LATEST ARTICLES

[แนะนำ] เว็บแก้ไขไฟล์ HWP (Hancom) เวิร์ดเกาหลี ทั้งฟรีและดี!

สิ่งที่คนที่อาศัยอยู่ในเกาหลีจะเข้าใจเป็นอย่างดีเลยก็คือ โปรแกรม Word Processing ที่บ้านเขาใช้ แต่ก่อนนั้นจะไม่ใช่ Microsoft Word อย่างที่เรามักจะใช้กัน แต่เกาหลีดันมีโปรแกรมที่เรียกว่า Hangul (한글) หนึ่งในชุดโปรแกรมของ Hancom Office ซึ่งเทียบเท่ากับ Microsoft Office ที่นิยมใช้กันในหน่วยงาน ราชการ โรงเรียนเกาหลีที่มีมาตั้งแต่ช้านาน และนามสกุลไฟล์ .HWP เป็นอีกหนึ่งสกุลไฟล์ที่สร้างความปวดหัวให้กับนักเรียนสมัยนี้ที่ไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมนี้กันทุกเครื่อง

และเชื่อหรือไม่ว่า แม้กาลเวลาผ่านจะไปก็ใช่ว่าประเทศเกาหลีจะละเลิกการใช้นามสกุลไฟล์นี้ แต่ยังพบชนิดเรียกว่า “ทั่วไป” ทั้งนักเรียน และวัยทำงาน จะดาวน์โหลดฟอร์มเอกสารราชการมาแก้ไข เมื่อเจอไฟล์ HWP ทีไร ก็อาจจะต้องไป PC방 (ร้านคอมฯ) ห้องสมุด เพื่อแก้ไขเอกสาร หรือแย่ที่สุดก็อาจจะต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์มาใช้

วันนี้บล็อกเฟรมคุง ขอแนะนำเว็บไซต์ที่สามารถอ่านไฟล์ HWP โดยสามารถแก้ไข และสร้างไฟล์ได้จากเว็บเบราเซอร์ ที่ให้บริการฟรีโดยผู้พัฒนาโปรแกรมอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสะดวก เพราะสามารถแก้ไขได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ตครับ (อ่อ บน Windows, Mac ใช้ได้หมดเลย)

วิธีการใช้งาน

  1. เข้าไปสมัครสมาชิกที่เว็บไซต์ https://space.malangmalang.com/ กดเลือก 무료로 시작하기 (ภาษาเกาหลี) หรือ Start for Free

    แก้ไขไฟล์​ HWP
  2. สามารถเลือกสมัครโดยการเชื่อมต่อกับบัญชี เช่น Google หรือ NAVER หรือสร้างโดยใช้อีเมลก็ได้เช่นกัน กรณีนี้ผมจะลองสร้างบัญชีใหม่ขึ้นมา
  3. จากนั้นก็จะได้รับจดหมายส่งไปยืนยันบัญชีทางอีเมล กด 인증하고 시작하기 (ยืนยันและเริ่มใช้งาน)

  4. เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว ก็จะเห็นหน้าแรก ในหน้านี้เหมือนเป็นหน้า Home นอกเหนือจากเราจะสามารถแก้ไขไฟล์ HWP ที่เปรียบเสมือน Word ของเกาหลีแล้ว เรายังสามารถแก้ไขไฟล์ Spreadsheet (Excel) ผ่านโปรแกรม 한셀 หรือ Presentation (PowerPoint) ผ่านโปรแกรม 한쇼 ได้อีกเช่นกัน กรณีที่เราต้องการแก้ไข หรือ สร้างไฟล์ HWP ให้ไปที่เมนู 한글 (เมนูแรก)

  5. จากนั้นแตะที่ปุ่มเมนู ขีดสามขีด ด้านซ้าย จะมีปุ่มให้เลือก [+ 새로 만들기] สร้างไฟล์เอกสารใหม่ หรือ [+ 업로드] อัปโหลดเอกสาร

  6. กรณีที่เรามีเอกสารที่ต้องการแก้ไข ก็สามารถอัปโหลดเอกสารขึ้นไปเพื่อแก้ไขได้ทันที ยังสามารถเลือก อัปโหลดทีละไฟล์ (파일 업로드) หรืออัปโหลดทั้งโฟลเดอร์ (폴더 업로드) ก็ได้เช่นกัน

  7. เอาตัวอย่างแบบฟอร์มที่เวลาใครไปตม.จะต้องกรอก มาเป็นตัวอย่างให้ดูเลยแล้วกัน 555 เมื่ออัปโหลดเสร็จ ก็สามารถดูเอกสารคร่าวๆ ได้ดังนี้

  8. หากต้องการแก้ไข ให้คลิกที่คำว่า 편집 (แก้ไข) จากนั้น จะมีหัวข้อให้เลือกแก้ไขเอกสารผ่านเว็บ (한컴오피스 Web으로 편집)

  9. เมื่อคลิกเข้ามาแล้ว ก็จะมีหน้าต่างเตือนบอกว่า การแก้ไขเอกสารอาจจะไม่สมบูรณ์แบบเทียบเท่ากับการใช้โปรแกรมจริง (แต่เอาจริงๆ ก็สมบูรณ์แบบของมันในระดับหนึ่งแล้วล่ะ อย่าคิดมาก) แล้วกดปุ่ม 한컴오피스 Web으로 열기 (เปิดเอกสาร Hancom Office ผ่านเว็บ) เพื่อเข้าไปแก้ไขได้เลย
  10. เราสามารถใช้ฟังก์ชั่นที่มีอยู่ในการกรอกเอกสาร ใส่ตัวหนา ตัวเอียง เว้นช่องไฟ อะไรได้สะดวกเหมือนปกติเลย เลือกดาวน์โหลดไฟล์กลับมาเป็น HWP เพื่อส่งต่อให้คนอื่นก็ได้หรือจะแปลงไฟล์เป็น PDF ให้สำหรับคนอื่นก็ได้เช่นกัน

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องแก้ไข หรือต้องสร้างเอกสาร HWP เชื่อว่าใครที่เรียนที่เกาหลีน่าจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ยังไงก็ลองไปใช้กันดูนะครับ

รีวิวขอเอกสาร Criminal record เพื่อยื่นวีซ่าที่เกาหลี (กรณีอยู่ต่างแดน)

สืบเนื่องว่าปีนี้วางแผนจะยื่นขอวีซ่า F-5 หรือวีซ่าถาวรที่เกาหลีครับ หนึ่งในเอกสารที่จะต้องจัดเตรียมก็จะมี “ใบรับรองความประพฤติ” หรือ “해외 범죄경력증명서” ที่ออกจากประเทศภูมิลำเนา (บ้านเกิด) ของตัวเอง และต้องได้รับการรับรองเอกสารจากสถานทูตด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะทำได้ง่ายๆ ในช่วงโควิดเลย วันนี้เลยขอรีวิวขั้นตอนที่ผมเลือกใช้มาเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องใช้เอกสารนี้ครับ เอกสารนี้จริง ๆ ไม่ใช่แค่วีซ่า F-5 อย่างเดียวที่จำเป็นต้องใช้ เพราะตั้งแต่ต้นปี 2564 (2021) เป็นต้นมา ทราบมาว่าในการยื่นขอหรือต่อวีซ่า F-2 (long-term residency visa – 거주비자) ก็จำเป็นต้องใช้เอกสารชุดนี้ด้วยครับ สำหรับบางประเทศเขาสามารถขอออนไลน์ได้ แต่ของประเทศไทยนั้นจะมีไม่กี่วิธีที่สามารถดำเนินการได้
เอกสารรับรองความประพฤติ
ตัวอย่างหนังสือรับรองความประพฤติ Background Check (Criminal Records) Certificate ที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประเทศไทย

คำถาม : สามารถขอใบรับรองความประพฤติจากสถานทูตไทยในเกาหลีได้ไหม?

คำตอบ : สถานทูตไทยในเกาหลีไม่มีส่วนรับผิดชอบเกี่ยวกับการออกเอกสารชุดนี้ครับ

คำถาม : สมมติว่าได้เอกสารมาจากที่ไทยแล้ว ให้สถานทูตไทยในเกาหลีรับรองได้ไหม?

คำตอบ : ไม่ได้ครับ ตามหลักแล้วการนำเอกสารจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศเกาหลี จะต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตเกาหลีประจำประเทศนั้น ๆ ก่อน และเอกสารที่จะนำมารับรองที่สถานทูตเกาหลีฯ จะต้องได้รับการรับรองเอกสาร จากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แปลว่า เอกสารที่นำมาใช้ที่ประเทศเกาหลีได้นั้นจะต้องได้รับการประทับตราจากกระทรวงการต่างประเทศไทย และสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย

สรุปวิธีการขอหนังสือรับรองความประพฤติจากที่เกาหลี

จากที่ศึกษาความเป็นไปได้มีอยู่ทั้งหมด 2 รูปแบบ
  1. ถูกสุด แต่ยุ่งยากหน่อย
เงื่อนไข : 1. ไม่รีบ (เพราะขั้นตอนการขอเอกสารค่อนข้างนาน) 2. มีคนดำเนินการเอกสารอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาที่คาดว่าจะต้องใช้ : 1 เดือนขึ้นไป สำหรับคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ​ สามารถให้ญาติ, เพื่อน ไปดำเนินการเอกสารแทนได้ครับ เราจะต้องมอบฉันทะและส่งเอกสารที่ใช้ในการยื่นทั้งหมดกลับไปที่ไทย เพื่อไปดำเนินการขอเอกสารหนังสือรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถติดตามรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ : กองบัญชาการตำรวจสันติบาล จะมีรายละเอียดของเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นทั้งหมด ค่าธรรมเนียมต่างๆ และมีรีวิวตาม Pantip ที่บอกขั้นตอนโดยละเอียดหน่อย เอกสารจะใช้ระยะเวลาประมาณไม่เกิน 30 วัน (กรณีที่ไม่มีคดีความใดๆ) ซึ่งเข้าใจว่าเขาจะนัดวันมารับ พอเห็นแบบนี้แล้ว ใครที่ภูมิลำเนาไม่ได้อยู่ในกรุงเทพ ก็จะเป็นอุปสรรคอยู่พอสมควร บวกกับเอกสารบางอย่างที่ต้องเตรียมให้คนดำเนินการแทน เราจะต้องใช้เวลาเตรียมพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น เอกสารลายนิ้วมือ ในเกาหลีจะต้องไปที่สำนักงานตำรวจใหญ่ เช่นที่ 강남경찰서 จะมีจุดทำอยู่ที่ชั้น 1 อาคาร 민원 (สำนักงานเล็กๆ ไม่รับทำ), เอกสารยืนยันการมีที่อยู่ เมื่อขอจาก 주민센터 ก็จำเป็นต้องไปยื่นที่ กระทรวงต่างประเทศเกาหลี (외교부 영사확인) และต่อด้วยสถานทูตไทยในเกาหลี ก่อนส่งกลับมาที่ไทย จึงยอมรับว่าขั้นตอนค่อนข้างเยอะ
พิมพ์ลายนิ้วมือ สถานีตำรวจ
ที่สถานีตำรวจจะอำนวยความสะดวกในการพิมพ์ลายนิ้วมือให้ โดยเราต้องเอาฟอร์มไป (โหลดได้จากเว็บไซต์กองบัญชาการตำรวจสันติบาล) เจ้าหน้าที่เขาจะงงๆ หน่อย เพราะฟอร์มแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
หากมีเอกสารอะไรที่ออกจากเกาหลี และนำไปยื่นที่ไทย จำเป็นต้องได้รับการรับรองเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ (เกาหลี) และรับรองต่อโดยสถานทูตไทยในเกาหลี
อย่าลืมว่าเมื่อได้เอกสารชุดนี้แล้วจะต้องนำไปรับรองเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทยอีก ปล. แม้ว่าเราจะยื่นเรื่องขอเอกสารรับรองความประพฤติโดยตรงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากต่างประเทศได้ แต่อย่าลืมว่าเมื่อเอกสารถูกส่งกลับมาต่างประเทศ เราก็ต้องส่งกลับไปประเทศไทย เพื่อรับรองเอกสารอีก จึงเป็นวิธีที่ไม่แนะนำเท่าไหร่ 2. แพงสุด แต่ง่ายสุด เงื่อนไข : 1.รีบ 2. ต้องการใช้เงินแก้ปัญหา เวลาที่คาดว่าต้องใช้ : 15 วัน ปัญหาแก้ได้ด้วยเงินจริง ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าแลกกับเงื่อนไขที่เราไม่สามารถดำเนินทางไปดำเนินเอกสารได้อย่างสะดวกในช่วงนี้มันก็อาจจะคุ้มค่ากว่า สามารถเลือกหาเอเจนซี่ที่รับดำเนินเอกสารแทนได้เลยตั้งแต่การขอหนังสือรับรองความประพฤติ ไปจนถึงยื่นสถานทูตเกาหลี เบ็ดเสร็จอยู่ที่หลักหมื่นบาท (เท่าที่สำรวจราคามา) แต่เนื่องจากขั้นตอนที่ยากสุดที่ให้คนอื่นดำเนินการให้ เป็นขั้นตอนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เดียว รับรองเอกสารสามารถดำเนินการได้ภายในหนึ่งวัน เลยมองหาเอเจนซี่ให้ดูแลเฉพาะเอกสารชุดนี้ (เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย) สุดท้ายผมเลือกวิธีที่สองครับ เพราะว่ามีเพื่อนอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็จริง แต่การดำเนินการเอกสารที่ใช้เวลานาน และเลือกต้องทำรายการเฉพาะวันทำการเท่านั้น ถือว่าไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เลย

ขั้นตอนยื่นเอกสาร

ขอไม่บอกว่าดำเนินการกับที่ไหนนะครับ สามารถหาร้านรับเดินเอกสารชุดนี้ได้จากอินเตอร์เน็ต ราคาอยู่ที่ชุดละประมาณ 3,500 ~ 4,500 บาท ลองสอบถามเงื่อนไข ระยะเวลาที่สามารถรับเอกสารได้ ค่าจัดส่งในประเทศ ฯลฯ จากนั้นเราก็จะต้องสแกนสำเนาเอกสารที่ต้องใช้ เช่น สำเนาหนังสือเดินทาง, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, ผู้ชายก็จะมีเอกสารเกี่ยวกับทหาร (หนังสือ สด.8,9, 43 ใบรด. หรือหนังสือผ่อนผันทั้งหลาย), ใบจดทะเบียนสมรส​ (ถ้ามี), ใบการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี) เซ็นรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมรูปถ่าย ส่งกลับไปให้เอเจนซี่ เพื่อให้ดำเนินการ จากนั้นให้เอเจนซี่รับหนังสือ และส่งหนังสือไปให้เพื่อน หรือผู้ดำเนินการรับรองเอกสารแทนเราที่ที่อยู่ในไทย ส่วนผมจะต้องทำหน้าที่ส่งเอกสารสำเนาต่างๆ ที่ต้องใช้ในการยื่นเพื่อขอรับรองเอกสารที่ไทย, หนังสือมอบฉันทะ ไปให้เพื่อนที่อยู่ที่ไทย โดยรอบนี้ด้วยความรีบของผม ผมเลือกส่งผ่าน DHL เอกสารจะไปส่งถึงมือเพื่อนวันถัดไปเลย (เร็วมาก!!!) โดยมีค่าส่งเอกสารอยู่ที่ประมาณ 40,000 วอน (จริงๆ EMS ไปรษณีย์เกาหลีก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ถ้าไม่ต้องการรีบมาก ราคาน่าจะถูกลงมาครึ่งนึง แต่ไม่สามารถเลือกวันรับเอกสารได้) เอกสารที่ทำผ่านเอเจนซี่ในเคสผม ค่อนข้างใช้เวลาเร็ว ไม่แน่ใจว่ามีบริการแบบด่วนหรือว่าช่วงนี้คนน้อยก็ไม่แน่ใจ เพราะใช้เวลาประมาณ​ 7 วันทำการ ทางเอเจนซี่สแกนเอกสารมาให้ดูอย่างดี เมื่อเอกสารถึงมือเพื่อน ก็จะเหลืออีกสองขั้นตอนก็คือ รับรองเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทยครับ (เนื่องจากเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ จึงไม่ต้องนำไปแปลเอกสารต่อแต่อย่างใด)

การรับรองเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศ

บริการส่วนของรับรองเอกสาร จะดำเนินการที่ ‘สำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์’ ครับ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศอีกที เขามีสำนักงานใหญ่ที่แจ้งวัฒนะ และสาขาย่อยอยู่ที่ใต้ดิน (MRT) คลองเตย การรับรองเอกสารสามารถดำเนินการที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด (มีเฉพาะบางจังหวัด) หรือผ่านบริการรับรองเอกสารผ่านไปรษณีย์ ได้ สามารถตรวจสอบสถานที่รับรองเอกสารทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (* แต่ท้ายที่สุดรับรองเอกสารที่สถานทูตเกาหลี ก็ทำให้ต้องมาทำเรื่องที่กรุงเทพฯอยู่ดี) เนื่องจากเราต้องการจัดการเอกสาร ให้เสร็จภายใน 1 วัน เขาก็มีบริการรับรองเอกสารแบบด่วน โดยจะต้องนำเอกสารที่ต้องการให้รับรอง มายื่นที่เคาน์เตอร์ภายในช่วงเวลา 08.30 – 10.30 น. (เท่านั้น) และสามารถรับเอกสารได้ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป โดยมีค่าดำเนินการเอกสารแบบด่วน 400 บาท (ถ้าไม่ด่วน 200 บาท และจะได้รับเอกสาร 2 วันถัดไป) เอกสารที่ต้องใช้ที่นี่ : 
  1. หนังสือมอบอำนาจ (ต้องมีพยานเซ็นชื่อ 2 คน, หากเอกสารเขียนที่ต่างประเทศ จะต้องให้สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ รับรอง)
  2. สำเนาบัตรประชาชนของเรา (+สำเนาถูกต้อง) 1 ชุด
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ดำเนินการแทน (+สำเนาถูกต้อง) 1 ชุด
  4. ติดอากรแสตมป์ 10 บาท (หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องเขียน หรือไม่ก็ไปหาซื้อแถวนั้นจะมีขายในราคา 20 บาท)
จากประสบการณ์ที่(ฝากเพื่อน)ไป ก็พบว่าไปยื่นเอกสารในช่วงเวลารับเรื่อง ได้เอกสารประมาณ​ 12.00 น. พร้อมนำไปดำเนินการต่อ

การรับรองเอกสารที่สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย

สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ 23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษก ห้วยขวาง ไปยังไง… ไม่รู้ เปิด Google Maps ไปแล้วกัน ที่สำคัญก่อนไปสถานทูตประเทศไหนก็ตาม ควรแต่งกายสุภาพ เช็คปฏิทินวันหยุดของประเทศนั้น ๆ และไปให้ทันเวลา เวลาทำการของสถานทูตเกาหลีฯ จะอยู่ที่ 8:30~11:30 น. และ 13:30~15:30 น. เมื่อเดินทางไปถึงก็บัตรคิวหมายเลข 3 รับรองเอกสาร  เอกสารที่ต้องใช้ยื่นที่นี่ : 
  1. ใบสมัครยื่นขอรับรองเอกสาร (สามารถไปกรอกที่สถานทูตก็ได้) แต่ถ้าจะใจดีกรอกให้คนดำเนินเอกสาร ก็สามารถดาวน์โหลดได้จาก เว็บไซต์ของสถานทูต (ไฟล์แนบ 공증촉탁서) / ลิงก์สำรอง 2 แล้วกรอกข้อมูลไปให้เรียบร้อยก่อน
  2. ใบมอบฉันทะ (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ, เตรียมไปเผื่อทั้งสองชุดเลย) 3. สำเนาบัตรประชาชนของเรา (+สำเนาถูกต้อง) 1 ชุด
  3. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ดำเนินการแทน (+สำเนาถูกต้อง) 1 ชุด
  4. สำเนาหนังสือเดินทาง (+สำเนาถูกต้อง) 1 ชุด
  5. สำเนาเอกสารที่จะนำมารับรอง (ก่อนมาสถานทูตก็เอาหนังสือรับรองความประพฤติที่ได้ตราประทับจาก MRT คลองเตยมาถ่ายเอกสารก่อน แต่ที่สถานทูตเกาหลีฯ บริการถ่ายเอกสารไว้เหมือนกัน)
เท่าที่ทราบจากผู้ดำเนินการแทน ก็ใช้เวลาไม่ค่อยเยอะสำหรับที่นี่ ค่าดำเนินการเอกสาร 128 บาท และใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น จะพบว่าทั้งหมดนี้สิ่งที่ใช้เวลานานที่สุดดูจะเป็นตัวเอกสารที่เราต้องการนั่นก็คือ “หนังสือรับรองความประพฤติ” แต่ในส่วนของการรับรองเอกสารใช้เวลาไม่นานมากครับ จากนั้นก็แค่ให้เพื่อนของเราส่งเอกสารกลับมาให้เราที่ต่างประเทศเป็นอันจบพิธี จะ EMS, DHL, FedEx อะไรก็ว่าไป…

สรุปค่าเสียหาย

  1. หนังสือรับรองความประพฤติ (3,500 ~ 4,500 บาท ผ่านเอเจนซี่) 2. รับรองหนังสือที่ สำนักงานสัญชาติและนิติกรณ์ MRT คลองเตย (400 บาท + อากรแสตมป์ 10 บาท) 3. รับรองหนังสือที่ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจําประเทศไทย (128 บาท)
  2. ค่าส่งเอกสารกลับไทย (DHL 40,000 วอน, ~ 1,100 บาท/เที่ยว)
  3. ค่าเหนื่อย-ค่าน้ำมันรถเพื่อน (แล้วแต่ตกลง)
หวังว่าบทความจากบล็อกประสบการณ์การขอเอกสารรับรองความประพฤติ (Criminal Record) นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่าที่เกาหลีใต้นะครับ

รายละเอียดและใบสมัคร ทุนรัฐบาลเกาหลีป.ตรี ประจำปี 2021 (GKS/KGSP Program)

กำหนดการรับสมัครของ “ทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับชั้นปริญญาตรี (Undergraduate)” หรือ Global Korea Scholarship Program for Undergraduate (GKS) (ชื่อเดิม KGSP) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกสมัครผ่านทางช่องทางใดช่องทางหนึ่งต่อไปนี้

รูปแบบการรับสมัคร

  • รูปแบบที่ 1 ผ่านสถานทูตเกาหลี (Korean Embassies)
    รับนักเรียนไทยทั้งหมด 3 คน สามารถเลือกเข้าศึกษาในคณะจากมหาวิทยาลัย 38 แห่งทั่วประเทศเกาหลี (สามารถอ่านรายชื่อมหาวิทยาลัยและคณะที่สามารถสมัครได้จากเว็บไซต์ตามรายละเอียดด้านล่าง)
  • รูปแบบที่ 2 ผ่านมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (Regional Universities)
    รับนักเรียนไทยทั้งหมด 2 คน โปรแกรมนี้จะเหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ (เท่านั้น) ที่สนใจศึกษาในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) หลักสูตร 4 ปี โดยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับเลือกทั้งหมด 24 แห่ง ดังนี้
  • รูปแบบที่ 3 โปรแกรมสำหรับอนุปริญญา (Program for Associate Degree)
    รับนักเรียนไทยทั้งหมด 2 คน หลักสูตรอนุปริญญา (Associate Degree) หลักสูตร 3-4 ปี + เรียนภาษาเกาหลี 1 ปี สามารถเข้าศึกษาได้ในมหาวิทยาลัยดังต่อไปนี้

ดาวน์โหลดใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ประจำปี 2021 ระดับปริญญาตรี

เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr แล้ว รายละเอียดของ ทุนรัฐบาลเกาหลี ปีการศึกษา 2021 จะอยู่ในส่วนของ Recent articles (หาข้อความ 2021 Global Korea Scholarship for Undergraduate Degrees รายละเอียดของแต่ละช่องทาง (สถานทูตฯ, มหาวิทยาลัยท้องถิ่น, โปรแกรมอนุปริญญา จะอยู่คนละลิงก์ สามารถเลือกคลิกอ่านรายละเอียดส่วนที่ต้องการสมัครได้)



และเมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียด ในแต่ละประเภทจะมีเอกสารต่างๆ รายชื่อมหาวิทยาลัย/คณะ ที่สามารถเลือกเรียนได้ ได้จากไฟล์แนบด้านล่าง

ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • ค่าเครื่องบิน (เที่ยวบินประหยัด) ขาเข้า-ออกจากประเทศเกาหลี
  • ค่าครองชีพ 900,000 วอน/เดือน
  • ค่าตั้งถิ่นฐาน (จะได้รับเมื่อเดินทางถึงเกาหลี 1 ครั้ง) 200,000 วอน
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษา 1 ปีเต็มที่สถานบันสอนภาษา
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับปริญญาตรี
  • ประกันสุขภาพ (60,000 วอน/เดือน)
  • นักเรียนทุนจะได้รับทุนสนับสนุนเพิ่มเติมเดือนละ 100,000 วอน หากสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ผ่านตั้งแต่ระดับ 5 ขึ้นไป
  • ค่าใช้จ่ายเมื่อสำเร็จการศึกษา 100,000 วอน​ (จะได้รับเมื่อสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับประเทศ 1 ครั้ง)

คุณสมบัติของผู้สมัครทุน (ผ่านสถานทูตเกาหลี)

  1. มีสัญชาติไทย (พ่อหรือแม่ต้องไม่มีผู้ใดถือสัญชาติเกาหลี)
  2. อายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 มีนาคม 1996)
  3. สุขภาพดีทั้งร่ายกายและจิตใจ
  4. คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ก่อนวันที่ 1 มีนาคม ปี 2021 (ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้ว ไม่สามารถสมัครได้)
  5. เกรดเฉลี่ย 2.64 ขึ้นไป
  6. ผู้สมัครจะต้องไม่เคยได้รับทุนจากเกาหลีในระดับปริญญาตรีอื่น, ไม่มีข้อจำกัดในการเดินทางต่างประเทศ

ผู้ที่เข้าข่ายการพิจารณาเป็นพิเศษ

  1. ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาเกาหลี มีคะแนน TOPIK ระดับ 3 ขึ้นไปจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่ม 10% จากคะแนนทั้งหมด
  2. บุตรหลานของทหารผ่านศึกในสงครามเกาหลีจะได้รับคะแนนพิเศษ 5% จากคะแนนทั้งหมด
  3. ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ (มีใบรับรองคะแนนความสามารถภาษา TOEFL, TOEIC, IELTS)
  4. ผู้ที่สมัครผ่านสถานทูตและเลือกศึกษาต่อคณะที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  5. ผู้สมัครในระดับโปรแกรมอนุปริญญาที่มีผลงานได้รับรางวัลจากการแข่งขันในประเทศหรือต่างประเทศในสาขาที่เกี่ยวข้อง
  6. ผู้สมัครที่ครอบครัวมีรายได้น้อย

การสมัครคัดเลือก จะต้องเลือกผ่านทางช่องทางใดทางหนึ่งเท่านั้น เช่น สมัครผ่านสถานทูตจะต้องยื่นเพียงที่เดียว ไม่สามารถสมัครโปรแกรมมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (Regional Universities) หรือของโปรแกรมระดับอนุปริญญา (Program for Associate Degree) พร้อมกันได้

รายละเอียดอื่นๆสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr

กำหนดการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2021 ในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการสมัคร ต้องเตรียมเอกสารให้เรียบร้อยและส่งทางไปรษณีย์ไทยแบบลงทะเบียนหรือแบบด่วน(EMS) เท่านั้น มาตามที่อยู่ที่แจ้งให้ทราบ โดยเอกสารต้องถึง ภายในวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2563

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจําประเทศไทย Embassy of the republic of Korea (GKS) 23 Thiam-Ruammit Road, Ratchadapisek, Huay-Kwang, Bangkok 10310

โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการการรับสมัครในประเทศไทย สามารถติดตามได้จากเพจ Study in Korea for Thais

ระยะเวลาการรับสมัคร

เนื่องจากการคัดเลือกนักเรียนในรอบแรก เป็นการคัดเลือกผ่านสถานทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย โดยมีรายละเอียดและระยะเวลาการรับสมัครดังนี้

  • ส่งเอกสาร 29 กันยายน 2563 – 12 ตุลาคม 2563
  • ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกรอบเอกสาร 22 ตุลาคม 2563
  • สอบสัมภาษณ์ 28 ตุลาคม 2563 (ประกาศวันเวลาที่แน่นอนให้ทราบอีกครั้งภายหลัง)
  • ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสัมภาษณ์​ 30 ตุลาคม 2563

การประกาศผลจะประกาศผ่านทางช่องทางต่อไปนี้

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกถึงรอบสุดท้ายจะมีกำหนดการเดินทางช่วงระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2564 (ปฐมนิเทศนักเรียนทุนวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2564) * กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลง

แนวทางการเขียนใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม Live แนะแนวการกรอกใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ซึ่งผู้เขียน (อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2012) ได้รวบรวมและเล่าประสบการณ์การสมัคร เทคนิคต่าง ๆ และพูดคุยกับนักเรียนที่ได้รับทุนปี 2019 ​ น้องเบ๊บ ดนุช (มหาวิทยาลัย Silla University) มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย

[รีวิว] รักษาสายตาด้วยเลนส์เสริม ICL ที่เกาหลี (รายละเอียด+ราคา)

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาจากการเขียนบล็อกไปอย่างยาวนาน และแล้วก็มาถึงอีกหนึ่งเรื่องที่อยากจะบันทึกเอาไว้หน่อย กับประสบการณ์การผ่าตัดปรับสายตาด้วยการใส่เลนส์เสริม (ICL) ในเกาหลีครับ

*รีวิวนี้ไม่ได้รับการสนุนจากโรงพยาบาลแต่อย่างใดนะครับ ตามคอนเซ็ปต์ของตัวเองซื้อเองจ่ายเอง #내돈내산 เพื่อประกอบการตัดสินใจและเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่สนใจผ่าตัดใส่เลนส์เสริมครับ

ทำไมถึงต้องผ่าตัดใส่เลนส์เสริม?

ผมเป็นคนที่สายตาสั้นสูงมาก เพราะใส่แว่นตั้งแต่เด็ก ๆ ข้างซ้าย -11.25 (หรือ 1,125) ข้างขวา -10.25 (หรือ 1,025) แล้วก็พบว่าสายตาเริ่มมาเอียงในช่วงหลัง คือซ้าย -2 (200) และขวา -2.25 ​(225) หลังจากที่พบว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลาและใช้สายตาหนักตลอดทั้งวัน ทำงานไปสักพักรู้สึกว่าสายตาล้าง่าย และส่งผลให้รู้สึกปวดหัวบ้าง เลยมองหาแว่นตาป้องกันแสงสีฟ้า (Bluelight) หรือป้องกัน UV โดยหวังว่าจะช่วยลดความเหนื่อยล้าของสาวตา แต่ก็พบว่าการตัดแว่นพวกนี้ กับค่าสายตาสูง ๆ มีตัวเลือกไม่ค่อยเยอะ และมีค่าใช้จ่ายสูง ก็เลยเกิดความคิดว่าทำไมเราไม่ผ่าตัดปรับสายตาทำเลสิคไปเลย พอหาข้อมูลก็ทำให้พบว่า เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “SMILE” (스마일 라식, ที่ไทยจะมีอีกชื่อคือ ReLek SMILE) ที่สามารถผ่าตัดแล้วไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน วันต่อมาสามารถใช้ชีวิตปกติได้เลย เรื่องนี้ช่วยลบภาพเกี่ยวกับการทำเลสิคเจ็บ ๆ ของเราในอดีต เลยเริ่มศึกษาหาข้อมูล แต่สุดท้ายก็พบว่ามีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้คนสายตาสั้นสูงเกินพันสามารถทำได้ เลยต้องมาหาทางเลือกอื่น ก็มาเจอเป็น การใส่เลนส์เสริม (ICL : Implantable Collamer Lens) ที่จะรองรับค่าสายตาได้สูงขึ้นไปอีก แต่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกทางนี้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ด้วยเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูงแม้ว่าจะเป็นหนึ่งในรูปแบบการผ่าตัดปรับค่าสายตาที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง ตอนหาข้อมูลส่วนใหญ่ก็เน้นหาอ่านเป็นภาษาเกาหลีเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องการพยายามทำความเข้าใจคำศัพท์เทคนิคต่าง ๆ เพื่อใช้ในการรับคำปรึกษา ส่วนที่ไทยก็เห็นมียูทูปเบอร์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดเลนส์เสริมอยู่บ้างครับ

รีวิวการผ่าตัดใส่เลนส์เสริมในรพ.ไทย (ช่อง MayyR)

ตรวจสายตาเพื่อใส่เลนส์เสริม

ก่อนที่จะสรุปได้ว่าเราจะสามารถทำอะไรได้ไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องมาตรวจสายตาก่อนครับ พอศึกษาข้อมูลจากรีวิวในเว็บต่าง ๆ ก็ตัดสินใจว่าจะมาใช้บริการของคลินิก 서울밝은세상안과 (Seoul BGSS Eye Clinic) เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคลินิกที่ค่อนข้างใหญ่มีสองสาขาที่โซลและปูซาน ที่สำคัญคือใกล้กับออฟฟิศที่ทำงาน เผื่อว่ามีปัญหาอะไรก็จะได้สามารถเดินทางไปรักษาได้สะดวกหน่อย ก็สามารถนัดวันที่สะดวกได้ทาง Kakaotalk ของโรงพยาบาล แจ้งว่าเราสนใจจะตรวจสายตาแบบละเอียด (정밀검사) ทางคลินิกก็จะนัดวันเวลาที่สะดวก กรณีที่เป็นชาวต่างชาติ ช่วงนี้เหมือนทางคลินิกจะมีมาตรการเกี่ยวกับโควิด-19 เป็นพิเศษ ก็จะต้องยื่นเอกสารที่เรียกว่าเป็นในรับรองการเข้าออกประเทศ (출입국사실증명서) มาประกอบด้วยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเอกสารที่จะต้องไปออกที่เขตในราคา 2,000 วอน เพื่อรับรองว่าในช่วงเร็ว ๆ นี้ไม่ได้มีการเดินทางในประเทศกลุ่มเสี่ยง

คลินิกตั้งอยู่ใกล้กับสถานี 압구정로데오 (Apgujeongrodeo Station) ประตูทางออก 5 เดินตรงมาจะเห็นอาคารแบบนี้ ชั้น 7 จะเป็นศูนย์ตรวจตาครบวงจร และชั้น 2 จะเป็นห้องสำหรับผ่าตัดและแผนกผู้ป่วยนอก

ไปถึงชั้น 7 ของคลินิก ตรงนี้ก็จะเป็นศูนย์ตรวจสายตาครบวงจร เข้ามาก็จะมีกรอกประวัติพื้นฐานว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตาอย่างไรบ้าง แล้วก็จะมีคำแนะนำเกี่ยวกับการตรวจสายตา ตรวจสายตาจะมีเป็นฐานตรวจอยู่หลายฐาน เดินไปเรื่อย ๆ ซึ่งใช้เวลาตรวจตรงนี้รวม ๆ แล้วเกือบ 3 ชั่วโมง ขั้นตอนนี้ก็จะมีเจ้าหน้าที่ขานชื่อเราไปตามฐานอยู่เรื่อย ๆ อ้อ ต้องบอกก่อนว่าทางคลินิกมีบริการล่ามให้ โดยมีค่าใช้จ่าย 50,000 วอน/ครั้ง ซึ่งหากเราไม่สันทัดภาษาเกาหลี ก็สามารถติดต่อไปทางคลินิกได้ แต่ผมตัดสินใจที่จะไม่ใช้ล่ามและดำเนินทุกอย่างด้วยตัวเอง ตรวจสายตาก็จะมีตั้งแต่วัดความดันตา, ตรวจขนาดตา, การมองเห็นในที่มืด, จอประสาทตา ประมาณฐานที่ 2-3 พอมีการตรวจค่าสายตาและพบว่าเรามีค่าสายตาที่สูง และไม่สามารถทำเลสิคได้เจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งให้เราทราบ ก่อนที่จะแนะนำให้เราทำเป็น “การใส่เลนส์เสริม” ภาษาเกาหลีจะเรียกว่า 안내렌즈삽입술 (อาน-เน-เลน-จึ-ซา-บิบ-ซุล) ซึ่งการใส่เลนส์เสริม ก็จะมีรายละเอียดยิบย่อยออกไปอีก ตามสภาพของสายตา ในบรรดาการตรวจไม่ค่อยมีอะไรเจ็บเป็นพิเศษ มีการหยอดยาขยายม่านตาอยู่เรื่อย ๆ อาจจะมีรู้สึกระคายเคืองตาบ้าง หลัก ๆ ก็จะอยู่แค่เอาหน้าคางวางแท่น หน้าผากแตะ ลืมตากว้าง ๆ ถ้าถามถึงการตรวจอะไรแปลก ๆ หน่อยก็น่าจะเป็นการตรวจหาพื้นที่ใต้ลูกตาผ่านคลื่นตามที่เห็นขั้นตอนในวิดีโอถัดไป (ถามว่าเจ็บมั้ย ไม่เจ็บ…)

การตรวจหาพื้นที่ภายในตาเพื่อการทำเลนส์เสริม (วิดีโอจากคลินิก) เนื้อหาจะอยู่ตั้งแต่นาทีที่ 5:20 เป็นต้นไป

เทคโนโลยีการใส่เลนส์เสริม

สรุปสั้น ๆ เลนส์เสริม คือการใส่เลนส์รูปแบบเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นและเข้ากับร่างกายของเราได้ เข้าไปในดวงตาของเราครับ เลนส์เสริมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ใส่หน้าม่านตา จะเรียก 전방렌즈 (ชอน-บัง-เลน-จึ) และเลนส์ที่ใส่หลังม่านตา จะเรียก 후반렌즈 (ฮู-บัง-เลน-จึ) ดวงตาเราจะเหมาะกับรูปแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่ภายในตาของเราที่สามารถรู้ได้จากการตรวจสายตาแบบละเอียด และอีกหนึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะต้องใช้เลนส์รูปแบบไหน ก็คือ ค่าสายตาเอียง (난시) โดยลำพังตัวเลนส์เสริมสามารถแก้เรื่องปัญหาสายตาสั้นได้ เรียกว่าหมดจดตั้งแต่คนที่มีค่าสายตา 50 – 1,800 เลย แต่ส่วนที่เป็นสายตาเอียง หากมีค่าสายตาเอียงสูงกว่า 200 ขึ้นไป ก็อาจจะต้องพิจารณาใช้เลนส์เสริมที่แก้ปัญหาสายตาเอียงสูงโดยเฉพาะที่เรียกว่า “Toric ICL” (토릭 ICL) ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าเลนส์สายตาสั้นปกติ “Aqua ICL” (아쿠아 ICL) ประมาณ 1 ล้านวอน (26,000 บาท)​ โดยปกติแล้วการแก้สายตาเอียงในค่าที่ไม่สูงมาก ตัว Aqua ICL ก็สามารถปรับสายตาเอียงได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ถ้าแก้แล้วยังมีค่าสายตาเอียงหลงเหลืออยู่ ทางคลินิกแนะนำให้ทำเป็น PRK (레섹) ต่อหลังจากผ่าตัดไปแล้ว 3 เดือน ส่วนเคสที่มีค่าสายตาเอียงร่วมด้วยสูงมาก คงจะหนีไม่พ้นการใส่เลนส์เสริมชนิด Toric ICL

การใส่เลนส์เสริมเข้าไปในบริเวณหลังม่านตา (ที่มา PeposeVision Institute)

ผลข้างเคียง & สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำเลนส์เสริม ICL

พูดถึงตัวผลข้างเคียงของการใส่เลนส์เสริม ที่มักพูดถึงกันมากที่สุดก็จะหนีไม่พ้น โอกาสที่จะเกิดโรคต้อหิน (glaucoma, 녹내장) และต้อกระจก (cataract, 백내장) ซึ่งคุณหมอจะพูดในทางทฤษฎีว่ามันมีโอกาสเกิด หากมีกรณีที่ตัวเลนส์มีการเสียดสีในตาของเรา ซึ่งอาจจะมาจากขั้นตอนที่ขาดความเชี่ยวชาญ ขนาดของเลนส์ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย หรือเหตุสุดวิสัย ซึ่งก็อาจจะทำมีโอกาสในการเกิดได้แต่ที่ผ่านมาเคสแบบนี้ก็ยังถือว่าน้อยอยู่

อีกเรื่องน่าจะเป็นโอกาสในการกลับมาสายตาสั้นอีกครั้ง เรื่องนี้เห็นว่าก็มีโอกาส แต่ก็น้อยในกรณีที่สายตามีค่าที่คงที่ระดับหนึ่งแล้ว และหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถผ่าตัดนำเลนส์ออกได้ทันทีโดยที่สภาพของดวงตายังคงเดิม ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดเลสิคที่สูญเสียกระจกตา

มีรายละเอียดที่อยากให้อ่านเพิ่มเติม เป็นบทความของรพ.กรุงเทพ ที่สรุปคำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับเรื่องการทำเลนส์เสริม ICL ไว้ครับ [ถามตอบเรื่องที่คุณสงสัยกับการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม ICL]

ผลการตรวจตา & ราคาในการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม

หลังจากที่ผ่านการตรวจสภาพตาของเรามาทั้งหมดแล้ว ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะทำได้ครับ ขั้นตอนสุดท้ายก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการผ่าตัดปรับค่าสายตาที่เหมาะสมกับเรา แจ้งสภาพสายตา ขั้นตอนการผ่าตัด รวมไปถึงราคาด้วย โดยที่นี่ราคาสำหรับการผ่าตัดแก้สายตาสั้น (อย่างเดียว) ด้วยเทคโนโลยี Aqua ICL + จะอยู่ที่ 4,400,000 วอน (ประมาณ 118,800 บาท) ซึ่งเป็นราคาที่คลินิกลดให้และเป็นราคาลด 2 แสนวอน และตัดสินใจรับการผ่าตัดในวันเดียวกัน สำหรับราคาในการแก้ไขสายตาที่มีสายตาเอียง ด้วย Toric ICL นั้นจะแพงกว่า 1 ล้านวอน อยู่ที่ 5,400,000 วอน (ประมาณ 145,800 บาท) ราคาทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขสายตาทั้ง 2 ข้าง, ยังไม่รวมค่ายา (ประมาณ 3 หมื่นวอน)​ และค่าตรวจสายตา (ประมาณ 4 หมื่นวอน)

ก่อนที่คิดว่าตัวเองจะได้เข้ารับการผ่าตัด ก็จะต้องพบจักษุแพทย์เป็นด่านสุดท้าย Final ครับ ทันทีที่ผมเข้าไปในห้องตรวจ ก็จะมีอุปกรณ์ตรวจด้วยแสงจ้าๆ ดูสภาพภายในตาโดยรวมอีกทีหนึ่ง ก่อนที่คุณหมอจะบอกกับผมว่า “ผ่าตัดวันนี้ยังไม่น่าจะได้ เพราะว่าจอประสาทตาไม่ค่อยแข็งแรง” “ต้องทำการรักษาแล้วดูอาการก่อนถึงจะทำได้” ผมก็ได้แต่ เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น ไม่เหมือนที่เจ้าหน้าที่คุยไว้ ความตั้งใจที่กะว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ก็หายไป ก็เลยค่อย ๆ สอบถามไปเรื่อย ๆ จนทำให้เข้าใจว่า ก่อนการผ่าตัดหากมีสภาพของดวงตาอะไรที่ประเมินแล้วว่าอาจจะไม่พร้อม หรือเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัย ก็อาจจะต้องมีการรักษาก่อนได้ครับ สำหรับผมที่ใส่แว่นตาสั้นสูงมาเป็นระยะเวลานาน จะมีโอกาสเกิดอาการที่เรียกว่า “จอประสาทตาหลุดลอก (Retina detachment, 망막 박리)” ซึ่งถ้าไม่รักษาก่อนและปล่อยไว้เรื่อย ๆ ก็อาจจะทำให้จอประสาทตาลอกและสูญเสียการมองเห็นได้ ก็เลยต้องรักษาจอประสาทตาในวันเดียวกัน และรอติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์ถัดไป ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนของการรักษาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแยก เป็นเงิน 114,800 วอน (ประมาณ 3,100 บาท – ประกันสุขภาพเกาหลีเบิกได้บางส่วน)

รักษาจอประสาทตาลอก

พอตรวจตาเสร็จ ก็รอคิวตรวจจอประสาทตาลอกตรงนั้นเลยครับ ก็จะมีหยอดยาชาและยาขยายม่านตา มีเครื่องที่หน้าตาคล้าย ๆ กับเครื่องวัดสายตา เอาหน้าผากประกบเครื่อง มีที่ล็อคให้ติดกับเครื่อง แล้วก็ทำการปล่อยแสงให้เราจ้อง แพทย์ก็จะใส่เลนส์ประกบที่ตาแล้วก็ยิงเลเซอร์ไปครับ ทุกครั้งที่ยิงก็จะเป็นเหมือนแสงกระพริบ ๆ ไม่มีอะไรที่รู้สึกว่าเจ็บแสบ แต่มันเป็นเจ็บแบบปวด ๆ จากข้างหลังทุกครั้งที่ยิงครับ อารมณ์ปวดตาเป็นไมเกรน 555 (ถ้าให้สรุปความเจ็บปวด การรักษาจอประสาทตาลอกนี่อาจจะเจ็บกว่าใส่เลนส์เสริมอีกครับ)

นัดคิวผ่าตัดตัด

จริง ๆ ผ่านไป 5 วัน ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ผมก็ขอคิวกับทางคลินิกให้มาตรวจสุขภาพสายตา เช็คอัพหลังจากรักษาจอประสาทตาไป เพื่อประเมินว่าเราอยู่ในสภาพผ่าตัดใส่เลนส์เสริมได้หรือไม่อีกครั้งครับ ผลสรุปก็คือ “ผ่าน” ก็ได้ใบสั่งยาไปซื้อยามาใช้สำหรับกินเพิ่มเติมเมื่อผ่าตัดเสร็จ ก่อนเดินทางมาที่คลินิกนั้น ในวันผ่าตัดก็จะต้องหยอดยาขยายม่านตาและยาฆ่าเชื้อ ทุก ๆ 5 นาที จำนวน 6 ครั้ง (ข้างละ 12 หยด รวม 1 ชั่วโมง) ก่อนเดินทางมาที่คลินิกครับ หลังจากหยอดยา ก็จะพบว่าสายตาเราอาจจะมองเห็นได้ไม่ค่อยชัดและไม่สามารถสู้กับแสงจ้ามาก ๆ ได้ ก็ต้องอาศัยคนขับรถมาหรือนั่งท็กซี่ไปครับ

ผมได้คิวผ่าตัดเวลา 11.30 น. เมื่อเข้าไปนั่งรอคิว ก็จะมีเอกสารเป็นภาษาอังกฤษให้เซ็นยินยอมการผ่าตัด ด้านในเอกสารก็จะพูดถึงภาพรวมการผ่าตัด, อาการหรือผลข้างเคียง หลังการผ่าตัด, การดูแลรักษาตัวเองหลังการผ่าตัด เมื่อเซ็นยินยอมครบทั้งหมดแล้ว ก็จะได้เข้าไปคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัด สอบถามข้อมูลที่สงสัย แจกอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการดูแลหลังการผ่าตัด (แว่นตาสำหรับครอบตาก่อนนอน) และชำระเงินส่วนที่เหลือ

จากนั้นรอคิวประมาณ 10 นาทีก็ได้เข้าไปในห้องผ่าตัดครับ ตรงนี้ก็จะมีล็อคเกอร์สำหรับเก็บสัมภาระ ให้เก็บแว่นเก่าของตัวเองใส่กระเป๋าไว้ได้เลย แล้วก็จะมีให้ล้างหน้า ใส่เสื้อและหมวกคลุม (ก่อนมาแนะนำให้ล้างหน้าให้สะอาด รวมถึงสระผมด้วย เพราะหลังจากผ่าตัดแล้ว จะไม่สามารถล้างหน้าหรือสระผมได้เป็นระยะเวลา 5 วัน) เตรียมตัวเสร็จก็ถูกพามาอีกห้องเพื่อให้คุณหมอ ตรวจตาแล้วก็มีการใช้เหมือนปากกา มาร์กตำแหน่งสำหรับการผ่าตัดตา (ตรงนี้เท่าที่ศึกษาข้อมูลก็พบว่า สำหรับคนที่มีสายตาเอียงประกอบด้วย ก็จะต้องอ้างอิงตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาสายตาเอียงไปในตัว) ซึ่งขั้นตอนตรงนี้ก็ไม่มีเจ็บอะไรครับ

เข้าไปก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตา แล้วก็เหมือนพูดปลอบ ๆ ตลอดเวลาว่าเข้าไปข้างในก็ให้จ้องแสงส้มนะ ไม่มีอะไรเจ็บเลย แปปเดียว จะเสร็จเร็วหรือช้าก็จะอยู่กับความร่วมมือของคนไข้ด้วย บลาๆ ได้คิวเข้าไปบนเตียงก็คือนอนเลยครับ มีอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจหนีบนิ้วชี้เราไว้ จากนั้นก็จะมีผ้าเอามาคลุมหน้าเรา คุณหมอก็จะเข้ามาบอกให้เรามองตามองล่าง (밑으로 보시고 ~ ) แล้วก็มีอะไรมาแปะที่ตาเราเหมือนล็อกสายตาเราไว้ จากนั้นก็เริ่มหยอดยา สลับกับน้ำ ล้างตาไปมา เราก็มีหน้าที่แค่มองไปที่แสงจ้า ๆ ครับ ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร อาจจะเป็นแค่ความตื่นเต้น การผ่าตัดเริ่มที่ข้างซ้ายก่อน เราก็อ่านรีวิวมาว่าไม่เจ็บ ๆ ก็ไม่เจ็บจริง ๆ ครับ แต่ถามว่ารู้สึกอะไรไหม ก็รู้สึกเป็นเรื่องปกติ ทุกขั้นตอนทำอะไรกับตาของเราก็เห็น ส่วนตาเราจะกระพริบได้ไหม ขอบอกเลยว่ามันกระพริบไม่ได้เพราะมีอุปกรณ์ยึดไว้หมดแล้ว ดังนั้นก็สบายใจได้ว่าจะไม่มีอาการเผลอไปกระพริบตาแน่นอนครับ ในตลอดการทำคุณหมอก็จะเชียร์และให้ข้อมูลเราเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น “เก่งมาก” “ไม่มีตรงไหนเจ็บเลย” “แปปเดียวก็เสร็จแล้ว” “อันนี้จะหยอดน้ำไปนะครับ ไม่ต้องตกใจ จะเย็น ๆ หน่อย” ฟังไปฟังมาก็ช่วยลดอาการตื่นเต้นของเราได้เยอะเหมือนกัน

ใช้เวลาทำข้างหนึ่ง เท่าที่รู้สึกคือประมาณ 5- 10 นาที จากนั้นก็เปลี่ยนมาทำอีกข้าง รอบนี้พอเรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เลยอาจจะมีการตื่นเต้นนิดหน่อย ซึ่งคุณหมอก็จะบอกเราเองว่า ไม่ต้องเกร็งครับ ปล่อยตามสบาย (힘을 빼세요 – ฮี-มึล-เป-เซ-โย) บอกแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ เบ็ดเสร็จใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที

แว้บแรกที่เรามองผ่านเลนส์เสริมหลังหลงจากเตียงคือ เห็นลาง ๆ ครับ ยังไม่เห็นชัดทันทีเพราะมีความรู้สึกเหมือนมีน้ำยาอะไรเต็มตาไปหมด​ จากนั้นก็จะเข้ามาที่ห้องที่มีเก้าอี้ใหญ่ ๆ นุ่ม ๆ ให้พักผ่อนตรงนี้ประมาณ​ 30-40 นาที นั่งหลับตา ก่อนที่จะตรวจความดันตาก่อนกลับ

หลังผ่าตัดตาแล้วเอาจริง ๆ เมื่อผ่านไป เราจะมองเห็นได้ลาง ๆ ครับ ไกล ๆ จะชัดหน่อย ใกล้ ๆ จะยังมองไม่เห็น คือสามารถเดินไปไหนได้บ้าง แต่!! ถึงอย่างไรก็ตาม อาการที่เป็นผลข้างเคียงจากยา หรือจากการผ่าตัดใหม่ ๆ ก็ยังคงรู้สึกอยู่ นั่นก็คือ “เวียนศีรษะ และรู้สึกคลื่นไส้ อยากจะอาเจียน” อันนี้เลยแนะนำว่าหากเป็นไปได้ก็อย่าใช้สายตาเยอะ พยายามกลับไปที่พักแล้วก็นอนสักหลายๆ ตื่น บวกกับการหยอดยาตามที่แพทย์แนะนำให้อยู่เรื่อย ๆ

สภาพหลังออกจากห้องผ่าตัด ที่ดูไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ดูไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังพอสู้ฟ้าอากาศได้ แต่ถึงกระนั้นก็ควรนำแว่นป้องกันสายตา แว่นกันแดด มาปกป้องสายตาด้วย เนื่องจากยาขยายม่านตายังคงเหลืออยู่ทำให้ไม่สามารถสู้แดดหนัก ๆ ได้

สภาพสายตาหลังผ่าตัด 1 วัน

คืนหลังจากผ่าตัดเสร็จผมว่าก็เห็นชัดขึ้นในระดับ 70-80% แล้วครับ และหลังผ่าตัด 1 วันก็จะต้องไปตรวจติดตามอาการที่คลินิกอีกครั้ง ซึ่งสภาพสายตาของผมก็เห็นได้ชัดอยู่ในระดับที่พอใจ (ประมาณ 1.2 ทั้งสองข้าง) แต่ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า ไม่ได้ใสชัดระดับ HD หรือเหมือนกับตอนใส่แว่น ต้องมีเพ่งเพื่อให้เห็นตัวอักษรอยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะตัวยาที่หยอด, แผลที่ยังคงมีอยู่ และสายตาที่ต้องรอการปรับ ทั้งนี้ทั้งนั้นสภาพสายตาหลังการทำ รวมไปถึงความดันลูกตาหลังการผ่าตัดอยู่ในเกณฑ์ปกติดีครับ และจะต้องมาติดตามอาการหลังจากนี้ 3 วัน, 1 เดือน และติดตามอาการทุกปี

สิ่งที่ต้องทำหลังจากผ่าตัดใส่เลนส์เสริม

  • หยอดตาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยจะได้ยามา 2 ชุด เป็น Antibiotics และ Anti-Inflammation หยอดสองตัวสลับกัน เว้นช่วงห่างแต่ละอัน 5 นาที (เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน)
  • ทานยาที่แพทย์จ่ายยาให้ 3 เวลา หลังอาหาร 30 นาที (เป็นเวลา 3-4 วัน)
  • มีวิตามินเสริมบำรุงสายตาที่คลิกนิกให้มาด้วย 1 กล่อง อันนี้กิน 2 เวลา เช้า-เย็น
  • สวมแว่นตาป้องกันการขยี้ตาก่อนนอน เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • งดใช้สายตาหนักจากการทำงานคอมพิวเตอร์, ใช้โทรศัพท์มือถือ ในสัปดาห์แรก (ถ้าเลี่ยงไม่ได้ให้พักสายตาทุก ๆ 50 นาที เป็นเวลา 10 นาที)
  • ไม่สามารถล้างหน้า สระผม ใน 5 วันแรก (ต้องไปให้ที่ร้านสระผมสระให้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าตาและการก้มหน้าที่จะทำให้เกิดความดันตาสูง) จะมีปฏิทินกิจกรรมที่สามารถเริ่มทำได้แนบมาให้
  • นอนหมอนสูง, งดการก้มหน้า เพื่อไม่ให้ความดันลูกตาขึ้นสูง
  • หลังผ่าตัดห้ามขยี้ตาเด็ดขาด

ความรู้สึกส่วนตัว – คุ้มหรือไม่คุ้ม

ในวันนี้​ที่บันทึกหลังเขียนบล็อก ก็เป็นวันที่ 8 หลังจากผ่าตัด ภาพรวมอาการปวดตาก็ค่อย ๆ เริ่มหายไป จำได้ว่าวันแรกที่เริ่มล้างหน้าได้ พอเราไปแตะบริเวณดวงตาก็พบว่ายังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ (ซึ่งปกติถ้าไม่จับก็ไม่ปวด) เลยรู้สึกว่าการรักษายังต้องรอระยะเวลาฟื้นฟูไปอีกสักระยะ บ้างก็ว่า 2 สัปดาห์เป็นต้นไปจนถึงเป็นเดือนกว่าสายตาจะเข้าที่ อาจจะมองในแง่หนึ่งว่าเราสายตาสั้นมาก และใส่แว่นมาตลอด ทำให้ความคุ้นเคยกับสายตาใหม่ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางเท่าไหร่ ในวันที่ 8 นี้ให้ความสมบูรณ์ของสายตาใหม่ไว้สัก 85% ยังมีมัว ๆ ให้อารมณ์เหมือนคนขี้ตาเยอะ ๆ ยังคงต้องรอวันที่รู้สึกว่าเห็นทุกตัวอักษรใสแจ๋วอีกสัก 2-3 อาทิตย์หลังจากนี้ และถ้าเกิดมีความรู้สึกยังไง จะเอาไว้มาอัปเดตในบล็อกต่อไปครับ

ส่วนถามว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปไหม เพื่อสุขภาพของสายตาเราในอนาคต ผมก็ยังมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าครับ บวกกับแอบไปศึกษา เปรียบเทียบราคากับที่ไทยก็พบว่าที่นี่เกาหลีแอบถูกกว่าอยู่พอสมควร การที่ไม่ต้องใส่แว่นก็จะช่วยให้การใช้ชีวิตเรามีความคล่องตัวมากขึ้น ออกมานอกอาคารไม่ต้องเจอฝ้าขึ้นแว่น, ตื่นนอนตอนเช้าไม่ต้องคลำหาแว่น, ใส่แว่นกันแดด หรือหาแว่นแฟชั่นเท่ ๆ ไว้ใส่เวลาไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ ก็คงมีหลากหลายเหตุผลกันไป ก็หวังว่ารีวิวการใส่เลนส์เสริม ICL นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจในการผ่าตัดปรับค่าสายตากันนะครับ

เรียนรู้อะไรจากการจัดการโควิด-19 ของเกาหลี

จะบอกก่อนว่าเรื่องที่มาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ มาจากการสังเกตการณ์ทั้งหมดครับ หากย้อนไปก่อนเราจะรู้จักกับโควิด-19 ก็น่าจะได้ยินคำว่า “อู่ฮั่น” กันมาก่อน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดหนักที่นั่น จนเป็นข่าวคราวปิดเมือง แต่ละประเทศตรวจสอบประชาชนในพื้นที่ก่อนจะส่งเครื่องบินไปรับ ทำให้พอเราได้รู้สึกถึงความรุนแรงของโรคนี้กันบ้าง ช่วงที่ติดตามข่าวก็เดินทางกลับมาพักผ่อนที่ไทยช่วงเทศกาลตรุษจีนพอดี เอาตรง ๆ ที่ไทยในตอนนั้น ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้กันเท่าไหร่ครับ วันที่เดินทางเตรียมกลับมาเกาหลีก็รู้แค่ว่าที่สนามบินน่าจะมีโอกาสเสี่ยงที่เจอผู้คนเยอะ เราก็เตรียมสวมหน้ากากเอาไว้ ในวันที่เดินทางเกือบ 70% ของนักท่องเที่ยวที่สวมหน้ากากอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ
วันแรกที่รู้สึก ‘ตื่นตัว’ กับโคโรน่าไวรัสรอบนี้ น่าจะเป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเดินทางกลับไปเกาหลี
เดินทางกลับมาทำงานที่เกาหลีวันที่ 27 มกราคม จำได้ว่าเลขผู้ติดเชื้อของเกาหลียังไม่เยอะเท่าไหร่ ไทยยังนำมาก่อนหลายคน มีเรื่องเคสผู้ติดเชื้อนอกจีนแผ่นดินใหญ่รายงานมาอย่างต่อเนื่อง ผมเรียกว่ากลับมาแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างปกติอยู่สักพักและก็เชื่อลึก ๆ ว่าที่ไม่เกาหลีไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ ในขณะที่คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงาน นั่งนับตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันให้ฟังทุกวัน ๆ เข้าสู่ตอนนั้นเกาหลีก็มีผู้ติดเชื้อหลัก 20-30 คนตามไทยมาเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เดินทางมาจากจีน, อู่ฮันเลยโดยตรง ตอนนั้นด้วยความที่จำนวนน้อยมาก ก็ทำให้เราพอนับได้ว่าผู้ติดเชื้อหมายเลขเท่าไหร่ เพื่อหาความเชื่อมโยงได้ สำนักข่าวเกาหลีหลายเจ้า จะทำรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ก็เริ่มทำ Infographic จับโยงความสัมพันธ์ว่าผู้ติดเชื้อคนไหนมาจากไหน แพร่เชื้อให้ใคร มีความสัมพันธ์เป็นยังไง เพื่อทำให้การวิเคราะห์ง่ายขึ้นเนื่องจากโรคนี้ติดกับคนใกล้ชิดได้ง่าย  ช่วงประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์เกาหลีเริ่มจับตามองประเทศกลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ นอกจากจีนตอนนั้นมีข่าวที่หญิงคนหนึ่งไปเที่ยวเมืองไทยกลับมาแล้วติดเชื้อ ก็เริ่มฮือฮาเพราะเป็นเคสแรก ๆ ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อมาจากประเทศที่ไม่ใช่จีน
ช่วงแรกๆ ที่ยังเป็นหลัก 10 คน ก็ยังมีการนำความเกี่ยวข้องมาเชื่อมโยง เพื่อหาเส้นทางการแพร่เชื้อ (รูปจากสำนักข่าว 머니투데이, 연합뉴스)

ผู้ติดเชื้อรายที่ 31 กับความตื่นตัวของคนเกาหลี

จนกระทั่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์​ เรื่องราวของ “Super Spreader” ป้ามหาภัยก็เริ่มน่าจะเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียล เมื่อผู้ติดเชื้อรายที่ 31 ของเกาหลีเป็นสมาชิกของโบสถ์​ลัทธิหนึ่งในเมืองแดกู ที่มีผู้เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก นำมาซึ่งการแพร่กระจายและติดเชื้อในวงกว้างส่งผลให้เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นหลักร้อยคนต่อวัน (และถ้าให้สรุปจากรายงานล่าสุดของวันที่ 13 มีนาคม ที่มีผู้ติดเชื้อยอดรวมทั่วประเทศในเกาหลี 7,979 คน เป็นเคสของลัทธินี้ไปแล้ว 4,780 หรือคิดเห็น 59.9%) “คุณป้ามหาภัย” ที่คนไทยเรียกหรือ ผู้ติดเชื้อรายที่ 31 เป็นต้นเหตุที่ทำให้คนเกาหลี “ตื่นตัว” ที่จะออกมาปกป้องตัวเองอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น ทางการเกาหลีใต้ จากเดิมที่สามารถนั่งนับเป็นคน ๆ ได้ ก็ต้องเตรียมสร้างจัดการกับข้อมูลของผู้ป่วยไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ให้รองรับการทำงานกับผู้ป่วยที่มากขึ้น ท่ามกลางอุปสรรคเรื่องของแรงต่อต้านจากคนในลัทธิ และการไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยรายชื่อของผู้ร่วมลัทธิ ทำให้ทางการไม่สามารถตรวจสอบการเดินทางของแต่ละคนได้ ลัทธิ “ชินชอนจี” ที่อยู่ยังต้องรักษาความเชื่อจากผู้ศรัทธาทั่วประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ไม่อ่อนข้อต่อรัฐบาลเท่าไหร่ในช่วงแรก ผู้คนที่นับถือบ้างก็ถูกกระแสสังคมต่อต้าน จะไปนมัสการที่โบสถ์อื่นก็ไม่มีใครรับ จนมีคำศัพท์ใหม่ปรากฏในอินเทอร์เน็ตช่วงหนึ่งที่ว่า “ชินมิ่งเอาท์” ที่มาจาก “ชินจอนจี” + “Coming out” การยอมรับว่าตัวเองเป็นคนในลัทธิก็กลายเป็นเรื่องที่หวาดกลัวของคนในโบสถ์เองเช่นกัน
ป้ายหน้าโบสถ์แห่งหนึ่งที่ห้ามคนจากลัทธิชินชอนจีเข้า (ภาพจาก 서남투데이)
ถึงช่วงนั้นการแพร่ระบาดในเกาหลีก็เริ่มหนักขึ้นอย่างจริงจังในปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีการตั้ง Call Center 1339 ศูนย์ Hotline ตามภูมิภาค, ตั้งจุดตรวจกันอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าในขณะนั้นหน้ากากอนามัยก็หมดอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากที่เดิมชิ้นละ 15-40 บาท ราคาก็พุ่งไปชิ้นละ 100 บาท

การให้ข้อมูลที่รวดเร็ว ต่อเนื่องนำมาสู่การเผชิญกับ Fake News

สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงของเกาหลีในขณะนั้น อย่างหนึ่งคือกระแสของข่าวปลอม (Fake news) ที่ก็รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ภาพของผู้ป่วยตามสถานที่ต่างๆ, อาการของโรค ให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว หรือการเผยใบหน้าของผู้ติดเชื้อรายที่ 31 เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลเอาชนะเรื่องนี้ได้อย่างหนึ่งคือความร่วมมือของสื่อมวลชน และการออกมาทำหน้าที่ของรัฐ ในการรายงานสถานการณ์ทุกวันจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ออกมาจัดการกับเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ประจวบเหมาะกับที่เกาหลีพิจารณา “ยกระดับความรุนแรง” เป็น “ขั้นสูงสุด” ในฐานะคนที่อาศัย (เฉย ๆ) ในเกาหลีอย่างผม ในตอนนั้นก็รู้สึกตกใจว่าทำไมต้องยกระดับความรุนแรง เกรงว่าจะเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนแทนหรือเปล่า ช่วงนั้นมีข่าวลือมากมายว่าหากเปลี่ยนระดับความรุนแรงเป็น ‘สูงสุด’ นี้ ก็มีโอกาสที่จะปิดประเทศกันเลยหรือเปล่า จะถึงขั้นต้องกักตุนอาหารเลยหรือเปล่า (ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างงั้น) แต่คิดว่าเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการจัดการ, ออกคำสั่งเด็ดขาดเกี่ยวกับการปราบปรามการชุมนุมหรือรวมตัวกันจนทำให้เกิดความเสี่ยง ก็เรียกว่าเป็น ‘ความใจถึงของรัฐบาล’ ที่ไม่ห่วงการประเมินจากต่างประเทศ แต่อาศัยประเมินจากสถานการณ์ภายในประเทศ ที่ผมพอจำคร่าว ๆ ได้ในวันที่ประกาศยกระดับ ปธน.เกาหลีใต้ มุน แจอิน ได้กล่าวไว้ทำนองว่า “เขาเคยประเมินว่าเราสามารถควบคุมได้ แต่เมื่อมีการแพร่กระจายที่มาจากวิถีที่ผิดปกติ ทำให้สถาณการณ์มันแตกต่างไปจากเดิม” และตัดสินใจยกระดับสถานการณ์
การกระจายข่าวสารจากทางการ ทั้งผ่านสื่อทีวีช่องหลัก, Emergency Alerts, โซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่ IG ยัน Twitter รายงานความเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อ เข้าถึงทุกกลุ่มคนเพราะมีทั้งแปลภาษาอังกฤษและมีภาษามือด้วย
การจัดชุดทีมทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเกาหลี ที่ให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยความ “จริงใจและเยือกเย็น” ผมใช้คำนี้เพราะว่า ยังไม่มีข่าวผู้อำนวยการกรมควบคุมโรคคุณจอง อึนคยอง (정은경) ของขึ้นหรือตะหวาดใส่ใครเลย ซึ่งถ้าใครมีโอกาสได้ติดตามคลิปต่าง ๆ ก็น่าจะพอเข้าใจ ยิ่งในช่วงที่มีการระบาดแรก ๆ มีการตั้งศูนย์รายงานความคืบหน้าทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นมีรายงานวันละ 2 ครั้ง จนตอนนี้เปลี่ยนเป็นการรายงานวันละครั้ง มีการอัพเดตตัวเลขอย่างเป็นทางการบนสื่อโซเชียล โดยการแชร์ข้อมูลจากส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบจำนวน และที่สำคัญมีการใส่ลำดับของผู้ติดเชื้อทุกคนสำหรับการติดตามอาการ และวิเคราะห์เส้นทางต่าง ๆ แน่นอนข้อมูลพวกนี้เราสามารถเข้าไปเว็บไซต์ติดตามรายละเอียดได้หมด
การรายงานแบบวันต่อวันของกรมควบคุมโรค (KCDC) สามารถติดตามย้อนหลังได้จากทาง YouTube
มีการส่งข้อความเตือนภัยพิบัติเป็นข้อความเตือนจากผู้ให้บริการ แจ้งเตือนตลอดว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่ม อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับเรา (อาศัยการตรวจสอบพิกัดจากเสาสัญญานโทรศัพท์) ทำให้เราสามารถเข้าไปเช็คเส้นทางการเดินทางของผู้ติดเชื้อรายนี้ได้ หากพบว่าไปสถานที่ดังกล่าวในเวลาเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ ก็ให้สำรวจอาการด้วยตัวเอง หากไม่ดีขึ้นก็ให้ ‘โทรศัพท์แจ้งคอลเซ็นเตอร์’ ก่อน ‘เข้ารับการตรวจรักษา’ ซึ่งการประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกของรัฐบาลว่า ‘ให้แจ้งคอลเซ็นเตอร์ก่อน’ ทุกครั้ง จึงจะสามารถเข้ารับการบริการได้นั้น ก็เป็นแนวทางการป้องกันแพร่กระจายของเชื้อได้แต่เนิ่น ๆ ได้ค่อนข้างดี สร้าง ‘พฤติกรรมที่ดี’ ให้กับประชาชน เป็นอีกการวางแผนที่อยากจะชื่นชม เพราะถ้าให้ประชาชนไปตรวจเองสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ระมัดระวังตัวเอง โอกาสที่จะทำให้เกิดการแพร่เชื้อก็เป็นไปได้สูง การคมนาคมเกาหลีมันสะดวกก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเกิดคนเดินทางไปตรวจอย่างไม่ระมัดระวังตัว ใช้ขนส่งสาธารณะเดินทางไปในที่ที่แออัด เกมก็อาจจะจบได้เลยในทันที เรียกว่ามีการวางแผนกันอย่างรอบคอบ มีการกระจายชุดตรวจโรค (kit) ไปตามสถานพยาบาล โรงพยาบาลทั่วประเทศ ให้สามารถตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้นจากที่เราจะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับการตรวจนั้นสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ

เทคโนโลยีเดิม เพิ่มเติมคือแก้ปัญหาปัจจุบัน

เมื่อสามารถวางรากฐานของระเบียบการให้การรักษา การจัดการลำดับของผู้ป่วยได้แล้ว ก็มาให้ความสำคัญกับเรื่องหน้ากากอนามัยที่มีไม่เพียงพอ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลของเกาหลีใต้ทำก่อนคือ ‘ยอมรับ’ ว่ามันไม่เพียงพอ จากปริมาณที่สามารถผลิตได้ต่อวัน ก็ได้มีการช่วยเหลือประชาชนโดยการเพิ่มการกระจาย รัฐจัดสรรหาและจัดระเบียบการซื้อได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้น/สัปดาห์ มีการวางระบบเชื่อมกับร้านขายยา-ไปรษณีย์-ร้านค้าสหกรณ์​ เพื่อให้สามารถนำบัตรประชาชนไปตรวจสอบการซื้อได้ว่ามีการซื้อเกินหรือเปล่า เบื้องหลังของเรื่องการตรวจสอบการซื้อซ้ำนี้ เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเดิมที่เกาหลีมีใช้ตามร้านขายยาอยู่แล้วนั้นคือ DUR (Drug Utilization Review) โดยเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้ร้านขายยาสามารถติดตามและตรวจสอบประวัติการรับยาของแต่ละคนได้ ระบบนี้จึงออกแบบมาเพื่อป้องกันการใช้ยาผิดวิธีหรือผลข้างเคียง ทำให้สามารถนำระบบนี้มาประยุกต์ในการตรวจสอบจำนวนหน้ากากที่เคยได้รับ สามารถนำประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ได้ทั่วประเทศอย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์​
รายงานจำนวนหน้ากากอนามัยที่มีการกระจายเป็นรายวัน โดยจะเห็นว่ามีการกระจายให้กับพื้นที่กลุ่มเสี่ยง, ร้านขายยา, ร้านค้าสหกรณ์ และสถานพยาบาล (อ้างอิงของวันที่ 13 มี.ค. แจกจ่ายไป 8,686,000 ชิ้น) สามารถตรวจสอบรายวันได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ)
ระบบที่ดีก็ต้องมาพร้อมกับการจัดระเบียบที่เหมาะสม การจำหน่ายหน้ากากก็ยังมีการแบ่งจำหน่ายหน้ากากตามวัน ด้วยว่าคนที่เกิดลงท้ายปีไหน ต้องไปซื้อวันไหน เพื่อป้องกันการแห่ไปซื้อ แม้ว่าทุกอย่างนี้มันดูจะไม่ได้ผล มองเผิน ๆ ก็คงจะต้องมีคนตำหนิ เนียนไปซื้อวันอื่น หรือลืมวันกันบ้าง แต่ก็ชื่นชมว่ามันเป็นความร่วมมือของประชาชนด้วยในการให้ความร่วมมือ ทางการก็พยายามส่งข้อความไปเตือนตอนเช้าทุกวันว่าวันนี้เป็นคิวของคนที่เกิดปีท้ายเลขอะไรบ้างทำให้ไม่เกิดความสับสน ความใส่ใจเรื่องหน้ากากก็ไม่ได้ถูกหมดเพียงแค่นี้ ยังมีการสร้างระบบในการรายงานสถานะของปริมาณหน้ากากแบบ Real-time (ในระดับหนึ่ง) ทำให้เราสามารถค้นหาร้านขายยาใกล้เคียงได้อีก มีการเปิดเผยข้อมูลเป็น Open API ให้สามารถเชื่อมเอาข้อมูลไปแสดงในแผนที่ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชน สามารถเข้าไปตรวจสอบได้จากเว็บไซต์อย่าง https://mask-nearby.com/ หรือในระบบแผนที่ของ NAVER Map ได้
open data map corona mask
จากผังจะเห็นว่าเป็นการให้ความร่วมมือกันหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสารสนเทศ, ความมั่นคง, กระทรวงสาธารณสุขก่อให้เกิดเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใสผ่าน Open data

เกาหลีหลังจากนี้

สิ่งที่ต้องยอมรับต่อจากนี้คือ สภาพเศรษฐกิจของเกาหลี รายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวที่ไม่น่าจะสู้ดีเท่าไหร่ เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเมืองแดกูที่มีการแพร่ระบาดหนัก คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูกันอีกยาวนาน ยังมีเรื่องของความกลัว สภาพจิตใจของคนในพื้นที่ บวกกับโรคโควิด-19 ที่มีการขยายไปเป็นโรคระบาดระดับโลก น่าจะกระทบกับการท่องเที่ยวและการเดินทางในระยะยาวต่อให้เกาหลีใต้พลิกฟื้นสถานการณ์กลับมาได้เป็นปกติก่อน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือนอกเหนือจากเรื่องที่คาดการณ์ได้นี้ เกาหลีใต้โฟกัสมากกับประชาชน ให้ประชาชนได้รับการบริการพื้นฐาน แก้ปัญหาทีละจุดให้เต็มที่ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะชื่นชมรัฐบาลเกาหลีผ่านการสังเกตการณ์ทั้งหมดของผมครับ      

ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี (KGSP/GKS 2020) ระดับปริญญาโท-เอก ปีการศึกษา 2563

โครงการทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี (2020 Global Korea Scholarship) ประจำปี 2563 (2020) ประกาศรับสมัครนักเรียนทั่วโลกกว่า 1,276 คน (มากกว่าปีก่อน 436 คน) จาก 153 ประเทศ ที่สนใจเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทเอก และสำหรับนักศึกษาวิจัย เพื่อรับทุนศึกษาต่อในประเทศเกาหลีใต้

 

โควต้าสำหรับคนไทย ทุนรัฐบาลเกาหลีประจำปีการศึกษา 2020

  • สมัครคัดเลือกผ่านสถานทูต (Embassy track) : 
    • การคัดเลือกทั่วไป (หลักสูตรปกติ – General Applicants) 13 คน (มากกว่าปีที่แล้ว 7 คน)
    • โครงการพิเศษสำหรับด้านการสอนภาษาเกาหลี 30 คนจาก 24 ประเทศ (Korean Language Teaching Professionals) (ทุนการศึกษาสำหรับสำหรับครู, อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่สอนหลักสูตรวิชาภาษาเกาหลีในสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรองรับจากรัฐบาล)
  • สมัครคัดเลือกผ่านมหาวิทยาลัย (University track) : หลักสูตรทั่วไป 16 คน (มากกว่าปีที่แล้ว 7 คน)หลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ 12 คน (มากกว่าปีที่แล้ว 9 คน) (รวมทั้งสิ้น 28 คน)

โดยผู้ที่สนใจทุนนี้จะต้องผ่านการคัดเลือกรอบแรกผ่านทางสถานทูต โดนสามารถตรวจสอบรายละเอียดการคัดเลือก ดาวน์โหลดใบสมัครได้จากทางเว็บไซต์ Studyinkorea.go.kr ได้โดยตรง

วิธีการดาวน์โหลดใบสมัคร

เข้าไปที่เว็บไซต์ Studyinkorea.go.kr ในช่อง Recent Articles มองหาลิงก์ [GKS] 2020 Global Korea Scholarship for Graduate Degrees ทุนรัฐบาลเกาหลี ป.โท เอก 2019 เมื่อเข้าไปแล้วจะมีรายละเอียดการสมัคร โดยให้สังเกตด้านล่างของรายละเอียดจะมีไฟล์ใบสมัคร รายละเอียดของมหาวิทยาลัย และคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสมัคร

กำหนดการปิดรับสมัครจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานการรับสมัครของแต่ละประเทศ​ เช่น สถานเอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย หรือ ศูนย์เกาหลีศึกษาประจำประเทศไทย ซึ่งจะมีการประกาศแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

คุณสมบัติผู้สมัคร

สัญชาติ

  1. ครอบครัวหรือผู้สมัครจะต้องไม่ถือสัญชาติเกาหลี
  2. ชาวเกาหลีและผู้ที่ถือสองสัญชาติไม่สามารถสมัครได้
  3. ผู้สมัครหรือครอบครัวที่เคยได้รับสัญชาติเกาหลีมาก่อนจะต้องแสดงเอกสารสละสัญชาติเกาหลี

อายุ

  • ไม่เกิน 40 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 กันยายน 1980)
  • อาจารย์ในสถาบันการศึกษา ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 กันยายน 1975 )

คุณสมบัติทางการศึกษา

  • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2020 หรือมีเอกสารคาดว่าจะจบ
  • ต้องไม่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี​ หรือโทจากประเทศเกาหลี (ยกเว้น ได้รับการอุปถัมป์ หรือนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีโดยมีเกรดเฉลี่ย 2.64/4.00 ขึ้นไป หรือ 2.80/4.3 ขึ้นไป

สภาพร่างกาย

  • มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติด สามารถอยู่ในประเทศเกาหลีได้เป็นระยะเวลานานได้

คุณสมบัติที่พิจารณาเป็นพิเศษ

  • มีคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) หรือคะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ​ (TOEFL,TOEIC,IELTS) โดยผลคะแนนจะต้องยังไม่หมดอายุ (คะแนน TOEFL ITPs ไม่สามารถใช้ในการยื่นได้)
  • ผู้ที่สมัครในสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ​ หากมีผลคะแนนเท่ากับผู้สมัครสายอื่น
  • ผู้ที่สมัครคณะในโครงการ Industrial Professional Training Project จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษหากมีคะแนนเท่ากับผู้สมัครคนอื่น
  • ผู้สมัครที่ถือสัญชาติอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอยู่ในโครงการ ODA จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ หากมีคะแนนเท่ากับผู้สมัครคนอื่น
  • บุตรหลานของครอบครัวที่ช่วยเหลือในสงครามเกาหลีจะได้รับคะแนนเพิ่ม 5% ของคะแนนทั้งหมด
  • ผู้สมัครที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน

สิทธิพิเศษของทุนรัฐบาลเกาหลี

  • ตั๋วเครื่องบิน (ไปกลับในระดับชั้นประหยัด
  • ค่าตั้งถิ่นฐาน 200,000 วอน (จะได้รับเมื่อถึงเกาหลี)
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือน 1,000,000 วอน/เดือน (เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 100,000 วอน) (สำหรับโปรแกรมสำหรับนักวิจัย Research จะได้รับ 1,500,000 วอน/เดือน)
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับวิจัย – คณะ Liberal Arts และ Social Science : 210,000 วอน/เทอม – คณะ Natural Science & Engineering : 240,000 วอน/เทอม
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาเกาหลีทั้งหมด 1 ปี
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับปริญญาโท หรือ เอก ทั้งหมด (3 ปี สำหรับระดับปริญญาเอก, 2 ปีสำหรับปริญญาโท, 6 เดือนสำหรับโครงการวิจัย)
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยานิพนธ์ – คณะ Liberal Arts และ Social Science : 500,000 วอน – คณะ Natural Science & Engineering : 800,000 วอน
  • ค่าประกันสุขภาพ 20,000 วอน/เดือน
  • หากมีคะแนน TOPIK ในระดับ 5 ขึ้นไป จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม 100,000 วอน/เดือน
  • ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเมื่อจบการศึกษา : 100,000 วอน
โปรดศึกษารายละเอียดจากในใบสมัครให้ครบถ้วนอีกครั้ง ขอสงวนสิทธิ์ไม่ตอบคำถามหากเป็นข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้จากในเว็บไซต์หรือบนอินเทอร์เน็ต และเนื่องจากว่าผมได้รับทุนในระดับปริญญาตรี จึงไม่สามารถให้ข้อมูลในเชิงลึกของระดับปริญญาโท-เอกได้ครับ แต่หากมีข้อมูลที่สงสัยส่งเข้ามาเรื่อยๆ จะอาสานำไปสอบถามรุ่นพี่มาให้เพิ่มเติมได้ครับ

My Year In Review 2019 : เริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ

ก่อนจะเริ่มเขียนรีวิวแต่ละปี ผมอยากจะเริ่มจากสิ่งที่เขียนไว้เมื่อปลายปีก่อน มาลองอ่านดูอีกครั้งว่า เราหวังให้ปีใหม่ของเราเป็นยังไง อยากทำอะไร อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้ว่าที่ผ่านมา “2019 สำหรับเราแล้วเป็นปีแบบไหน” ก้าวไปข้างหน้า อยู่กับที่ หรือมีอะไรให้ปรับปรุง มาย้อนดูก็พบว่าผมเขียนว่าสิ่งที่อยากทำในปี 2019 ไว้ 3 อย่างใหญ่ ๆ  1. อยากสร้างนิสัยเขียนบล็อก/ บทความให้ดี   สรุปปี 2019 : ช่วงต้นปีพยายามจะหาคอนเทนต์อะไรใหม่ๆเข้ามา แต่สุดท้ายติดที่ไม่ได้ลงมือทำ หรือคิดเยอะไป คิดมากไป คิดใหญ่ไป เลยไม่ได้มีอะไรให้ติดตามกันต่อสักที รู้สึกว่าชีวิตจะมองหาความเป็นเพอร์เฟ็กต์ชันนิสต์เข้าไปทุกวัน ไม่ถูกใจก็ไม่เอาบทความขึ้นเลย… ช่วงขยันก็ขยันมาก ขี้เกียจก็ขี้เกียจมาก คิดว่าน่าจะต้องหารูปแบบชีวิตที่ให้สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้และไม่กระทบกับงานประจำ ก็คิดว่าจะหาทางออกให้ได้ในปีหน้า 2020 2. หาประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (ที่ไม่ใช่วิชาการ)    สรุปปี 2019 :  เป้าหมายหลักของข้อนี้จริงๆ คือการออกมาจากคอมฟอร์ทโซน แต่คำว่า “คอมฟอร์ทโซน” ดูจะเป็นกำแพงที่ใหญ่ไปเสียหน่อยเลยอาจจะเจาะจงมาว่าให้ “ลองหาอะไรทำใหม่ๆ” ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรใหม่ๆ ที่มาเป็นสกิลติดตัวเพิ่มเติม แต่ก็ถือว่าได้ทำอะไรที่เพิ่งเคยทำครั้งแรกในชีวิตเยอะขึ้นมาอีกหน่อย เช่น เล่นสกีครั้งแรก, เรียนภาษาจีน (อันนี้อาจจะดูวิชาการไปหน่อย แต่เรียนแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์หลายอย่าง ช่วยให้เข้าใจรากคำภาษาเกาหลีเพิ่ม, เข้าใจคำศัพท์ง่าย ๆ ภาษาจีนเอาไว้ต่อยอดให้สามารถสื่อสารเบื้องต้นได้)​ ปีหน้าคงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเรียนให้ต่อเนื่อง กับยังคงคิดจะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆให้กับตัวเองต่อไป 3. พบปะ คุยกับคนที่มีความชอบคนละแบบ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ    สรุปปี 2019 :  ปีนี้เปลี่ยนงานเลยทำให้ได้ต้องรู้จักคนเยอะขึ้น ก็โชคดีที่เพื่อนร่วมงานหลายคนโอเคมาก เป็นชาวต่างชาติที่อาศัยในเกาหลีเป็นระยะเวลานานเลยทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตไม่แตกต่างกัน เจออะไรมาเหมือน ๆ กันเลยทำให้คุยกันรู้เรื่องเป็นพิเศษ มีกิจกรรมที่ไปสันทนาการ เล่นดาร์ท กินข้าวด้วยกัน (โชคดีอีกต่อ คือกลุ่มนี้เน้นกิน ไม่เน้นแอลกอฮอล์) เลยทำให้ชีวิตในที่ทำงานมีอะไรผ่อนคลาย มีสังคมการทำงานใหม่เพิ่มขึ้นมา ส่วนปีหน้าจะหาคนที่มีความชอบคนละแบบ หรือหาใครมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่ไปขวนขวายหาตามหาก็รู้สึกว่าข้อนี้จะทำได้ยากเหมือนกัน ปีหน้าปีใหม่นี้ก็คงจะไม่ได้เน้นข้อนี้เท่าไหร่ (คิดว่า)

ปี 2019

ปีที่ออกจากคอมฟอร์ทโซน (จริงๆ) ที่ทำงานใหม่ ย้ายบ้านใหม่ เพื่อนที่ทำงานใหม่

กลับมาย้อนดูตัวเองปีนี้คิดว่าเป็นปีที่ “ออกจากคอมฟอร์ทโซน” ได้เยอะมากกว่าที่คิดแฮะ ด้วยความตั้งใจและเหตุการณ์พาไป ได้ลองไปที่ใหม่ๆ เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ตั้งแต่ย้ายงาน ย้ายบ้าน ไปเที่ยวสถานที่ใหม่ ๆ หลายอย่างที่มันไม่ได้วางแผนไว้ หรือไม่คิดจะลองทำเราก็ได้เริ่มต้นทำ

เริ่มต้นปีด้วยภาวะหมดไฟ : เอายังไงกับชีวิตที่เกาหลีต่อดี?

ช่วงก้าวผ่านปี 2018 มาปี 2019 เอาจริง ๆ คิดว่าสภาพทางอารมณ์ค่อนข้างแปรปรวนเยอะ เพราะบริษัทที่ทำงานเดิมก็มีการเปลี่ยนแปลงในองค์กร เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน-ลดพนักงาน เพื่อน ๆ ที่เคยทำงานด้วยกันก็หายไปหมด พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนเยอะ เหมือนมีอาการช็อคเล็กๆ เกิดความรู้สึกดาวน์ลงมา มีบางวันที่ไม่ค่อยอยากกินอะไร ตื่นมาก็ไม่รู้จะทำอะไร ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ตอนนั้นก็คิดว่าตัวเองน่าจะเข้าข่าย ‘หมดไฟ’ ไปกับการทำงานที่เดิม เลยเริ่มมองหาที่ทำงานใหม่มาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี ในขณะที่คนรอบข้างที่คลุกคลี ไปไหนไปกันอย่างรุ่นน้องที่ได้รับทุน ใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีด้วยกัน 3-4 ปี เมื่อเรียนจบก็ทยอยกลับไปทำงานที่ประเทศไทยบ้าง ทำงานกันบ้าง กลุ่มคนที่เราแฮงก์เอ้าท์ด้วยประจำก็ต้องเริ่มห่างเหินกันไป เราก็เลยเหมือนต้องหากลุ่มที่แฮงก์เอ้าท์ใหม่ ๆ หรือไม่ก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แต่ที่บ้าน เป็นมนุษย์ติดห้อง
งานรับปริญญาของน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ปีนี้ทำบง (แท่งไฟ) ไปเป็นของที่ระลึกให้
ช่วงต้นปีพออารมณ์ไม่ค่อยนิ่ง ก็หาอะไรทำไปเรื่อย ๆ ทำในสิ่งที่อยากทำ ในขณะเดียวกันก็หาข้อมูลสมัครงานไปเรื่อย ๆ โชคดีที่มีตำแหน่งงานที่สนใจเข้ามาช่วงต้นปี เลยใช้เวลาต้นปียุ่ง ๆ ไปกับการเตรียมเอกสารสมัครงาน อัปเดต CV ใหม่ เตรียมสัมภาษณ์ ด้วยงานที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “เกมมือถือ” ก็ได้ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราจะเหมาะกับสายนี้หรือเปล่า ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ได้คิดและวางแผนเกี่ยวกับ career path อีกครั้ง ผมรู้สึกว่าตลาดเกมในเกาหลีค่อนข้างใหญ่ และเกมก็เป็นสื่อที่ค่อนข้างน่าสนใจ ผู้เล่นเข้าถึงทุกวัย เลยคิดว่าอยากจะเข้ามาศึกษาตลาดเกมทั้งไทยในเกาหลีเต็มตัว เลยทำให้งานที่สองเป็นงานเกี่ยวกับเกม

บริษัทใหม่ : วัฒนธรรมการทำงานที่เปลี่ยนไป

วันแรกของที่ทำงาน เต็มไปด้วย Welcome Box Kit อลังการงานสร้าง
ด้วยวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทที่เปลี่ยนไป ผมได้พูดเยอะขึ้น จากแต่ก่อนอยู่กับ Slack (โปรแกรมแชทที่ใช้ภายในองค์กร) เวลาจะติดต่อใครหรือสงสัยอะไร ก็พิมพ์คุยกันอย่างเดียว (แม้จะนั่งตรงข้ามกันก็เถอะ) เลยรู้สึกว่าการพูดน้อยลงมาก ภาษาเกาหลีไม่ขยับ แต่พอเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่ ก็ต้องเริ่มจักคนที่ร่วมทำงานด้วย วิธีการทำงานของเราก็เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนนึกคิดอยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้ทันที พอมาอยู่ในองค์กรที่ใหญ่ขึ้น ความคิดของเราก็จะต้องผ่านการนำเสนอ ต้องมีการโน้มน้าว แสดงให้เห็นกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน สิ่งที่ทำก็ต้องและอยู่ในรูปแบบที่สามารถประเมินเป็น KPI ได้ ก็เป็นอีกวัฒนธรรมขององค์กรใหม่ที่ได้เรียนรู้จากงาน

ย้ายบ้าน

เรื่องย้ายบ้าน เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรามาก และให้เลือกได้ก็ไม่คิดอยากจะย้ายเท่าไหร่ บ้าน (หรือจริง ๆ คือห้องเช่า) เป็น คอมฟอร์ทโซนใหญ่ ๆ ที่ไม่อยากจะไปแตะต้อง ที่อยู่เดิมนอนได้สบาย ตื่นไปทำงานได้ทุกวันก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว แถมอยู่มาก็ตั้งนาน 3 ปี ก็คุ้ยเคย ผูกพันกับย่านแถว ๆ นั้น แต่ด้วยที่ทำงานใหม่สนับสนุนค่าใช้จ่ายค่าบ้านให้บางส่วน กับมาลองคำนวณระยะเวลาในการเข้างานตอนเช้า และค่าโดยสาร รู้สึกว่าเราจะประหยัดได้ทั้งสองอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาเดินทาง ก็เลยคิดว่าควรลองดูสักตั้งหนึ่ง  จังหวะค่อนข้างดีตรงที่ เพื่อนร่วมงานกำลังจะหาบ้านใหม่อยู่เหมือนกัน และบ้านหลังเก่าก็ต้องหาคนมาเช่าต่อ เลยตั้งใจว่าถ้าสภาพบ้านโอเคก็จะขอต่อเลย มาดูก็พบว่าค่อนข้างใหญ่กว่าเดิมเยอะมากกก… เป็นความฝันเล็ก ๆ ที่อยากจะเปิดประตูบห้องมาแล้วไม่ชนสิ่งของอะไร 555 (บ้านหลังเก่าเล็กขนาดนั้น) ก็เลยเทใจมาทางบ้านของเพื่อนร่วมงาน อย่างไม่ค่อยลังเลและไม่คิดจะหาที่อื่นเท่าไหร่ (เป็นคนขี้เกียจเดินเลือกบ้านมาก เพราะรู้ว่าถ้าช้อยส์เยอะจะลำบากใจทีหลัง) จัดการเรื่องที่ใหม่เสร็จก็ไม่ยาก ยากตรงย้ายของจากบ้านเก่าไปยังบ้านใหม่ ปกติการย้ายบ้านในเกาหลี สามารถทำได้ 3 วิธีใหญ่ ๆ คือ 1. ขนเอง 2. ส่งไปรษณีย์ 3. ให้บริษัทรับขนย้ายบ้านโดยเฉพาะมาช่วยจัดการให้ รอบนี้ผมเลือกใช้บริการแบบที่ 3 แต่บริษัทรับขนของ เขาก็จะมีให้เราประเมินด้วยเหมือนกันว่าของที่มีติดตัวอยู่กับเรามีอยู่ทั้งหมดกี่กล่อง ด้วยความที่ของที่มีอยู่มันก็ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในกล่อง เลยกะไม่ถูกและตีไป 13 กล่อง แต่แพ็กเอาจริงๆ ได้ 20 กล่อง !! ลุงที่มาขนของวันนั้นถึงกับบ่นรุนแรงพอสมควร เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเป็นอย่างนั้น เลยให้เงินเพิ่มไปเบ็ดเสร็จหมดไป 230,000 วอน (~6 พันบาท) พอย้ายก็ได้เรียนรู้ว่า “ของเยอะจริง จะเก็บเอาไว้แบบนี้จนถึงเมื่อไหร่ ถ้ามีเวลาควรเอาไปทิ้งบ้าง!”  

เรื่องเที่ยวๆ

ช่วงต้นปีได้ไปเที่ยวที่ประเทศสิงคโปร์​ นั่งตรงจากเกาหลีไปด้วยสายการบินของประเทศเกาหลีอย่าง Asiana Airlines (ครั้งแรกที่นั่งสายการบินนี้อีกเช่นกัน) บริการทุกอย่างก็มาตรฐาน ข้าวยำอร่อยสมคำร่ำลือ ส่วนถ้าให้พูดถึง “สิงคโปร์” นั้นเป็นประเทศที่ซ่อนธรรมชาติไว้อยู่ทุกที่ บ้านเมืองไม่ได้ดูทันสมัยเหมือนในกรุงโซล แต่มีความเป็นระเบียบ และดูสะอาด แต่ไม่ค่อยเหมาะกับเราตรงสภาพอากาศที่ร้อน (เป็นคนขี้ร้อนมากกกกกก…) ส่วนใหญ่ก็จะหมดเวลาไปกับการเดินชมเมือง ใช้ Google Maps จิ้มไปตามพิกัดสถานที่ต่าง ๆ ส่วนมื้อนี้หมดไป 4 พันกว่าบาท กินกันสองคน ก็เลยขอจารึกไว้ตรงนี้ว่าเป็นการกินชาบูที่แพงที่สุดครั้งหนึ่ง (ตอนกดจิ้มก็สั่งด้วยความหิว และเป็นคนชอบทานเครื่องใน เลยจิ้มไม่หยุดเลย เกาหลีหาเครื่องในกินยากมาก)
Clarke Quay
Damiao Hot Pot สาขา Clarke Quay
อีกทริปคือ “ทริปญี่ปุ่น” ที่ฮอกไกโด จำได้ว่าเข้างานไปไม่กี่สัปดาห์ก็ต้องขอลาไปเกือบ ๆ อาทิตย์ เพราะทริปญี่ปุ่นนี้ ตั้งใจไว้จะไปนานมาก เหตุที่ต้องเป็นช่วงนี้ก็เพราะว่าจะไปตรงกับฤดูร้อน ช่วงที่ดอกไม้ต่าง ๆ บานที่เกาะฮอกไกโด เรื่องทริปญี่ปุ่น เขียนไว้ค่อนข้างละเอียด ในบล็อกตอน Hokkaido เที่ยวเกาะฮอกไกโด ฤดูร้อน เที่ยวเอง ไม่ขับรถ ตอนที่ 1 ! และนอกจากต่างประเทศ ปีนี้รู้สึกโชคดีที่ได้เที่ยวไทยบ้าง ! เพราะเวลาคนเกาหลี หรือเพื่อน ๆ ต่างชาติมาถาม คำถามพวกแนว “แนะนำที่เที่ยว ทะเลให้หน่อย” หรือแนว “จะไปเที่ยวไหนดี จะไปกระบี่, ภูเก็ต หรือ พัทยา” เราก็จะได้พอให้ข้อมูลได้บ้าง ปีนี้ช่วงกลางปีเลยตัดสินใจไปเที่ยว “กระบี่” เป็นการเที่ยวทะเลใต้ด้วยตัวเองครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ อยากจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับการเดินทางมากแต่เวลาไม่ค่อยเอื้ออำนวย เพราะรอบนี้ไปแบบไม่มีรถยนต์ส่วนตัวเลย มีซื้อทัวร์ด้วย มีนั่งรถตู้ด้วย แต่ทุกอย่างก็เพอร์เฟ็กต์มาก เที่ยวเหมือนเป็นคนต่างชาติคนหนึ่ง ที่โหยหาอาหารไทย นวดไทย สนุกกับการเดินสำรวจของในร้านสะดวกซื้อ
ทริปที่กระบี่

เปลี่ยนคอม เปลี่ยนมือถือ คอมเปลี่ยนจากวินโดวส์ไปแมค มือถือเปลี่ยนจาก iOS ไป Android

ตอนจะเขียนพาร์ทนี้ก็เอะใจว่า มันควรจะเขียนดีไหม 555 แต่ก็อยากจะบันทึกเอาไว้หน่อย เพราะมันก็เหมือนเป็นอะไรที่เราออกมาจากความคุ้นชิ้นเดิม ๆ อยู่นะ ตลอดช่วงม.ปลายใช้แมค (iMac) ทำงาน พอมาเกาหลีก็มาซื้อ (Windows) Laptop เพราะต้องการเอามาใช้ต่อที่เกาหลี ก็ถือว่าห่างเหินกันเกิน 7-8 ปี ส่วน iOS ไป Android เนี่ย จากใจเลย ใช้ iOS มาก็ร่วม 10 ปีแล้ว การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ทุกวันนี่ น่าจะมีอะไรเปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า ก็เลยลองเอามาคิดเล่นๆ … 
Mac Book Pro Refurbished Box
หน้าตาของกล่อง Mac Book Pro Refurbished คือจะไม่มีลวดลายอะไรเลย ดูเรียบไปอีกแบบ
ช่วงต้นปีมีไฟอยากจะทำคอนเทนต์สูงมาก มีโปรแกรมเจ๋งๆ หลายตัวที่อยากเล่นในแมค อยากกลับไปใช้อีกรอบ (เคยใช้แมคมาตลอดช่วงม.ปลาย) เลยตัดสินใจไปถอยเครื่อง Mac Book Pro ที่เป็นรุ่น Refurbished​ (Refurbished คือ เครื่องที่เคยมีปัญหาแล้วผ่านการซ่อมจาก Apple แล้วมาทำแพ็คเกจใหม่ มีประกันจาก Apple 1 ปี) เลยประหยัดค่าใช้จ่ายลงมาได้หน่อยเทียบกับ Spec ทำงานได้คล่องตัวดี เร็ว แต่ก็ติดปัญหาเหมือนเดิมที่ทำงานกับคนเกาหลีจะต้องใช้โปรแกรมเวิร์ดของคนเกาหลี (Hanword) และสารพัดปลั๊กอิน ก็เลยยังต้องมี Notebook ที่ติดตั้งได้เฉพาะบนวินโดวส์อยู่, แน่นอนรุ่นใหม่ มันก็คงเร็วเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าใช้ต่อไปเรื่อยๆ อีกแค่ไหนถึงจะรู้สึกว่าช้า แมครุ่นใหม่ ๆ ก็จะน่าเบื่ออยู่เรื่องเดียวคือพวกพอร์ทต่าง ๆ ไม่มีอะไรให้นอกจาก USB-C ทำให้ต้องพวก Dock อะไรไปด้วย   ตรงข้ามกันคอมเปลี่ยนจากวินโดวส์ไปแมค, มือถือเปลี่ยนจาก iOS ไป Android ตอนแรกก็คิดว่าอยากลองเพราะเบื่อความจำเจอะไรบางอย่าง ตอนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ รู้ตัวว่าจะต้องได้โหลดเกมมาเล่นเยอะ น่าจะต้องได้หาเครื่องใหม่ไว้สำหรับเทสต์เกมโดยเฉพาะ เลยเล็ง ๆ มือถือฝั่ง Android ราคาย่อมเยาสำหรับทดสอบเกม ก็มาเจอ One Plus 7 Pro ที่ค่อนข้างน่าสนใจ ไม่รู้ไปเจอรีวิวจากไหน แต่เห็นแล้วรู้สึกว่า “เฮ้ยย อันนี้มันคุ้มมาก!” และด้วยความที่มือถือ Android รุ่นใหม่ ๆ ใส่ 2 ซิมได้ ก็เลยทำให้การใช้ชีวิตในเกาหลีง่ายขึ้นไปอีก เพราะปกติแล้วเวลาที่ทำธุรกรรมในไทย ก็จะต้องมีส่งเลข OTP ไปทาง SMS การที่มีมือถือ 2 ซิมมันก็สามารถรับข้อความได้ทันที สะดวกรวดเร็ว (แม้ว่า iPhone จะมี eSim แต่การที่ต้องไปลงทะเบียนที่ศูนย์โทรศัพท์ที่เปิดเฉพาะวันธรรมดา ไม่ได้สามารถทำเรื่องได้ทุกที่ ทุกเวลาเหมือนกับที่ไทย เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ก็อยากจะเลี่ยงมาก)   จากตอนแรกที่บอกว่ามันจะเป็นเครื่องรอง กลายมาเป็น “เครื่องหลัก” เพราะการใช้งานมันค่อนข้างสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนเกาหลี เพราะว่าเกาหลีจะมีบริการอะไรต่างๆ มากมาย แอพสะสมแต้ม, แอพธนาคาร, Mobile Payment, NFC  หลายอย่างที่รองรับเฉพาะ Android พอเปลี่ยนมาใช้ ก็ทำให้การจัดการชีวิตง่ายขึ้น เร็วขึ้น สแกนลายนิ้วมือนี่ก็ยังดีกว่าสแกนใบหน้าในความรู้สึกส่วนตัว สรุปการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ใหม่ก็ทำให้ชีวิตทำงานง่ายขึ้น …​แต่ก็สูญเสียความเป็น Ecosystem ของอุปกรณ์ไปหลายอย่างเลย อย่างหนึ่งก็ Apple Watch นี่แหละที่ตอนนี้เน้นเอาไว้ดูเวลากับบันทึกการออกกำลังกายอย่างเดียว  

หากิจกรรมคลายเบื่อ

เอามารวมกันในหัวข้อนี้ เพราะมันก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ยังไม่ได้ใช้ระยะเวลาจริงจังกับมันได้นานนัก ช่วงปลายปีเลยได้มาเริ่มเรียนภาษาจีน เหตุผล 2 ข้อคือ 1. อยากให้ตัวเองไม่รู้สึกจมกับงานมากเกินไป มีประเด็นใหม่ ๆ ให้ผ่อนคลายสมอง 2. อยากสนทนาภาษาจีนพื้นฐานได้ เวลาไปเที่ยวประเทศที่ใช้ภาษาจีน เรียนแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก่อนเข้างาน (ที่เรียนอยู่ใกล้ที่ทำงาน) ความรู้สึกแรกที่ได้เรียนคือ “นี่มันคือตัวฉันที่เกาหลีเมื่อ 8 ปีที่แล้ว!” จากที่ไม่รู้อะไร ไม่มีพื้นฐานเลย การจะเริ่มต้นจำคำศัพท์อะไรได้แต่ละคำก็ค่อนข้างยากมากเลย แต่ก็ไม่รู้สึกกดดันอะไรตัวเองมาก คงเรียนให้ต่อเนื่องเพื่อรู้คำศัพท์พื้นฐานไปก่อน หาซีรีย์ไต้หวันมาดูเล่น เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเรียน เลยได้มีโอกาสดูเรื่อง Before We Get Married (我們不能是朋友) เห็นว่าเรื่องนี้คนดูเยอะและพูดถึงกันช่วงต้นปี กับเรื่อง The Teenage Psychic (通靈少女) อันนี้เพื่อนไต้หวันแนะนำมา เป็นซีรีย์เก่าหน่อยแต่แฝงข้อคิดไว้ค่อนข้างดี จากปกติที่ไม่ดูซีรีย์อีกก็ได้เปลี่ยนนิสัยเล็ก ๆ ให้กลับมาสนใจกับการดูซีรีย์บ้างกับฝึกการฟัง และกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ได้ทำก่อนจะข้ามสู่ปีใหม่ ก็ได้ไปหากิจกรรมทำอย่างหนึ่งคือ “เล่นสกี” กับ “ปีนเขา”  สองกิจกรรมยอดนิยมของคนเกาหลี การปีนเขาเนี่ย ไม่เคยคิดที่จะปีนเลย เหมือนเดิม เป็นคอมฟอร์ทโซนที่ใหญ่มาก !! ต้องเตรียมตัว เตรียมร่างกาย ตื่นเช้า พี่ที่ทำงานคนไทยชวนไป ตอนนั้นคือตอบตกลงไว้ก่อนเหมือนเป็นการกระตุ้นให้ตัวเองออกมาทำอะไรบ้าง เดินทางออกจากโซลแต่เช้าไปเมือง เริ่มตั้งแต่เช้าถึงเย็น โหยยย.. ไม่ได้เหนื่อยแบบนี้มาในรอบ 10 ปี ! เอาเป็นว่าจำไม่ได้เลยว่าเหนื่อยล่าสุดคือครั้งที่เท่าไหร่ การค่อย ๆ ปีน เหยียบหินไปเรื่อย ๆ ไม่เห็นปลายทางนี่เหนื่อยจริง แต่เมื่อขึ้นไปถึงยอดแล้ว มันก็ฟินอย่างว่าจริง ๆ และถ้าข้างบนมีของอร่อยเป็นรางวัลรออยู่ การปีนเขาครั้งที่ผ่านมามันสมบูรณ์แบบมาก แต่ก็นะ ปวดขาไปเต็ม ๆ 3 วัน เล่นสกีก็ได้คำแนะนำมาจากรุ่นพี่เช่นกัน อยู่เกาหลีมา 7 ปี ไม่เคยมีโอกาสได้ลองเล่นสกีเลย เลยคิดว่าอยากจะลองดู เลยได้ไปจองคอร์สเรียน 2 ชั่วโมง เช่าชุด อุปกรณ์ ไปลองเล่นดู ก็พบว่ามันสนุกบนความเสี่ยงจริง ๆ ตอนเล่นก็ต้องเอาลูกบ้าใส่ไปเยอะ ๆ อย่าไปกลัว ก็จะทำให้พอเล่นได้ พูดอย่างงี้ก็ใช่ว่าจะเล่นได้เยอะ หรือเรียนรู้ได้เยอะ แค่น้ำจิ้มอย่างเดียว กับพอได้รู้ว่า “อ๋อ สกีมันเป็นแบบนี้นี่เอง !”   มาย้อนดูตัวเองแบบนี้เรื่องเล่าเรามีเยอะมาก แต่สุดท้ายคือไม่เคยคิดจะแบ่งเวลามาเขียนให้เท่าไหร่ ที่รู้สึก regret กับตัวเองอย่างหนึ่ง คือ ไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตจุกจิก ๆ ในเกาหลีเยอะมาก และคิดว่าปี 2020 น่าจะแบ่งเวลาสำหรับการเขียนเรื่องราวชีวิตที่นี่ไว้บ้าง  

สิ่งที่อยากทำในปี 2020

  1. จัดการเวลา
เหมือนเดิม จะพยายามจัดการเวลาตัวเองให้ดีขึ้น เอาเวลาว่างมาเขียนบล็อก เขียนบทความให้เป็นกิจวัตรมากขึ้น
  1. จัดการเงิน
ไม่เคยมีแผนนี้อยู่ในปีไหน แต่ก็ทำพวกรายรับ-รายจ่ายมาเรื่อยๆ คิดว่าน่าจะต้องหาทางการใช้เงินที่ดีกว่านี้ แม้ปี 2020 จะมีอะไรหลายอย่างไม่แน่ไม่นอน แต่ก็ไม่ควรประมาทกับการใช้จ่าย
  1. ท้าทายกับสิ่งใหม่ ๆ
ยังบอกไม่ได้อีกนั่นแหละว่าในปี 2020 จะได้เจอกับอะไร จะไปท้าทายอะไร ขอแค่ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจ ก็พยายามจะบอกกับตัวเองว่าให้ทำ ๆ ไปเถอะ ! เริ่มต้นไปก่อน !  

สิ่งที่อยากบอกกับตัวเองและแชร์กับคนอ่าน

บางทีจังหวะก็สำคัญ แต่ไม่สำคัญเท่าได้ลงมือทำไปก่อน ขอให้ปี 2020 (2563) เป็นปีที่เต็มไปด้วยพลังดี ๆ ขับเคลื่อนทั้งปีไปได้อย่างมีความสุขนะครับ 🙂

Hokkaido เที่ยวเกาะฮอกไกโด ฤดูร้อน เที่ยวเอง ไม่ขับรถ ตอนที่ 1 !

ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่เกาะฮอกไกโดอีกครั้งครับ หลังจากที่เคยมีโอกาสไปเมื่อ 4 ปีก่อนในหน้าหนาว รอบนี้อยากเปลี่ยนบรรยากาศลองไปฮอกไกโดหน้าร้อนดูบ้าง ก็เลยได้จัดทำทัวร์ย่อม ๆ กับสมาชิกร่วมเดินทาง 9 คน รวมผมด้วยก็เป็น 10 คน เรียกว่าเป็นการฟอร์มทีมการเดินทางที่ ‘ยิ่งใหญ่’ มาก เลยมีโจทย์ให้คิดตามมามากมาย แน่นอนครับว่าถ้าสมาชิกร่วมเดินทางไปด้วยมีจำนวนเยอะ ก็จะมีเรื่องที่ต้องให้คิดหลายเรื่องหน่อยครับ เช่น
  • ที่พัก 
    • เรื่องที่ต้องคิดส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้น จำนวนสมาชิก การจัดสรรห้อง รูปแบบห้อง รูปแบบที่พัก หรือบางทีก็มีปัจจัยเรื่องราคา มีดีลพิเศษก็ต้องเลือกเก็บเอาไว้ก่อน ส่วนจะจองโรงแรม หรือ AirBNB ก็ต้องบอกว่า Case-by-case  สามารถรองรับคนพักได้เยอะ (6-15 คน) หารเฉลี่ยก็ราคาไม่แพง มีตัวเลือกเยอะ บางที่ห้องมีขนาดใหญ่ แต่ห้องน้ำมีจำนวนน้อย ก็จะไม่สะดวกในการทำธุระพร้อมกัน (นึกภาพตามว่า 10 คน จะต้องอาบน้ำตอนเช้า ในขณะที่ห้องอาบน้ำอาจมี 1 หรือ 2 ห้อง) ฟังดูแล้วไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร ถ้ามาหลายกลุ่ม การจัดสรรห้องพักเป็นห้องๆ หรือจองผ่านโรงแรมก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
  • อาหารการกิน ร้านอาหารในญี่ปุ่นเด็ดๆ ส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้รองรับนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเสียทุกร้าน การหาร้านอาหารอาจจะต้องเล็งจากจำนวนสมาชิกเป็นหลัก
    • ก็ต้องอาศัยหาอ่านรีวิวหรือเน้นเดินกิน แวะกินเป็นหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ในรีวิวนี้จะแนะนำร้านอาหารที่อยู่ในทริปเพื่อประกอบการตัดสินใจ สำหรับใครที่คิดจะทำทัวร์เที่ยวเองย่อมๆสำหรับครอบครัวหรือเดินทางเป็นหมู่คณะ
    • จำนวนคนเยอะ อีกสิ่งที่ควรเช็คคือ รสนิยมการกิน ข้อจำกัดอาหารต่างๆ ที่แตกต่างกัน ก็ต้องหาร้านอาหารที่มีเมนูหลากหลาย หรือเป็นบุฟเฟ่ต์ หรือจัดสรรเวลาสำหรับการทานอาหารแยกกันตามความชอบ
  • การเดินทาง
    • จะสะดวกทุกอย่างหากมีใครสักคนที่สามารถขับรถได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผม การไปดูดอกไม้ในช่วงหน้าร้อนที่ฮอกไกโด เป็นความฝันของผมเลย แต่ติดที่ว่าการจะเดินทางไปในละแวกโซนดอกไม้ เท่าที่ได้ยินมาคือการเดินทางด้วยรถส่วนตัวจะเดินทางสะดวกมาก เลยเป็นความท้าทายของผมที่จะต้องหาวิธีการเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งก็จะมีทัวร์ญี่ปุ่นกับไกด์ท้องถิ่นที่พอเป็นทางออกได้ จำนวนสมาชิกยิ่งเยอะเท่าไหร่การเดินทางต้องระวัง โดยเฉพาะที่ต้องเดินทางโดยใช้รถไฟ – รถบัส จะพลัดหลงกันระหว่างทางได้ง่ายเพราะช่วงที่คนพลุกพล่านก็เยอะจริงๆ รวมไปถึงความตรงต่อเวลา หากจัดทริปท่องเที่ยวหลายคนจะต้องคอยเป็นหูเป็นตา เตือนกันตลอดเวลา ว่า “ห้ามสาย!”
  • แผนการเดินทาง
    • ถ้าจำนวนสมาชิกยิ่งเยอะเท่าไหร่ การบรีฟรายละเอียด ภาพรวมทริปทั้งหมดล่วงหน้ามาก่อนเดินทาง จะทำให้การสื่อสารกระชับขึ้น เข้าใจตรงกัน อาจจะร่างเหมือนกับทัวร์คร่าวๆ การแต่งตัวในแต่ละวันเป็น Guideline วันไหนมีช็อปปิ้ง วันไหนเดินเยอะ หรือวันไหนกินปิ้งย่าง ก็จะได้เลือกการแต่งตัวที่เหมาะสมในแต่ละวันได้
  • อินเทอร์เน็ต
    • ยุคนี้ต้องเร็วครับ มีอะไรต้องถ่ายทอดลงโซเชียล แม้ไม่ได้ติดโซเชียลแต่การจะติดต่อสื่อสารกันระหว่างกลุ่ม ใครตกหล่นอยู่ตรงไหน หรือนัดแนะเวลา มันก็ยังจำเป็นต่อการเดินทางอยู่ดี จำนวนเยอะเท่าไหร่ ควรกระจายไว้ครับ ครั้งนี้ผมเช่าเป็น Wifi พกพา (Portable Wifi) มาใช้ แต่จำนวนก็ไม่เพียงพอกับการใช้งาน แถมต้องอยู่ติด ๆ กันเพื่อให้สัญญานทั่วถึงตลอดเวลา เลยคิดว่าการเดินทางหากสะดวกก็ควรจะมีซิมอินเทอร์เน็ตสำหรับเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศไว้ประจำเลยของใครของมัน
ถ้าพอจะจับแนวทางตรงนี้กันได้แล้ว การจัดทริปเล็กๆ เพื่อเดินทางกับครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้อง ก็ไม่น่าจะเหนื่อยอย่างที่คิดนะครับ (หวังว่า) …

วันที่ 1 : เดินทางสู่เกาะฮอกไกโด

ทริปนี้บอกเลยว่าพิเศษเหมือนเดิม ผมได้เพื่อนญี่ปุ่น 2 คนมาร่วมเดินทางไปด้วย คนหนึ่งเป็นขาประจำที่เดินทางไปญี่ปุ่นที่ไรจะได้รับการช่วยเหลือตลอด ถิ่นกำเนิดคือโอซาก้า แต่ว่าตัวเองก็อาสาพามาเที่ยว ตีตั๋วมาฮอกไกโดโดยเฉพาะ อีกคนเป็นเพื่อนของเพื่อน บ้านเกิดคือฮอกไกโด เมืองซัปโปโร ด้วยความที่เพื่อนกลัวว่าตัวเองจะนำทางได้ไม่ดี เลยไปชวนเพื่อนเจ้าถิ่นมาร่วมแจมด้วย ผมเดินทางออกจากเกาหลี มาเจอกับกลุ่มป้า ๆ ที่เดินทางมาจากประเทศไทยครับ เราก็ได้มีการนัดแนะ เวลาที่จะถึงโดยคร่าวๆ เมื่อผมถึงสนามบิน ผ่านทุกกระบวนการตม. มาเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาอยู่ในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ Terminal 2 ของสนามบินชิโตเสะ (New Chitose Airport) ครับ ผังของสนามบินก็จะมีสองอาคารใหญ่ๆ Terminal 1 และ Terminal 2 ที่เชื่อมหากัน แต่เมื่อผมออกมาก็พบว่าไม่เจอใครเลย !! คิดว่าเป็นเซอร์ไพรส์แต่ก็ไม่ใช่ ก็รออยู่ได้สักพัก จนออกสำรวจทั่วสนามบินก็ไม่เจอ ก็เลยกลับมาแถว ๆ ที่เดิม ก็พบว่าทุกคนมารวมตัวกันซื้อซอฟต์ครีม ละลายเงินเยนตั้งแต่ยังไม่เข้าเมืองกันเลย !
นั่งกินขนมกันเพลินจนลืมไปเลยว่ามีนัด !!
การเดินทางเข้าตัวเมืองจากสนามบินชิโตเสะ มีด้วยกันหลายวิธีครับ ผมเคยเขียนไว้ในบล็อกการเดินทางฮอกไกโดครั้งแรก ครั้งนี้จะต้องแบกกระเป๋าหลายใบด้วยกัน การเดินทางด้วยรถไฟอาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เลยตัดสินใจว่าจะนั่งรถบัสจากสนามบินไปแทน

นั่งบัสจากสนามบิน Chitose เข้า Sapporo

การเช็คเส้นทางรถบัสสนามบิน ผมใช้วิธีการค้นหาเส้นทางจากใน Google Maps คร่าว ๆ ก่อน ว่ามีรถบัสผ่านไปโรงแรมของเราหรือเปล่า แม้ว่ารายละเอียดบน Google Maps จะไม่ได้บอกถึงขั้นว่าต้องขึ้นรถหมายเลขอะไร แต่ก็จะบอกป้ายที่ต้องลงได้ เป็นภาษาญี่ปุ่น ก็อาจจะเอาไป Google Translate แปลเป็นภาษาอังกฤษอีกที ให้เราไปค้นหาในเว็บ Airport Bus อีกครั้งหนึ่ง หรือจะใช้วิธีการถามโรงแรมโดยตรงเลยก็ได้ครับว่า เราควรต้องนั่งรถบัสไปลงป้ายไหนที่จะใกล้โรงแรมมากที่สุด
Lomousine bus from Chitose
เวลาค้นเส้นทางใน Google Maps ถ้ามีคำว่า Limousine Bus ก็พอจะเดาได้ว่าที่นี่มีรถบัสจากสนามบิน
จุดขึ้นรถบัสอยู่ชั้น 1 ของอาคาร Domestic (Terminal 2) เดินตามป้าย ลงบันไดเลื่อนมาที่จุดซื้อตั๋วได้เลย
บัสจากสนามบิน Chiose ไป Sapporo
หน้าตาของจุดจำหน่ายตั๋วรถบัส ที่มีทั้งตู้อัตโนมัติและสามารถซื้อผ่านเคาน์เตอร์ได้
เดินไปที่ เคาน์เตอร์​ Choubus Information แล้วก็แจ้งป้ายที่เราต้องการลง บอกจำนวนคน จ่ายเงินก็จะได้ตั๋วและรายละเอียดจุดขึ้นรถมาตามกระดาษในรูปข้างบนครับ ค่าใช้จ่ายในการเข้าเมือง 1,100 เยน/คน/เที่ยว และมีส่วนลดเมื่อซื้อ 4 ใบ (ตกใบละ 1,000 เยน) จุดขึ้นรถก็จะเป็นชานชาลาที่ 14 ซึ่งอยู่ถัดไปจากเคาน์เตอร์ชำระเงิน ไม่ได้เป็นแบบระบุที่นั่ง ดังนั้นไปจัดระเบียบแถว ต่อแถวขึ้นรถบัสกันได้เลย ข้อดีของรถบัสก็คือจะมีประกาศเสียงเป็นภาษาอังกฤษบอกทุกป้าย ทำให้ความกังวลลดลงไปหน่อย กว่าจะเดินทางเข้าตัวเมืองก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงครับ ตามที่พนักงานเขียนไว้ในโน้ตเลย และลืมบอกอีกเรื่องก็คือ ! ขากลับ จะใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ เนื่องจากว่ารถบัสจะต้องจอดรับผู้โดยสารมากเป็นพิเศษ​บวกกับการจราจรที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เลยเขียนว่าขากลับสนามบินใช้เวลา 2 ชั่วโมง ! ผมเลยไม่ได้จองตั๋วรถขากลับเพราะผิดแผนจากเดิม เลยคิดว่าอาจจะได้นั่งรถไฟใต้ดินเข้าสนามบิน (เนื่องจากขากลับเป็นไฟลท์เช้า 08.40 น.) แต่ถ้าให้สรุปตอนจบเลย เรานั่งรถบัส Limousine แบบเดิมกลับมาที่สนามบิน โดยไปรอขึ้นแต่เช้า รอบเช้าสุดจากสถานีใกล้ที่พัก Susukino 05:18 น. (ซึ่งคนก็ไม่ค่อยเยอะอย่างที่คิด) รายละเอียดจะเอาไปสรุปอีกครั้งตอนท้ายบล็อก…

มุ่งหน้าสู่โรงแรม และตลาดปลา Nijo

โรงแรมที่เลือกใช้บริการทั้งทริปนี้ตั้งอยู่ใจกลาง Sapporo เป็นหน่ึงในเฟรนไชส์โรงแรม ที่เลือกที่นี่เพราะว่าสะดวกกับการเดินทาง ใกล้กับสวนสาธารณะ แหล่งช็อปปิ้ง (ใกล้มากกก เดินแค่ 5 นาทีถึง) ที่นี่คือ “WBF Sapporo Chuo” ตอนจองก็อาจจะดูให้ดีเพราะโรงแรมที่นี่มีหลายสาขา มาถึงที่พักก็ยังได้แค่ฝากกระเป๋า แต่เราก็สามารถตบเท้าออกเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ ได้ก่อน เดินตามเพื่อนไป ตลาดปลา Nijo Fish Market ก็ถือว่าเป็นครัวซัปโปโร เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่รวมอาหารสดไว้มากมาย ผมพยายามให้เพื่อนหาร้านที่ฝากท้องได้สำหรับมื้อเที่ยง ก็มาเจอร้านที่อยู่ในตรอกชื่อร้านว่า “魚屋の台所別邸”

เป็นร้านสไตล์ Izakaya คือเป็นร้านเล็กๆ ที่มีที่นั่งเป็นบาร์ให้นั่งทานกับโต๊ะรองรับได้ 2 โต๊ะใหญ่ ซึ่งก็พอดีกับลูกค้า 10 กว่าคนของเราพอดี นั่งกันเบียดหน่อยๆ แต่ก็ได้สั่งอาหารที่ต้องการมาคนละชาม
หน้าร้าน
ร้านนี้จะขายข้าวหน้าปลาหรือ Kaisendon ที่มักจะมีปลาหลายชนิดวางบนข้าว ให้เราราดซอสแล้วคลุกทานกับข้าว เฉลี่ยชามอยู่ที่ละประมาณ 1,500 ~ 3,000 เยน Kaisendon ข้าวหน้าปลา ซัปโปโร รสชาติอาหารแถวนี้ออกไปทางเค็มสักหน่อย ใครที่ไม่ทานเค็ม ไม่น่าจะชอบสไตล์นี้ โดยภาพรวมยังกลาง ๆ แต่เป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่หิวโซเซ ส่วนใหญ่ร้านค้าในตลาดจะเหมาะกับการซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่า เพราะเป็นย่านท่องเที่ยว ราคาย่อมสูงบ้าง ของบางอย่างสามารถหาซื้อได้ที่สนามบิน (ฝั่ง Domestic) ได้เช่นกัน แต่ถ้าใครอยากซื้อของแล้วเตรียมแพ็คใส่กระเป๋า ก็มาหาเดินได้จากตลาดเช้านี้ได้เลย บรรยากาศ ตลาดเช้า Nijo Fish Market ซัปโปโร กินข้าวเสร็จก็เดินย่อย มาสำรวจ ตรอกทานุกิโคจี (Tanukikoji) เป็นย่านช็อปปิ้งชั้นดีที่รวมร้านค้าไว้เป็นหลักร้อย เดินช็อปกันเพลิน ๆ ทั้งเครื่องสำอาง ร้านยา เสื้อผ้า รองเท้า ก็มาเดินเลือกได้สบาย ๆ อยู่ห่างจากตลาดประมาณ​ 10 นาที ช็อปปิ้ง Sapporo ตรอก ด้วยเป็นย่านช็อปปิ้ง ก็จะมีสินค้าบางรายการที่ถูกหรือนำมาจัดรายการ แพงถูกปนกันไป มีตรอกซอกซอยอยู่เต็มไปหมด จะว่าไปเดินช็อปปิ้งตรงนี้ก็เพลินดีครับ

ห้องพักที่โรงแรม WBF Sapporo Chuo

กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม ที่ชอบโรงแรมนี้จุดหนึ่งคือมีมุมให้ผู้ที่เข้าพัก สามารถเลือกตักผงอาบน้ำ เลือกกลิ่นที่ชอบ แล้วใส่ถุงนำไปใช้อาบน้ำที่ห้องได้ เข้าใจว่าทุกห้องพักจะมีเป็นอ่างอาบน้ำ รวมไปถึงกาแฟที่มีบริการตลอดเวลาก็รู้สึกว่าเตรียมความพร้อมไว้ให้ค่อนข้างดี พอถึงเวลาเช็คอินได้แล้ว ก็จะต้องมีจ่ายค่ามัดจำคีย์การ์ด และผมต้องการทานอาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมด้วย ก็มาชำระเงินเพิ่มเติมได้ที่โรงแรมตอนเช็คอิน (บุฟเฟ่ต์หัวละ 1,300 เยน)

ห้องพักที่จองเป็นห้องแบบ “Twin room” เป็นห้องเตียงเดี่ยว 2 เตียง มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเป็นตู้เย็นขนาดเล็ก, เครื่องฟอกอากาศ มีโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ให้ด้วย นอกจากนี้ก็มีโทรศัพท์มือถือ เข้าใจว่าไว้สำหรับใช้งาน อ่านไกด์ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งเอาจริง ๆ ไม่ได้ใช้ครับ

ห้องน้ำมาตรฐานเลยคือมีอ่างอาบน้ำ สบู่ แชมพู คอนดิชันเนอร์ อะไรให้ครบหมด

มื้อเย็นที่ร้าน Ebiten Bunten

กลับมาพักที่โรงแรมได้สักครู่ ก็นัดเวลากินข้าวเย็นกันครับ สถานที่สำหรับมื้อเย็นก็อยู่ไม่ไกลจากที่พักสักเท่าไหร่ เดินมาประมาณ 10 นาที มื้อเย็นนี้มาฝากท้องที่ร้าน “Ebiten Bunten” ซึ่งเป็นร้านเทมปุระที่อร่อยมากกก… ขอสปอยล์รสชาติอาหารตั้งแต่ยังไม่รีวิวอาหาร !

ร้านนี้ก็ถือว่ากว้าง รองรับลูกค้าได้หลายคน มีเป็นห้องแบบส่วนตัวเลยก็มี ด้วยความที่ตอนเราเดินทางไปเพื่อนโทรศัพท์ไปจอง เลยได้ห้องแยกมาพิเศษเลย สำหรับรายการอาหาร โชคดีที่มีเมนูเป็นภาษาอังกฤษ และเมนูภาพทำให้การเลือกอาหารไม่ค่อยยากมาก จะมีเป็นเทมปุระหน้าต่างๆ ตั้งแต่ปู กุ้ง รวมมิตร (Kakiage) ราคาอยู่ที่ชามละ 900 เยน ไปจนถึง 3,000 เยน (เซ็ต) ตามขนาด ในเซ็ตบางเซ็ตก็จะมีข้าว มีผักดอง เครื่องเคียงตามมาให้มากมาย รสชาติโอเคเลยครับ และถูกใจผมที่สุดคงจะเป็น “Kakiage” มันคล้าย ๆ กับทอดมัน ?? ข้างในมีไส้หลายอย่าง พอทานกับข้าวแล้ว กรอบ หอม อร่อย รสชาติเยี่ยมมากครับ
Kakiage Tempura Bowl (900 เยน)
ได้พาสมาชิกทัวร์ทานมื้อเย็นครบถ้วน ก็เป็นว่าไม่มีอะไรต้องห่วงสำหรับวันนี้แล้วครับ กลับโรงแรมแล้วไปพักผ่อนเตรียมตัวกันวันต่อไปได้ …

ห้องอาหารเช้าที่โรงแรม WBF Sapporo Chuo

การทานอาหารเช้าที่โรงแรมตอนเช้า บอกก่อนเลยว่าจะสะดวกสำหรับการเตรียมตัวเดินทางในแต่ละวัน ยิ่งสมาชิกหลายคนที่ตื่นนอนเช้า-สาย ไม่พร้อมกัน ใครสะดวกมาทานอาหารเช้าก่อน ก็สามารถเตรียมตัวทานได้ทันที กับตัวเลือกอาหารที่หลากหลายจะทำให้ไม่มีข้อจำกัดในการทาน และเลือกทานได้ตามความชอบ เป็นตัวเลือกที่คิดว่าเลือกมาถูกต้องมาก ๆ 555 ห้องอาหารที่โรงแรม WBF เปิดให้บริการเช้ามาก จำได้ว่า 07.00 น. ก็ลงมากินอาหารเช้ากันแล้ว และยาวไปจนถึง 9-10 โมง เราจะได้เป็นคูปองทานอาหารเช้า ลักษณะของอาหารเช้าก็จะมีหลากหลาย เป็นบุฟเฟ่ต์ให้เลือกตักทาน มาตรฐานสไตล์โรงแรมคือ ของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม และพิเศษหน่อยสำหรับที่พักหลาย ๆ ที่ ที่จะต้องมีอาหารทะเล ซาชิมิ ปลาดิบ ไข่ปลา ผักนึ่งต่าง ๆ ให้เลือกทานได้ตามใจ โซนอาหารเช้า เรียกว่าตกแต่งภายในได้น่ารัก มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ เยอะดี จบทริปเราก็มีการประเมินความพึงพอใจ คณะทัวร์ของเราพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประทับใจมื้อเช้ามาก” 555 เสร็จภารกิจมื้อเช้าแล้ว ก็เตรียมเดินทางกันต่อครับ…

จองทัวร์ชมดอกไม้ที่เมือง Furano

จุดชมดอกไม้ ทุ่งดอกไม้ ลาเวนเดอร์ ที่โด่งดัง มีชื่อเสียงในเกาะฮอกไกโด ก็คงจะไม่พ้นย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่าง “ฟูราโนะ (Furano)” ครับ ที่นี่ก็เป็นหนึ่งเมืองที่การเดินทางมีรถไฟอะไรเข้าถึงได้บ้าง (บางส่วน) แต่จากที่ทำการบ้านมา คนส่วนใหญ่เลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวด้วยเหตุผลที่ว่า สะดวกกับการเดินทาง ในเมือง Furano มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายอย่าง พอมาพิจารณาเรื่องการเดินทางกับสมาชิกที่ร่วมเดินทางด้วยเป็นสิบ การจะใช้รถไฟเพื่อไปต่อรถบัสเข้าไปตามฟาร์มดอกไม้ต่างๆ ไม่น่าจะสะดวก (จินตนาการ ภาพก็ไม่ตามมา) เลยต้องมาหาข้อมูลว่าจะมีทัวร์แบบ 1 วัน ให้เราสามารถเดินทางได้สะดวกหรือเปล่า ก็มาเจอกับ “Chuo Bus : Sightseeing Bus” เป็นบริการรถบัสทัวร์ชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ทั่วเกาะฮอกไกโดะเลย โดยจะมีเป็นคอร์สให้เลือกในหน้า All Course List รายละเอียดที่ต้องเช็คก็คือรูปแบบทัวร์ที่เราสนใจ เส้นทาง ระยะเวลา ที่สำคัญโดยเฉพาะช่วงฤดูกาลชมดอกไม้ จะมีการเขียนไว้ชัดเจนว่าระยะเวลาเดินทางคือช่วงไหน รายละเอียดเนื้อหาในเว็บไซต์นี้จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทุกปี (ลิงก์รายละเอียดในหน้าเว็บก็เปลี่ยนไปทุกปีด้วย) ราคาทัวร์ก็จะแตกต่างกันไปตามระยะเวลา ที่ผมเลือกเดินทางก็จะเน้นการชมฟาร์ม ทุ่งดอกไม้สำคัญ ๆ ในระยะเวลา 1 วัน (09.00 ~ 19.30 น.) มีค่าใช้จ่ายตกคนละประมาณ 7,000~8,000 เยน ตอนจองเราสามารถทำรายการจากปุ่ม Click here for reservation ได้เลย โดยกรอกรายละเอียดผู้เดินทาง, หมายเลยทัวร์ที่ต้องการ, จำนวนคนเดินทาง, ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (คำนวณเองอ้างอิงตามจำนวนเด็กและผู้ใหญ่) แล้วก็กดส่งไป เข้าใจว่าก็จะมีการคอนเฟิร์มรายการจองอีกครั้ง และรายละเอียดจะส่งไปทางอีเมล ผมได้รับข้อมูลตอนจองเสร็จผ่านทางอีเมล อ่านในรีวิวจาก Pantip ก็พบว่าก่อนเดินทางเราจะได้เอกสารยืนยันการเดินทาง แต่เนื่องจากผมไม่ได้รับ เลยให้เพื่อนโทรศัพท์ไปเช็คกับที่ Call Center ก็พบว่า “ไม่มีรายละเอียดการจองของคุณ” เพื่อนก็จัดการคอนเฟิร์มตารางให้อีกครั้งทุกอย่างก็ผ่านไปราบรื่น ก็เลยได้บทเรียนจากตรงนี้ว่า “ควรตรวจสอบการจองก่อนเดินทาง และเลี่ยงการจองวันหยุด เพราะบางทีพนักงานจะตกหล่นรายการจองระหว่างวันได้ (จำได้ว่าตอนจองไปจองวันอาทิตย์ค่ำๆ)” 

เดินทางขึ้นรถที่ Sapporo Station Bus Terminal

ทัวร์ 1 วันของที่นี่ ตอนจองจะเขียนเอาไว้ชัดเจนเลยครับว่า “ต้องมาก่อนล่วงหน้า 20 นาที” เราก็เดินออกจากที่พักตั้งแต่ 08.00 น.​ ล้อหมุน 09.00 น.​

เดินมาตามเส้นทางใน Google Maps จนมาพบกับตึกห้าง ESTA ใหญ่ ๆ นี้ครับ มาตามป้ายและบันไดใหญ่ ๆ ขึ้นมาจะเป็นจุดซื้อตั๋ว/แลกตั๋ว รถบัส-ทัวร์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ผมก็นำรายละเอียดการจองไปยื่นที่เคาน์เตอร์ พร้อมกับชำระเงิน เราสามารถชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิตก็ได้ครับ ตอนเดินทางเอาบัตร Krungthai Travel Card มาลองใช้ ปรากฏว่าจุดๆนี้ใช้ได้ครับ ! ด้วยความที่ผมเองอยากทดสอบขอบเขตข้อจำกัดของบัตรนี้ เลยลองเอามาใช้ตามจุดต่าง ๆ ตรงไหนใช้ได้-ไม่ได้ยังไง คงมีเขียนแทรก ๆ เอาไว้บ้าง แต่เดี๋ยวจะเข้าใจว่าเรา tie in บอกไว้ก่อนว่า “ไม่ใช่ !” ตรงนี้มีห้องน้ำ ตู้น้ำ บริการอยู่ การมาก่อนเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากเผื่อว่าใครจะติดทำธุระอะไร เมื่อใกล้เวลาก็จะมีเจ้าหน้าที่ มาชูป้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษ (หมายเลขทัวร์) ให้เราเรียงแถวแล้วเดินลงไปที่จุดขึ้นรถชั้นล่าง ก็จะมีรถมารอรับอยู่ ตำแหน่งที่นั่งก็เลือกได้ตามอัธยาศัย ทัวร์ไม่ได้มีบริการอาหาร-เครื่องดื่มเหมือนบ้านเรา ก็อาจจะพกน้ำดื่มเล็ก ๆ น้อยมาได้ครับ จะมีไกด์ท้องถิ่นที่พูดภาษาญี่ปุ่นตลอดทั้งทริปให้นั่งฟัง และฝึกภาษากันเพลิน ๆ (ไม่มีภาษาอังกฤษเลยสักตัว) เพื่อนญี่ปุ่นผมร่วมเดินทางมาด้วย (ซึ่งก็เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาเหมือนกัน ที่ได้มานั่งและใช้ทัวร์บริการในประเทศของตัวเอง) ที่ตลกอย่างหนึ่งคือ ทั้งคันนอกจากเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 10 ชีวิตแล้ว ก็มีนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกราว ๆ 10​ชีวิต นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ผมสังเกตได้มี 2 คนถ้วน คือเพื่อนของผมและคุณป้าที่นั่งข้าง ๆ แม้ว่าทั้งคันแทบจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้มีการบรรยายเป็นภาษาอังกฤษช่วยแต่อย่างใด (เพราะทัวร์ที่เลือกมาไม่ได้เป็นแบบภาษาอังกฤษ) แต่ก็ดีที่เพื่อนของผมคอยส่งไลน์ อธิบายอยู่เรื่อย ๆ ว่า ที่ไกด์พูดนั้นหมายถึงอะไร หน้าที่ของผมคือการแปลเป็นภาษาไทย และส่งเข้าไลน์กลุ่ม สำหรับคนที่ต้องการคำบรรยายเพิ่มเติม (อย่าเพิ่งงงว่าผมคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นได้ยังไง ผมสื่อสารกับเพื่อนด้วยภาษาเกาหลีครับ เพื่อนฟังภาษาญี่ปุ่น มาเขียนเป็นเกาหลีให้ผม และผมสื่อสารภาษาไทยกับคณะอีกที)

ตารางทัวร์ 1 วันที่ Furano

09.00 ล้อหมุน 09.45 พักผ่อนที่จุดพักรถ Iwamizawa Rest Area (15 นาที) 11.20-11.45 จับจ่าย ช็อปปิ้งที่ Campana Rokkatei กลางสวนองุ่น (25 นาที) 12.05-13.45 เดินทางถึงโรงแรม New Furano (100 นาที) – ทานอาหารเที่ยงของโรงแรมแบบบุฟเฟ่ต์ – พักผ่อนถ่ายรูปตามอัธยาศัยที่ Furano Drama Museum, Ningle Terrace – ชมสวน “Yasashii Jikan” – Mori no Tokei – Kaze no Garden (ค่าเข้าชมแยกต่างหาก ¥700) 14.10-15.05 ฟาร์ม Farm Tomita (ตามอัธยาศัย 55 นาที) 15.35-16.15 ชมสวน Shikisaino-Oka ชมดอกไม้นานาพันธุ์ รวมถึงดอกลาเวนเดอร์ และทุ่งดอกไม้หลากสี ที่ได้รับคำนิยมและคำชมว่าจัดสวนไล่สีได้สวยงามที่สุด (ตามอัธยาศัย 45 นาที) – ถ่ายรูปกับแนวต้นไม้ในถนน Biei, ชมต้น Ken & Merry (10 นาที) – ถ่ายรูปกับต้น Seven star Tree (วิวจากบนรถ) 17.55-18.15 พักรถ ซื้อของฝากที่ Sunagawa Highway Oasis (20 นาที) 19.30 เดินทางกลับสู่ Sapporo Bus Terminal

 

จุดพักรถ Iwamizawa Rest Area

หลังเดินทางมาได้ชั่วโมงนิด ๆ เขาก็จะปล่อยให้เราเข้าห้องน้ำครับ จุดตรงนี้ก็จะมีร้านสะดวกซื้อ ห้องน้ำที่คนต่อคิวยาว สุภาพสตรีที่มั่นใจว่าตัวเองต้องเข้าห้องน้ำแน่ ๆ ก็ควรรีบไปจัดการให้เร็วที่สุด เพราะตรงนี้มีทัวร์หลายที่มาจ่อลงเหมือนกันและเวลาตรงนี้ให้แค่ 15 นาที จุดพักรถก็มีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเล่นด้วยครับ ในฐานะนักท่องเที่ยวมุมแบบนี้เราก็ตื่นเต้นแล้ว ขึ้นรถต่อมุ่งหน้าไปจุดชมที่แรกครับ ที่นี่เป็น ฟาร์ม Campana Rokkatei ก็จะมีฟาร์มให้ดู วิวสวนสวย ๆ ให้ได้ถ่ายรูปด้วย

Campana Rokkatei
ฟาร์ม Campana Rokkatei
เวลาตรงนี้แอบน้อยไปนิดเทียบกับการเลือกหากไม่ได้ทำการบ้านมาครับ หากคุณไม่ได้ทำการบ้านมาคุณจะใช้เวลาในการตัดสินใจเลือกซื้ออะไรสักอย่างนานกว่าปกติ เราจะไม่รู้ว่าอะไรควรซื้อ ไม่ควรซื้อ ลังเลตัดสินใจนาน นอกจากตรงนี้จะมีฟาร์มองุ่นให้ถ่ายรูปแล้ว ยังมีสินค้าขึ้นชื่อมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นขนม ซึ่งด้วยความที่มันเป็นขนมการจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อได้นั้นก็ต้องได้ชิมก่อน เลยใช้เวลาคิดอยู่นาน ไหนจะรวมเวลาเลือก เวลาเข้าแถวจ่ายเงิน บอกเลยครับว่าจุดจอดนี้ทำพวกเราเกือบขึ้นรถไม่ทันเหมือนกัน เพราะจุดตรงนี้ให้เวลา 25 นาที ถ้าถามว่าผมจะแนะนำอะไร ขอบอกเลยครับว่าขนมที่นี่อร่อยหลายอย่างโดยเฉพาะ !! “Marusei Butter” พอได้อ่านคำอธิบาย เขาบอกว่ามันเป็น “แซนด์วิชบัตเตอร์” ผมก็นึกภาพไม่ออกว่าเป็นยังไง  แต่จากที่ได้ชิมแล้ว ขออธิบายว่า มันคือขนมที่มีไส้เป็นครีมหอมๆ ข้างใน ตัดหวานด้วยเปรี้ยวของลูกเกด คือเข้ากันดีมากครับ กินเพลิน เป็นขนมที่ได้ชิมแล้วก็ซื้อติดกลับมาไม่ได้มาก เพราะเรื่องของวันหมดอายุ shelf life ที่อยู่ไม่ค่อยได้นานและไม่อยากจะเพิ่มน้ำหนักกันข้ามวันข้ามคืน เป็นขนมที่อยากกลับไปซื้อมากินอีกมากกกกๆๆๆๆ (ตอนที่เขียนบล็อกนี้ท้องก็ร้องไปหลายรอบแล้ว)
หน้าตาในรูปถ่ายโฆษณาไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่บอกเลยครับ อย่างน้อยก็ลองสักชิ้น มันมีขายเป็นชิ้นๆ แยกอยู่
ถ้าซื้อไม่ทันจากที่ฟาร์มนี้ ก็มีขายที่สถานี JR Sapporo เหมือนกันครับ หรือตามร้านขายของฝากในสนามบินใหญ่ ๆ แต่อาจจะไม่มีขายแยกซองเล็ก ๆ ให้ชิมก่อน เลยอยากเสนอว่า ถ้าอยากจะชิมขนมจริง ๆ ซื้อที่ฟาร์ม ตัดสินใจได้แล้วค่อยไปหาซื้อในตัวเมืองหรือสนามบินได้ (เผื่อเวลาซื้อให้ดีล่ะ!)
วิวริมทางตลอดเส้นทางชมฟาร์มต่างๆ
เส้นทางต่อไปก็จะเป็นเส้นทางกินข้าวแล้วครับ บรรยากาศหน้าร้อนที่ฮอกไกโดช่วงเดือนมิถุนายนนี้ก็ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ เดินเที่ยวได้สบาย ๆ เลย เที่ยวเป็นทัวร์ 1 วัน ไม่ได้ให้บรรยากาศอึดอัดแม้แต่น้อย นั่งรถต่อมาประมาณ 20 นาที ก็เดินทางมาถึง โรงแรม New Furano Prince Hotel แล้วครับ

ที่นี่เป็นโรงแรมค่อนข้างใหญ่ มีห้องอาหารที่มีบริการบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันที่ใหญ่มาก เข้าใจว่าบริษัททัวร์เลยมาใช้บริการที่นี่ เวลาตรงนี้ค่อนข้างเหลือเฟือครับ 1 ชม. 20 นาที ให้ค่อย ๆ นั่งทานข้าว และเดินสำรวจรอบโรงแรม อาหารก็มีให้เลือกหลากหลาย เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติครับ รสชาติก็โอเคเลย ตรงนี้ก็กินให้อิ่มเต็มที่แล้วก็เตรียมไปเดินทางกันต่อได้ ออกมาหน้าโรงแรม ลงบันไดไปทางซ้ายมือจะมีเป็นซุ้มต้นไม้ให้ถ่ายรูปครับ ตรงนี้จะเป็นป่า+สวนใหญ่ ๆ ให้เข้าไปถ่ายรูป เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เลยก็ว่าได้ ตรงนี้เรียกว่า “Ningle Terrace” เข้ามาก็จะเห็นเป็นร้านค้ากระท่อมเล็ก ๆ จำหน่ายสินค้าแฮนด์เมด ราคาก็ค่อนข้างสูงหน่อย แค่ได้มาเก็บภาพและบรรยากาศตรงนี้ก็ฟินแล้วครับ เสร็จสิ้นจากตรงนี้แล้ว ก็นั่งรถต่อไปอีกประมาณ 20 นาที ก็เป็นที่ตั้งของฟาร์ม Tomita ครับ ฟาร์มนี้ขึ้นชื่อเรื่องของลาเวนเดอร์ แน่นอนว่าพูดถึงลาเวนเดอร์ ส่วนใหญ่ก็มักจะพูดถึงฟาร์ม ๆ นี้ ที่ต้องมาชิมช็อปใช้จ่ายที่นี่

ฟาร์ม Tomita

ฟาร์มโทมิตะ Tomita Farm
ฟาร์มโทมิตะ เดือนมิถุนายน

ทัวร์ให้ระยะเวลาตรงนี้ประมาณ 55 นาทีครับ ตามอัธยาศัย ซึ่งเพียงพอกับการเดินชมสวน ถ่ายรูปรอบ ๆ เลือกซื้อของฝากหรือทานซอฟต์ครีม ที่นี่ก็จะมีซอฟต์ครีมลาเวนเดอร์รสยอดนิยม และรสชาติอื่นๆ ให้กินกันคลายร้อน ช่วงที่เดินทางคือประมาณต้นร้อนของฮอกไกโด (ต้นเดือนมิถุนายน) ฟาร์มดอกไม้พวกนี้จะยังไม่เบ่งบานแบบสุด ๆ ครับ โดยเฉพาะลาเวนเดอร์ ก็จะมีพืชพันธุ์บางชนิดที่ได้ให้เห็นบ้าง ส่วนตัวก็ไม่ได้ถึงขั้นผิดหวังอะไร เพราะได้ออกจากเมืองมาเห็นกับความสดชื่น ทุ่งหญ้า แค่นี้ก็เพลินมากแล้วครับ

สวนชิกิไซโนะโอกะ (Shikisaino-Oka)

สถานที่สุดท้ายของทัวร์วันนี้ครับ “ชิกิไซโนะโอกะ” ที่นี่ก็เป็นสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสายพันธุ์เช่นกัน ระยะทางก็ห่างจากฟาร์ม Tomita 30 นาที เรียกว่ามาโซนนี้สามารถรับชมได้หลากหลายสวนเลย จุดเด่นของสวนที่นี่ คงเป็นเรื่องลักษณะความชันของเขา ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ไม่เหมือนที่อื่นครับ และดอกไม้ตรงนี้จะค่อนข้างมีหลากหลายสายพันธุ์ และเข้าใจว่าถ้ามาถูกช่วงเวลา ช่วงที่บานเต็มที่น่าจะได้เห็นการไล่สีของดอกไม้แบบสุดๆครับ มีเวลาเดินประมาณ 45 นาที สามารถเข้าห้องน้ำ และเลือกซื้อของฝากได้จากจุดนี้เช่นกัน ทางไกด์ก็กำชับมาว่าให้ทำธุระเนิ่นๆ เนื่องจากเสร็จสิ้นจากตรงนี้แล้ว รถจะยิงยาว 1 ชั่วโมงครึ่งเพื่อไปจุดพักรถและเข้าสู่ตัวเมืองซัปโปโรต่อไปครับ ทางกลับก็จะผ่านถนน Biei ซึ่งเป็นที่ตั้งของต้นไม้ที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม เราจะไม่ได้ลงไปถ่ายแต่คนขับจะชะลอรถให้ได้ถ่ายรูปจากบนรถ ภาพที่ได้ก็จะประมาณนี้ครับ…
Ken and merry Furano
ต้น Ken and Merry
ต้น Sevenstar ดังเพราะเป็นต้นไม้ที่อยู่ในกล่องบุหรี่ยี่ห้อ Sevenstar ในมีการจำหน่ายในช่วงปี ค.ศ. 1976
จบทั้งทริปก็ได้เริ่มมืด ๆ พอดีครับ ผมเองค่อนข้างสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเพราะว่ามีบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างรออยู่คืนนี้ ความหิวค่อย ๆ ถามหาอยู่เรื่อย ๆ ครับ แต่ก่อนจะกลับเข้าไปที่ซัปโปโร ก็จะมีแวะพักเข้าห้องน้ำที่จุดจอดรถ Sunagawa Highway Oasis 20 นาที ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดพักรถที่ใหญ่ดีครับ มีเหมือนมาร์ทเล็ก ๆ ให้ซื้อของฝาก มีร้านขายเบเกอรี่ชื่อดัง Kitakaro (北菓楼) และขายอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในนี้ด้วยเผื่อใครทนพิษความหิวไม่ไหว
ร้านขนมดัง Kitakaro มีให้เลือกซื้อที่นี่ด้วยครับ (เห็นว่ามีสาขาใหญ่ในซัปโปโรด้วย) ขวามือเป็นขนมมันฝรั่งที่น่าจะหาซื้อได้เฉพาะในเกาะฮอกไกโด
จุดลงรถตอนเข้าเมือง Sapporo เราสามารถเลือกได้ครับว่าจะให้ไปจอดที่ไหน ด้วยความที่ร้านอาหารที่จะไปทานนั้นอยู่ใกล้กับ Sapporo Factory เลยขอให้รถไปส่งที่ Sapporo Factory ครับ เดินทางมาถึง Sapporo Factory ตอน 19.25 น. ครับ จองโต๊ะไว้ตอน 19.45 น. เผื่อไว้พอสมควรเพราะไม่แน่ใจเรื่องสภาพการจราจร ตอนลงจากรถ มีอะไรที่สะดุดตาผมมากครับ เหตุผลที่ญี่ปุ่นยังคงเสนอฟรีวีซ่าให้คนไทย ก็เพราะว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องพลังแห่งการช็อปปิ้งของคนไทยเลย !” มีคนละหลายถุง 555

มื้อค่ำ Bier Keller บุฟเฟ่ต์เนื้อย่างเจงกีซข่าน

ตอนแรกไม่ได้วางแผนจะกินบุฟเฟ่ต์ แต่ร้านส่วนใหญ่ที่รองรับแขกได้เยอะ ๆ มักจะเป็นร้านลักษณะนี้ เลยให้เพื่อนจองร้าน “Bier Keller” สาขา Sapporo Kaitakushi ซึ่งอยู่ภายใน Sapporo Factory โดยจองผ่านเว็บตั้งแต่ช่วงเที่ยง (สามารถจองวันนั้นได้เลย) โดยร้านที่เลือกไปทานเป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อเจงกีซข่าน (แกะ) และมีหมู, เนื้อ ตามราคาของเซ็ต หัวละ 3,240 เยน ร้านนี้มีหลายสาขาครับ มีที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโรก็มี

เข้ามาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงครับ พนักงานมาจัดการเตาอะไรให้เรียบร้อย เสิร์ฟเมนูพื้นฐานมาให้เราละเลงกันได้ จังหวะนี้เงียบมาก เพราะต่างคนต่างหิว เครื่องดื่มก็มีเป็นเบียร์ให้ทานกับเนื้อฟิน ๆ ด้วย เนื้อเจงกีซข่าน Genghiskhan Beef ร้าน Bier Keller รสชาติอาหารที่นี่ถือว่าโอเคครับ กลาง ๆ ด้วยความที่ในรายการอาหารที่เป็นบุฟเฟ่ต์ไม่มีของหวานอะไรมาตัดรสชาติเนื้อ มีแต่ผักกับเนื้อเป็นส่วนใหญ่ กินไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะมีเลี่ยนหน่อยครับ แต่ภาพรวม ทั้งบรรยากาศ รสชาติ โอเคมาก ถือว่าทำตามภารกิจสำเร็จ ได้มาทานอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ “เนื้อเจงกีซข่าน” ! จากร้านอาหารไปจนถึงที่พักก็ไม่ได้ห่างกันมากครับ เลยตัดสินใจใช้วิธีเดินย่อย โดยอ้อมไปทางเส้นทาง Sapporo Clock Tower เพื่อที่จะได้ชมหอนาฬิกายามค่ำคืนด้วย ก่อนจะเดินทางกลับไปยังที่พักครับ ยังมีเรื่องราวการท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้นำเสนออยู่อีก !! ยังไงรอติดตามการเดินทางท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดในตอนต่อไปด้วยนะครับ !  

รายละเอียดและใบสมัคร ทุนรัฐบาลเกาหลีป.ตรี ประจำปี 2020 (GKS/KGSP Program)

กำหนดการรับสมัครของ “ทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับชั้นปริญญาตรี (Undergraduate)” หรือ Global Korea Scholarship Program for Undergraduate (GKS) (ชื่อเดิม KGSP) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกสมัครผ่านทางช่องทางใดช่องทางหนึ่งต่อไปนี้

รูปแบบการรับสมัคร

  1. ผ่านสถานทูตเกาหลี (Korean Embassies) รับนักเรียนไทยทั้งหมด 3 คน สามารถเลือกเข้าศึกษาในคณะจากมหาวิทยาลัย 63 แห่งทั่วประเทศเกาหลี (สามารถอ่านรายชื่อมหาวิทยาลัยและคณะที่สามารถสมัครได้จากเว็บไซต์ตามรายละเอียดด้านล่าง)รายชื่อมหาวิทยาลัยในเกาหลี ที่สมัครทุนรัฐบาลได้
  2. ผ่านมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (Regional Universities) รับนักเรียนไทยทั้งหมด 2 คน โปรแกรมนี้จะเหมาะสำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ที่สนใจศึกษาในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) หลักสูตร 4 ปี โดยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับเลือกทั้งหมด 38 แห่ง ดังนี้
  3. โปรแกรมสำหรับอนุปริญญา (Program for Associate Degree) รับนักเรียนไทยทั้งหมด 2 คน หลักสูตรอนุปริญญา (Associate Degree) หลักสูตร 2-3 ปี + เรียนภาษาเกาหลี 1 ปี สามารถเข้าศึกษาได้ในมหาวิทยาลัยดังต่อไปนี้

ดาวน์โหลดใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับปริญญาตรี

เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr แล้ว รายละเอียดของ ทุนรัฐบาลเกาหลี ปีการศึกษา 2020 จะอยู่ในส่วนของ Recent articles (หาข้อความ 2020 GKS Program for Undergraduate Degrees) รายละเอียดของแต่ละช่องทาง (สถานทูตฯ, มหาวิทยาลัยท้องถิ่น, โปรแกรมอนุปริญญา จะอยู่คนละลิงก์ สามารถเลือกคลิกอ่านรายละเอียดส่วนที่ต้องการสมัครได้) และเมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียด ในแต่ละประเภทจะมีเอกสารต่างๆ รายชื่อมหาวิทยาลัย/คณะ ที่สามารถเลือกเรียนได้ ได้จากไฟล์แนบด้านล่าง

คุณสมบัติของผู้สมัครทุน (ผ่านสถานทูตเกาหลี)

  1. มีสัญชาติไทย (พ่อหรือแม่ต้องไม่มีผู้ใดถือสัญชาติเกาหลี)
  2. อายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 มีนาคม 1995)
  3. สุขภาพดีทั้งร่ายกายและจิตใจ
  4. คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ก่อนวันที่ 1 มีนาคม ปี 2020 (ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้ว ไม่สามารถสมัครได้)
  5. เกรดเฉลี่ย 2.64 ขึ้นไป
  6. ผู้สมัครจะต้องไม่เคยได้รับทุนจากเกาหลีในระดับปริญญาตรีอื่น, ไม่มีข้อจำกัดในการเดินทางต่างประเทศ

ผู้ที่เข้าข่ายการพิจารณาเป็นพิเศษ

  1. ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาเกาหลีหรือภาษาอังกฤษ
  2. บุตรหลานของทหารผ่านศึกในสงครามเกาหลี
  3. ผู้ที่เลือกศึกษาต่อคณะที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  4. ผู้สมัครที่ครอบครัวมีรายได้น้อย
การสมัครคัดเลือก จะต้องเลือกผ่านทางช่องทางใดทางหนึ่งเท่านั้น เช่น สมัครผ่านสถานทูตจะต้องยื่นเพียงที่เดียว ไม่สามารถสมัครโปรแกรมมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (Regional Universities) หรือของโปรแกรมระดับอนุปริญญา (Program for Associate Degree) พร้อมกันได้ รายละเอียดอื่นๆสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr

กำหนดการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2020 ในประเทศไทย

ผู้สมัครจะต้องจัดส่งเอกสารไปถึงศูนย์การศึกษาเกาหลีประจำประเทศไทย (Korean Education Center) ภายในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2562  ที่อยู่สำหรับจัดส่งเอกสารใบสมัคร : Korean Education Center (KEC) (ทุน GKS) 8th Floor, 42 Tower Building, 65 Soi Sukhumvit 42, Sukhumvit Road, Kluaynamthai, Klongtoey, Bangkok 10110 Tel : 064-128-3886 โดยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการการรับสมัครในประเทศไทย สามารถติดตามได้จากเพจ Study in Korea for Thais

ระยะเวลาการรับสมัคร

เนื่องจากการคัดเลือกนักเรียนในรอบแรก เป็นการคัดเลือกผ่านสถานทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย สามารถติดตามรายละเอียด กำหนดการรับสมัครได้อีกครั้งผ่านทาง เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย http://overseas.mofa.go.kr/th-th/index.do

แนวทางการเขียนใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม Live แนะแนวการกรอกใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ซึ่งผู้เขียน (อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2012) ได้รวบรวมและเล่าประสบการณ์การสมัคร เทคนิคต่าง ๆ และพูดคุยกับนักเรียนที่ได้รับทุนปีล่าสุด​ น้องเบ๊บ ดนุช (มหาวิทยาลัย Silla University) มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วย

รับคำแนะนำในการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

สามารถติดตามคำแนะนำในการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี และถามตอบเกี่ยวกับการสมัคร, การเรียนต่อในเกาหลี, การเลือกคณะและมหาวิทยาลัยในเกาหลีได้ผ่านทางเพจ Framekung.com   

[D-8-7] บันทึกการย้ายงาน :: จัดการเอกสารที่ธนาคาร คุยกับ CTO

ต้องบอกกับคุณผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ที่ไทยว่า เนื้อหาจับฉ่ายมากครับ 555 บล็อกตอนหลัง ๆ จะเป็นแนวไดอารี แต่ถ้าอ่านดี ๆ อาจจะได้ไอเดียว่าสังคมการทำงานที่นี่เป็นยังไง มีขั้นตอนอะไรยังไงบ้างนะครับ พอรู้ไว้เป็นข้อมูลกัน ​และด้วยความที่ตอนนี้ด้วยความที่ไม่ค่อยมีอะไรอัพเดตมาก เลยขอรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน D-8 และ D-7 ไว้ในตอนเดียวกันครับ

D-8 ธุระที่ธนาคาร เปิดบัญชีรับเงินหลักออกจากงาน

วันนี้ก่อนเข้างาน ผมมาทำธุระที่ธนาคาร ยื่นเอกสารเพื่อขอเปิดสมุดบัญชีเพื่อใช้สำหรับรับเงินหลังออกจากงาน ที่ได้เกริ่นไปในตอนแรกครับ ขั้นตอนไม่ค่อยยุ่งยากแค่ไปที่ธนาคาร บอกกับพนักงานว่าต้องการเปิด บัญชีทเว-จิกยอนกึม IRP (퇴직연금 IRP) แล้วก็นำบัตรต่างด้าว (Alien card) ไปยื่นใช้ประกอบกับการเปิดบัญชี ถ้าจะมีอะไรแนะนำ ก็คงเป็น แนะนำให้เปิดบัญชีกับธนาคารเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือที่เคยทำธุรกรรมด้วย เพราะเราจะประหยัดเวลาในการกรอกเอกสาร เช่น พวกที่อยู่ ข้อมูลส่วนตัว แค่เซ็นชื่อและเช็คเครื่องหมายผ่านจอ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เราจะได้สมุดบัญชีขึ้นมาหนึ่งเล่มครับ ให้เรานำเอกสารนี้ไปยื่นกับบริษัท เมื่อเงินเข้าเราจะได้รับแจ้งเตือนทางอีเมล หรือโทรศัพท์ (ของผมไม่ได้เปิดรับข้อความจากธนาคาร เลยให้ส่งไปทางเมลแทน เช็คอีเมลที่เราลงทะเบียนไว้กับธนาคารให้เรียบร้อย) เมื่อเราได้รับแจ้งเตือน ก็ให้นำสมุดบัญชีไปยื่นเรื่องขอยกปิดบัญชี (해지) เพื่อนำเงินไปไว้ในบัญชีธนาคารปกติของเราภายใน 30 วัน ระหว่างนี้พี่พนักงานแบงค์ก็ชวนคุยเยอะครับ ว่าทำไมเราถึงมาสมัครบัญชีนี้ จะกลับไทยแล้วเหรอ ตัวเขาเห็นเราเป็นคนไทยก็รู้สึกประทับใจ เพราะเคยดูรายการ
สมุดบัญชีเพื่อรับเงินทเวจิกกึม
ที่มีคนไทยมาเที่ยวเกาหลี พอได้เห็นบทสนทนาภาษาไทยแล้วรู้สึกอยากเรียน มันมีเสน่ห์ ยังสงสัยชื่อผมอีกว่า “Rachata เนี่ย ที่ไทยเนี่ยโหลหรือเปล่า?” เพราะว่าเหมือนได้ยินชื่อนี้ในรายการด้วย ผมเคยได้ยินใครพูดเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้วครับ และก็เดาได้ว่า น่าจะคิดว่าชื่อผมต้องไปคล้ายกับ “พี่ปรุง ทัชระ”  คนไทย ที่เป็นผู้ดำเนินเนื้อเรื่องในรายการ 어서와 한국은 처음이지 ที่เพิ่งออกอากาศเรื่องราวของคนไทยที่มาเที่ยวในเกาหลีไม่นานมานี้ ซึ่งเขาว่าพี่ปรุง “ชื่อคล้ายกัน” กับผม คิดอยู่นานว่าคล้ายกันได้ยังไง ก็ได้คำตอบว่า ถ้าเกิดเอาชื่อเรา (เขียนแบบภาษาเกาหลี) มาสลับจากหลังมาหน้าจะได้เป็น Ta-cha-ra (ชื่อพี่เขานั่นเอง) เอ้อ … เอาจริง ๆ นึกไม่ถึงเหมือนกันครับ
“พี่ปรุง” ที่ไปออกรายการ Welcome, First Time in Korea? ภาพจาก Newsen
สุดท้ายพี่พนักงานยังแนะนำให้ผมมาเปิดสมุดบัญชีเพิ่ม เป็นบัญชีสะสมทรัพย์ฝากประจำ (예금) หลังจากที่ได้เงินออกจากงานนี้อีก ก็เรียกว่าขายของกันเต็มที่ ถ้าเกิดรู้สึกว่าชีวิตต้องการความมั่นคงจะเปิดก็ไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ สร้างนิสัยการออมดี ผมเองขอบายเพราะว่ารอบที่แล้ว มาธนาคารสาขานี้เลยล่ะ ก็เปิดบัญชีออมทรัพย์เพื่อบ้านกับพี่เขาไปแล้ว … พี่เขาคงจำผมไม่ได้เอง 555

D-7 สัมภาษณ์กับ CTO

อีกวันที่เริ่มรู้สึก ตัวเราจะค่อย ๆ ก้าวออกจากออฟฟิศ​ พี่หัวหน้าแผนกถามผมว่า “อยากให้ประกาศลง Slack เมื่อไหร่ ว่าเราออก” เพราะปกติก็จะบอกล่วงหน้าเป็นเดือนก็มี 15 วัน, 7 วัน สีหน้าตอนที่พี่เขาถามผมก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผมเองเลยบอกไปว่า “แล้วแต่เห็นสมควรเลยครับ” พร้อมกับยื่นโดนัทคริสปี้ครีมให้ดื้อ ๆ (ซื้อมากะว่ากินเป็นของว่าง แต่ถึงตอนนั้น ไม่รู้อะไรให้ผมอยากหยิบขนมไปปลอบใจหัวหน้าแผนกเหลือเกิน) ผมเองสีหน้าก็ใช่ว่าจะดีเหมือนกัน !
ขอ Insert ภาพหัวหน้าแผนก – จริง ๆ ผมไม่เคยเรียกว่า ‘ท่านหัวหน้า’ เลย เพราะบริษัทมีชื่อเล่นให้กับทุกคน แต่ถ้าดูจากหน้าที่ของพี่เขา ก็คือหัวหน้าแผนกครับ
หัวหน้าแผนกของผม อายุแค่ 30 ต้น ๆ เองครับ เป็นผู้หญิงที่แกร่ง ถึก ทำงานได้เร็วและ Multitasking มาก มีเชี่ยวชาญการทำ Google sheet สร้างตารางเพื่อนำเสนอข้อมูลตัวเลขต่าง ๆ เรียกว่าเป็นเจ้าแม่ Sheet เลยก็ว่าได้ เลยค่อนข้างสนิทและมีอะไรผมปรึกษาเขาได้หลาย ๆ เรื่องเลย ดูแลความเป็นอยู่ของผมและเพื่อน ๆ ต่างชาติ เป็นธุระเรื่องวีซ่าให้ผมด้วยตอนช่วงสมัครงานใหม่ ๆ ผมคงจะได้พูดถึงพี่เขาอีกรอบในบล็อกตอนท้าย ๆ ครับ ส่วนช่วงบ่ายแก่ ๆ ผมมีนัดกับ CTO ของบริษัท (รูปปกของบทความนี้คือถ่ายกับ CTO) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลโครงสร้างขององค์กร ดูภาพรวม,เศรษฐกิจของบริษัท ก็มาขอนัดสัมภาษณ์ผมครับ จริง ๆ ก็เหมือนพูดคุยกันนอกรอบเล่น ๆ เขาก็พูดตลอดว่าเสียดายที่ไม่ได้ทำงานด้วยกันต่อ ว่าที่มาที่ไปของเราทำไมถึงออกจากบริษัท ทำเป็นข้อมูล และที่ถามเป็นเพราะว่าเราทำงานกับบริษัทมานาน น่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นจุดที่ควรปรับปรุง สาระสำคัญจึงเป็นการขอไอเดียว่ามีอะไรที่ดี และควรปรับปรุง จริง ๆ ผม “เก็งคำถาม” พวกนี้ไว้แล้วก็เตรียมคำตอบไว้แล้วครับ ถามว่าทำไมต้อง “เก็ง” เพราะว่า ไม่อยากให้การสนทนามันดูตรงไปตรงมา คำตอบพวกนี้อยากจะคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบดี ๆ สักหน่อย​ (โดยเฉพาะต้องพูดเป็นภาษเกาหลี กลัวจะสื่อสารได้ไม่ตรงตามความรู้สึกที่เราต้องการ) แต่ทุกอย่างก็ตอบไปบนพื้นฐานความเป็นจริง ผมเชื่อว่าระหว่างทำงาน คงมีเรื่องจู้จี้จุกจิกมากมายที่เราอยากระบาย หรือไม่พอใจกันบ้าง แต่สุดท้ายถ้าอะไรมันพอให้อภัยได้ หรือไม่พูดถึงมันอีกผมก็รู้สึกว่ามันก็อาจจะดีกว่าเอามาพูดถึงอีกครั้ง ผมมีเรื่องอึดอัดใจบ้างในการทำงานแต่ไม่ถึงขั้นต้องเอามาตำหนิให้ฟังเป็นฉาก ๆ เพราะการทำงานส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างกับพอใจ ยากคือยาก ง่ายคือง่าย ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเหนื่อยหน่ายให้ใครเห็นเท่าไหร่ ก่อนจะเล่าผมก็ชื่นชมสิ่งที่บริษัททำได้ดี สิ่งที่รู้สึกว่าบริษัทนี้ไม่มีเหมือนที่อื่น ก่อนจะเสนอแนะอะไรให้แก้ไขบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางชมฮะ บทสนทนาจบไปไม่ตึงเครียด ใช้เวลา 20 นาที ก่อนที่ CTO จะทิ้งท้ายกับผมว่า “อยากให้เราจำภาพที่ดีของกันและกันเอาไว้ และถ้ามีโอกาสจะได้ทำงานด้วยกันเอง ที่นี่ยังเปิดรอเราเสมอ”  ครับ Happy Ending .. CTO ยังบอกให้ผมหาโอกาสกินข้าวอาทิตย์หน้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่นด้วย กินข้าวกับเขาด้วย และถ้าเป็นไปได้บอกเจ้านาย CEO ให้เลี้ยงข้าวด้วย เขาพูดปนขำปิดท้ายไป ก่อนที่จะแยกย้ายกัน