Home Blog Page 13

รีวิว WiBro Egg – 4G Mifi เล่นเน็ตได้ทุกทีในเกาหลี

0

สวัสดีครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2556 กับผู้อ่านทุกท่านครับ ตอนนี้เป็นตอนแรกของปีใหม่
หลังจากที่ผมต้องเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษา เกาหลี ซึ่งเค้าใช้เป็นเกณฑ์ผ่านเข้ามหาวิทยาลัย
ของทุนผมนั้น ก็ได้รับข่าวดี ผ่านระดับเข้าไปเรียนต่อ ทำให้ห่างจากการอัพบล็อกไปซักหน่อย ซึ่ง
หลังจากนี้ก็คงต้องได้เตรียมตัวเพื่อไปเรียนในมหาวิทยาลัย ในเดือน มีนาคม 2556 นี้ครับ

ฤดูหนาวจากเกาหลี… อากาศเย็นสุดๆ ยังกับอยู่ในช่องฟรีซ ช่วงนี้

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า …

ไม่นานมานี้ เฟรมเพิ่งได้อุปกรณ์ตัวนึงมาครับ เจ้าตัวนี้มีชื่อว่า WiBro Egg ซึ่งเป็นอุปกรณ์
จากค่ายมือถือค่ายนึงในเกาหลี ก็หมดไปเป็นเงินประมาณ 40,000 วอน (ประมาณ 1,150 บาท)
สำหรับค่าอุปกรณ์ และค่าบริการรายเดือน เดือนละ 5,000 วอน (ประมาณ 150 บาท) และ
ติดสัญญาเป็นเวลา 2 ปีครับ แลกกับการได้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกที่ ความเร็วระดับ 4G ใน Band
width ที่ให้ทั้งหมด 10GB ครับ ซึ่งถือว่าเยอะพอสมควร สำหรับการใช้งานทั่วไป

พูดถึงเรื่องอินเทอร์เน็ตในเกาหลีกันบ้าง…
แทบจะทุกที่ในเกาหลี โดยเฉพาะในที่ที่มีการคมนาคมตลอดเวลา อย่างรถไฟ, รถไฟใต้ดิน
อินเทอร์เน็ตเรียกว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เกาหลีมีให้อย่างเหลือเฟือ และเร็ว สะดวกสบายเลยก็ว่า
ได้ครับ ใครที่มาเที่ยวที่นี่ ถ้าเป็นห่วงเรื่อง เช็ค Facebook อัพรูปภาพลง IG ก็ไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะถ้าเป็นพื้นที่ในย่านโซลแล้ว และไวไฟตามห้างร้านค้าต่างๆ ก็มีบริการไว้ให้ฟรีเช่นกัน

แต่สำหรับคนที่อยากจะเล่นทุกที่จริงๆ แบบผมนั้น ถ้าเกิดว่ามาเที่ยวเกาหลี เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้
ก็มีบริการไว้ให้เช่าเช่นเดียวกัน ราคา 8,800 วอน/วัน (250 บาท โดยประมาณ) ซึ่งสามารถ
เช่าได้ที่สนามบินอินชอนครับ

ความเร็วที่ได้นั้น ก็ได้เช็คมาคร่าวๆครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความแรงของสัญญาณ

สามารถเข้าไปตั้งค่ารหัสผ่าน ดูข้อมูลการใช้งาน สัญญาณ แบตเตอรี่ ได้เหมือนกับที่เราตั้งค่าใน router modem ทั่วไป

การทำงานของอุปกรณ์ เมื่อเปิดเครื่องแล้ว เครื่องก็จะพร้อมใช้งาน สร้างเป็น Access point
สัญญาน Wifi พร้อมให้ใช้งานได้ทั้งใน Notebook, Smartphone, Tablet และแชร์สูงสุด
ได้ถึง 7 คน ระยะเวลาของแบตเตอรี่ เห็นว่าถ้าใช้ต่อเนื่องจริงๆ ประมาณ 8 ชม.ครับ
แต่ถ้าเปิดบ้าง เล่นบ้าง สำหรับวันนึงก็เพียงพอครับ

เป็นสิ่งหนึ่งที่ได้ให้ตัวเองเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อให้ได้อัพเดตข่าวสารตลอดเวลา (จริงๆแล้ว
อาจจะเป็นเพราะว่าติดเน็ตมากกว่า 555) ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ เกี่ยวกับ
เทคโนโลยีในเกาหลี แม้ว่าตัวนี้ ผมคิดว่ามันมาได้ซักพักนึงแล้ว และในบ้านเราก็มีอุปกรณ์
ลักษณะเดียวกันนี้เช่นกัน ความแตกต่างอาจจะเป็นเรื่องของแพคเกจการใช้งาน ที่ทำให้
ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ค่อยมีคนนิยมนักในบ้านเรา

ก็จบกันไปสำหรับเรื่องราวที่น่าสนใจจากเกาหลีวันนี้ครับ ยังไงก็อย่าลืมติดตามตอนต่อๆไป
ก็คงจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนอคุณผู้อ่านทุกท่าน ก็อย่าลืมติดตามชมต่อไปนะครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

 

 

4 ปี กับสิ่งดีๆ ที่ได้จากการเขียนบล็อก Framekung.com

0

ขอบคุณรูปภาพจากคุณ kokoyadi ผู้ชนะประเภท IT Blog และคุณโสตถิโสมนัส ด้วยครับ

ผ่านพ้นไปกับการประกาศผลรางวัล Thailand Blog Awards 2012 เมื่อวันพุธที่ 31 ตุลาคม 2555
ที่ผ่านมา ณ ห้างสรรพสินค้า Central World ซึ่งงานนี้เป็นการมอบรางวัลให้กับบุคคลที่มีผลงาน
การเขียนบล็อก ให้กับในทุกหลากหลายด้าน หลากหลายสาขา ก่อให้เกิดเป็นสังคมออนไลน์ที่
อุดมไปด้วยความรู้ในทุกแขนงบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งผมต้องขอแสดงความยินดีกับ
ชาวบล็อกทุกท่าน ที่ส่งผลงานเข้าประกวด และให้ความสนใจกับการแข่งขันในครั้งนี้ด้วยครับ
และขอบคุณทีมงาน ที่เห็นความสำคัญในการเขียนบล็อกรวมถึงให้ความสนใจในบล็อกของเฟรม
ที่สอดคล้องกับชื่อหัวข้อในหมวดพิเศษที่ว่า Feel goood journey by dtac รวมเรื่องราวดีๆ
ระหว่างเดินทาง ซึ่งก็เป็นในความตั้งใจที่ผมเขียนบล็อกนี้ ขึ้นมาอยู่แล้ว ที่ในระหว่างการเดินทาง
ของผม ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นเหมือนกับที่ผมเห็นจากการอ่านเรื่องราวของผมที่อยู่บนบล็อก
Framekung.com นี้ครับ

โดยการเดินทางนั้น แน่นอนว่าผมกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศเกาหลี จึงได้ให้คุณแม่เป็นผู้ดำเนินการให้
และก็ถือโอกาสมอบของรางวัลชิ้นนี้ให้กับคุณแม่ (รางวัลที่ได้รับเป็น The New iPad (Gen3) 64
GB ครับ) คุณแม่เป็นอีกหนึ่งผู้อ่านที่ติดตามเรื่องราวของเฟรมจากบล็อก รวมถึงการสมัครบล็อก
เข้าประกวดในกิจกรรมนี้ คุณแม่เป็นคนที่ผลักดันให้ผมส่งแม้ผมจะบอกแม่ว่า ผมไม่ค่อยมีเวลา
ให้กับบล็อกเท่าไรในช่วงนี้ แต่คุณแม่ก็บอกให้ลองตลอดจนติดตามเรื่องการโหวต การประกาศผล
ไม่แปลกใจถ้าผมจะบอกว่ารางวัลนี้เป็นของคุณแม่จริงๆ

คุณแม่ฝากขอบคุณทีมงานที่มีการเตรียมการจัดงานเป็นอย่างดี มีบูธจากผู้สนับสนุนอย่าง Panasonic beauty มาคอยบริการทำผมให้คุณแม่ก่อนขึ้นเวทีด้วย … โออิชิและ dunkin donut, Auntie Anne’s ที่บริการขนมภายในงาน (ที่มีบริการไว้อย่างดี จนคุณแม่กลับมาแทบไม่ต้องกินข้าว) และคุณแม่ยังโชคดีที่ในส่วนของการจับฉลากรางวัล คุณแม่ได้รับรางวัลเป็นบัตรสปา จากโรงแรมเดอะสุโกศล รวมไปถึงขอบคุณผู้สนับสนุนอื่นๆ ที่มิได้กล่าวถึง ณ ที่นี้ครับ

จุดเริ่มต้นของการเขียนบล็อก

ขอขอบคุณภาพจาก kittinunn online

จุดเริ่มต้นการเขียนบล็อกของเฟรม เริ่มจากการที่เป็นคนชอบเขียน และชอบเล่าเรื่องเป็นทุนอยู่แล้ว
บล็อกช่วงแรกๆ อาจจะเรียกว่าเป็นการ พูดเรื่องราวในชีวิต ประจำวันของตัวเองมากกว่า ซึ่งผม
ได้แรงบันดาลใจมาจากบล็อกของพี่ “ไอ้แอนนนนน”(@iannnnn) ในช่วงของการบันทึกเรื่องราว
“ปฏิญญากุมภาพันธ์” ที่เป็นความพยายามของพี่แอนในการนำเสนอเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
โดยการจัดระเบียบวินัยในการกินต่างๆนานา นำเสนอเป็นบันทึกประจำวัน ทุกวันตลอดทั้งเดือน
กุมภาพันธ์ พร้อมกับสไตล์การเล่าเรื่องของพี่แอน ที่ให้มุมมองแปลกใหม่ อารมณ์ขันของพี่แอนที่
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว(มากๆ) จึงทำให้ผมติดตามและจุดประกายอยากจะมีบล็อก
เป็นของตัวเองขึ้นมา

บ้านหลังแรกที่ exteen

เฟรมเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวเอง พัฒนามาตั้งแต่ตอนเขียนที่ blogspot -> wordpress จนมา
ถึงช่วงนึงที่คิดว่า เป็นการเริ่มต้นเขียนบล็อกอย่างจริงจัง เมื่อตอนมาเขียนที่ exteen.com จุดเริ่มต้น
ของการเขียนบล็อกที่นั่น ก็ยังคงเป็นเรื่องราวของตัวเอง เป็นความประทับใจ ที่เราได้ไปเข้าค่ายๆหนึ่ง
ที่ม.เกษตรศาสตร์ และมีความรู้สึกไม่อยากให้ความรู้สึกที่ดีๆ มันหายไป ผมเป็นคนที่เชื่อว่า
“ถ้าได้ความรู้สึกดีๆมา ผมสามารถเก็บเอาไว้มันบนตัวอักษรได้” ความคิดของเราในแต่ละช่วงเวลานั้น
ไม่เหมือนกันเลยดังนั้น การที่เรามีความรู้สึกไม่อยากให้เวลามันผ่านไปเฉยๆ เฟรมจึงเลือกให้บล็อก
(blog) มาบล็อค (block)เวลาของเฟรมไว้ จึงเป็นที่มาของการเขียนตอนแรก ที่ exteen.com ครับ

Blog ของเฟรมที่ exteen.com

หลังจากนั้นความสนใจของเฟรมก็เริ่มเปลี่ยนไป เฟรมเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของคอมพิวเตอร์
มากขึ้นมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยชุมชนบนอินเทอร์เน็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงาน
Barcamp Bangkok, Drupal camp, Ubuntuclub party ฯลฯ รวมไปถึงในช่วงการเป็นนักเรียน
มัธยมนั้น เฟรมก็มีโอกาสได้เข้าแข่งขันทักษะทางคอมพิวเตอร์ และทักษะวิชาการต่างๆ ที่เมื่อ
ทุกครั้งที่ได้เข้าร่วม เฟรมรู้สึกว่ามันเป็นโอกาส และบรรยากาศที่ดี ก็อยากจะนำกลับเอามาเล่า
ให้กับคนที่สนใจ หรือที่ไม่ได้มีโอกาสไปเข้าร่วม ได้เห็นเหมือนกับสิ่งที่เฟรมเห็น หรือบางคนอาจจะ
สนใจในกิจกรรมแต่ละกิจกรรมของเฟรม ก็จะเป็นแนวทางให้คนที่สนใจ ได้มีโอกาสรู้จักกับกิจกรรม
ที่เฟรมทำ และมีโอกาสได้มาแข่งขัน เข้าร่วมเหมือนเฟรมก็ได้ ที่ผ่านมา เฟรมก็มีโอกาส
ได้รู้จักกับเพื่อนๆที่ได้ติดตามบล็อกของเฟรม เฟรมก็ขอบคุณและยินดีเสมอที่ทุกท่านรู้จักเฟรม
ผ่านบล็อกของเฟรมครับ

ส่วนหนึ่งของวิดิโอที่บันทึกเรื่องราวในการแข่งขันจากงาน ICT Contest Festival 2009

ตลอดระยะเวลาของการบันทึกเรื่องราวของเฟรม จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 4 ปีโดยประมาณ สิ่งที่เป็น
แรงขับเคลื่อนให้ได้อัพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็คงเป็นเพราะเฟรมได้กำลังใจจากคนอ่าน จาก
ทิ้งท้ายคอมเมนต์ ที่อยู่ด้านล่างบทความทุกบทความ เป็นกำลังใจให้ได้อัพบล็อกของเฟรมตลอด
และบุคคล และเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้บล็อกของเฟรม มีเรื่องราวเกิดขึ้น จน Framekung.com
เป็นสิ่งหนึ่งที่ถ่ายทอดตัวเฟรม และทำให้เฟรมได้รู้จักกับเพื่อนๆมากยิ่งขึ้น ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่
เฟรมเขียนบล็อกอยู่ที่ exteen.comตอนนั้น เฟรมได้เขียนเรื่องทั้งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับตัวเอง
มีเพื่อนๆเข้ามาอ่านอยู่เรื่อยๆ ด้วยข้อดีของการที่เขียนที่ exteen สามารถให้ Top post เพื่อที่จะ
ผลักดันให้บล็อกของตนเองนั้น มีโอกาสไปอยู่ในหน้าเว็บไซต์ ทำให้บล็อกของเราเป็นที่รู้จักได้

Framekung.com

ขึ้นเวทีให้สัมภาษณ์กับอ.ศุภเดช และ พี่หลาม จากรายการแบไต๋ไฮเทค กับพี่ทอม จาก DekAds และพี่เก่งจาก Keng.com ครับ

จนกระทั่งวันนึง เฟรมรู้จักกับพี่ทอมแห่ง DekAds.com ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำ marketing
ในบล็อกและเปิดโอกาสให้ผมได้ไปพูดเกี่ยวกับเรื่องการเขียนบล็อกในงาน Thailand Game Show
2009 ทำให้ผมจริงจังกับการเขียนบล็อก และทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้น พัฒนาการเขียนบล็อก
ในเรื่องคอนเทนต์ให้มีความสมบูรณ์ ในทุกๆตอนของการเขียนบล็อกของเฟรม จึงให้รายละเอียด
และใช้เวลในการเขียนค่อนข้างนาน เพราต้องใช้เวลาในการเขียน หาสื่อต่างๆมาประกอบทั้งภาพ
วิดิโอ ลิงก์ต่างๆ ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน

หลังจากที่เฟรมพอมีประสบการณ์ในเกี่ยวกับการเขียนบล็อกบ้าง ในช่วงเดือน สิงหาคม 2552 เฟรมก็
ได้รับเกียรติจากทางสำนักมัธยมศึกษา จ. นครราชสีมา ให้เป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับการเรียน
การสอนโดยการใช้บล็อกเป็นสื่อกลาง ให้กับคุณครูวิทยาศาสตร์ จำนวน 160 ท่าน นับว่าเป็นอีกหนึ่ง
ความภาคภูมิใจของเฟรม ที่อย่างน้อย ก็จะมีคนรู้จักการเขียนบล็อกเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสได้เผยแพร่
ความรู้เกี่ยวกับการเขียนบล็อกให้กับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะคุณครูที่จะได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน
อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องราวในตอนนี้สามารถติดตามเรื่องราวการเป็นวิทยากรของเฟรม รวมไปถึง
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการอบรม ได้จากบล็อกตอน วิทยากรอบรมใช้งาน WordPress
ครูวิทยาศาสตร์
ครับ

เอกสารประกอบการอบรมที่เฟรมเรียบเรียงขึ้นด้วยความตั้งใจ

และในปี 2553 ก็เป็นครั้งแรกครับ ที่มีการจัดกิจกรรม Thailand Blog Awards ขึ้น ซึ่งเฟรม
ให้ความสนใจกับกิจกรรมนี้มาก เนื่องจากว่าเฟรมเป็นคนที่เขียนบล็อก และเข้าข่ายกับการประกวด
ในหัวข้อ Best Teen Blog ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนที่มีผลงานบล็อก และศึกษาอยู่ในระดับชั้น
ไม่เกินชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จึงทำให้ Framekung.com ลงประกวด และได้รับรางวัลชนะเลิศ
ในครั้งนั้นครับ ในการประกาศผลรางวัล ก็ทำให้เฟรมรู้ว่า ยังมีน้องๆ อีกหลายๆคน ที่เขียนบล็อก
มีสังคมที่เขียนบล็อกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในงานวันนั้น ทำให้เฟรมเจอคนที่เขียนบล็อกตัวจริงๆ
เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของเฟรม ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถติดตามบรรยากาศของงาน
ได้จากบล็อกตอน Thailand Blog Awards 2010 ครับ

ภายหลังจากการแข่งขัน Thailand Blog Awards ก็ทำให้เฟรมได้รับโอกาสหลายๆอย่างตามมา
อาธิ เช่น สัมภาษณ์ในนิตยสารเล่มโปรด (ฉบับที่ 112 ตุลาคม 2553) เกี่ยวกับเรื่องรางวัล และ
การเขียนบล็อกของเฟรม, สัมภาษณ์ลงในรายการไอทีสโมสร e-radio KMUTT FM.101.25 MHz
และมีโอกาสได้เขียนบล็อกให้กับเว็บไซต์หนึ่งเป็นงานฟรีแลนซ์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ เฟรมคิดว่า เป็นประสบการณ์ที่เล่าได้อีกครั้ง เกี่ยวกับการเขียนบล็อก และได้รับโอกาส
ที่ดีจากการหลายๆคนการเขียนบล็อกสร้างโอกาสสำหรับเฟรม และเฟรมเชื่อว่า อีกหลายๆคน ที่เริ่ม
สนใจที่จะเขียนบล็อก บล็อกเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้ได้ปลดปล่อยความคิด เป็นเครื่องมือ
ที่ช่วยเราเก็บเรื่องราวดีๆของเราไว้ นอกเหนือจากการถ่ายภาพ แต่หากเราได้ถ่ายภาพ แล้วใส่
คำบรรยายลงไปสักนิด ผมคิดว่า มันจะทำให้ภาพนั้น มีชีวิตชีวา มีคุณค่า และทำให้เราจำเรื่องราว
ความทรงจำดีๆของเรา ตลอดการเดินทางได้ครับ

สุดท้ายผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งของรางวัล Thailand Blog Awards 2012
นี้ทุกคนรางวัลนี้จะเป็นอีกรางวัลนึง ที่ทำให้ผมตั้งใจที่จะเขียนเรื่องราวดีๆต่อไป และผมเอง
ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่อยากจะเขียนบล็อกขึ้นมา เพราะบล็อกอาจจะสร้างโอกาสดีๆให้กับ
อีกหลายๆคน และในปีหน้า เฟรมก็ยังเชื่อว่ายังคงมีกิจกรรมดีๆ สำหรับบล็อกเกอร์ หรือคนเขียนบล็อก
อีก ยังไงก็ขอฝากให้ติดตามเรื่องราว “ชีวิตนักเรียนในไทยเกาหลี” คนนี้ จากบล็อกของเฟรม
ต่อไปด้วยนะครับ 😀

ขอบคุณทุกคนที่เติมความฝันของเฟรมตลอด 4 ปี ของการเขียนบล็อกของเฟรมครับ 😀

มารู้จักกับ ทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) กันเถอะ !

สวัสดีทุกคนครับ ช่วงนี้ที่เกาหลีใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ช่วงนี้เฟรมก็เตรียมสอบวัดระดับภาษาเกาหลี เรียกว่ายุ่งมากๆจนลืมไปว่า นี่เข้าสู่ช่วงฤดูกาลของการสมัคร “ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี” แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสได้คุยกับพี่ๆน้องๆ หลายคนที่สนใจเกี่ยวกับทุนนี้ครับ และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่กำลังเตรียมตัวสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี เฟรมจึงได้เรียบเรียงข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการสมัครไว้ให้ครับ

 ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี  หรือว่า Korean Government Scholarship (KGSP)  ดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่ชื่อว่า NIIED หรือ National Institute For International Education ครับ ทุนนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 1967 ที่บริหารงานโดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลี จนถึงปี 1994 หลังจากนั้น NIIED ก็มาสานต่อ เริ่มมีการรับนักเรียนชาวต่างชาติ โดยมีทุนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอกเลยครับ โดยในที่นี้จะขอพูดถึงแต่  ทุนระดับปริญญาตรี  นะ

Korean Government Scholarship Scholars 2012
ผมและเพื่อนๆจากหลายชาติที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี

ข้อดีของทุนนี้

1. เป็นทุนเต็มจำนวน 

หมายความว่า เป็นทุนที่ให้เปล่าตั้งแต่ ค่าเรียนไปจนถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัว โดยส่วนที่เขาจะจ่ายให้เรานั้น เป็นค่าเล่าเรียนทั้งหมด ตั้งแต่เรียนค่าเรียนภาษาในปีแรกจนถึงการเรียนในมหาวิทยาลัย, ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เดือนละ 800,000 วอน (ประมาณ 22,000 บาท), ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ , ค่าตั้งถิ่นฐาน (ค่าใช้จ่ายจุกจิกตอนเข้ามา เป็นเงิน 200,000 วอน) และตอนที่เราจะกลับอีก 100,000 วอน รวมไปถึงประกันสุขภาพ ซึ่งมาคิดดูแล้ว ก็ถือว่าทุนนั้นได้ให้มาครบถ้วน และเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเทียบกับการมาเรียนด้วยทุนตัวเองแล้ว ทุนนี้เจ๋งสุดๆไปเลยครับ แถมมีเงินกินขนมด้วย มาดูกับรายรับ-รายจ่าย ของตัวเองแล้ว ได้กิน ได้เที่ยว ได้ช็อปสบายๆครับผม

Korean Food
2. เต็มอิ่มกับประสบการณ์เกาหลีๆ

ต้องยอมรับว่าเกาหลีเป็นอีกประเทศนึงที่น่าอยู่ มีความปลอดภัย ทุกถนนหนทางเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดแทบจะทั้งหมด เรื่องเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นที่รู้จักกัน บริษัทใหญ่ๆอย่าง Samsung, LG, Hyundai ฯลฯ ก็ให้การสนับสนุนเงินทุนพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ต้องบอกว่าดีมาก การเดินทาง คมนาคมสะดวกสบาย ครอบคลุมทั้งประเทศ เทคโนโลยีก็เป็นที่หนึ่ง เพราะเป็นที่หลายๆคนอาจจะทราบกันบ้างว่า อินเทอร์เน็ตที่นี่เร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่ด้านอุตสาหกรรมบันเทิงก็ไม่น้อยหน้า ขึ้นชื่อว่าเกาหลีก็ต้องพูดถึงเรื่องซีรีส์ ศิลปิน เพลงต่างๆ ก็เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศของเขาล่ะครับ หากได้ทุนนี้มาศึกษาต่อที่เกาหลี ก็จะทำให้ใครที่สนใจวัฒนธรรม เทคโนโลยี สังคม ความก้าวหน้าของประเทศนี้มากยิ่งขึ้น

3. ที่นี่ให้ความสำคัญกับการศึกษา

จะบอกว่าประเทศนี้ เขาเรียนกันโหดจริงๆ ค่ำๆดึกๆบางทีเดินไปที่ห้องสมุดก็จะเห็นคนมาจองที่นั่งอ่านหนังสือ ตามร้านกาแฟเต็มไปด้วยนักเรียนในช่วงฤดูสอบ (ร้านกาแฟบางแห่งก็เปิด 24 ชั่วโมง รองรับคนที่อ่านหนังสือโต้รุ่งด้วยแหละ!) และการแข่งขันสูง เพราะว่าแต่ละคนก็อยากได้มหาวิทยาลัยดีๆกันทั้งนั้น ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่นี่ มีผลกับคนเกาหลีมาก (คนเกาหลีบอกว่า หนุ่มสาวเกาหลี จีบกัน บางทียังถามมหาลัยเลยว่ามาจากไหน อันนี้ผมฟังจากป้าๆ อาจุมม่าเค้าเม้ามอยกันมาครับ)  เด็กม.ปลาย ก็จะเรียนกันหนักมากมีเรียนพิเศษกันจนค่ำ ไม่แพ้กันกับบ้านเราเลย…

ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยยอนเซ แทบจะเต็มทุกที่ในช่วงเทศกาลใกล้สอบ

ชาวต่างชาติกับภาษาเกาหลี? ผมเป็นคนหนึ่งที่มองว่าภาษาเกาหลีไม่ได้ยากเท่าไหร่ เนื่องจากจำนวนตัวอักษรที่ให้ต้องจำมีน้อย ไม่มีระบบตัวอักษรภาพ (เหมือนภาษาญี่ปุ่น, ภาษาจีนกลาง) ทำให้รู้สึกไม่ยากเกินความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ แถมที่นี่มีสื่อการเรียนครบครัน หนังสืออ่านเพิ่มเติม ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น กำลังจะบอกว่า ประเทศนี้ใส่ใจกับการเรียนการศึกษามากๆครับ ใครที่อยากลองศึกษาภาษาเกาหลีลองเริ่มต้นอ่านจากบล็อกในตอนนี้ก่อนก็ได้ครับ เริ่มต้นเรียนภาษาเกาหลี : รวมเว็บเรียนเกาหลีฟรีดีๆ 

3 ปีกับที่เกาหลี…

เมื่อปลายปี 2557 ทางหน่วยงานที่ให้ทุน (NIIED) ได้จัดแข่งขันประกวดวิดิโอ ในหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ครับ ซึ่งผมเองก็ได้ทำวิดิโอส่งเข้าประกวด ในนี้ก็ได้รวบรวมเรื่องราวของเฟรม ตั้งแต่สมัยปีแรกๆ มาตั้งรกรากที่นี่ เรียนภาษาเกาหลี จนถึงเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลา 3 ปีวิดิโอนี้อาจจะทำให้หลายๆคน พอนึกออกบ้างล่ะครับว่า การเรียนการศึกษาที่เกาหลีด้วยทุนรัฐบาลเกาหลีนี้เป็นอย่างไร 3 ปีที่ผ่านมาได้ให้อะไรกับผมไว้บ้าง ไปติดตามชมกันได้เลยครับ (กดปุ่ม CC ผมได้ทำ subtitle ภาษาไทยไว้ให้แล้ว)

การรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

การรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี สำหรับระดับชั้นปริญญาตรี จะเปิดรับสมัครในช่วง เดือนกันยายน ของทุกปีครับ ส่วนของปริญญาโท จะประมาณต้นๆปี (ช่วงเดือน ม.ค.~ก.พ.) การรับสมัครจะแยกกันนะครับอย่าสับสน โดยเฉพาะของป.โท-ป.เอก จะสามารถสมัครผ่านสถานทูตก็ได้ หรือมหาวิทยาลัยโดยตรงก็ได้อันนี้จะแตกต่างกับ ป.ตรีอย่างชัดเจน ตรงที่ว่า ป.ตรีจะสามารถสมัครผ่านสถานทูตได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ (แต่ในปีหลังๆเห็นว่ามีรับนักเรียนผ่านมหาวิทยาลัยโดยตรงด้วย ติดตามรายละเอียดในใบสมัครอีกครั้งนะครับ)

สำหรับในประเทศไทย รูปแบบการคัดเลือกแทบจะเปลี่ยนไปทุกปี อยากให้ยึดรายละเอียดของใบสมัครในปีนั้นๆเป็นหลัก สำหรับในปีของเฟรม (ค.ศ.2012) นั้น สถานทูตเกาหลีได้มอบหมายให้ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้คัดเลือกนักเรียน จากการตรวจเอกสาร และดำเนินการสัมภาษณ์ครับ

เอกสารของเฟรมที่สมัครทุนรัฐบาลเกาหลีครับ
เอกสารของเฟรมที่สมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

ในการรับสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ประจำปี 2556 และ 2557 นั้น จะเป็นการส่งเอกสารโดยตรงไปที่ สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย โดยตรง ซึ่งขั้นตอนนั้น อาจจะแตกต่างกันสักเล็กน้อยหากเทียบกับ
ปีของเฟรม แต่การดำเนินการหลักๆก็คงไม่พ้นดังนี้ครับ

1. ไปดาวน์โหลดเอกสารแบบฟอร์ม และข้อมูลมหาวิทยาลัยและ คณะต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ Study in Korea ตรงส่วน Notice จะมีคำว่า 2014 Korean Government Scholarship Program for International Students for an Undergraduate Degree อยู่ครับในนั้นจะมีเอกสารหลายๆอย่าง อยากให้ลองอ่านก่อนนะครับ เพราะว่าข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์กรอกเสร็จแล้วก็ส่งไปตามที่อยู่ในสถานทูตเกาหลีในประเทศไทยเลยครับ

ที่อยู่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีประจำประเทศไทย 
“23 ถนนเทียมร่วมมิตร รัชดาภิเษกห้วยขวาง กรุงเทพ 10320″ 

2. สถานทูตดำเนินการคัดเลือก โดยการคัดเอกสาร พิจารณาคุณสมบัติจากใบสมัครที่ได้ส่งมาคัดเหลือประมาณ 10 คน เข้ามาสัมภาษณ์ที่สถานทูตครับ

3. ประกาศผลผู้ที่ผ่านสัมภาษณ์ เมื่อผ่านแล้วก็ให้เตรียมเอกสารอื่นๆไว้รอ ตามที่ระบุไว้ในใบสมัครครับ เช่น ผลการตรวจสุขภาพ (ตรวจและรับรองจากโรงพยาบาล), สำเนา Passport ของเราและผู้ปกครอง

4. สถานทูตฯ ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกไปยังหน่วยงานที่ให้ทุน (NIIED) ที่เกาหลี

5. NIIED ประกาศผลผู้ผ่านคัดเลือก และส่งเอกสารของเราไปยังมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้

6. มหาวิทยาลัยตอบรับเอกสาร หากผ่าน (ซึ่งเค้าส่งมาทางอีเมลว่าเราผ่านครับ) ก็ส่งจดหมาย ยืนยันมหาวิทยาลัย ที่ต้องการจะศึกษาครับ (กรณีผ่านมากกว่า 1 มหาวิทยาลัยก็มีสิทธิ์เลือกได้ อารมณ์เหมือนเลือกไปอยู่กับโค้ชไหนก็ได้ใน The Voice)

7. NIIED ประกาศผลอย่างเป็นทางการ (ประมาณต้นเดือน มกราคม) ก่อนที่จะส่งรายละเอียดให้เราต่อไปครับ และนี้ก็เป็นขั้นตอนการดำเนินการคร่าวๆครับ ได้เดินทางจริงๆ ก็ประมาณปลายๆเดือน ก.พ.

สรุปเป็นตารางได้ดังนี้ครับ…

schedule-scholarship

การเตรียมตัวสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

การเตรียมตัวนั้น เฟรมคิดว่าคงเป็นเรื่อง  เอกสารที่ควรจะชัดเจน สมบูรณ์  เราต้องเข้าใจว่า กรรมการคัดเลือกจากเอกสารเท่านั้นครับ ดังนั้น หากเราสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเรา ความตั้งใจของเราความสามารถพิเศษที่ทำให้เราโดดเด่น แตกต่างจากคนอื่นๆ ประเด็นสำคัญต่างๆเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมีเหตุผล มีหลักการ ก็จะทำให้มีโอกาสเข้าตากรรมการได้บ้างล่ะครับ

ในส่วนเอกสารของเฟรม เฟรมคิดว่าเพราะประสบการณ์ในการแข่งขันตลอดช่วงมัธยม เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาของกรรมการด้วยครับ เพราะเราเป็นคนที่ชื่นชอบทำกิจกรรม ส่วนนี้เฟรมคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้โปรไฟล์ของแต่ละคนแตกต่างกันไป รวมไปถึงการแสดงความพร้อมของตัวเรา ที่ทำให้กรรมการเห็นความตั้งใจ คือการเตรียมแฟ้มสะสมผลงาน แม้ว่าจะมีส่วนในการตัดสินน้อยมากๆ ถึงไม่มีเลยแต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นสิ่งนึงที่เพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีโอกาสได้ผ่านเข้ารอบไปในรอบสัมภาษณ์ การเตรียมแฟ้มสะสมผลงานเพื่ออ้างอิงถึงกิจกรรมที่เคยทำมา (กรณีที่เป็นนักกิจกรรมอย่างผม) ก็จะให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือในการสัมภาษณ์มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเพิ่มเติม คือ “ความเป็นตัวเรา ความเป็นธรรมชาติของเรานั้นสำคัญที่สุด” ถ้าจะให้พูดง่ายๆก็คือไม่เวอร์จนเกินไป ของแบบนี้ ถ้าเป็นกรรมการก็คงจะมองออกครับ ดังนั้น แสดงความจริงใจที่สุด ของเราออกมา จำได้ว่า วันสัมภาษณ์ กรรมการถามคำถามว่า พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย ก็ตอบไปตรงๆครับว่า “ไม่ได้จะได้ก็แต่  อันนยองฮาเซโย คัมซาฮัมนิดา …ซารางเฮโย (ต้องทำมือรูปหัวใจด้วยนะ 555)” ทำกรรมการวันนั้นฮากันทั้งห้องเหมือนกัน…

บรรยากาศของการเดินทางไปสัมภาษณ์

ตอนนั้นจำได้ว่ารู้จักข่าวทุนรัฐบาลเกาหลี จากหนังสือเรียนต่อเกาหลี สุดโหด แต่(โคตร)สนุก ครับ ว่ามีทุนรัฐบาลเกาหลีสำหรับนักเรียนปริญญาตรี แต่ก็ไม่รู้วันเวลาที่แน่ชัด ก็เลยได้แต่รู้ๆไป จนทราบจากเพื่อนอีกทีว่าตอนนี้กำหนดการออกมาแล้ว ก็เลยส่งเอกสารไป ….

ความยากของทุนนี้ อาจจะเป็นการที่ต้องเตรียมเอกสาร เพราะเอกสารที่เค้าต้องการนั้นก็ค่อนข้างใช้เวลาในการกรอก ไม่ว่าจะเป็น จดหมายแนะนำตัวเอง (ที่ต้องเขียนเรียงความ แสดงความเป็นตัวเราออกมา) หรือ การเขียน Study plan (แผนการเรียน) ว่าเราจะมาเรียนยังไง ทำอะไรที่นี่ (มันเป็นเรื่องของอนาคตเนอะ ต้องคิดดีๆ) จนถึงเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ จากคุณครู หรือคนที่เกี่ยวข้อง (Letter of recommendation) ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ช่วงนั้นจำได้ว่า เป็นช่วงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในไทยด้วย และเป็นช่วงสอบปลายภาคของโรงเรียน ก่อนที่จะปิดเทอม ซึ่งหลายๆโรงเรียนในไทย จะเป็นแบบนั้น ดังนั้นการขอเอกสารต่างๆ จากโรงเรียน หากไม่รีบดำเนินการ ปิดเทอมไปก่อนก็จะเจอปัญหาครูไม่อยู่ ออกเอกสารไม่ได้ ซึ่งเฟรมก็ผ่านช่วงเวลาตอนนั้นมาอย่างหวุดหวิด เพราะเอกสารบางชิ้นก็เกือบทำให้ส่งไม่ทันเช่นกัน

ปัญหาที่บ้านไม่เข้าใจว่าเราจะสมัครนี่ก็มีเหมือนกันครับ ตอนแรกคุณแม่ก็ไม่คิดว่าเราอยากจะไปเรียนที่เกาหลี แล้วทำไมต้องเกาหลี? แล้วจะไปยังไง? แม้ว่าจะรู้ว่าจะลองสมัครทุนเกาหลีก็ตามก็ยังไม่อยากให้ไปเพราะการแข่งขันคงสูงมากๆ ถ้าไปเตรียมสอบมหาวิทยาลัยในไทยดีๆ ก็คงจะดีกว่าแม่คงคิดประมาณนั้นจนกระทั่งแม่คงได้ไปอ่านหนังสือเล่มนั้น ได้รู้ระบบการศึกษาในเกาหลีรู้ข้อดีของทุน ก็ถึงยอมๆให้เราไปสมัครครับ และยิ่งตอนประกาศผลว่าได้แล้ว ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นครับตอนนั้นเฟรมดำเนินเอกสาร และเค้าก็ประกาศผลเร็วมากครับ เรียกว่าประกาศวันนั้น ไม่กี่วันถัดไปก็เรียกไปสัมภาษณ์ ก่อนที่วันถัดไปเลย ก็ประกาศผลซะแล้ว ต้องยอมรับว่าปีเฟรม ประกาศผลได้รวดเร็ว จนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ

นึกถึงช่วงเวลานั้น วันที่ประกาศผลแล้วอีกไม่กี่วันต้องไปสัมภาษณ์นั้น ก็ได้เตรียมเอกสาร ทำแฟ้มสะสมผลงานอย่างหนักเลยครับ จำได้ว่า 3 วันก่อนหน้าวันสัมภาษณ์นั้น ไม่ได้หลับไม่ได้นอน นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพ แบกแฟ้มไป ~ (เด็กบ้านนอกก็งี้แหละนะ 555)

ภาพนี้จำได้ว่าถ่ายบนรถทัวร์… หลังจากทำแฟ้มเสร็จก็เอามานั่งเปิดดูไปดูมา เวลานั้นบอกได้เลยว่า แรงแทบไม่มี กะว่าจะได้หลับบนรถทัวร์แต่ก็หลับไม่ลง 🙁 มันตื่นเต้น 5555

ไปถึงสถานที่สัมภาษณ์ก็มึนๆ เพราะนอนไม่พอปวดหัว แถมไปเจอความกดดันจากเพื่อนๆที่ผ่านคัดเลือกมา ก็มาจากโรงเรียนที่เรารู้จักทั้งนั้น บางคนอาจจะพูดเกาหลีได้ เราก็ไม่รู้ แต่เราพูดไม่ได้ แถมยังเป็นการสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษครั้งแรกๆ ในชีวิตประหม่าครับ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมามันคุ้มค่ามากๆ กับสิ่งที่เราตั้งใจทำตลอด 3 วันก่อน และหลายๆปีที่ผ่านมาที่ชีวิตของเรา เต็มไปด้วยเรื่องราวของการแข่งขัน ประสบการณ์ต่างๆ ก็ขอบพระคุณบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้มีโอกาสมาเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตที่เกาหลีครับ

หลังจากสัมภาษณ์ วันต่อมาก็ประกาศผลเลย และภาพนี้ก็คือภาพที่เห็นวันนั้น…
หนึ่งวันที่ประทับใจ ที่ได้กล่าวอำลาสถาบัน พร้อมกับร้องเพลงโรงเรียนไปพร้อมๆกันกับรุ่นน้อง และเพื่อนๆทุกคน
ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน และคุณครูที่เป็นกำลังใจ และยังอำนวยความสะดวกให้กับผม ครอบครัว และเพื่อนๆ ได้มาส่งเฟรมที่สนามบินด้วย

เรื่องเล่าจากห้องสัมภาษณ์

ก่อนสัมภาษณ์

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นครับว่า เนื่องจากเตรียมแฟ้มสะสมผลงาน ไม่ได้นอนหลายวัน ทำให้วันนั้นทันทีที่ถึงห้องประชุม มล.มานิจ ประชุมสาย ก็เห็นเพื่อนๆ ที่มานั่งรอกันอยู่หน้าห้อง แทบจะครบหมดแล้วก็ตื่นๆ อยู่เหมือนกันครับ ลำดับคิวของเราก็กลางๆ ทำให้ไม่เร็ว ไม่ช้า ใช้เวลาคนละประมาณ 5~10 นาทีเมื่อเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ ก็เจอกรรมการทั้งหมดประมาณ 4 คน (ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการทั้งชาวไทย ชาวเกาหลี และชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษครับ โดยกรรมการก็จะให้เรานั่งและซักถาม (ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลี) บรรยากาศก็เป็นไป ไม่ตึงเครียด ไม่กดดันครับ….

คำถามวันสัมภาษณ์

ผมรวบรวมคำถามที่น่าสนใจเอาไว้ ลองตอบดูนะครับ จริงๆแล้วแค่อยากเสนอเป็นแนวทาง ถามว่ามันจะเหมือนกันมั้ย มันก็คงไม่เหมือนนะครับ (อย่าคาดหวังๆๆ)
1. แนะนำตัวเองแบบสั้นๆ (ที่ไหนก็ต้องเจออยู่แล้ว)
2. ทำไมถึงสนใจอยากจะมาเรียนที่เกาหลี ?
3. เคยมาเกาหลีมั้ย ? ถ้าเคยแล้ว ชอบอะไรในเกาหลี ?
4. พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย ?
5. จากเอกสาร เห็นว่าจะมาเรียนคณะนี้ ตั้งใจว่าจะไปทำอะไร แล้วในประเทศไทยนั้น เป็นยังไง (ผมบอกว่าอยากเรียน Biotechnology ครับ แล้วเค้าก็ถามว่า ในบ้านเรา Biotechnology เป็นยังไงเอาง่ายๆก็คือ คุณจะเรียนอะไร ก็ควรจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสาขานั้นๆ ทำการบ้านให้ดีๆว่าเรียนอะไร จบไปจะทำอะไร หน่วยงานไหน ถ้าเกิดสามารถระบุเจาะจงไปได้ ก็เหมือนกับว่ามันเป็นรูปธรรม จริงมั้ยครับ?)

คำถามที่โดนถามบ่อยๆ (FAQ)

Q : ทุนนี้เอกสารต้องกรอกเป็นภาษาอะไร?
เอกสารทุกอย่างต้องเอามาแปลหมดเลยมั้ย ?

A: เป็นภาษาอังกฤษ หรือ เกาหลีครับ แปลทุกอย่างเลยครับ ส่วนเอกสารเกี่ยวกับวิชาการของที่โรงเรียนส่วนใหญ่เค้ามีฟอร์มอยู่แล้วครับ ไปบอกห้องทะเบียนที่รร.ให้เค้าดำเนินการให้ได้ครับ

Q: ซิ่วแล้วมาสอบได้มั้ย ทุนนี้ ?
A : ได้ครับ เขาจำกัดแค่ว่า อายุต้องไม่เกิน 25 ปี และมีเอกสารจบจากสถาบันการศึกษาภายในเวลาที่เค้าเขียนไว้ในใบสมัคร ขอแค่ยังไม่จบป.ตรีก็พอ ถ้าจบป.ตรี ก็ให้ไปดูของทุนป.โท นะครับ อ้อเรื่อง เกรดเฉลี่ยต้องมากกว่า 2.64 ขึ้นไป….

Q: ต้องมีผลการสอบภาษาเกาหลี หรือ ภาษาอังกฤษมั้ย ? ต้องรู้ภาษาเกาหลีมาก่อนหรือเปล่า?
A: ใบผลการสอบภาษานั้น ไม่จำเป็นครับ แต่หากมีเค้าก็อาจจะพิจารณาเป็นพิเศษ ความรู้ภาษาเกาหลี ไม่มีความรู้มาก่อนก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะเค้าให้เราเรียนปรับพื้นฐานปีนึงเต็มๆอยู่แล้ว

Q: เอกสารบอกว่า ต้องส่งเอกาสารจบม.ปลายด้วย นี่ยังเดือน ต.ค. อยู่เลย จะส่งไปได้ยังไง ?
A: ต้องให้รร.ออกเอกสารที่เรียกว่า “คาดว่าน่าจะจบ” ให้ครับ ภายในเอกสารก็ต้องระบุไว้ด้วยว่าเราคาดว่าจะจบภายในเดือนนี้ วันที่เท่านี้ (เอกสารนี้ ถ้าเกิดฝ่ายทะเบียนไม่เข้าใจ ก็ยากอยู่เหมือนกันเพราะว่าตอนที่ไปทำเอกสารนี้ อ.ก็บอกกับเราว่า จะไปมั่นใจได้ไง ว่าเธอจะจบภายในเดือนนี้ๆๆๆต้องคุยกับอาจารย์ดีๆนะครับ 😀 ) ปล. เอกสารนี้เป็นภาษาอังกฤษ

Q: การเลือกมหาวิทยาลัย และคณะต่างๆ จะเลือกยังไง ?
A: ถ้าเข้าไปในเว็บไซต์ Study in Korea (ที่เดียวกันกับดาวน์โหลดใบสมัคร) ก็จะมีรายชื่อ ของมหาวิทยาลัยที่สมัครได้ และคณะครับ ซึ่งคณะที่ไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคณะที่ใช้เวลาเรียนนาน เช่น หมอ, สถาปัตย์ฯ ฯลฯ การเลือกนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบ ว่าอยากจะเรียนอะไร ถ้าเอาเป็นเรื่องชื่อเสียง คนเกาหลีก็ต้องยกให้มหาวิทยาลัย ในกลุ่ม SKY (S = Seoul National Univ. , K= Korea Univ. , Y = Yonsei Univ.) ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัย ถ้าเอาจริงๆแล้ว เค้าจะมีความถนัดในการสอนที่แตกต่างกัน อันนี้อยากให้ทำการบ้านให้ดีๆครับผม

Q: เงินเดือน ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ได้ เพียงพอหรือเปล่า?
A: บอกตรงๆว่า เพียงพอ ครับ ในการใช้จ่ายพื้นฐาน ผมจึงแนบเป็นสรุปราคาค่าใช้จ่ายต่างๆในเกาหลี เทียบกับเงินเดือน 800,000 วอนให้ดูดังนี้ครับ ค่าหอพัก หากเป็นนักเรียนทุน ก็จะอยู่ราวๆเดือนละ 300,000-400,000 วอน หักจาก 800,000 วอน (ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยครับ)

ราคาสินค้าในเกาหลี
ตัวอย่างรายการค่าใช้จ่ายต่างๆในเกาหลี

ทิ้งท้ายเป็นภาพความทรงจำดีๆของผม ก่อนที่เดินทางมาที่เกาหลีครับ… (ปล.ไปอ่านบล็อกช่วงแรกที่มาเกาหลีได้ที่นี่) หวังว่าเรื่องราวของผม จะส่วนหนึ่งของเป็นกำลังใจ ให้กับทุกคนที่อยากจะมาสัมผัสของการเป็น นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีที่นี่ มารู้จักเพื่อนใหม่ๆ จากทั่วทุกมุมโลก มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมกัน มาพัฒนาภาษาเกาหลี มาเรียนรู้จักวัฒนธรรมเกาหลี และสัมผัสประสบการณ์การเป็นนักเรียนต่างประเทศครับ

เพื่อนๆมาส่ง….มาอยู่นี่คิดถึงเพื่อนกลุ่มนี้มาก…

กำลังใจจากทางโรงเรียนที่ให้การสนับสนุน และสุดท้ายก็คงเป็นความอบอุ่นจากที่บ้าน…

เฟรมขอแสดงความยินดีกับว่าที่นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีล่วงหน้าเช่นเดียวกันครับ ยิ่งได้นึกถึง
บรรยากาศของปีตัวเองแล้ว เป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดี น้องๆที่เตรียมตัวในปีนี้ ขอให้ทำให้เต็มที่
และหวังว่าจะได้เจอกันที่เกาหลีนะครับ 😀

เตรียมข้อมูลเพิ่ม!

เรียนทำอาหาร & เที่ยวบ้านคนเกาหลี

สวัสดีครับ หลังจากที่มาอยู่เกาหลีได้ 6 เดือน นี่ก็จะเป็นครั้งแรกครับ ที่เฟรมจะมีโอกาสได้ไปเที่ยว
ในบ้านของคนเกาหลี คำว่า “บ้าน” ของเค้านั้น ก็ขอบอกว่าจะแตกต่างจากบ้านเราหน่อยครับ
เนื่องจากว่าสภาพภูมิประเทศของบ้านเรา และที่นี่ ค่อนข้างแตกต่างกัน กล่าวก็คือ ที่นี่เป็นภูเขา
ซะส่วนใหญ่ทำให้การจัดสรรพื้นที่ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญมากครับ

ลักษณะของอพาร์ตเม้นท์ ก็จะเป็นอาคารสูงๆแบบนี้ ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไป เหมือนกับบ้านหรืออาคารพาณิชย์ในบ้านเราเลยครับ

คนเกาหลี ส่วนใหญ่จะอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ครับ เห็นว่าเป็นอพาร์ตเม้นท์แล้ว ผมว่าอย่าเพิ่ง
จินตนาการรูปแบบของอพาร์ตเม้นท์บ้านเราเลย เราใช้คำนี้ผิดกันมานานแล้วครับ ถ้าบ้านเราจะเป็น
คอนโดมิเนียมซะมากกว่า แต่อย่างไรก็ดีครับ การมาที่นี่ ผมได้รับคำเชิญจากทีมอาสาสมัคร
MANNAM ที่ได้พูดถึงไปเมื่อตอนที่แล้ว คนเกาหลีกลุ่มนี้อัธยาศัยดีมากๆเลยครับ และวันนี้
เค้าจะมาสอนพวกเราทำอาหาร และพูดคุยกันครับ

ภายในบ้านครับ ตรงนี้ก็เป็นห้องครัว กับห้องนั่งเล่น
จัดปาร์ตี้ย่อมๆ ต้อนรับผมและเพื่อนๆ
วันนี้เราจะมาทำ 잔치국수 (จินชิกุกซุ) หรือว่า บะหมี่นั่นเองครับ จริงๆแล้วมันไม่ใช่บะหมี่อย่างเดียว มันเป็นบะหมี่ปาร์ตี้ (ถ้าแปลตรงตัว) เค้าบอกว่าส่วนมากจะทำกันตอนงานเลี้ยง เลยเป็นที่มาของชื่อบะหมี่ปาร์ตี้นี้ครับ
เฮฮากันมากๆเลย คนนี้เพื่อนจากรวันดาครับ (ซ้าย) คนเกาหลี (ขวา)
เรียนวิธีการหั่นผักกัน เค้าบอกว่า เวลาหั่นผักสำหรับผู้หญิง ถ้าอยากให้ผู้ชายรักเนี่ย ต้องหั่นเบาๆ ไม่ให้มีเสียง เป็นมารยาท…
จากนั้นเราก็จะเติมด้วยเครื่อง ไปด้วย 5 สีที่แตกต่างกัน เรียกว่า 5 방색 (โอพังแซก) สีขาว ก็มาจาก ไข่ขาว (하얀 계란) สีเหลืองมาจาก ไข่แดง (노란 계란) สีแดงมาจาก แครอทหั่น  (당근 채 볶음) สีเขียวมาจาก ฟักทอง ชนิดนึง (애호박) และสุดท้ายสีดำ ก็คือ สาหร่าย (김) ครับ
ชันจิกุกสุ (บะหมี่ปาร์ตี้) สำหรับน้ำซุปนั้น ผมว่ามันจืดกว่าแกงจืดบ้านเราซะอีก น้ำซุปก็ใช้วัตถุดิบเยอะแยะเหลือเกินครับ ประกอบไปด้วย ปลากระตัก (멸치) สาหร่ายทะเล (다시마) ต้นหอม (대파) หัวหอม (양파) น้ำมาต้ม ทำเป็นน้ำซุปครับ
เครื่องเคียง อันนี้เป็นแป้งที่เค้าจะผัดแล้วก็ใส่ผักครับ เรียกว่า ปุจิมเก…(부찜개) อารมณ์ผมว่าเหมือนกิน หอยทอด แต่ข้างในเป็นผัก (หรือมันมีเมนูอาหารไทยอื่นๆ เทียบใกล้เคียงอีกมั้ย – -?)
ห้องนี้อยู่ชั้น 31 ของอพาร์ตเม้นหลังนี้ครับ สูงใช่มั้ยล่ะ ~ ราคาของห้องที่นี่ คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเกาหลีการจะซื้อบ้านอะไรพวกนี้แพงมากกก
ก่อนที่พวกเราจะมานั่งกินด้วยกันครับ

หลังจากที่พวกเราท่านข้าวเสร็จ ก็ได้พูดคุย คุยทุกเรื่องครับ เพราะคนเกาหลี ก็อยากให้เราพูดเกาหลี
ฝึกภาษาเกาหลีกับเค้าอยู่แล้ว ก่อนที่พวกเราจะกลับกัน ก็มีเรื่องสนุกๆให้ได้ทำ คือ คนเกาหลีเค้าเอา
ลูกโป่งที่บรรจุก๊าซฮีเลียมเอาไว้ครับ ก่อนที่จะมาให้พวกเราดูดเข้าไป แล้วผลปรากฏว่า…..

ถ้าใครดูซีรีส์เกาหลี หรือรายการเกมโชว์เกาหลี อาจจะเห็นกันบ่อยๆ ที่ดาราจะทำแบบนี้ ผลมันคือ
“เสียงมันเปลี่ยน”ครับ แก๊ซฮีเลียมทำให้เสียงเปลี่ยนได้ … เกิดอะไรขึ้น ? เหตุผล อธิบายกันคร่าวๆ
ก็คือว่า เราเปลี่ยนตัวกลางการเดินทางของเสียงของเรานั้นเองครับ จากเดิมที่เป็นออกซิเจน เมื่อเรา
เปลี่ยนเป็นฮีเลียม ซึ่งมันเป็นแก๊ซที่เบากว่า ก็ทำให้เสียงมันออกมาผิดๆเพี้ยนๆ เป็นเสียงที่แหลมขึ้น
นั้นเอง … ถามว่าเป็นอันตรายมั้ย เท่าที่เข้าใจคือ ไม่เป็นอันตรายแก๊ซนี้เบามาก จนมันออกมาเอง
ดังนั้น แน่นอน แก๊ซนี้มันจะไม่เข้าไปในปอด แต่ก็ไม่ควรเล่นบ่อยครับ…. พูดแล้วไม่เห็นภาพ
ลองไปดูวิดิโอกันครับ …

ฮ่าๆ มันน่าอัศจรรย์มากเลยใช่มั้ยล่ะครับ ยังไงก็ดี เสียงมันจะเปลี่ยนแค่ชั่วคราวครับ….

ก็เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ประทับใจของเฟรม ที่มีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่
ของคนเกาหลี ซึ่งโอกาสต่อๆไป เฟรมก็จะนำเรื่องราวมาฝากคุณผู้อ่านให้ได้ติดตามกันตลอดเวลา
ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันนะครับ… สำหรับตอนนี้ ก็ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่ติดตามกัน
จนจบ พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

다음에 또봐요 ~ (ทาอึเม โตพวาโย) : แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า

63 Building : อควาเรียม หุ่นขี้ผึ้ง สกายอาร์ต ที่สุดในตึกเดียว

เก็บบรรยากาศการท่องเที่ยวในเกาหลี ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนแบบนี้ มาฝากคุณผู้อ่านกันอีกครั้งครับ สำหรับที่นี่ ต้องบอกก่อนเลยว่า ผมไม่ค่อยเห็นทัวร์ไหนพาไปกเท่าไร ถ้าดูจากสถานที่ที่คนไทยนิยมมาท่องเที่ยวกัน อย่างหอคอยนัมซาน (เอ็น โซลเทาเวอร์) ที่ไปคล้องกุญแจก็ดี หรือตลาดสำคัญๆในโซลก็ดี แต่ที่นี่ เป็นอีกที่หนึ่งเลยครับ ที่เฟรมคิดว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้กันและยังเป็นอีกสถานที่ ที่ทำให้คุณได้เห็นทั้งกรุงโซล และแม่น้ำฮัน ที่ขั้นระหว่างโซลทั้งสองฝั่งนั้น ได้ฟีลสุดๆไปเลย กับที่นี่ 63 Building ครับ

มาที่นี่ก็อย่าถามหา หกสิบสาม บิลดิ้งนะครับ ชื่ออาคารนี้อ่านว่า “ยุกซัม บิลดิ้ง” ยุก คือ 6 ในภาษา
เกาหลีครับ ส่วน ซัม ก็ 3 ครับผม

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรจะเข้าใจ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเกาหลี โดยเฉพาะภายในอาคาร พิพิธภัณฑ์ที่เกาหลีนั้น ส่วนมากจะหยุดทำงานกัน วันจันทร์
ครับผม แต่สำหรับที่นี่ ผมเช็คหลายรอบเหมือนกัน ก็พบว่า เป็นสถานที่นึงที่ เปิดให้บริการทุกวัน ครับ

มีอะไรที่น่าสนใจในตึก 63 Building กันบ้าง… ?

  • มี อควาเรียม “Sea World”
  • มี โรงภาพยนตร์สามมิติ IMAX
  • มี พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง
  • มีให้ชมวิวจากชั้น 60 จากอาคารที่เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเกาหลีมาก่อน บนบรรยากาศ
    ที่รายล้อมไปด้วย Art Gallery ศิลปะบนตึกระฟ้า แน่นอนว่ามีที่เกาหลีที่นี่ที่เดียว

สำหรับผม ก็เรียกว่าครบครันมากๆ ภายในตึกเดียว ตั๋วก็จะมีเป็นแพคเกจเลยครับ ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จะเข้าชม สำหรับผม เป็นคนต่างชาติก็มีสวนลดให้ด้วย ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว เพื่อเข้าชมทุกส่วนของอาคาร เบ็ดเสร็จอยู่ที่ 34,000 วอน หรือประมาณ 940 บาทครับ

การเดินทางไปตึก 63 building

อาคารนี้ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำฮันเลยครับ การเดินทาง สามารถเดินทางได้หลายวิธี โดยใช้รถไฟฟ้าใต้ดินมาลงที่ สถานี Daebang Station (대방역) (สาย 1) แล้วเดินออกมา จะมีรถบัสสาย 62 ไปลงที่หน้าอาคารเลยครับ

หรือจะเดินทางด้วย สถานี Yeouido Station (여의도역) (สาย 5 หรือสาย 9) จากนั้นก็นั่งรถบัสสายเดียวกันนี้มาก็ได้ครับ เดินมาก็อาจจะใช้เวลาสัก 15 นาทีได้ครับ หรือไม่ก็ต่อแท็กซี่บอกว่ามาตึก ยูกซัมบิลดิ้งได้เลย !

ตอนแรก ผมก็กังวลเรื่องการขึ้นรถบัสครับ เพราะเป็นการขึ้นรถบัสครั้งแรกๆในโซล (หลังจากไปอยู่บ้านนอกมานานได้ที่) แต่พอได้ขึ้นแล้วก็พบว่าไม่มีอะไรน่ากังวลจริงๆครับ เพราะว่ารถบัสในเกาหลีนั้น จะจอดตามป้าย และมีเส้นทางการเดินรถที่ชัดเจนมาก ว่าจะไปจอดตรงไหนๆ ก็สามารถเช็คได้ และไม่หลงครับ ถ้าประเทศไทยจะไปปรับใช้บ้าง ก็น่าจะเหมาะสมกับชาวต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงคนไทยเองก็น่าจะไม่สับสนนะครับ

แผนที่แสดงการเดินรถบัสของรถบัสในโซล

IMAX 3D Movies : SEA REX

ภายในตึกหลังใหญ่แห่งนี้ ไม่ได้เป็นสถานที่จัดแสดงสิ่งต่างๆ ที่ผมจะกล่าวถึง ต่อไปนี้เพียงอย่างเดียวนะครับ ยังเป็นที่ทำงานด้วย ดังนั้นภายในอาคารนี้ จึงประกอบไปด้วยสถานที่อื่นๆ อีกมากมายตั้งแต่ร้านอาหาร (หรูๆทั้งนั้น) ไปจนถึงไปรษณีย์ สำหรับส่วนจัดการแสดงนี้ จะอยู่ที่ชั้น BF1 ครับ โดยสามารถซื้อตั๋ว และเข้าชมได้ทันที โดยสถานที่แรกที่ผมไป คือ ภาพยนตร์สามมิติ เรื่อง SEA REX ครับ ไม่อยากจะบอกว่ามันเป็นภาพยนตร์ หากมันคือ สารคดี ดีๆนี่เอง ตอนที่ผมดูนั้นไม่คาดหวังว่ามันจะตื่นเต้นเร้าใจขนาดนี้ครับ เนื้อหาหากใครชอบเรื่องราวเกี่ยวกับไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ผมแนะนำมากเลยครับ เรื่องราวเหมือนเอาเนื้อหาที่ดูน่าเบื่อในหนังสือชีววิทยา มาอธิบายใหม่ให้เข้าใจด้วยกราฟิกสามมิติ ดูจบแล้วนี่ให้แรงบันดาลใจผมมากขนาดอยากกลับไปเรียนชีวะเรื่องนี้อีกรอบ

ภายในโรงภาพยนตร์
ขอแนะนำให้รู้จักกับสองสาวที่ร่วมทริปด้วยครับ ชาวเนปาล และ เวียดนาม

โดยภาพยนตร์เป็นภาษาเกาหลีครับ ก็จะมีอุปกรณ์ตัวนี้ให้กับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการฟังคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ

Sea world : Aquarium in 63 Building

ถ้าใครมีโอกาสได้ติดตามบล็อกของเฟรม ตอนไปงาน Yeosu Expo นั้น ถ้าจำได้ เฟรมมีโอกาสได้ไปชมอควาเรียมเหมือนกัน ซึ่งเฟรมก็มาทราบว่า บริษัทที่ทำอควาเรียมให้ทั้งสองที่นั้น เป็นบริษัทเดียวกัน ไม่แปลกใจ ที่จะได้เห็นอะไรคล้ายๆกัน การจัดแสดงที่คล้ายๆกัน แต่รอบนี้ เฟรมมีเวลาให้กับสัตว์น้ำแทบทุกๆตัว ในสถานที่แห่งนี้เลย

เพนกวิน แจ๊คแอส (Jackass Penguin) ชื่อนี่สุดยอดมากก..
Lion fish…

จะแบ้วไปไหน

มาเจอปูแมงมุมอีกแล้ว เจ้าเดียวกันกับที่ไปดูในงาน Yeosu เลย

มาเอ๊กซ์เรย์สัตว์เหล่านี้กัน

จะยาวไปไหนเนี่ย !! King of herrings
แมงกะพรุน (Moon jellyfish)
ระยะ Polyps ของแมงกะพรุน
ระยะ Polyps ของแมงกะพรุน
Doctor fish เพิ่งเคยให้พวกนี้มาตอดครั้งแรก จั๊กจี้ดี…ฮ่าๆๆ

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง 63

เป็นคนชอบดูความเหมือน ความพยายามในการปั้นหุ่นขี้ผึ้งครับ ลองมาดูงานหุ่นขึ้ผึ้งของที่เกาหลีกันบ้างดีกว่า…

โทมัส อัลวา เอดิสัน

บุคคลในแบ๊งค์หมื่นวอนเกาหลีครับ “พระเจ้าเซจงมหาราช
กว่าจะเป็นหุ่นขึ้ผึ้ง…
อันนี้ไม่ใช่หุ่นขึ้ผึ้ง
อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา
ได้รับการต้อนรับจากท่านโอบาม่า อย่างอบอุ่น
ท่านเหมา เจ๋อ ตุง ในส่วนการจัดแสดงเกี่ยวกับประเทศจีนครับ
ภายในส่วนของพิพิธภัณฑ์หุ่นขึ้ผึ้งนี้ ก็มีการรวบรวมของหายาก จากศิลปินที่มีชื่อเสียง แถมมีใบประกาศรับรองด้วย อยู่หลายชิ้นด้วยกันครับ
ส่วนของศาสนาคริสต์ หุ่นขึ้ผึ้ง The Last supper ครับ
ไมเคิล แจ๊คสัน …
เอลวิส
กุส ฮิดดิงค์ (Guus Hiddink)
เดวิด แบคแฮม…

สกายอาร์ต : ศิลปะบนตึกสูงระฟ้า

ขึ้นลิฟต์แก้วไปยังชั้น 60 ครับ แน่นอนว่า ระหว่างขึ้นลิฟต์ไปอย่างช้าๆนั้น เราจะได้เห็นบรรยากาศของทั้งสองฝั่ง กรุงโซล ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตของคนในเมือง กับสายน้ำที่ตัดผ่านทั้งสองฝั่ง เห็นการคมนาคมตั้งแต่รถไฟ รถยนต์ ตึกที่เรียงรายเป็นระเบียบ แน่นอนครับ ต้องขึ้นมาชมให้ได้

63 Sky art

เห็นหอคอย เอ็นโซลเทาเวอร์ จากอีกฝั่งด้วย

และส่วนของชั้นบน ก็ยังมีอาร์ตแกลอรี่ ที่รวบรวมผลงานของคนเกาหลีไว้ครับ อยากจะขึ้นมาตรงนี้มาจิบกาแฟ ทานไอศกรีม ชั้นบนนี้ก็มีไว้บริการครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับ สำหรับทริปในครั้งนี้ … สำหรับเฟรมแล้ว การที่ได้ไปเที่ยวในหลายๆที่ ภายในระยะเวลาสั้นๆ อย่างวันเดียว เป็นอะไรที่ไม่รีบร้อนจนเกินไป ทำให้สามารถได้ชมได้ทั่วทั้งอาคารและหากจะมาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ สิ่งมีชิวิตในท้องทะเล หรือจากการชมภาพยนตร์สามมิติแล้วเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์มากๆเลยครับ หากมีเวลาเหลือ ก็ยังสามารถนั่งรถไฟฟ้า ไม่กี่สถานี ก็เข้าไปยังตลาดสำคัญๆในโซล ช็อปปิ้งกันตอนเย็นต่อได้ครับ

ในวันที่บล็อกนี้ (27 สิงหาคม 55) เป็นช่วงที่พายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ กำลังเข้าทั่วทั้งเกาหลีเลยครับทำให้ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวสถานที่อื่นๆ ต้องรีบกลับก่อน และทั้งหมดนี้ก็เป็นการเดินทางที่ได้ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้มาเที่ยวกับเพื่อนๆครับ โอกาสหน้า จะมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ไม่พลาด ที่จะนำเรื่องราวมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ

 

โอปป้า กังนัมสไตล์ คืออะไร? ทำไมต้องกังนัมสไตล์?

0

         โอปป้า กังนัมสไตล์ คืออะไร ? ทำไมต้องกังนัมสไตล์ ? นี่คงเป็นคำถามยอดฮิตที่หลายๆคนคงสงสัยกันท่ามกลางเฟซบุ๊คที่เต็มไปด้วยลิงก์ มิวสิควิดิโอเพลงของศิลปิน PSY จากแดนโสมเกาหลีที่เรียกว่ามาสยบสาวๆ และหนุ่มๆ ศิลปิน K-POP อีกหลายๆคนเลยทีเดียว กับยอดวิว หรือยอดผู้ชมในYouTube กว่า 46 ล้านคน (ณ วันที่ 23/8/2555) ถือว่าเป็นไวรอลวิดิโอ หรือคลิปที่มีการพูดถึงมากและเป็นที่นิยมในอินเทอร์เน็ตนั่นเอง….

โอปป้า กังนัมสไตล์

มาถึงตอนนี้ ผมอยากให้ทุกคนได้ลองไปฟังเพลง เพลงนี้กัน พร้อมกับดูมิวสิควิดิโอไปด้วยนะครับ

ฟังจบแล้ว… ผมขอเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ ส่วนตัวของผมหน่อยแล้วกันครับ ผมจำได้ว่า ผมฟัง
เพลงนี้ครั้งแรก ตอนที่เข้าไปนั่งดูชาร์ต TOP 100 ของอันดับเพลงในเกาหลี เพื่อที่จะหาเพลงเพราะๆ
มาฝึกภาษาครับ แต่ดันมาเจอศิลปิน PSY กับเพลง Gangnam Style นี่เข้า ซึ่งผิดคาดกับที่ผม
คิดไว้คือผมไม่เคยได้ยินชื่อศิลปินคนนี้ บวกกับ ทำไมเพลงนี้ชนะศิลปินที่ผมคาดไว้ตอนแรกได้ยังไง..
จึงเป็นที่มาที่ได้ฟังเพลงนั้นเป็นครั้งแรก ท่ามกลางที่เกาหลีก็กำลังได้รับความนิยมเรื่อยๆครับ
จนกระทั่งในที่สุด ผมก็เริ่มได้ยินเพลงนี้บ่อยขึ้น บ่อยขึ้น…. และตามมาด้วยเพื่อนๆในประเทศไทย
เริ่มแชร์คลิปนี้มากขึ้น ผมคิดว่า ในฐานะที่ผมก็อยู่ที่เกาหลี ได้ฟังวลี โอปป้า กังนัมสไตล์ มาบ่อย
และดูมิวสิควิดิโอเพลงนี้ก็บ่อยพอสมควร (จนบางทีก็คิดว่า น่าจะเต้นตามได้แล้ว) ก็เลยมีเกร็ดเล็ก
เกร็ดน้อยกับเพลงนี้มาฝากกันครับ

“โอปป้า กังนัมสไตล์” เป็นวลีที่ถูกร้องบ่อยในเพลงนี้ ซึ่งคำว่า โอปป้า (오빠) ซึ่งเป็นคำที่ผู้หญิงที่
ใช้เรียกพี่ชาย(หรือผู้ชายที่มีอายุมากกว่า เหมือนบ้านเราเรียกพี่ นั่นแหละครับ) กังนัมสไตล์นั้น …
กังนัม (강남) เป็นชื่อเรียก ของสถานที่ในแถบตอนใต้ของแม่น้ำฮัน(Han River) ที่ตัดข้ามกรุงโซล
ไปนั้น บริเวณนั้น เป็นแหล่งที่เรียกว่าทำเลทองในเกาหลี ที่เรียกว่าหรูหรา มีระดับ โรงแรมก็หรู ห้างก็
มีแต่ของแบรนด์ๆ แพงๆ คนที่มีรสนิยมดีมากๆก็จะนิยมไปเที่ยวช็อปปิ้งกันในย่านนั้นนั่นเองครับ

แผนที่กรุงโซล

พอมารวมๆกันแล้ว ชื่อเพลงจึงหมายถึงกับ สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านกังนัม ที่เต็มไป
ด้วยความหรูหรา มันคงอารมณ์ “ป๋า/เสี่ย” บ้านเราไปแล้ว บวกกับศิลปิน PSY ซึ่งอ่านว่า “ไซ”
ที่แสดงท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ศิลปิน K-POP หลายๆคนคงนึกไม่ถึง จึงทำให้วิดิโอนี้เป็นการ
ผสมผสานอะไรที่ลงตัวหลายๆอย่าง ไม่แปลกใจที่ “กังนัมสไตล์” จะเป็นที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต

ต้องขอบอกเลยล่ะครับว่า เพลงนี้ อีกเพลงนึงที่สร้างความสำเร็จอย่างมากให้กับ “ปาร์ค เจ ซัง
(박재상)” หรือที่ตอนนี้ทุกคนรู้จักกันไปในนามของ “ไซ” ไปแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เค้าก็มีผลงาน
เพลงเช่นเดียวกัน แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่เค้าคิดเอง ประกอบกับท่าเต้นเองด้วย ผมเองก็ไปเจอ
เบื้องหลังการถ่ายทำมิวสิควิดิโอเพลงนี้มาล่ะครับ จะสนุกสนานเหมือนตอนที่เราเห็นกันในมิวสิค
วิดิโอขนาดไหนคงต้องไปติดตามกันเองแล้วล่ะครับ

หรือใครอยากจะฝึกเต้นเพลงนี้แล้วล่ะก็ คลิปนี้กันเลยครับ…

สำหรับวันนี้เฟรมก็ต้องขอลาคุณผู้อ่านไปด้วยเบื้องหลังของเพลงนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า
สวัสดีครับ…    อันนยองฮิ เคเซโย (안녕히 계세요) 😀

Mannam Cool Festival : เล่น เรียนรู้ วัฒนธรรมเกาหลี

# หมายเหตุ
ขอพูดถึงหน่วยงานนี้หน่อยนะครับ หลังจากที่อยู่เกาหลีได้สักพัก จึงทำให้รู้ความเป็นมาเป็นไป
ของหน่วยงานนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่เขียนไม่ทราบว่าหน่วยงานนี้จริงๆมีจุดประสงค์ หรือ
จุดมุ่งหมายอะไรหน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เค้าต้องการเรียกคน
ให้ไปทำกิจกรรมทางศาสนาต่อไป ผมแนะนำสำหรับคนไทยที่อาศัยอยู่ในเกาหลี ไม่ให้
ร่วมกิจกรรมหากไม่สนใจที่จะเข้าร่วมศาสนานี้นะครับ

 

อีกหนึ่งของความสนุกกับกิจกรรมหลังจากที่เฟรมสอบปิดภาคเรียนฤดูร้อน ภาษาเกาหลีเสร็จไป
เมื่อวานครับ ก็มีโอกาสได้มาเข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับคำเชิญจากทีมอาสาสมัคร ‘มันนาม’
(MANNAM Volunteer Association) ซึ่งเป็นหน่วยงานอาสาสมัครที่มีเครือข่ายระดับ
ใหญ่ของที่เกาหลีเลยทีเดียว เราจะมาดูกิจกรรมวันนี้ครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับ
“Mannam Cool Festival”

ผมไปรู้จักหน่วยงานนี้มาได้ยังไง

วันนึงขณะที่ผมก็เดินไปมาอยู่ในมหาลัยนั้น ก็มีคนเกาหลีกลุ่มนึงเลยครับ ชายหญิง เข้ามาพูดคุยด้วย
ถามนู่นถามนี่ ก็รู้สึก งงๆ และแปลกๆเหมือนกันครับ เพราะว่ามหาลัยนี้คนภายนอกชอบเข้ามา หลายๆ
วัตถุประสงค์ด้วยกัน เผยแพร่ศาสนาก็มี ทำให้ผมเองก็ไม่ค่อยชอบเข้าไปพูดคุยเท่าไร แต่พอคุยกับ
ทีมนี้ คุยไปคุยมา ก็ถึงรู้จัก โดยผมและเพื่อนผมก็มีโอกาสได้ทำความคุ้นเคยจากหน่วยงานนี้ จาก
หลากหลายกิจกรรมด้วยกัน ก็มีครั้งนึงครับ ที่เค้ามาจัดกิจกรรมแข่งฟุตบอลที่มหาวิทยาลัย….
และแน่นอนครับ ผมไม่ได้แข่ง 555 (อันนี้ค่อนข้างจะเป็นสัจธรรม เพราะไม่ถูกกับกีฬาที่เป็นลูกกลมๆ)
จึงได้เป็นฝ่ายกองเชียร์ ไปนั่งดู ขณะที่นั่งดู ทีมงานเค้าก็มาคุยเล่น เป็นกันเอง แล้วก็มีสอนวิธีการ
เรียนภาษาเกาหลีแบบเด็กๆด้วย เด็กๆในทีนี้ ก็หมายถึง การเรียนรู้ภาษาเกาหลีของเด็กเกาหลี ที่
จะชอบถาม ไม่ต้องเน้นอะไรมาก จำประโยคไปถามเลย

Mannam Cool Festival

วันนี้ผมเดินทางมาที่งาน ด้วยรถจากทีมงานที่มารับถึงหน้าหอเลยทีเดียวครับ ที่นี่ทุ่มเทเพื่อคนต่างชาติ
ได้เข้ามาทำกิจกรรมกับที่นี่มาก ซึ่งผมก็ยังหาเหตุผลไม่ได้อยู่ดีว่าทำไม … เดินทางไปยังสนามหญ้าของ
บริษัท KT&G ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของงาน บริษัทนี้เป็นบริษัทบุหรี่รายใหญ่ของเกาหลีเลย (เพิ่งไปค้นมา)

ประเทศไทย

ภายในงานเต็มไปด้วยหลากบูธ ประดับไปด้วยธงชาติ หลากหลายชาติกันเลยทีเดียว

ผู้คนในงานก็เต็มไปด้วยทีมงาน เป็นชาวอาสาสมัครเกาหลี อายุผมว่าก็น่าจะราวๆ 23 ปีขึ้นไป ถามว่า
ทำไมต้อง 23 เดี๋ยวผมจะอธิบายอีกที ฮ่าๆ… ปกติแล้วคนเกาหลี ในความคิดของเรา จะมีอัธยาศัยไม่ดี
เมื่อเจอคนแปลกหน้า โดยเฉพาะยิ่งคนต่างชาติ เค้าจะไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไร บางรายแสดงอาการออก
มาเลยก็มีแต่ที่นี่ ทุกคนอัธยาศัยดีมาก ผมรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ประเทศไทย (ผมกำลังจะบอกว่าคนไทย
อัธยาศัยดีทุกเวลา แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าคนไทยต้องมาดูแลคนต่างชาติบ้างล่ะ คนไทยก็จะอีกแบบ
นึงเหมือนกัน)

ได้เสื้อมาตัวนึงด้วย… ที่น่าดีใจ มีธงประเทศไทยอยู่ในเสื้อด้วยครับ

กิจกรรมมีเท่ๆ คูลๆ สมชื่องาน ผมพามาดูกิจกรรมนึงก่อน ที่คลายร้อนได้ดีทีเดียวเลย ซึ่งผมก็ชอบวนไป
เล่นกับเพื่อนบ่อยๆมาก หลักการไม่มีอะไรมากครับ เค้าเอาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ (นึกถึงน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆที่
ใส่ไปในถังน้ำตอนเล่นสงกรานต์) ไปวางบนแผ่นพลาสติก (ตามรูป) ขึ้นไปยืนแล้วก็ผลักกันครับ

จังหวะดี 555 เอามือหลบ

อ้าวแล้วถ้าผลักกัน หัวฟาดพื้นทำไง…. เค้ามีกติกาว่า ก็ห้ามจับส่วนอื่นๆของร่างกายครับ ผลักได้
อย่างเดียว มือชนมือ แล้วมันไม่ต้องผลักกันเสมอไปครับเกมนี้ เราเอามือหลบจังหวะเพื่อนผลักมา เพื่อน
ก็มีสิทธิ์ล้มได้ (อันนี้ผมค้นพบตอนที่เล่นรอบแรก 555) ก็ลองไปเล่นๆกันดูนะครับ คลายร้อนได้ดีทีเดียว
เย็นเท้าสุดๆไปเลย แล้วก็ไปเล่นในสนามหญ้านะครับ

อีกกิจกรรมตรงนี้ก็สนุกดีครับ กิจกรรมนี้ทำให้ผมรู้ว่า ปืนสงกรานต์บ้านเราเนี่ย เกาหลีก็มีเหมือนกัน
แต่ถามว่าอิมพอร์ตมาจากบ้านเรามั้ย อันนี้ไม่ทราบครับ … เกมนี้ให้เราเป่ายิงฉุบกันครับ ถ้าคนไหนแพ้
ต้องรีบหยิบหม้อมากันคนที่เป่ายิงฉุบชนะ คนที่ชนะเค้าจะใช้ค้อนเด็กเล่น หรือไม่ก็ปืนฉีดน้ำยิงใส่ครับ
ถ้ากันได้ก็รอดไป ไม่ทันก็เปียกไป … ฝึกสมาธิดีจริงๆ

มาดูแนวของกินกันบ้าง… สำหรับหน้าร้อนนั้น ถ้าถามคนเกาหลีว่า อาหารยอดฮิตของหน้าร้อนคืออะไร?
หลายๆคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พัด ปิง ซุ” พัดปิงซุ (팥빙수) ชื่อเกาหลีซะขนาดนี้ จริงๆมันก็คือ
น้ำแข็งใส (สามพยางค์เหมือนกันซะด้วย) บ้านเรานี่ล่ะครับ ความแตกต่าง คงเป็นที่เครื่อง คือ ต้องเป็น
ถั่วแดง (มาจากคำว่าพัด แปลว่าถั่วแดง) กับเครื่องข้างในที่เห็นบ่อยๆ ก็จะเป็น ข้าวต๊อก (มันคือแป้ง
ข้าวเหนียว ที่ผมไม่คิดว่ามันจะถูกแปรรูปไปอยู่ในสารพัดอาหารของเกาหลีได้) คอนเฟลกต์ ผลไม้เช่น
สัปปะรด และนม ถ้าเกิดไปกินในร้านฟาสต์ฟู้ด หรือกาแฟ ก็อาจจะเห็นมันถูกแปรรูปใส่ไอติมไปด้วย
มีโอกาสก็ลองหาทานดูนะครับ สำหรับรสชาตินั้น ยังไงผมคิดถึงนมข้นหวานในน้ำแข็งใสบ้านเราครับ
(มันหอมอร่อยกว่าเยอะ)

น่ากินมั้ยๆๆๆ พัดปิงซุ ~!

เดินมาอีกบูธ เค้ากำลังตอก “ตังเม” กันอยู่ครับ อันนี้ก็ได้ไปลองตอกเหมือนกัน ก็จะเป็นแป้งเหนียวๆ
หน่อยอะนะครับ แล้วเค้าจะไปคลุกกับแป้งที่ทำมาจากถั่ว รสชาติหอมหวาน อร่อยได้ใจไปเลย~

อร่อยมาก… เป็นความเหนียวหนืดๆของแป้ง กับความหอมหวานของแป้งที่ทำจากถั่ว

เสร็จแล้ว เราไปดูอะไรที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของคนเกาหลีบ้างครับ มาที่บูธเพ้นท์เล็บกันบ้าง อย่าเพิ่ง
ตกใจว่าผมคิดยังไงไปทำเล็บ เค้ามีความเชื่ออยู่ครับ แล้วอุปกรณ์ วัตถุดิบเนี่ย เค้าใช้ใบกับดอกของ
ต้นพีช (ถ้าจำไม่ผิด) แล้วก็เอามาตำๆๆๆ แล้วเอาอันนั้นล่ะ มาห่อนิ้วแบบนี้ ทิ้งไปสัก 3-4 ชั่วโมง
สีนี้ก็จะติดอยู่ที่นิ้วเราอยู่หลายเดือนเลย เห็นเค้าว่า… (แต่ไอ่ที่เซ็งคือเพิ่งมารู้ทีหลังว่าอยู่อีกหลาย
เดือน แถมทำนิ้วชี้เห็นเด่นชัดซะด้วย) เค้ามีความเชื่อว่า ถ้าเกิดทำแล้วมันนานมากกว่าจะหายเนี่ย
แสดงว่าจะสมหวังในความรัก หรือโชคดีอะไรทำนองนั้นครับ

ต้นที่เอามาใช้ทำสีให้กับเล็บครับ
ต้องอยู่ในสภาพนี้ 3 ชม.
และเมื่อ 3 ชม.ผ่านไป ~

ถัดมาตรงนี้เป็นส่วนของพู่กันเกาหลีครับ (เกือบจะหลุดว่าพู่กันจีนไปซะละ) การเขียนตัวอักษรด้วย
พู่กันเนี่ย ก็ถือว่าเป็นการคลายเครียดอย่างนึงได้เลย แล้วก็เป็นการที่เราต้องใช้สมาธิ จดจ่อ เพื่อให้
น้ำหนักมันได้ สำหรับตัวอักษรภาษาเกาหลีนั้นก็โอเคครับ รวมไปถึงแต่ก่อนนั้น ก่อนที่ประเทศ
เกาหลีจะใช้อักษรเกาหลีนั้น ก็ใช้ภาษาจีนมาก่อน ทำให้รากทางภาษามาจากทางจีน ก็เลยจะมีตัว
ที่เค้าเรียกว่า ฮันจา ที่เป็นอักษรเหมือนอักษรจีนครับ เลยเข้าใจว่าเป็นที่มาของการเขียนพู่กันเกาหลี
เช่นนี้ และแน่นอน มันยากสำหรับเฟรมเหมือนกัน

ข้างบนเป็นฝีมือการเขียนชื่อผม โดยคนเกาหลีครับ สังเกตว่า จะมีมุม มีน้ำหนัก สวยมาก ของผมคือลายมือข้างล่างครับ พยายามให้มีน้ำหนักเหมือนเค้ามั่ง แต่ทำไม่ได้จริงๆ

ส่วนตรงนี้เป็นการสอนประดิษฐ์ลูกโป่งครับ แน่นอนผมกลัวทำมันแตก เลยทำได้ไม่ดีเท่าไร
รูปที่เห็นต่อไปนี้เป็นรูปผลงานที่ป้าแกช่วยผมหมดเลย T^T

ดอกไม้ครับ…

ส่วนตรงนี้ที่เป็นของการพับกระดาษ อันนี้พอเข้าใจได้หน่อย นึกถึงประถมเลย พับนกตัวแบบนี้
จำได้ว่าต้องมีเป่าที่ตัวนกด้วย ให้มันพอง 555 แต่ก่อนจะทำ ก็เขียนคำอธิษฐานไปครับ ก่อน
ที่จะไปห้อยแบบนี้

และแล้วงานก็ดำเนินมาถึงช่วงเที่ยงครับ แน่นอน เราเริ่มหิวข้าวกันแล้ว ตรงลานหน้าเวทีนี้ มีกระทะ
ขนาดใหญ่ มีผักเรียงกัน เป็นโลโกของโครงการนี้ครับ สวยงามมากๆ แน่นอนครับ เรากำลังจะทำ
อาหารด้วยกัน อาหารที่ว่านี้ก็เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเกาหลีเลย นั่นก็คือ “พิบิมปับ” ซึ่งมันเป็นข้าวยำ
เกาหลี โดยก็จะเอาผักกับข้าวและซอสพริกมาผสมกัน แล้วก็จะอาจจะประดับด้วยไข่ดาว เป็นอะไรที่
ผมก็ชอบทานเหมือนกันครับ วันนี้เราจะมาร่วมมือ ร่วมแรงกัน ช่วยกันคน พิบิมปับยักษ์นี้ ให้คนทั้ง
งานได้กินกันครับ

เสร็จแล้วมากินกัน ~!!

ตอนเย็น ก็ยังมีการแสดงมายากลสนุกๆ รวมไปถึงการเต้น Cover dance แน่นอนว่า เรามาถึงถิ่นครับ
และเพลงที่ไม่พ้น จะถูกนำมาให้ได้เต้นตามกันไปด้วยนั่นก็คือ “โอปป้า คังนัม สไตล์” ที่ฮิตยอดวิว
ทะลุ 30 ล้าน ณ เวลานี้ครับ

ก่อนที่พวกเราจะจากกัน ด้วยการโยนถุงทราย ไปบนกล่องที่เห็นนั่นครับ อารมณ์คือ ถ้ากล่องมัน
แตก ของข้างในมันจะทะลักออกมา เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการปิดงานครับ

งานจบลงไปด้วยดี ผมต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่นี่มาก (ถึงแม้ว่าผมจะเขียนเป็นภาษาไทย ใน
บล็อกนี้) สิ่งที่ผมได้รับ จากการบันทึกเรื่องราวในวันนี้ หนึ่งคงเป็นการทำงาน ที่เป็น “อาสาสมัคร”
ที่ทำงานเพื่อคนอื่นจริงๆ ผมจำได้ว่า เวลาที่ผมเดินอยู่ในงานคนเดียว จะมีพี่มาถามตลอดเลยว่า
ไปตรงนี้หรือยัง ตรงโน้นหรือยัง ไม่ได้ไป ก็พาไป แถมชวนคุยด้วย ทุกๆคนในทีมนี้ เป็นแบบนี้
หมดเลย ต้องไม่ลืมว่า พวกเราเป็นคนต่างชาติ สำหรับพวกเค้า ไม่ว่าเราจะหน้าแปลกขนาดไหน
มีจิตใจบริการแบบนี้ ผมนับถือจริงๆครับผม

เอาล่ะ ผมขอแนะนำพี่คนนี้ เค้าชื่อว่า ชอนซึงฮี ครับ อายุผมเปิดเผยได้ เพราะวัฒนธรรมเกาหลี เราจะถามอายุกัน เพื่อเรียกถูกว่าเป็นพี่หรือน้อง และใช้คำศัพท์ถูกกับบริบท พี่เค้าอายุ 23 ปี ซึ่งผม เห็นแว้บแรกแล้วตกใจมาก ถ้าเห็นส่วนสูงพี่แกบวกเข้าไปด้วยเนี่ย 16-17 ปีจริงๆครับ 
ผมย่อเพื่อถ่ายรูปกับพี่ฮะ

นอกเหนือจากนี้ ก็คงเป็นการที่ได้เรียนรู้ วัฒนธรรมเกาหลีมาทีละนิดๆ ซึ่งของแบบนี้ อธิบายยาก
แต่อธิบายได้ ผมจึงพยายามที่จะนำเรื่องราวต่างๆในเกาหลี มาให้ได้อ่านกันอย่างต่อเนื่องครับ

ขากลับก็ส่งกลับถึงหน้าหอเลยทีเดียว ต้องขอบคุณทีม มันนัม นี่มากๆครับ

อ่านแล้วสนุก ชื่นชอบตรงไหน ตอนไหนคอมเมนต์ได้นะครับ อยากจะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้อ่านบ้าง
ว่ารู้สึกยังไงกับวัฒนธรรมเกาหลี หรืออยากจะรู้เรื่องไหน ลองสอบถามกันเข้ามาได้ มีโอกาสก็จะไปหา
คำตอบมาให้ได้ครับผม สำหรับบล็อกตอนนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ 😀

 

Yeosu Expo 2012 : Korea # ตอนที่ 2

ขณะนี้ผมก็ยังคงอยู่ในงาน “ยอซู เอ็กซ์โป 2012” ณ เกาหลีครับ ซึ่งความเดิมจากตอนที่แล้ว
ที่ผมได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มกำลัง ต่อแถวเพื่อไปเก็บภาพสวยๆ จากอควาเรียมมานั้น
หวังว่าจะชื่นชอบกันนะครับ

เอาล่ะครับ สำหรับตอนนี้ เป็นเรื่องราวหลังจากที่เราไปชมอควาเรียมกันครับ ซึ่งก็ต้องบอกก่อน
ครับว่า ภายในงาน พื้นที่ประมาณ 150 กว่าไร่นั้น กว้างใหญ่มาก มีการจัดการแสดงในอาคาร
ลักษณะเดียวกันกับอควาเรียมนั้นเยอะ หากแต่ว่าในวันหยุดแบบนี้ คนจะเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ
จึงทำให้ไม่สามารถเก็บภาพมาได้ทุกกิจกรรมจริงๆครับ

แต่ความตั้งใจของเฟรมก็คือ การที่จะได้ไปดูบูธนิทรรศการนานาชาติ ที่แน่นอนว่า ประเทศไทย
ของเราก็ได้มาจัดแสดงถึงที่เกาหลีด้วย…  ผมจึงเดินหน้า มุ่งไปที่อาคาร International
Pavilion ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ก็มีการจัดงานของหลายประเทศนอกจากประเทศไทย

Thailand Pavilion @ Yeosu Expo 2012

และแล้วผมก็มาถึง กลิ่นอายของความเป็นไทยลอยฟุ้งเข้ามาเลยครับ

สีของบูธนิทรรศการประเทศเรานั้น สวยสด งดงามมาก ไม่ว่าจะเป็นการนำภาพฝาผนัง จากวัด
วัดอัมพวันเจติยาราม จ.สมุทรสงคราม ซึ่งผมก็มีโอกาสไปเที่ยวในทริปอัมพวา ที่เคยเอามาเล่า
ในบล็อกเหมือนกัน(เอามาขุด) รวมไปถึงการสร้างเอกลักษณ์ สร้างมาสคอตที่สอดคล้อง
กับเรื่องราวของท้องทะเลบ้านเรา ด้วยการนำเอาเรื่องราวจากพระอภัยมณี มาผูกเป็นเรื่อง
และสอดคล้องกับงาน โดยการให้ตัวละครอย่าง สุดสาคร และม้านิลมังกร เป็นตัวละคร
เล่าเรื่อง แน่นอนว่า เพิ่มความน่ารักและสดใส ให้กับบูธของประเทศไทยเป็นอย่างมาก

เรื่องราวของตัวละครจากเรื่องพระอภัยมณี ถูกถ่ายทอดสู่สายตาคนเกาหลีและชาวต่างชาติ บนจอขนาดใหญ่ ในส่วนของนิทรรศการประเทศไทย (Thailand Pavilion)

บูธของประเทศไทยนั้น มีด้วยกันทั้งหมด 3 ส่วนครับ ส่วนแรกคือ จะอยู่ด้านหน้าเลย ตรงนี้
จะมีเวทีสำหรับการแสดงต่างๆ เช่น มวยไทย, รำ หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ตรงนี้มีชื่ออย่าง
เป็นทางการว่า นิทรรศการส่วนต้อนรับ (From Oversea to Thailand Overview) สุดโพ้น
แห่งสาคร กำเนิดละครวรรณคดีมีชีวิต”

บนจอขนาดใหญ่แบบ Interactive ซึ่ง Interactive นั้นคือ การที่จอสามารถจะมีปฏิสัมพันธ์กับคน
ที่มาท่องเที่ยวได้ มีอยู่ช่วงนึงที่มีการจับภาพไปที่คนดู แล้วมีการจับภาพ (detect) ใบหน้าคน แล้ว
เติมแว่นตาดำน้ำให้เนี่ย ถือเป็นการเอาเทคโนโลยีมาผสมผสานกันได้อย่างดีทีเดียว และนอกจาก
นั้นก็จะยังจะฉายเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับประเทศไทยเป็นสองภาษาครับ คือภาษาเกาหลี และอังกฤษ

Interactive LCD from Thailand Pavilion Yeosu Expo
ดูสิครับ จอแบบ Interactive นี่มีการเล่นกับคนด้วย ซนขนาดไหน ^^

บนเวทีนั้น ก็ใช่จะนิ่ง ฉายแต่เรื่องราวของความเป็นไทย อย่างเดียวเท่านั้น ยังมีหุ่นยนต์ยักษ์ที่
สามารถขยับได้ด้วยครับ

Thai giant

การต่อแถวเพื่อจะเข้าชมบูธของประเทศไทย สำหรับวันนั้น ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาทีครับ
และนี่คือของที่ระลึกจากบูธนิทรรศการของประเทศไทย เป็นแมกเนตติดตู้เย็นครับ

พร้อมกันแล้ว ก็ไปดูวิดิโอฉบับต้นฉบับของผมที่มีอยู่ทั้งหมดกันเลยครับ แล้วพบกับคำบรรยาย
ของแต่ละส่วนพื้นที่กิจกรรมถัดจากวิดิโอนะครับ

เข้ามาข้างใน ก็จะเป็นห้องอีกห้องหนึ่ง ภาพที่คุณจะเห็นในตอนแรก ก็จะเป็นจอขนาดใหญ่ พร้อม
กับหุ่นยนต์ของนางเงือก ที่จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับท้องทะเลของไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรทาง
ธรรมชาติในท้องทะเล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเกาหลี รวมไปถึงพระราชกรณีย
กิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อ
ท้องทะเลไทยครับ ส่วนนี้มีชื่อเป็นทางการว่า “ปริศนาแห่งบาดาล ตำนานนาควารินทร์สิทธุ์
สมุทร
(The Secret of Nak-varinthu-sinsamuth)”

และถัดจากนี้ ก็จะมาอีกห้องหนึ่งครับ ซึ่งห้องนี้ขอบอกว่า อลังการงานสร้างมากๆ เพราะว่า ห้องนี้
ได้ใช้เทคนิคจอภาพรอบด้าน แบบ 360 องศากันเลยทีเดียว ในการนำเสนอ ใต้ท้องทะเลของไทย
ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และความแตกต่างของท้องทะเลไทย กับท้องทะเลอื่นๆ
ด้วยการนำกองทัพช่างภาพไปเก็บภาพเคลื่อนไหวใต้ท้องทะเล ซึ่งดูเบื้องหลังการทำบูธ
นิทรรศการของประเทศไทย ได้จากวิดิโอข้างล่างนี้ครับ ส่วนห้องที่ฉายวิดิโอแบบ 360 องศานี้
มีชื่อเรียกว่า “ท่องไปในสินแห่งสมุทร ที่สุดแห่งความงดงาม (Deep Journey to
Diversity of
the Sea)”

เมื่อดูจบแล้ว ก็จบประมาณว่า นี่คุณมาถึงท้องทะเลประเทศไทยแล้ว จะไม่เปียกกันเลยได้ยังไง
เท่านั้นแหละครับ น้ำก็ถูกพ่นออกมา รอบด้าน ให้สดชื่นกันเล่นๆ คงสร้างความประทับใจส่งท้ายให้กับ
นักท่องเที่ยว ที่มาชมงานได้ไม่น้อย

ก่อนที่เราจะเดินทยอยเดินกันไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก และนิทรรศการ
แสดงความพร้อมในการที่ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานลักษณะเดียวกันกับ ยอซู เอ็กซ์โป
นี้ ในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) ครับ ซึ่งขั้นตอนในตอนนี้ ก็เป็นการแสดงความพร้อม ก่อนที่จะประกาศ
ผล ประมาณปีหน้าครับ) โดยประเทศไทยนั้น เสนอจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดเจ้าภาพในการ
จัดงาน Ayutthaya Expo ในปี 2020 นี้

Ayutthaya Expo 2020

Flashdrive Thailand Pavilion Yeosu Expo 2020
Flashdrive ที่ระลึกจากบูธของ Thailand Pavilion @ Yeosu Expo ครับ 🙂
แผ่นรองเมาส์ และปากกา …. แพงใช้ได้เลย T^T
เสื้อโปโลครับ เลยได้อุดหนุนมาหนึ่งตัว ~ หมดไป 20,000 วอน 560 บาท T^T

ก็จบกันไปครับสำหรับบูธของประเทศไทย วันนั้นใส่เสื้อ สวัสดีประเทศไทย Thailand ของสมาคม
นักเรียนไทยในเกาหลี แล้วภูมิใจมากๆ ที่ประเทศไทยนั้นแสดงความเป็นมืออาชีพในการนำเสนอ
เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ มาโยงให้เป็นเรื่อราวได้ดีจริงๆครับ

ขอเสียงปรบมือ ~!!

ก่อนที่จะออกมาดูประเทศอื่นๆบ้างครับ นี่ก็เป็นภาพบางส่วน ต้องขอบอกครับว่า บางประเทศนั้น
ก็จะเป็นเหมือนกับการจัดแสดง มีการแสดงนิดหน่อยๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรมาก เหมือนพี่ไทยเรา
จึงไม่แปลกใจที่แถวของบูธเราคนจะเยอะเอามากๆ แต่ประเทศอื่นๆนั้น ก็สามารถต่อแถวไม่นาน
และเข้าไปชมได้ครับ และนี่คือประเทศศรีลังกาครับ ด้วยความที่ร้อยละ 70 ของคนในประเทศนี้
นับถือศาสนาพุทธ ในส่วนของประะเทศศรีลังกาจึงมีพระพุทธรูปด้วย

ก็ยังไม่ลืมความเป็นไทย ใส่พับเพียบไทยแลนด์เข้าไปด้วย 😀

จากนั้นเราไปดูในนิทรรศการของประเทศเพื่อนบ้านเราบ้างครับ อย่างกัมพูชา และเวียดนาม

Cambodia Pavilion @ Yeosu Expo 2012

Animation ของประเทศกัมพูชาที่มาเล่าเรื่องอะไรสักอย่างครับ ไม่ได้ติดตาม

Vietnam Pavilion @ Yeosu Expo 2012

ของที่ระลึกจากเวียดนาม

พักเบรค….

เรื่องราวจากตอนที่แล้ว จนถึงตอนนี้ ณ เวลานี้ ผมยังไม่ได้กินอะไรเลยครับ ในงานนั้นมีร้านอาหาร
อยู่พอสมควร ซึ่งแน่นอน สินค้าในงานก็แพงเป็นเรื่องธรรมดา (บวกกับค่าครองชีพในเกาหลี)
มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คนเกาหลีจะนิยมกินกันอยู่บ้างอย่าง ลอตเตอเรีย (Lotteria) ที่ผมเห็น
ว่าคนไม่ค่อยเยอะมาก พอจะไปยืนๆต่อแถวกันได้ ผมจึงไปพักเหนื่อยกันที่นั่นครับ และที่นี่ก็
ขี้เหนียวมาก ทำไมไม่เปิดแอร์ก็ไม่รู้ (เข้าใจว่าคงไม่อยากให้คนอยู่นาน) ปกติแล้ว อากาศร้อน
แบบนั้น ผมอยู่ไม่ได้นานครับ แต่ด้วยความเหนื่อย กับผ้าซับเหงื่อที่พันรอบคอผมมาแสนนาน
ผมหลับอยู่ตรงนั้นได้ประมาณเกือบชม. ก่อนที่จะไปลุยกันต่อ

แออัดไปด้วยผู้คน แถมไม่เปิดแอร์ด้วยยยย…
ประทังชีวิตมื้อนั้นไป…

ตอนเย็นนั้น เรามีแผนจะไปดูน้ำพุยักษ์ Big-O กันครับ ซึ่งถือเป็นสีสันยามค่ำคืนกันเลยทีเดียว
แต่ดั้น บังเอิญวันนี้ มีงาน Asia Song Festival 2012 ที่ขนศิลปินเอเชีย รวมถึงประเทศไทย !!
มาแสดงในค่ำคืนนี้ แน่นอนว่า ผมก็ตื่นตาตื่นใจมาก ไปดูรายชื่อศิลปิน ก็มีทั้งศิลปิน K-POP
อย่าง B1A4, Ailee, SISTAR, Teen Top ฯลฯ และประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์, จีน สำหรับ
ประเทศไทยนั้น เป็นวง Candy Mafia ซึ่งผมขอสารภาพจริงๆครับ ว่าไม่รู้จัก T_T

NAVER @ Yeosu Expo 2012

ผมเองลังเลอยู่นานมาก ระหว่างที่เราลังเลไป เราก็ไปดูบูธอื่นๆไปด้วยครับ บูธนึงที่ผมอยาก
ไปดูของบูธของ NAVER ครับ (ถ้าอ่านตามเสียงสะกดภาษาเกาหลี อ่านว่า เนเวอร์ครับ)
ผู้ให้บริการโปรแกรม Line ที่หลายๆคนคงใช้กัน เป็นโปรแกรมแชทที่ได้รับความนิยม
(อย่างมากในบ้านเรา และที่รู้มาเพิ่มก็คือคนญี่ปุ่นก็เล่นกันเยอะมากๆ) แต่คนเกาหลีจะใช้
อีกโปรแกรมนึง ที่หน้าตาคล้ายกันมากๆ (เพียงแต่ไม่มี Sticker) ชื่อว่า Kakaotalk
(อ่านว่า กาเกาทอล์ก) โปรแกรมนี้แหละ คนเกาหลีใช้กันราวกับคนไทยใช้ Facebook เลย
เข้ามาข้างในก็เป็น Productivity ของบริษัท NAVER ที่มีหลากหลาย สำหรับคนเกาหลี
รวมไปถึงการโปรโมท Line ในเกาหลีครับ ภายนอกก็มีให้ถ่ายรูปกับเจ้า Cony,
James และ Brown ซึ่งเป็นตัวละครใน Line ครับ

ฟีเจอร์ของ Line เพื่อคนเกาหลี คือการแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาเกาหลี เมื่อคุยกันกับคนญี่ปุ่น… รวมไปถึง Line ที่สามารถแสดงพยากรณ์อากาศได้ (มันคือบอตของ Line ดีๆนั่นเอง)

เอาเป็นว่าก็สมควรแก่เวลาแล้วครับ ที่ต้องตัดสินใจ เลือกไปสักงาน พวกเราจึงเลือกไปงาน
Asia Song Festival 2012 ครับ เราเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของงาน เพื่อมาดู ก็พบว่าคนนั้น
เยอะมากๆ แต่โชคดีครับ ที่พวกเราเลือกไปเดินตรงกลางของเวที ที่ต้องยืน แต่ก็อาจจะ
ได้เจอศิลปินบ้าง แต่แลกกับต้องยืน แบ่งกระเป๋าด้วย ทรหด อดทน ไม่แน่จริง อยู่ไม่ได้ครับ

Asia Music Festival 2012 @ Yeosu Expo 2012

มหกรรมคนเกาหลี

ศิลปินแรกที่มาเปิดงานเลยก็เป็น A1B4 บอยแบนด์เกาหลีครับ ด้วยความที่ผมเองไม่ได้เป็น
แฟนศิลปิน K-POP มากสักเท่าไร ผมอาจจะบกพร่องข้อมูล สำหรับวงอื่นๆไป ผมเองก็
หยิบกล้องหลักซึ่งเป็น Sony NEX-5 กับ iPhone 4S สลับกันถ่าย บนพื้นที่สุดจะคับแคบ
เต็มไปด้วยแฟนเพลงคนเกาหลี แน่นอนครับว่าเหนื่อยสุดๆ…

แต่พอมาเห็นภาพถ่ายและวิดิโอทั้งหมดที่ได้จากงานแล้ว ก็นับว่าเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าและที่สุดของผม
จริงๆ ผลงานข้างล่วงนี้ เป็นผลงานการยืนถ่ายของผมเองครับ แน่นอน มันคงสั่นๆบ้าง แปลกๆบ้าง ฮ่าๆ
ผมขอเริ่มจากวงแรกเลยแล้วกัน ชอบผลงานเพลงเพลงนึงของวงนี้ (จะบอกว่าไม่ค่อยชอบศิลปินเกาหลี
ที่ตัวบุคคลหรือวงเท่าไร ชอบเพลงมากกว่า) A1B4 , SISTAR และศิลปินคนไทยหนึ่งเดียวในงานนี้
Candy Mafia ที่นำการรำไทย มาแสดงก่อนเปิดตัววงครับ

ผมมีโอกาสได้ถ่ายการแสดงของ Candy Mafia มาอยู่ครับ แต่รู้สึกว่าถ่ายได้ไม่ค่อยดีเท่าไร จึงขออนุญาตนำคลิป
อื่นจาก YouTube ที่เป็นงานเดียวกันมาแทนนะครับ

A1B4

Ailee Yeosu Expo
Ailee เจ้าของผลงานเพลง Heaven ครับ
ศิลปินจากรายการ The Gag Show เกมโชว์ในเกาหลีครับ

ก่อนที่คืนนั้น เราจะไปพักกันที่จิมจิลบัง (찜질방) ซึ่งเป็นที่พักผ่อนเพื่อสุขภาพครับ เนื่องจาก
ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย จึงขอเล่าเป็นรายละเอียดนิดนึง ค่าพักของจิมจิลบังนี้ จะราคาถูกกว่า
โรงแรมทั่วไปเยอะครับผม คืนละประมาณ 8,000 วอน หรือตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 200 บาท
ต่อคืน ถ้าพูดถึงจิมจิลบัง ก็ให้จินตนาการว่ามันคือ ห้องนอนรวม และมีห้องอาบน้ำรวม ในห้อง
อาบน้ำ ก็จะมีบ่อน้ำอุ่น บ่อน้ำเย็น ห้องซาวน่า จินตนาการว่าคุณได้แช่น้ำอุ่นผ่อนคลาย เข้าห้อง
ซาวน่าอบสมุนไพรกันซักเล็กน้อย ก่อนที่จะอาบน้ำเย็นๆ เช็ดตัวแล้วไปอยู่ในห้องแอร์ ดื่ม
เครื่องดื่มเย็นๆ เอาผ้าผูกหัวเหมือนกับที่คนเกาหลีเค้าทำกัน เป็นอะไรที่จะสดชื่นมากๆเลยครับ
ถามว่าอ้าว แล้วถ้าไม่ได้เตรียมตัวเอาอะไรมาเลยล่ะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไม่มี เค้ามีเสื้อผ้าบริการให้
ครับ ทุกอย่างนั้นสะดวกสบายในจิมจิลบัง แต่ต้องแลกกับอิสรภาพของเราที่อาจจะไม่คุ้นเคย
นั่นก็คือ ทุกคนเปลือยหมดนะครับ… !

หน้าจิมจิลบัง จ่ายเงิน รับกุญแจตู้กับเสื้อผ้า

คนเกาหลีนั้น ชีวิตไม่ต้องสะดวกสบายมากครับ มันอาจจะสะดวกสบายมากกว่านี้ เนื่องจากว่า
คนเยอะ (ก็แหงแหละ คนไหนไม่อยากกลับบ้าน เดินออกจากงานมาประมาณ 600 เมตร ก็
ถึงที่จิมจิลบังแห่งนี้แล้ว) จริงๆแล้วที่นี่เป็นที่ที่สะดวกสบายที่นึงเลยทีเดียว แล้วก็ค่อนข้าง
แพร่หลายในเกาหลีครับ

ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมา ด้วยเสียงเชียร์บอลของคนเกาหลี ที่ดังมากกกกก … เวลาประมาณตีสี่
ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างเกาหลีและอังกฤษ ในลอนดอนโอลิมปิกนั้น ผมเองก็ต้องจำใจตื่น
มา บ้างก็ยังคงหลับต่อ (ผมก็ไม่เข้าใจมันหลับกันลึกขนาดนั้นได้ยังไง) ผมเองก็นอนต่อไม่ได้
แล้วครับ เลยได้มานั่งดูบอล พร้อมกับชาร์จแบตโทรศัพท์ไปด้วย

ระหว่างเดินกลับ ให้เห็นเมือง Yeosu กันบ้างครับ ว่าที่นี่เป็นยังไง

รถไฟในเช้านั้นออกประมาณสิบโมงครึ่งครับ ผมจึงได้เดินออกไปหาอะไรกินแถวนั้น ก่อนที่จะ
นั่งรถไฟกลับ มารอที่ชานชลาก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ และเทคโนโลยี
ของรถไฟในเกาหลีครับ ที่เป็นนิทรรศการจัดแสดงไว้ฆ่าเวลา น่าสนใจมากๆ เลยถ่ายมาให้
ได้ชมกันครับ

นิทรรศการรถไฟในเกาหลี
การพัฒนาของรถไฟรูปแบบต่างๆ ทั่วโลก แน่นอน ประเทศไทยไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงไม่มีประเทศไทย 😛
เส้นทางการเดินรถไฟทั่วเกาหลี
รถไฟความเร็วสูง KTX
นิทรรศการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำครับ นี่เป็นภาพการเปรียบเทียบว่า กว่าจะได้มาซึ่งแต่ละอย่าง หรือการกระทำแต่ละอย่างนั้น ใช้น้ำไปเท่าไร
รูปแบบของเขื่อนเก็บน้ำในเกาหลีครับ มีปุ่มให้ได้ลองกดดูเล่นๆว่า ถ้ามีการระบายข้างบนเป็นอย่างไร ระบายข้างล่างเป็นอย่างไร ระบายออกหมดเป็นยังไง ไม่ระบายเลยเป็นอย่างไร

และนี่ก็เป็นการเดินทางที่แสนยาวนานจากกลางของเกาหลี ลงมาสู่ท้องทะเลของเกาหลี เพื่อ
มาสัมผัสประสบการณ์งานมหกรรมเอ็กซ์โปนานาชาติ และขอมาภูมิใจในความเป็นคนไทย ที่
มีโอกาสได้ชมนิทรรศการประเทศไทย และประสบการณ์หลายๆอย่างระหว่างการเดินทาง
ซึ่งผมเองก็ขอบันทึกไว้ ณ ตรงนี้ ผมหวังว่าใน 2 ตอนของการบันทึกการมางาน Yeosu Expo
2012 นี้ จะให้ประสบการณ์ให้กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ ผมเองก็หวังว่าจะมีโอกาสได้
นำเรื่องราวสนุกๆกับชีวิตในเกาหลีนี้ มาเล่าให้คุณผู้อ่านใหม่อีกครั้ง

แล้วเจอกันคร้าบบบ…. 🙂

สุขสันต์วันแม่ 12 สิงหาคม ครับ 🙂