ตามลายแทงซากุระ 4 วัน 4 เมืองย่าน Kansai 2018

มาแถบโอซาก้าก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโอกาสได้มาถูกช่วงซากุระสักทีครับ รอบนี้มีโอกาสได้มาในช่วงพีคที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวอีกหนึ่งช่วง นั่นก็คือฤดูใบไม้ผลิครับ มาตามหาสัญลักษณ์ของฤดูนี้ นั่นก็คือ “ซากุระ” นั่นเอง

สรุปการเดินทาง

ช่วงเวลาเดินทาง : 29 มีนาคม – 1 เมษายน
สถานที่เที่ยว : แถบคันไซ (Kansai) เที่ยวในเมือง โอซาก้า, เกียวโต, โกเบ และนารา
ลงที่สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport : KIX)
อินเทอร์เน็ต : Sim2Fly ตอนแรกเช่า Pocket Wifi ไปจากเกาหลี แต่เกิดปัญหาชาร์จไฟไม่ค่อยเข้า เลยเปลี่ยนมาใช้ Sim2Fly ของ AIS ก็พบว่าใช้งานได้ไม่มีปัญหาอะไรครับ
ที่พัก : จอง AirBNB แถวสถานี Shin-Imamiya ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า

เล่านิดนึงครับว่าก่อนหน้านี้ จองตั๋วเครื่องบินและที่พักไปล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ตั๋วก็ยังคงแพงมาก และที่พักก็ไม่ค่อยมีครับ การันตีความเป็น high season จริงๆ

เริ่มต้นเดินทางจากโซล, เกาหลีใต้

หน้าตาของรถบัสกลางคืน (8,000 วอน)

ไฟลท์ไปญี่ปุ่น เป็นไฟล์จากเกาหลี อินชอน ไปลงที่โอซาก้าครับ เป็นไฟลท์เช้ามาก เครื่องออกตอน 07.05 น. ซึ่งก็หมายความว่าควรจะต้องถึงสนามบินราวๆ 2 ชม. นั่นก็ถือถึงสนามบิน 05.05 น. ! งานนี้ก็เลยแทบไม่ต้องหลับต้องนอนกันล่ะครับ อีกอย่างคือรถไฟฟ้าก็วิ่งประมาณตี 5 ซึ่งกว่าจะไปถึงสนามบินก็อาจจะไม่ทันเอาได้ เลยเป็นครั้งแรกที่ได้ลองนั่ง Late Night Bus (심야 버스) ครับ ซึ่งจะเป็นรถไปสนามบินที่วิ่งดึกๆ ใครที่ไฟลท์ดึก หรือเช้ามาก ก็แนะนำครับ

ตารางเวลาการเดินรถของ Night Limousine Bus สามารถเข้าไปเช็คได้จากเว็บไซต์นี้ครับ ซึ่งเราอาจจะต้องไปขึ้นรถตามสถานีหลักๆ ที่อยู่ใกล้กับที่พัก ใครไม่ได้มาเปล่ียนเครื่องหรือทำธุระอะไรในเกาหลีก็ข้ามตรงนี้ไปได้เลย…

Day 1 : OSAKA

มาจากเกาหลีด้วยอาการงัวเงียๆ ยังไม่ทันตื่นดี ก็ถึงญี่ปุ่นแล้วครับ จากเกาหลีมาญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 2 ชม. ถึงสนามบินก็ให้เดินตามเส้นทางมา Immigration นั่งรถไฟ Shuttle เข้ามาในอาคารตม. ครับ และสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องรู้เกี่ยวกับ ตม.ญี่ปุ่น ก็คือการกรอกใบคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น สำหรับใครที่พัก AirBNB ซึ่งเจ้าของบ้านจะเขียนที่อยู่ให้ แต่ในตม.ญี่ปุ่น คนตรวจแถวมักจะขอตรวจช่องที่พักของเรา และดูว่ามีคำว่า “Hotel” หรือไม่ สายตาจดจ่ออยู่กับคำนี้คำเดียวจริงๆ ก็เลยขอแนะนำสำหรับใครที่จองที่พักผ่าน AirBNB เขียนชื่อเจ้าของบ้าน แล้วตามด้วย Hotel หรือ Guesthouse เอาไว้ ก็จะไม่โดนให้กลับไปเขียนใหม่ครับ

แพลนเที่ยววันแรกที่โอซาก้า วันนี้คือ  ปราสาทโอซาก้า (Osaka castle)  และ   พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan Aquarium)   เที่ยวรอบนี้เป็นการเที่ยวให้ครบ เพื่อเก็บบรรยากาศของช่วงฤดูใบไม้ผลิให้เต็มที่จริงๆ

ผมจองตั๋วสำหรับเข้าอควาเรียมมาจาก เว็บไซต์ Klook ครับ เป็นเว็บจองตั๋ว จองแพ็คเกจ ไม่อยากเสียเวลาต่อแถวและอยากมีตั๋วพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวก็เลยจองไปก่อนครับ แล้วเราสามารถมาขึ้นตั๋วในเคาน์เตอร์ของ HIS สนามบินคันไซ ชั้น 1 อาคารผู้โดยสารขาเข้าได้ ออกมาจากตม. ตรงมาก็จะเห็นเคาน์เตอร์เต็มไปหมด สามารถนำสลิปจากโทรศัพท์หรือพิมพ์มาเพื่อขึ้นตั๋วได้ทันที

เดินทางในย่าน Kansai ใช้บัตร ICOCA !

เที่ยวญี่ปุ่นครั้งก่อนๆ ผมจะชอบเช็คราคาโดยสารจากเว็บ Hyperdia.net ซึ่งเป็นเว็บไซต์คำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นรอบๆครับ ว่าจากสถานีนี้ไปสถานีนี้ ใช้เงินเท่าไหร่ แล้วเราก็ซื้อตั๋วเป็นรอบๆไป รอบนี้ไม่ทำแบบนั้นแล้ว  เราจะมาลองใช้ บัตร ICOCA บัตรโดยสารที่เราสามารถเติมเงินเข้าไปแล้วก็ไปแปะที่ประตูทางเข้า ตลอดทั้งทริปลองใช้ดูสะดวกกว่าเยอะเลย!! ค่าบัตร 2,000 เยน โดยจะมีเงินให้แล้ว 1,500 เยน (500 เยน เป็นค่ามัดจำ) แนะนำสำหรับใครที่จะเดินทางท่องเที่ยวในย่าน Kansai แล้วไม่อยากเสียเวลากับการคำนวนค่าใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละรอบ ซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ แนะนำให้ซื้อบัตร ICOCA จากสถานีรถไฟใหญ่ๆดูครับ เลือกซื้อและเติมเงินก็เติมผ่านตู้ได้เลย หรือถ้าอยากเตรียมตัวไปล่วงหน้าหน่อย ก็สามารถซื้อได้จากเว็บ Klook ที่พูดถึงไปตอนต้นได้อีกเช่นกัน ที่สำคัญบัตรนี้ไม่ใช่เแค่สำหรับใช้เดินทางอย่างเดียว สามารถใช้จ่ายของในร้านสะดวกซื้อได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบพกเหรียญไว้กับตัวเยอะๆ

หน้าตาของบัตร ICOCA ครับ เป็น IC Card สามารถเอาไปแปะใช้จ่ายซื้อของตามร้านสะดวกซื้อ รถไฟฟ้า ได้หมดเลยในย่าน Kansai

จองตั๋วเข้าชมก่อน VS ซื้อหน้างาน
ข้อเสียของการจองตั๋วมาก่อน คือ ต้องระบุเวลาในการชมที่แน่นอนครับ หากแผนยังไม่มั่นใจว่าจะไปวันไหน อากาศจะเหมาะกับการเดินทางหรือเปล่า ไปซื้อที่หน้าอควาเรียมก็ได้ครับ จำได้ว่าวันนั้นคนไม่เยอะเท่าไหร่

เนื่องจากเจ้าของบ้านบอกว่าเก็บบ้านให้แล้ว พร้อมเช็คอินได้เลย ก็ไม่รอช้าครับ เอากระเป๋าไปเก็บก่อน จะได้เดินตัวลอยไปเก็บบรรยากาศที่ปราสาทโอซาก้า จุดที่เราจะได้ชมซากุระจุดแรก !!

ที่พัก AirBNB ในญี่ปุ่น

พูดถึงที่พักที่จองผ่าน AirBNB ครับ รอบนี้ที่พักแอบหายากกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก่อนหาถูกๆใกล้กับสถานี Namba ซึ่งใกล้สถานที่ท่องเที่ยวได้ไม่ค่อยยาก แต่พอเป็นช่วง high season นอกจากจะค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นแล้ว ที่พักดีๆใกล้ๆ ก็ถูกจองอย่างรวดเร็วด้วยล่ะครับ

มาเจอห้องพักเล็กๆ เป็นห้องแบ่งมาจากบ้านหลังใหญ่อีกที แต่สะดวกสบายตรงติดกับสถานีรถไฟหลักๆที่ใกล้เมือง ปกติถ้าไม่ได้ที่พักใกล้สถานี Namba ก็มักจะหาที่ออกมาจากตัวเมืองหน่อย แต่ต้องสามารถตรงไปสนามบินต่อได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง อย่างเช่นสถานี Shin-imamiya (แต่ย่านนี้กลางคืนแอบเปลี่ยวหน่อยๆสำหรับผู้หญิงครับ) ห้องนี้ตกคืนละประมาณ 2,400 บาท มีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ใกล้ร้านสะดวกซื้อ

องค์ประกอบห้องน้ำพื้นฐานญี่ปุ่น ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ห้องน้ำก็จะต้องมีอ่างอาบน้ำให้ได้แช่กันเสมอๆ

มุ่งหน้าสู่จุดชมซากุระจุดแรก!

การเดินทางไปปราสาทโอซาก้า สามารถเดินทางได้หลายเส้นทางครับ สำหรับใครที่ซื้อ Kansai Thru Pass ไปลงที่  สถานี Morinomiya  จะไปโผล่ตรงหน้าสวนสาธารณะที่อยู่หน้าปราสาทพอดีครับ

เดินออกจากประตูมาก็เห็นคนที่ตั้งหน้าตั้งตามาคอยชมซากุระกันล่ะครับ เห็นรุ่นคุณลุงพกกล้องเทพๆ มาเตรียมเก็บภาพก็นับถือเลยว่าคนญี่ปุ่นนั้นมีวัฒนธรรมการชมดอกไม้กันเป็นชีวิตจิตใจ

ทางเข้าเต็มไปด้วยร้านขายต้นไม้และดอกไม้ ให้เห็นเต็มไปหมด เห็นแล้วสบายตาจริงๆ

เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะได้เริ่มเห็นต้นซากุระเต็มไปหมด จุดนี้สำหรับผมคิดว่าเป็นแลนด์มาร์คของโอซาก้าและยังเป็นจุดแรกที่ได้เห็นซากุระแบบอลังการแบบนี้

แต่ละจุดก็จะเห็นคนเอาเสื่อมาปู นั่งคุยนั่งเล่น เห็นแล้วก็อยากพกเสื่อมาปูแล้วนั่งเล่นชิวๆซะเหลือเกิน…

ใช้เวลากับตรงนี้อยู่สักพักใหญ่ๆเลยล่ะครับ อาจจะเป็นเพราะไม่เคยเห็นซากุระเยอะแบบนี้มาก่อน เป็นคนรักธรรมชาติ รักน้ำ รักปลา และรักซากุระ

เดินมาเรื่อยๆ จนถึงปราสาท ซึ่งใช้เวลาอยู่สักพักเหมือนกัน

มาถึงตรงนี้ ก็อยากมาเก็บภาพบริเวณรอบๆปราสาทสักเล็กน้อย ปราสาทโอซาก้าที่เหมือนเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของโอซาก้าครับ

เดินอยู่สักครู่ ก็สร้างเส้นทางสู่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกันต่อ…~  อาจจะไม่ได้ลงในส่วนของรายละเอียดภายในปราสาท ใครที่อยากรู้ว่าภายในปราสาทมีอะไร เฟรมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกตอนเก่าครับ)

ใช้ Google Maps นำเที่ยวในญี่ปุ่น

การเดินทางในญี่ปุ่นหลังๆสะดวกและง่ายขึ้นครับ ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่ลองใช้ Google Maps ในการค้นหาเส้นทาง แนะนำการเดินทางตลอดจนดูรอบรถไฟทั้งหมด เพื่อทดสอบว่าข้อมูลจาก Google Maps จะเชื่อมกับระบบรถไฟของญี่ปุ่นที่มีความซับซ้อนได้มากแค่ไหน จากการทดสอบตลอดการเดินทางพบว่าเชื่อถือได้และอัพเดต real-time ตรงตามกับป้ายที่ชานชาลาครับ เลยอยากจะแนะนำวิธีนี้ให้กับเพื่อนๆที่จะลองหาเส้นทางท่องเที่ยวเองในญี่ปุ่น

ยกตัวอย่างเช่น ผมจะเดินทางไปพิพิธพัณธ์สัตว์น้ำไคยูคัง ก็ใส่คำค้นหาไปว่า “Kaiyukan” ตัวแอพก็จะแสดงขึ้นมาเลยครับว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า พร้อมกับข้อมูลสำคัญอื่นๆ (ถ้ามี) เช่น เวลาเปิด-ปิด, ช่วงเวลาที่คนเยอะ หรือแม้แต่กระทั่งรูปภาพสถานที่ประกอบ กรณีชื่อสถานที่ซ้ำ หรือมีหลายสาขา ก็จะมีแสดงเป็นรายการให้เราเลือกอีกครั้งครับ

จากนั้นกดปุ่ม “Directions” ระบบจะสร้างเส้นทางอัตโนมัติให้ โดยอ้างอิงจุดเริ่มต้น เป็นพิกัดที่เราอยู่ ณ เวลานั้น

ก็จะเห็นว่าแอพเสนอวิธีการเดินทางไว้หลายแบบ ตั้งแต่ขับรถไปจนถึงเดินไป! สำหรับการค้นหาเส้นทางรถไฟให้เลือกแถบที่ 2 เป็นรูปรถไฟ (ที่วงกลมไว้) แอพจะแสดงเส้นทางที่มีทั้งหมดตั้งแต่ รถบัส, รถไฟฟ้า

จะมีเป็นสัญลักษณ์สรุปการเดินทางไว้ครับว่าGoogle Maps signs

จากจุดเริ่มต้น (จุดที่เราอยู่ในที่นี้คือ ปราสาทโอซาก้า) ให้เดินไป 17 นาที เพื่อไปขึ้นรถไฟ นั่งรถไฟสาย Chou เมื่อถึงแล้วเดินไปอีก 10 นาทีจะถึงที่หมาย (พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง)

พอเราแตะ เราก็สามารถเช็ครายละเอียดได้มากกว่าเดิมเลยครับ ว่ารถไฟออกกี่โมง จะไปถึงกี่โมง ผ่านสถานีไหนบ้าง ที่สำคัญคือใช้เงินเท่าไหร่ก็จะแสดงด้วยครับ (จะเขียนไว้ล่างสุดว่า Cost : XXX )

โดยปกติแล้วผมมักจะเช็คเวลาที่แสดงในแอพ กับเวลาที่ป้ายชานชาลาเพื่อความมั่นใจอีกครั้งครับ อย่างถ้าแอพบอกรถออก 1.59PM แล้วที่ป้ายชานชาลาบอกว่ารถไฟขบวนต่อไปจะมาตอน 1.59PM ก็แปลว่า รถไฟขบวนที่จะมาน่าจะเป็นขบวนที่เราจะต้องขึ้น มาถูกฝั่งแล้วนั่นเอง

เอาเป็นว่าเราพอรู้การเดินทางจากปราสาทโอซาก้าไปไคยูกังกันแล้ว ก็มาเดินทางกันต่อ…

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

จากปราสาทโอซาก้า เดินออกมาตามเส้นทางเดิมเพื่อกลับไป  สถานี Morinomiya  สาย Chuo ออกมาอีก 8 ป้ายลงที่   สถานี Osakako 

บริเวณรอบๆสถานี Osakako มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟเต็มไปหมด

เดินออกมาด้วยความหิวครับ เลยขอแวะร้านอาหารประจำที่ช่วยชีวิตได้ทุกครั้งที่หิวในญี่ปุ่น “Sukiya” ร้านเฟรนไชส์ข้าวหน้าเนื้อที่สั่งง่ายเพียงแค่จิ้มๆ ได้ข้าวหน้าเนื้อมาก็สบายใจแล้วครับ

อิ่มแบบพอดีๆ พอมีแรงเดินกันต่อครับ จากสถานี Osakako เดินไปพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ก็จะมาเห็นตึกใหญ่ๆ เด่นสง่าตระการตาแบบนี้

จุดที่จำหน่ายบัตรก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน คนที่มีบัตรจองมาแล้วก็สามารถเดินเข้าไปได้เลยครับ อาคารมีทั้งหมด 8 ชั้น เมื่อเข้าไป เราจะได้ชมตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมาชั้นล่างสุดครับ ลักษณะการชมก็จะเป็นวนเป็นวงกลม ค่อยๆลงมาเรื่อยๆ

ที่นี่ก็เรียกว่าเต็มไปด้วยพันธุ์สัตว์น้ำ จากทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงน่านน้ำญี่ปุ่น เต็มไปหมดเลยล่ะครับ น่ารักๆอย่างอุ๋งๆ นี่ก็เป็นไฮไลท์ที่คนมักจะไปหยุดถ่ายรูปกัน..

ลงมาถึงชั้นล่างก็จะเป็นโซนอีกโซนที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กับโซนอื่นๆ เป็นโซนปิดท้ายเพราะมีปลากระเบนและฉลามมาให้ได้แตะเล่นกันด้วย

ระยะเวลาเดินเล่นในนี้ก็ประมาณ 40 นาที – 1 ชม. ได้ดูสัตว์พวกนี้ก็เพลินๆดีครับ ใครที่มีแผนไปนั่งเรือหรือชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ใกล้ๆนี้ ลองมาสำรวจราคาที่เป็นแพ็คเกจ ณ จุดขายตั๋วดู อาจจะมีส่วนลดครับ ผมจองจากในเว็บมาก่อน ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูกังจะอยู่ประมาณ 680 บาท ส่วนตั๋วขึ้นชิงช้าสวรรค์ขายหน้าทางขึ้นจะอยู่ที่ 800 เยน

ออกมาหน้าพิพิธภัณฑ์เราจะเห็นกับอาคารที่เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าและวิวชิงช้าสวรรค์นี้ครับ โซนนี้เรียกว่า Tempozan market place ข้างในจะเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ตู้เกม ให้ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ ช็อปปิ้งกันหลังจากเดินวนๆอยู่ในพิพิธภัณฑ์ครับ

บรรยากาศภายในห้าง ที่เหมาะกับการมาช็อปปิ้งหลังเที่ยวในพิพิธภัณฑ์เสร็จแล้ว

เดินเล่นกันจนเย็น และแล้วก็ได้เวลากลับไปพักขากันแล้วครับ มาญี่ปุ่นหน้านี้นั่งรถไฟก็อยากให้สังเกตทั้งสองข้างทางที่รถไฟวิ่งผ่านตลอดเวลา เพราะทุกท่านจะได้เห็นซากุระที่บ้านสะพรั่งสลับกับวิวของบ้านเมืองเต็มไปหมด คิดว่าเมืองที่เราจะไปตะลุยต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเกียวโต โกเบ หรือนารา คงจะมีจุดชมซากุระสวยๆอีกเพียบแน่นอน ยังไงก็อย่าลืมติดตามบล็อกของเฟรมคุงกันในตอนหน้า จะนำบรรยากาศของซากุระสวยๆมาฝากกันครับ

กดติดตาม เพจ Framekung.com กันด้วยนะ!

 

 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments