การสมัครเรียนภาษาเกาหลี ที่ม.ซอกัง (Sogang University)

สวัสดีค่าาาา อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะคะ เฟรมคุงไม่ได้กลายเป็นผู้หญิง เราชื่อ ‘จีมิน’ ค่ะ วันนี้มาขอใช้พื้นที่บล็อกเฟรมคุงบอกเล่าประสบการณ์การไปเรียนภาษาที่ประเทศเกาหลีในช่วงระยะเวลา 3 เดือนของตัวเองให้ทุกคนได้อ่านกัน เพราะคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงมีความฝันเหมือนเรา คือ อยากไปเรียนภาษาเกาหลีต่อที่ประเทศเกาหลี แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปเรียนที่ไหนดี? ไปเรียนแล้วจะเป็นยังไงบ้าง? เตรียมตัวยากมั้ย? เรียนแล้วจะคุ้มมั้ย? หวังว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจให้ทุกคนได้นะคะ 😉

ทำไมถึงเลือกซอกัง?

ย้อนความไปเมื่อปีก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศเกาหลีรอบนี้ เราเคยไปเกาหลีมาแล้วครั้งนึง ตอนนั้นไปเที่ยวอย่างเดียว คิดว่าตัวเองมีความรู้ภาษาเกาหลีพื้นฐานแล้วนิดหน่อย พออ่านออกเขียนได้ ไวยากรณ์กับประโยคพื้นฐานก็พอได้ รอดแน่นอน พอไปถึงจริงๆ มันก็รอดนะ แต่ไม่ได้ง่ายแบบที่คิดไว้เลย แค่สั่งข้าวอย่างเดียวก็พูดได้หลายแบบแล้ว ไม่ได้มีแค่ อีกอ ชูเซโย (이거 주세요.) เหมือนในตำรา ลืมไปว่าเราไม่ได้เป็นคนพูดอยู่ฝ่ายเดียว ต้องมีการโต้ตอบ เวลาที่คนเกาหลีพูดกับเรา เราฟังเค้าไม่ทัน หรือถ้าฟังทันก็ไม่แน่ใจว่าแปลถูกมั้ย ทำให้รู้ตัวเลยว่า อยากฝึกสนทนากับคนเกาหลีจริงๆ และ อยากมีความมั่นใจเวลาพูดมากขึ้น

ตอนแรกจีมินเองก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะไปที่ไหนดี ลองหาในเว็บไซต์เยอะมาก ทั้งรีวิวไทย รีวิวต่างประเทศ ยูทูป พบว่าสถาบันภาษาในเกาหลีมีหลายที่มากกกก ก.ไก่ล้านตัว แต่สุดท้ายแล้วก็จะวนมา 3 ที่หลักๆ คือ มหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University), มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) และมหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University) หลังจากผ่านกระบวนการคิดอันซับซ้อน(รึเปล่า? 555) เราก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่า ซอกัง! เพราะสถาบันภาษาของที่นี่เค้าเน้นด้านการสนทนา ตรงกับจุดประสงค์ที่เราต้องการพอดี

เพื่อนจีมินที่เรียนที่สถาบันอื่นบอกว่าสถาบันของเค้าก็ดีมากเช่นกัน ค่าเรียนเอาจริงๆ ก็ไม่ต่างกันมาก แต่ละที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น ลองเปรียบเทียบแล้วเลือกที่ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดดูก่อนนะคะ 😀

มีคอร์สเรียนแบบไหนบ้าง?

คอร์สเรียนมีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความสนใจและระยะเวลาที่เรียนค่ะ เช่น KGP200 (Morning), KAP200 (Afternoon), KGP150 (Afternoon), KGP60 (Evening) เป็นต้น เลขข้างหลังหมายถึงจำนวนชั่วโมงเรียน ส่วนมากจะเปิด 3 คอร์สแรกค่ะ เข้าไปที่เว็บของสถาบันภาษาหน้าแรก คลิก Korean programs (한국어 과정) แล้วลองดูรายละเอียดของแต่ละคอร์สกันเลยค่ะ

KGP 200 กับ KAP 200 ถึงจำนวนชั่วโมงจะเท่ากัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่

  • KGP = Korean for General Purpose เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป
  • KAP = Korean for Academic Purpose เหมาะสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลี

อายุผู้เรียนของกลุ่มหลังโดยรวมจะน้อยกว่ากลุ่มแรก เพราะมีนักเรียนนักศึกษาเยอะหน่อย เราเรียนกลุ่มแรก คือ KGP อายุ 25 นี่อยู่ช่วงกลางๆของห้อง (เย่ >o<\\) นักเรียนมีตั้งแต่อายุ 10 กว่าๆไปจนถึง 30 40 คนแก่วัยทำงานก็มาเรียนด้วยนะ

ตอนแรก จีมินเผลอไปเลือกคอร์สผิด เพราะคิดว่า A ใน KAP น่าจะย่อมาจาก Afternoon (คลาสบ่าย) ที่ไหนได้มันหมายถึง Academic  ยังดีที่เค้าให้เปลี่ยนทีหลังได้ / โล่งอก – 3-’’ ดังนั้น ตั้งสตินะคะทุกคน อย่าเป็นแบบจีมิน

ปล. บางรีวิวเค้าบอกว่าระดับ 1-3 ของทั้งสองคลาส (KGP กับ KAP) ไม่ค่อยต่างกันมาก ที่ต่างคือวิชาเสริม เช่น KGP มีวิชาเลือกเสริมเป็นไวยากรณ์ การออกเสียง ส่วน KAP จะเป็น TOPIK II เป็นต้น

ระดับไหนจะได้เรียนอะไร

หลักๆมีระดับ 1-6 เหมือนสถาบันภาษาอื่นๆ

ระดับ 1 เริ่มสอนพื้นฐานใหม่ทั้งหมดเลย ตัวอักษร นับเลข ผันรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต แนะนำตัวเอง สั่งเครื่องดื่ม ถามทางฯลฯ
ระดับ 2 เริ่มเรียนรูปสุภาพ การขออนุญาต indirect speech บอกเล่าปัญหา ให้คำแนะนำ บรรยายคน ฯลฯ
ระดับ 3 เริ่มเรียนไวยากรณ์ระดับกลาง เรียนการหาที่พัก อาการเจ็บไข้ได้ป่วย ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เรื่องเล่าความทรงจำ ฯลฯ
ระดับ 4 เรียนการอธิบาย นำเสนอสั้นๆ เชิญชวน สัมภาษณ์คนดัง ฯลฯ
ระดับ 5 ทำแบบสอบถาม นำเสนอ ถกปัญหาในสังคม อธิบายความแตกต่างทางวัฒนธรรม ฯลฯ
ระดับ 6 โต้วาที นำเสนอหน้าห้อง ฯลฯ

ค่าเรียนเท่าไหร่?

คอร์ส 200 ชั่วโมง ค่าเรียนอยู่ที่   1,770,000 วอน   (ประมาณ 52,000 บาท) ถ้าสมัครเรียนเป็นครั้งแรกจะมีค่าแรกเข้าอีก 60,000 วอน (1,700 บาท) รวมๆแล้วก็ประมาณ 54,000-55,000 บาท ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว

เขียนเมื่อวันที่ 29/6/2561 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

อยากจ่ายถูกลงมาหน่อย ก็มี คอร์ส 150 ชั่วโมง  1,490,000 วอน (ประมาณ 44,000-46,000 บาท) ค่าแรกเข้าเหมือนกัน คือ 60,000 วอน รวมแล้ว 46,000 บาท ถูกกว่าหลายบาทก็จริง แต่ถ้าลองคำนวณเป็นรายชั่วโมงแล้ว คอร์ส 200 ชั่วโมงคุ้มกว่านะ

คอร์ส 200 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 8,850 วอน (262 บาท) คอร์ส 150 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 9,933 วอน (295 บาท) เงินทองเป็นเรื่องสำคัญ คิดซะละเอียดยิบเลย 555555

จ่ายไปขนาดนี้ ในเว็บ (หน้า Korean programs) เค้าก็เขียนบอกอีกว่า…

* Sogang Korean Language Education Center provides group health insurance to students for free.
* Students who register for KLEC programs do not have to buy insurance in home country separately.

* ทางสถาบันจะมีประกันกลุ่มให้นักเรียน ฟรี
* นักเรียนที่สมัครโปรแกรม KLEC ไม่ต้องซื้อประกันมาจากประเทศบ้านเกิด/ ดีสุดๆ!

ต่อไปเราจะมาดูวิธีการสมัครกันค่ะ…

วิธีการสมัครเรียนภาษาของสถาบันภาษาซอกัง (Sogang Univ.)

อันดับแรกสุด สมัครสมาชิก ด้านบนสุดทางขวามือ Log in > Join กรอกประวัติส่วนตัว เลขพาสปอร์ต อ่านเงื่อนไขแล้วกด Agree เป็นอันเรียบร้อย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การสมัคร เช็คชื่อครูผู้สอน เช็คชั่วโมงเรียน ขอเกียรติบัตร ดูคะแนนสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่อยู่ในบัญชีต้องล็อคอิน เป็นไปได้ ห้ามลืมพาสเวิร์ด

มาดูเอกสารที่ต้องใช้กันบ้าง

ไปที่ หน้า Registration เราจะเจอข้อมูลเอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียม หลักๆเลยมี

  • แบบฟอร์มการสมัคร (หลังจากล็อคอินเข้าระบบ)
  • รูปถ่ายใช้สำหรับบัตรนักเรียน
  • สำเนาพาสปอร์ต
  • ใบรับรองคุณวุฒิ
  • ทรานสคริปต์
  • เอกสารรับรองการเงินของตัวเราเอง หรือของผู้ปกครอง (Bank certificate of deposit balance) ไปถึงธนาคารแล้วบอกเค้าว่าขอเอกสารรับรองการเงินเอาไปสมัครเรียนต่างประเทศค่ะ สำหรับของธนาคารไทยพาณิชย์จะเรียกว่า “Statement of Financial Position for Student Visa Application” ค่ะ จะ ไม่ใช่ เอกสารดูรายการเงินย้อนหลัง เหมือนเวลาขอไปทำบัตรเครดิตอะไรแบบนั้น แต่จะแสดงยอดเงิน ณ ปัจจุบันนั้นเลย ขอแป๊บเดียวได้เลย (ต้องมีมากกว่า US $9,000 ราวๆ 297,000 บาท อันนี้ก็ต้องคอยเช็คเรื่อยๆเหมือนกันค่ะ เพราะรู้สึกมันจะเยอะขึ้นทุกปีๆ สาเหตุที่ต้องมีเงินเยอะๆ ก็คือ ค่าครองชีพที่เกาหลีสูงมาก ค่ามัดจำที่พักแพงมว้ากกๆๆๆค่ะทู้กโคนนน เค้าคำนวณเผื่อให้เรา จริงๆใช้ไม่ถึงนะ)
  • Alien Registration Card ถ้าไปเรียนแค่เทอมเดียว ไม่มีก็ได้ค่ะ (ARC เอาไปสมัครซิมโทรศัพท์ที่เกาหลีได้นะ) เราไม่มี ข้ามไป
  • ไม่ต้องใช้คะแนน TOPIK มีแค่ ใจกับเงิน พอ – 3-

เอกสารบางอย่างต้องเอาไปรับรองที่กงสุลและสถานทูต (ซึ่งในเว็บจะเขียนไว้ว่า apostille) บางคนก็บอกว่ารับรองทุกอย่างเลยเพื่อความสบายใจ แต่เรารับรองแค่ 2 อย่างค่ะ คือ “ใบรับรองคุณวุฒิ” และ “ทรานสคริปต์” (ใช้เอกสารตัวจริงเท่านั้น) แต่ใช้จริงๆแค่อย่างเดียวเอง คือ ใบรับรองคุณวุฒิ 555 ผ่านฉลุย 😀 ถ้าเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง ซอกังจะส่งอีเมล์มาบอกเราเองค่ะ

การแปลและรับรองเอกสาร เพื่อสมัครเรียนภาษาที่เกาหลี

ก่อนเอาไปรับรองต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ถ้าแปลผิดเค้าจะตีกลับมาให้ไปแปลใหม่จนกว่าจะถูก ใครยังไม่ได้แปล ที่กงสุลก็มีรับจ้างแปลอยู่ค่ะ แต่จีมินคิดว่าตอนนี้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถออกเอกสารเป็นฉบับภาษาอังกฤษให้ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขอเป็นภาษาอังกฤษมาเลยค่ะ ง่ายและถูกต้องแน่นอนด้วย ^^

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ขั้นตอนการรับรองเอกสารที่กงสุลสามารถทำได้ที่ กองสัญชาติและนิติกรณ์ (นอกจากกรุงเทพฯ ก็มีที่เชียงใหม่ สงขลา อุบลราชธานี ตรวจสอบได้ที่ เว็บกรมการกงสุล http://www.consular.go.th > การรับรองนิติกรณ์เอกสาร > >> สถานที่รับรองเอกสาร) ค่าบริการชุดละ 200 บาท ถ้าขอแบบด่วนรอรับภายในวันนั้น ไปช่วงเช้ารอรับได้ตั้งแต่บ่ายสองโมงเป็นต้นไป ราคาชุดละ 400 บาท หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ค่ะ รายละเอียดดูที่ เว็บกรมการกงสุล > การรับรองนิติกรณ์เอกสาร > บริการรับรองเอกสารทางไปรษณีย์)

หลังจากนั้นต้องเอาไปให้ สถานทูตรับรอง อีกที ตรงนี้ต้องไป กทม. แล้วล่ะค่ะ ถ้าใครไม่สะดวกไปจริงๆ ฝากคนรู้จักเอาไปรับรองได้ค่ะ เอกสารที่ต้องเพิ่มไปด้วยคือ ใบมอบอำนาจ ให้คนที่เค้าจะไปยื่นเอกสารให้เรา ขั้นตอนนี้ทำไม่นานค่ะ นานสุดก็ตอนเดินทางไปสถานทูตนี่แหละ 55 ค่าธรรมเนียม 140 บาท ตกใจนิดนึง ถูกกว่าที่คิด!

เอกสารรับรองโดยกงสุล
(ที่กงสุลหรือนิติกรณ์จะได้กระดาษขาวๆแปะมา ไปสถานทูตเอาตราปั๊มปึ๊บๆ แค่นี้รับรองเอกสารก็เสร็จแล้ว ^o^// )

หากไม่สะดวกจะทำเองจริงๆ หรือขี้เกียจไปทั้งกงสุลและสถานทูต ใช้บริการรับรองเอกสารก็ได้ค่ะ กูเกิ้ลปุ๊บจะมีให้เลือกหลายเจ้ามาก ตอนแรกจีมินก็คิดว่าจะใช้วิธีนี้นะ ด้วยความที่อยู่ต่างจังหวัดจะให้ไปถึงกรุงเทพเลยก็ลำบาก แต่พอทักไปถามราคาค่าบริการรับรองเท่านั้นแหละ.. ค่าธรรมเนียมกงสุล 400 ค่าธรรมเนียมสถานทูต 800 ค่าบริการยื่นกงสุล 500 ค่าบริการยื่นสถานทูต 2,000 อ่าาาห์…… วานคนรู้จักดีกว่าโนะ 55555 #ทีมงบน้อยแต่จะเรียน

เตรียมเอกสารเสร็จแล้ว สแกนเก็บไว้ในคอมเลยนะคะ .jpg .pdf ได้หมดเลย เพราะเราต้องเอาไฟล์ที่สแกนไปอัพโหลดตอนสมัคร ทำไว้แต่แรกก็จะสบายทีหลัง

‘แย่แล้ว! เอกสารยังไม่ทันรับรองเลย ทำไงดี จะสมัครทันมั้ยเนี่ย?’ ไม่เป็นไรค่ะ เริ่มสมัครก่อนได้ค่ะ เอกสารรับรองไปอัพโหลดตอน Step 4 นู้นแน่ะ ยังพอมีเวลา

เกริ่นมาก็นานแล้ว มาค่ะ มาเริ่มสมัครของจริงกันดีกว่า

วิธีการสมัครบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยซอกัง

  • อันดับแรกสุด เข้าเว็บของ สถาบันภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยซอกัง แล้วกด Login (ขวาบน)
  • เลือกหน้า Online Application เลื่อนลงมาข้างล่างจะเจอปุ่มน้ำเงินๆ แล้วจิ้มเลย
    หรือหัวมุมขวาของเว็บ กด MYPAGE ก็ได้เหมือนกันค่ะ
    หลังจากนั้น จะเจอขั้นตอนการสมัครทั้งหมด 10 ขั้นตอน ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นภายในพริบตาเดียว ใช้เวลาค่อนข้างนาน เรารอเกือบเดือนเลย เพราะฉะนั้นอยากให้ดูเดดไลน์วันสมัครให้ดีๆ เดี๋ยวจะไม่ทันการเอานะคะ (ถ้าเทอมไหนนักเรียนในคอร์ส 200 ชั่วโมงล้นแบบท่วมท้น สถาบันอาจให้เราไปเรียนคอร์ส 150 ชั่วโมงแทนก็ได้ เพราะฉะนั้น เผื่อเวลาดีๆนะคะ) วิธีการเช็คกำหนดการที่ง่ายที่สุด คือ เปิดหน้าแรก ดูตรงสี่เหลี่ยมขวามือด้านล่างค่ะ จะมีบอกคอร์สเรียนที่เปิดรับสมัคร ช่วงที่เรียน วันหยุด (เผื่อคนจะซื้อตั๋วไปเที่ยว) และวันรับสมัครวันสุดท้าย หรือจะดูจากตารางหน้า Programs (프로그램) ก็ได้ค่ะ
  • Step 1 Class selection เลือกคอร์สที่ต้องการจะเรียน เช็ควันเวลาเรียน และค่าสมัครทางด้านขวาให้เรียบร้อย เสร็จแล้วกด Save ไปหน้าต่อไปได้เลย
  • Step 2 Choose term เช็คปี เทอมที่เรียน เลือกสัญชาติ แล้วกด Save ไปหน้าต่อไป
  • Step 3 Write application กรอกชื่อ เพศ วันเกิด อีเมล ข้อมูลพาสปอร์ต ฯลฯ ช่องวีซ่าใครไม่มีก็กด No Visa ค่ะ ขั้นตอนนี้เอกสารที่ต้องอัพโหลดมีสำเนาพาสปอร์ต และรูปถ่าย ขอให้เลือกรูปสวยๆ อัพแล้วจะกลับมาแก้ใหม่ไม่ทันแล้วค่ะ ลองมาแล้ว T^T ถึงระบบมันจะเซฟรูปใหม่ไป แต่รูปที่โผล่ในบัตรนักเรียน คือ อันที่เซฟไปอันแรกสุด พูดแล้วก็น้ำตาจะไหล
  • Step 4 Attachment ถึงขั้นตอนนี้ ต้องรอหน่อยค่ะ ทางซอกังจะส่งอีเมลไปบอกว่าเอกสารที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง พออัพโหลดทุกอย่างเรียบร้อย ก็กด Save แล้วรอขั้นตอนต่อไป
  • Step 5 Registration ทางมหาลัยจะตรวจสอบเอกสาร อาจใช้เวลานิดหน่อยเช่นกันค่ะ เพราะนักเรียนค่อนข้างเยอะ อาจารย์บอกว่าคนสมัครเป็นพันเลย ถ้าเกินหนึ่งอาทิตย์ไปแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า ให้ส่งอีเมลไปถามเค้าได้เลยค่ะ sgklec2@sogang.ac.kr ตอบไว ประทับใจ
  • Step 6 서류보완 หากทางมหาลัยต้องการเอกสารเพิ่มเติม เค้าจะมาบอกในขั้นตอนนี้เองค่ะ ส่วนมากถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็ผ่านไปขั้นตอนต่อไปได้เลย
  • Step 7 Payment Guide เค้าจะอธิบายรายละเอียดและวิธีการจ่ายเงินให้เรา โอนเข้า Woori Bank ตามจำนวนที่บอกในหน้านั้น สามารถจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน ยูโร หรือเงินวอนเลยก็ได้ สำหรับสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่เงินวอน ขาดเหลือเพิ่มเติมยังไง เค้าจะแจ้งเราภายหลังค่ะ เพื่อนเราได้เงินคืนส่วนที่จ่ายเกินไปตอนเปิดเทอม / ถ้าใครมีคนรู้จักอยู่ที่เกาหลีก็ โอนเงินเข้าบัญชีไทยแล้วให้เค้าจ่ายเงินวอนให้เราก็ได้นะคะ ตอนโอนบอกให้เค้าใส่ชื่อเราไปก็เป็นอันเรียบร้อย ใครไม่มีก็โอนเองได้ค่ะ สบายมาก 😀 โอนเสร็จอัพโหลดสลิปแล้วก็กด Request for Payment Check จากนั้นรอมหาลัยตรวจสอบการโอนเงิน เหมือนเดิมค่ะ ถ้ารอนานแล้วยังไม่มีอัพเดตใดๆ ส่งอีเมลไปถาม sgklec2@sogang.ac.kr เรารอเกิน 1 อาทิตย์เลยส่งเมลไปถาม วันต่อมาเค้าก็จัดการให้เรียบร้อยเลย ขั้นตอนนี้เสร็จรู้สึกเหมือนก้าวเท้าเข้าซอกังไปแล้ว เย่!

    รายละเอียดการชำระเงิน
  • Step 8 Level test ถ้าใครที่มีพื้นฐานแล้ว อ่านออกเขียนได้ ไม่อยากเรียนระดับแรก อย่าลืมกด Visit น้าา ไม่งั้นได้ไปเรียนระดับ 1 ใหม่ จดวันที่สอบกับเวลาไว้ด้วยนะคะ /ใช้เวลาสอบสั้นแต่อัดเน้นไปด้วยคุณภาพจริงๆ!!
  • Step 9 Admission Letter คนที่จะลงเรียน 2 เทอมหรือมากกว่านั้นต้องใช้ student visa (D-4) ให้เขียนอีเมลไว้ ซอกังจะส่งเอกสารที่ใช้สมัครวีซ่ามาให้เรา ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ จีมินเรียนเทอมเดียว เลยข้ามขั้นตอนนี้ไปค่ะ
  • Step 10 Complete เรียบร้อยแล้วค่ะ เริ่มเก็บกระเป๋าได้เลย!!! (รีบมาก 5555)

คราวหน้า จะมาเล่าประสบการณ์ตั้งแต่วันสอบวัดระดับไปจนถึงวันสุดท้ายของการเรียน ใครที่สนใจหรือยังไม่แน่ใจว่าซอกังจะเหมาะกับเรามั้ย รอติดตามตอนหน้านะคะ ได้คำตอบแน่นอน 오늘은 여기까지.. 안녕! ^^

อ่านต่อ

  • สำหรับเพื่อนๆที่สมัครแล้วมีคำถามเกี่ยวกับเอกสาร, ค่าใช้จ่าย, ที่พัก สารพัดคำถามที่หลังไมค์มาถาม ได้รวบรวมและตอบเอาไว้แล้วในบล็อกตอนนี้ ใครไม่อ่านตอนนี้แล้วถามเพิ่ม ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบคำถามนะ

4 เว็บไซต์ที่จะช่วยอัพสกิลภาษาเกาหลี สำหรับนักเรียนไทย

 

เรียบเรียงมาให้สำหรับใครที่กำลังศึกษาภาษาเกาหลีอยู่ และอยากจะเสริมการเรียนรู้โดยเฉพาะการท่องจำคำศัพท์ภาษาเกาหลี ถ้ามัวมาเปิดพจนานุกรมเป็นเล่มๆก็อาจจะเสียเวลาและอีกอย่างอาจจะไม่มีข้อมูลเยอะด้วยข้อจำกัดของกระดาษ เนื้อหาในตอนนี้เลยจะขอนำเสนอเว็บไซต์ที่คิดว่ามีประโยชน์สุดๆสำหรับการเรียนภาษาเกาหลี และที่ผมมักจะใช้อ้างอิงในการทำงานด้วยครับ มาเริ่มต้นกันที่เว็บแรกกันเลย …

1. KMARU

(http://kmaru.com/krdic/)

เว็บไซต์พจนานุกรม ภาษาเกาหลี Kmaruเป็นเว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ ที่อธิบายความหมายไว้หลายภาษารวมถึงภาษาไทย คำแปลภาษาไทยค่อนข้างอธิบายสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจนหลายคำ และที่ดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์นี้ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ในการเรียนภาษาเกาหลีคือ มีกลุ่มคำศัพท์ที่ควรจำคู่กัน เช่น ค้นหาคำว่า 신문 (หนังสือพิมพ์) ก็จะมีคำที่ควรจำคู่กัน อย่างเช่น

신문 한 부. (หนังสือพิมพ์ หนึ่ง ฉบับ – ก็จะสอนลักษณะนาม)
신문 보도. (ข่าวหนังสือพิมพ์)
신문을 구독하다. (ติดตามรับ หนังสือพิมพ์)
신문을 발행하다. (ออก หนังสือพิมพ์)
신문을 보다. (อ่าน/ดู หนังสือพิมพ์)

ผลการค้นหาจริงๆ จะไม่มีอธิบายภาษาไทยในวงเล็บให้ (แต่ก็สามารถเอาไปค้นต่อได้ไม่ยาก) เพียงแต่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างเฉยๆว่า คำศัพท์ที่เอามาอธิบายเพิ่มเหมาะกับการจำคู่กันจริงๆ เวลาที่เราเอาไปใช้ก็สามารถนำกริยา หรือคำคุณศัพท์ มาใช้ได้เหมาะสมกับคำนั้นๆ

ทุกคำศัพท์จะมีตัวอย่างประโยค 2-3 ประโยค แสดงถึงวิธีการใช้ (ซึ่งไม่ใช่เป็นประโยคที่ยากมาก)
และมีตัวอย่างบทสนทนา ที่ใช้คำศัพท์นั้น ซึ่งเป็นประโยคที่พบเห็นในชีวิตประจำวันจริงๆ

ตัวอย่างประโยค ภาษาเกาหลี
ตัวอย่างประโยคจากเว็บ KMARU พร้อมกับบทสนทนาที่มีคำที่เราค้นหา

ตอนช่วงที่เรียนภาษาจึงชอบเว็บนี้เป็นพิเศษ

ข้อจำกัดของเว็บนี้ : ไม่สามารถค้นหาคำศัพท์เกาหลีด้วยภาษาไทยได้ (เว็บที่หาได้จะเป็นข้อ 2,3) และ ถ้าค้นหาคำศัพท์ที่เขียนเหมือนกันแต่มีหลายความหมาย (เพราะรากตัวอักษรจีนต่างกัน) จะใช้เวลาค้นหานานหน่อย

2. Daum Dictionary

(http://dic.daum.net/index.do?dic=th)

พจนานุกรมเกาหลี ออนไลน์ Daum
เว็บนี้เป็นของ Daum เว็บไซต์พอร์ทัลชื่อดังของเกาหลีอีกค่าย จริงๆก็เพิ่งจะมามี (ตอนที่เราเรียนภาษาจบแล้ว) จุดเด่นคือสามารถค้นหาคำศัพท์ภาษาเกาหลีด้วยภาษาไทยได้ และให้การค้นหาที่รวดเร็วมาก สามารถหาคำแปลกๆ สำนวนไทย (บางอย่างได้)

ดังตัวอย่างการค้นหา สำนวนไทย “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” ก็จะอธิบายว่า ความหมายแบบแปลตรงตัว แปลว่าอะไรในภาษาเกาหลี และความหมายในเชิงสำนวน ขวามือก็จะมีตัวอย่างประโยค เทียบให้ดูว่าภาษาเกาหลีมีสำนวนที่คล้ายกันอยู่ด้วย

ค้นหาสำนวนไทยใน Daum เว็บพจนานุกรมเกาหลี
บอกความหมายและมีอ้างอิงให้ดูด้วยว่าภาษาเกาหลีมีสำนวนคล้ายกันกับสำนวนไทยนี้

นอกจากนี้อาจจะได้เจอคำศัพท์แปลกๆระหว่างการค้นหา ที่คนไทยอาจจะไม่รู้เยอะ เพราะเล่นยกฐานข้อมูลคำศัพท์ของพจนานุกรมที่เขียนโดยมหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก (Hankuk University of Foreign Studies) กว่า 6 หมื่นคำมาบรรจุเอาไว้เลย

ตัวอย่างคำค้นหาในเว็บไซต์พจนานุกรมเกาหลี
ตัวอย่างการค้นหาคำว่า 충격 ที่มีความหมายหลากหลายตามบริบทภาษาไทย (ถูกเล่นงานเสียหมอบคืออะไรอะ 555)

เป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนภาษาเกาหลีและทบทวนภาษาไทยไปในตัวด้วยเลย

3. NAVER Dictionary

(http://dic.naver.com)

พจนานุกรมภาษาไทยของ NAVER
ถ้าต้องการค้นหาเสียงคำอ่าน คำตรงข้ามหรือคำที่มีความหมายเดียวกัน ต้องค้นหาแบบ แปลเกาหลี เป็น เกาหลี

พอ Daum เปิดตัวพจนานุกรมได้สักพัก NAVER ก็ตามมาติดๆ เปิดตัวพจนานุกรมภาษาไทยมาเหมือนกัน แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ายังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เว็บยังดูไม่ค่อยน่าอ่าน แต่ว่าเว็บนี้จะให้ข้อมูลดีเกี่ยวกับเรื่อง “การออกเสียง” เพราะคำศัพท์ภาษาเกาหลีบางคำที่ควบเสียง การเอาคำศัพท์ไปค้นหาในเว็บนี้แบบ เกาหลี-เกาหลี จะบอกคำอ่าน และการอ่านออกเสียงที่ถูกต้อง รวมไปถึงการหาคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือคำที่มีความหมายเหมือนกัน ในเว็บไซต์พจนานุกรมของ NAVER จะครอบคลุม และหาง่ายกว่า

นำคำศัพท์ไปค้นหาในพจนานุกรมเกาหลี-เกาหลี ก็จะได้รายละเอียดแบบนี้ มีทั้งการอ่านออกเสียงและคำที่มีความหมายเหมือนกัน

ไม่พอเว็บ NAVER จะมีข้อมูลที่เป็น Open Dictionary หรือส่วนที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้ามาอธิบายหรือให้ความหมายเพิ่มเติมได้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคำสแลง (속어) หรือคำใหม่ๆ (신조어) แต่ก็อาจจะได้ความหมายที่เป็นภาษาเกาหลีให้เราไปแปลความหมายหรือถามเพื่อนคนเกาหลีกันต่อไป

Open dictionary – ที่ให้คนทั่วไปเข้ามาเติม หรือถามคำศัพท์ที่สงสัยได้

4. NAVER CAST (네이버 캐스트)

(https://terms.naver.com/list.nhn?cid=58737&categoryId=58737)

เป็นเว็บที่เรียบเรียงบทความไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น สถาปัตยกรรมศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, วรรณกรรม ฯลฯ ความยากง่ายก็คละๆกันไป ลองเริ่มจากเรื่องที่ดูแล้วน่าสนใจ ซึ่งการได้อ่านบทความจากหลากหลายด้านนี้แหละจะเป็นประโยชน์มากกับการทำข้อสอบ TOPIK โดยเฉพาะพาร์ทการอ่าน ที่เราไม่สามารถเดาได้เลยว่าบทความที่ออกจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ สังคม หรือหมวดหมู่ไหน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องเตรียมตัวไปให้ครบทุกด้าน

+1 แถม

5. พจนานุกรมจากสถาบันภาษาเกาหลีแห่งชาติ

(https://krdict.korean.go.kr/tha/mainAction)

เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ (เลยลืมสนิทเลยว่ามีอีกเว็บที่ให้ข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน) สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาเกาหลี และให้ความหมาย ตัวอย่างประโยคที่ครบถ้วน มีคำอ่าน (เหมือนรวมฟังก์ชันของเว็บแรกและเว็บที่สองเข้าไว้ด้วยกัน) รวมไปถึงผู้ที่เรียนระดับสูงสามารถค้นหารากคำศัพท์จากตัวอักษรจีน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

ตัวอย่างการค้นหาด้วยคำค้นหาภาษาไทย มีรายละเอียดและตัวอย่างประโยคภาษาเกาหลีให้

ไม่พอเมื่อคลิกเข้ามาดูรายละเอียดของคำนั้นๆ ก็มีตัวอย่างประโยคและคำพ้องความหมาย (Synonym) และคำตรงข้าม (Antonym) ให้ได้จำไปเป็นชุดๆได้อีกด้วย

อธิบายความหมายจากไทย เป็นเกาหลี ตัวอย่างประโยค และรายละเอียดคำที่มีความหมายเหมือนกัน และคำตรงข้าม

เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาคำศัพท์

ถ้าหาคำไหนไม่เจอ ให้ลองหาเว็บไซต์อื่นประกอบดู 1-2-3 ตามลำดับครับ เพราะว่าฐานข้อมูลของแต่ละเว็บไม่เหมือนกัน และคำที่อยู่ในรูปที่ผันแล้วอาจจะค้นหาไม่เจอ ให้ใช้รูปก่อนผันจะหาง่ายที่สุด

ย้อนกลับไปแต่ก่อน การค้นหาความหมายคำศัพท์ภาษาเกาหลีแต่ละคำก็ไม่ได้ง่ายเลย ต้องหาเป็น Talking dictionary หรือเป็นพจนานุกรมเล่มๆ เพื่อมาหาความหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามพอสมควร แต่คิดว่าปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกอยู่เยอะมาก และรวบรวมสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาภาษาเกาหลี ก็หวังว่าบทความตอนนี้จะทำให้การเรียนภาษาเกาหลีสะดวกและง่ายขึ้นนะครับ

อย่าลืมแชร์บทความนี้ไปให้เพื่อนๆที่กำลังเรียนภาษาเกาหลีด้วยล่ะ ^_^

[เที่ยวเกาหลี] ใส่ชุดฮันบกไปเที่ยวหมู่บ้านฮันอกที่ชอนจู (Jeonju) กัน!

วันนี้กลับมาในบล็อกท่องเที่ยว จะพาทุกคนไปสัมผัสเกาหลีในต่างจังหวัดกันบ้างครับ มีความคิดว่าจะไปผ่อนคลาย หนีความจำเจในกรุงโซล ไปเที่ยวต่างจังหวัดอยู่ตั้งนานแล้ว รอบนี้เลยลงมาทางตอนใต้ที่เมืองชอนจู หรือ จอนจู (อ่านตามการเขียนภาษาอังกฤษ – Jeonju) จังหวัดชอลลาบุกโด (Jeollabuk-do) ครับ

ถ้าพูดถึง ชอนจู สิ่งแรกที่คนเกาหลีส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือ “หมู่บ้านฮันอก” ครับ ฮันอก (Hanok/한옥) เป็นรูปแบบบ้านของคนเกาหลีในสมัยก่อน ลักษณะจะเป็นไม้ มุงหลังคาด้วยฟางบ้าง หินหรือกระเบื้องบ้าง มีโครงสร้างที่ให้ความร้อนและถ่ายเท รองรับกับทุกสภาพอากาศของเกาหลี ในช่วงหน้าหนาว คนเกาหลีสมัยก่อนจะก่อไฟจากห้องครัว แล้วถ่ายเทความร้อนมายังใต้พื้นดินที่เรียกว่า “โอนดล (온돌)” (ปัจจุบันก็มีการประยุกต์ใช้ระบบแก๊สทำความร้อนใต้พื้นดิน) เวลาเรานอนกับพื้นก็จะรู้สึกผ่อนคลาย และว่ากันว่าดีต่อสุขภาพอีกด้วย

Jeonju Hanok Villageที่โซลก็มีหมู่บ้านลักษณะนี้อยู่เหมือนกันครับ คือที่ บุกชอน (Bukchon) แต่เทียบกับสเกลกับของเมืองชอนจูแล้วก็เทียบไม่ได้เลย เพราะชอนจูใหญ่กว่ามากครับ หมู่บ้านบุกชอนเองภายหลังก็มีปัญหาหลังจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาแล้วส่งเสียงดัง ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง จนหลังๆนี้มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในนั้นออกมาประท้วงทุกอาทิตย์ไม่รับนักท่องเที่ยวเหมือนกัน แม้ว่ากรุงโซลเองจะปิดป้ายประกาศไม่ให้นักท่องเที่ยวส่งเสียงดังแล้วก็ตาม… ดังนั้นถ้าอยากจะลองมาสัมผัสกับบรรยากาศหมู่บ้านฮันอกแบบเต็มๆหน่อย ก็ลองแบ่งเวลาให้เมืองชอนจูดูสักวันครับ…

การเดินทางจากโซลไปเมืองชอนจู

จากโซลสามารถไปได้หลายวิธีด้วยกันครับ

Direction : How to get to Jeonju from Seoul

  • โดยรถไฟความเร็วสูง (KTX) : สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Seoul station (34,600 วอน/1 ชั่วโมง 48 นาที) หรือจากสถานียงซาน (Yongsan station) (34,400 วอน/1 ชั่วโมง 33 นาที) ได้ โดยรอบรถไฟจากสถานี Yongsan จะเยอะกว่าครับ แนะนำให้ไปขึ้นที่ Yongsan โดยตั๋วรถไฟความเร็วสูง สามารถซื้อ-จองตั๋วผ่านเว็บไซต์ Korail หรือหาซื้อได้จากสถานี
  • โดยรถไฟปกติ : มีสองประเภทให้เลือกครับ คือ รถไฟมูคุงฮวา (Mugunghwa) ซึ่งจะเป็นรถไฟแบบเก่า, ITX เซมาอึล (ITX-Saemaul) รถไฟขบวนใหม่ขึ้นมาหน่อย ระยะเวลาเดินทางใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง จากสถานี Yongsan สำหรับค่าโดยสารถ้านั่งรถไฟมูคุงฮวา จะอยู่ที่ 17,600 วอน ถูกกว่าแบบ ITX เซมาอึลที่จะราคาประมาณ 26,200 วอน/เที่ยว สามารถจองผ่านเว็บไซต์ Korail หรือซื้อที่สถานีก็ได้เช่นกัน
  • โดยรถบัส : สถานีรถบัสในเมืองชอนจูมี 2 ที่ด้วยกันครับ คือ Jeonju Express Bus Terminal และ Jeonju Intercity Bus Terminal จะเป็นคนละอาคารกันเลย แต่ก็อยู่ห่างกันไม่ไกลเท่าไหร่ รถจะไปจอดตรงไหน ขึ้นอยู่กับจุดที่เราขึ้นรถครับ หากนั่งรถจากโซลมาจากสถานี Central City รถจะไปจอดที่ Jeonju Express Bus Terminal หากนั่งรถจาก Seoul Nambu Bus Terminal จะไปลงที่ Intercity Bus Terminalค่าใช้จ่าย – ขึ้นอยู่กับประเภทของรถครับ รถบัสมีหลายแบบตั้งแต่ รถ 4 แถว, รถ 3 แถว (เก้าอี้ 2 ที่ติดกัน กับที่นั่งโดดมาอีกหนึ่งที่)และรถที่วิ่งรอบดึก ราคาจะแตกต่างกัน สำหรับรถบัสที่นั่ง 4 แถวจะอยู่ที่ 12,800 วอน/เที่ยว

ส่วนผมนั้น… คำนวนจากค่าใช้จ่ายและเรื่องเวลาแล้ว รอบนี้ขอเดินทางด้วยรถบัสครับ โดยผมนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปลงที่ สถานี Express Bus Terminal (สาย 3,7,9) ตาม ประตูทางออก 8 ไปยัง Honam Line (เนื่องจากสถานีค่อนข้างใหญ่ ติดกับห้าง ระวังสับสนกันด้วยครับแนะนำให้ตามป้ายมาเรื่อยๆ) จะผ่าน ห้างชินเซกเย (Shinsegae) ทะลุเข้ามาส่วนสถานีรถบัส ตรงนี้เรียกว่า Central City Terminal

สถานีรถบัส Central City Terminal บอกเลยว่า กว้างใหญ่ สะอาดครับ มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ล็อคเกอร์ฝากกระเป๋า ตู้ ATM และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

Central City Terminal Ticket Booth (Korea)
จุดจำหน่ายตั๋วโดยสาร สถานี Central City Terminal

เนื่องจากผมจองตั๋วมาจากที่บ้าน ผ่านเว็บไซต์ Kobus (ภาษาเกาหลี) ซึ่งเชื่อมต่อกับ แอพ 고속버스모바일 (ภาษาเกาหลี) เราสามารถนำตั๋วที่เป็น QR Code ไปสแกนตอนขึ้นรถได้ และหากไม่ได้ภาษาเกาหลีก็สามารถไปซื้อที่หน้าเคาน์เตอร์ได้ครับ บอกกับพนักงานขายตัวว่าเราจะเดินทางไป Jeonju เลือกเวลา และประเภทรถ ก็จะได้ตั๋วกระดาษที่เป็น QR Code ไปสแกนก่อนขึ้นรถ โดยจุดขึ้นรถก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่ซื้อตั๋ว จะเป็นชานชาลายาวเลยครับ จุดขึ้นรถบัสไปชอนจูจะอยู่ชานชาลาหมายเลข 9

รถบัสจะมาถึงก่อนเวลาประมาณ 10~15 นาทีครับ เมื่อใกล้เวลาให้ออกมาดูรถบัส เช็คเวลาว่าตรงกับที่ขึ้นในหน้าจอหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ขึ้นรถ เอาตั๋วส่วนที่เป็นรหัส QR Code ไปสแกนที่เครื่องข้างคนขับ (หรือบางทีก็ยื่นตั๋วให้คนขับได้เลย) แล้วก็ไปนั่งตามหมายเลขบนตั๋วครับ มันจะทำการเช็คชื่อ! ไปแสดงบนจอว่าใครขึ้นรถแล้วบ้าง ต้องรออีกกี่คน ชอบตรงนี้มากเลย…

ผมนั่งรถออกจากโซล 10.35 น. รถออกตรงเวลาเป๊ะเลยครับ นั่งรถไปประมาณ 2 ชม.ครึ่ง รถจะแวะพัก 1 ครั้งที่จุดพักรถ โดยปกติแล้วที่จุดพักรถของเกาหลี จะเหมือนปั๊มน้ำมันใหญ่ๆบ้านเราที่เต็มไปด้วยของกิน มีของมาขายเยอะๆ ให้ได้เข้าไปพักกันเพลินๆ แต่ว่ารถบัสจะจอดให้เราพักแค่ 15 นาที สำหรับธุระส่วนตัวซึ่งเพียงพอแค่สำหรับเข้าห้องน้ำเท่านั้น ใครจะซื้อของอะไรอาจจะต้องรีบหน่อย ก่อนลงจากรถไปเข้าห้องน้ำก็ควร จำหมายเลขทะเบียนรถและพกตั๋วโดยสารไว้กับตัวด้วยครับเผื่อฉุกเฉิน เทคนิคอีกอย่างเวลานั่งรถนานๆ แนะนำให้ติดน้ำดื่มหรืออาหารเบาๆไปทานบนรถด้วยก็ดีครับ เผื่อหิว ตอนก่อนเดินทางหลายคนอาจจะไม่บ่นหิว แต่กว่าจะถึงปลายทาง ไปจนถึงหาร้านอาหารเจอ-สั่งอาหาร-รออาหาร มันจะทนไม่ไหวเสียก่อน!

จุดพักรถชองอาน (정안 휴게소)

พักเข้าห้องน้ำแล้ว กลับไปขึ้นรถ รัดเข็มขัดให้เรียบร้อย … แล้วเดินทางต่อไปอีกเกือบชม. รถก็มาจอดที่ Jeonju Express Bus Terminal ครับ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมาตลอดทาง เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่เราจะต้องเจอในวันนี้

Arrival - Jeonju Express Bus Terminal
ภายในอาคารผู้โดยสาร สถานีรถบัส Jeonju Express Bus Terminal

ถึงชอนจูตอนเวลา 13.45 น. กำลังจะตามเส้นทางที่ปักหมุดไว้ ไปร้านอาหารร้านหนึ่งชื่อ “Sung mi dang (성미당)” ซึ่งขายข้าวยำเกาหลี พิบิมปับ ของดีขึ้นชื่อ เปิดมากว่า 50 ปี ทันทีที่กำลังจะออก ก็ได้โทรศัพท์จากเจ้าของที่พัก ว่าห้องเสร็จก่อนสามารถเข้าไปได้ตั้งแต่บ่าย 2 (ปกติบ่าย 3) เลยตอบไปว่าจะเข้าไปช่วงๆ 4 โมง พูดถึงที่พัก คืนนี้ผมจะมาลองค้างที่ชอนจูในบ้านฮันอกดูครับ เลยได้ทำการจองล่วงหน้ามาประมาณ 1 สัปดาห์ผ่านเว็บไซต์ NAVER ที่มีฟังก์ชันจองที่พัก เป็นครั้งแรกที่จองผ่านที่นี่ เลยต้องการจะทดสอบดูด้วยครับ (NAVER อารมณ์เหมือนมีบริการครอบจักรวาลอย่าง Google ในเกาหลี ส่วนใครที่อยู่ในเกาหลี อยากลองใช้ให้ลองค้นหาว่า “전주 한옥마을 숙소” ดูนะ)

ถามว่าเพื่อนๆถ้าอยากจะมานอนบ้านพักบ้านฮันอกบ้าง แต่พูดเกาหลีไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะจริงๆแล้วในเว็บไซต์จองห้องพักอย่าง Booking หรือตาม Agoda ก็มีที่พักให้เลือกเช่นกัน แต่ตัวเลือกอาจจะน้อยกว่าหน่อย และอาจจะต้องจองล่วงหน้าพอสมควร

ผมเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ของอาคารโดยสารครับ ตรงนี้จะเป็นจุดรอแท็กซี่

แต่เห็นแถวแท็กซี่ยาวเหยียด ท่ามกลางสายฝนแบบนี้ เลยเปลี่ยนแผนลองไปนั่งรถบัสดู เปิดแผนที่ดูก็บอกว่าต้องเดินไปที่ป้ายอีกประมาณ 15 นาทีครับ กว่าจะถึงป้ายรถบัสก็ฝ่าไปหลายแยกมาก ที่สำคัญคือฝนตกอีกต่างหาก! ไม่สะดวกเท่าไรครับ

หน้าตาป้ายรถ เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ไม่มีภาษาอังกฤษสักตัว!

ผมเดินประมาณ 15 นาทีจนมาถึงป้ายรถบัสครับ มีอยู่ 2 สายที่เราจะนั่งไปลงบริเวณในเมืองคือสาย 381, 385 ใกล้กับร้านซองมีดัง ร้านพิบิมปับชื่อดัง… สิ่งที่ผมค้นพบเกี่ยวกับรถบัสในต่างจังหวัดคือ

1. ไม่มีภาษาอังกฤษบนป้ายรถบัส แต่มีเสียงประกาศภาษาอังกฤษบนรถบัส
2. ระยะห่างระหว่างบัสค่อนข้างนาน พลาดทีก็ต้องรอประมาณ 15-30 นาทีได้

สรุป ถ้าจะให้ดีนั่งแท็กซี่ดีกว่าครับ ถ้าเกิดขึ้นรถบัสจากสถานีแล้วคนเยอะ ให้เดินออกมาหน่อยแล้วมาหาแท็กซี่น่าจะสะดวกกว่า

มาลงที่ป้าย Chunggyeongn Gaeksa (충경로 객사) ห่างประมาณ 4 ป้าย (20 นาที) เดินต่อมาหาร้านอีกประมาณ 3 นาที แต่ก็ต้องมาพบความจริง… นั่นก็คือ…

ร้านปิดปรับปรุงครับ !! แหม ไอ่ตอนเสิร์ชก็ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับร้านบอกเราเลยสักคำ (โมโหมากก) บอกแต่ว่าอร่อยต้องมาโดน โดนเลยครับทีนี้… เลยเปลี่ยนเป้าหมายตรงไปที่พักก่อนแทน ซึ่งจากบริเวณนั้นสามารถเดินไปแถวๆที่พักได้ ไม่ไกลมาก

ก็เดินมาเจอกับร้านที่ขายพิบิมปับอีกร้าน อยู่ใกล้ๆกับทางไปที่พัก ร้านนี้เขาก็การันตีด้วยปีที่ก่อตั้งว่า Since 1970 คำนวณในหัวก็พบว่าร้านนี้ก็ 48 ปี !! เอาวะ !! ถึงเวลาแล้วล่ะ!

เมนู พีบิมปับ หรือ บิบิมปับ (Bibimpap) ที่นี่ราคาชามละ 10,000 วอนครับ ก็ถือเป็นราคาอาหารระดับภัตตาคาร มาพร้อมกับเครื่องเคียงเป็นผัก เป็นบุก กิมจิ ซุป ประมาณ 7-8 อย่าง เสิร์ฟในถ้วยร้อนๆ

ร้านจงโนฮเวกวาน (Jongno Hoegwan 종로회관)
พิกัด: [Google Maps] [Naver Map]
เวลาทำการ : 09:30 – 21:30น. ทุกวัน เว้นวันหยุด

เครื่องเคียง
ชอนจู พิบิมปับ ต้นตำรับ (Jeonju Bibimpap)

พูดถึงรสชาติ บอกเลยว่าอร่อยจริงๆครับ เคยกินในโซลก็รู้สึกว่าข้าวแข็งไปบ้าง ผักไม่สดบ้าง อันนี้ตอบโจทย์ จริงๆอร่อยตั้งแต่เครื่องเคียงแล้ว เพราะเครื่องเคียงที่เป็นผักก็สด และอีกอย่างรสชาติค่อนข้างเข้มข้น ไม่ได้โปรดปรานเมนูผักเป็นพิเศษแต่พอมากินที่นี่แล้วชอบเลย

เดินฝ่าสายฝนรีบเดินเข้าไปที่ที่พัก ระหว่างทางก็เห็นคนเดินใส่ชุดฮันบก จัดเต็ม แม้ว่าฝนจะตกก็ยังคงเดินกางร่ม ถ่ายรูปกันเรื่อยๆ

เดินเรื่อยๆจนมาถึงที่พักครับ ที่พักผมเลือกอยู่ในโซนหมู่บ้านฮันอกเลย กล่าวคือ แถวนี้เต็มไปด้วยบ้านฮันอกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถมาค้างคืนได้ครับ ออกมาเดินไม่กี่ก้าวก็อยู่ในจุดท่องเที่ยว หาของกิน ถ่ายรูปได้ไม่ยาก ที่พักชื่อภาษาไทยจะไม่สุภาพเท่าไหร่ ภาษาเกาหลีอ่านว่า ‘อีดำ (이담)’ ครับ ตกคืนละ 70,000 วอน สำหรับห้องขนาดเล็ก ราคาส่วนใหญ่ก็จะเริ่มต้นราวๆนี้ครับ บางที่อาจจะมีบริการชุดฮันบก หรือว่าอาหารเช้าด้วย ก็แล้วแต่ราคา

เจ้าของบ้านออกมาเปิดประตู พร้อมกับตกใจที่ผมพูดภาษาเกาหลี ตอนติดต่อไปทางโทรศัพท์ก็เห็นอยู่ว่าชื่อเป็นคนต่างชาติ ก็หวั่นๆใจอยู่ เพราะเจ้าตัวบอกเองเลยว่าผมพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เจ้าของบ้านใจดีมากครับ แนะนำส่วนต่างๆของบ้าน อุปกรณ์ต่างๆ, การใช้เครื่องทำน้ำอุ่น, WIFI ฯลฯ  ลักษณะของบ้านฮันอกนี้ ต้องทำใจเลยครับเรื่องของเสียงที่อาจจะรบกวน เพราะลักษณะบ้านที่ให้เช่า ส่วนใหญ่ก็คือแบ่งห้องในบ้านหนึ่งหลัง เป็นห้องๆให้เช่า ก็จะมีห้องที่สามารถใช้ส่วนร่วมได้ อย่างเช่นห้องครัว ห้องนั่งเล่น (อารมณ์เหมือนเกสต์เฮาส์)

ห้องนั่งเล่น

พื้นที่ส่วนกลางนี้ เจ้าของห้องก็บอกว่าใช้ได้ล่ะครับ แต่ก็อาจจะไม่ได้สะดวกเต็มที่ เพราะก็จะมีอีก 3-4 ครอบครัวที่อยู่ห้องอื่นๆ แล้วบอกเลยว่าห้องไม่เก็บเสียง ใครที่ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กแล้วนอนไม่ค่อยหลับนี่ ต้องพิจารณา อ่านรีวิวกันให้ดีๆ สำหรับผมสบายมาก ที่นี่ถือว่าโอเคเลย

ภายในห้องพัก

เราอาจจะไม่ค่อยเห็นโรงแรมหรือที่พักในบ้านเราปูพื้นให้นอนเท่าไหร่ แต่ลักษณะของฮันอกที่เล่าให้ฟัง จำกันได้หรือเปล่าว่าบ้านฮันอกมีระบบทำความร้อนใต้พื้นดิน ต้องเอาผ้ามาปูแบบนี้ถึงจะรู้สึกอุ่นนั่นเอง (ในวันที่อากาศหนาวเขาก็จะเปิดให้ครับ) ส่วนอากาศร้อนในห้องมีแอร์ ห้องน้ำมีแชมพู ครีมนวดผม สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ครบเหมือนกับโรงแรมดีๆเลย

ตกดึก ผมออกไปสำรวจบรรยากาศรอบนอกอีกครั้งครับ ท่ามกลางสายฝน ฝนคงยังไม่หยุดตกและตกหนักขึ้นเรื่อยๆ (กลัวไม่คุ้ม) จากที่พักเดินออกไปหาของกินก็ไม่ไกลครับ มาเจอกับร้านที่ตอนเช้าเห็นคนต่อแถวกันเยอะมาก แต่ตกดึกแทบจะไม่มีแถวเลย นั่นก็คือร้าน ทาอูรัง (Daulang – 다우랑) เป็นร้านขายขนมจีบ ซาลาเปา (คนไทยอาจจะบอกว่าธรรมดามาก… – -) แต่เมนูนี้ไม่ได้หากินง่ายๆที่เกาหลีเลย มีขนมจีบกุ้งที่ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของร้านนี้ครับ สามารถซื้อแล้วนั่งทานได้เหมือนกัน รสชาติดีนะ แต่เสียดายไม่มีน้ำจิ้มแบบบ้านเรา…

ร้านทาอูรัง (Daulang – 다우랑)
พิกัด : [Google Maps] [Naver Map]
เวลาทำการ : ทุกวัน 11:00 – 21:00

Daulang - 다우랑 전주
ขนมจีบกุ้ง ชิ้นละ 2,000 วอน มีเมนูเกี๊ยว ซาลาเปา และลูกชิ้นต่างๆ

เดินออกมา ก็มาเจอร้านขายของกินเล่น อยู่ติดกันเลยครับ เป็นร้านขายขนมปัง มีเป็นขนมปังไส้ครีมเรียก โทเกบีปัง ข 도깨비빵 (ไม่มีรูปเพราะกินหมดก่อน อร่อยมากกก) และไฮไลท์อีกอย่างของขนมหวานคือ “ช็อคโกพาย” ครับ มีหลายเจ้าที่ขายช็อคโกพายในชอนจู จุดเด่นคือ จะชิ้นใหญ่ แป้งหอม ครีมนุ่ม (ตกชิ้นละประมาณ 1,200 วอน) ก็ไปหาลองชิมกันได้ ร้านขนมปังอันนี้ขึ้นชื่ออยู่นะ

ร้านขนมปัง ฮันซึบึเรดึ (ฮันส์ เบรด) – 한스브레드
พิกัด :[Google Maps] [Naver Map]
เวลาทำการ : 09:00-23:00 น.

Day 2 เที่ยวรอบหมู่บ้าน

แผนของวันที่สอง เช้านี้ต้องเตรียมเช็คเอาท์เวลา 11.00 น. ครับ (ถือว่าเช้ามาก ปกติโรงแรมประมาณเที่ยงถึงบ่าย) เช้านี้เลยเดินจากที่พักมาที่ จุดชมวิวโอมกเด (Omokdae – 오목대) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก เป็นเนินเล็กๆที่สามารถขึ้นไปดูวิวเมืองชอนจูสวยๆได้

จุดที่ขึ้นไปชมเนินโอมกแด จะเห็นป้ายทางเข้าหมู่บ้านแบบนี้
ศาลานี้แหละที่เรียกว่า Omokdae ว่ากันว่าเป็นสถานที่เฉลิมฉลองชัยชนะสงครามกับญี่ปุ่นของกษัตริย์แทโจ – กษัตริย์พระองค์แรกในสมัยราชวงศ์โจซอน

สังเกตหาบันไดและป้ายแบบนี้ครับ พอเข้ามาแล้วเราจะเห็นถนนเล็กๆ ที่เราสามารถเดินเข้าไปดูวิวสวยๆของทั่วทั้งหมู่บ้าน

แผนตอนแรกก่อนจะขึ้นมาจุดชมวิว ตั้งใจว่าจะเช่าชุดแล้วขึ้นมาครับ แต่ปรากฏว่าร้านต่างๆเริ่มเปิดราวๆ 10 โมงเช้า พอจวนจะได้เวลาก็รีบลงไป ตามหาเช่าชุดถ่ายรูปเจ๋งๆกัน และผมก็มาเจอร้านนี้ครับ เป็นร้านที่เปิดให้เช่าชุดนักเรียนเกาหลีสมัยก่อน แบบครบวงจร!

ร้านเช่าชุดนักเรียนเกาหลี โกลมกเดจัง (골목대장)
พิกัด : [Google Maps] [Naver map]
เวลาทำการ : 10:00-19:00

ตามพิกัดมาเรื่อยๆ ร้านจะอยู่ในซอยเล็กๆ เป็นร้านชุดนักเรียนครบวงจรก็เพราะว่ามีชุดนักเรียนให้เลือกอย่างเดียว! มีให้เลือกหลายแบบ หลากไซส์ พร้อมกับเครื่องประดับอย่างหมวก กระเป๋า รองเท้า พรอพครบมาก

เช่าชุดนักเรียนเกาหลี 골목대장

เข้าไปถึงร้านก็สามารถเลือกหาขนาดที่ต้องการได้เลยครับ ผู้หญิงจะมีเสื้อ 2 แบบ เป็นเสื้อดำเรียบๆ (5,000 วอน/ชั่วโมง) และเสื้อเซเลอร์มูน (7,000 วอน/ชั่วโมง) ส่วนผู้ชายจะมีแบบเดียวครับ (5,000 วอน/ชั่วโมง) ผู้หญิงสามารถเดินเลือกหาไซส์กระโปรงได้เอง ส่วนผู้ชายก็สามารถบอกไซส์ที่ต้องการได้เลย เมื่อเลือกได้แล้ว เราก็ไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า นำเสื้อผ้าเราไปฝากไว้ในตู้ล็อคเกอร์ได้ (ต้องจ่ายเงินสดเท่านั้น ถ้าจ่ายด้วยบัตรจะเสียค่าล็อคเกอร์) จากนั้นก็เขียนชื่อ เบอร์ติดต่อ อุปกรณ์ที่เช่าเอาไว้ และทำการชำระเงินครับ

เครื่องประดับ ก็จะมีป้ายแท็กเป็นข้อความภาษาเกาหลี ติดกับแขนเสื้อ (หัวหน้าห้อง, เด็กไม่มีใครคบ ฯลฯ อันนี้ 1,000 วอน), รองเท้าผ้าใบ 2,000 วอน, หมวก 2,000 วอน)

เสร็จแล้วเราก็ใส่ไปเดินเล่น ถ่ายรูปกันได้อย่างจุใจ… ทั่วทั้งหมู่บ้าน

แวะกลับมาที่พัก มาเคลียร์กระเป๋าในห้องแล้วฝากเอาไว้ เนื่องจากเราจะไม่แบกกระเป๋าเที่ยวแน่นอน

ต้องบอกว่าชุดนักเรียนนี้ เด่นสะดุดตาจริงๆครับ อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่จะแต่งชุดฮันบกกัน ถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์แปลกใหม่ ใส่ง่ายอีกต่างหาก

เดินถ่ายรูปกันอย่างรวดเร็วครับ ภายใน 1 ชั่วโมง นำชุดนักเรียนไปคืน เสร็จจากตรงนี้เราไปหาชุดฮันบกใส่กันต่อครับ

พูดถึงร้านให้เช่าฮันบกในเมืองชอนจูนี้ มีอยู่ด้วยกันหลายร้าน เต็มไปหมดครับ บางร้านมีบริการถ่ายรูปขาวดำ มีเครื่องประดับต่างๆพร้อมเลย ก็แล้วแต่ว่ามองเห็นชุดร้านไหนแล้วชอบก็ไปเลือกหาได้ ส่วนมากราคาไม่ห่างกันมาก อยู่ที่ชั่วโมงละ 10,000 วอน

ผมเดินมาเจอชุดของร้าน “นาบีรังฮันบก (나비랑한복)” ดูมีตัวเลือกเยอะดีครับ เข้ามาก็มีคุณป้าแนะนำให้อย่างดี ผู้ชายจะมีเสื้อชั้นใน กางเกง และเสื้อคลุม ก็จะได้เข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า กางเกงผู้ชายดึงขึ้นมาให้สุด ผูกเชือกมาทางด้านหลัง แล้วใส่เสื้อใน และเสื้อคลุมตาม สำเร็จรูปง่ายๆแบบนี้เลย ของผู้หญิงก็อาจจะมีอุปกรณ์เสริม ทำผม อันนี้ก็แล้วแต่ครับ ร้านนี้ถ้าจ่ายเงินสดก็จะสามารถแลกเป็นเครื่องประดับได้ 1 ชิ้น และสำหรับผู้หญิงถ้าเกิดเช่า 2 ชั่วโมง (10,000 x 2 ชม. = 20,000 วอน) เห็นว่ามีทำผมให้ฟรีด้วยครับ!

ร้านเช่าชุดฮันบก นาบีรังฮันบก (나비랑한복)
พิกัด : [Google Maps] [Naver Map]
เวลาทำการ : 09:00~20:00 น. ไม่มีวันหยุด

จุดแรกที่ไปคือบริเวน ศาลเจ้าคยองกีจอน (Gyeonggijeon Shrine, 경기전) ตรงนี้จะเป็นคล้ายๆกับปราสาทเล็กๆ ที่คนเกาหลีใส่ชุดฮันบกเข้าไปถ่ายรูปเยอะมาก ความสำคัญคือที่นี่เป็นที่เก็บรูปวาดของพระเจ้าแทโจ กษัตริย์พระองค์แรกในสมัยราชวงศ์โจซอน ไฮไลท์อาจจะไม่ได้เยอะมาก แต่โลเคชั่นเหมาะกับการถ่ายรูปครับ สามารถซื้อตั๋วได้ที่ทางเข้า ตั๋วราคา 3,000 วอน

ทางเข้า

อาคารก็จะเป็นอาคารหลังเล็กๆ ให้อารมณ์เหมือนวังจำลองมาอีกที แตกต่างจากที่วังอื่นๆในโซล จะใหญ่มาก

ภาพวาดของพระเจ้าแทโจ ที่มีการเก็บรักษาไว้อย่างยาวนาน

เลยใส่ชุดฮันบกมาหากาแฟดื่มแถวๆวังเล็ก มาเจอร้านกาแฟ Mango Six Cafe แม้ว่าร้านนี้จะมีสาขาในโซล แต่ด้วยความที่สามารถนั่งชิวและเห็นวิวโดยรอบได้ เลยมานั่งพักดื่มกาแฟที่นี่

ก่อนเวลาเช่าฮันบกจะหมดเวลา เดินต่อไปอีกนิดจะเป็นที่ตั้งของ โบสถ์ชอนดง (Jeondong Catholic Cathedral) เป็นโบสถ์คาทอลิกที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ เด่นมากๆ

ภายในตัวโบสถ์ครับ เนื่องจากว่าไม่สามารถเข้าไปได้ หากไม่ได้ไปร่วมพิธีกรรมทางศาสนาจึงสามารถถ่ายได้เฉพาะจากข้างหน้า แต่ตรงนี้ก็สวยมากและมีนักท่องเที่ยวแห่เข้ามาถ่ายรูปกันเต็ม

ได้เวลาคืนชุดพอดี ก็กลับไปคืนชุด แล้วก็มาหาทานข้าวก่อนที่จะกลับไปที่พักเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้ และนั่งแท็กซี่ไปที่สถานีรถบัสครับ จากบริเวณทางเข้าหน้าหมู่บ้านไปสถานีรถบัสชอนจู ใช้เวลาประมาณ 15 นาที (5,000 วอน)

เดินทางกลับถึงโซลโดยสวัสดิภาพ สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 3,7,9 เข้าเมืองต่อได้ทันที

หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการมาสัมผัสประสบการณ์เกาหลีในต่างจังหวัดกันดูนะครับ ชอนจู เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เฟรมขอแนะนำ ถ้าอยากหลีกหนีความจำเจของตึกสูงระฟ้า ลองมาเที่ยวที่ชอนจูดูกันครับ !

ติดตามข้อมูลชีวิตในเกาหลีได้เรื่อยๆผ่าน Facebook และ YouTube

[เที่ยวญี่ปุ่น 2018] เส้นทางซากุระนารา – โกเบ (ตอนที่ 3)

เดินทางมาถึงตอนที่ 3 ครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เราไปตามรอยซากุระตั้งแต่ในตัวเมืองโอซาก้า ไล่มาจนถึงเกียวโต วันที่ 3 ของการเดินทางเรียกว่า “แน่นหน่อย” เพราะเราจับยัดสองเมืองใหญ่ได้แก่ “นารา (Nara)” และ “โกเบ (Kobe)” เข้าไว้ด้วยกัน จะสมบุกสมบันกันแค่ไหนมาลองติดตามกันครับ

ต้องเกริ่นก่อนว่า ระยะทางจากเมืองนารา ไปยังเมือง โกเบ ค่อนข้างไกลครับ จะว่ามันอยู่คนละฝั่งเลยก็ว่าได้ แต่อยากให้ทริปรอบนี้สมบูรณ์ ได้เที่ยวเมืองใหญ่ๆในย่าน Kansai ทั้งหมด เรายอมสู้เพื่อที่เราจะได้บรรยากาศของทุกเมืองมาฝากคุณผู้อ่านกัน

เส้นทางจาก Kobe ไป Nara ไม่ได้ใกล้ๆเลย

ออกเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ตรงไปนารา (Nara) การไปนาราจากโอซาก้า สามารถไปได้หลายวิธีครับ เนื่องจากมีรถไฟหลายสายที่ให้บริการ สาย JR สถานี Nara ก็ได้ หรือ สถานี  Kintetsu-Nara  ที่จะใกล้กับวัดหน่อย ใช้เวลา 1 ชม.ครึ่ง เสียค่าใช้จ่าย 740 เยน (ใครที่ซื้อ Pass ท่องเที่ยวของ Kansai Thru Pass (KTP) ก็สามารถมาลงที่นี่ได้ครับ เพราะเราจะขึ้นสาย JR ไม่ได้)

บรรยากาศสถานี Kintetsu-Nara

ตัวสถานี Kintetsu-Nara จะอยู่ติดกับตลาด Mochiidono Arcade หนึ่งในตลาดเก่าแก่ของเมืองนารา เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ขายของฝากทำมือให้เดินเพลินๆ แต่จะให้เริ่มทริปด้วยการช็อปปิ้งก็เกรงว่าจะผิดแผนไปหมด เราเลยเปิด Google Maps หันหน้าไปทางทิศที่ตรงไปทางวัดโทไดจิ (Todaiji) ครับ

การเดินทางในเมืองนารา สามารถเดินทางด้วยรถบัสได้ครับ ใครสะดวกแบบไหนสามารถลองได้เลย แต่คำแนะนำส่วนใหญ่สำหรับนักท่องเที่ยวคือการเดินกินลมชมไม้ ดูวิวไปเรื่อยๆ เพราะว่าเส้นทางไม่ได้เดินยาก ถนนเรียบๆ เดินสะดวก จากสถานีไปที่วัดก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (ถ้าไม่มัวถ่ายรูปกับกวางระหว่างทางก่อนนะ)

วัดหลวงพ่อโตแห่งนารา โทไดจิ (Todaiji temple)

วัดนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองนาราเลยครับ เป้าหมายของนักเดินทางที่เดินทางมาที่เมืองนี้ก็เพราะวัดนี้เลย เพราะที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ความสูงกว่า 14.7 เมตร ตัวอาคารเป็นไม้ทั้งหลังสวยงาม ในฐานะพุทธศาสนิกชนการได้มากราบไหว้ขอพรพระพุทธรูปในต่างแดนก็เสมือนเป็นมงคลให้กับชีวิต และขอให้เราโชคดี ปลอดภัยตลอดการเดินทาง

วัดโทไดจิ (Todaiji-temple)

เวลาทำการ
เดือน พ.ย.-ก.พ. เวลา 8.00 – 16.00 น.
เดือน เม.ย.-ก.ย. เวลา 7.30-17.30 น.
เดือน ต.ค. 7.30-17.00 น.
ค่าเข้าชม 500 เยน

ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาชมในวัดอยู่เรื่อยๆเลยครับ โดยเฉพาะในหน้าที่มีดอกซากุระเบ่งบานอยู่ทั่วทั้งเมืองนี้ ถ่ายตรงไหนรูปภาพก็มีแต่ความสดชื่น

เดินเข้ามาในอาคารก็จะเห็นพระพุทธรูปองค์นี้ครับ เข้ามากราบไหว้กัน

รอบๆในตัวอาคารก็จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ น่าเกรงขามของเทพซึ่งปกปักรักษาวัดแห่งนี้

ทางออกข้างหน้าก็จะมีจุดที่ให้บูชาเครื่องราง มีหลายแบบให้เลือกตามความเชื่อ ก็สามารถมาเลือกหาบูชาได้ ราคาอยู่ที่ชิ้นละประมาณ 500 เยน  ออกมาข้างหน้าก็จะมีพระพุทธรูปอีกองค์ที่มีความเชื่อว่าหากใครไปลูบแล้วก็จะปราศจากโรคภัย สุขภาพแข็งแรงครับ

เดินออกมาจากวัดแล้วให้ออกมาตามทางครับ แล้วก็อย่าเพิ่งรีบเดินออกไปจากตัววัด เพราะยังมีอาคารที่อยู่ข้างๆวัดให้เข้าไปชมวิวสวยๆ จากมุมสูงกันด้วยครับ อาคารนีี้มีชื่อว่า Nigatsudo hall 

เดินขึ้นบันไดมา ก็จะได้เห็นความสวยงามจากมุมบนครับ ตรงนี้ยังมีจุดให้บริการน้ำดื่มและห้องน้ำ มีร้านค้า ใครที่อยากจะมาพักผ่อน พักขา ก็มีจุดให้นั่งพักในอาคารนี้ครับ

ออกมาจากวัด ผมเลือกเดินผ่านส่วนที่เป็นสวนสาธารณะครับ ตรงนี้เราก็จะได้เห็นน้องกวางอยู่เป็นหย่อมๆ ขากลับนี้ผมเดินสวนกลับกับคนนับร้อยที่กำลังทะยอยเดินเข้ามาชมวัดครับ จริงๆแล้วนอกจากวัดก็ยังมีวิหาร มีเจดีย์เล็กๆ อยู่เต็มเมืองนี้ไปหมดเลย เข้าใจว่าคนเลือกไปแวะตรงนั้นก่อนแล้วตรงเข้ามาในตัววัด แต่ผมเลือกตรงมาที่วัดก่อนก็ตัดปัญหา ที่ต้องมาจ๊ะเอ๋กับทัวร์ต่างๆ สำหรับโบสถ์วิหารต่างๆนั้น ตอนที่มาญี่ปุ่นครั้งแรกผมได้เขียนแนะนำไว้บ้างสามารถไปย้อนติดตามกันได้

ผมย้อนกลับมาที่ตลาด Mochiidono อีกครั้ง ซึ่งอยู่ติดกับสถานี มาตามหาของกินมื้อเที่ยง (จริงๆก็แอบหิวตั้งแต่อยู่ในวัดแล้ว) ในวัดขายแกงกะหรี่ชามละราวๆพันเยน ก็รู้สึกว่าแพง บวกกับมีนักท่องเที่ยวต่อแถวรอเต็มไปหมด เลยเลือกกลับมาที่โซนนี้ ของกินเยอะดี!

ตามสัญชาติญานของนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ภาษาบ้านเมืองเขา ก็ต้องมาตามหาร้านที่ง่ายต่อการชี้ครับ 555 ผมมาเจอร้านนี้ เป็นร้านขายข้าวหน้าต่างๆ ผมสั่งเป็นข้าวหน้าเทมปุระไป จำได้ว่าราคาประมาณชามละ 1,000 เยน (ไม่ได้ต่างอะไรกับในวัดเลย – -) รอคิวนิดหน่อย

ข้าวหน้าเทมปุระ

อย่าว่าอย่างงู้นอย่างงี้เลย ข้าวไม่นิ่มหอมอร่อยเท่าที่ควร กุ้งไม่กรอบ ยังไงแนะนำร้านอื่นแล้วกันนะ.. ไว้ไปหามื้อหน้าอร่อยๆกันต่อ ก็เป็นอันว่ามื้อนี้ได้พอรองท้องเท่านั้นคัรบ

เสร็จภารกิจจากนารา เอาจริงๆใช้เวลามากกว่าที่คิดครับ ถ้าค่อยๆเดินก็ใช้เวลาร่วม 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว แผนการเดินทางไปโกเบก็ยังคงดำเนินต่อไป..

จากสถานี Kitetsu-Nara จะมีรถไฟตรงไปที่ Kobe เลยครับ เป็น รถไฟแบบด่วนพิเศษ (Rapid Express) ไปลงที่  สถานี Kobe-Sannomiya  ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ครึ่ง 970 เยน นั่งกันไปยาวๆเลยล่ะครับ

ป้ายชานชาลา 2 : บอกขบวนรถไฟที่จะตรงไปสถานี Kobe-Sannomiya

นั่งรถไฟยาวเลยครับทีนี้ ก็ไม่ได้เหนื่อยเท่าไหร่ แต่หิวมากกว่า พอมาถึง Kobe-Sannomiya รีบเดินเข้าห้างหาของกินทันที ก็มาเจอขนมปังน่าทานเลยจัดไปก่อน

ออกมาจากนาราบ่ายสามครึ่ง มาถึงโกเบก็ปาไปราวๆ 5 โมงเย็นแล้วครับ แสงยังพอหลงเหลืออยู่บ้างแต่ก็เตรียมจะมืดแล้ว ผมออกมาจากสถานีแล้วมุ่งหน้ามาทางย่านบ้านพักคนต่างชาติ เราเรียกโซนนี้ว่า “Kitano” ครับ ถนนที่เป็นลักษณะทางราบชันขึ้นไปเรื่อยๆนี้จะทำให้เราได้เห็นร้านค้า บ้านพักชาวต่างชาติ ซึ่งสมัยก่อนเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญ จึงทำให้มีชาวต่างชาติมาอาศัยอยู่ ขึ้นมาข้างบนเราก็ยังได้เห็นวิวโกเบสวยๆกันด้วย

เต็มไปด้วยซากุระบานเต็มไปหมดเลยครับ ตัดกับแสงช่วงเวลาโพล้เพล้แบบนี้ มันเป็นแสงสีที่สวยจริงๆ

ทางขึ้นไปศาลเจ้าครับ ถ้าขึ้นไปได้สูงกว่านี้ก็จะยิ่งได้เห็นวิวเมืองที่ชัดและสวยกว่านี้ แต่ทว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้นั้น ศาลเจ้าก็ได้ปิดไปเรียบร้อยแล้ว

บ้านเรือนในย่าน Kitano

เส้นทางเดินลงมาก็เริ่มมืด แต่ตรงถนนก็มีการประดับไฟแล้ว สวยงาม โรแมนติก

ร้าน Starbucks สาขา Kitano : อีกหนึ่งจุดที่คนนิยมมาถ่ายรูปด้วยความคลาสสิคของตัวอาคาร

ดึกแล้วสีสันของโกเบที่ห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งเลยก็คือ แสงไฟจากอาคาร Kobe tower ที่สามารถรับชมได้จากฝั่ง Kobe Harborland ครับ เดินลงมาจาก Kitano ถึง  สถานี Kobe-Sannomiya (JR Line)  ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นั่งสาย JR มาลงที่  สถานี Kobe  ซึ่งอยู่ห่างออกมา 2 ป้าย 120 เยน

พอออกมาจากสถานี Kobe แล้ว ก็ให้เดินตามหาป้าย “Kobe Harborland” เดินมาจะเห็นทางเชื่อมเป็นห้าง ให้เดินตรงมาเรื่อยๆเลยครับ (ถ้าจะให้ดีเปิดแผนที่ใน Google Maps ดูทิศประกอบ) เดินมาจนเห็นบันไดเลื่อนบอกทางไปสวนสนุกอันปังแมน (Anpanman Children’s Museum) ก็ออกมาได้เลยครับ ออกมาดูวิวข้างนอกแล้วค่อยเดินต่อไป Harborland

ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับ Kobe Tower ก่อนจะปิดทริป นารา-โกเบ ใน 1 วันครับ

ทริปส่งท้ายก่อนกลับเกาหลี – พิพิธภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โอซาก้า

เช้าวันใหม่ วันนี้เป็นวันที่ต้องเช็คเอาท์ เตรียมเดินทางกลับแล้วครับ แต่เนื่องจากเป็นไฟลท์ดึก เลยได้วางแผนว่าจะเที่ยวตอนเช้าก่อนมุ่งหน้าไปที่สนามบิน

ก่อนกลับก็มาอุดหนุนผ้าสไตล์ญี่ปุ่นเป็นของฝากให้ที่บ้านครับ

เช้าวันสุดท้ายของการเดินทางมักจะเป็นปัญหาสำหรับนักเดินทาง เพราะหมายความว่าคุณจะมีกระเป๋าเป็นภาระ 1 อย่าง ที่จำเป็นต้องแบกไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา โดยเฉพาะวันสุดท้ายของจะเยอะเป็นพิเศษ เส้นทางที่ผมจะไปในวันนี้คือ  สถานี Ikeda  ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์บะหมี่ถ้วย (Cupnoodles Museum Osaka) ซึ่งจากที่พัก ผมจะต้องผ่านสถานี Osaka ครับ ซึ่งจากสถานี Osaka เราสามารถนั่งรถไฟต่อไปสนามบินได้ เลยตัดสินใจ จะไปหาล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าที่สถานี Osaka ซึ่งมองหารีวิวจากอินเทอร์เน็ตก็พบว่ามีบริการฝากกระเป๋าอัตโนมัติอยู่หลายจุดด้วยกันในสถานี

เดินทางมาถึงที่ Osaka station ตามหาล็อคเกอร์ก็พบว่า เอาเข้าจริงๆแล้ว ตู้เก็บของอัตโนมัติไม่ได้หาเอาง่ายๆเลย คนมาใช้บริการกันเยอะมาครับ เช็คจากตู้ Kiosk แล้ว ก็พบว่าล็อคเกอร์เต็มไปด้วยกากบาทเยอะมาก ผมเลยตัดสินใจเดินออกจากสถานี Osaka มาทางฝั่งสถานี Umeda ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันครับ

ฝ่ามวลมหาประชาชน ข้ามมาอีกอาคารเป็นอาคารของสถานี Umeda ผมก็เจอกับ ล็อคเกอร์อัตโนมัติ อยู่หลายจุด ซึ่งจะเป็นหน้าจอสัมผัสครับ ตู้ไหนที่ฝากได้ตัวอักษรมันจะชัด ไม่ได้เป็นสีเทาเหมือนปุ่มที่กดไม่ได้   โดยเราสามารถเลือกกดฝากของ แล้วเลือกตำแหน่งตามที่ต้องการ ขนาดของตู้ที่จะใส่ได้ครับ อัตราค่าบริการ 700 เยน สำหรับตู้ขนาดกลาง 500 เยนสำหรับขนาดเล็ก สามารถชำระผ่านเหรียญ ธนบัตร และผ่านบัตร IC Card (บัตรเดินทางได้)

เมื่อเราเลือกตู้และชำระเงินแล้ว ตู้จะเปิด ให้เรานำของไปใส่แล้วสไลด์ปุ่มล็อค เพียงเท่านี้ของของเราก็จะฝากไว้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญคือเราจะได้สลิปที่มีรหัส QR Code และบอกตำแหน่งของตู้ เนื่องจากว่าที่นี่มีตู้ฝากของเยอะมากกกกกกกกก.. โอกาสที่เราจะตามหาไม่เจอก็สูงด้วยครับ ฉะนั้น ไม่ว่าจะฝากอะไรไว้ที่ไหน สิ่งสำคัญคือการถ่ายรูปบริเวณที่เราฝากของเอาไว้เยอะๆ ถ่ายรูปของของเราเอาไว้ด้วยกันของหายต่างๆ (แม้ว่าเหตุการณ์นั้นอาจจะไม่เกิดขึ้นก็เถอะ!) เมื่อเราเที่ยวเสร็จขากลับมาเอากระเป๋าก็ง่ายขึ้นแล้วครับ เพียงแค่เอา QR Code ที่ปรากฏในใบเสร็จไปสแกน ตู้ก็จะทำการเปิดทันที !

ทางขึ้นไปชานชาลาที่ 4-5 (Takarazuka Line)

จุดที่เราจะนั่งรถไปพิพิธภัณฑ์บะหมี่ถ้วยนั้น ก็คืออาคารสถานี Umeda พอดีครับ (เอาจริงๆแล้วจุดที่ฝากกระเป๋าก็แทบจะใกล้กับจุดที่ต้องมาขึ้นรถไปต่อพอดีเลย) เราจะนั่งจาก  สถานี Umeda  ไปลงที่  สถานี Ikeda  ใช้เวลา 18 นาที นั่งสาย Hankyu (ชานชาลาที่ 4-5) ค่าใช้จ่าย 270 เยนครับ

นั่งรถไฟจนมาถึงสถานี Ikeda สถานีนี้ ร่มรื่น และไม่แออัด น่าอยู่อีกที่หนึ่งเลยล่ะครับ

สังเกตป้ายบอกทาง ซึ่งจะอยู่หลบๆและเล็กมาก เดินลงบันไดและออกมาจากสถานีจนได้ ก็ข้ามทางม้าลายใต้สะพาน แล้วก็เข้าซอยมาเลยครับ จะเห็นป้ายคอนเฟิร์มตรงทางเข้าอีกรอบ

เดินมาประมาณ 10 นาที ก็จะเห็นหน้าอาคาร Cup Noodles Museum แล้วครับ การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไม่มีค่าธรรมเนียมเลย แต่จะมีพนักงานคอยบอกเราว่า ถ้าเราสนใจจะออกแบบ ปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นของตัวเอง พร้อมเอาผลงานกลับบ้านนั้น ให้เข้าไปข้างในไปต่อแถว.. ถ้าไม่ได้สนใจตรงนี้ก็เข้าไปชมเฉยๆอย่างเดียวก็ได้ครับ

ตรงนี้ก็จะเต็มไปด้วยเรื่องราวของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครับ ถ้าจะให้เจาะจงเขาจะพูดถึงที่เป็นบะหมี่ถ้วย และของบริษัท Nisshin เจ้าแรกที่ทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในญี่ปุ่นครับ

ภายในยังมีการฉายภาพยนตร์ความเป็นมาของการคิดค้นการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การนำบะหมี่ลงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นถ้วยเพื่อการเก็บรักษาและการจำหน่ายในยุคแรกๆ ว่าผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง เป็นการ์ตูนซึ่งดูเพลินๆดีครับ แม้ว่าผมเองจะฟังไม่ออกเลย  ในนี้ยังมีส่วนที่จำลองสถานที่ที่ผู้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “Momofuku Ando” ใช้ในการคิดค้นพัฒนาบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปด้วย

ดูไปก็นึกหิวบะหมี่ไปครับ วินาทีนั้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะกิน .. มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ผมไปพบเข้าในพิพิธภัณฑ์ก็คือ จำนวนการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บ้านเราติด TOP 10 หนึ่งในประเทศที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลกล่ะครับ จำได้ว่าสถิตินี้ผมเห็นตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย วิชา Food processing เป็นตัวเลขที่น่าตกใจว่าเรากินกันเยอะมาก แต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าบ้านเราบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือเป็นเมนูพระเอกช่วยชีวิตทุกสิ้นเดือน!

ปริมาณการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทั่วโลก

ในส่วนของคนที่ต้องการออกแบบบะหมี่ถ้วย หนึ่งเดียวในโลกนี้ ก็สามารถต่อแถวแล้วเข้าไปเลือกวัตถุดิบกันได้ตามใจชอบครับ โดยมีค่าสำหรับการทำ 300 เยน ในวันนั้นแถวยาวครับ และไม่มีพื้นที่ให้ได้ละเลงสมใจนึกเท่าไหร่ เลยได้แต่ถ่ายคิวมาแล้วก็รีบเดินทางกลับ เตรียมหาอะไรอร่อยๆกินนั่นเอง

คนที่เดินทางออกมาจากพิพิธภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แน่นอนเขาก็ต้องนึกอยากกินอะไรเป็นเส้นๆ อย่างราเมง ผมเองคือหนึ่งในนั้น มีความอินกับเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์นี้เป็นพิเศษ เลยจะไปหาร้านราเม็งแถวนั้นกิน ซึ่งออกมาก็พบว่ามีคนเต็มร้านไปหมดในระดับที่ต้องรอคิว ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนเมนูแล้วไปหาที่กินที่อื่นแทนแถวๆใต้สะพาน

ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ..

ผมพยายามอ่านภาษาอังกฤษ ใช่แล้วครับ YAYOIKEN .. เฮ้ย มันยาโยอิเคน จะเหมือนอะไรกับยาโยอิบ้านเราหรือเปล่านะ ไม่เก็บความสงสัยไว้นานเท่าไหร่ เดินเข้าไปในร้านเลยครับ

เข้ามาก็เล็งเมนูเอาไว้ในใจตั้งนานแล้ว ก็มาสะดุดตรงที่ว่าปุ่ม Kiosk ที่ให้กดสำหรับสั่งอาหาร มีปุ่มเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาไทย !!

มุมล่างซ้าย เลือกได้เลย อังกฤษ จีน และไทย!!

วิธีการสั่งอาหารในร้านนี้ ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่สั่งอาหารผ่านตู้นี้ ที่ย้ำอีกครั้งว่า “มีภาษาไทย!” จิ้มๆเมนูที่อยากกินแล้วก็ชำระเงิน เราก็จะได้คูปองออกมา ไปตามหาที่นั่งแล้วเรียกพนักงาน ให้เอาคูปองให้พนักงานแค่นี้ก็ได้ทานแล้วครับ ราคาสมเหตุสมผล กับปริมาณที่เยอะ เป็นหนึ่งในร้านในดวงใจเลย (อ้อ… ข้าวสามารถเติมได้ฟรีไม่อั้น ในร้านมีหม้อหุงข้าวใหญ่ๆอยู่)

ได้มาแล้วครับกับเมนูชุด หมูชุบแป้งทอด (Pork Loin Cutlet Teishoku) ของผม จานใหญ่จานนี้ 790 เยนเท่านั้นครับ!

กินข้าวเสร็จเรียบร้อย ก็วางไว้เฉยๆครับ พนักงานจะมาเก็บโต๊ะให้เอง ผมเองก็ไม่รอช้าทำเวลา รีบเดินทางกลับไปสถานี Umeda เพื่อไปรับกระเป๋า แล้วลากเดินต่อมาอีกอาคาร นั่นก็คือ Osaka เพื่อมุ่งหน้าไปสนามบินคันไซครับ

สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ที่เดินทางไปสนามบินคันไซ จากสถานี Osaka ก็คือ …
1. ไปขึ้นที่ชานชาลา 1-2 (Osaka Loop Line)
2. จะไปลงที่สถานี Kansai Airport (สนามบิน) ให้ไปขึ้นรถตู้ขบวนหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 4 เท่านั้น! .. เพราะตู้ขบวนหมายเลข 5-8 จ จะสำหรับผู้ที่เดินทางไปสถานี Wakayama ครับ โดยเมื่อถึงสถานี Wakayama รถมันจะหยุดและแยกเป็นอีกขบวน

จากนั้นก็เช็คขบวนให้ดีๆครับ ไปต่อแถวที่ตู้ 1-4 ไว้เนิ่นๆได้เลย จะมีเขียนที่พื้นอยู่ เมื่อรถไฟมาแล้วก็รีบจับจองที่นั่งเพราะการเดินทางอาจจะนานทำให้เมื่อยล้าเหนื่อยกันได้ครับ

..

จบสั้นๆ ดิื้อๆ สำหรับการเดินทางในนารา-โกเบ และขอรวบยอด เพิ่มการเดินทางวันสุดท้ายในพิพิธภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้ครับ

หวังว่าข้อมูลในบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่เดินทางไปท่องเที่ยวในย่าน Kansai และหาข้อมูลการเดินทางเพื่อชมดอกซากุระกันนะครับ

อย่าลืมแชร์หากเห็นว่าบล็อกนี้เป็นประโยชน์ หรือเข้ามาพูดคุยกันในแฟนเพจก็ได้นะครับ

Facebook : Framekung.com

สารบัญท่องเที่ยวในญี่ปุ่น : ฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม)

[CR] รีวิวบริการ Red Carpet ของ AirAsia

CR (Consumer Review) รีวิวนี้เป็นรีวิวจากการใช้บริการจริงและไม่ได้รับเงินสนับสนุน

บินไปเกาหลีรอบนี้ได้ลองใช้ บริการพรมแดง Red Carpet ของแอร์เอเชีย (Thai AirAsia X) มาครับ เลยมาแบ่งปันประสบการณ์ ว่าบริการใหม่นี้มีความน่าสนใจอย่างไร และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้มากน้อยแค่ไหน มาลองดูกัน

สรุปบริการนี้โดยคร่าวๆคือ

  • สิทธิ์ใช้บริการเลานจ์เฉพาะของ The Coral เข้าไปนั่งพักผ่อน ทานอาหาร ก่อนเดินทางได้ 2 ชั่วโมงครึ่ง
  • เช็คอินก่อน
  • ขึ้นเครื่องก่อน
  • รับกระเป๋าที่สนามบินปลายทางก่อน

บริการนี้เป็นบริการเสริม (Add-on) แม้ว่าจองที่นั่งปกติก็สามารถซื้อเพิ่มได้

ค่าบริการ : สำหรับไฟลท์ในประเทศ 800 บาท, ไฟลท์ระหว่างประเทศ 1,000 บาท (ราคาสำหรับการจองผ่านอินเทอร์เน็ตล่วงหน้ามาก่อน โดยสามารถซื้อบริการเสริมนี้ได้ผ่านเมนู จัดการบุ๊คกิ้ง แล้วเข้าไปซื้อเพิ่มได้เลยครับ – เหมือนว่าจะไม่สามารถซื้อได้พร้อมกับซื้อตั๋วตอนแรก)

หน้าตาของเคาน์เตอร์เช็คอิน 4 (สนามบินดอนเมือง ไฟลท์ระหว่างประเทศ)
โดยสนามบินดอนเมืองก็เป็นอีกหนึ่งสนามบินที่สามารถใช้บริการพรมแดงได้ครับ เที่ยวบินเดินทางมาเกาหลีของผมไฟลท์ XJ700 เครื่องออกเวลา 02.35 น. เคาน์เตอร์ก็จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 23.35 น. (3 ชม.) ไปช่วงๆใกล้เวลาเคาน์เตอร์เช็คอินเปิด ก็จะเริ่มเห็นผู้คนมากมายมาต่อแถวรอเช็คอินกันแล้ว โดยปกติแถวเช็คอินมักจะยาวไปถึงฝั่งเคาน์เตอร์ 5

คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเช็คอินมาจากที่บ้าน ทำให้แถวตรงจุดเช็คอินค่อนข้างยาว ทางที่ดีเช็คอินก่อนเดินทางแล้วโหลดกระเป๋าเข้าช่อง Baggage drop อย่างเดียว คนจะน้อยกว่าเยอะเลยล่ะครับ

สำหรับใครที่จองบริการ Red Carpet มาล่วงหน้า แนะนำว่าให้พิมพ์รายละเอียดการจอง หรือใบเช็คอินมาจากบ้าน เพื่อที่จะยื่นให้พนักงานดู และรับบริการได้ทันที (เพราะบางทีแถวยาวจนไม่รู้ว่าจะต้องเข้าตรงไหน) เราก็จะได้มาต่อแถวตรงช่องพรมแดง ซึ่งเป็นจุดที่เดียวกับผู้ที่จองที่นั่งพรีเมี่ยมแฟลตเบด แน่นอนว่าจุดนี้คนน้อยกว่า เช็คอินได้เร็วกว่า ประหยัดเวลาไปช็อปปิ้ง คุยธุระ หรือเข้าไปใช้บริการในเลานจ์ก่อนสบายๆ

เราก็จะได้สติ๊กเกอร์แปะที่ตั๋วเพื่อสำหรับใช้ยืนยันสิทธิ์ต่างๆ

หลังจากที่เราเข้ามาส่วนของตม. สแกนพาสปอร์ต สแกนสัมภาระ จุดที่เราจะสามารถเข้าไปใช้บริการเลานจ์สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสนามบินดอนเมือง คือที่ The Coral Executive Lounge ซึ่งเมื่อออกจากจุดตรวจสัมภาระแล้วก็จะเจอทันทีเลย

เข้าไปติดต่อที่เคาน์เตอร์แสดงตั๋วโดยสาร ก็จะมีเซ็นต์ชื่อ รับรหัส WIFI และลงมาชั้นล่างก็จะเป็นจุดรับรองลูกค้า มีมุมอาหาร และเครื่องดื่ม ห้องน้ำ ไว้รับรองลูกค้า

ลงไปก็เห็นคนมาใช้บริการไม่เยอะครับ อาจจะเป็นเพราะไฟลท์ดึก สิ่งที่รู้สึกอย่างแรกคือ อากาศข้างล่างไม่ถ่ายเทเทียบกับห้องข้างบน รู้สึกอึดอัด นั่งไม่ได้นานเท่าไหร่ ผมอาจจะเป็นคนขี้ร้อนด้วย เลยไปหยิบน้ำดื่มและอาหารมานั่งดื่มดับกระหาย คลายร้อนรอไป

Don Muang International Airport Exclusive Lounge - Coral

ก็จะมีวิวสำหรับมองเครื่องบินครับ ตอนกลางคืนแน่นอนว่าก็มืดมองอะไรไม่เห็น เห็นเขียนว่ามีบริการนวดพิเศษเสริม 15 นาทีด้วย ให้ติดต่อพนักงาน แต่ผมไม่มีโอกาสได้ไปลอง

พูดถึงอาหารที่มีไว้ให้บริการ ก็จะเป็นอาหารไทย จานหลักประมาณ 3 รายการ มีข้าวสวย มีเบเกอรี่เป็นแซนด์วิช ขนมปังก้อน ทานกับเนย แยม มีมุมสลัดไว้ให้บริการ ส่วนอาหารฝรั่งอย่างพวกสปาเกตตี้ ผักโขมอบชีส จะทำเป็นถ้วยเล็กๆห่อพลาสติก ครอบฝาอุ่นเอาไว้

โซนอาหารไทย เป็นข้าวและแกงต่างๆ
เบเกอรี่ มีขนมปัง แยม แซนด์วิช
สลัดผักและผลไม้

เครื่องดื่มก็มีให้บริการเป็นน้ำเปล่า น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ตู้เย็นมีของหวานเป็นขนมเค้ก ช็อคโกแลต ไว้ให้บริการ

ส่วนของเครื่องดิ่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำเปล่า
ตู้ของหวาน – ช็อคโกแลต เค้ก

โซนเครื่องดื่มอีกโซนจะเป็นกลุ่มแอลกอฮอล์ มีเบียร์ ไวน์ กาแฟ ไว้ให้บริการสามารถติดต่อที่เคาน์เตอร์ได้ ปกติคอกาแฟ แต่มื้อดึกกลัวไม่หลับบนเครื่องเลยขอบายไปก่อน

พูดถึงรสชาติอาหาร ถ้าคาดหวังว่าจะมากินเหมือนกินบุฟเฟ่ต์ร้านอาหารทั่วไปก็คงไม่น่าจะใช่ รสชาติอยู่ในระดับกลางๆ อาหารไม่ได้ทำสดใหม่ขนาดนั้น พอรองท้องกรณีที่ไม่ได้สั่งอาหารบนเครื่องได้ครับ (ไฟลท์บินมาเกาหลี จะเสิร์ฟอาหารตอน 7 โมงเวลาเกาหลี หรือ 2 ชม.ครึ่งก่อนเครื่องลงครับ)

พอใกล้เวลาสักตี 2 ผมก็เริ่มออกมาครับ เกทจะเปิดให้ขึ้นประมาณ 2.15 นาที ก็จะมีการประกาศเรียกผู้โดยสาร Zone 1, ผู้โดยสารที่จองเก้าอี้พิเศษๆทั้งหลาย รวมไปถึง Red Carpet ให้ได้ขึ้นเครื่องก่อน ตอนที่ผมจะขึ้นเครื่อง พนักงานมองมาที่ตั๋วแล้วบอกผมก่อนเลยครับ “ลูกค้าที่นั่ง Zone 2 เดี๋ยวรอก่อนนะคะ” จนผมต้องชี้ให้ดูสติ๊กเกอร์ที่แปะว่าเป็น Red Carpet พนักงานถึงจะ ‘อ๋อ’ แล้วให้เข้ามานั่งก่อน เลยพอเข้าใจว่าบริการนี้อาจจะใหม่พนักงานเลยยังคุ้นชิน หรือคนที่ใช้ Red Carpet น้อยจริงๆก็ไม่มั่นใจ

เอาเป็นว่าเราเข้ามาหาที่นั่งก่อน การเข้ามาก่อนก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย อาจจะดีสำหรับคนที่สัมภาระเยอะ อยากจะเข้ามาจัดเก็บข้าวของก่อน หรือเข้าห้องน้ำก่อนเท่านั้นเอง ยิ่งที่นั่งริมทางเดิน นั่งก่อนก็ต้องลุกให้คนที่นั่งติดหน้าต่างหรือนั่งตรงกลางลุกอยู่ดี

บริการเสริมบนเที่ยวบินก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษครับ สิทธิ์ของ Red Carpet สุดท้ายที่จะได้ก็คือเมื่อถึงสนามบินปลายทาง เราจะได้สิทธิ์ในการรับกระเป๋าเดินทางก่อน ด้วยความที่ผมอยู่ที่เกาหลีใต้ มีบัตรต่างด้าว (Alien registration card) และได้ลงทะเบียน Smart Entry Service (SES) กับตม.เกาหลีเอาไว้ จึงสามารถใช้พาสปอร์ตสแกนเข้าช่องเดียวกันกับชาวเกาหลีได้ ก็จะประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยทีเดียว (ไม่เกิน 10 วินาที/คน) แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเกาหลีใต้ปกติ ก็จะต้องผ่านด่านตม. หลายๆคนที่เคยได้ยินถึงความโหด ห้องเย็นแห่งความลับ .. และอีกหลายๆสตอรี่ ก็แล้วแต่ล่ะครับว่าใครจะโดนถามมาก ถามน้อย หรือไม่โดนถามอะไรเลย ขั้นตอนตรงนี้โดยเฉลี่ยจะอยู่คนละ 30 นาทีครับ

ผมเองใช้เวลาสั้นๆประมาณ 5 นาทีในการรอคิว พอลงไปจุดรับกระเป๋าก็พบว่ากระเป๋ามาถึงแล้วเรียบร้อย พร้อมออกได้เลย ไฟลท์ที่มีกำหนดลง 09.45 นาที กว่าเครื่องจะจอดเทียบท่า รวมทำธุระเข้าห้องน้ำ ผ่านตม. ออกมา จับเวลาเล่นๆ ผมออกมาจากเกทตอน 10.20 น. ครับ (ก็เท่ากับว่าใช้เวลาทั้งหมดนับตั้งแต่เครื่องลงยันออกมาถึงหน้าเกท 35 นาที) แต่ว่าสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ผมเชื่อว่าใช้เวลานานกว่านั้น เพราะ Red Carpet ได้สิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลงเครื่องก่อน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่นั่ง) ถ้าใครนั่งท้ายๆ กว่าจะได้แถวตม.ก็อาจจะนาน ได้กระเป๋าเร็วก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ครับ

สรุปความคุ้มค่า : ผมว่าอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ถ้าเทียบในเรื่องของเวลา แต่ถ้าพูดถึงบริการในเลานจ์ ความคุ้มค่าก็จะขึ้นอยู่กับเวลาที่ได้เข้าไปใช้บริการ จะไปกินอะไรในเลานจ์ด้วยล่ะครับ อาหารไม่อร่อยสมราคา แต่ถ้าเกิดอยากจะได้ใช้เวลาสงบๆ เงียบๆ ชาร์จแบต ทำงาน พักผ่อน ก็เป็นอีกหนึ่งบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายเล็กๆน้อยๆได้

ก็หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจในบริการพรมแดง ของสายการบินหางแดง ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ครับ

รีวิวอื่นๆที่อาจมีประโยชน์สำหรับคนเดินทาง

[เที่ยวญี่ปุ่น 2018] จุดชมซากุระสวยๆในเกียวโต (ตอนที่ 2)

ในย่าน Kansai นอกจากโอซาก้าแล้วยังมีอีกหนึ่งเมืองสำคัญ ที่ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นจ๋าๆหน่อย เฟรมว่าคงหนีไม่พ้น เกียวโต (Kyoto) ครับ ที่นี่บอกไว้ก่อนเลยว่าสถานที่ที่เราสามารถหาชมซากุระสวยๆ มีเยอะไม่แพ้ในโอซาก้าเลย มาติดตามกันต่อเลยครับ..

Day 2 : Kyoto

การเดินทางท่องเที่ยวของผมในย่านคันไซ ส่วนตัวจะชอบไปตั้งหลักอยู่ที่โอซาก้าครับ เพราะว่าโอซาก้า เป็นเหมือนใจกลางจะเดินทางออกมาเที่ยวเมืองไหนก็ได้ ไป-กลับ การเดินทางส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม. ได้ทั้งความสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก ไม่ต้องแบกกระเป๋าไปๆมาๆ โดยเช้านี้เฟรมออกจากโอซาก้า เข้ามาในเมืองเกียวโต ด้วยรถไฟสาย Sakaisuji ครับ เริ่มต้นจากสถานี Dobutsuen-Mae ซึ่งอยู่ใกล้ที่พัก มาลงที่ สถานี Kitahama  ซึ่งเป็นสถานีที่เราจะต้องมาเปลี่ยนสายไปยังสาย Keihan (ที่ผมมักจะเรียกเล่นๆว่าสายไข่ห่าน) แล้วไปลงที่ สถานี Uji   หมดไป 640 เยน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ

หน้าตาขบวนรถไฟสาย Keihan ที่วิ่งมาสุดสายที่สถานีปลายทาง Uji

Uji เป็นหนึ่งเมืองที่ส่วนตัวผมชอบมากๆครับ เพราะตรงนี้สงบ ทุกคนจะได้เห็นวิวทุ่งหญ้าผ่อนคลายสายตาไปเบาๆ และใครที่ชื่นชอบชาเขียวญี่ปุ่น เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องชาเขียวเลยครับ!

ออกมาจากสถานี Uji ก็จะเห็นแม่น้ำและสะพานข้าม Ujibashi หรือ Ujibridge วิวตรงนี้ปลอดโปร่ง ไม่มีทัศนียภาพของตึกระฟ้าให้รู้สึกวุ่นวายใจเลยครับ

เดินข้ามสะพานไป เราจะเห็นถนนเส้นเล็กๆ เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขนมเต็มไปหมด เห็นหลายร้านขายของหวาน ขายไอศกรีมคอก็เกิดแห้งขึ้นมาเลยทันที

น้ำแข็งไส ใส่มาในถ้วย กินชิวๆหน้าร้านได้เลยครับ (500 เยน)

เดินมาไม่ทันไร ก็ทนพิษความหิวไม่ไหว เจอร้านขายน้ำแข็งไสชาเขียว น่ากินมากๆครับ ชื่อร้านว่า Kyoutorokujouan (六条庵) อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทางเข้า ได้น้ำแข็งไสราดซอสชาเขียวกับแป้งโมจินุ่มๆ ไม่หวานมาก กำลังพอดี

เห็น Starbucks แล้ว ก็แปลว่าวัดเบียวโดอินอยู่ข้างหน้า

เข้ามาไม่ไกลจากทางข้างหน้า เราจะเห็นป้ายชี้ไปทาง วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple) ครับ เป็นวัดที่ปรากฏอยู่ในเหรียญ 10 เยน ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดอยู่ในเหรียญสกุลเงินญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องเป็นวัดที่มีสตอรี่แน่นอน ซึ่งก็ใช่ครับเป็นหนึ่งในวัดเก่าวัดแก่ ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาสมบัติของชาติไว้หลายรายการ มีปฏิมากรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านพุทธศาสนาอยู่หลายชิ้นครับ

วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple)
ค่าเข้าชม : 600 เยน
ซึ่งหากต้องการชมฮอลล์ Phoenix (ส่วนจัดแสดงพิเศษจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 300 เยน)
เปิด-ปิด : 08.30-17.30 (ปิดให้เข้า 17.15 น.)

บริเวณวัดไม่ได้มีขนาดใหญ่มากครับ ถ้าไม่ได้นั่งเก็บบรรยากาศก็อาจจะใช้เวลาไม่ถึง 40 นาที แต่วันนี้อากาศเป็นใจ เดินเล่นชิวๆ เก็บภาพความสวยงามภายในวัดกันได้เรื่อยๆเลยทีเดียว

บรรยากาศร่มรื่นของวัดเบียวโดอิน

Byodoin temple, Uji, Kyoto

เดินไปตามทางจะเข้ามาส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป ต้องชมความสวยงามด้วยตาเปล่าอย่างเดียว เพราะไม่สามารถถ่ายรูปได้ และอย่างที่ผมเกริ่นนำ ในพิพิธภัณฑ์จะแสดงปฏิมากรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา มีองค์พระอมิตาภพุทธะโดยพระนักปั้น ณ เวลานั้นหลากหลายอริยาบถ ตัววัดเคยเสียหายจากเหตุภัยต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อาคารฟีนิกซ์ ซึ่งอยู่ข้างหน้านี้กลับไม่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นเหมือนกับมรดกทางประวัติศาสตร์ให้ชาวญี่ปุ่นได้ชมมากันจนถึงทุกวันนี้ครับ

จบจากวัดเบียวโดอินแล้ว เราจะเดินทางไปกันต่อที่ วัดฟูชิมิอินาริ (Fushimi-inari) หรือ วัดเสาแดง กันครับ

จากวัดเบียวโดอินไปวัดเสาแดง

การเดินทางจากวัดเบียวโดอิน ไปวัดเสาแดง ไม่ยากเลยครับ เพราะว่าเป็นเส้นทางเดียวกัน ด้วยรถไฟสายไข่ห่าน (Keihan) นี้ จะผ่านวัดทั้งสองวัดนี้ เรากลับไปนั่งรถไฟที่สถานี Uji แล้วไปเปลี่ยนสายที่  สถานี Chushojima  ลงจากรถไฟแล้วมาหารถไฟที่ไป  สถานี Fushimi-Inari  กันต่อครับ จากที่เบียวโดอินไปวัดเสาแดง 310 เยน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ

การค้นหารอบรถไฟ อย่างที่เล่าให้ฟังไปในตอนแรก ผมใช้ Google Maps ในการช่วยค้นหาครับ เราก็แค่พิมพ์ปลายทางที่ต้องการไป ในที่นี้คือ Fushimi Inari เลือกสร้างเส้นทาง แล้วมันก็จะบอกว่าขบวนที่ไปนั้นจะออกกี่โมง ก็ไปขึ้นให้ถูกชานชาลา

ศาลเจ้าเทพอินารี (Fushimi Inari Shrine)
ค่าเข้าชม : ไม่มี
เปิด-ปิด : ไม่มีวันหยุด

เดินออกมาจากชานชาลา ข้ามทางรถไฟ เดินตามฝูงชนมาประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเห็นประตูทางเข้าของวัดแล้วครับ บรรยากาศหน้าวัดก็จะเต็มไปด้วยร้านค้า (เช่นเคย) รวมไปถึงเต๊นท์ขายอาหารคึกครื้นไปหมด เข้ามาก็จะเห็นอาคารหลัก และด้านหน้าจะมีซุ้มเล็กๆให้ชำระกายให้สะอาด ข้างๆอาคารนี้ก็จะมีจุดขายเครื่องลางที่ใครหลายๆคนเมื่อมาที่ญี่ปุ่นมักจะมาหาซื้อกัน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดยอดนิยมครับ

ด้านหลังก็จะเป็นสามแยกเป็นทางขึ้นไปชมเสากันแล้วครับ เลี้ยวซ้ายขึ้นไปก็จะเริ่มเห็นเสาต้นเล็กต้นใหญ่ สลับกันไป ตรงนี้ก็จะเต็มไปด้วยคนรอถ่ายรูปกันเต็มไปหมด จะบอกว่าใจเย็นๆก่อนครับ ข้างหน้ามีอีกหลายพันต้นเลย

เสาที่เรียงรายอยู่เยอะๆนี้ก็จะยาวขึ้นไปจุดชมวิวบนเขา Inari กันล่ะครับ ว่ากันว่าไปถึงยอดได้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ด้วยความที่เคยมาแล้ว 2 รอบ แต่ก็ไม่เคยขึ้นไปดูจุดชมวิวสูงๆ เลยขอลองท้าทายตัวเอง เดินไปเรื่อยๆอีกสักหน่อยเผื่อว่าจะได้เห็นวิวแปลกๆที่ไม่ได้เห็นจากรอบก่อนๆ

เดินขึ้นมาเรื่อยๆก็เริ่มหิวน้ำแล้วล่ะครับ จะบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็ติดน้ำนิดๆหน่อยๆมาพอประหยัดได้ เพราะยิ่งสูง น้ำก็ยิ่งแพง ขวดละ 200-300 เยน (ปกติ 100 เยนเท่านั้น) นักท่องเที่ยววันนี้ก็เยอะเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะอากาศดีช่วยให้เดินขึ้นมากันได้เรื่อยๆ

สุดท้ายก็มาจอดที่ตรงนี้ครับ ได้เห็นวิวตัวเมืองโตเกียวระดับหนึ่งเลย ตรงนี้มีน้ำส้มไบเล่ขายด้วย สุดท้ายทนไม่ไหว อยากให้รางวัลตัวเอง 5555 (เรื่องจริงคือกระหายน้ำมาก) หมดไป 200 เยน

ทางลงก็ไม่ได้ยากอะไรครับ แต่พอเดินลงมาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันมีให้แยกไปหลายทางเหลือเกิน ผมเองก็ไม่ขอย้อนไปเส้นทางเดิมแล้วกัน เลือกออกมาอีกแยก มาโผล่อีกโซนนึงครับที่รู้สึกว่าเดินง่ายกว่า ไม่ใช่เป็นบันไดที่เป็นขั้นๆเหมือนตอนขึ้นมาอีกต่อไป ตรงนี้มีเป็นศาลเจ้าย่อยๆเล็กๆ เต็มไปหมด สลับกับบ้านเรือน รู้สึกว่าร่มรื่น และไม่แออัดเหมือนตอนทางขึ้นมาเลยครับ ดีงามมาก…

Maria Kannon – พระนางมารีและพระกุมารเยซู

เดินมาเจอกับรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิมครับ ในขณะที่ผมกำลังหาข้อมูลมาประกอบกับบันทึกการเดินทางครั้งนี้ ผมก็ได้สังเกตเห็นว่า ในรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือคันนน (Kannon) ที่ชาวญี่ปุ่นเรียก ที่ผมกำลังกราบไหว้นี้ ที่พระหัตถ์มีเด็กอยู่ด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากปางปกติที่จะเคยเห็น ไปสืบค้นมาก็พบว่านี่คือ “Maria Kanon” หรือ “พระนางมารีและพระกุมารเยซู” เป็นประติมากรรมของพระโพธิสัตว์ที่เราเห็นได้ในญี่ปุ่นสมัยช่วงศตวรรษที่ 17 ยุคเอโดะ ที่สมัยก่อนการนับถือคริตศาสนาเป็นเรื่องต้องห้าม จึงได้ใช้รูปปั้นในลักษณะของเจ้าแม่กวนอิมปางประทานบุตร เพื่อให้ดูลักษณะคล้ายกับพระแม่มารีอา พระมารดาของพระเยซูนั่นเองครับ

(ผมใส่ เอาไว้ เผื่อใครอยากจะมาเห็นของจริง)

เดินลงมาเรื่อยๆจะเห็นซอยเล็กๆ เป็นทางพาเรากลับมาที่ตัววัดครับ สังเกตจะมีป้ายบอกห้อยไว้ตรงร้านค้า (เล็ฏมาก) โดยเมื่อเดินกลับมาเส้นทางนี้ จะไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งตรงทางสามแยก (ยังจำกันได้มั้ย ที่ตอนเราเลี้ยวขวาจะเป็นจุดเริ่มต้นไปดูเสา)

มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป เรายังพอทำเวลาได้ครับ แต่ก็จวนเย็นแล้ว คงไม่ได้ไปดูวัดอื่นๆเพิ่มเติม มาทางไหนกลับไปทางเดิมครับ เราจะไปชมซากุระสวยๆกันต่อ!

สวนสาธารณะ Maruyama จุดชมซากุระ ณ เกียวโต!

จริงๆแสงหมดก็แอบกังวลว่าจะได้ภาพไม่สวย แต่ก็ลองไปเสี่ยงดูกันก่อน เพราะสถานที่ที่เราจะไปนั้น เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่ใหญ่ในเกียวโตแห่งหนึ่งเลยครับ มุ่งหน้าจาก  สถานี Fushiri-Inami  ไปลงกันที่  สถานี Gion-Shijo  นั่งสายเดิม Keihan ไป ใช้เวลาประมาณ 8 นาที นั่งต่อไปอีก 5 ป้าย (210 เยน) ถึงแล้วออกมาทางประตู 7

ออกมาจากสถานีแล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ จนเห็นทางเข้าศาลเจ้า Yakasa เดินประมาณ 20 นาที (เนื่องจากคนเยอะมาก) ระยะทางจากสถานีประมาณ 900 เมตรครับ

เข้ามาก็จะเริ่มเห็นแสง สี จากโคม และบรรยากาศของร้านค้า (อีกแล้ว) จำได้ว่ามากี่ครั้งก็ไม่ค่อยเห็นร้านค้าขายของเยอะเท่าช่วงนี้ อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นฤดูแห่งการชมดอกไม้ที่มีร้านค้ามาขาย เป็นสัญลักษณ์และบรรยากาศของช่วงเทศกาลชมดอกไม้ล่ะครับ

ร้านค้าก็แน่น คนก็แน่น แต่ไม่ถึงขั้นกับอึดอัด เพราะอากาศเย็นสบายๆครับ จะมีลานให้คนได้เอาเสื่อไปปูนั่งกันด้วย บรรยากาศที่ผมเห็นก็จะเป็นคนญี่ปุ่นมากับเพื่อน มากับที่ทำงาน ครอบครัว สังสรรค์กัน

ปูเสื่อกินลมชมไม้

อากาศเย็นหน่อย ก็จะมีคนมาจุดฟืนให้ครับ ซึ่งมันก็ไหม้ส่งกลิ่นไปตามทางเลยล่ะ ถามว่าช่วยให้หายหนาวมั้ย ก็ไม่…

จบด้วยภาพและบรรยากาศสวยๆจากสวน Maruyama ครับ มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับต้นนี้ให้ได้ครับ เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของที่นี่เลย (เพื่อนญี่ปุ่นถึงกับถามว่า ไปถึงนู่นแล้วได้ไปเห็นต้นไม้ต้นนี้หรือเปล่า แสดงว่าต้นนี้ the must !)

ก็หวังว่าบล็อกตอนนี้พอจะเป็นไอเดียสำหรับใครที่วางแผนจะไปชมซากุระในเกียวโตกันนะครับ

ในตอนหน้าจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปที่เมืองนาราและโกเบในวันเดียวกัน !! เหนื่อยหน่อยแต่ใครที่กะทำเวลาให้ครบทุกเมืองก็ไม่ควรพลาดครับ

ติดตามกันต่อได้ใน

FACEBOOK : Framekung.com

แหล่งอ้างอิง

 

[เที่ยวญี่ปุ่น] ตามลายแทงซากุระ 4 วัน 4 เมืองย่าน Kansai (ตอนที่ 1)

ตามลายแทงซากุระ 4 วัน 4 เมืองย่าน Kansai 2018

มาแถบโอซาก้าก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้มาถูกช่วงซากุระสักทีครับ รอบนี้มีโอกาสได้มาในช่วงพีคที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวอีกหนึ่งช่วง นั่นก็คือฤดูใบไม้ผลิครับ มาตามหาสัญลักษณ์ของฤดูนี้ นั่นก็คือ “ซากุระ” นั่นเอง

สรุปการเดินทาง

ช่วงเวลาเดินทาง : 29 มีนาคม – 1 เมษายน
สถานที่เที่ยว : แถบคันไซ (Kansai) เที่ยวในเมือง โอซาก้า, เกียวโต, โกเบ และนารา
ลงที่สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport : KIX)
อินเทอร์เน็ต : Sim2Fly ตอนแรกเช่า Pocket Wifi ไปจากเกาหลี แต่เกิดปัญหาชาร์จไฟไม่ค่อยเข้า เลยเปลี่ยนมาใช้ Sim2Fly ของ AIS ก็พบว่าใช้งานได้ไม่มีปัญหาอะไรครับ
ที่พัก : จอง AirBNB แถวสถานี Shin-Imamiya ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า

เล่านิดนึงครับว่าก่อนหน้านี้ จองตั๋วเครื่องบินและที่พักไปล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ตั๋วก็ยังคงแพงมาก และที่พักก็ไม่ค่อยมีครับ การันตีความเป็น high season จริงๆ

เริ่มต้นเดินทางจากโซล, เกาหลีใต้

หน้าตาของรถบัสกลางคืน (8,000 วอน)

ไฟลท์ไปญี่ปุ่น เป็นไฟล์จากเกาหลี อินชอน ไปลงที่โอซาก้าครับ เป็นไฟลท์เช้ามาก เครื่องออกตอน 07.05 น. ซึ่งก็หมายความว่าควรจะต้องถึงสนามบินราวๆ 2 ชม. นั่นก็ถือถึงสนามบิน 05.05 น. ! งานนี้ก็เลยแทบไม่ต้องหลับต้องนอนกันล่ะครับ อีกอย่างคือรถไฟฟ้าก็วิ่งประมาณตี 5 ซึ่งกว่าจะไปถึงสนามบินก็อาจจะไม่ทันเอาได้ เลยเป็นครั้งแรกที่ได้ลองนั่ง Late Night Bus (심야 버스) ครับ ซึ่งจะเป็นรถไปสนามบินที่วิ่งดึกๆ ใครที่ไฟลท์ดึก หรือเช้ามาก ก็แนะนำครับ

ตารางเวลาการเดินรถของ Night Limousine Bus สามารถเข้าไปเช็คได้จากเว็บไซต์นี้ครับ ซึ่งเราอาจจะต้องไปขึ้นรถตามสถานีหลักๆ ที่อยู่ใกล้กับที่พัก ใครไม่ได้มาเปล่ียนเครื่องหรือทำธุระอะไรในเกาหลีก็ข้ามตรงนี้ไปได้เลย…

Day 1 : OSAKA

มาจากเกาหลีด้วยอาการงัวเงียๆ ยังไม่ทันตื่นดี ก็ถึงญี่ปุ่นแล้วครับ จากเกาหลีมาญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 2 ชม. ถึงสนามบินก็ให้เดินตามเส้นทางมา Immigration นั่งรถไฟ Shuttle เข้ามาในอาคารตม. ครับ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องรู้เกี่ยวกับ ตม.ญี่ปุ่น ก็คือการกรอกใบคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น สำหรับใครที่พัก AirBNB ซึ่งเจ้าของบ้านจะเขียนที่อยู่ให้ แต่ในตม.ญี่ปุ่น คนตรวจแถวมักจะขอตรวจช่องที่พักของเรา และดูว่ามีคำว่า “Hotel” หรือไม่ สายตาจดจ่ออยู่กับคำนี้คำเดียวจริงๆ ก็เลยขอแนะนำสำหรับใครที่จองที่พักผ่าน AirBNB เขียนชื่อเจ้าของบ้าน แล้วตามด้วย Hotel หรือ Guesthouse เอาไว้ ก็จะไม่โดนให้กลับไปเขียนใหม่ครับ

แพลนเที่ยววันแรกที่โอซาก้า วันนี้คือ  ปราสาทโอซาก้า (Osaka castle)  และ   พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan Aquarium)   เที่ยวรอบนี้เป็นการเที่ยวให้ครบ เพื่อเก็บบรรยากาศของช่วงฤดูใบไม้ผลิให้เต็มที่จริงๆ

ผมจองตั๋วสำหรับเข้าอควาเรียมมาจาก เว็บไซต์ Klook ครับ เป็นเว็บจองตั๋ว จองแพ็คเกจ ไม่อยากเสียเวลาต่อแถวและอยากมีตั๋วพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวก็เลยจองไปก่อนครับ แล้วเราสามารถมาขึ้นตั๋วในเคาน์เตอร์ของ HIS สนามบินคันไซ ชั้น 1 อาคารผู้โดยสารขาเข้าได้ ออกมาจากตม. ตรงมาก็จะเห็นเคาน์เตอร์เต็มไปหมด สามารถนำสลิปจากโทรศัพท์หรือพิมพ์มาเพื่อขึ้นตั๋วได้ทันที

เดินทางในย่าน Kansai ใช้บัตร ICOCA !

เที่ยวญี่ปุ่นครั้งก่อนๆ ผมจะชอบเช็คราคาโดยสารจากเว็บ Hyperdia.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์คำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นรอบๆครับ ว่าจากสถานีนี้ไปสถานีนี้ ใช้เงินเท่าไหร่ แล้วเราก็ซื้อตั๋วเป็นรอบๆไป รอบนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว  เราจะมาลองใช้ บัตร ICOCA บัตรโดยสารที่เราสามารถเติมเงินเข้าไปแล้วก็ไปแปะที่ประตูทางเข้า ตลอดทั้งทริปลองใช้ดูสะดวกกว่าเยอะเลย!! ค่าบัตร 2,000 เยน โดยจะมีเงินให้แล้ว 1,500 เยน (500 เยน เป็นค่ามัดจำ) แนะนำสำหรับใครที่จะเดินทางท่องเที่ยวในย่าน Kansai แล้วไม่อยากเสียเวลากับการคำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละรอบ ซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ แนะนำให้ซื้อบัตร ICOCA จากสถานีรถไฟใหญ่ๆดูครับ เลือกซื้อและเติมเงินก็เติมผ่านตู้ได้เลย หรือถ้าอยากเตรียมตัวไปล่วงหน้าหน่อย ก็สามารถซื้อได้จากเว็บ Klook ที่พูดถึงไปตอนต้นได้อีกเช่นกัน ที่สำคัญบัตรนี้ไม่ใช่เแค่สำหรับใช้เดินทางอย่างเดียว สามารถใช้จ่ายของในร้านสะดวกซื้อได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบพกเหรียญไว้กับตัวเยอะๆ

หน้าตาของบัตร ICOCA ครับ เป็น IC Card สามารถเอาไปแปะใช้จ่ายซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ รถไฟฟ้า ได้หมดเลยในย่าน Kansai

จองตั๋วเข้าชมก่อน VS ซื้อหน้างาน
ข้อเสียของการจองตั๋วมาก่อน คือ ต้องระบุเวลาในการชมที่แน่นอนครับ หากแผนยังไม่มั่นใจว่าจะไปวันไหน อากาศจะเหมาะกับการเดินทางหรือเปล่า ไปซื้อที่หน้าอควาเรียมก็ได้ครับ จำได้ว่าวันนั้นคนไม่เยอะเท่าไหร่

เนื่องจากเจ้าของบ้านบอกว่าเก็บบ้านให้แล้ว พร้อมเช็คอินได้เลย ก็ไม่รอช้าครับ เอากระเป๋าไปเก็บก่อน จะได้เดินตัวลอยไปเก็บบรรยากาศที่ปราสาทโอซาก้า จุดที่เราจะได้ชมซากุระจุดแรก !!

ที่พัก AirBNB ในญี่ปุ่น

พูดถึงที่พักที่จองผ่าน AirBNB ครับ รอบนี้ที่พักแอบหายากกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก่อนหาถูกๆใกล้กับสถานี Namba ซึ่งใกล้สถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่ค่อยยาก แต่พอเป็นช่วง high season นอกจากจะค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นแล้ว ที่พักดีๆใกล้ๆ ก็ถูกจองอย่างรวดเร็วด้วยล่ะครับ

มาเจอห้องพักเล็กๆ เป็นห้องแบ่งมาจากบ้านหลังใหญ่อีกที แต่สะดวกสบายตรงติดกับสถานีรถไฟหลักๆที่ใกล้เมือง ปกติถ้าไม่ได้ที่พักใกล้สถานี Namba ก็มักจะหาที่ออกมาจากตัวเมืองหน่อย แต่ต้องสามารถตรงไปสนามบินต่อได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง อย่างเช่นสถานี Shin-imamiya (แต่ย่านนี้กลางคืนแอบเปลี่ยวหน่อยๆสำหรับผู้หญิงครับ) ห้องนี้ตกคืนละประมาณ 2,400 บาท มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ

องค์ประกอบห้องน้ำพื้นฐานญี่ปุ่น ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ห้องน้ำก็จะต้องมีอ่างอาบน้ำให้ได้แช่กันเสมอๆ

มุ่งหน้าสู่จุดชมซากุระจุดแรก!

การเดินทางไปปราสาทโอซาก้า สามารถเดินทางได้หลายเส้นทางครับ สำหรับใครที่ซื้อ Kansai Thru Pass ไปลงที่  สถานี Morinomiya  จะไปโผล่ตรงหน้าสวนสาธารณะที่อยู่หน้าปราสาทพอดีครับ

เดินออกจากประตูมาก็เห็นคนที่ตั้งหน้าตั้งตามาคอยชมซากุระกันล่ะครับ เห็นรุ่นคุณลุงพกกล้องเทพๆ มาเตรียมเก็บภาพก็นับถือเลยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีวัฒนธรรมการชมดอกไม้กันเป็นชีวิตจิตใจ

ทางเข้าเต็มไปด้วยร้านขายต้นไม้และดอกไม้ ให้เห็นเต็มไปหมด เห็นแล้วสบายตาจริงๆ

เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะได้เริ่มเห็นต้นซากุระเต็มไปหมด จุดนี้สำหรับผมคิดว่าเป็นแลนด์มาร์คของโอซาก้าและยังเป็นจุดแรกที่ได้เห็นซากุระแบบอลังการแบบนี้

แต่ละจุดก็จะเห็นคนเอาเสื่อมาปู นั่งคุยนั่งเล่น เห็นแล้วก็อยากพกเสื่อมาปูแล้วนั่งเล่นชิวๆซะเหลือเกิน…

ใช้เวลากับตรงนี้อยู่สักพักใหญ่ๆเลยล่ะครับ อาจจะเป็นเพราะไม่เคยเห็นซากุระเยอะแบบนี้มาก่อน เป็นคนรักธรรมชาติ รักน้ำ รักปลา และรักซากุระ

เดินมาเรื่อยๆ จนถึงปราสาท ซึ่งใช้เวลาอยู่สักพักเหมือนกัน

มาถึงตรงนี้ ก็อยากมาเก็บภาพบริเวณรอบๆปราสาทสักเล็กน้อย ปราสาทโอซาก้าที่เหมือนเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของโอซาก้าครับ

เดินอยู่สักครู่ ก็สร้างเส้นทางสู่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกันต่อ…~  อาจจะไม่ได้ลงในส่วนของรายละเอียดภายในปราสาท ใครที่อยากรู้ว่าภายในปราสาทมีอะไร เฟรมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกตอนเก่าครับ)

ใช้ Google Maps นำเที่ยวในญี่ปุ่น

การเดินทางในญี่ปุ่นหลังๆสะดวกและง่ายขึ้นครับ ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่ลองใช้ Google Maps ในการค้นหาเส้นทาง แนะนำการเดินทางตลอดจนดูรอบรถไฟทั้งหมด เพื่อทดสอบว่าข้อมูลจาก Google Maps จะเชื่อมกับระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีความซับซ้อนได้มากแค่ไหน จากการทดสอบตลอดการเดินทางพบว่าเชื่อถือได้และอัพเดต real-time ตรงตามกับป้ายที่ชานชาลาครับ เลยอยากจะแนะนำวิธีนี้ให้กับเพื่อนๆที่จะลองหาเส้นทางท่องเที่ยวเองในญี่ปุ่น

ยกตัวอย่างเช่น ผมจะเดินทางไปพิพิธพัณธ์สัตว์น้ำไคยูคัง ก็ใส่คำค้นหาไปว่า “Kaiyukan” ตัวแอพก็จะแสดงขึ้นมาเลยครับว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า พร้อมกับข้อมูลสำคัญอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น เวลาเปิด-ปิด, ช่วงเวลาที่คนเยอะ หรือแม้แต่กระทั่งรูปภาพสถานที่ประกอบ กรณีชื่อสถานที่ซ้ำ หรือมีหลายสาขา ก็จะมีแสดงเป็นรายการให้เราเลือกอีกครั้งครับ

จากนั้นกดปุ่ม “Directions” ระบบจะสร้างเส้นทางอัตโนมัติให้ โดยอ้างอิงจุดเริ่มต้น เป็นพิกัดที่เราอยู่ ณ เวลานั้น

ก็จะเห็นว่าแอพเสนอวิธีการเดินทางไว้หลายแบบ ตั้งแต่ขับรถไปจนถึงเดินไป! สำหรับการค้นหาเส้นทางรถไฟให้เลือกแถบที่ 2 เป็นรูปรถไฟ (ที่วงกลมไว้) แอพจะแสดงเส้นทางที่มีทั้งหมดตั้งแต่ รถบัส, รถไฟฟ้า

จะมีเป็นสัญลักษณ์สรุปการเดินทางไว้ครับว่าGoogle Maps signs

จากจุดเริ่มต้น (จุดที่เราอยู่ในที่นี้คือ ปราสาทโอซาก้า) ให้เดินไป 17 นาที เพื่อไปขึ้นรถไฟ นั่งรถไฟสาย Chou เมื่อถึงแล้วเดินไปอีก 10 นาทีจะถึงที่หมาย (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง)

พอเราแตะ เราก็สามารถเช็ครายละเอียดได้มากกว่าเดิมเลยครับ ว่ารถไฟออกกี่โมง จะไปถึงกี่โมง ผ่านสถานีไหนบ้าง ที่สำคัญคือใช้เงินเท่าไหร่ก็จะแสดงด้วยครับ (จะเขียนไว้ล่างสุดว่า Cost : XXX )

โดยปกติแล้วผมมักจะเช็คเวลาที่แสดงในแอพ กับเวลาที่ป้ายชานชาลาเพื่อความมั่นใจอีกครั้งครับ อย่างถ้าแอพบอกรถออก 1.59PM แล้วที่ป้ายชานชาลาบอกว่ารถไฟขบวนต่อไปจะมาตอน 1.59PM ก็แปลว่า รถไฟขบวนที่จะมาน่าจะเป็นขบวนที่เราจะต้องขึ้น มาถูกฝั่งแล้วนั่นเอง

เอาเป็นว่าเราพอรู้การเดินทางจากปราสาทโอซาก้าไปไคยูกังกันแล้ว ก็มาเดินทางกันต่อ…

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

จากปราสาทโอซาก้า เดินออกมาตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับไป  สถานี Morinomiya  สาย Chuo ออกมาอีก 8 ป้ายลงที่   สถานี Osakako 

บริเวณรอบๆสถานี Osakako มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟเต็มไปหมด

เดินออกมาด้วยความหิวครับ เลยขอแวะร้านอาหารประจำที่ช่วยชีวิตได้ทุกครั้งที่หิวในญี่ปุ่น “Sukiya” ร้านเฟรนไชส์ข้าวหน้าเนื้อที่สั่งง่ายเพียงแค่จิ้มๆ ได้ข้าวหน้าเนื้อมาก็สบายใจแล้วครับ

อิ่มแบบพอดีๆ พอมีแรงเดินกันต่อครับ จากสถานี Osakako เดินไปพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็จะมาเห็นตึกใหญ่ๆ เด่นสง่าตระการตาแบบนี้

จุดที่จำหน่ายบัตรก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน คนที่มีบัตรจองมาแล้วก็สามารถเดินเข้าไปได้เลยครับ อาคารมีทั้งหมด 8 ชั้น เมื่อเข้าไป เราจะได้ชมตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาชั้นล่างสุดครับ ลักษณะการชมก็จะเป็นวนเป็นวงกลม ค่อยๆลงมาเรื่อยๆ

ที่นี่ก็เรียกว่าเต็มไปด้วยพันธุ์สัตว์น้ำ จากทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงน่านน้ำญี่ปุ่น เต็มไปหมดเลยล่ะครับ น่ารักๆอย่างอุ๋งๆ นี่ก็เป็นไฮไลท์ที่คนมักจะไปหยุดถ่ายรูปกัน..

ลงมาถึงชั้นล่างก็จะเป็นโซนอีกโซนที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กับโซนอื่นๆ เป็นโซนปิดท้ายเพราะมีปลากระเบนและฉลามมาให้ได้แตะเล่นกันด้วย

ระยะเวลาเดินเล่นในนี้ก็ประมาณ 40 นาที – 1 ชม. ได้ดูสัตว์พวกนี้ก็เพลินๆดีครับ ใครที่มีแผนไปนั่งเรือหรือชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ใกล้ๆนี้ ลองมาสำรวจราคาที่เป็นแพ็คเกจ ณ จุดขายตั๋วดู อาจจะมีส่วนลดครับ ผมจองจากในเว็บมาก่อน ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกังจะอยู่ประมาณ 680 บาท ส่วนตั๋วขึ้นชิงช้าสวรรค์ขายหน้าทางขึ้นจะอยู่ที่ 800 เยน

ออกมาหน้าพิพิธภัณฑ์เราจะเห็นกับอาคารที่เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าและวิวชิงช้าสวรรค์นี้ครับ โซนนี้เรียกว่า Tempozan market place ข้างในจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ตู้เกม ให้ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ ช็อปปิ้งกันหลังจากเดินวนๆอยู่ในพิพิธภัณฑ์ครับ

บรรยากาศภายในห้าง ที่เหมาะกับการมาช็อปปิ้งหลังเที่ยวในพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว

เดินเล่นกันจนเย็น และแล้วก็ได้เวลากลับไปพักขากันแล้วครับ มาญี่ปุ่นหน้านี้นั่งรถไฟก็อยากให้สังเกตทั้งสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่านตลอดเวลา เพราะทุกท่านจะได้เห็นซากุระที่บ้านสะพรั่งสลับกับวิวของบ้านเมืองเต็มไปหมด คิดว่าเมืองที่เราจะไปตะลุยต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเกียวโต โกเบ หรือนารา คงจะมีจุดชมซากุระสวยๆอีกเพียบแน่นอน ยังไงก็อย่าลืมติดตามบล็อกของเฟรมคุงกันในตอนหน้า จะนำบรรยากาศของซากุระสวยๆมาฝากกันครับ

กดติดตาม เพจ Framekung.com กันด้วยนะ!

 

 

สักครั้งกับประสบการณ์ชมโอลิมปิก PyeongChang Olympic

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปชมหนึ่งในงานกีฬาที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่ปีนี้มาจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ครับ สำหรับการแข่งขัน กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว PyeongChang Olympic 2018 ซึ่งจัดที่เมือง พยองชัง (PyeongChang) อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาหลีใต้ จังหวัดคังวอน (Gangwon-do) จังหวัดที่เต็มไปด้วยสกีรีสอร์ท เรียกว่าไม่จัดที่นี่ก็ไม่รู้จะไปจัดที่ไหนจริงๆ

โอลิมปิกฤดูหนาว ชื่อนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูพวกเราสักเท่าไหร่ครับ แต่นอกจากโอลิมปิกฤดูหนาว ก็มีฤดูร้อนด้วยเช่นกัน โดยกีฬานี้จะจัดโดยโอลิมปิกสากลเหมือนกับโอลิมปิกใหญ่เลยโดยจะจัดทุกๆ 4 ปีครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว กีฬาที่จัดแข่งขันนั้นก็จะเป็นกีฬาที่เกี่ยวข้องกับน้ำแข็ง หิมะ เป็นธรรมดา หลายอย่างที่แปลกหูแปลกตา และไม่เคยได้ดูมาก่อน

เดินทางสู่สนามกีฬาโอลิมปิก

แต่ก่อนการเดินทางไปยังบริเวณที่จัดการแข่งกีฬาโอลิมปิก อย่างในเมืองพยองชัง (PyeongChang) หรือ เมืองคังนึง (Gangneung) นั้นจะต้องไปด้วยรถบัสหรือรถยนต์ส่วนตัวเท่านั้นครับ เพราะเส้นทางรถไฟจากโซลตรงไปยังจังหวัดคังวอนโด หรือโซนที่จัดแข่งกีฬาโอลิมปิกนั้นยังไม่มี แต่ก็เพราะกีฬาโอลิมปิกนี้ล่ะครับ ที่เนรมิตเส้นทางตรงจากโซลสู่จังหวัดคังวอนโดขึ้นมา ทำให้การเดินทางสามารถทำได้อย่างสะดวกมากๆ และอย่างที่บอกว่า แม้กระทั่งกีฬาโอลิมปิกจบลง ทุกคนก็สามารถไปเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดคังวอนโด อย่าง เขาซอรัคซาน หรือทะเลตะวันออกของเกาหลีได้อย่างสบายๆ ผ่านรถไฟความเร็วสูง KTX ซึ่งเพิ่งจะเปิดให้ใช้บริการอย่างเป็นทางการก่อนโอลิมปิกเริ่ม 2 เดือน (ปลายปี 2560)

รถไฟความเร็วสูงสายพย็องชัง

เส้นทางการเดินรถไฟความเร็วสูง KTX สายพยองชังนี้ เริ่มตั้งแต่จากสนามบินอินชอนกันเลยทีเดียว หมายความว่าลงจากเครื่องปุ๊บ ใครที่อยากจะมาดูกีฬาโอลิมปิกก็สามารถลากกระเป๋านั่งรถไฟตรงมาได้เลย ผมอาศัยอยู่ที่โซลก็สามารถขึ้นรถไฟได้จากสถานี Seoul แต่ในช่วงกีฬาก็ต้องขอบอกว่าใครที่ไม่รีบจอง รถไฟก็อาจจะเต็มและอาจจะต้องได้นั่งรถไฟออกไปไกลจากตัวเมืองหน่อยครับ

และอย่างที่เกริ่น เนื่องจากว่ารถไฟที่นั่งตรงจากโซลไปยังสถานี Jinbu ซึ่งเป็นสถานีจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้งทั้งหลายนี้ เต็มเสียก่อน ผมเลยต้องนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่สถานี Sangbong เพื่อรอรถไฟอีกขบวนตรงไปที่สถานี Jinbu ครับ

บรรยากาศภายในสถานี Sangbong ป้ายตรงนี้จะบอกทางไปขึ้นรถไฟ KTX ครับ

ส่วนใหญ่เวลารถไฟของที่นี่ค่อนข้างเป๊ะครับ แนะนำว่าให้ไปที่บริเวณชานชาลาก่อนถึงเวลารถไฟออก 10-15 นาที เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจสอบหมายเลขขบวนและหมายเลขที่นั่งของเราให้ถูกต้องครับ โดยผมสรุปรายละเอียดที่ต้องสังเกตดังนี้ครับ

ผมซื้อตั๋วผ่านแอพของรถไฟเลยจะได้เป็นตั๋วอิเล็กทรอนิกส์เหมือนรูปด้านซ้าย แต่ตั๋วจริงก็จะแสดงข้อมูลคล้ายๆกัน คือต้องมีหมายเลขขบวนรถ ซึ่งจะสังเกตได้จากป้าย LED ข้างขบวน และสามารถสังเกตอีกทีเมื่อเข้ามาในขบวนแล้ว โดยจะเป็นตัวเลขอยู่ข้างจอมอนิเตอร์ เข้ามาก็หาที่นั่งได้เลยครับ

บรรยากาศในห้องผู้โดยสารแบบ Economy ครับ ราคาตั๋วจาก Sangbong ไป Jinbu อยู่ที่ 19,900 วอน

ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงนิดๆครับ ความเร็ว 2-3 ร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ถึงที่หมายอย่างสะดวกและรวดเร็ว เมื่อถึงแล้วก็จะเป็นทางลงไปยังอาคารโดยสารเลยครับ ซึ่งก็ค่อนข้างใหม่ (ก็แหงล่ะ เพิ่งจะสร้างเสร็จ) ตรงนี้ก็มีศูนย์ประชาสัมพันธ์ให้บริการนักท่องเที่ยวครับ ผมเองได้ศึกษาเส้นทางมาล่วงหน้าก็เลยเดินออกจากอาคาร และไปยังบริเวณจุดขึ้นรถชัตเติลบัสที่ให้บริการฟรีตลอดช่วงเทศกาล

หน้าสถานี Jinbu ก็จะได้เจอมาสคอตของกีฬาโอลิมปิกปีนี้

ข้างหน้าจะเป็นจุดจอดรถบัส ซึ่งเขาใช้ตัวย่อว่า “TS” ครับ มาจาก Transport Spectators โดยจะมีตัวเลขกำกับประจำป้ายเอาไว้ จะไปชมสนามกีฬาไหน เขาจะมีตัวเลขระบุไว้ครับ เช่น จะเดินทางจากสถานี Jinbu ไปยังสนามกีฬา Gangneung Olympic Park จะต้องนั่งสาย TS30 เป็นต้น

รถเป็นเหมือนรถทัวร์บ้านเราเลยครับ รถจะออกทุกๆ 10-15 นาที แล้วแต่คัน ก็จะเป็นบรรยากาศคนมาเดินรอต่อคิวนั่ง มีอาสาสมัครมาคอยให้บริการแบบไม่กลัวหนาวกันเลย อดทนจริงๆ เพราะวันที่ไปอากาศติดลบ 10 กว่าๆได้ ท่ามกลางลมที่แรง แต่ก็ไม่มีใครแสดงสีหน้าเสียให้เห็นเลย

คนที่มาชมก็ต้องรอต่อแถวกันตามระเบียบ รถเต็มไม่มีใครได้ไปต่อ ต้องรอคันต่อไป ก็ถือเป็นระเบียบที่เขาดูแลและรักษามาตรฐานความปลอดภัยเป็นอย่างดี

สนามกีฬา Gangneung Olympic Park

เดินทางจากสถานี Jinbu มาถึงบริเวณสนามใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ รถพามาจอดในจุดจอดรถบัส ซึ่งห่างจากตัวสนามประมาณ 500 เมตร ต้องเดินเข้าไปนิดหน่อย ผมเดินทางมาที่สนามคังนึงโอลิมปิกปาร์คก็เพราะว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่จัดพิธีเปิดและพิธีปิดนั่นเอง และเท่าที่ศึกษาข้อมูลมา ที่นี่มีบูธจากผู้สนับสนุนกีฬาในครั้งนี้มาเปิด คิดว่าน่าจะไปเดินดูได้เพลินๆ

ตั๋วเข้าชมบริเวณสนามกีฬา 2,000 วอน (ประมาณ 60 บาท)

มาที่นี่ไม่ได้กะดูกีฬาอะไรเป็นพิเศษครับ เพราะเท่าที่สำรวจราคาบัตรเข้าชมกีฬาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว สำหรับช่วงเสาร์อาทิตย์ เลยตั้งใจมาดูแต่บริเวณรอบๆสนามกีฬา ซึ่งบัตรที่เข้าชมสนามกีฬาก็อยู่ที่ 2,000 วอนเท่านั้นครับ สามารถไปซื้อหน้า Ticket Box ได้เลย แต่ว่า!! เนื่องจากผู้สนับสนุนของกีฬาโอลิมปิกนี้เป็น VISA ในการชำระเงินนั้น จะต้องใช้บัตร VISA หรือเงินสดเท่านั้น! คนเกาหลีเองที่ไม่ได้เตรียมตัวไปดีๆ ก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ทำให้เสียเวลา ต้องไล่หาเงินสดกันวุ่นวาย แม้สังคมที่นี่จะเป็นสังคมไร้เงินสด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบัตรจะเป็น VISA กันทุกคนนี่นา 🙁

ได้บัตรเข้ามาแล้วก็ต้องมาสแกนหาวัตถุต้องสงสัยกันล่ะครับ ขั้นตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากที่ทุกท่านอาจจะเคยเห็นในสนามบิน เรียกว่าวุ่นวายพอสมควร เครื่องดื่มและอาหารไม่สามารถนำเข้าได้ ต้องทิ้งอย่างเดียว ดังนั้นใครที่ตั้งใจจะไปชมกีฬาอะไร หรือสวนสนุกต่างๆ บางทีมันจะมีกฏระเบียบเล็กๆพวกนี้ ก็อยากให้ทุกคนเตรียมตัวไปกันให้ดีๆครับ

เข้ามาแล้วก็จะเห็นธงชาติเรียงราย.. ด้านหลังจะเป็นเวทีสำหรับมอบเหรียญประจำวันครับ ซึ่งเขาจะมีพิธีกันทุกๆเย็น

เดินเข้ามาก็จะเห็นบูทต่างๆมากมาย เรามาเริ่มจากบูทของ Samsung กันครับ ซึ่ง Samsung เป็นพาร์ทเนอร์ด้านไอทีของงานนี้ หลักๆก็เป็นการจัดแสดงนวัตกรรมของ Samsung มีทั้งบ้านอัจฉริยะ (Smart home), Smartphone ของ Samsung เรียกว่ามาจัดแสดงเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ของ Samsung กันเลย

ที่ชอบคือเขามีคบเพลิงให้ได้ถ่ายรูปเล่นๆด้วย ~

ไฮไลท์เด็ดของปีนี้คงหนีไม่พ้น Samsung Galaxy Note 8 : Olympic Edition เป็นสี Shiny white วิ้งวับ สวยงาม รุ่นพิเศษที่ทำออกมา 4,000+ เครื่องแจกให้กับนักกีฬาทุกคนเลยทีเดียว มาดูตัวเครื่องซะก่อน เรียกว่าสวยงาม ถ้าทำขายก็คงขายดีจริงๆ แต่ทว่า งานนี้ไม่มีทำขาย มีแต่เป็นเคสโทรศัพท์ขายแยกเฉยๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เดินออกมาก็มีเป็น Official Store ครับ รวมสินค้าอย่างเป็นทางการของการจัดกีฬาครั้งนี้ หลายๆอันก็น่าหิ้วกลับบ้านเหมือนกัน ตั้งแต่ตุ๊กตา นาฬิกา เสื้อผ้า … แต่เขาก็เปิดขายออนไลน์ด้วยนะ มี Online Store อยู่

มาถึงนี่แล้ว ต้องเดินขึ้นมาบริเวณอัฒจันทร์จะเห็นแท่นคบเพลิงครับ ก็ถ้ามาแล้วก็มาดูกันให้สุด..

หนาวได้ใจครับ วินาทีนั้นลมแรงมากๆ อยากจะเปลี่ยนสถานที่ ไปที่ที่อุ่นให้เร็วที่สุด … ผมเลยตั้งเป้าหมายว่า วันนี้ขอไปสำรวจสนามที่ใช้ในการแข่งขันอีกสักสนามครับ

ก่อนหน้าที่ที่เล่าให้ฟังว่าการหาตั๋วชมกีฬาช่วงใกล้เทศกาลนั้นหายากและราคาแพง เผอิญว่าโชคดีไปเจอกีฬานึงที่ตั๋วราคาไม่แพงครับ ตอนแรกบอกว่าเต็ม หลังๆมาเปิดให้ซื้อเพิ่ม เข้าใจว่าการจำหน่ายตั๋วตัวเลขมีการอัพเดตตลอดเวลา แม้ว่าจะใกล้เวลาแข่งเต็มทีก็เถอะ ยังพอสามารถหาตั๋วถูกๆไปชมกีฬาได้ ซึ่งตั๋วก็มีตั้งแต่ราคาหลักร้อย ไปจนถึงหลักพันเลยทีเดียว เสร็จจากนี้ผมเลยมุ่งหน้าไปต่อที่สนาม Alpensia Ski Resort ครับ

การเดินทางสามารถนั่งรถชัตเติลบัส (TS) เชื่อมจากสนาม Gangneung Olympic Park ได้เลย โดยจุดขึ้นรถจะอยู่ทางออกประตู 3 ของสนาม เดินตรงไปเรื่อยๆ + ถามเส้นทางจากอาสาสมัคร ก็จะพาเราไปขึ้นรถสาย TS7 เพื่อเดินทางไปยังสนามสกี Alpensia Ski Resort ครับ

ชม Cross Country ski ที่ Alpensia Ski Resort

เดินทางมาถึงที่ป้าย TS7 ครับ ก็พบว่าจุดจอดรถส่วนใหญ่ ไม่ได้ไปจอดใกล้สนามเลย ยังคงต้องเดินเข้าไปอีกหลายร้อยเมตร อาศัยเดินตามเขาไปครับ ตอนนั้นใครมีบัตรก็ต่อแถวเข้าได้เลย ผมก็อาศัยช่วงต่อแถวจองบัตรอย่างว่องไว ผ่านหน้าเว็บของผู้จัดงาน (และต้องชำระด้วยบัตร VISA ตามระเบียบ) ก่อนที่จะต้องเอาไปแลกตั๋วที่จุดขายตั๋ว จริงๆก็สามารถซื้อตั๋วได้จากจุดจำหน่ายตั๋วได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ชัวร์ว่าจะได้ตั๋วหรือเปล่า แถมยังต้องเสียเวลาสนทนากันอีก แต่ถึงซื้อตั๋วออนไลน์มากันแล้ว ก็ยังต้องรอกันอีกอยู่ดีนั่นแหละครับ เพราะว่าคนเยอะมากๆ !

ฝูงชนกำลังเข้าแถวเพื่อเข้าชมกีฬา

ได้ตั๋วยืนมาในราคา 20,000 วอน หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 600 บาทครับ เป็นกีฬา Cross-Country Skiing ซึ่งไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกีฬานี้เลยครับ 555  วินาทีนี้เน้นถูกและความแปลกใหม่อย่างเดียว

ได้ตั๋วมาแล้วก็ต้องไปสแกนวัตถุต้องสงสัยกันตามระเบียบครับ พร้อมกับเดินไปหลายร้อยเมตรเพื่อเข้าไปจุดจัดแข่งขัน ซึ่งอยู่ในตัวสกีรีสอร์ท

แถวเรียงยาวกันเป็นระเบียบมาก

เดินมาจนถึงจุดตั๋วยืนกันแล้วครับ เป็นลานกว้างๆหลายชั้น เรียกว่าเดินง่าย คล่องตัว กันเลยทีเดียวครับ

ก่อนเกมเริ่มประมาณหนึ่งชั่วโมงครับ ที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังคงโล่งๆอยู่

ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นตั๋วนั่งครับ ความแตกต่างไม่ค่อยมีอะไร ยังคงต้องกลางแจ้งท้าลมหนาวเช่นกัน ตั๋วนั่งนี่อยู่ประมาณ 70,000 วอน (ประมาณ 2,100 บาท)

ตั้งใจมาดูบรรยากาศอย่างเดียว และอากาศที่เย็นยะเยือก ลมแรงมากขนาดอุณหภูมิ feel like ของวันนั้นคือ -20 องศา !! ผมอยู่ตรงนั้นได้ประมาณชั่วโมงก็ต้องขอบาย และออกมากลับมาที่จุดขึ้นรถบัสครับ ขอกลับไปตั้งหลักที่สถานี.. และถ้าคุณผู้อ่านสังเกตดีๆ ผมยังไม่ได้พูดถึงของกินที่เมืองนี้กันเลยยย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า “ผมยังไม่ได้กินอะไรทั้งวันเลยครับ” ก็เลยต้องขอกลับไปตั้งหลักที่สถานี Jinbu แบบด่วนๆ

เดินออกมาบริเวณจุดที่เขาเอาเรามาปล่อยนั่นล่ะครับ รอบนี้นั่งรถบัสสาย TS4 กลับไปที่สถานี

จากสนามถึงสถานีประมาณ 20 นาทีครับ

เลยกลับมาเดินสำรวจสถานีแบบละเอียด… ทุกอย่างดูประณีตหมดครับตั้งแต่

พิพิธภัณฑ์กีฬาโอลิมปิกแบบย่อมๆ สรุปการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในเกาหลี
มาสคอตกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ ก็มีจุดให้ถ่ายรูปด้วยเต็มไปหมด

มีจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ เอาคนมาแต่งชุดฮันบกพร้อมถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวทั่วสถานีครับ

ห้องน้ำที่นี่เขาก็ทันสมัยนะครับ มีจอมอนิเตอร์บอกตั้งแต่ทางเข้าด้วยว่าห้องว่างหรือเปล่า! เดี๋ยวนะ!?!

แต่ทว่าสิ่งที่พอจะคาดเดาได้จากการที่สถานีเป็นอีกหนึ่งสถานีที่วุ่นวายเพราะรองรับนักกีฬาและผู้เข้าชมตลอดทั้งวัน สิ่งที่พอจะคาดเดาได้ไม่ยากก็คือ… “ของกินหมด” ครับ !! 

 

 

 

 

 

 

ก็ได้ไส้กรอกไมโครเวฟกับขนมกินเล่น พอให้หายหิว ประทังชีวิตไปชั่วคราว … พูดถึงร้านอาหารที่นี่ก็มีค่อนข้างเยอะนะครับ แต่ด้วยช่วงเทศกาลทุกอย่างก็ดูอัพราคา บวกกับได้ยินข่าวเกี่ยวกับไวรัสโนโรที่มาระบาดแถวๆนี้ ก็เลยทำให้ไม่กล้ากินอะไรที่นี่เลย U_U .. ไม่เป็นไรครับของกินอร่อยๆที่โซลยังรออยู่ เลยอดใจไว้รอกลับโซลแล้วค่อยว่ากันอีกที

บรรยากาศสถานี Jinbu ยามค่ำคืน ชานชาลาฝั่งขากลับโซล

กลับมาถึงโซลก็จัดไปเลยครับ ซุปข้าวต้มถั่วงอก… (콩나물국밥) ร้อนๆ ต้านภัยหนาวสุดๆของวันนี้ครับ

ความรู้สึกกับกีฬาโอลิมปิกในเกาหลี

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ในกีฬาระดับโลกซึ่งมาจัดกันถึงที่เลย ก็ได้เห็นถึงความลงทุนของเกาหลีใต้สำหรับการจัดงานนี้ ตั้งแต่การลงเม็ดเงินสำหรับสิ่งก่อสร้าง ตั้งแต่สนามกีฬาใหม่, รถไฟความเร็วสูงเส้นทางใหม่ ตรงจากสนามบินอินชอนไปถึงสนามกีฬาจากสุดทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันตก ซึ่งถือเป็นการลงทุนใหญ่พอสมควร! ก็ถือว่าเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับกีฬานี้พอสมควร อีกเรื่องหนึ่งคงเป็นการที่เกาหลีใต้พยายามนำกีฬานี้เชื่อมความสัมพันธ์เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือด้วย อันนี้จริงๆเป็นการเมืองที่ซ่อนอยู่เบาๆครับ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศที่ไปเห็นมาเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นสีสันโดยภาพรวมของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวรอบนี้ล่ะครับ

ก็เรียกว่าพอหอมปากหอมคอสำหรับบรรยากาศของกีฬาโอลิมปิกในเกาหลีใต้ ในตอนหน้าจะมีเรื่องอะไรมานำเสนอก็อย่าลืมติดตามบล็อกของเฟรมคุงตอนต่อๆไปกันด้วยนะครับ 🙂

 

8 เหตุผลที่ต้องไปเยือนกรุงโซลสักครั้งในชีวิต!

 

Source: Education First

ปัจจุบันกรุงโซลเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ใครๆก็หลงรัก เมืองหลวงของประเทศเกาหลีใต้ เป็นทั้งศูนย์กลางแฟชั่น ไปจนถึงสถาปัตยกรรมและธุรกิจ เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และความโดดเด่นมากมาย รอให้คนที่มาเยี่ยมค้นหา ไม่ว่าจะมาเที่ยวหรือเรียนภาษาเกาหลี นอกจากนี้กรุงโซลยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองไว้ ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ไปจนถึงอาหารที่มีชื่อเสียง สถาบันสอนภาษา EF Education First ได้รวบรวม 8 เหตุผลดีๆ 8 ข้อว่าทำไมโซลถึงควรเป็นจุดหมายที่คุณควรจะต้องมาสักครั้งในชีวิต

1. ศูนย์กลางแฟชั่นสร้างความประทับใจ

สำหรับคนไหนที่ไปเที่ยวกรุงโซล จะมองไปทางซ้ายหรือทางขวาก็มีแต่คนแต่งตัวดี นั่นเป็นเพราะว่ากรุงโซลขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีคนแต่งตัวทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เมืองนี้มีการจัด Fashion Week ซึ่งเป็นการแสดงแฟชั่นที่เป็นศูนย์รวมของนักออกแบบทั่วประเทศเกาหลี โดยงาน Fashion Week จะจัดขึ้นทุกเดือนมีนาคมและตุลาคมทุกๆปีเพื่อเป็นการแสดงฝีมือดีไซน์เนอร์ทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชาย

สำหรับงานในปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 19-24 มีนาคม 2561 ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปติดตามกำหนดการ และรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของผู้จัดงานได้ครับ

2. ตามรอยเพลงชื่อดัง Gangnam Style

ขอบพระคุณรูปภาพจาก Wikipedia

เชื่อว่าใครๆก็ต้องรู้จักเพลงชื่อดังของนักร้องเกาหลี PSY อย่าง Gangnam Style รู้กันหรือเปล่าว่าชื่อ Gangnam อันที่จริงแล้ว เป็นชื่อของย่านๆหนึ่งในกรุงโซล Gangnam ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของกรุงโซลเลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นทั้งศูนย์กลางทางธุรกิจและวัฒนธรรม เป็นที่ตั้งของทั้งบริษัทใหญ่มากมาย และเป็นศูนย์รวมของสถานบันเทิงยามค่ำคืนอีกด้วย มาถึงย่านนี้แล้วก็จะสังเกตได้เห็นถึงแสงไฟนีออนเต็มไปหมด มาถึงนี้ก็ไม่ควรพลาดย่านช็อปปิ้งใต้ดิน Gangnam underground shopping หรือจะนั่งรถไฟออกไปสักไม่กี่ป้าย ก็สามารถเที่ยวต่อในห้างสรรพสินค้าใหญ่ย่าง COEX รวมไปถึงวัดพงอึนซา วัดชื่อดังของกรุงโซลอีกด้วย

3. การผจญภัยตามมุมต่างๆของเมือง

 ย่านต่างๆของกรุงโซลมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป กรุงโซลประกอบไปด้วยประชากรถึง 10 ล้านคน แต่เราก็สามารถหลบหนีฝูงชนและไปผจญภัยในธรรมชาติตามอุทยานแห่งชาติต่างๆได้ เขา Bukhansan (북한산) ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงโซลเพียงแค่ 45 นาทีโดยรถไฟใต้ดิน มาถึงที่นี่ก็จะได้สูดอากาศสดชื่นของธรรมชาติ หรือใครที่เวลาเหลือ อยากจะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ ที่เขา Bukhansan นี้ ก็มียอดที่สูงที่สุด (836.5 เมตร) ไว้รอท้าทายนักท่องเที่ยวเช่นกัน ยอดนี้มีชื่อว่า Baegundae  Peak ลองสร้างเส้นทางแล้วไปเก็บภาพสวยๆกันได้

4. ตามล่าวัฒนธรรมเกาหลีที่ใครๆก็หลงใหล

ปัจจุบันมีคนทั่วโลกที่หลงใหลในวัฒนธรรมเกาหลี นอกจากเรื่อง K-pop ศิลปิน ซีรีส์เกาหลีแล้ว อาหารเกาหลียังเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคนอีกด้วย ความหลากหลายของเมนูกิมจิ เมนูผัก ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่ทำให้ใครหลายๆคน หันมาสนใจกินผักเพื่อสุขภาพกัน กรุงโซลยังถือว่าเป็นศูนย์กลางอาหารเกาหลีที่คุณสามารถหาของกินได้ทั่วทุกมุมของเมือง เอาใจนักชิม ตัวอย่างเมนูที่นักท่องเที่ยวหลายคนโปรดปราน มาเกาหลีก็ต้องมาชิมให้ได้ เช่น พุลโกกี (Bulgogi) เนื้อผัดซอสใส่วุ้นเส้น รสชาติหวานๆ ขลุกขลิกด้วยน้ำซอส, พิบิมปับ (Bibimbap) ข้าวยำเกาหลี ที่เต็มไปด้วย มากับซอสที่คลุกทานกับข้าวให้รสชาติอร่อยกลมกล่อม หรือสายเนื้อ ก็มีซี่โครงราดซอส (Galbi) แล้วไปย่าง หรืออบ หรือเด็ดกว่านั้นจุ่มชีสก็มี!

5. ย้อนเวลากลับไปหาประเทศเกาหลีในอดีต

แม้ว่าจะกรุงโซลจะขึ้นชื่อด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีบริษัทที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Samsung, LG และอื่นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชื่นชมคือการที่เกาหลีใต้ยังสามารถรักษาความดั้งเดิมของวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว คุณสามารถย้อนเวลากลับไปในอดีตของประเทศเกาหลี เยี่ยมชม 5 พระราชวังใหญ่หรือที่เรียกกันว่า Five Grand Palace หนึ่งในนั้นคือพระราชวัง คยองบกกุง (Gyeongbokgung) ที่สร้างขึ้นในปี 1937 และพระราชวังชังดอกกุง (Changdeokgung) พระราชวังในโซลที่ถูกบันทึกให้เป็นมรดกของโลกจาก UNESCO

6. เดินทางสู่โลกอนาคต!

เทคโนโลยีของประเทศนี้ขับเคลื่อนประเทศเกาหลีใต้อยู่ตลอดเวลา มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายอย่างต่อเนื่องจนทำให้ได้กลายเป็นเมืองที่ไฮเทคที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประเทศหนึ่ง กรุงโซลมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วที่สุดในโลกจนได้ขึ้นชื่อว่าเป็น Digital media city เรียกว่าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

กรุงโซลยังพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในกรุงด้วยการพัฒนาเมืองให้เป็น Smart City สามารถเข้าถึงข้อมูลการจราจร ป้ายรถเมล์ สภาพอากาศ ทำให้คุณสามารถวางแผนการเดินทางในโซลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำเสมือนว่าคุณกำลังอยู่ในโลกแห่งอนาคต

7. ทำความรู้จักประสบการณ์ Soju ที่แท้จริง!

ขอบพระคุณรูปภาพจาก Tasting Table

คติของคนเกาหลีคือ “ทำงานหนักก็ต้องเล่นให้หนักกว่า!” หรือ Work hard, play harder คนเกาหลีชื่นชอบการดื่มเป็นชีวิตจิตใจ ‘โซจู (소주)’ หนึ่งในเครื่องดื่มที่สูตรต้นตำรับจะทำมาจากข้าวและมีเปอร์เซนต์แอลกอฮอล์มากถึง 16.8 – 53 % เมื่อสังสรรค์ด้วยการดื่มแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะไปต่อกันด้วยร้านคาราโอเกะ ใครที่เคยไปตามย่านท่องเที่ยวในกรุงโซล อาจจะสังเกตเห็นคนเกาหลีมากมายอยู่ในร้านคาราโอเกะ วัฒนธรรมการร้องคาราโอเกะนั้นเป็นจุดเริ่มต้นประเทศเกาหลีมาหลากหลายศตวรรษ ถือว่าเป็นการปลดปล่อยที่ดีหลังจากการทำงานหนักมาทั้งวัน

8. เดินทางไปสู่เมืองๆอื่นในประเทศเกาหลีใต้

เมื่อคุณมาถึงกรุงโซล อย่าจำกัดตัวเองอยู่แค่กรุงโซลเมืองเดียว เพราะคุณสามารถเดินทางด้วยรถไฟ เครื่องบิน ไปเมืองอื่นๆในประเทศเกาหลีใต้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น เมืองพูซาน (Busan) หรือที่เรียกกันว่า “ไมอามีของเกาหลีใต้” หรือเกาะเชจู (Jeuju island) ที่มีชายหาดและวิวทัศน์ภูเขาไฟ ถ้าเวลาน้อยแต่อยากลองออกไปนอกกรุงโซลกันอีกสักนิด ก็มีเมืองซูวอน (Suwon) ที่นี่คุณสามารถไปเยี่ยมชมป้อมปราการฮวาซ็อง (Hwaseong fortress) หนึ่งในอีกมรดกโลกของ UNESCO และอีกหลากหลายกิจกรรมตามความสนใจ

ได้อ่านทั้ง 8 เหตุผลกันแล้ว แต่ยังรู้สึกไม่จุใจ อยากจะมาสัมผัสกับบรรยากาศเกาหลี ก็ลองให้เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในเป้าหมายการเดินทางดูสักครั้ง หรือใครที่สนใจอยากจะมาเรียนต่อที่เกาหลีเพื่อซึบซับวัฒนธรรมแบบเต็มที่ เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ สามารถติดต่อรับข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อได้จาก Education First

สนับสนุนเนื้อหาโดย : EF

Review : New Gen Airways เชียงใหม่-โคราช

อัพเดต : ล่าสุดสายการบินได้ปิดให้บริการเที่ยวบินจาก-สู่ จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ตั้งแต่หลังสงกรานต์ 2561 เป็นต้นไป

ไม่กี่เดือนก่อนก็เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อ สายการบิน New Gen Airways ล่ะครับ เพราะสายการบินนี้เป็นสายการบินแรกๆที่มาเปิดให้บริการในจังหวัดนครราชสีมา หลังจากที่สนามบินต้องปิดไปช่วงหนึ่ง และกลับมาเปิดให้ใช้งานอีกครั้งหลังปรับปรุงรันเวย์ เรียกว่ามาบินนำร่องสายการบินอื่นๆไปก่อน และตอนนี้ก็ได้เริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา

ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวที่เชียงใหม่พอดีครับ เที่ยวเสร็จก็จะกลับบ้านที่โคราช จึงให้เครื่องบินเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และก็ต้องการเก็บข้อมูลเล็กๆน้อยๆด้วยล่ะครับว่า สนามบินนครราชสีมามีความพร้อมแค่ไหนในการที่จะเปิดใช้สนามบิน

ผมเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ ออกเดินทางวันที่ 1 มกราคม เลยครับ สำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านเคาน์เตอร์เช็คอิน ซึ่งอยู่ในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ สนามบินเชียงใหม่ เป็นบูธเล็กๆ มีพนักงานอยู่ 1 คน คอยให้ข้อมูลและบริการจอง สามารถจองทุกเส้นทางได้จากที่นั่น โดยเอกสารที่ต้องใช้สำหรับคนไทย ก็มีบัตรประชาชน ครับ สามารถชำระด้วยบัตรเครดิต-เดบิต ได้ออกเอกสารการจองจากตรงนั้นให้เลย

บูธจำหน่ายตั๋วจะอยู่กึ่งกลางของอาคารผู้โดยสารในประเทศเลยครับ สำหรับสนามบินเชียงใหม่

ค่าโดยสาร เพราะเป็นช่วงเทศกาลครับ เดินทางช่วงนี้ค่าโดยสารตกอยู่ที่ 2,400.50 บาท ต่อเที่ยว โดยราคาในช่วงนอกเทศกาลนี้ อ้างอิงจาก EventPop อยู่ที่ 1,999 บาท/เที่ยว

เที่ยวบิน จากเชียงใหม่ไปโคราช มี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ (4 รอบ/สัปดาห์) เดินทางจากเชียงใหม่ 10.30 น. มาถึงโคราช 11.55 น. ส่วนตัวถือว่าเวลาค่อนข้างโอเค ไม่เช้าเกินไป ใครเดินทางไปท่องเที่ยว ออกจากโรงแรมที่อยู่ในตัวเมืองเผื่อเวลานิดๆหน่อยๆก็ยังทัน เคาน์เตอร์ปิด 45 นาทีก่อนเดินทางครับ

เคาน์เตอร์เช็คอินจะอยู่บริเวณประตู 5 ของสนามบินเชียงใหม่ครับ มีอยู่ 3 เคาน์เตอร์คอยให้บริการ คิวไม่ยาวเลย

น้ำหนักกระเป๋า สายการบิน New Gen ให้โหลดได้ 10 กก. ครับ และกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (carry on) ไม่เกิน 5 กก. โดยถ้าเกินสามารถซื้อเพิ่มได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ โดยคิดเป็นเรท ถ้าเกิน 0-5 กก. แรกจะอยู่ที่ 300 บาท 6-10 กก. อยู่ที่ 550 บาท 11-15 กก. อยู่ที่ 750 บาท ทั้งนี้เป็นราคาโปรโมชั่นครับ ตอนนี้ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้แนะนำให้เช็คกันอีกที กระเป๋าเอาจริงๆถ้าไม่ใหญ่เวอร์จนเกินไป ก็ไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่นะครับ

หน้าตา Boarding Pass

ผ่านด่านตรวจค้นสัมภาระเข้ามาแล้วก็จะถึงหน้าเกทเลยครับ ที่สนามบินเชียงใหม่ก็จะประมาณนี้ เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านของฝาก จับจ่ายซื้อของได้

มาดูฝั่งของหน้าเกทสายการบิน New Gen ในช่วงเทศกาลกันบ้าง ก็จะเห็นว่าผู้โดยสารค่อนข้างเยอะ และเท่าที่เห็นโดยสังเกตก็พบว่าไฟลท์นี้เกือบเต็ม แสดงว่าคนให้ความสนใจในเที่ยวบินนี้อยู่พอสมควรเลย

มาดูบรรยากาศภายในเครื่องกันบ้างครับ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีสายการบิน low cost ทำเส้นทางโคราช-เชียงใหม่ เช่นกัน แต่ตอนนั้นเป็นเครื่องบินลำเล็กๆล่ะครับ ใครที่กังวลว่าจะได้เครื่องบินลำเล็ก เครื่องส่าย งานนี้ก็ไม่ต้องกังวลครับ เพราะลำนี้เป็นโบอิ้ง 737-400 มี 6 ที่นั่ง/แถว แบบนี้นี้ครับ

ความกว้างเทียบมาตรฐานเที่ยวบินในประเทศทั่วไปเลยครับ ส่วนตัวคิดว่าเก้าอี้ไม่แคบเลย เบาะอาจจะเก่าไปนิด แต่ก็นั่งสบาย สิ่งของที่ขายบนเครื่องก็ไม่ได้มีเยอะและเป็นภาษาจีน

หลังจากเสร็จสิ้นการสาธิตการใช้อุปกรณ์แล้ว ไม่กี่สิบนาทีพนักงานบนเครื่องก็เริ่มทำการเสิร์ฟอาหารว่างครับ เป็นถั่วกับน้ำดื่ม (ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปกติมีให้หรือเปล่าหรือว่าเป็นเพราะช่วงนี้เพิ่งเปิดให้บริการ)

พนักงานบริการดีและเป็นกันเองครับ ระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างสั้น ในนี้เขียนไว้ประมาณ 85 นาที แต่เดินทางจริงกัปตันประกาศบอกว่าใช้เวลาประมาณ 45 นาที จากกำหนดการถึงสนามบินนครราชสีมา (NAK) 11.55 น. ประมาณ 11.40 น. ก็ได้ลงจากเครื่องแล้วครับ

ตอนลงจะเป็นบันไดแบบนี้

ถึงแล้วครับ ท่าอากาศยานนครราชสีมา เพิ่งจะมีโอกาสได้มาที่นี่เหมือนกัน แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อเสียงว่าอยู่ห่างจากตัวเมืองมาก ซึ่งก็จริงอย่างว่าครับ ตอนเครื่องกำลังจะแลนด์ดิ้ง บริเวณรอบๆนี้มีแต่ป่า เห็นแต่ต้นไม้อย่างเดียวเลย

ท่าอากาศยานนครราชสีมา สนามบินนครราชสีมา โคราช
ท่าอากาศยานนครราชสีมา

พอออกมาแล้วก็จะถึงจุดรับกระเป๋าเลยครับ อาคารเล็กมาก รอกระเป๋าประมาณ 10 นาที

รับกระเป๋าเสร็จออกมาก็เจอหน้าอาคารเลยครับ บริเวณทางออกจะมีบริการรถตู้ส่งถึงเดอะมอลล์ ซึ่งเป็นความร่วมมือของสายการบินกับทางห้างที่ให้บริการรถตู้ มีค่าบริการ 130 บาท/คน รอบนี้ไม่ได้ใช้บริการ แต่เท่าที่สอบถามจากพนักงาน คนเต็มรถก็ออกเลยครับ (เพื่อเป็นข้อมูล ระยะทางจากสนามบินไปห้างเดอะมอลล์ ตัวเมืองนี้ 34 กม.) หรือออกมาข้างนอกก็มีบริการเรียกแท็กซี่ให้เช่นกัน

ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปในเมืองก็ขอเข้าไปสำรวจอาคารหน่อยล่ะครับ สนามบินนครราชสีมา ตัวอาคารมี 2 ชั้น แต่เนื่องจากตอนนี้ มีผู้ให้บริการเพียงแค่รายเดียว คือสายการบิน New Gen ทั้งอาคารก็เลยมีจุดจำหน่ายตั๋วแค่ของ New Gen และก็เหมือนกลายเป็นตึกของ New Gen ไปโดยปริยาย – –

ลองขึ้นมาสำรวจชั้นสอง ถ่ายลงมาก็จะได้ภาพประมาณนี้ครับ ตรงนี้มีร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นร้านขายขนมเล็กๆ ร้านเดียวทั้งชั้น ส่วนใหญ่ชั้นสองนี้เป็นส่วนอาคารอำนวยการครับ

ภาพถ่ายมุมกว้างของชั้น 2 สนามบินโคราช

เส้นทางเข้าตัวเมืองก็จะประมาณนี้…

ถนนหน้าสนามบินค่อนข้างโอเคเลย ทางตรงนี้มีแต่ป่า สนามบินหาไม่ยาก แต่ก็ยังคอนเฟิร์มว่าไกลจากตัวเมืองอยู่ดี ใครที่วางแผนเดินทางสำหรับเส้นทางไกลๆอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต สำหรับผมอาจจะไม่ค่อยลังเลเท่าไหร่ แต่เส้นทางใกล้ๆอย่างกรุงเทพฯ ก็อย่างว่าล่ะครับ แล้วแต่โอกาสและความสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาล สนามบินโคราชอาจจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีกว่ามากๆเลยก็ได้

สิ่งที่ชอบ

  • ที่นั่ง นั่งสบายดีครับ พนักงานบนเครื่องให้การบริการดี
  • กระเป๋า มีให้โหลดพื้นฐาน 10 กก. โดยไม่ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่ม

ข้อสังเกต

  • การจองยังไม่สามารถผ่านออนไลน์ได้ (แต่คิดว่าน่าจะมีเร็วๆนี้)
    ล่าสุด : เปิดให้จองออนไลน์ได้แล้ว แต่เป็นการจองผ่านเว็บไซต์จองตั๋ว EventPop
    ล่าสุด (อีก) : ปิดให้บริการไฟลท์จากจังหวัดนครราชสีมาแล้ว (เมษายน 2561)
  • รอบบิน ตอนนี้อาจจะไม่เยอะและรองรับผู้โดยสารได้ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยเฉพาะเส้นทาง กรุงเทพ-โคราช ที่มีเพียงแค่สัปดาห์ละรอบเท่านั้น (ดอนเมือง-โคราช เฉพาะวันศุกร์ และ โคราช-ดอนเมือง เฉพาะวันจันทร์)
  • ตัวสนามบินอยู่ไกลจากตัวเมือง ไม่มีรถให้บริการสาธารณะเช่นรถบัส รถเมล์ วิ่งผ่าน ต้องนั่งแท็กซี่หรือรถตู้ไปซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง

รายละเอียดอื่นๆ ก็ลองเข้าไปอ่านได้จากเว็บไซต์ WeKorat ที่เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเที่ยวบินและเวลาจาก ลิงก์ นี้ได้เลยครับ