Home Blog Page 12

My best Korean friend is Ham DongHyuk.

0

ชีวิตในช่วงมัธยมนั้น เฟรมผ่านการแข่งขันมาพอสมควรครับ เฟรมชื่นชอบการแข่งขัน
และการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้เฟรมได้เรียนรู้อะไรมากมาย และผมคิดว่ามันเป็นอีก
ส่วนประกอบนึงที่ทำให้เฟรมมีโอกาสได้มาศึกษาต่อที่เกาหลีนี้ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปีกว่าๆ ที่มาเริ่มต้นใชีชีวิตอยู่ที่เกาหลี แน่นอนว่าย่อมมีปัญหาอะไรหลายๆอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “ภาษา” ผนวกกับการมาอยู่เดี่ยวๆคนเดียว ไม่มีคนตามมาคอยช่วยเหลือ
ก็คิดไม่ออกเช่นกันว่า เราจะอยู่ได้อย่างไร

Ham Dong Hyuk

ผมนำเรื่องราวของช่วงชีวิตของผมที่เกาหลีช่วงนึงกับเพื่อนเกาหลี ซึ่งผมจะเล่าต่อไปนี้ ไปทำเป็นวิดิโอ
ส่งเข้าประกวด ซึ่งหัวข้อที่จัดประกวดคือ “เพื่อนเกาหลีที่ดีที่สุด (My best Korean friend is…)” ครับ

Video Contest about Korea 2013

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดย กระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) ร่วมกับ สถานีโทรทัศน์
อารีรัง (Arirang) ของเกาหลี โดยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดนั้น เป็นถึง รถยนต์ เลยทีเดียว ! นอกจากนี้ก็ยังมี
โน้ตบุ๊ค แท็บแลต กล้องดิจิทัล ฮาร์ดิสก์ เป็นรางวัลที่สอง สาม สี่ ตามลำดับ…

ลองไปดูวิดิโอที่ผมทำขึ้น มีข้อความบรรยายเป็นภาษาอังกฤษไว้ให้ครับ

รางวัลเป็นสิ่งนึงที่ทำให้ผมอยากขับเคลื่อนงานนี้ไปให้สำเร็จ มาเสริมแรง ที่ทำให้เฟรมอยากนำเรื่องราว
ของเพื่อนเฟรมคนนี้ที่ทำให้เฟรมอยากให้ทุกคนได้รู้จักเค้าเช่นกัน

เรื่องราวมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพื่อนเกาหลีคนนี้ ผมรู้จักจากเพื่อนชาวลาว วันนั้นพวกเราไปเที่ยว
กันที่พิพิธภัณฑ์รำลึกวีรชนคนเกาหลี (The memorial independent hall) ครับ ผมก็พบว่าเค้าเป็นคนที่
ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกาหลีให้ฟังอย่างตั้งใจ (เราก็รู้ใช่มั้ย
ครับว่า คำศัพท์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไม่ใช่อะไรที่อธิบายได้ง่ายๆเลย)

หลังจากนั้นผม และเพื่อนๆกับชาวต่างชาติ ก็เที่ยว ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดครับ โชคดีที่บ้านเค้าก็อยู่
ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยที่เราเรียนภาษาในปีแรก เวลาเราจะไปร้องเพลงกัน ก็จะนัดกันออกไป ไปเที่ยวไหน
ไกลๆ ก็จะนัดพากันออกไป เลี้ยงฉลองวันเกิด เราก็ไป ไปไหนไปกันแบบนี้มาตลอดเกือบ 1 ปี

ผมกับ Dong Hyuk ครับ

ที่น่าประทับใจไปยิ่งกว่านี้ คือการที่เค้าช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ ด้วยการสละเวลามาสอนภาษาเกาหลี
เปิดเป็นชมรม “Korean Speaking Club” ลักษณะที่เป็นโต้วาที ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมพัฒนาการพูดภาษา
เกาหลีได้อย่างมากในช่วงนี้ จากที่พูดไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีโอกาสให้ได้พูด เค้าจึงเป็นเหมือนจุดเปลี่ยน
ส่วนหนึ่งของการเรียนภาษาเกาหลีของผมเลยก็ว่าได้

พอมีเทศกาลของคนเกาหลีที่เค้าเลี้ยงปีใหม่กันที่บ้าน คุณแม่ของเค้าก็ทำอาหารมาให้พวกเราทานด้วยครับ

จนสุดท้ายที่เค้ามีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ช่วงนั้นเองก็เป็นช่วงที่ผมกำลังจะกลับไทย
และข่าวของการแข่งขันนี้ก็มาพอดี…

ตอนที่ผมทราบข่าวการแข่งขัน พอผมเห็นหัวข้อ ผมก็นึกถึงเค้าเป็นคนแรกเลย แต่…
อุปสรรคมันอยู่ที่ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ช่วงนั้น ผมเองก็กำลังจะกลับไทย และตัวเขาเองก็เดินทาง
ไปที่ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เอายังไงดี จะทำต่อไปดีไหม
กลับไปไทยก็คงต้องยุ่งมากแน่ๆ

แต่ด้วยความที่เป็นนักเก็บสะสมเรื่องราวอย่างผม ผมมีเรื่องราวของเค้า มีภาพถ่าย มีวิดิโอ มาประติด
ประต่อเรื่องราวของเค้า เรียบเรียงจนเป็นวิดิโอหนึ่งชิ้นได้อย่างน่าตกใจ ผมพูดเป็นภาษาเกาหลีในวิดิโอ
ตอนท้ายๆว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่า ทำไมผมถึงถ่ายเรื่องราวของเค้าไว้มากเช่นนี้ หรือบางที มันอาจจะเป็น
เพราะว่าผมจะได้นำมันมาเล่าให้ทุกๆท่านได้ฟัง วันใดวันนึงก็ได้, ซึ่งตอนนี้ผมกำลังทำมันอยู่”

งานชิ้นนี้จึงเป็นอีกงานนึงที่เป็นความสำเร็จที่เค้ามอบให้ผม และถือเป็นของขวัญขอบคุณสำหรับความ
ตั้งใจ เค้าเป็นเพื่อนที่ดีที่ผมพูดได้ เพราะตรงๆแล้ว ไม่ใช่คนเกาหลีทุกคน ที่เค้าจะมาดีกับเรา หรือ
อยากเป็นเพื่อนกับเรา (ยกเว้นคุณเป็นเด็กฝรั่ง ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้เก่งๆ) นี่คือสังคมเกาหลีที่แสนโหดร้าย
ในความรู้สึกของผม เพื่อนเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจริงๆ และผมเองก็เหลือเชื่อ
ในมิตรภาพที่ดีจากคนที่อยู่กันคนละประเทศ พูดกันคนละภาษานี้เช่นกัน..

ผมยินดีที่วันนี้ผมทำให้ทุกท่านได้รู้จักกับเค้า…
หวังว่าผมจะมีโอกาสได้เจอคนดีๆที่นี่ และนำเรื่องราวของเค้าไปสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นๆส่งประกวด
ต่อไปอีกเรื่อยๆเช่นกัน 😀

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

มาเป็น X-man แกล้งเด็กปีหนึ่งกันเถอะ !

ช่วงก่อนที่มีการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เกาหลี ผมไปเจอข้อความนึงที่เกี่ยวกับคำว่า
“X-man”ครับ ก็แอบสงสัยว่า เอ คุยเรื่องอะไรกัน หนัง X-man งั้นเหรอ? ไม่น่าจะใช่
เลยไปถามเพื่อน เค้าก็พูด “อ๋อ…” (ซะดังจนผมตกใจ) ก่อนที่จะอธิบายว่ามันคือ
“กิจกรรมที่เอาไว้แกล้งเด็กปีหนึ่ง”

ในห้องแชทนั้นกำลังถามกันครับว่า จะให้ใครเล่นเป็น X-man ดี ? ซึ่งหน้าที่ของการเป็น X-man คือการ
ปลอมตัว ไปเนียนอยู่กับน้องๆปีหนึ่ง ที่จะเข้ามหาลัยในเดือนมีนาคมปีหน้า…  ทุกคนอาจจะมองว่ามันดูง่าย
แค่ไปเนียนๆอยู่ด้วยกันกับรุ่นน้อง แต่นี่มันหมายถึงว่า เราต้องเนียน ลักษณะว่า ไม่รู้จักอาคารเรียนต่างๆ
ร้านอาหารอยู่ตรงไหน ร้านเครื่องเขียนอยู่ไหน แน่นอนว่า พวกวิชาเรียนก็ด้วย !! บางวิชาก็ต้องไปเนียนเรียน
ด้วย ทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่างด้วย ดังนั้น ถ้าหลุดติดต่อกับเพื่อน หรือเรียกเพื่อน (ซึ่งจริงๆต้องนับว่าเป็น
รุ่นพี่) ด้วยคำไม่สุภาพ (ปกติคุยกันกับเพื่อนรุ่นเดียวเค้าจะไม่ต้องพูดสุภาพครับ) ก็จะทำให้รุ่นน้องจับเอาง่ายๆ
แต่เพื่อนเฟรมก็เสริมอีกว่า พวกที่เป็น X-man เอาเข้าจริงๆแล้วก็เนียนได้ไม่นาน…

วันปฐมนิเทศ.. ใครเป็น X-man ก็ต้องมานั่งฟังรุ่นพี่แนะนำตัวด้วยนะ…
เวลากินข้าวก็เหมือนกัน แนะนำตัว ก็ต้องไม่ลืมอายุ(ที่สมมติขึ้นมา) สนามสอบเอนทรานซ์เป็นยังไง ข้อสอบ คุยกับรุ่นพี่ก็ต้องเนียนถามเรื่องเรียนเยอะๆ เรียนยากมั้ย ผม/หนูควรจะลงวิชาตัวไหนดีเทอมสอง เป็นต้น….

ข้อดีของการเป็น X-man ก็คงเป็นการทำให้บรรยากาศของคณะดูสนุกขึ้น สนิทและรู้จักกันมากขึ้น ที่มาที่ไป
ทำไมถึงต้องเรียกว่า X-man นั้น มาจากรายการเกมโชว์ของเกาหลี ออกอากาศครั้งแรกเมื่อปี 2003 ที่ชื่อว่า
“X맨을 찾아라” (ตามล่าหาเอ๊กซ์เมน) ซึ่งเป็นรายการเกมโชว์ที่ให้ดารานักแสดงมาทำกิจกรรมด้วยกัน
โดยมีหนึ่งคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำให้ภารกิจของทีมนั้นแพ้ ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของทุกทีม ที่ต้องหา X-man
ที่แท้จริงให้ได้ โดยรายการนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น และผลของรายการนี้ ก็สืบเนื่องมาเป็น
การหา X-man ที่เป็นรุ่นพี่แฝงเนียนอยู่ในกลุ่มรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย และยังใช้ในการแข่งขันกีฬา
โดยจะเรียกคนที่ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือตัวถ่วงของทีมว่า “X-man” อีกด้วย

ทิ้งท้ายเป็นตัวอย่างรายการ X맨을 찾아라 ครับ…

 


(ตอนแรกของรายการเลยครับ ในตอนนี้จะอธิบายกฏ กติกาของเกม ค่อนข้างชัดเจน แต่เป็นภาษาเกาหลี)

 

ไม่แน่ใจว่าที่ไทยเอง ก็มีกิจกรรมลักษณะคล้ายเดียวกันนี้หรือเปล่านะครับ …
ก็หวังว่าเพื่อนๆที่สงสัยเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องในเกาหลี มีลักษณะเป็นยังไง ก็พอจะเข้าใจบ้างนะครับ จะเห็นได้ว่า
สีสันของกิจกรรมรับน้องแตกต่างจากที่ไทยพอสมควร พวกเราไม่มีเชียร์ของคณะ ไม่มีว้ากก ให้กินอะไรแปลกๆ

เอาเป็นว่า หากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยในเกาหลีแปลกๆนี้ ก็จะไม่พลาดนำมาฝากคุณผู้อ่าน
แน่นอนครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

พาไปดู “ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี” (บลูเฮาส์) แบบอินไซด์

ห่างเหินจากการเขียนบล็อกไปนานอยู่พอสมควรครับ แต่ผมหวังว่าเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เป็นความทรงจำ และความประทับใจของผม ครั้งหนึ่งขณะที่กำลังศึกษาอยู่ที่เกาหลีนี้ เมื่อผมมีโอกาสได้เข้าไปชมคอนเสิร์ตๆนีงครับ…

คอนเสิร์ตที่ผมพูดถึงนี้ เป็น คอนเสิร์ตเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลี “อารีรัง” ( “Arirang – Korea’s Quintessential Flavor and Style” Concert for Cultural Enrichment) จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2556 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองที่เพลงพื้นบ้านเกาหลี “อารีรัง” ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จาก UNESCO ครับ

ภาพประกอบจาก president.go.kr

ความพิเศษอยู่ตรงที่งานจัดใน “ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี” หรือ “The Blue House” ครับ
หลายๆคนที่เคยมาเที่ยวเกาหลี อาจจะมีโอกาสได้เห็นอาคารหลังสีฟ้าๆ อยู่ติดกับพระราชวังเคียงบกกุง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ทำการลงทะเบียนจองเข้าชมล่วงหน้านั้นไม่สามารถเข้าไปได้ครับ

อาคาร Main Building ที่เป็นสัญลักษณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลี

อดตื่นเต้นไม่ได้ครับ เพราะโอกาสแบบนี้คงไม่ได้มีบ่อยครั้งนัก ผมมาถึงจุดลงทะเบียนและผ่านกระบวนการตรวจต่างๆมากมาย เหมือนกับตอนที่ตรวจในสนามบินเลย ตั้งแต่ของมีคม, ขวดน้ำ ฯลฯ กล้องถ่ายรูป !? กล้องถ่ายรูปนั้นพกเข้าไปได้ครับ ผมกังวลแทบตายว่ามันจะไม่ผ่าน เค้าให้ผมถ่ายรูปให้ดู พอมันถ่ายติด (เสียงระเบิดไม่ดังตู้มม..) เขาก็อนุญาตให้นำเข้าครับก่อนที่จะมีรถบัสมารับเข้าไปอีกอาคารหนึ่ง

ไกด์พาพวกเราไปถ่ายรูปที่ระลึกหน้าอาคารหลัก ซึ่งเป็นเหมือนห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธานาธิบดี

ภาพที่ระลึกหน้าอาคารหลักครับ

ก่อนที่จะเดินเข้าไปในบริเวณสนามหญ้านกจิวอน (녹지원) (แปลว่าสนามหญ้าเขียว) นี้ ก็จะผ่านสวนสุดแสนร่มรื่นนี้

สวนของทำเนียบ บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

อาคารนี้ชื่อว่า ซังชุนแจ (상춘재) เป็นอาคารที่ใช้สำหรับจัดเลี้ยงแขกต่างชาติอย่างไม่เป็นทางการครับ

ก่อนที่จะไปถึงบริเวณเวทีคอนเสิร์ต… ก็มีส่วนของนิทรรศการสุดยอดอาหารเกาหลี ซึ่งทั้งหมดที่จะได้เห็นต่อไปนี้ เป็นอาหารเกาหลี ที่นำมาประดับตกแต่งแบบสุดๆกันไปเลยครับ ส่วนตัวไม่เคยเห็นอาหารเกาหลี ที่แต่งได้สวยงามเท่านี้มาก่อน เป็นงานศิลปะบนอาหารเกาหลีจริงๆ

นิทรรศการอาหารเกาหลีครับ เรียกว่า จัดกันได้แบบประณีตสุดๆ
อันนี้เป็นเค้กต๊อกครับ… และแน่นอนว่ามันพิเศษมากๆ คือมันสวยมากครับ 55 ผมไม่เคยเห็นเค้กหน้าตาแบบนี้ไปวางขายที่ไหนเลย (ต๊อก แปลว่า แป้งข้าวเหนียวนะครับ)
ขนมซงพยอน (송편) ที่คนเกาหลีจะทานในวันขอบคุณพระเจ้าครับ
อันนี้ก็คงไม่พ้น จัดเป็นขนมจำพวกแป้งต๊อกอีกเหมือนกัน สำหรับชื่อนี่ .. ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ
นิทรรศการอาหารที่จัดขึ้นหน้าอาคารซังชุนแจครับ

ทั้งหมดข้างบนนั้นเป็นแค่ส่วนของจัดแสดงครับ ส่วนที่ได้ลองชิมจริงๆ มีแค่นี้ครับผม 555

นี่คือที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ชิมครับ 555

ก่อนการแสดงเริ่มขึ้น ก็มีน้องๆจากโรงเรียนอนุบาล Inje nam มาขับร้องประสานเสียงเพลง “อารีรัง”
ให้ชมครับ เรียกว่า น่ารักและไพเราะ ประทับใจจริงๆ

ก่อนที่ท่านอดีตประธานาธิบดี “ปาร์ค กึน ฮเย (박근혜)” ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีนี้ จะเดินทาง
มาที่บริเวณงาน และร่วมเข้าชมงานกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง

ธรรมเนียมของที่นี่ เมื่อประธานาธิบดีเดินเข้ามา ก็จะลุกยืนขึ้นแสดงความเคารพครับ ก็อาจะได้ยินเสียงคนปรบมือแสดงความยินดีบ้างครับ (ท่านคือคนที่ใส่ผ้าพันคอสีแดงนะครับ)
ความน่ารักของท่านประธานาธิบดีอยู่ตรงที่ ท่านเลือกนั่งอยู่ท่ามกลางประชาชนคนเกาหลี ไม่มีที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้พิเศษ และท่านก็ชมงานตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีการกล่าวพูดเป็นพิเศษใดๆทั้งสิ้น (ภาพประกอบจาก president.go.kr)

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความสนุกสนาน แม้ว่าเพลง “อารีรัง” จะมีการนำไปขับร้องอย่างหลากหลายเวอร์ชัน แต่ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์เดียวกัน เพลงนี้ ให้ความหมายเกี่ยวกับ การผ่านความยากลำบากและทุกครั้งเมื่อได้ยินคนเกาหลีขับร้องเพลง “อารีรัง” เมื่อไร ก็ให้ความรู้สึกของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนเกาหลีครับ

และที่พิเศษของงานนี้ คือการนำนักร้องที่เป็นอันดับต้นๆของเกาหลี อย่าง 아이유 (IU) หรือ คิมแจจุง JYJ มาร่วมขับร้องเพลง อารีรัง ในเวอร์ชัน K-POP ด้วย…. เรียกว่า คืนนั้นฟินสุดๆกันไปเลยครับ และแน่นอน ว่าผมก็ไม่พลาดที่จะนำมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ…

นักร้อง K-POP ที่มีชื่อเสียงอีกคนครับ คิมชังฮุน (김창훈) ลงมายื่นไมค์ เล่นกับคนดู แล้วแถมยังไปยื่นไมค์ให้กับท่านประธานาธิบดีได้ร้องเพลงอย่างเป็นกันเองด้วย
IU ที่วันนี้มาพร้อมกับร้องเท้าแดง สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์เพลงในอัลบัมใหม่ของเธอ (The red shoes) กับผมสั้น ที่ใครๆก็พูดถึง … (หลายคนเลยที่มาคอมเมนต์เรื่องทรงผมใหม่ของเธอ ในช่องคอมเมนต์หลังจากที่ผมอัพคลิปวิดิโอลง YouTube)

แหมจะมากันแต่ภาพก็กะไรอยู่ใช่มั้ยครับ ไปดูวิดิโอกันดีกว่า ^_^

เพลง Arirang (아리랑) โดย 아이유 (IU) :

เพลง 좋은 날 (Good Day) โดย 아이유 (IU) :

เพลง Arirang (아리랑) โดย 김재중 คิมแจจุง JYJ :

ก่อนที่งานจะสิ้นสุดลง ก็มีน้องๆนักแสดงที่แสดงไปเมื่อเช้า มาเชิญท่านประธานาธิบดี ไปร่วมร้องเพลงปิดท้ายงานด้วย เป็นภาพบรรยากาศที่อบอุ่น และน่ารักมากๆครับ

ก่อนที่ผมจะกลับมาพร้อมกลับถุงของที่ระลึก ที่ประกอบไปด้วย กลอง, กระเป๋าผ้า, ผ้าพันคอ และผ้าห่ม


นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของผมครั้งนึงที่ได้รับโอกาสที่ดี และหายากเช่นนี้ และผมก็ไม่อยากให้โอกาสนี้ตกเป็นของผมคนเดียว ขอนำบรรยากาศ ความสุขที่ได้รับทั้งหมดในวันนี้ ส่งต่อไปหาคุณผู้อ่านทุกท่านด้วยบล็อกตอนนี้

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ 😀

2 วันในกรุงเทพ : พาคนเกาหลีเที่ยวเมืองไทย !

ความฝันนึงหลังจากที่มีโอกาสได้ไปเรียนอยู่ต่างแดน รู้จักกับเพื่อนต่างชาติมากมาย สิ่งหนึ่งที่อยากทำ
คือการที่มีโอกาสได้กลับมาประเทศตัวเองอีกครั้งพร้อมกับเพื่อนๆ พาเค้ามาเยี่ยมบ้านชมเมืองไทยของเรา

ในเทอมที่แล้ว ผมลงวิชาเรียนนึงครับ ชื่อว่า Tutoring Program กับหนึ่งหน่วยกิตที่ผมจะต้องสอน วิชาอะไร
ก็ได้ แต่ต้องมีคนมาลงทะเบียนเรียน ซึ่งผมก็ลงวิชา ภาษาไทยไปขำๆครับ (วิชาที่จะสอน ผู้สอนต้องได้เกรด
A จากเทอมแรก หรือเป็นเจ้าของภาษา) จนแล้ววันนึง สถานะในที่ระบบลงทะเบียนก็บอกว่า มีคนมาสมัคร
เรียน ทำผมอึ้งไปสักพักนึงและอดลุ้นไม่ได้ว่า คนที่สมัครนี้คือใคร … จนถึงวันปฐมนิเทศที่เค้าจะให้ติวเตอร์
และติวตี้ ได้มาเจอกัน

วันนั้นทำให้ผมได้เจอกับพี่ โชเฮจิน (조혜진) อยู่ปี 4 คณะ Library information & Science ครับ เมื่อได้เจอกัน
คำถามแรกที่ผมอดถามไม่ได้ก็คือ “ทำไมถึงอยากเรียนภาษาไทย?” เค้าก็เล่าให้ฟังครับว่า เค้าไป Work and
travel ที่แคนาดามา ได้ไปเจอกับเพื่อนชาวไทยคนนึง สนิทกัน จนวันนึงเห็นเค้าคุยโทรศัพท์เป็นภาษาไทย
ฟังๆแล้วก็รู้สึก ‘ทึ่ง’ อยากพูดภาษาไทยได้บ้าง จึงเป็นที่มาในการลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาไทยกับผมครับ
ซึ่งในการเรียนการสอนผมก็ทำชีทสอนประกอบบ้าง พาไปกินอาหารไทยบ้าง (ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้ครับ อิอิ)

Thai restaurant in Korea
ผมทราบมาว่าเค้าชอบผัดไทยครับ เลยพาไปกินร้านอาหารไทยอยู่ระหว่างถนนมหาวิทยาลัยของผม กับ
มหาวิทยาลัยฮงอิกเค้าล่ำลือกันว่า ร้านนี้เชฟไทย บรรยากาศไทยๆด้วย เค้าก็สั่งผัดไทยครับ ผมก็เลย
ลองสั่งส้มตำไก่ย่างมาให้ลองกินด้วย ส้มตำไก่ย่าง ตีเป็นเงินไทยนี่ 800 กว่าบาทแน่ะ !! เค้าก็ชอบครับ
ผมเลยบอกเค้าว่า เนี่ย ถ้าไปที่ไทยนะ ราคาเท่านี้ กินผัดไทยได้เป็นสิบจานเลย !!
เค้าก็คิดหนักเลยสิครับทีนี้ …

วันสุดท้ายของการเรียน จะมีการนำเสนอกิจกรรม
ที่เรียนด้วยกันทั้งหมด ซึ่งเค้าก็ออกไปนำเสนอครับ ประโยคนึงที่เค้าพูดออกมาคือ เค้าชอบภาษาไทย
และตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจ ซื้อตั๋วไปเที่ยวประเทศไทยช่วงเดือนสิงหาคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ทำคนสอนอึ้งเหมือนกัน และเมื่อผมมีโอกาสจะได้กลับไทยช่วงปิดเทอมเดือนสิงหาคมนี้ ก็เป็น
ช่วงเวลาที่ตรงกันพอดี ที่ผมจะมีโอกาสได้พาเค้าไปเที่ยวเมืองไทยครับ

งานนี้ไม่ใช่ผมคนเดียว ที่จะพาเค้าไปเที่ยวตลอดช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆนี้ แต่มีเพื่อนอีกคนนึง
ยังจำได้มั้ยครับ ที่เค้าบอกว่าไปเจอคนไทยที่แคนาดา เพื่อนเค้าคนนี้ชื่อ ‘ลูกหนู’ ครับ  รุ่นเดียวกัน
กับเฟรมเลย ซึ่งลูกหนูกำลังเรียนป.ตรีอยู่ที่แคนาดา แล้วก็กลับมาบ้านช่วงปิดเทอม จึงทำให้ได้มา
เจอกันครับ เรื่องสถานที่ การเดินทาง ก็ต้องยกให้ลูกหนูและพี่ปุน พี่ของลูกหนูเป็นคนจัดการ

วันแรกเราไปกันที่ วัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดารามครับ วัดนี้เป็นวัดที่ผมคิดว่าเป็นเอกลักษณ์
สวยงาม ปรากฏบนเหรียญบาทของเราด้วย เวลาที่เค้าได้มาเที่ยวแล้ว หากหยิบเหรียญบาทขึ้นมาดู
เค้าก็จะรู้สึกประทับใจ ว่าเค้าได้ไปที่นั่นมาแล้ว ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ (อัพเดตปี 2556) เป็น
500 บาทครับ คนไทยนั้นเข้าฟรี ดังนั้นผมบอกเลยครับว่า เป็นโอกาสที่ดีของคนไทย ที่ได้ชม
สิ่งสวยงาม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนต่างชาตินี้

เดินเข้ามาอีกนิดหน่อย ก็จะเป็นส่วนบริเวณรอบๆพระบรมมหาราชวังครับ

ซ้ายคือ ลูกหนู เพือนคนไทยที่เรียนอยู่ที่แคนาดา กับ เฮจิน และผมครับ

ก่อนที่เราจะนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ที่แน่นอนว่าที่เกาหลีไม่มีอะไรแบบนี้ เค้าก็ตื่นเต้นสิครับ ถ่ายแทบทุกช็อต ขณะตอนกำลังนั่ง
ก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายด้วย เรานั่งไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวๆท่าพระจันทร์ครับ ตอนแรกว่าจะนั่งเรือข้ามไปอีกฝั่ง แต่ดันเป็น
ช่วงพัก รอไม่ไหวจึงเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อยครับ

ผมก็เพิ่งจะมีภาพที่ถ่ายบนตุ๊กตุ๊กก็วันนี้ล่ะครับ ^^
เฮจินบอกพวกเราว่า ถ้าเค้าเอาไปเปิดขายแถวๆบ้านเค้านะ ป่านนี้เค้ารวยไปแล้ว… 55 ที่กินเป็นก๋วยเตี๋ยวครับ

เราเดินทางมาต่อที่วัดโพธิ์ครับ แผนของเราก็อยากจะให้เฮจินได้เข้าไปดูความสวยงามของวัด ข้างในอุโบสถซึ่ง
เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาส หรือพระนอนที่ใหญ่ และสวยงาม และมาถึงวัดโพธิ์ ที่เป็นขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง
ก็คือ การนวดแผนไทย แต่บังเอิญที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจซักเท่าไรครับ…

อ้อ ค่าเข้าชมวัดโพธิ์ สำหรับชาวต่างชาตินั้น อยู่ที่ 100 บาทครับ ค่านวดแผนไทย นวดทั้งตัว รู้สึกจะอยู่ที่
250 บาทต่อชั่วโมง สำหรับชาวต่างชาตินั้น 250 บาท ได้ครึ่งชม.ครับ

ลูกหนูภาษาอังกฤษเป๊ะมวากกก… การันตีจากแคนาดา 😀

พอฝนตกเราก็ต้องเปลี่ยนแผน เข้าไปในอาคารกันครับ เราเลยตัดสินใจ ย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์มิวเซียมสยาม
ซึ่งเป็นตึกกระทรวงพาณิชย์เก่า ภายในก็จะจัดแสดงเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทยครับ เนื่องจากเนื้อหา
มีสองภาษา จึงได้ตัดสินใจไปที่นั่น นั่งตุ๊กๆ ออกมาจากวัดโพธิ์นั้นก็ไม่ไกลมากครับ แล้วตอนที่ไปนั่น ไม่เก็บค่า
เข้าชมสำหรับคนต่างชาติด้วย ถือว่าดีมากๆเลยครับ

ที่นี่มีชุดสมัยก่อนให้แต่งเล่นด้วยครับ ซึ่งก็พอดีที่เค้าอยากลองแต่งชุดไทยถ่ายรูป

ก่อนที่เราจะแยกย้ายกลับไปเพราะอากาศไม่ค่อยอำนวยครับ วันพรุ่งนี้ เรามีแผนที่จะไปเที่ยว ช็อปปิ้ง
ที่ตลาดนัดจตุจักร แล้วก็จะเป็นวันสุดท้ายของผมในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะต้องกลับโคราช มาเตรียมของ
เพื่อกลับเกาหลีครับ  ส่วนแผนของเฮจินนั้น จะไปเที่ยวต่อที่พัทยาและเกาะล้าน อยู่นานกว่าผมอีกหน่อย
ครับ

ตอนที่พวกเราไปเที่ยวที่วัดพระแก้วนั้น เฮจินมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินินาถ เค้าได้ไปเห็นฉลองพระองค์ขององค์สมเด็จพระราชินี แล้วก็ประทับใจมากๆ จนต้องขอมาเลือกผ้าไทยกลับไปด้วย ที่ตลาดนัดจตุจักรครับ
ผลไม้ใส่ถุง ราคา 20 บาทแบบนี้ คงหาทานไม่ได้ง่ายๆในเกาหลีล่ะครับ เฮจินก็ซื้อมากินเรื่อยๆเลย ไม่ว่าจะเป็น สัปปะรด หรือแตงโม

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ากับการที่ได้กลับมาประเทศไทย และได้ทำความฝันฝันหนึ่งให้สำเร็จ ผมเองก็หวังว่า
จะมีโอกาสต่อๆไป กับเพื่อนต่างชาติอีกหลายๆคน และยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่อีก คนไทยในต่างแดนอีกคน
‘ลูกหนู’ และพี่ปุน ที่ดูแลเรื่องที่พักให้กับเฮจิน รวมไปถึงเรื่องการเดินทาง ความเป็นอยู่ตลอดที่อยู่ที่ไทยนี้ด้วย
คนไทยใจดีใช่มั้ยล่ะครับ 😀

ผมก็หวังว่าเค้าจะได้รับความทรงจำดีๆตลอดระยะเวลาที่อยู่เมืองไทยนี้ครับ เพื่อนเกาหลีที่ผมรู้จัก ไม่น้อยเลย
ที่รู้จักประเทศไทย และมีโอกาสได้มาประเทศไทย มีหลายสถานที่ (เรียกว่าเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้) ที่ได้มาเที่ยว
ไปพร้อมกับเฮจินนี้ ผมเองก็รู้สึกประทับใจและภูมิใจกับการเป็นคนไทยมาก อีกหนึ่งประสบการณ์ที่แสนประทับใจ
นี้ ก็ขอเก็บมาเล่าฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน…

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

เพิ่มเติม : เรื่องเล่าเกี่ยวกับคนเกาหลี

– มีคนเกาหลีส่วนนึงที่ไม่ชอบกินผักชีครับ แน่นอน เฮจินก็ไม่ชอบ เค้าบอกว่ามันเป็นผักชนิดนึงที่กลิ่น
มันค่อนข้างแรง และบางคนไม่ชอบถึงขนาดจำประโยคที่ว่า “ไม่ ใส่ ผัก ชี” ได้ !!
– คนเกาหลีชอบเที่ยวคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว อาจจะเป็นเพราะว่า บ้านเมืองเค้า การไปไหน
มาไหนค่อนข้างสะดวก รถไฟฟ้า รถไฟ รถไฟความเร็วสูงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง การเดินทางจึงไม่ลำบาก
– ร้านเหล้า ร้านเบียร์ ผับ เป็นสิ่งที่คนเกาหลีไม่น้อยถามหา  มีคนเกาหลีส่วนนึงที่จะชอบสังสรรค์กับ
เพื่อนๆในวันหยุด ด้วยการไปกินเหล้าเกาหลี (โซจู) หรือ เบียร์ ตามผับ หรือร้านเหล้า ดังนั้น คนเกาหลี
(ที่ดื่ม) ก็จะดื่มจัดมากๆเลยล่ะครับ
–  ถ้าพูดถึงประเทศไทย สถานที่คนเกาหลีส่วนใหญ่รู้จัก คงไม่พ้น กรุงเทพ (ภาษาเกาหลีเรียกว่า พังคก),
เชียงใหม่, พัทยา, เกาะช้าง, เกาะล้าน, ภูเก็ต ฯลฯ ครับ

ทุนรัฐบาลเกาหลี (ปริญญาตรี) ประจำปี 2557

มาแล้วครับสำหรับกำหนดการของทุนรัฐบาลเกาหลี หรือชื่อเต็มๆคือ ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี ประจำปี 2557 (ระดับปริญญาตรี) Korean Government Scholarship Program : KGSP 2014 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาระหว่างมิตรประเทศครับ

ผมและเพื่อนๆ ที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP

สำหรับข้อดีของทุนนี้ เช่นเดียวกันกับรายละเอียดการสมัคร แนะนำให้ไปอ่านตอน มารู้จักกับทุนรัฐบาลเกาหลีกันเถอะ! สิ่งที่อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อนๆ อาจจะเป็นหน้าตาของใบสมัคร ที่มีแบบฟอร์มให้กรอกเพิ่มเล็กน้อยเท่านั้นครับ เช่น รางวัลที่เคยได้รับจากหน่วยงานจากเกาหลี เรียงความยังเป็นรูปแบบเดิมถามคำถามเดิมครับผม จำนวนคนที่รับสมัครปีนี้เป็น 2 คนทั่วประเทศ (ปีที่แล้วก็เขียนไว้ 2 คน แต่รับจริง 3คนครับ)

ดาวน์โหลดใบสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี (ปริญญาตรี) ประจำปี 2557

สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ http://www.studyinkorea.go.kr/ ตรงหัวข้อในเมนูด้านซ้ายมือ 2014 Korean Government Scholarship Program for International Students for an
Undergraduate Degree หรือ  จากเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำ
ประเทศไทย ได้เลยครับ

โดยเอกสารให้วงเล็บมุมซองว่า “สมัครทุนเกาหลี 2014” ส่งไปยังที่อยู่ของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย  “23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษก ห้วยขวาง กรุงเทพ 10320” 

ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 !! ครับ

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเตรียมตัวนะครับ 😀
ยินดีตอบคำถามสำหรับทุกๆข้อสงสัย ถ้าตอบได้และสะดวกตอบนะครับ และรบกวนให้ไปอ่าน บล็อกตอนเก่าๆ และใบสมัคร เพราะเขียนข้อมูลค่อนข้างไว้ละเอียดครบถ้วนครับ

สัมภาษณ์นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี 2013

สวัสดีครับ พบกับเฟรมอีกครั้งกับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูดอกซากุระผลิเต็มถนนหนทางให้บรรยากาศ
ดีๆแบบนี้ ก็กลับมากับอีกตอนหนึ่งของตอนพิเศษ เป็นบทสัมภาษณ์ของน้องๆ ทุนรัฐบาลเกาหลี
(KGSP) ปีล่าสุด 2013 เรื่องราวชีวิตในเกาหลี และก่อนที่จะมาที่เกาหลีนี้ จะเป็นอย่างไร
ไปทำความรู้จักกับน้องๆ กันทั้งสามคนกันดีกว่าครับ…

Framekung : สวัสดีครับ อยากจะให้น้องๆทั้งสามคนแนะนำตัวหน่อยครับ
น้องนุก : สวัสดีค่ะ ชื่อ ศุภวรรณ งามประภาวัฒน์ ชื่อเล่นชื่อนุก จบจากโรงเรียนมหิดล
วิทยานุสรณ์ค่ะ
น้องขิม : สวัสดีค่ะ ชื่อ ตวงรัตน์ จูฑะศร ชื่อเล่นชื่อขิม จบชั้นมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียม
อุดมศึกษา แผนกภาษาเยอรมันค่ะ
น้องแจน : สวัสดีค่ะ ชื่อ นภัส กรวิภาสเรือง ชื่อเล่นชื่อ แจน จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
แผนกภาษาฝรั่งเศสค่ะ

Framekung : น้องๆเล่าให้ฟังได้มั้ยครับว่าเพราะอะไรถึงได้มาสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

น้องนุก : นุกมีโอกาสได้ดูโครงงานของรุ่นพี่ที่จบจากโรงเรียมหิดลฯ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย
KAIST ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ของเกาหลี พอพี่ๆกลับมานำเสนอ
โครงงาน ก็ทึ่งมาก ว่าทำได้ยังไง เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากไปเรียนที่ ม.KAIST และ
บังเอิญที่ปีนี้ ทุน KGSP สามารถเลือกมหาวิทยาลัย KAIST ได้ เลยได้สมัครมาค่ะ

น้องขิม : ส่วนตัวมีความชอบภาษาเกาหลี มีโอกาสได้เรียนภาษาเกาหลี เป็นระยะเวลาประมาณ
1 ปี ก็คิดอยากจะต่อยอด รู้จักทุนนี้จากหนังสือรวมทุน จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า มีนักเรียน
เตรียมอุดมฯ ที่เคยได้ก่อนหน้านี้ จึงเป็นที่มาของการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ

น้องแจน : ก่อนหน้านี้ก็เคยเรียนภาษาเกาหลี และเคยมาเที่ยวที่ประเทศเกาหลีกับครอบครัวค่ะ
ตอนนั้นก็ทราบมาว่า มีทุนรัฐบาลเกาหลี เลยได้เริ่มเรียนภาษาเกาหลีเป็นปี ทั้งที่ไทย และที่เกาหลี
แล้วก็สอบ TOEIC เพื่อใช้ยื่นเพิ่มเติมด้วย และแจนได้รู้จักพี่เฟรมจากเพื่อนของพี่เฟรม เลยได้
ติดตามข่าวสารทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ
Framekung : แล้วน้องเลือกมหาวิทยาลัยและคณะอะไรกันบ้างครับ ?
น้องนุก : นุกสนใจพวกนาโนวัสดุ ก็เลยเลือกมาเรียนคณะ Material science and engineering
ที่มหาวิทยาลัย KAIST ค่ะ
น้องขิม : สนใจเรียนภาษาเกาหลี แล้วก็อยากกลับมาเป็นอาจารย์สอนภาษาเกาหลี เลยเลือกเรียน
เอกภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัย Seoul National University ค่ะ
น้องแจน : ที่นี่อุตสาหกรรมด้านสื่อบันเทิงค่อนข้างพัฒนามาก แล้วหนูจบสายภาษาจากเตรียมฯมา
เลยอยากจะเรียนอะไรที่ตรงกับความชอบ เลยเลือกที่จะเรียน Mass Communications
ที่ Korea University ค่ะ

Framekung : อยากให้น้องๆเล่าถึงเรื่องราวของการเตรียมตัวใบสมัคร แต่ละคนเตรียมตัว
กันอย่างไร ใช้เวลานานกันแค่ไหนครับ ?
น้องนุก : บอกตรงๆใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อยค่ะ เอกสารที่ต้องเขียน และเอกสารที่ต้องขอ
จากอาจารย์ก็เยอะ ส่วนตอนเขียนก็อาศัยจากการอ่านเยอะๆ ดูรูปแบบการเขียนจากหลายๆคน
จนได้เป็นแนวของตัวเอง ก็เลือกที่จะเขียนให้ตรงกับสาขาที่จะสมัคร เช่น การบอกว่าเป็นนักเรียน
มหิดลฯ มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เคยทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโพลิเมอร์ที่ใช้ในการ
ส่งยาสู่เซลล์มะเร็งในสมอง ก็ได้เขียนถึงโครงงาน ประโยชน์ และการต่อยอดลงไปให้เห็นภาพด้วย
และการที่บอกว่าเรามีความสนใจด้านนี้จริงๆ มีโอกาสได้ดูงานที่ประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับด้าน
สมองเพิ่มเติม แล้วก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องราวตอนที่ได้มาเกาหลี มีโอกาสได้ไปดูการใช้ชีวิตนักเรียน
มัธยมปลายที่เกาหลี ที่คนเกาหลีให้ความสำคัญกับการเรียน อย่างตอนทำโครงงานก็จะให้เวลา
สำหรับการทำโครงงานจริงจัง เป็นส่วนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงลงไปใน Personal statement ค่ะ
น้องขิม : ขิมคิดว่า เรื่องการเขียน Personal statement หรือจดหมายแนะนำตัวเองมันคือ
การเสนอความเป็นตัวเรามากที่สุด สำหรับขิมใช้เวลาเตรียมตัวเอกสารชุดนี้นานพอสมควร
ปรับแก้ไขตลอด ตอนปรับแก้ไข ก็จะได้แนวจากแต่ละคนมาเยอะมาก แต่คิดว่า สำคัญที่สุดก็คือ
นำเสนอสิ่งที่อยากนำเสนอดีกว่า เสนอไปว่า ตัวเองอยากจะทำอะไร ให้กรรมการให้เห็นความตั้งใจ
ของเรามากที่สุด เขียนความสนใจในภาษาเกาหลี เช่น ยกตัวอย่างที่ขิมเป็นประธานชมรมภาษา
เกาหลี ที่โรงเรียนเตรียมฯ ชอบสอนจึงเป็นสมัครเป็นอาสาสมัครในโครงการของสมเด็จพระเทพฯ
รวมไปถึง รางวัลที่ได้รับ และการเขียนให้สอดคล้องกับคณะที่จะไปเรียนค่ะ
น้องแจน : เวลาเตรียมตัวจริงๆแล้วคิดว่าเป็นปี เพราะหลังจากที่ทราบว่ามีทุนรัฐบาลเกาหลี
ก็เริ่มเรียนภาษาเกาหลี สอบ TOEIC ส่วนเรื่องใบสมัคร มีเวลาได้เตรียมจริงๆประมาณ 1 อาทิตย์
เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ GAT-PAT ด้วย สำหรับการเขียนนั้น แจนมีหลักว่า พารากราฟแรก
ต้องเขียนให้จับใจคนอ่านให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเขียนลักษณะแบบตอบคำถามทันที ดังนั้นจุดแรก
ที่เขียนต้องเขียนในสิ่งที่คิดว่าทุกคนไม่มี แต่ตัวเรามี ตอนนั้นคงเป็นเรื่องที่แจนมีโอกาสได้มาเรียน
ภาษาเกาหลีที่เกาหลี ขอคุณแม่ที่จะมาเกาหลีคนเดียวเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ ตอนสมัครก็ดำเนิน
การอะไรทุกอย่างด้วยตนเองหมดเลย ตั้งแต่สมัครเรียน จนถึงหาที่พัก เล่าเหตุการณ์ตอนที่
ลงจากสนามบิน กับวินาทีแรกของการอยู่ที่เกาหลี คิดว่าคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม
สำหรับคนอ่าน แล้วก็บอกความประทับใจในประเทศเกาหลี ความตั้งใจที่จะมาเรียนในคณะ
Mass communications ที่เราหวังว่ากลับมาพัฒนาสื่อบันเทิงในประเทศไทยให้ดึขึ้นค่ะ

เอกสารของปี 2012 และ 2013 แตกต่างกันนิดหน่อยตรง Study plan หรือ แผนการเรียนซึ่งในปี 2013 ถูกแบ่งออกเป็น แผนการเรียนสำหรับมหาวิทยาลัย และ แผนการเรียนสำหรับการเรียนภาษา

Framekung : หลังจากที่ส่งใบสมัครไปผ่านเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้น ทุกคนเตรียม
ตัวอย่างไรบ้างสำหรับรอบสัมภาษณ์ ?
น้องนุก : ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่สถานทูตค่ะ ก็เลยไปบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ช่วยเทรนเรื่อง
สัมภาษณ์ให้ แล้วก็เตรียมแฟ้มสะสมผลงานเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
น้องขิม : ขิมฝึกเป็นภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษเตรียมคำถามสัมภาษณ์ แล้วก็เตรียมแฟ้มด้วยค่ะ
น้องแจน : ช่วงนั้นสอบใช่มั้ยคะ ต้องทำงานแข่งกับเวลามาก นอนตีสามทุกคืน เพื่อทำพอร์ต
พยายามแปลพอร์ตเป็นภาษาเกาหลีด้วย อยากให้กรรมการเห็นความตั้งใจ ฝึกพูด คิดคำถาม
สำคัญๆมาลองตอบดูค่ะ

Framekung : มาเล่าบรรยากาศตอนวันสัมภาษณ์บ้าง เป็นยังไงบ้าง มีคนไปวันนั้นทั้งหมดกี่คน?
น้องขิม : วันนั้นมีไปประมาณ 8 คนค่ะ เป็นเด็กเตรียมฯ 4 คน มหิดลฯ 1 คน รร.มัธยมวัดมกุฏ
กษัตริย์ 1 คน โรงเรียนจากเชียงใหม่อีก 2 คน จากทั้งหมด 60 กว่าคน เท่าที่เห็นจากกองใบสมัคร
ค่อนข้างกดดัน เพราะทุกคนเก่งๆกันทั้งนั้น พอได้เข้าไปในห้องสัมภาษณ์ก็ได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลี เอาแฟ้มที่ทำให้ดู อธิบายกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาเกาหลีในชมรม ตอนแรก
ก็ตื่นเต้นค่ะ แต่พอพูดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มดีขึ้น ไม่ค่อยตื่นเต้น ก่อนที่จะได้เริ่มพูดภาษาเกาหลี ก็เล่า
ให้ฟังหลายเรื่อง คำถามก็ค่อนข้างเป็นคำทั่วไป ทำไมถึงอยากไปเกาหลี จบไปจะไปทำอะไร
ก็พูดไปตามความจริงให้ธรรมชาติที่สุด
น้องนุก : กรรมการก็เป็นคนเกาหลี 2 คน และคนไทย 1 คนเป็นตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ
บรรยากาศก็ไม่ค่อยตึงเครียดเท่าไรค่ะ แต่ก็จะประหม่าตอนที่ต้องถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ
เข้าไปในห้องสัมภาษณ์กรรมการก็ให้แนะนำตัว และหลังจากที่เพื่อนๆ ของนุก ช่วยเหลือนุกเต็มที่
ให้ท่องแนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลี ท่องไม่ได้ ถึงกับไม่ให้เข้าห้องเลย (ฮา) เลยได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลีบ้าง .. แล้วกรรมการก็ถามต่อว่ามีอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการสมัคร เรียนคณะนี้
ทำไมไม่เรียนที่ประเทศอื่น ทำไมต้องเกาหลี จบแล้วจะไปทำอะไร มีเป้าหมายในชีวิต ทำนองนั้น
ค่ะ
น้องแจน : ของแจนก็ได้แนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลีค่ะ ได้พูดถึงความชอบประเทศเกาหลี ความที่
เกาหลีเป็นประเทศที่พัฒนา และก็คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จหากมีโอกาสได้เรียนที่นี่
โดนถามเกี่ยวกับเรื่องคณะและสาขาที่จะเรียน สิ่งที่ชอบ และประทับใจในเกาหลี และด้วยความที่
แจนมีโอกาสได้มาเรียนภาษาเกาหลีที่เกาหลี 1 เดือน ก็ทำให้มีเรื่องเล่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน
เกาหลี ให้แนะนำครอบครัวเป็นภาษาเกาหลี ตื่นเต้นมากๆ ตอนที่เราพูดไปแล้วกรรมการเขียน
คะแนนไป และที่ตกใจที่สุด คือตอนที่กรรมการเกาหลีถามกรรมการไทยให้สัมภาษณ์ เป็นภาษา
ไทยก็ได้ ว่าอยากจะสัมภาษณ์อะไรเพื่อวัด EQ เพิ่มเติมด้วยหรือเปล่า ก็แอบตกใจว่าถ้าสัมภาษณ์
จะต้องตอบยังไง แต่สุดท้ายไม่ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมค่ะ

ในปี 2013 น้องๆที่ผ่านเข้ามาในรอบสัมภาษณ์ทั้ง 8 คน มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่าง TOEFL/TOEIC กันทุกคนเลย และบางคนก็มีคะแนนสอบ TOPIK หรือคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลีด้วย


Framekung : พอได้มาใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ผ่านมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว
รู้สึกยังไงกันบ้าง

น้องนุก : นุกไม่รู้ภาษาเกาหลีมาก่อน ช่วงแรกจึงยากมาก ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็โชคดีที่ได้รุ่นพี่ช่วย
แต่พอรุ่นพี่ไม่อยู่ก็รู้สึกยากๆเหมือนกัน ก็เลยตั้งใจและเรียนหนักมาก จนแอบท้อเหมือนกัน แต่ก็คิด
เสมอว่า “ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำต่อไม่ไหวเหรอ เรียนมาตั้งนาน 3 ปีที่แล้วเหนื่อยมากกว่านี้อีก
แค่นี้ไม่ไหวเหรอ” ให้เป็นสิ่งผลักดันตัวเองตลอดเวลา ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแล้วค่ะ เริ่มเข้าใจ
ว่าเค้าพูดว่าอะไรกัน
น้องขิม : รู้สึกว่าอะไรมันก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต ผู้คน รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เพราะต้อง
ทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ต้องมีวินัย หลายคนที่อยากมาทุนเกาหลีเพราะ หลักๆจะได้มาเจอ
ดารา นักร้องเกาหลี ความรู้สึกอาจจะแตกต่างกันเลย เพราะอยู่ที่นี่ต้องตั้งใจเรียน ปีแรกที่ต้อง
เรียนภาษาเกาหลีและสอบวัดระดับให้ผ่านนั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ
น้องแจน : รู้สึกว่าแจนพัฒนาภาษาเกาหลีขึ้นมาก ตอนที่มาเรียนครั้งแรกยังไม่มีโอกาสได้พูด
ด้วยความที่เคยมาก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องการปรับตัวจึงไม่ยากมาก ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ไม่มากเท่ากับตอนที่ไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส ซึ่งแตกต่างกัน คนเกาหลีค่อนข้าง friendly
และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าได้ คือการที่ได้มาอยู่กับเพื่อนๆต่างชาติ ทำให้เจอเรื่องราวใหม่ๆ ทัศนคติ
ต่างๆก็เปลี่ยน ความรู้สึก ค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่แจนมาเที่ยว ครั้งนั้นที่แจนมา เหมือนกับว่า
เป็นการมาเที่ยว แต่นี่มันคือการใช้ชีวิต ระยะเวลาที่ต้องอยู่มันแตกต่างกัน เราจึงต้องอดทน
โดยเฉพาะตอนปฐมนิเทศ มีคำพูดหนึ่งเขาบอกว่า “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา เป็นภาษีของคนเกาหลี”
ข้อดีของทุนรัฐบาลเกาหลีนี้ คือไม่มีข้อผูกมัดอะไร และค่าใช้จ่ายที่ให้เราก็ค่อนข้างสูง จึงคิดว่า
เกาหลีเป็นประเทศที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมาก และให้โอกาสกับคนต่างชาติมากขนาดนี้ ก็ควรที่จะ
ตั้งใจให้มากที่สุด…


และทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวของน้องๆ ที่วันนี้สละเวลามาแชร์ประสบการณ์ของการเป็นนักเรียน
ทุนรัฐบาลเกาหลีครับ หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัว
เรื่องราวของน้องๆทั้งสามทำรุ่นพี่อึ้งกันไปเลยทีเดียว ภูมิหลังของน้องๆแต่ละคน ค่อนข้าง
หลากหลาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีโอกาสที่จะได้มาเรียนต่อต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่เกาหลีเท่านั้นครับ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงๆ

สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเตรียมตัวครับผม….
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

## สำหรับเว็บไซต์ไหนที่จะนำบทความ เรื่องราวของน้องๆไปลง รบกวนให้ลิงก์มาที่เว็บโดยตรง
นะครับ 😀

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

[รีวิว] ร้านอาหารไทยในเกาหลี “Thai Orchid”

0

อัพเดต : ปัจจุบันร้านอาหารได้เปลี่ยนใหม่ไปเป็น มหานาคา (Mahanaka Thai Eatery & Bar) แล้วนะครับ

สวัสดีครับ ตอนนี้เฟรมก็เข้าสู่ช่วงพักผ่อนหลังจากที่เรียนภาษาเกาหลี มาเป็นระยะเวลาได้เกือบปีจากพูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง กลายเป็นหนึ่งในภาษาที่เวลาเห็นทีไร สมองมันก็อัตโนมัติอ่านและแปลความหมายให้เราทันที ตอนนี้ความรู้เกาหลีก็เพียงพอระดับนึงที่จะดำรงชีวิตประจำวันได้ ไปไหนมาไหนเองได้ ดีกว่าช่วงแรกๆที่มาเยอะมากครับ…

เฟรมมีเพื่อนเกาหลีคนนึง เค้าเป็นรุ่นพี่กำลังเรียน Hybrid Engineering ในม.ที่ผมเรียนภาษามีกิจกรรมสอนภาษาที่ทำให้ผมได้เจอกับรุ่นพี่คนนี้ และได้รุ่นพี่คนนี้สอนภาษาเกาหลีให้ อยู่ช่วงนึงพี่คนนี้ชื่อ “โจซองมิน” ครับ

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ ต่างคนต่างว่าง พี่เค้าเลยชวนไปเล่นที่โซล พี่แกเคยเล่าให้ฟังว่า เคยทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งนึงในโซลอยู่เป็นระยะเวลานึง เลยกะว่าจะชวนไปกิน เป็นร้านอาหารชื่อ “Thai Orchid” อยู่ในบริเวณ Itaewon ซึ่งเป็นย่านที่รวมชาวต่างชาติ และร้านอาหารนานาชาติ

เข้ามาก็พบกับบรรยากาศไทยๆ เครื่องเรือนต่างๆ สวยงาม ตอนนั้นที่ไปก็มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติและชาวเกาหลี ราคานั้น ก็แน่นอนว่าอาหารไทยในย่านคนพลุกพล่านแบบนี้ ก็สมราคาล่ะครับ

พวกเราสั่ง ปูนิ่มผัดผงกะหรี่, ส้มตำไก่ย่าง, ต้มยำกุ้ง มาทานกันครับ

หน้าตาของเมนูแต่ละรายการ ก็จะที่เห็นดังต่อไปนี้

ต้มยำกุ้ง มาในถ้วยแบบนี้ครับ
รสชาตินั้น ผมก็ขอบอกว่าใช้ได้เลย และเข้าใจว่าทำการบ้านรสชาติอาหาร ที่ต้องปรับเพื่อชาวต่างชาติได้ดีพอสมควร คือไม่เผ็ด เครื่องก็ใส่ครบทุกอย่าง เข้มข้น ถูกใจครับ
เมนูถัดมา ส้มตำไก่ย่าง ของแบบนี้ต้องทานคู่กันอยู่แล้ว รู้สึกคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนมาก 555 ก็เป็นอีกเมนูที่อร่อยครับ ส้มตำก็ใส่ถัวลิสงด้วย รู้สึกว่าจะขาดกุ้งแห้ง… ไก่ก็มาพร้อมกับน้ำจิ้มไก่บ้านเราครับ
อันนี้เป็น ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ครับ เป็นอีกเมนูที่ผมคิดว่า ที่ไทยถ้าจะกินก็แพง ที่นี่ไหนๆก็แพงอยู่แล้ว เลยลองมากกินดู รสชาติก็ใช้ได้ครับ…
ได้เมนูแถมเป็น ปอเปี๊ยะ กับ เงาะน้ำกะทิครับ อร่อย สดชื่นน..
จริงๆมีเมนูข้าวเหนียวมะม่วงด้วย ถ้าไม่ได้เงาะน้ำกะทิ จัดไปแล้วนะเนี่ย…

เรียกว่าอิ่มกันไปเลยล่ะครับ สำหรับสองคน บรรยากาศดี อาหารรสชาติเรียกว่าใช้ได้แบบนี้ ผมให้ 7/10 ครับ … เมนูที่อยากให้มาทานมากที่สุด คือ ต้มยำกุ้ง ครับ … ค่อนข้างถูกใจ

เชฟที่นี่เป็นคนไทยครับ มีโอกาสได้ไปสวัสดีทักทาย ก็เห็นกำลังทำอาหารอย่างขะมักเขม้น ส่วนพนักงานรับออเดอร์ เป็นคนเกาหลี มาในชุดไทย… ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เสียดายจริงๆครับ

ก็จบไปสำหรับมื้อสุดพิเศษจากเกาหลี ที่ทำให้หายคิดถึงเมืองไทยไปได้บ้าง คนเกาหลีบอกว่าอิจฉาคุณจริงๆ ที่เกิดเมืองไทยแล้วได้กินอาหารอร่อยๆแบบนี้ตลอด …. 🙂

ฟังแล้วก็เป็นปลื้ม ว่าแล้วก็อย่าลืมไปหาอะไรทานกันด้วยนะครับ …พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ 🙂

การเดินทาง

นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 6 มาลงที่สถานี Itaewon (이태원) ให้ออกทางประตูที่ 3 เดินตรงมาเรื่อยๆ
ประมาณ 300 เมตร จะเห็นทางเข้าเป็นดังรูปซ้ายมือครับ ร้านอยู่ชั้น 3 มองไปตรงข้ามจะเห็น Starbucks
อยู่ฝั่งตรงกันข้ามครับ

thai-orchid-seoul-itaewon

 

อีทีซ่า ป่วนขาโจ๋ กับเรื่องราวการศึกษาในเกาหลี

0

เฟรมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เกาหลีเรื่องหนึ่งในคลาสเรียนภาษาเกาหลีครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ออกฉายเมื่อปี 2008 หนังอาจจะเก่าไปนิดแต่พอได้ชมแล้ว เรื่องนี้สะท้อนอะไรหลายๆอย่างดี ตอนที่ดูนั้นเป็นภาษาเกาหลีครับ แต่ตอนที่ดูก็คิดในใจว่าหนังเกาหลีหลายๆเรื่อง ก็น่าจะถูกนำมาพากย์เป็นภาษาไทย และผมก็เจอมันจริงๆ เรื่องนี้มีชื่อว่า “อีทีซ่า ป่วนขาโจ๋” (울학교 이티) ครับ

 

อีที นั้นมาจากภาษาอังกฤษ E และ T นี่ล่ะครับ ที่มาต้องไปดูเนื้อเรื่อง เป็นเรื่องราวของ คุณครูสอนวิชาพลศึกษา ที่ออกแนวเฮ้วๆ ได้อารมณ์ของคุณครูฝ่ายปกครอง คอยตักเตือนนักเรียนแรกๆก็ไม่ได้ตั้งใจสอน และค่อนข้าง บ้ายอ นักเรียน เวลานักเรียนขอให้เล่าเรื่องนอกเหนือจากบทเรียน

จากที่ปัญหาการแข่งขันทางการศึกษาของเกาหลี เริ่มมีการแข่งขันกันมากขึ้น นักเรียนในห้องเรียนห้องนี้ ส่วนใหญ่ก็จะได้มาจากการเรียนพิเศษ นักเรียนก็เบื่อ ไม่สนใจการเรียนที่โรงเรียนมาโรงเรียนเพื่อคาบที่ให้มาเรียนด้วยตนเอง (ในเกาหลีจะมี Self study class (자율학습) ให้เรียนด้วยตัวเองแล้วมีคุณครูมาคอยคุม ถ้าเป็นที่ไทย อาจจะเทียบได้กับการมาเช็คเวลาในคาบกิจกรรม)

ผนวกกับการว่าจ้างครูพลศึกษาเริ่มลดน้อยลง ความต้องการครูสอนวิชาภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้นทำให้คุณครูพละคนนี้เริ่มถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน แต่คุณครูท่านนี้ก็ไม่ย่อท้อ ลองเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มสักตั้ง และกลับมาสอนนักเรียนอีกครั้งในฐานะคุณครูสอนภาษาอังกฤษ English Teacher …. แต่สิ่งที่ตอบรับ กลับเป็นท่าที่ที่เพิกเฉยของนักเรียน ทำไมคุณครูเอาเนื้อหาที่ง่ายแบบนี้ออกมาสอน ทำไมไม่เอาข้อสอบมาสอน คุณครูก็บอกว่ามันยังไม่ออก แต่ก็เจอเด็กเถียงอีกว่า ข้อสอบมันมีแต่เฉพาะ “เด็กที่เรียนพิเศษ”เท่านั้น (ซึ่งสมัยนี้ ก็มีหลากหลายวิธีที่สถาบันพิเศษจะได้ข้อสอบมา)

คุณครูคนนี้เริ่มเข้าใจความเป็นไปของการเรียนสมัยนี้มากขึ้น ถึงกับลงทุนลองไปนั่งเรียนพิเศษแต่ความพยายามนั้นก็ไม่เป็นผล เด็กและผู้ปกครองก็ยังคงติดค่านิยม และเริ่มหมดความศรัทธาจนครูคนนี้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นครู หลังจากที่ค่านิยมของทุกคนที่มีต่อโรงเรียน กลับไม่ใช่สถานที่ทุกคน มาเพื่อเรียน…

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนสังคมที่เรียนเยอะ เช่นเดียวกันกับบ้านเรา มีฉากหลายฉาก ที่จะเห็นการเรียนอย่างหนักของนักเรียน ม.ปลายเกาหลี ที่เค้าว่ากันว่า ช่วงที่เรียนหนักที่สุดช่วงนึง คือ ช่วงม.ปลายสำหรับคนเกาหลี บรรยากาศค่ำๆ ที่ยังเห็นที่เรียนพิเศษเปิดอยู่มากมาย ก็ไม่ต่างอะไรเช่นกันกับบ้านเรา

สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ประเทศเรายังคงมีความได้เปรียบทางการศึกษา ผู้ปกครองที่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ ก็หมายความว่าไม่สามารถส่งลูกไปเรียนพิเศษได้ เหมือนกับฉากนึงของหนังเรื่องนี้ ที่ที่บ้านเป็นร้านขายผัก หญิงผู้เป็นแม่ที่พูดน้ำเสียงเชิงขอโทษ ที่สภาพการเงินครอบครัวไม่ค่อยดีกับลูกที่ตั้งใจมาขอเงินแม่ไปเรียนพิเศษ ก็ถูกปฏิเสธ และเดินออกไปจากบ้าน กับแม่ที่เดินตามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นคลอ .. “นี่ลูก เงิน เงิน เอาเงินไปด้วย… “ ช็อตนี้กินใจผมมากครับ

ปัญหานี้ ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศที่พัฒนาอย่างเกาหลี แต่ผมก็คิดผิดจริงๆครับเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง หลับหูหลับตาเรียน มีห้องให้เช่าเพื่ออ่านหนังสือมีติวเตอร์ อะไรค่อนข้างคล้ายๆกับบ้านเรา มีช่องการศึกษาที่พอใกล้ช่วงสอบ เด็กจะไปดาวน์โหลดข้อสอบและติวอยู่หน้าจอโทรทัศน์ มีคลาสที่เรียนด้วยตัวเองอย่างที่ได้กล่าวไป กิจกรรมก็น้อย (บ้านเราต้องยอมรับว่าวันหยุดเยอะ ที่เป็นผลมาจาก วันสำคัญของชาติ วันสำคัญทางศาสนา ฯลฯ) ที่เกาหลี วันหยุดนี่น้อยมากๆครับ

ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ ในวันครู ถ้าดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว จะมีอีกหลายบทบาท ที่คุณครูพละคนนี้ได้พยายามและทุ่มเทเพื่อนักเรียน พยายามจะเป็นคุณครูที่อยู่ในอุดมคติของนักเรียน เหมือนกับที่นักเรียนไปเรียนพิเศษ แม้ว่าจะพยายาม สุดท้ายมันก็ติดอยู่ที่ “ทัศนคติ” ทำให้ยังไง เค้าก็ไม่สามารถรู้สึกถึงความเป็นครูไปได้มากกว่านี้ สื่อให้เห็นว่า ยังมีคุณครูดีๆ อีกหลายท่าน ที่ให้ความทุ่มเทกับนักเรียน เพียงแต่ท่านไม่สามารถบอกได้ว่า คุณครูเตรียมการสอนนี้ให้กับเราอย่างไรคุณครูทุ่มเทแค่ไหน ได้เพียงแต่ทำเหมือนกับว่ามันเป็นหน้าที่ แต่เบื้องหลังแล้ว ผมคิดว่า คุณครูหลายๆท่าน คงมีเรื่องราวไม่ต่างอะไรจากในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่า สถานที่เรียนพิเศษ จะให้อะไรกับเรามากก็ตาม แต่สิ่งที่มันได้นอกเหนือจากสิ่งที่เรียนพิเศษมันก็ย่อมต้องมีแน่นอน… สิ่งที่ผมคาดหวัง ก็ขอให้ประเทศของเรา ไม่ถึงขั้นนั้น ขอให้คุณครูทุกท่านมีกำลังใจที่ดีจากการทำงานและไม่หมดกำลังใจ เป็นต้นแบบให้กับพวกเรา และเด็กๆรุ่นหลังต่อไปทุกคน

ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูไทยทุกคนครับ

ปล.ใครอยากดูเรื่องนี้ เอาชื่อภาพยนตร์ไปลองค้นใน Google ดูนะครับ