[เที่ยวญี่ปุ่น 2018] จุดชมซากุระสวยๆในเกียวโต (ตอนที่ 2)

ในย่าน Kansai นอกจากโอซาก้าแล้วยังมีอีกหนึ่งเมืองสำคัญ ที่ให้ความรู้สึกแบบญี่ปุ่นจ๋าๆหน่อย เฟรมว่าคงหนีไม่พ้น เกียวโต (Kyoto) ครับ ที่นี่บอกไว้ก่อนเลยว่าสถานที่ที่เราสามารถหาชมซากุระสวยๆ มีเยอะไม่แพ้ในโอซาก้าเลย มาติดตามกันต่อเลยครับ..

Day 2 : Kyoto

การเดินทางท่องเที่ยวของผมในย่านคันไซ ส่วนตัวจะชอบไปตั้งหลักอยู่ที่โอซาก้าครับ เพราะว่าโอซาก้า เป็นเหมือนใจกลางจะเดินทางออกมาเที่ยวเมืองไหนก็ได้ ไป-กลับ การเดินทางส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชม. ได้ทั้งความสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีก ไม่ต้องแบกกระเป๋าไปๆมาๆ โดยเช้านี้เฟรมออกจากโอซาก้า เข้ามาในเมืองเกียวโต ด้วยรถไฟสาย Sakaisuji ครับ เริ่มต้นจากสถานี Dobutsuen-Mae ซึ่งอยู่ใกล้ที่พัก มาลงที่ สถานี Kitahama  ซึ่งเป็นสถานีที่เราจะต้องมาเปลี่ยนสายไปยังสาย Keihan (ที่ผมมักจะเรียกเล่นๆว่าสายไข่ห่าน) แล้วไปลงที่ สถานี Uji   หมดไป 640 เยน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งครับ

หน้าตาขบวนรถไฟสาย Keihan ที่วิ่งมาสุดสายที่สถานีปลายทาง Uji

Uji เป็นหนึ่งเมืองที่ส่วนตัวผมชอบมากๆครับ เพราะตรงนี้สงบ ทุกคนจะได้เห็นวิวทุ่งหญ้าผ่อนคลายสายตาไปเบาๆ และใครที่ชื่นชอบชาเขียวญี่ปุ่น เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องชาเขียวเลยครับ!

ออกมาจากสถานี Uji ก็จะเห็นแม่น้ำและสะพานข้าม Ujibashi หรือ Ujibridge วิวตรงนี้ปลอดโปร่ง ไม่มีทัศนียภาพของตึกระฟ้าให้รู้สึกวุ่นวายใจเลยครับ

เดินข้ามสะพานไป เราจะเห็นถนนเส้นเล็กๆ เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านขนมเต็มไปหมด เห็นหลายร้านขายของหวาน ขายไอศกรีมคอก็เกิดแห้งขึ้นมาเลยทันที

น้ำแข็งไส ใส่มาในถ้วย กินชิวๆหน้าร้านได้เลยครับ (500 เยน)

เดินมาไม่ทันไร ก็ทนพิษความหิวไม่ไหว เจอร้านขายน้ำแข็งไสชาเขียว น่ากินมากๆครับ ชื่อร้านว่า Kyoutorokujouan (六条庵) อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากทางเข้า ได้น้ำแข็งไสราดซอสชาเขียวกับแป้งโมจินุ่มๆ ไม่หวานมาก กำลังพอดี

เห็น Starbucks แล้ว ก็แปลว่าวัดเบียวโดอินอยู่ข้างหน้า

เข้ามาไม่ไกลจากทางข้างหน้า เราจะเห็นป้ายชี้ไปทาง วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple) ครับ เป็นวัดที่ปรากฏอยู่ในเหรียญ 10 เยน ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดอยู่ในเหรียญสกุลเงินญี่ปุ่นแล้ว ก็ต้องเป็นวัดที่มีสตอรี่แน่นอน ซึ่งก็ใช่ครับเป็นหนึ่งในวัดเก่าวัดแก่ ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาสมบัติของชาติไว้หลายรายการ มีปฏิมากรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านพุทธศาสนาอยู่หลายชิ้นครับ

วัดเบียวโดอิน (Byodoin temple)
ค่าเข้าชม : 600 เยน
ซึ่งหากต้องการชมฮอลล์ Phoenix (ส่วนจัดแสดงพิเศษจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 300 เยน)
เปิด-ปิด : 08.30-17.30 (ปิดให้เข้า 17.15 น.)

บริเวณวัดไม่ได้มีขนาดใหญ่มากครับ ถ้าไม่ได้นั่งเก็บบรรยากาศก็อาจจะใช้เวลาไม่ถึง 40 นาที แต่วันนี้อากาศเป็นใจ เดินเล่นชิวๆ เก็บภาพความสวยงามภายในวัดกันได้เรื่อยๆเลยทีเดียว

บรรยากาศร่มรื่นของวัดเบียวโดอิน

Byodoin temple, Uji, Kyoto

เดินไปตามทางจะเข้ามาส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ ตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป ต้องชมความสวยงามด้วยตาเปล่าอย่างเดียว เพราะไม่สามารถถ่ายรูปได้ และอย่างที่ผมเกริ่นนำ ในพิพิธภัณฑ์จะแสดงปฏิมากรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา มีองค์พระอมิตาภพุทธะโดยพระนักปั้น ณ เวลานั้นหลากหลายอริยาบถ ตัววัดเคยเสียหายจากเหตุภัยต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อาคารฟีนิกซ์ ซึ่งอยู่ข้างหน้านี้กลับไม่ได้รับความเสียหาย จึงเป็นเหมือนกับมรดกทางประวัติศาสตร์ให้ชาวญี่ปุ่นได้ชมมากันจนถึงทุกวันนี้ครับ

จบจากวัดเบียวโดอินแล้ว เราจะเดินทางไปกันต่อที่ วัดฟูชิมิอินาริ (Fushimi-inari) หรือ วัดเสาแดง กันครับ

จากวัดเบียวโดอินไปวัดเสาแดง

การเดินทางจากวัดเบียวโดอิน ไปวัดเสาแดง ไม่ยากเลยครับ เพราะว่าเป็นเส้นทางเดียวกัน ด้วยรถไฟสายไข่ห่าน (Keihan) นี้ จะผ่านวัดทั้งสองวัดนี้ เรากลับไปนั่งรถไฟที่สถานี Uji แล้วไปเปลี่ยนสายที่  สถานี Chushojima  ลงจากรถไฟแล้วมาหารถไฟที่ไป  สถานี Fushimi-Inari  กันต่อครับ จากที่เบียวโดอินไปวัดเสาแดง 310 เยน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีครับ

การค้นหารอบรถไฟ อย่างที่เล่าให้ฟังไปในตอนแรก ผมใช้ Google Maps ในการช่วยค้นหาครับ เราก็แค่พิมพ์ปลายทางที่ต้องการไป ในที่นี้คือ Fushimi Inari เลือกสร้างเส้นทาง แล้วมันก็จะบอกว่าขบวนที่ไปนั้นจะออกกี่โมง ก็ไปขึ้นให้ถูกชานชาลา

ศาลเจ้าเทพอินารี (Fushimi Inari Shrine)
ค่าเข้าชม : ไม่มี
เปิด-ปิด : ไม่มีวันหยุด

เดินออกมาจากชานชาลา ข้ามทางรถไฟ เดินตามฝูงชนมาประมาณ 5 นาที ก็จะเริ่มเห็นประตูทางเข้าของวัดแล้วครับ บรรยากาศหน้าวัดก็จะเต็มไปด้วยร้านค้า (เช่นเคย) รวมไปถึงเต๊นท์ขายอาหารคึกครื้นไปหมด เข้ามาก็จะเห็นอาคารหลัก และด้านหน้าจะมีซุ้มเล็กๆให้ชำระกายให้สะอาด ข้างๆอาคารนี้ก็จะมีจุดขายเครื่องลางที่ใครหลายๆคนเมื่อมาที่ญี่ปุ่นมักจะมาหาซื้อกัน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดยอดนิยมครับ

ด้านหลังก็จะเป็นสามแยกเป็นทางขึ้นไปชมเสากันแล้วครับ เลี้ยวซ้ายขึ้นไปก็จะเริ่มเห็นเสาต้นเล็กต้นใหญ่ สลับกันไป ตรงนี้ก็จะเต็มไปด้วยคนรอถ่ายรูปกันเต็มไปหมด จะบอกว่าใจเย็นๆก่อนครับ ข้างหน้ามีอีกหลายพันต้นเลย

เสาที่เรียงรายอยู่เยอะๆนี้ก็จะยาวขึ้นไปจุดชมวิวบนเขา Inari กันล่ะครับ ว่ากันว่าไปถึงยอดได้ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ด้วยความที่เคยมาแล้ว 2 รอบ แต่ก็ไม่เคยขึ้นไปดูจุดชมวิวสูงๆ เลยขอลองท้าทายตัวเอง เดินไปเรื่อยๆอีกสักหน่อยเผื่อว่าจะได้เห็นวิวแปลกๆที่ไม่ได้เห็นจากรอบก่อนๆ

เดินขึ้นมาเรื่อยๆก็เริ่มหิวน้ำแล้วล่ะครับ จะบอกว่าถ้าเป็นไปได้ก็ติดน้ำนิดๆหน่อยๆมาพอประหยัดได้ เพราะยิ่งสูง น้ำก็ยิ่งแพง ขวดละ 200-300 เยน (ปกติ 100 เยนเท่านั้น) นักท่องเที่ยววันนี้ก็เยอะเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะอากาศดีช่วยให้เดินขึ้นมากันได้เรื่อยๆ

สุดท้ายก็มาจอดที่ตรงนี้ครับ ได้เห็นวิวตัวเมืองโตเกียวระดับหนึ่งเลย ตรงนี้มีน้ำส้มไบเล่ขายด้วย สุดท้ายทนไม่ไหว อยากให้รางวัลตัวเอง 5555 (เรื่องจริงคือกระหายน้ำมาก) หมดไป 200 เยน

ทางลงก็ไม่ได้ยากอะไรครับ แต่พอเดินลงมาเรื่อยๆ รู้สึกว่ามันมีให้แยกไปหลายทางเหลือเกิน ผมเองก็ไม่ขอย้อนไปเส้นทางเดิมแล้วกัน เลือกออกมาอีกแยก มาโผล่อีกโซนนึงครับที่รู้สึกว่าเดินง่ายกว่า ไม่ใช่เป็นบันไดที่เป็นขั้นๆเหมือนตอนขึ้นมาอีกต่อไป ตรงนี้มีเป็นศาลเจ้าย่อยๆเล็กๆ เต็มไปหมด สลับกับบ้านเรือน รู้สึกว่าร่มรื่น และไม่แออัดเหมือนตอนทางขึ้นมาเลยครับ ดีงามมาก…

Maria Kannon – พระนางมารีและพระกุมารเยซู

เดินมาเจอกับรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิมครับ ในขณะที่ผมกำลังหาข้อมูลมาประกอบกับบันทึกการเดินทางครั้งนี้ ผมก็ได้สังเกตเห็นว่า ในรูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือคันนน (Kannon) ที่ชาวญี่ปุ่นเรียก ที่ผมกำลังกราบไหว้นี้ ที่พระหัตถ์มีเด็กอยู่ด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากปางปกติที่จะเคยเห็น ไปสืบค้นมาก็พบว่านี่คือ “Maria Kanon” หรือ “พระนางมารีและพระกุมารเยซู” เป็นประติมากรรมของพระโพธิสัตว์ที่เราเห็นได้ในญี่ปุ่นสมัยช่วงศตวรรษที่ 17 ยุคเอโดะ ที่สมัยก่อนการนับถือคริตศาสนาเป็นเรื่องต้องห้าม จึงได้ใช้รูปปั้นในลักษณะของเจ้าแม่กวนอิมปางประทานบุตร เพื่อให้ดูลักษณะคล้ายกับพระแม่มารีอา พระมารดาของพระเยซูนั่นเองครับ

(ผมใส่ พิกัด เอาไว้ เผื่อใครอยากจะมาเห็นของจริง)

เดินลงมาเรื่อยๆจะเห็นซอยเล็กๆ เป็นทางพาเรากลับมาที่ตัววัดครับ สังเกตจะมีป้ายบอกห้อยไว้ตรงร้านค้า (เล็ฏมาก) โดยเมื่อเดินกลับมาเส้นทางนี้ จะไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งตรงทางสามแยก (ยังจำกันได้มั้ย ที่ตอนเราเลี้ยวขวาจะเป็นจุดเริ่มต้นไปดูเสา)

มุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไป เรายังพอทำเวลาได้ครับ แต่ก็จวนเย็นแล้ว คงไม่ได้ไปดูวัดอื่นๆเพิ่มเติม มาทางไหนกลับไปทางเดิมครับ เราจะไปชมซากุระสวยๆกันต่อ!

สวนสาธารณะ Maruyama จุดชมซากุระ ณ เกียวโต!

จริงๆแสงหมดก็แอบกังวลว่าจะได้ภาพไม่สวย แต่ก็ลองไปเสี่ยงดูกันก่อน เพราะสถานที่ที่เราจะไปนั้น เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่ใหญ่ในเกียวโตแห่งหนึ่งเลยครับ มุ่งหน้าจาก  สถานี Fushiri-Inami  ไปลงกันที่  สถานี Gion-Shijo  นั่งสายเดิม Keihan ไป ใช้เวลาประมาณ 8 นาที นั่งต่อไปอีก 5 ป้าย (210 เยน) ถึงแล้วออกมาทางประตู 7

ออกมาจากสถานีแล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ จนเห็นทางเข้าศาลเจ้า Yakasa เดินประมาณ 20 นาที (เนื่องจากคนเยอะมาก) ระยะทางจากสถานีประมาณ 900 เมตรครับ

เข้ามาก็จะเริ่มเห็นแสง สี จากโคม และบรรยากาศของร้านค้า (อีกแล้ว) จำได้ว่ามากี่ครั้งก็ไม่ค่อยเห็นร้านค้าขายของเยอะเท่าช่วงนี้ อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นฤดูแห่งการชมดอกไม้ที่มีร้านค้ามาขาย เป็นสัญลักษณ์และบรรยากาศของช่วงเทศกาลชมดอกไม้ล่ะครับ

ร้านค้าก็แน่น คนก็แน่น แต่ไม่ถึงขั้นกับอึดอัด เพราะอากาศเย็นสบายๆครับ จะมีลานให้คนได้เอาเสื่อไปปูนั่งกันด้วย บรรยากาศที่ผมเห็นก็จะเป็นคนญี่ปุ่นมากับเพื่อน มากับที่ทำงาน ครอบครัว สังสรรค์กัน

ปูเสื่อกินลมชมไม้

อากาศเย็นหน่อย ก็จะมีคนมาจุดฟืนให้ครับ ซึ่งมันก็ไหม้ส่งกลิ่นไปตามทางเลยล่ะ ถามว่าช่วยให้หายหนาวมั้ย ก็ไม่…

จบด้วยภาพและบรรยากาศสวยๆจากสวน Maruyama ครับ มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องมาถ่ายรูปคู่กับต้นนี้ให้ได้ครับ เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของที่นี่เลย (เพื่อนญี่ปุ่นถึงกับถามว่า ไปถึงนู่นแล้วได้ไปเห็นต้นไม้ต้นนี้หรือเปล่า แสดงว่าต้นนี้ the must !)

ก็หวังว่าบล็อกตอนนี้พอจะเป็นไอเดียสำหรับใครที่วางแผนจะไปชมซากุระในเกียวโตกันนะครับ

ในตอนหน้าจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปที่เมืองนาราและโกเบในวันเดียวกัน !! เหนื่อยหน่อยแต่ใครที่กะทำเวลาให้ครบทุกเมืองก็ไม่ควรพลาดครับ

ติดตามกันต่อได้ใน

FACEBOOK : Framekung.com

แหล่งอ้างอิง

 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments