไปครับ)

Talk to me in Korean
ข้อดี

– เนื้อหาหลากหลาย และทันสมัย ใช้ในชีวิตประจำวันจริง
– เว็บไซต์มีไฟล์ PDF, MP3 หรือบางคลิปมีวิดิโออธิบายทำให้ดูได้เพลินๆ
จุดสังเกต
– เนื้อหาค่อนข้างยาว สมาธิในการเรียนน้อยๆ ไม่ค่อยแนะนำ
– เนื้อหาในเว็บมีค่อนข้างเยอะมาก และอัพเดตเรื่อยๆ เวลาค้นหาเนื้อหาที่อยากเรียนอาจจะทำได้ยากหน่อย

เหมาะสำหรับมือใหม่  ★★★☆☆

3. King Sejong Institute

เว็บไซต์ : Sejonghakdang.org

เป็นเว็บไซต์ของสถาบันสอนภาษาเซจง (세종학당재단) ที่เป็นสถาบันสอนภาษาเกาหลี มีอยู่หลากหลายที่ทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย เอกสารการเรียนถอดมาจากหนังสือแบบเรียนเซจงเลย โดยคำแนะนำคือปรับภาษาเป็น ภาษาอังกฤษ ตรงมุมบนขวาก่อน แล้วเลือกเมนู Learn จากนั้นมาเริ่มต้นกันที่เนื้อหาเบื้องต้นก่อน โดยคลิกที่ Standard Curriculum ก็จะมีรายการเนื้อหาพื้นฐานมาให้เลือกครับ

ตัวอย่างหน้าแรกของบทเรียน : บอกรายละเอียดของเนื้อหาโดยภาพรวม
ตัวอย่างสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบอนิเมชั่น
มีหนังสือ E-Book เป็นตำราของสถาบันให้ดาวน์โหลดฟรีๆด้วย

ความน่าสนใจอยู่ที่ไม่ใช่แค่เนื้อหาในหนังสือเรียนธรรมดา แต่ยังมีเนื้อหาสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน, สอนเต้น K-POP รวมไปถึงมีเนื้อหา คำศัพท์ภาษาเกาหลีใหม่ๆให้ได้อัพเดตด้วยล่ะครับ

King Sejong Institute
ข้อดี

– เนื้อหาสมบูรณ์ ครบถ้วน เรียบเรียงตามระดับความยาก-ง่าย
– มีแบบฝึกหัด สมุดรวบรวมคำศัพท์ มีหน้าอินเตอร์เฟซภาษาไทย
จุดสังเกต
– ต้องสมัครสมาชิกก่อนเข้าใช้งาน
– การใช้งานอาจจะดูใช้ยาก ไม่ค่อยคุ้นเคย
– เนื้อหาในบทแรก สำหรับผู้ที่สนใจ อาจจะศึกษาด้วยตัวเองยาก แนะนำให้ไปเรียนวิธีการอ่าน หรือเรียนเนื้อหาพื้นฐานจากเว็บอื่นมาก่อน แล้วค่อยมาเสริมจากเว็บนี้
เหมาะสำหรับมือใหม่ ★★★★☆

4. iKorean by T-Insang (อัพเดตล่าสุด เพจได้ปิดไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย T_T)

เพจเฟซบุ๊กที่นำเสนอคำศัพท์ ไวยากรณ์ สำนวนต่างๆที่น่าสนใจไว้เป็นภาษาไทย! ถ้าจะเทียบจุดเด่นของเว็บนี้ก็คงเเป็นข้อมูลที่เป็นภาษาไทย สำหรับใครที่ขอเรียนภาษาเกาหลีแบบสงบสุข ไม่ยุ่งกับภาษาอื่น ก็แนะนำให้ไปติดตามเพจนี้กันครับ

เข้าไปติดตามเพจได้ที่นี่เลยครับ https://www.facebook.com/iKoreanTH/

iKorean by T-Insang
ข้อดี

– เนื้อหาเป็นภาษาไทย ใช้ฟอนต์, สี ที่เข้าใจง่าย น่าอ่าน
– สรุปเข้าใจง่ายและคำศัพท์ที่มีประโยชน์ แบ่งเป็นหมวดหมู่ รวมไปถึงวิธีการใช้
– มีคลิปวิดิโอสอนภาษาเกาหลีพื้นฐาน
จุดสังเกต
– เนื่องจากเป็นเพจ การเรียงลำดับเนื้อหาอาจจะดูยาก
– เนื้อหาพื้นฐานบางส่วนสามารถหาได้จากในเพจ แต่เนื้อหาเพิ่มเติม หรือหนังสือเป็นเล่ม มี E-Book แยกจำหน่ายต่างหาก

เหมาะสำหรับมือใหม่ ★★★★☆

ต้องยอมรับครับว่า การเรียนภาษาเกาหลีด้วยตัวเองนั้น สิ่งที่ยากที่สุดอาจจะไม่ใช่เรื่องสื่อการเรียน หรือจำเป็นต้องมีเงินไปลงทุนซื้อหนังสือเรียนเยอะๆครับ ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่อง “วินัย” ล้วนๆ 555 ! เพราะว่าสื่อการเรียนการสอนภาษาเกาหลีตามที่ผมได้เสนอไปถือว่ามีให้เลือกเรียนเยอะมาก หลากหลาย และครบถ้วน อยู่กับว่าเราจะสามารถจัดสรรเวลา และเริ่มสร้างวินัยกับการเรียนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ก็ต้องออกไปตามหาแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาเกาหลีเพิ่มเติมแล้วล่ะครับ!

 

ของฝากจากเกาหลี ไม่ใช่ กระทะโคเรียคิง!

ก่อนที่เรื่องกระแส กระทะโคเรียคิง จะเป็นข่าว ทุกครั้งที่กลับไทย ผมเอบก็มักจะได้ยินญาติๆพูดถึงบ่อยๆ ในลักษณะ “กระทะของเกาหลีเขาใช้ดีเนอะ” ไปจนถึง “วันหลังฝากหิ้วกระทะโคเรียคิงจากเกาหลีหน่อย”

ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ “โคเรียคิง”

ผมกลับมาที่เกาหลี และด้วยความที่ตอนนั้นกำลังหากระทะมาทำกับข้าวกินเองที่หออยู่พอดี เลยออกไปหาดูกระทะตามห้างครับ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ ยี่ห้อนี้เลยครับ “โคเรียคิง” เพราะที่บ้านใช้อยู่แถมโฆษณาให้พร้อมว่าใช้ดี ไม่ค่อยติดกระทะ .. แต่พอเดินมาดูเรื่อยๆปรากฏว่า “เฮ้ย มันไม่มี” จริงๆเรื่องนี้มันก็ปีกว่าๆ แล้วครับ แต่ก็เข้าใจว่าเฉพาะห้างนี้มันอาจจะไม่มีก็ได้ ผมก็เลยได้อีกยี่ห้อมาใช้ (ตามคำโฆษณาของอาจุมม่า ป้าข้างๆที่ต้องการจบการขาย ด้วยการแถมตะหลิวให้ผมฟรี!) ผมก็เลยได้กระทะอีกใบสัญชาติฝรั่งเศสมาใช้แบบงงๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร ใช้ดีมาเรื่อยๆสมราคา

จนกระทั่งปีนี้ “โคเรียคิง” ก็กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีนักท่องเที่ยวคนไทยไปเจอกระทะโคเรียคิงที่ประเทศสิงคโปร์จำหน่ายในราคาประมาณ 600 บาท ในขณะที่บ้านเรา 3,900 บาท (2 ใบ มาในรูปแบบ 1 แถม 1) จนเกิดเป็นที่สงสัยของชาวเน็ตมากมาย ในลักษณะถูกแหกตาเรื่องราคาที่แพงเกินความเป็นจริง

แล้วกระทะนี้มีปัญหาอะไร?

1. ราคา?

อ้างอิง : เว็บไซต์ของ Korea King

ผมขอยกตัวอย่างกระทะรุ่นหนึ่งที่จำหน่ายอยู่ในหน้าเว็บของโคเรียคิง มีราคาเขียนเอาไว้ 3,900 บาท (ลดพิเศษจาก 18,000 บาท) …

อันนี้ส่วนตัว ก็คงไม่สามารถเชื่อได้สนิทใจนะครับว่า “กระทะอะไรราคาเป็นหมื่น!” แต่ก็ต้องมาดูว่าที่ผ่านมามีใครเคยได้ซื้อจากราคาปกติของโคเรียคิงบ้าง (ซึ่งอันนี้ไม่ทราบจริงๆ) ถ้าเกิดไม่เคยมีใครได้ซื้อกระทะในราคาปกติ ก็เป็นที่เข้าใจว่า ราคามันจริงๆก็อยู่ตกใบละ 1,950 บาทนี่แหละ ! ซึ่งเทียบกับคุณสมบัติที่ก็ไม่ได้อวดอ้างจนเกินไป (เช่นเรื่องทอดไม่ติดกระทะ) ก็ถือว่าโอเค เพราะกระทะรุ่นอื่นๆที่มียี่ห้อ ราคาก็ไม่ต่างกัน

2. โฆษณาเกินความจริง?

“No.1 in Korea” vs “No.1 from Korea”

ส่วนตัวก็ติดใจเรื่องนี้มากกว่า เรื่องการใช้คำว่า No.1 in Korea เพราะคำนี้ก็ถือว่าทรงพลังจริงๆ มันอาจจะหมายถึงมียอดขายหรือเป็นที่นิยมอันดับ 1 ในเกาหลีก็ได้ (แล้วแต่จะตีความกันไปว่าอันดับ 1 ในเรื่องอะไร เพราะทางผู้ผลิตก็ไม่ได้เขียนอธิบายไว้ตั้งแต่แรก แต่ที่แน่ๆอันดับ 1 ของแบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงที่สุด)

ผลการค้นหาคำว่า “fry pan” ในเว็บขายสินค้าออนไลน์ยอดนิยมของเกาหลี Gmarket.co.kr

ผมลองค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดง่ายๆอย่าง “กระทะ” ในเว็บช็อปปิ้งยอดนิยมของเกาหลีใต้อย่าง “Gmarket” ก็พบว่าไม่มีคำว่า Korea King เลย แต่กลับเป็นยี่ห้ออื่นๆ เช่น Tefal, Happycall, Kitchenart ที่จะคุ้นหูคนเกาหลีมากกว่า

การค้นหาจากชื่อแบรนด์ด้วยตัว K หรือตัว “ㅋ” (ค ในภาษาเกาหลี) ก็ไม่มีแบรนด์ดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ผมอยากจะให้มั่นใจครับว่า แบรนด์นี้ไม่มีจำหน่ายในเกาหลีแน่นอน นั่นหมายความว่า จะไม่มีใครได้ของฝากจากเกาหลีเป็นกระทะแน่นอนครับ!  ซึ่งก็สอดคล้องจากที่ คุณวู้ดดี้ พรีเซ็นเตอร์กระทะโคเรียคิง ได้ต่อสายตรงกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าของแบรนด์ Korea Kingที่อยู่ที่เกาหลีใต้ ว่ากระทะโคเรียคิงนั้น “ส่งออก 100% และไม่มีจำหน่ายในเกาหลี”

ดังนั้น หากจะโฆษณาโดยใช้คำว่า No.1 in Korea (อันดับหนึ่งในเกาหลี) หรือภายหลังที่ได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า No.1 from Korea (อันดับหนึ่งจากเกาหลี) ในรุ่นหลังแทนนี้ …ก็จะดูเหมือนว่าไม่ชัดเจนเท่าไร

มีอีกประเด็นคือเรื่อง สารเคลือบที่อยู่ในกระทะ ที่อ้างว่ามีถึง 8 ชั้น หรือการโฆษณาว่า กระทะลื่นขึ้น 300% ในรุ่นใหม่ อันนี้ก็ต้องปล่อยเป็นกระบวนการตรวจสอบของทาง สคบ.หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบว่ามีตามที่โฆษณาหรือไม่ และทางสคบ.เองก็ควรจะใช้นโยบาย “ที่เหมาะสม” กับโคเรียคิงเกี่ยวกับการโฆษณาด้วย

สรุป

สั้นๆคือ “เป็นสิทธิ์ของผู้บริโภค”

ผมเองก็ไม่สามารถตัดสินความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมได้ครับ เพราะเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการตลาดของแบรนด์นี้ ที่ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป การโฆษณาที่เกินความเป็นจริงมากๆ แน่นอนว่าย่อมเป็นผลเสียต่อผู้บริโภค ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องโชคดีสำหรับแบรนด์โคเรียคิง ที่จนถึงตอนนี้ไม่มีผู้ใช้ที่มาร้องเรียนเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ (ก็หมายความว่ายังใช้ดีสมราคาอยู่) ซึ่งแน่นอนหากมีการร้องเรียนในด้านสรรพคุณที่ไม่ตรงตามโฆษณา เช่น มันติดกระทะ, มีสารอันตราย ฯลฯ อันนั้นผมถึงคิดว่าน่าจะเป็นผลเสียกับแบรนด์โดยตรงมากกว่า

ที่มาของภาพ (사진 출처) : WIC / KBS1

แถม : จริงๆไม่ใช่แค่กระทะอย่างเดียวที่ต้องมาระวังว่า Made in อะไร แต่ก็อยากจะให้ระวังผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม เครื่องสำอางและยา ที่พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มักจะอ้างคำว่า “เกาหลี” นี้ด้วยครับ ซึ่งเรื่องนี้ จริงๆก็เคยเป็นข่าวที่เกาหลีเหมือนกัน เกี่ยวกับเรื่องเครื่องสำอางปลอมที่มีขายเกลื่อนในประเทศไทย (ถึงขั้นมาทำสกู้ปกันเมืองไทยเลยทีเดียว) มีใช้คำศัทพ์ภาษาเกาหลีไปใช้บนสลาก (ซึ่งบางซองก็เขียนไม่ถูก) จนทำให้เข้าใจคาดเคลื่อนว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเกาหลีจริงๆ เรื่องนี้ก็ต้องระวังกันไว้ด้วยครับ เตือนๆผู้ใหญ่ที่ชอบไปหาซื้อเครื่องสำอางตามร้านสะดวกซื้อมาใช้เอง

วิธีเชื่อมต่อ Wifi Starbucks ฟรีในเกาหลี

หากใครที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเกาหลี แต่ไม่ได้เช่า pocket wifi หรือว่าซื้อซิมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต แต่ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตก็สามารถหาสัญญาน wifi สาธารณะที่มีให้ให้บริการทั่วไปในโซลได้ครับ

ตามร้านอาหารหรือร้านกาแฟ ส่วนใหญ่ก็มักจะมี wifi ไว้ให้บริการสำหรับลูกค้า ซึ่งรหัสผ่านไม่เขียนติดผนังก็มักจะมีเขียนเอาไว้อยู่ที่ใบเสร็จครับ เช่นเดียวกันกับในร้านกาแฟที่มีแทบจะทุกหัวมุมในเกาหลีอย่างสตาร์บั๊คส์ (Starbucks) ที่นี่ก็ wifi ไว้ให้บริการสำหรับลูกค้าเช่นกัน แต่ถ้าสังเกตในใบเสร็จก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ทำไมไม่สามารถเชื่อมต่อ wifi ได้ (ยกเว้นใครที่อ่านภาษาเกาหลีออกนะ)

ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ สามารถเชื่อมต่อ wifi ได้แน่นอนอยู่แล้ว ตามขั้นตอนต่อไปนี้ครับ

  1. เชื่อมต่อ wifi ที่ชื่อ “KT_Starbucks” 
  2. เลือกเปิดล็อกอินในเบราวเซอร์ครับ (No, open a web browser to complete the connection)
  3. จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างกรอกข้อมูลเป็นภาษาเกาหลี ตรงนี้สามารถเลือกเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษได้ครับ
  4. หน้าภาษาอังกฤษ จะให้กรอกข้อมูลพื้นฐานเช่นชื่อ นามสกุล อีเมล หมายเลขโทรศัพท์ (ในประเทศ หรือต่างประเทศ) จากนั้นกดที่ปุ่ม Agree >>

    อย่าลืมเช็คเครื่องหมาย Set Starbucks Korea as the default page ออก เพื่อไม่ตั้งให้เพจสตาร์บั๊คส์เป็นหน้าหลักครับ

  5. เมื่อมาหน้าอื่น เห็นหน้านี้ก็สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเข้าเว็บไซต์อื่นๆได้แล้วครับ

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีนะครับ เช็คความเร็วแล้วก็สามารถใช้ชมวิดิโอ อัพโหลดรูปภาพ ได้อย่างสบายๆเลย

[무한통삼] หมูย่างเกาหลีรมควันบุฟเฟ่ต์

มาพบกับรีวิวของกินในเกาหลีกันบ้างครับ มาถึงเกาหลีหลายคนมักจะนึกถึงอาหารพื้นฐานอย่าง “หมูย่างเกาหลี” หรือ “ซัมกยอพซาล” ที่เกาหลีสามารถหาทานได้ทุกที่แล้ว แต่ดูเหมือนร้านนี้ จะเป็นร้านเดียวที่ผม ยอมนั่งรถไฟฟ้า 30 นาที (ที่ถือว่านานสำหรับผม) ไปกินได้ตลอด!

บรรยากาศในร้าน (แน่นอนว่าเป็นช่วงที่คนน้อย)

และร้านนี้ก็คือ “Moohantongsam” (무한통삼 : มูฮันทงซัม) ร้านนี้มีดีที่หมูสามชั้นหนา นุ่ม อร่อย ที่สำคัญคือคุ้มค่า เพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ให้กินได้แบบเต็มที่ในราคาแค่ 9,900 วอน ! (เฉลี่ยบุฟเฟ่ต์ปกติทั่วไปก็ราวๆ หัวละ 12,000 วอนขึ้นไป)

ไฮไลท์ของร้านนี้เลย หมูรมควัน

จุดเด่นของหมูร้านนี้ คือ หมูจะผ่านการรมควันในเตามาให้ก่อนครับ ก่อนจะนำไปบริการไว้ที่บาร์แล้วเราถึงค่อยไปคีบแล้วเอามาย่างต่อ (ยกเว้นวันไหนที่ลูกค้าเยอะ ทำไม่ทันก็อาจจะต้องกดกริ่งเรียกเติม) นอกจากรมควันแล้วก็ยังมีส่วนอื่นๆ เช่น คอหมู และสามชั้นที่ไม่หมักด้วยครับ แต่งานนี้รุ่นน้องขาประจำของร้านนี้ คอนเฟิร์มมาเลยว่ามาร้านนี้ก็ต้องมาลองกินหมูรมควัน!

ในร้านเป็นแบบ self bar มีผักสำหรับห่อทานกับหมู มีกิมจิ, ยำถั่วงอก, กระเทียม, เห็ดเข็มทอง ฯลฯ ใครที่ชอบเอาผักห่อหมู กินแบบเฮลตี้ๆต้องชอบแน่นอน

ส่วนของน้ำดื่มก็มีเป็นน้ำอัดลมรีฟิลไม่อั้นโดยคิดเพิ่มหัวละ 1,000 วอน (ถ้าสั่งต้องสั่งทุกคน)

กินจนเพลิน อิ่มไปข้างเลยล่ะครับ จะว่าไปแล้วร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำให้นักเรียนไทยในเกาหลีได้รวมตัว ก็หวังว่าบล็อกรีวิวร้านอาหารในเกาหลีร้านนี้จะเรียกน้ำย่อยชวนให้มาเที่ยวที่เกาหลีกันบ้างนะครับ 🙂

ลายแทง

หน้าร้าน – ร้านอยู่ชั้น 2 เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นว่ามีร้านสะดวกซื้อ GS25 อยู่หน้าซอยครับ

ร้านมีอยู่ทั้งหมด 8 สาขาครับ ส่วนใหญ่จะกระจายๆไปทั่วโซล ส่วนสาขาที่มากินและรับรองรสชาติได้ขนาดนี้ คือสาขามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) โดยสามารถเดินออกจากสถานี Seoul National University Station (Line 2) ประตูทางออก 3 เดินมาที่ร้านประมาณ 5 นาทีครับ สำหรับสาขาอื่นๆ มีสาขาที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยคอนกุก (Konkuk) สามารถเช็คเส้นทางได้จาก Google Maps ลิงก์นี้ เลยครับ

แผนที่ : [Google Maps] [NAVER Maps]

เปิด : 11.00 ~ 02.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ:
ร้านมีห้องน้ำ, Wi-Fi, รับบัตรเครดิต, จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สีสันเลือกตั้งปธน.เกาหลีกับแคมเปญออนไลน์เจ๋งๆ

บรรยากาศและสีสันของการรณรงค์ การเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ครั้งที่ 19 เรียกว่าน่าสนใจเลยทีเดียวครับ ผมเองมีโอกาสได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ มันแอบสนุกตรงที่ว่าจะมีอะไรเจ๋งๆแปลกๆที่ไม่เคยเห็นในการเลือกตั้งบ้านเรามาก่อน (หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่มีเลือกตั้งกันมานานแล้ว) ซึ่งผมก็ชอบในความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละผู้สมัครที่ต่างใช้สื่อต่างๆในการหาเสียง โดยเฉพาะที่ยุคนี้ที่เป็นยุคแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เรามักจะติดตามข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้สมัครส่วนใหญ่ต่างก็ปรับแคมเปญ รูปแบบการประชาสัมพันธ์นโยบายให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายด้วยการการแข่งกันออกออกแคมเปญบนโลกออนไลน์ชนิดว่าดุเด็ดเผ็ดมันครับ รับรองเลยครับว่าบรรยากาศแบบนี้หลายคนอาจจะยังไม่มีโอกาสได้เห็นในบ้านเราแน่นอน

* ขอยกตัวอย่างแคมเปญของแต่ละผู้สมัครเด่นๆในปีนี้ เรียงตามหมายเลขครับ

ผู้สมัครเบอร์ 1 – Moon Jae-In (มุนแจอิน) (พรรค Democratic)

หนึ่งในผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งของปีนี้ครับ จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและดำรงตำแหน่งฝ่ายค้านในสมัยก่อนหน้า ด้วยความที่เป็นตัวเต็งจึงจะเห็นว่ามีวิดิแคมเปญให้เห็นเยอะมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ และมีการอัพเดตวิดิโอประชาสัมพันธ์ หาเสียง มากกว่า 800 คลิป ตัวอย่างของไอเดียเจ๋งๆส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียนครับ

  • 1st (เว็บไซต์ล้อเลียนเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ 11st – Eleven street)

    นอกจากจะมีเว็บไซต์หลักไว้สำหรับประชาสัมพันธ์นโยบายหลักๆทั่วไปแล้ว ก็มีเว็บไซต์รองที่ทำมาในลักษณะล้อเลียน (parody) อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น 1st จำลองเว็บไซต์เหมือนร้านค้าออนไลน์ เอานโยบายต่างๆมาทำเป็นเหมือนสินค้า ใครถูกใจชอบก็สามารถซื้อไปได้ (โดยถ้าคลิกซื้อก็จะมีหน้าต่างบอกว่า คุณคือผู้สั่งซื้อคนที่ xx สินค้าจะถูกจัดส่งในวันที่ 9 พ.ค. (วันเลือกตั้ง)) ก็เป็นหนึ่งไอเดียที่ดูสร้างสรรค์ นำสิ่งที่ผู้คนจดจำได้ดีอยู่แล้วมา parody ต่อนั่นเอง

  1. เพลงหาเสียง (Logo song)
    บ้านเราก็พอมีให้เห็นอยู่ครับกับการใช้เพลงดังๆมาทำเป็นเสียงสปอตหาเสียง เลือกตั้งที่เกาหลีก็มีผู้สมัครหลายท่านที่ใช้เป็นเพลงแปลงจากเพลง K-POP ที่ติดหูผู้คนอย่าง Cheer up ของสาวๆ Twice (ลิงค์เพลงแปลง / เพลงต้นฉบับ) หรือ Thumb up (ลิงค์เพลงแปลง /เพลงต้นฉบับ) เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาเพลงแปลงมาเต้น cover กันในวันลงพื้นที่หาเสียงด้วย
  2. แมพพิเศษในเกม Starcraft
    เข้าถึงวัยรุ่นและคอเกม เกม Starcraft หนึ่งในเกมโปรดของคนเกาหลี ทีมงานก็เรียกว่าครีเอทีฟสุดๆ ออกแมพเกม Starcraft ที่มีแผนที่เป็นข้อความชื่อของเขา พร้อมกับหมายเลขผู้สมัคร ให้ดาวน์โหลดกันในเว็บบล็อกส่วนตัว อีกด้วย

ผู้สมัครเบอร์ 2 – Hong Jun-pyo (ฮงจุนพโย) (พรรค Liberty Korea)

มาถึงคนนี้ อดีตผู้ว่าจังหวัดคยองซังใต้ (จังหวัดที่มีเมืองใหญ่ๆอย่าง ปูซาน) คนนี้มาแนวแรงๆ เน้นสะกัดดาวรุ่งผู้สมัครคนอื่นด้วยคำถามโหดๆ ว่ากันว่าเขาคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ของเกาหลีจนตัวเองก็กลายเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมตีตื้นตามผู้สมัครคนอื่นๆมาเหมือนกัน เนื่องจากตัวเองนามสกุลว่า ฮง ซึ่งความหมายในภาษาเกาหลีแปลว่า “แดง” จึงได้ใช้สีแดงเป็นสีประจำตัว

  • เว็บตูนแนะนำตัวเอง
    คนเกาหลีไม่น้อยครับที่ชอบอ่านการ์ตูนออนไลน์ สื่อหนึ่งที่อาจจะเข้าถึงวัยรุ่นอาจจะเป็นการแนะนำผู้สมัครผ่านการ์ตูน โดยได้ทำเป็นการ์ตูนกว่า 10 ตอนพูดถึงประวัติส่วนตัวของเขาและนโยบาย [ลิงก์หน้าเว็บตูน]
  • ฮงคาโคล่า
    ล้อเลียน “โคคาโคล่า” แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสีเดียวกับผู้สมัคร กับคุณสมบัติของโค้กที่ดื่มเมื่อไรก็จะรู้สึกสดชื่น เหมือนกับที่ได้ฟังนโยบายหรือคำพูดของเขา (เขาว่าอย่างงั้นนะ) แคมเปญนี้ฟังดูแล้วออกจะแถไปหน่อย แต่ก็นะ…นับว่าเป็นหนึ่งแคมเปญแล้วกัน [คลิปฮงคาโคล่า]

 

 

 

 


ผู้สมัครเบอร์ 3 – Ahn Cheol-soo (อานชอลซู) (พรรค People’s)

หนึ่งในผู้สมัครไฟแรง แต่ยังขาดประสบการณ์ทางการเมือง ผู้ประดิษฐ์โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีให้คนเกาหลีได้ใช้ เป็นตัวเต็งลำดับที่ 2-3 ล่ะครับ โดดเด่นตั้งแต่การพยายามดีไซน์ป้ายหาเสียงของตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น โดยไม่ใส่ชื่อพรรค แต่ใช้สัญลักษณ์แทน การยกมือสองข้างเป็นรูปตัววี หรือการตะโกนด้วยการใช้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เขาเป็นที่น่าจดจำ

อานชอลซู (หมายเลข 3) ที่มาภาพ : Chosun.com
  • VR 360 ถ่ายทอดสดลงพื้นที่
    (ที่มา : ภาพแคปเจอร์จาก VIDEO MUG)

    ก็ไม่ต่างจากผู้สมัครอื่นๆในเรื่องของแคมเปญออนไลน์เท่าไรครับ คนนี้ก็อัพเดตกิจกรรมบนเพจอย่างต่อเนื่อง พิเศษกว่าเขาหน่อยก็คงเป็นการใช้กล้อง 360 องศา ถ่ายทอดสดการลงพื้นที่หาเสียง สามารถชมบรรยากาศได้แบบ 360 องศา สดจากพื้นที่กันเลยทีเดียว


ผู้สมัครเบอร์ 4 – Yoo Seung-min (ยูซึงมิน) (พรรค Bareun)

อดีตสมาชิกรัฐสภา เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจโดยนโยบายจะเน้นไปทางด้านพัฒนาประเทศควบคู่กับพัฒนาเศรษฐกิจ เอาตรงๆผมไม่ได้ทำการบ้านและไม่รู้จักรายละเอียดผู้สมัครเลยแม้แต่น้อย !! แต่ที่เขาฮือฮาเกี่ยวกับผู้สมัครคนนี้ก็เพราะ…..

(ที่มาของภาพ : Wikitree)

ครับ !!

ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ..ให้ลึกซึ้ง ลูกสาววัย 24 ปีที่เคียงข้างคุณพ่อช่วยหาเสียงนั่นเอง นี่คงเป็นหนึ่งในไม้ตายที่ผู้สมัครท่านอื่นๆไม่มีครับ 55

คลิป ยูดัม (Yoo Dam) ลูกสาวของผู้สมัครยูซึงมินเต้นโคฟเวอร์เพลงแปลงหาเสียงของคุณพ่อ อีกหนึ่งผู้สมัครที่เลือกเพลง Cheer up ของ Twice มาแปลง

(ที่มาของภาพ : HUFFPOST Korea)

แต่เคสลูกสาวน่ารักก็เป็นดาบสองคมครับ เพราะจริงๆแล้วก็ถือว่าเธอยังไม่ใช่ดาราที่จะมีการ์ดมาคอยห้าม ตอนที่ช่วยคุณพ่อหาเสียงก็มีคนมาแห่ขอถ่ายรูปด้วยมากมาย และเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมาขณะที่ยูดัมกำลังช่วยคุณพ่อของเธอหาเสียง ก็มีชายโรคจิตมาถ่ายภาพคู่และพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศโดยการแลบลิ้นไปหาเธอ ก่อนที่จะโพสต์ข้อความลงบนอินเทอร์เน็ต จนล่าสุดนี้คุณพ่อก็ขอเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ทำไมต้องมีเรื่องโหดร้ายกับเธอแบบนี้ด้วย… T_T (ลิงก์ข่าว)


ผู้สมัครเบอร์ 5 – Sim Sang-jung (ชิมซางจอง) (พรรค Justice)

หนึ่งในผู้สมัครหญิงคนเดียวในครั้งนี้ครับ ความสามารถของเธอคือการสกัดดาวรุ่งใครต่อใครหลายคนด้วยการยิงคำถามโหดๆอีกเหมือนกัน มีโอกาสได้ดูเขาคัดค้านโครงการอะไรสักอย่าง ก็พบว่าพูดได้น้ำไหลไฟดับ เอาอยู่จริงๆ มาดกระฉับกระเฉงแบบนี้ก็ให้ลุคที่ดูเป็นหญิงแกร่งอีกแบบครับ มีแคมเปญบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น

  • วิดิโอแนะนำตัวด้วยเกม Overwatch


    เข้าถึงกลุ่มเยาวชนเอา Overwatch เกมอันดับหนึ่งของคนเกาหลีตอนนี้ มาใช้แนะนำตัว โดยการรวมคลิปความสามารถในการค้านของเธอ ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนหน้ามาข่ม ให้เห็นความสามารถในการทำให้อีกฝ่ายหมดพลัง จนได้ตำแหน่ง Play of the Game ไป
  • วิดิโอหาเสียงสุดแนว
    ทุ่มทุนสร้างเหลือเกินกับวิดิโอหาเสียงของผู้สมัครซางจอง ที่ดูเผินๆนึกว่า trailer หนังเรื่องไหนหรือเปล่า นอกจากงานนี้จะได้พรีเซ็นต์นโยบายแบบแนวๆแล้ว ยังได้เห็นอีกลุคลุยๆของผู้สมัครท่านนี้อีกด้วย

สรุป

เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้สนใจการเมืองถึงขั้นเอามาศึกษาอะไรหรอกครับ แต่เพราะว่าสีสันของการเลือกตั้งที่นี่ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ดีถึงขนาดทำให้คนต่างชาติ ที่ไม่มีสิทธิ์ไปใช้เสียงเลือกตั้งบ้านเขาก็ต้องหันมาให้ความสนใจ เพราะทุกอย่างดูน่าสนใจเหลือเกิน

ภาพโปสเตอร์ล้อเลียนผู้สมัครของรายการ SNL ที่มาภาพ (Chosun.com)

ดารา-นักแสดงตลกดังๆของที่นี่ก็ออกมาล้อเลียนคาแร็คเตอร์ของผู้สมัครของแต่ละคน ที่เก็บรายละเอียดได้เนียนมากๆ ก็เรียกว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นการการันตีถึงสีสันของการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

ก็หวังว่าบ้านเราจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆวันนี้(ได้แล้ว)