Home Blog Page 14

Yeosu Expo 2012 : Korea # ตอนที่ 1

เอาล่ะครับ ห่างจากชีวิตที่วันๆอยู่ในห้องเรียนภาษา มาเจอกับประสบการณ์ท่องเที่ยวในเกาหลีกันบ้าง
งานนี้เป็นที่กล่าวถึงในสื่อไทย และสื่อต่างประเทศพอสมควร เจอเพื่อนยุก็หลายหนแล้ว ว่าให้ไปดูให้ได้
สำหรับงานนี้ ยอซู เอ๊กซ์โป 2012 (YEOSU EXPO 2012) ที่จัดไกลถึงเมือง ยอซู ซึ่งเป็นเมือง
ที่ติดกับทะเล ก็เพื่อให้สอดคล้องกับธีมของงานนี้ “The Living Ocean and Coast” แม้ว่าการเดินทาง
นั้นจะไกลแสนไกลแต่สำหรับเกาหลี ไม่มีอะไรยากที่ยากเย็นเลยครับ เพราะการคมนาคมในเกาหลีนั้น
สะดวกสบาย…ไม่รอช้าครับศึกษาเส้นทาง จองตั๋วรถไฟ แล้วก็เตรียมตัวออกและเดินทาง…

ในแผนที่สังเกตกรุงโซลนะครับ ซึ่งเป็นเมืองหลวง จะอยู่บนๆ เลย ส่วนเมืองที่ผมอยู่นั้น
Cheonan จะอยู่กลางๆ เป็นรูปดาว ส่วนที่มีธงนั้น เป็นเมืองยอซู ผู้คนน่ารัก กันเอง ติดทะเลครับ 🙂

สิ่งที่รู้ก่อนไปงาน

และด้วยความที่การเดินทางในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์พิเศษให้ผมหลายๆอย่าง ผมจึงอยากไป
งานนี้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถไฟ KTX ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงของเกาหลีครั้งแรก  และเดิน
ทางระยะไกลขนาดนี้ และเราตัดสินใจที่จะไปพักใน จิมจิลบัง (찜질방) ซึ่งมันคือห้องอาบน้ำและ
สถานที่พักผ่อนสุดประหยัด ที่คนเกาหลีชอบมาพักเพื่อผ่อนคลายและเพื่อสุขภาพนั่นเอง
การเดินทางครั้งนี้ ผมอาจจะไม่ได้เหมือนไกด์ที่ผ่านประสบการณ์มามาก แต่ด้วยความที่ไม่มี
ประสบการณ์นี่แหละ จะทำให้คุณผู้อ่านทุกคน ได้รับประสบการณ์อะไรไม่ต่างจากผมเช่นกัน 😀

พร้อมแล้ว…ออกเดินทาง!!

สำหรับการเดินทาง ผมได้ให้เพื่อนจองตัวให้ เป็นตั๋วไป-กลับและเลือกเดินทางแบบเปลี่ยน
สถานี ไม่ได้นั่งรถไฟตรงไปถึงหน้างานทีเดียวเลย เนื่องจากว่าคนที่ต้องการไปงานนี้มีมากครับ
ทำให้รถไฟที่ตรงจากสถานีใกล้มหาลัยไปยังงานโดยตรง นั้นเต็มเร็วมาก จึงต้องอาศัยการเปลี่ยน
รถไฟ ซึ่งค่าเดินทางนั้นหมดไปทั้งสิ้น 55,300 วอน หรือประมาณ 1,500 บาทครับ โดยผู้ร่วม
เดินทาง เป็นรูมเมทชาวโคลอมเบีย และรุ่นพี่ ซึ่งสองคนนี้เป็นคนจัดการเรื่องตั๋วให้…
และสองคนนี้ก็เป็นคนทำให้เราเกือบตกรถไฟเช่นกัน

นอกเรื่องนิดนึง : เรื่องการตรงต่อเวลาของคนในประเทศแถบละตินอเมริกา ในที่นี้ ผมหมาย
ถึงเพื่อน และจากการสังเกตหลายๆคน ไม่ค่อยจะตรงต่อเวลากันสักเท่าไร ไม่ค่อยรู้จัก
เผื่อเวลา (นี่มันนิสัยผมตอนอยู่เมืองไทยชัดๆ) และที่นี่ ต้องเข้าใจครับว่ารถไฟก็รถไฟ
ตอนนั้น ถ้าผมไม่บอกให้วิ่ง ก็คงตกรถไฟจริงๆ)

สถานี Seodaejeon

พวกเราเปลี่ยนสถานีที่สถานี ซอเดจอน (서대전) และมุ่งหน้าไปต่อที่สถานียอซู เอ๊กซ์โป
ทั้งหมดนั้นใช้เวลาไปทั้งสิ้น 3 ชม.ครึ่ง โดยประมาณ ด้วยรถไฟความเร็วสูง KTX ทั้ง 2
ขบวน เรื่องสนุกๆมันมีอยู่ตอนขบวนที่ 2 นี่ล่ะครับ เนื่องจากว่า ตั๋วนั้นหมดไปเร็วมาก ทำให้
มีตำแหน่งที่เรียกว่า “Unreserved Seat” หรือภาษาเกาหลีเค้าเรียกว่า อิบซอก “입석”
ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่ามันคืออะไร มาดูที่ตั๋ว อ้าว เลขที่นั่งมันหายไปไหน
ทำไมไม่บอก ….

หน้าตาของตั๋วรถไฟในเกาหลี

เลยมารู้ว่า จริงๆแล้วมันให้เรายืน ไม่มีที่นั่ง… เฮ้ยย แล้วอย่างงี้ เวลาที่เหลือ ก็ต้องยืนที่ขบวน
เลยหรือเปล่า… เราจึงไปเดินหาที่นั่งที่ว่างๆ นั่งดู เดินไปตรงไหนไม่เดิน เดินไปตรงที่นั่ง
Premium เรียกว่าสบายเลยล่ะ เบาะนั่งสบาย มีที่เสียบชาร์จไฟแถมยังมีอินเทอร์เน็ต
ความเร็วระดับ 4G ให้ใช้ เรียกว่าสะดวกสบายเลยทีเดียว

แต่ทันใดนั้น…..ก็มีคนที่มาจากสถานีอื่นๆ พยายามมองหาที่นั่งของตัวเอง ผ่านมายังที่นั่ง
ของเรา แล้วก็เดินผ่านไป…. ตอนนั้นรู้สึกโล่งมาก ก็ขออย่าให้มีใครมานั่งตรงนี้ ขอให้ที่
ตรงนี้ไม่มีคนนั่ง ก็นั่งภาวนาไป… สักครู่นึง ไอ่คนที่เดินผ่านไปนั่นแหละ เดินกลับมา
แล้วก็บอกว่าตรงนี้เป็นที่นั่งเค้า ก็ลุกไปตามระเบียบ ก่อนที่จะไปหาที่นั่งใหม่ สักครู่นึง
ก็มีพนักงานตรวจตั๋ว เดินออกมาตรวจที่นั่งของเรา ตอนนั้นคิดในใจว่า “ซวยแล้วววว…
สงสัยต้องได้ไปยืนแหงๆ”
พร้อมกับยื่นตั๋วไป พนักงานตรวจตั๋วของเราทั้ง 3 คน
ก่อนที่จะส่งกลับมา แล้วเดินออกไปตอนนั้นทำพวกเรางงเหมือนกัน ตอนนั้นมันก็โล่งใจไป
ว่าเค้าไม่ตำหนิอะไร แต่ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วมันจะต้องเป็นยังไง เรื่องจะลงเอยเช่นไร
ผมจึงต้องปรึกษาคนเกาหลีจริงๆ จึงได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เป็นผลพลอยได้
จากการนั่งตรงนั้นแหละ แชทหาคนเกาหลีและอาจารย์ ก่อนที่ทั้งสองคน จะตอบกลับมา
ด้วยคำตอบตรงกันว่า “ที่นั่งแบบอิบซอกนั้น ถ้าไม่มีคนนั่งก็นั่งได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเค้ามาก็
ลุกให้เค้า ถ้าไม่มีที่นั่ง จะมีที่นั่งอยู่เล็กๆติดกับประตูทางออก” ตอนนั้น เรารู้สึกโล่ง
กันไปเลยทีเดียวครับ

เอาล่ะครับ ตอนนี้ก็ถึงสถานียอซู เอ็กซ์โปกันแล้ว ทุกคนต่างเดินหน้าเข้าสู่งานกันเต็มตัววันเสาร์
วันหยุดแบบนี้แน่นอนครับว่า คนเยอะมากกกกกก…. คนเกาหลีวันหยุดเค้าพักผ่อนเต็มตัวกันอยู่แล้ว
ด้วย สำหรับค่าตั๋วเราหมดไปคนละ 10,000 วอน หรือประมาณ 280 บาทครับ

สถานที่ที่พวกเราอยากไป เราก็ได้คุยกันไว้ครับ ว่าอยากไป Aquarium (อควาเรียม) ซึ่งหลายๆคน
แนะนำมา ยังไงก็ตามขอให้ได้ไปดูที่นั่นก่อน จากนั้นเราก็ว่าจะไปดู International Pavilion
ซึ่งเป็นการออกบูธของนานาประเทศให้ได้ครับ เราเดินผ่านผู้คนมากมาย บ้างก็เอาเสื่อมาปู
พักเหนื่อย ร้านค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนและผมเองก็เจออาคารขนาดใหญ่ “Hanwha Aqau
Planet YEOSU”
นี้ครับ

พวกเรารีบเดินเข้าไปในอาคาร หากแต่ว่ารอบอาคารนั้น เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อแถวรอ
กันซ้อนกันอยู่หลายตลบรอบอาคาร ไม่เป็นไรครับ เข้าใจว่าคนเยอะ… เราจึงเดินไป
หาปลายแถวเพื่อต่อต่อไป หากแต่ว่า เมื่อผมยิ่งเดิน …มันก็ยิ่งไกลออกไป โอ้ว….
ไม่นะ และท้ายที่สุด ผมก็ไปเจอปลายแถว ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของอควาเรียม และข้าม
สะพานมาด้วยหนึ่งตลบ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด พวกเราก็ต้องต่อแถว รอกันให้ได้

แถวจากฝั่งตรงข้ามอีกที

ตอนนั้นจำได้ว่าไปต่อตอนประมาณ 11.10 น. ผมเองได้ยินจากพนักงานเค้าบอกว่า
มันน่าจะต่อแถว ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. บอกได้คำเดียวเลยว่า ท้อเลยฮะ (อย่าลืม
นะว่าอากาศร้อนอยู่ๆๆ) แต่พอเห็นคนสูงอายุ เค้าก็ยืนต่อแถว เพื่อจะไปดูให้ได้ มันทำ
ให้ผมมีกำลังใจขึ้นมานิดนึงครับ (สรุปคือแพ้คนแก่ไม่ได้ – -”)

ระหว่างรอก็ถ่ายรูปกับ Big-O ลานน้ำพุขนาดใหญ่ ที่เป็น highlight ของงาน ที่ชมได้ตอนกลางคืน ซึ่งผมก็พลาดไป … เพราะงาน Asia Song Festival ที่มีอยู่อีกฝั่งนึงของงาน

เราเริ่มมีความหวังเมื่อแถวขยับเดินหน้าไปเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไป นานพอที่ขนาดผมจะมีคนเกาหลี
มาคุยด้วย ผมเองก็ใช้ความรู้เกาหลีเท่าที่มีพยายามจะคุยกับเค้า แต่เค้าก็ไม่ได้ให้โอกาสผมเลย
ด้วยการตอบมาเป็นภาษาอังกฤษ สำเนียงบริทติช กันเลยทีเดียว ชื่อผมก็ไม่ได้ถามครับ เราแค่
อุทานร่วมคิวมาด้วยกัน เค้าบอกว่าเค้ามีเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน แล้วเค้าเคยไปเที่ยวที่เชียงใหม่
นอกจากนั้นเค้าก็ไม่รู้อะไร สิ่งที่เค้าพยายามจะพูด เค้าบอกว่า คนไทยชอบกิน ลิ้นวัว ใช่มั้ย
(5555 อย่าเหมาคนไทยทั้งหมดเลยครับ เหมาแค่ผมคนเดียวก็พอ) หรือไม่ว่าจะเป็นการที่เค้า
รู้จักหนังเรื่อง องค์บากหรือหนังที่ผมไม่รู้จักอย่าง King and I ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันและ
ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

ผมถ่ายรูปก็ขออีเมลเค้าไว้ด้วยครับ กะว่าจะส่งภาพไปให้เค้านี่แหละ แล้วก็ได้ส่งไป เค้าส่งเมลมาขอบคุณแล้วก็หากมีปัญหาอะไร หรือมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับเกาหลี เค้าบอกว่าติดต่อไปได้เลยครับ

จากนั้นเราก็เข้าสู่ Aquarium จริงๆจังๆเสียที หลังจากที่อรัมภบทกันอยู่นาน ภายในก็มี
การจัดแสดงสัตว์ไว้เยอะแยะเลยครับ

ถัดมาอีกห้องนึง ก็จะเป็นส่วนของ Aqua Forest ที่จำลองเหมือนอยู่ในป่าเลยครับ สวยงาม

ตัวนี้สวยมากๆครับ ยังกะเรืองแสงเชียว~ ยังไงรอดูเจ้าตัวนี้ในวิดิโออีกทีนะครับ…

แมงกะพรุน ~

เดินตามทางมาเรื่อยๆ ก็มาเจออีกห้องนึงครับ ที่เหมือนกับสรุปรวบยอดของทั้ง Aquarium
นี่เลย ภาพที่เห็นตอนนั้นเป็นกระจกขนาดมหึมา และฝูงปลาที่เห็นเป็นร้อยผ่านไป เหมือนกับ
ได้ไปดูใต้ท้องทะเลจริงๆ ทำเอาลืมความเหนื่อยที่มีทั้งหมดเป็นปลิดทิ้งไปเลย~

ปูแมงมุมยักษ์จากญี่ปุ่น ที่เป็นสิ่งมีชีวิตในตระกูล Arthropod ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

และนี้ก็เป็นของที่ระลึกจาก Aquarium ครับผม…

ยังไม่หมดกันแต่เพียงเท่านี้ครับ เพราะว่านี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาคารใหญ่ๆ Aquarium แห่งนี้เท่านั้น
ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนานาชาติ ที่เกี่ยวกับการรักษาท้องทะเล ไว้อย่างสวยงาม เราจะพา
ทุกท่านไปชมกัน รวมไปถึงที่กล่าวถึงกันที่สุด นั่นก็คือ นิทรรศการของประเทศไทย Thailand
Pavilionที่ถือว่าเป็นบูธที่ได้รับความนิยมจากคนเกาหลีมากที่สุด 1 ใน 3 ของนิทรรศการ
จะสวยสดงดงาม ให้เราภูมิใจแค่ไหนอย่าลืมติดตาม พร้อมกับ บรรยากาศงาน Asia Song
Festival 2012 ที่ขนนักร้อง ศิลปินK-POP อย่าง A1B4, SISTAR, Ailee รวมไปถึงศิลปิน
ไทยอย่าง Candy Mafia ที่มีโอกาสได้มาแสดงถึงที่งานนี้ด้วยครับ

อย่าลืมติดตามและเป็นกำลังใจให้กับตอนต่อๆไปของ Korean’s Journey by Framekung
นะครับและนี้คือวิดิโอสรุปบล็อกทั้งตอนของตอนนี้ …. และบรรยากาศของนิทรรศการ
ประเทศไทยในงานครับ

5 เดือน กับ “ภาษาเกาหลี”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก มาดูบล็อกของตัวเอง ว่าล่าสุดอัพบล็อกไปตอนไหน ก็มาเห็นว่านี่เราอัพบล็อกแค่ช่วงแรกๆที่มา แล้วก็ดองบล็อกยังกะกิมจิซะงั้น ~

blog-journey-korea-cover-2

ในขณะที่มีน้องๆที่เตรียมตัวสอบหลายคน และคนที่สนใจทุนรัฐบาลเกาหลี ก็มาคอมเมนต์ถามเกี่ยวกับข้อมูลการเรียนต่อที่นี่ (เนื่องจากว่าข้อมูลเกี่ยวกับทุนนี้ และข้อมูลรุ่นพี่ก็ไม่มีให้ค้นหาง่ายๆใน Google เช่นกัน) ก็เลยคิดว่า จะใช้โอกาสนี้เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาตลอดทั้ง 5 เดือนให้ฟังเพราะจริงๆแล้ว ช่วงแรกของการมาที่นี่ ก็ยังไม่รู้จะเล่าอะไร ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ เราจะเรียกว่าอะไรเอาล่ะครับ หลังจากที่บ่มประสบการณ์มาได้ส่วนนึงแล้ว ก็จะขอเล่าแตกต่างจากบล็อกตอน เล่าเรื่องจากภาพ : ชีวิตมหาลัย’ในเกาหลี โดยจะเน้นไปเกี่ยวกับเรื่องการเรียนที่นี่ การใช้ชีวิตที่นี่ คละเคล้าไปกับบรรยากาศแบบเกาหลีๆนะครับ

airport-korea2

เตรียมความพร้อมก่อนมาเรียนต่อเกาหลี

การเรียนต่อที่เกาหลี สำคัญที่สุดแน่นอนก็คือ “ภาษาเกาหลี” ครับ สำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับภาษาเกาหลี ถามว่า” ภาษาเกาหลียากมั้ย ?” เฟรมขอตอบว่า ไม่ยากที่จะเรียนรู้เท่าไรจากระบบตัวอักษรที่ไม่ซับซ้อน ไม่ใช่อักษรภาพเหมือนภาษาจีน ก็ไม่ยากครับ ก็พอจะอ่านคร่าวๆ ได้ภายใน 1 วัน

สำหรับคนที่เรียนรู้มาบ้างแล้ว จากการที่ติดตามซีรีส์เกาหลีอย่างต่อเนื่อง ฟังเพลง หรืออาจจะมีศิลปินในดวงใจ สำหรับเฟรมคิดว่ามาถูกทางแล้วครับ (ถ้าไม่ชอบดาราเกาหลีเพราะว่าคลั่งไคล้ที่ตัวบุคคล หรือว่าอยากจะมาเจอตัวจริงที่นี่ อันนั้นไม่เป็นผลดีต่อการเรียนภาษาเกาหลีแน่นอนครับ) เพราะการเรียนภาษาใหม่ๆ ก็คือการสะสมคำศัพท์ใหม่ๆไปเรื่อยๆ บวกกับต้องไม่ลืมเรื่องไวยากรณ์ ที่ต้องเรียนรู้

korean-book-beginner

การเรียนภาษาเกาหลี ก็แบ่งเป็นระดับได้ 3 ระดับ คือ Beginner (초급) , Intermediate (중급)และ Advanced (고급) ครับ อ้างอิงจากการสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ซึ่งสถาบันสอนภาษาเกาหลี ส่วนมากก็จะยึดตามนี้ ระยะเวลาของการเรียนแต่ละดับ ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันคร่าวๆของที่เฟรมเรียนก็ประมาณ 4 เดือน/ระดับ

  • ระดับ Beginner : รู้คำศัพท์คร่าวๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถแสดงออกได้ว่าต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร ปรารถนาอะไร ใช้คำเชื่อม (และ,หรือ) บอกเหตุผล แต่งประโยค เขียนไดอารีด้วยคำศัพท์ง่ายๆ ได้ครับ ความสามารถที่เด่นๆ ของระดับนี้คงเป็นการอ่านภาษาเกาหลีได้และสามารถออกไปซื้อของได้ แต่อาจจะยังฟังคนเกาหลี พูดเร็วๆยังไม่ได้ครับ
  • ระดับ Intermediate : ที่เฟรมกำลังศึกษาอยู่ตอนนี้ ก็จะรู้ขอบข่ายของคำศัพท์เพิ่มเข้าไปอีกไวยากรณ์ที่ยากขึ้นไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และอารมณ์ เรียนรู้คำศัพท์และไวยากรณ์ที่คน เกาหลีใช้พูดจริงๆ อ.บอกว่า ถ้าเกิดจบระดับนี้ แล้วขยันทั้งเทอม ก็จะสามารถดูซีรีส์เกาหลีได้อย่างสบายๆ และฟังข่าวได้ครับ เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว ก็ทำให้อยากตั้งใจเรียนขึ้นมาทันทีเลย ~
  • ระดับ Advanced : แค่ชื่อก็โหดแล้วครับ ระดับนี้ไม่ทราบรายละเอียดมาก เพราะยังไม่ได้เรียนแต่เห็นจากเพื่อนๆที่เรียนระดับนี้ ก็สามารถพูดภาษาเกาหลี เอาตัวรอดในชีวิตประจำวันได้อย่างสุดยอดแล้วครับ เพื่อนๆบอกว่า ระดับนี้จะเรียนการใช้ภาษาที่เป็นเชิงเปรียบเทียบ ถ้าจะให้เทียบผมคิดว่า คงเหมือนกับการเรียนสำนวนไทยในบ้านเรา เพื่อใช้ในการเขียน และความคิดเห็นของอ.เกาหลีก็บอกว่า ถ้าเอาข้อสอบระดับนี้มาถามคนเกาหลี แน่นอน คนเกาหลีบางคนก็ยังเอะๆใจ งงๆเหมือนกัน….

(มาอัพเดต : การเรียนในระดับสูงจะเน้นไปที่เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมเกาหลี ในมุมมองที่ลึกเข้าไปอีกครับ เช่น เรื่องวัฒนธรรมการแต่งงาน, การเกณฑ์ทหารของคนเกาหลี ฯลฯ จะได้เรียนในระดับนี้ครับ บวกกับจะได้จำคำศัพท์ที่นานๆที้ ~~ นานๆทีจะได้ใช้ ไวยากรณ์ที่อยู่ในงานเขียนเชิงวิชาการ, คำศัพท์ที่มีรากมาจากภาษาจีน, สำนวน

ดังนั้นการเตรียมตัวในเรื่องของภาษาเกาหลีนั้น ก็คงต้องบอกว่า มีความชอบเท่านั้นครับ ถึงจะสามารถเรียนได้ในระยะเวลาอันสั้น ผนวกกับดูหนังเกาหลี ซีรีส์เกาหลี หรือเพลงเกาหลี ก็จะช่วยให้เรียนรู้ได้เร็ว ทบทวน หาหนังสืออ่านเพิ่ม ก็สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทยเลยครับและถ้าเป็นไปได้ ก็ลองสอบวัดระดับภาษาเกาหลีไว้ก็จะเป็นผลดีเวลาสมัครเข้าเรียนที่เกาหลีทุนต่างๆ รวมไปถึงทำงานครับ

การเรียนที่นี่ แน่นอนว่าได้เรียนกับอ.ที่เป็นคนเกาหลี ภาษาที่ใช้นั้น แน่นอนว่าก็เกาหลี ก็เริ่มแล้วสงสัยมั้ยครับว่าจะเรียนที่นี่ได้ยังไง ถ้าไม่รู้ภาษาเกาหลี แล้วมาเรียนเป็นภาษาเกาหลี

1. เฟรมโชคดีมากครับ ที่ได้รุ่นน้องที่เป็นภาษาเกาหลี เรียกว่าเก่งเลยล่ะ มาช่วยอธิบายให้ทั้งก่อนที่จะมาเกาหลีและแม้ว่าตัวเฟรมจะอยู่เกาหลีแล้วก็ตาม 555 เฟรมเรียนอ่านเขียนจากน้องมา ทำให้เรียนช่วงแรกๆที่นี่ไม่ยากเท่าไร เวลาเรียนก็ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากฟังไม่รู้เรื่อง ก็ต้องจดเป็นคำอ่านเป็นภาษาไทยมาถามรุ่นน้องเวลาอ.สั่งให้ทำอะไร อ.ไม่บอกนะครับ ว่าอันนี้แปลว่าอะไร ตำราเรียนของมหาลัยของเฟรม ภาษาอังกฤษก็มีอยู่นิดเดียว และเป็นตำราที่ไม่สามารถอ่าน หรือศึกษาได้ด้วยตนเอง ก็เลยถือว่าลำบากพอสมควรสำหรับเพื่อนๆครับ

conversation

2. อ.ก็พูดภาษาอังกฤษ ….(บ้างหละ) แต่นิดเดียวจริงๆครับ อ.ของเฟรมที่เรียนในระดับพื้นฐาน(Beginner) นั้น มีด้วยกัน 3 ท่าน รูปแบบการเรียนการสอนก็แตกต่างกันออกไป อ.คนแรกก็พูดได้บ้าง คนที่สองก็พูดได้เก่งเลย คนที่สามพูดไม่ได้เลย สลับกันไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เรียนแบบนี้แล้วก็สามารถทำให้เราพอเดาๆคำสั่งอะไรจากอ.ได้บ้าง ไม่ถึงกับยากเย็นเกินไป ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะทุกคนผ่านตรงนี้ได้หมดเลย ยังไม่เห็นใครมีปัญหาอะไรครับ

3. ภาษาเกาหลีไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีหนังสืออ่านเพิ่มเติม แล้วก็มีแหล่งสอนภาษาเกาหลีเพิ่มเติมที่ฟรีเยอะแยะเลย อีกอย่างภาษาเกาหลีน่ารักครับ ยิ่งเวลาได้เห็นผู้หญิงเกาหลีเค้าพูดกันนี่ดูน่ารักเอามากๆเลย ~><

ในทุนรัฐบาลเกาหลีปีนี้ อย่างที่บอกไปตอนที่แล้วครับว่า ปีนี้สถาบันสอนภาษามีทั้งหมด 3 แห่งได้แก่ มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Woman’s University), มหาวิทยาลัยคยองฮี (Kyung Hee University) และมหาวิทยาลัยซันมูน (Sunmoon University) ซึ่งเฟรมได้มหาลัยที่สามจากการแรนด้อม เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในปีนี้ที่ไม่ได้อยู่ในโซล – เมืองหลวงที่จะศิวิไลซ์ ก็อาจจะทำให้การใช้ชีวิตของเราแตกต่างไปหน่อย สโลว์ไลฟ์ จะว่าชนบทก็ไม่เชิง 555

นอกเรื่อง : คนก่อตั้งมหาลัยของเฟรมนั้น เค้าชื่อว่า มุน ซอน มยอง (Moon Sun Myung)  ครับผู้ก่อตั้งลัทธิยูนิฟิเคชัน (Unification) ซึ่งมีคนนับถือลัทธินี้กันส่วนนึงเลย คนนี้มีบทบาท สำคัญในเกาหลีเช่นเดียวกัน ด้วยความที่มหาวิทยาลัยนี้ขึ้นชื่อว่าให้ทุนกับเด็กเยอะมากๆ แล้วก็มีกิจกรรมทางศาสนาในมหาลัยนี้ด้วย ไม่แปลกใจที่คนเกาหลีจะรู้จักมหาลัยนี้พอสมควร  ควบคู่ไปกับลัทธินี้ ในหอพักก็จะมีห้องไว้สำหรับสวดให้กับเจ้าของผู้ก่อตั้ง เคยดูภาพจากเพื่อนที่ถ่ายมาเป็นภาพผู้ก่อตั้งมหาลัยแล้วก็มีหนังสือสวด เวลาคุยกับใครก็จะโดนถามว่า อยู่ลัทธินี้หรือเปล่า แถมมีพิธี เช่น แต่งงานพร้อมกัน อะไรทำนองนี้ด้วย

เพื่อนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาเกาหลีที่เรียนในคลาสพื้นฐานกับเฟรมครับ ส่วนนึงเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) ด้วยกันครับ สังเกตว่าประเทศไม่ซ้ำกันเลย
เพื่อนชาวต่างชาติที่เรียนภาษาเกาหลีที่เรียนในคลาสพื้นฐานกับเฟรมครับ ส่วนนึงเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) ด้วยกันครับ สังเกตว่าประเทศไม่ซ้ำกันเลย

ด้วยความที่เฟรมเป็นนักเรียนทุนรัฐบาล เค้าก็มีมาตรการที่จะรักษาระดับ และเพื่อให้นักเรียนสอบผ่านระดับที่ต้องการ และไปเรียนในมหาวิทยาลัยในปีต่อไป ทำให้เฟรมและเพื่อนๆ ต้องเรียนเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว กล่าวคือ มีคลาสเรียนด้วยตัวเอง เพิ่มตอนเช้า (09.30 – 11.20 น.) โดยเป็นการเรียนที่ให้นักเรียนอ่านหนังสือเอง โดยมี อาจารย์มานั่งคุม หากมีคำถามก็ไปสอบถามอาจารย์ได้ ตอนเช้าจึงเป็นเวลาของการทำแบบฝึกหัด และทบทวน การทบทวนก่อนที่จะเรียนคลาสตอนบ่าย (13.00-17.50 น.) ซึ่งเป็นคลาสเรียนจริงๆ ทำให้การเรียนมีประสิทธิผลมากๆครับ ดังนั้นการเรียนอะไรก็ตามถ้าได้ทบทวนของเก่าก่อนไปเรียนทุกครั้ง บวกกับการทำสม่ำเสมอ มันได้ผลจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเรียนภาษา หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆครับ

และแล้วเฟรมก็จบชั้นเรียนระดับพื้นฐานมาด้วยผลการเรียนที่น่าพอใจ ~!  และคำชื่นชมจาก อาจารย์รวมไปถึงเกียรติบัตรที่ไม่เคยขาดเรียนเลย มาครอบครอง 555

แต่งชุดฮันบกกันตอนวันจบคอร์ส
แต่งชุดฮันบกกันตอนวันจบคอร์ส
การเล่นยูนโนริ (윷놀이) วันปิดคอร์ส
การเล่นยูนโนริ (윷놀이) วันปิดคอร์ส
 อ.ที่สุดแสนจะน่ารัก จริงๆแล้วมีอีกท่านครับ แต่วันนั้นท่านไม่ได้มา อ.ใจดีมากๆ เข้าใจเลยว่าการสอนภาษาของอ.นั้น ให้คนต่างชาติ จะต้องพูดช้ากว่าปกติมากๆ ย้ำ ซ้ำๆ เหมือนสอนเด็กเลย เข้าใจถึงความยากลำบากจริงๆ
อ.ที่สุดแสนจะน่ารัก จริงๆแล้วมีอีกท่านครับ แต่วันนั้นท่านไม่ได้มา อ.ใจดีมากๆ เข้าใจเลยว่าการสอนภาษาของอ.นั้น ให้คนต่างชาติ จะต้องพูดช้ากว่าปกติมากๆ ย้ำ ซ้ำๆ เหมือนสอนเด็กเลย เข้าใจถึงความยากลำบากจริงๆ

ณ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในคลาส Intermediate หรือระดับกลางอยู่ครับ การเรียนก็จะแตกต่างจากการเรียนในพื้นฐานหน่อย เนื่องจากพอฟังอาจารย์พูดได้บ้าง การเรียนคำศัพท์ก็จะต้องรู้ให้มากขึ้นเช่นคำที่มีความหมายเหมือนกัน (Synonym) คำที่มีความหมายตรงกันข้าม (Antonym) และการใช้ ควบคู่กับแกรมมาร์ที่ให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน และใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น..

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และสิ่งที่พบจากการเรียนภาษาเกาหลี

1. ภาษาเกาหลี มีการเรียงไวยากรณ์ที่แตกต่างจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยจะเรียงประธาน+กรรม+กริยา (S+O+V) ทำให้อาจจะดูแปลกๆหน่อยสำหรับเรา แต่เวลาเรียนเอาเข้าจริงๆเราก็ไม่เคยมาคิดถึงเรื่องนี้เท่าไร แต่ถ้ามาแปลก็จริงล่ะ มันแปลก…

language-structure

2. ภาษาเกาหลี มีการใช้คำสุภาพด้วยนะ ใช้กับผู้ใหญ่ ใช้กับเพื่อน เวลาที่เราจะพูดก็จะลงท้ายไม่เหมือนกัน ที่เราเห็นภาษาเกาหลีลงท้ายกันด้วย โยๆๆ… หรือ ฮัมนิดา อิมนิดา อะไรพวกนั้นแหละก็คือรูปแบบการลงท้าย ที่เราเอามาผันให้เป็นรูปสุภาพ

3. ภาษาเกาหลีมีลักษณะนาม และการนับคล้ายๆบ้านเรา ก็คือ เวลานับเลขก็จะนับเหมือนบ้านเรา เช่น ยี่สิบสาม ก็จะเป็น อี ชิบ ซัม (อี = 2, ชิบ = 10 , ซัม =3) และมีลักษณะนาม เช่น คู่, อัน, แก้ว ฯลฯ

4. เสียงสูงเสียงต่ำ เปลี่ยนความหมาย เสียงสูงปุ๊บเป็นประโยคคำถามเลย เสียงต่ำก็จะเป็นบอกเล่าธรรมดาๆ

5. ภาษาเกาหลี มีอะไรที่ทำให้คนไทยออกเสียงยากอยู่ เช่น ตัว ㄹ (มันคือ ล.ลิง) ที่เวลาพูดจะต้องม้วนลิ้นด้วย ในขณะที่คนไทย ถ้ามีตัวสะกดที่ลงท้ายด้วย ล มันก็จะอ่านเป็นเสียง น.หนูไม่ต้องม้วนลิ้น เช่นคำว่า เครื่องกล เราก็จะอ่านเป็น เครื่อง-กน แต่ภาษาเกาหลี ล.ลิงก็ ล.ลิงนะ กับเรื่องอีกเรื่องที่คิดว่ายากคงเป็นเสียงหนัก เสียงเบา ตัวอักษรบางตัวที่จะต้องออกเสียงให้หนักครับ (ออกเบาคนเกาหลีบางคำก็ไม่เข้าใจ) เช่น ㅊ (ช.ช้าง เสียงหนัก) มาคู่กับ ㅈ (ช.ช้าง หรือ จ.จาน เสียงเบา)

ความสามารถในการเรียนภาษาเกาหลี สำหรับคนไทยไม่มีอะไรยากเท่าไรเลยครับ ถ้าเทียบกับเพื่อนชาวต่างชาติที่อาจจะออกเสียงบางเสียงไม่ได้

สำหรับวันนี้ก็จบไปแล้วสำหรับเรื่องของการเรียนภาษาที่สถาบันสอนภาษาในเกาหลีคร่าวๆ กับระยะเวลา 5 เดือน ก็พอจะทำให้เพื่อนๆ ที่สนใจเรียนภาษาเกาหลี รวมไปถึงวางแผนที่จะเรียนภาษาเกาหลีที่นี่ด้วย ได้เห็นบรรยากาศและรูปแบบการเรียน เอาไว้โอกาสหน้าจะแนะนำความเป็นอยู่รวมไปถึงเรื่องราวน่าสนุกๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเกาหลี… มาฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน

รวมไปถึงน้องๆที่สนใจจะสอบทุนรัฐบาลเกาหลี เอาไว้กำหนดออกมาแล้ว จะมาแนะนำอย่างเป็นทางการอีกที เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม และขั้นตอนต่างๆนะครับ

ปล. ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Comment ของ Facebook แทนแล้ว อาจจะทำให้ติดต่อกับผู้อ่านได้ง่ายขึ้นและทิ้งคำถาม ตอบคำถามกลับไปได้ง่ายขึ้นนะครับ 🙂

เล่าเรื่องจากภาพ : ชีวิตในมหา’ลัยเกาหลี

สวัสดีครับ นี่เป็นตอนที่สองของเรื่องราวของเฟรมในเกาหลีครับ คิดว่าอยากจะเอาภาพมาเล่า
วันต่อวันด้วยซ้ำไป ก็เลยเก็บมาเล่าเป็นเรื่องๆ ไปดีกว่าครับ หลังจากที่มาอยู่นี่ได้สัปดาห์กว่าๆแล้ว
หลังจากที่ชีวิตเริ่มจะลงตัว มาดูกันดีกว่าครับ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจที่นี่มั่ง เน้นรูปละกันๆ

ในคลาสเรียนภาษาเกาหลีของเฟรมครับ ช่วงนี้เรียนเยอะหน่อย เรียนเช้ากับเย็น เริ่มเรียน 09.30-12.50 เป็นแบบให้เรียนด้วยตัวเองครับ มีอาจารย์มานั่งคุม ให้อ่าน แล้วก็ให้เบรคทุกๆต้นชั่วโมง
ในคลาสเรียนภาษาเกาหลีของเฟรมครับ ช่วงนี้เรียนเยอะหน่อย เรียนเช้ากับเย็น เริ่มเรียน 09.30-12.50 เป็นแบบให้เรียนด้วยตัวเองครับ มีอาจารย์มานั่งคุม ให้อ่าน แล้วก็ให้เบรคทุกๆต้นชั่วโมง
มาดูห้องอื่นเค้าเรียนกันมั่ง ห้องเรียนภาษาในมหาลัยนี้ แบ่งเป็นสองห้องครับ ทุนนี้จะแบ่งนักเรียนไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ให้ไปเรียนภาษา ได้แก่ Ewha Woman's university, Kyung Hee university และมหาวิทยาลัยนี้ Sun moon university ครับ
มาดูห้องอื่นเค้าเรียนกันมั่ง ห้องเรียนภาษาในมหาลัยนี้ แบ่งเป็นสองห้องครับ ทุนนี้จะแบ่งนักเรียนไปยัง 3 มหาวิทยาลัย ให้ไปเรียนภาษา ได้แก่ Ewha Woman’s university, Kyung Hee university และมหาวิทยาลัยนี้ Sun moon university ครับ
ออกไปเรียนกันยามเช้า อากาศหนาวเย็น ที่นี่อุณหภูมิประมาณ -2 - 6 องศาเซลเซียสครับ
ออกไปเรียนกันยามเช้า อากาศหนาวเย็น ที่นี่อุณหภูมิประมาณ -2 – 6 องศาเซลเซียสครับ
มีสนามฟุตบอลใหญ่ๆ สงสัยเหมือนกันว่าเค้าเล่นกันได้ยังไง อากาศหนาวๆแบบนี้ ฝนตกก็เล่นนะ
มีสนามฟุตบอลใหญ่ๆ สงสัยเหมือนกันว่าเค้าเล่นกันได้ยังไง อากาศหนาวๆแบบนี้ ฝนตกก็เล่นนะ
มาให้ดูที่ที่กินข้าวมั่ง แต่ปกติก็จะเปลี่ยนสถานที่กินเรื่อยๆ ในมหาลัยนี้มีหลายที่ให้ได้เลือกกิน
มาให้ดูที่ที่กินข้าวมั่ง แต่ปกติก็จะเปลี่ยนสถานที่กินเรื่อยๆ ในมหาลัยนี้มีหลายที่ให้ได้เลือกกิน
มาต่อแถวรับอาหาร ที่เค้าก็ทำกันใหม่ๆ
มาต่อแถวรับอาหาร ที่เค้าก็ทำกันใหม่ๆ
นี้ก็เป็นหน้าตาอาหารมาตรฐานในร้านอาหารของมหาวิทยาลัยครับ ราคาก็จะถูกสุดเทียบกับร้านอาหารข้างนอกมหาลัย ในมื้อนี้ก็จะมีข้าว ต่างจากข้าวไทย ไม่ได้เป็นเม็ดสวยๆ เหนียวนิดๆ มีกิมจิ มื้อนี้โอเคหน่อยที่จะมีเนื้อด้วย แล้วก็มีซุป มีมันฝรั่งทอด ทั้งหมดนี้ 2,700 วอนครับ
นี้ก็เป็นหน้าตาอาหารมาตรฐานในร้านอาหารของมหาวิทยาลัยครับ ราคาก็จะถูกสุดเทียบกับร้านอาหารข้างนอกมหาลัย ในมื้อนี้ก็จะมีข้าว ต่างจากข้าวไทย ไม่ได้เป็นเม็ดสวยๆ เหนียวนิดๆ มีกิมจิ มื้อนี้โอเคหน่อยที่จะมีเนื้อด้วย แล้วก็มีซุป มีมันฝรั่งทอด ทั้งหมดนี้ 2,700 วอนครับ
มาที่อีกตึกนึง ก็จะมีร้านอาหาร มีร้านกาแฟ มาให้ได้นั่งเล่นทานกาแฟ และขนมเค้กด้วย แต่ว่ายังไม่ได้มาลอง
มาที่อีกตึกนึง ก็จะมีร้านอาหาร มีร้านกาแฟ มาให้ได้นั่งเล่นทานกาแฟ และขนมเค้กด้วย แต่ว่ายังไม่ได้มาลอง
ขอแนะนำสองคนนี้หน่อยจ้า สองคนนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง มาจากกัมพูชา ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และแนะนำการใช้ชีวิตที่นี่ตลอดเลย คนซ้ายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ได้รับทุนปีนี้ครับ ส่วนทางขวาเป็นรุ่นพี่ ที่รู้ภาษาเกาหลี และช่วยเหลือเฟรมหลายครั้ง ใจดีมากๆเลย
ขอแนะนำสองคนนี้หน่อยจ้า สองคนนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง มาจากกัมพูชา ที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี และแนะนำการใช้ชีวิตที่นี่ตลอดเลย คนซ้ายเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ได้รับทุนปีนี้ครับ ส่วนทางขวาเป็นรุ่นพี่ ที่รู้ภาษาเกาหลี และช่วยเหลือเฟรมหลายครั้ง ใจดีมากๆเลย
อันนี้ถ่ายห้องตัวเองไว้ หลังจากมาอยู่ได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มรก เลยทยอยเก็บของกัน นี่เป็นสภาพที่คิดว่าดูดีที่สุดละ 555 (โปสเตอร์นั่นเป็นของเพื่อนรูมเมทที่บ้าเกาหลีมากก)
อันนี้ถ่ายห้องตัวเองไว้ หลังจากมาอยู่ได้สักพัก แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มรก เลยทยอยเก็บของกัน นี่เป็นสภาพที่คิดว่าดูดีที่สุดละ 555 (โปสเตอร์นั่นเป็นของเพื่อนรูมเมทที่บ้าเกาหลีมากก)
ที่นอนของเฟรม อยู่บนชั้นสองๆ หลับสบายทุกคืน
ที่นอนของเฟรม อยู่บนชั้นสองๆ หลับสบายทุกคืน
มาส่องโต๊ะทำงานของเพื่อนกันมั่ง เค้า present ว่าโต๊ะเค้าระเบียบสุดละ มาจากปารากวัย เป็นคนนึงที่เฟรมนับถือเรื่องการเก็บของ เป็นระเบียบดี
มาส่องโต๊ะทำงานของเพื่อนกันมั่ง เค้า present ว่าโต๊ะเค้าระเบียบสุดละ มาจากปารากวัย เป็นคนนึงที่เฟรมนับถือเรื่องการเก็บของ เป็นระเบียบดี
อันนี้โต๊ะเพื่อนจากอินโดนีเซีย ชื่นชอบดาราเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ สังเกตจากการติดโปสเตอร์เต็มโต๊ะ และแก้วน้ำที่เป็นลายดาราเกาหลี
อันนี้โต๊ะเพื่อนจากอินโดนีเซีย ชื่นชอบดาราเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ สังเกตจากการติดโปสเตอร์เต็มโต๊ะ และแก้วน้ำที่เป็นลายดาราเกาหลี
อันนี้เป็นโต๊ะของเพื่อนจากแทนซาเนีย เนื่องจากไม่ค่อยอยู่ในห้อง เค้าเลยไม่ค่อยเก็บอะไรมากเท่าไร
อันนี้เป็นโต๊ะของเพื่อนจากแทนซาเนีย เนื่องจากไม่ค่อยอยู่ในห้อง เค้าเลยไม่ค่อยเก็บอะไรมากเท่าไร
แท่มมมแทมมม สุดท้าย โต๊ะของเฟรมเอง ส่วนมากจะเน้นไปทางของกินและเสบียง ตามสไตล์ 5555
แท่มมมแทมมม สุดท้าย โต๊ะของเฟรมเอง ส่วนมากจะเน้นไปทางของกินและเสบียง ตามสไตล์ 5555
มาถึงเรื่องกินกันต่อ ที่นี่เป็นอีกแห่งที่เฟรมสามารถหาอะไรกินได้ แต่ดูเมนูซะก่อน งานนี้เดาอย่างเดียว ว่าจะได้กินอะไร เจออะไร
มาถึงเรื่องกินกันต่อ ที่นี่เป็นอีกแห่งที่เฟรมสามารถหาอะไรกินได้ แต่ดูเมนูซะก่อน งานนี้เดาอย่างเดียว ว่าจะได้กินอะไร เจออะไร
짬뽕 (จัมโปง) อีกเมนูที่ไปแรนดอมจากเมนูข้างบน เป็นบะหมี่นุ่มๆกับซุปเผ็ดๆ รสชาติน่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย แต่อากาศหนาวที่นี่ ทำให้มันรู้สึกเผ็ดมากเหมือนกัน
짬뽕 (จัมโปง) อีกเมนูที่ไปแรนดอมจากเมนูข้างบน เป็นบะหมี่นุ่มๆกับซุปเผ็ดๆ รสชาติน่าจะถูกใจคนไทยไม่น้อย แต่อากาศหนาวที่นี่ ทำให้มันรู้สึกเผ็ดมากเหมือนกัน
ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่านี่คือแก้วน้ำ แต่มันคือ แก้วน้ำกระดาษจริงๆ เล็กๆ แล้วมันจะกินยังไง ดูภาพต่อไปกัน...
ตอนแรกก็ไม่เชื่อว่านี่คือแก้วน้ำ แต่มันคือ แก้วน้ำกระดาษจริงๆ เล็กๆ แล้วมันจะกินยังไง ดูภาพต่อไปกัน…
เอิ่บบ มันใส่น้ำกินได้จริงๆด้วย คนที่นี่เค้ารักสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วก็ลดการใช้พลาสติกจริงจังมาก ว่าแล้วก็ ดื่มมม...
เอิ่บบ มันใส่น้ำกินได้จริงๆด้วย คนที่นี่เค้ารักสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วก็ลดการใช้พลาสติกจริงจังมาก ว่าแล้วก็ ดื่มมม…
มาดูพ่อครัวปรุงอาหารกัน.... นี่กำลังลวกเส้นนุ่มๆให้กิน
มาดูพ่อครัวปรุงอาหารกัน…. นี่กำลังลวกเส้นนุ่มๆให้กิน
วัตถุดิบที่ใช้ทำเส้น...
วัตถุดิบที่ใช้ทำเส้น…
จนออกมาเป็นจาจางมยอน (짜장면) บะหมี่ในซอสดำ เส้นเหนียวนุ่มอร่อยมาก กับซอสที่ออกเค็มนิดๆ รสชาติโอเคมาก เห็นในไทยก็มีขายเหมือนกัน แต่ว่าไม่รับประกันรสชาตินะ อิอิ
จนออกมาเป็นจาจางมยอน (자짱면) บะหมี่ในซอสดำ เส้นเหนียวนุ่มอร่อยมาก กับซอสที่ออกเค็มนิดๆ รสชาติโอเคมาก เห็นในไทยก็มีขายเหมือนกัน แต่ว่าไม่รับประกันรสชาตินะ อิอิ
กินเสร็จก็กลับมาที่้ห้องเรียน มาดคุณครูให้มั่งมั้ยเนี่ย
กินเสร็จก็กลับมาที่้ห้องเรียน มาดคุณครูให้มั่งมั้ยเนี่ย
อีกมื้อที่แปลกใหม่ อยากลองมานานละ ว่าตะกูลปิ้งๆย่างๆ ที่นี่จะเป็นยังไง จะเหมือนบ้านเรามั้ย บ้านเราขึ้นชื่อว่าเนื้อย่างเกาหลีแล้วเนี่ยยย
อีกมื้อที่แปลกใหม่ อยากลองมานานละ ว่าตะกูลปิ้งๆย่างๆ ที่นี่จะเป็นยังไง จะเหมือนบ้านเรามั้ย บ้านเราขึ้นชื่อว่าเนื้อย่างเกาหลีแล้วเนี่ยยย
มากินกับเพื่อนชาวอินโด(ซ้าย) กัมพูชา (ขวา)
มากินกับเพื่อนชาวอินโด(ซ้าย) กัมพูชา (ขวา)
ผลก็คือ มันอร่อยแตกต่างกัน อยู่นี่เรียกว่าชินอาหารที่นี่พอสมควร หากจะเทียบกับของไทย ที่เนื้อหมูมันก็ไม่ต่างกันมาก ประเทศไทยเราก็หมักมาก่อนบ้าง น้ำจิ้มนี่แตกต่างกันเลย แต่ที่นี่ original เขากินกับผักล่ะจ้า
ผลก็คือ มันอร่อยแตกต่างกัน อยู่นี่เรียกว่าชินอาหารที่นี่พอสมควร หากจะเทียบกับของไทย ที่เนื้อหมูมันก็ไม่ต่างกันมาก ประเทศไทยเราก็หมักมาก่อนบ้าง น้ำจิ้มนี่แตกต่างกันเลย แต่ที่นี่ original เขากินกับผักล่ะจ้า
เนื้อหมู
เนื้อหมู (ทั้งมื้อนี้เค้าเรียก 삼겹살 (ซัมคยอพซาล) หมดไป 6,000 วอน ต่อ 2 ชิ้น)
ผักกิมจิต่างๆ ที่จะกินคู่กับเนื้อย่างด้วย (จริงๆมันคือหมูย่างนั่นแหละนะ)
ผักกิมจิต่างๆ ที่จะกินคู่กับเนื้อย่างด้วย (จริงๆมันคือหมูย่างนั่นแหละนะ)

ก่อนจากกัน

และทั้งหมดนี้ก็คือรูปภาพ ที่เอามาเล่า แบบไม่ได้เรียงลำดับเนื้อหาอะไร ความเป็นอยู่ก็จะสไตล์นี้
ช่วงนี้ตารางเวลา ในวันจันทร์-ศุกร์ ก็จะเป็นอย่างนี้ครับ

09.30 – 12.50 น. – เป็นคลาสเรียนแบบ Self study กล่าวคือ ให้อ่านเอง แต่ก็มีเช็คชื่อ แล้วก็มี
ครูที่จะมาคุมและคอยตอบคำถามภาษาเกาหลีให้กับนักเรียนครับ

14.00 – 17.50 น. – เป็นคลาสเรียนปกติ แยกตามระดับครับ ก็จะได้เรียนภาษากับเจ้าของภาษา
ในห้องเรียนที่มีเพื่อนๆชาวต่างชาติมากมาย บรรยากาศการเรียนก็ ไปดูกันได้เลยครับ

ตอนนี้ก็สนุกกับการใช้ชีวิตแบบนี้ครับ วันไหนมันจะไม่สนุกก็ต้องทำให้มันสนุกทุกวัน เพราะมัน
เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตของเรา ขอบคุณทุกคนที่ตามครับผมมม แล้วจะเก็บบรรยากาศ
สนุกๆมาฝากกันต่อครับ

New chance, New experience in Korea

สวัสดีครับทุกท่านที่มีโอกาสติดตามบล็อกของเฟรม ห่างหายไปนานพอสมควรก็เลยตัดสินใจว่าจะกลับมาอัพบล็อกทันทีที่ไปถึงที่เกาหลีครับ …

อรัมภบท

สาเหตุที่เฟรมต้องมาอัพบล็อกไกลถึงที่เกาหลีก็เพราะว่า เฟรมได้รับทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีครับ ซึ่งทุนนี้ก็จะเป็นการกระจายโอกาสให้เด็กนักเรียนกว่า 100 คนจาก 62 ประเทศ ได้มาศึกษาในมหาวิทยาลัยในเกาหลี หลายๆมหาวิทยาลัย ซึ่งเราสามารถเลือกได้ครับ โดยเฟรมเลือกศึกษาคณะ Biotechnology มหาวิทยาลัย Yonsei เป็นมหาวิทยาลัยที่จะเรียนในปี 1 และในปีแรกที่ต้องเรียนภาษาเกาหลีครับ โดยได้เรียนภาษาเกาหลีที่มหาวิทยาลัย Sunmoon สำหรับประเทศไทยปีนี้มีนักเรียนที่ได้ทุนนี้ 2 คนครับ มีผมและเพื่อนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ความอบอุ่นจากประเทศไทย

ก่อนเดินทาง เฟรมรู้สึกอบอุ่นมากๆครับ เพราะว่าเฟรมได้รับกำลังใจดีๆมากมาย ตั้งแต่ครอบครัวที่มีโอกาสได้เตรียมความพร้อมก่อนไป ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน คณะผู้บริหารและคุณครูที่สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้เฟรมและเพื่อนๆ ได้มาอำลากันถึงที่สนามบินก็ถือว่าเป็นกำลังใจก่อนเดินทาง เป็นการสำรองกำลังใจที่ดีเยี่ยม แม้วันนี้มาถึงที่นี่ ก็ยังรู้สึกว่าท้อบ้างเหงาบ้าง แต่เมื่อนึกถึงทุกๆบรรยากาศดีๆเหล่านี้ ก็สู้เต็มที่เลยครับ

1-dsc01602

ครอบครัว, ท่านผู้อำนวยการโรงเรียน, คุณครู และเพื่อนๆครับ

1-dsc016521

ตอนนั้นรับโทรศัพท์ตลอดเลยครับ อยากจะมีโอกาสได้คุยกับทุกๆคนก่อนไป ภาพล่างขวา เป็นผมและรุ่นน้องที่สอนภาษาเกาหลีให้ช่วงประกาศผลทุนและเพื่อนอีกคนที่ได้รับทุนนี้ด้วยครับ
ตอนนั้นรับโทรศัพท์ตลอดเลยครับ อยากจะมีโอกาสได้คุยกับทุกๆคนก่อนไป ภาพล่างขวา เป็นผมและรุ่นน้องที่สอนภาษาเกาหลีให้ช่วงประกาศผลทุนและเพื่อนอีกคนที่ได้รับทุนนี้ด้วยครับ

สัมผัสแรกที่นี่

สิ่งแรกที่รู้สึกว่าแตกต่างอย่างชัดเจน ก็คงเป็นเรื่องอากาศครับ ช่วงที่เข้ามา (วันที่ 29 ก.พ.) ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ก็ยังคงเป็นปลายหนาวอยู่ อุณหภูมิประมาณ 4-6 องศา ก็ได้เตรียมเสื้อกันหนาวที่เพียงพอ และน่าจะสู้กับอากาศที่นี่ได้ หากแต่ว่าฝนก็ยังคงตกอยู่ดี…

นี่เป็นหอพักครับ ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยครับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องทำอาหาร ห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ถือว่าโอเคครับ ห้องน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม และภาพสุดท้ายก็เป็นบรรยกาาศยามค่ำคืนของผมและเพื่อนๆรูมเมทครับ
นี่เป็นหอพักครับ ซึ่งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยครับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต ห้องทำอาหาร ห้องนั่งเล่น ซึ่งก็ถือว่าโอเคครับ ห้องน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม และภาพสุดท้ายก็เป็นบรรยกาาศยามค่ำคืนของผมและเพื่อนๆรูมเมทครับ

เอาจริงๆอากาศยังสบายๆครับ พอสู้ได้ เรามาจากเมืองร้อนชอบอากาศเย็นๆอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องเผชิญสำคัญกว่าสิ่งรอบข้าง นั่นก็คือการที่จะต้องใช้ชีวิตเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย ที่ต้องทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง การตัดสินใจเป็นของตัวเอง สังคม เพื่อน ที่หลากหลาย โดยเฉพาะของเฟรมที่มาจากหลากหลายที่ หลากวัฒนธรรม ทำให้ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันครับ

อาหาร

เรื่องอาหารการกิน ที่เคยคิดว่าน่าจะมีปัญหา สุดท้ายก็ไม่ค่อยเท่าไรครับ (เพราะกินไม่เลือกอยู่แล้ว 555) ก็เลยพอจะรับได้กับอาหารแต่ละมื้อ อาหารในมหาวิทยาลัยราคาก็จะค่อนข้างสบายกระเป๋า เริ่มต้นที่ประมาณมื้อละ 4,000 วอน (120 กว่าบาท) อาหารในร้านอาหารข้างนอกก็จะแพงหน่อย เริ่มต้นสัก 6-7 พันวอน

ที่นี่มีเป็นโรงอาหารในมหาวิทยาลัยหลายแห่งครับ ที่ให้ตักเป็นแบบบุกเฟต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์อร่อยๆ เหมือนในบ้านเรานะครับ หน้าตาอาหารก็จะเป็นผักเสียส่วนใหญ่ หรือเราเรียกกัน กิมจิ กับจะมีเมนูที่รู้สึกถูกใจบ้าง หรือไม่งั้นก็ต้องไปหาเพิ่มเติม จากร้านค้ากับเมนูอาหารที่สามารถอ่านได้ว่ามันคืออะไร (เช่นมีภาษาอังกฤษอธิบาย)
ที่นี่มีเป็นโรงอาหารในมหาวิทยาลัยหลายแห่งครับ ที่ให้ตักเป็นแบบบุฟเฟต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นบุฟเฟต์อร่อยๆ เหมือนในบ้านเรานะครับ หน้าตาอาหารก็จะเป็นผักเสียส่วนใหญ่ หรือเราเรียกกัน กิมจิ กับจะมีเมนูที่รู้สึกถูกใจบ้าง หรือไม่งั้นก็ต้องไปหาเพิ่มเติม จากร้านค้ากับเมนูอาหารที่สามารถอ่านได้ว่ามันคืออะไร (เช่นมีภาษาอังกฤษอธิบาย)

การเรียน

ทุนนี้ดีอย่างนึงครับ คือให้เราได้มาเรียนภาษาก่อน 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ เค้าก็ได้มีการส่งหนังสือมาให้เราเรียนด้วยตัวเองเตรียมความพร้อมก่อนมาด้วยเช่นกัน แต่ม.ปลายใกล้จบเอาจริงๆก็มีแต่ยุ่งกับยุ่ง และกิจกรรมหลายๆอย่าง ทำให้ไม่มีสมาธิได้ฝึกมาก่อน แต่เฟรมเชื่อว่าหากใครที่สามารถใช้ภาษาเกาหลีได้ก่อนมา ไม่ว่าจะจากการเรียน การฟังเพลง หรือดูซีรีส์ น่าจะทำให้การเรียนสนุกขึ้นและจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

1-img_1459

อาจารย์สอนทุกอย่างเป็นเกาหลีหมดเลยครับ น้อยมากที่จะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน – -” แต่รุ่นน้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติครับ บรรยากาศการเรียนแบบนี้
จะทำให้เป็นเร็วขึ้น (ก็ขอให้มันเป็นอย่างงั้น….)

เพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหลากหลายชาติ ให้อารมณ์ของการเรียนที่แตกต่างกันออกไปครับ บางคนที่มีฐานมาบ้างก็จะไปได้เร็ว บางประเทศ บางโซน ที่จะออกเสียงไม่ได้ เช่นเสียง 으 (อึ) ก็จะออกเป็น 이 (อี) ตลอด
เพื่อนร่วมชั้นที่มาจากหลากหลายชาติ ให้อารมณ์ของการเรียนที่แตกต่างกันออกไปครับ บางคนที่มีฐานมาบ้างก็จะไปได้เร็ว บางประเทศ บางโซน ที่จะออกเสียงไม่ได้ เช่นเสียง 으 (อึ) ก็จะออกเป็น 이 (อี) ตลอด

เรื่องเที่ยวๆ

เนื่องจากว่าปีแรกเฟรมได้มาเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัย Sunmoon วิทยาเขต Asan ครับ ซึ่ง Asan ก็เป็นอีกเมืองสำคัญ เพราะว่าเป็นเมืองที่เป็นแหล่งของรถไฟความเร็วสูง KTX ครับ ที่สามารถนั่งรถไฟจากสถานี Choenan-Asan ไปที่ Seoul ได้ ด้วยระยะเวลาเพียงครึ่งชม.เท่านั้น ต่างจากการที่นั่งรถไฟใต้ดินแบบธรรมดา ที่อาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. การคมนาคมที่นี่เป็นอะไรที่สะดวกสบาย มีหลายช่องทาง เท่าที่ลอง ก็เป็นรถบัสกับ subway ครับ

Subway ที่มีบริการครอบคลุมในหลายพื้นที่ของเกาหลีเลยครับ
Subway ที่มีบริการครอบคลุมในหลายพื้นที่ของเกาหลีเลยครับ
เข้าไปใน E-Mart ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ในกลางเมือง Cheonan ครับ ก็เป็นสถานที่ที่จะหาของราคาไม่แพงได้จากที่นี่ หลากหลายรายการ และอ่านไม่ออกครับ - -''
เข้าไปใน E-Mart ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ในกลางเมือง Cheonan ครับ ก็เป็นสถานที่ที่จะหาของราคาไม่แพงได้จากที่นี่ หลากหลายรายการ และอ่านไม่ออกครับ – -”

เมื่อไม่กี่วันก่อนที่มีโอกาสได้เข้าไป Seoul ครับ ไปกับเพื่อนรูมเมทชาวปารากวัย ที่ไม่กลัวหลงเลย แค่ตามป้ายก็เพียงพอกับการที่เค้าจะไปหาอะไรเที่ยวได้ที่ Seoul  ก็เลยไปหาอะไรกินที่ตลาดนัมแดมุนแล้วก็มีโอกาสได้เตลิดไปหอคอย N Seoul Tower หนึ่งในแลนด์มาร์คของกรุงโซล

มื้อแรกข้างนอกครับ ได้กินต๊อกปกกิที่เป็นแป้งข้าวเหนียวผัดซอสเกาหลี หนึ่งในอาหารเกาหลีครับ ข้างๆเป็นบรรยากาศในร้าน ที่จะมีร้านลักษณะเดียวกันนี้อยู่ในตลาดแห่งนี้เต็มไปหมดครับ และรูปด้านล่างก็เป็นบรรยากาศในกรุง Seoul และบรรยากาศเมื่อมองจากทางขึ้นหอคอย N Seoul ครับ
มื้อแรกข้างนอกครับ ได้กินต๊อกปกกิที่เป็นแป้งข้าวเหนียวผัดซอสเกาหลี หนึ่งในอาหารเกาหลีครับ ข้างๆเป็นบรรยากาศในร้าน ที่จะมีร้านลักษณะเดียวกันนี้อยู่ในตลาดแห่งนี้เต็มไปหมดครับ และรูปด้านล่างก็เป็นบรรยากาศในกรุง Seoul และบรรยากาศเมื่อมองจากทางขึ้นหอคอย N Seoul ครับ

สิ่งที่ได้เรียนรู้…

ผมภูมิใจครับ ที่มีโอกาสได้มาเป็นนักเรียนทุนที่ประเทศนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นความภาคภูมิใจของตัวเองที่อยากจะลองใช้ชีวิตในต่างประเทศดูเหมือนกัน แม้ว่าตอนที่คิดนั้น ก็ไม่ได้คิดถึงสิ่งต่างๆที่มันจะต้องยอมรับ และเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขนาดนี้ ในหลายๆเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นครับแต่สำคัญที่สุดคือ เมื่อได้รับโอกาสที่ดีเช่นนี้มา ก็ต้องแปลงสิ่งรอบข้างให้เป็นประโยชน์ โดยการนำมาเรียนรู้ ให้เป็นคุณครูของเราได้ทุกอย่าง ทุกความสำเร็จวันนี้ ก็ขอขอบพระคุณทุกๆคนครับที่ให้กำลังใจ และคอยเป็นเบื้องหลังตลอด นับจากนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้ติดตามผลงานต่อไปโดยตั้งใจว่าจะนำเรื่องราว ประเด็นที่น่าสนใจในเกาหลี มาเล่าให้ผู้อ่านได้ติดตามครับ แต่บอกไว้ก่อนว่า อาจจะเป็นบล็อกสั้นๆ ก็อย่าลิมติดตามกันนะครับ 😉

Being a camper in AYSF 2011 : Part 1

5

หลังจากที่เฟรมหายหน้าหายตา ไปนานพอสมควร จนพบว่านี่จะถึงวันครบรอบปีที่ 3 ของการเขียน
Framekung.com
แล้ว!! แน่นอนครับ ว่าการกลับมาของบล็อกตอนนี้แน่นอนว่า พิเศษสุดๆ
เพราะเฟรมอยากจะเล่าถึงประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งที่เฟรมมีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม
“APEC Youth Science Festival 2011” หรือชื่อภาษาไทยว่า “เทศกาลวิทยาศาสตร์
เยาวชนเอเปคครั้งที่ 4”
ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยปีนี้ประเทศไทย
เป็นเจ้าภาพ ภายใต้แนวคิด “From Nature to Technology” ครับ

aysf-2011-4th-thailand

ที่มาที่ไป…

เฟรมได้รับคัดเลือกจากทางรร.ให้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยได้รับโควตาจาก สพฐ.
โควตาสพฐ.จะให้ รร.ละ 1 คน ส่วน รร.ไหนที่มีโครงการวมว. ก็จะให้โควตาสำหรับนักเรียน
โครงการวมว. 4 คน ครับ โดยสิ่งที่ต้องทำก็คือ กรอกใบสมัคร เลือกกิจกรรมตามความสนใจ
ซึ่งเค้าจะเรียกเป็น Track ครับ โดยกิจกรรมก็จะมีหลากหลายครับ โดยคร่าวๆ ก็เช่น
Bio luminescence ที่จะได้เรียนรู้กลไกการเปล่งแสงของสิ่งมีชีวิตที่พบในธรรมชาติ และ
การนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์  Atomic Energy ที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานปรมาณู
และการนำไปใช้ประโยชน์ Fish Robot ที่เปิดโอกาสให้ชาวค่ายได้ชมพิพิธภัณฑ์ปลา และ
ศึกษาโครงสร้างทางกายภาพ กลไกการว่ายน้ำ ก่อนที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นหุ่นยนต์ปลา

documents

ฟังกิจกรรมก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะครับ แต่เราก็จะได้เข้าร่วมเพียงบางกิจกรรมเท่านั้น
สำหรับเฟรม เฟรมได้ Track 10 ซึ่งจะมีสมาชิกภายในกลุ่มเป็นคนไทย รวมกับชาวต่างชาติประมาณ
50 คน เพื่อทำกิจกรรม 2 กิจกรรมด้วยกัน ตลอดระยะเวลา 4 วัน นั่นก็คือ Bio luminescence
และ Atomic Energy ครับ

(อ้อ !! กิจกรรมมีอีกเยอะเลยนะครับ เข้าไปอ่านรายละเอียดกิจกรรมอย่างละเอียดๆได้ที่
Science Camp Tracks ครับ)

Orientation day 20-8-2554

ในวันที่ 20 ซึ่งเป็นวันแรกของค่าย จะมีการปฐมนิเทศครับ ก็มีนักเรียนคนนึงแถวๆนี้ล่ะครับ ที่กำลัง
สะสางงานที่รร. และงานที่ตัวเองส่งประกวดกับเพื่อนๆ ทันทีที่ถึงสถานีขนส่ง จิตก็ตกแล้วครับ
เพราะว่ารถรอบเที่ยงนั้นไปเสียแล้ว ซึ่งเฟรมต้องใช้เวลา 3 ชม.ในการเดินทางครับ ระหว่างนั่งรถ
ก็คิดตลอดทางเลยว่า จะทันมั้ยเนี่ยๆๆ แถมรถยังมาติดอีก โหยย ตอนนั้นเรียกว่าจิตตกสุดๆเลยล่ะครับ

แต่โชคก็เข้าข้างเฟรมครับ เฟรมได้ยินโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงในกลุ่มเฟรมโทรมา ถามเพื่อนคอนเฟิร์ม
เวลา เฟรมก็ได้บอกพี่เค้าว่าเข้าไปสาย ก็ค่อยโล่งขึ้นมาหน่อยครับ และในที่สุด เฟรมก็ไปทันเวลา
(แม้ว่าจะเลทนิดหน่อย สักครึ่งชม.ก็ตาม) ^^

1ในขั้นตอนของการปฐมนิเทศสำหรับนักเรียนชาวไทย ซึ่งเป็นประชากรส่วนมากในกิจกรรมนี้
สำคัญของการมาเข้ากิจกรรมร่วมกันแบบนี้ ก็คือการที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆคนอื่นๆ
ฟังดูแล้วอาจไม่ใช่ปัญหากับนักเรียนบ้านเรา หากแต่ว่า เพื่อนๆของเราจะเป็นชาวต่างชาติ
หลายๆคนก็ส่ายหน้าหนี ครั้งแรกที่ผมอาจจะคิดเช่นนั้นทันทีที่มีพี่ๆ ที่ผ่านประสบการณ์เข้าค่าย
จากเวทีระดับนานาชาติมาให้กำลังใจ รวมถึงการปฏิบัติตัวกับเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ
ก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้เฟรมและเพื่อนๆชาวค่ายอีกหลายคน กล้า มีทัศนคติใหม่ๆ และพร้อม
ที่จะพูดคุยกับเพื่อนๆจากต่างชาติ

keyword ที่สำคัญก็คือ เรามีความคิด มีเป้าหมาย มีความเป็นตัวของตัวเอง เราต้องรู้จักนำมันมา
แสดงให้คนอื่นรับรู้ ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร เราสนทนาอย่างไม่ต้องกลัวถูกกลัวผิด
กล้าที่จะถามในช่วงซักถาม, อย่าปฏิเสธที่จะมานั่งหน้าๆ และเริ่มบทสนทนา
ด้วยประโยคที่ง่ายๆ
นั่นก็เป็นคำแนะนำดีๆที่พี่ๆเขานำมาฝากกันล่ะครับ ฟังแล้วคันหู
เอ๊ย คันไม้คันมือ อยากจะลงสนามไปคุยกับเพื่อนๆแล้ว…

มื้อค่ำมื้อแรก…ที่เฟรมทานข้าวกับเพื่อนๆชาวไทย… ที่พวกเราตั้งปณิธานร่วมกันอย่างแรงกล้าว่า
กินเสร็จแล้วเราจะไปคุยกับชาวต่างชาติให้จงได้ !!! เราต้องไปโชว์ว่าประเทศของเรา มีดี !!!

dsc00469-1

ผลก็คือ …..( ̄□ ̄;) กองทัพแตกครับ !! พวกเราพยายามเต็มที่แล้ว เอาไว้เป็นเรื่อง
ของวันถัดไปแล้วกันนะครับ

Opening Ceremony 21-8-2554

เช้านี้เรามีภารกิจครับ เพราะว่าวันนี้เรามีพิธีเปิดกิจกรรมนี้อย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์นิทรรศการ
และแสดงสินค้าไบเทคบางนา โดยมีรถตู้มารับพวกเราไปจากที่พัก

dsc00483

ตื่นเต้นก็ตอนที่เพื่อนๆชาวต่างชาติที่จะมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเรานี่ล่ะครับ
ตื่นเต้นก็ตอนที่เพื่อนๆชาวต่างชาติที่จะมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับเรานี่ล่ะครับ
โอ้วว...แม่เจ้า !! คนเยอะมากครับ เวทีก็สุดแสนอลังการ
โอ้วว...แม่เจ้า !! คนเยอะมากครับ เวทีก็สุดแสนอลังการ

วันแรกก็พิเศษสุดๆแล้วครับ เพราะตอนรับสมาชิกชาวค่ายและคุณครู ด้วยการบรรยายสุดพิเศษ
จากนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า อย่างคุณ Hilary Staples ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลียนแบบ
ธรรมชาติ หรือ Biomimicry ที่พูดถึงความน่าสนใจของสิ่งที่มีมาดั้งเดิมของธรรมชาติ แม้ว่า
เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเท่าไร แต่สิ่งมีชีวิตก็ยังคงมีกลไกที่น่าสนใจให้เราศึกษา การนำคุณสมบัติ
ของผิวปลาฉลามไปทำเป็นชุดว่ายน้ำของ Speedo เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่คุณ Hilary นำมาเสนอ

dsc00535

ถัดมาก็สร้างความทึ่งให้กับผมอีกล่ะครับ เพราะว่าผลงานของ Prof. Dr.Hans Hilgenkamp
ที่นำ “แผนที่ประเทศไทย” และ “ช้างไทย” ไปอยู่บนเส้นผม จากประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยี
ในการบรรยายก็เป็นการพูดถึงนาโนเทคโนโลยี และการนำไปประยุกต์ใช้ครับ

dsc00540-1

จากเรื่องของนาโนเทคโนโลยี เราหนีไปอยู่บนอวกาศกันดีกว่าครับ คุณ Soichi Noguchi
เล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นนักบินอวกาศขององค์การ JAXA ประเทศญี่ปุ่น กับการบินไปยัง
ISS (International Space Station) ในภารกิจ Soyuz TMA-17 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม
2552 ที่ผมทราบมาเพิ่มเติมก็คือ ในระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจเค้ายัง Post รูปภาพมายัง Twitter
ด้วย ใครอยากจะ Follow เรื่องราวบินๆ ของชีวิตนักบินอวกาศคนนี้ ก็ไป Follow เค้าได้ครับ
ทาง Twitter ของ Soichi Noguchi

dsc00557

และ Last but not least ก็เป็นเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่เฟรมเชื่อว่าหลายๆ
คนที่ติดตามวงการวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้จักกันดีครับ นั่นก็คือ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิทยาศาสตร์
ดีเด่น และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มาพูดในหัวข้อ “Science of the
young and by the young for everyone” ที่ผมไม่รู้ว่าจะแปลหัวข้อนี้ออกมาให้สละสลวย
ได้อย่างไร แต่สำคัญคือใจความที่ ดร.ยงยุทธ เชื่อมโยงการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จากอดีตสู่
ปัจจุบัน ที่มีประโยคนึงที่ผมชื่นชอบ คือ “Science makes fairy tales come true” หรือว่า
วิทยาศาสตร์นั้นทำให้นิทานหลายๆเรื่องเป็นเรื่องจริง

dsc00571

ถ่ายภาพกับดร.ยงยุทธ ครับ
ถ่ายภาพกับดร.ยงยุทธ ครับ

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการบรรยายแล้ว เราก็ทานข้าวกันครับ แต่นี่ก็ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจของเฟรม
เลยครับ (เรียกว่ายังไม่เริ่มเลยก็ว่าได้) กับการหาเพื่อนชาวต่างชาติ ระหว่างทานข้าวก็เลยหันไปคุย
กับเพื่อนต่างชาติที่นั่งข้างๆด้วย เค้าชื่อ Michale ครับ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสนทนาของผม…

Michale เป็นชาว New Zealand ที่ผมเองก็สัมภาษณ์เค้าเล็กน้อยครับ ว่าเค้ามาได้ยังไง กิจกรรมนี้
เค้าเล่าให้ฟังว่าเค้าส่งใบสมัครเข้ามาแข่งขันกับเพื่อนๆในประเทศของเค้า ซึ่งก็จะมีคล้ายๆกับกระทรวง
วิทยาศาสตร์ฯ บ้านเราที่คอยพิจารณาคุณสมบัตินี่ล่ะครับ จนในที่สุดเค้าก็ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงิน
สักกะบาทเดียว แน่นอนครับเฟรมคุงนับถือในความสามารถของเขามาก  ในช่วงบ่ายที่เค้าให้เรา
ไปเดินดูงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ เฟรมก็รวบรวมความกล้า ขอลองเป็นไกด์ อาสาพาเค้าไปเที่ยวงาน
ซึ่งเค้าก็ไม่มีทางเลือก เอ๊ยยย ไม่ใช่สิ !! เค้าก็ยินดีครับ ที่จะมาด้วย แต่เฟรมก็ไม่อยากให้ทริปนี้มีแค่
ผมกับ Michale ผมจึงไปลาก ชวน เกาหลีมาอีก 2 คนที่อยู่ในกลุ่ม คือ Mr.Park และ Mr.Jung
ขวัญใจสาวไทย พร้อมกับเพื่อนๆคนไทย ไปเที่ยวงานกันครับ…

ลงตัวแล้วคร้าบบ !! เดินหน้า...
ลงตัวแล้วคร้าบบ !! เดินหน้า...

dsc00596

หนัง 4D เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็น Highlight ของงานครับ
หนัง 4D เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็น Highlight ของงานครับ

เฟรมก็เดินไป แปลไป เล่าไป อยู่กับ Michale ครับ หลังจากที่เราหลงกลุ่มกับเพื่อนๆ
สุดท้าย มันก็ต้องมีประเมินผลงานกันบ้างครับ Michale ชมเฟรมว่าสำเนียงอังกฤษของเฟรม
ใช้ได้ เฟรมอึ้งครับ !! นั่นก็ทำให้ความกล้าของเฟรมมันผุดขึ้นมาแบบสุดๆ เฟรมดีใจมาก
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ปัญหาของการกลัวที่จะพูดมันมีมาตั้งแต่ก่อนจะสมัครเข้าค่ายนี้…
และหลังจากนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เฟรมก็จะสู้ๆ… พูดไป ถูกบ้าง ผิดบ้าง ก็ธรรมดาล่ะครับ

dsc00633

ผลงาน Lego จากชมรมเลโก้แห่งประเทศไทย ที่ Michale ยืนนิ่งอยู่ที่นี่นานพอสมควรเลยล่ะครับ
ผลงาน Lego จากชมรมเลโก้แห่งประเทศไทย ที่ Michale ยืนนิ่งอยู่ที่นี่นานพอสมควรเลยล่ะครับ

หลังจากที่พวกเราเดินดูงานทั่วทั้ง Hall แล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับ Dinner ครับ ซึ่งวันนี้เราได้ทาน
อาหารที่นี่ นับว่าพิเศษสุดๆเลยครับ (ปกติมาเที่ยว มาดูงานอย่างเดียว) เราขึ้นมา เฟรมก็ได้รู้จัก
เพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น บนโต๊ะกินข้าวนั้น ไม่ว่าจะเป็น Park และ Jung จากเกาหลี ที่พูดถึงไปเมื่อ
สักครู่ Maria จากฟิลิปินส์ Tick และ Lee จากจีน Anh Tu จากเวียดนาม สุดๆไปเลยครับ

ก่อนทานข้าว ที่พวกเรามีโอกาสนั่งกันเป็นวงใหญ่ๆ พูดคุยกันครับ ที่กำลังยกมือไหว้นี้ ก็เป็นชาวเวียดนาม ที่ชื่อ Anh Tu คนนี้เก่งมากๆครับ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง (ถ้าไม่ลืม)
ก่อนทานข้าว ที่พวกเรามีโอกาสนั่งกันเป็นวงใหญ่ๆ พูดคุยกันครับ ที่กำลังยกมือไหว้นี้ ก็เป็นชาวเวียดนาม ที่ชื่อ Anh Tu คนนี้เก่งมากๆครับ ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง (ถ้าไม่ลืม)
Dinner ที่ BITEC ครับ
Dinner ที่ BITEC ครับ

dsc00639

ก็เป็นภาพรวมของบรรยากาศวันนี้ล่ะครับ หลากวัฒนธรรม หลากเชื้อชาติ เฟรมก็ไม่รู้ว่า
เราจะอยู่ร่วมกันได้ยังไง ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่เฟรมเองก็ต้องขอใช้เวลาในค่าย
ได้ทำความรู้จัก แน่นอนครับว่า ประสบการณ์แบบนี้ขอเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันเยอะหน่อย
หรือใครๆจะเรียกว่ามันเป็นการ “บ่น” ก็ได้

แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ….

(ซึ่งเฟรมจะหาเวลามาอัพเดตให้เร็วที่สุด T^T)

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามครับ

Skoolbuz Award 2010 : Science เซต้า

6

skoolbuz-award-2010-science-1

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเองคงอยู่กับงานถ่ายทำสื่อการเรียนรู้
ที่เน้นว่าแปลกใหม่ สร้างแนวคิดในการเรียนรู้ใหม่ๆขึ้นมา วันนี้จะมาถ่ายทอด และเบื้องหลังการ
ถ่ายทำ ของสื่อที่ผมเรียกมันว่า “รายการโทรทัศน์”  ว่า “Science เซต้า” ขึ้นมาครับ

เปิดประเด็น

ผมเองทราบโครงการนี้มาจาก Twitter ครับ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ก็เกิดแนวคิดไอเดียเข้าไปใน
ผลงานเรียบร้อยแล้ว คืออยากทำเป็นลักษณะของรายการทีวี เหตุผลก็เพราะ รายการทีวี ก็เป็นส่วน
หนึ่งของการดูทีวี รายการสามารถสอดแทรกเนื้อหาต่างๆไว้เป็นช่วงๆ ผนวกกับได้แรงบันดาลใจจาก
รายการ English Breakfast ที่ดูเป็นประจำ ก็เลยรอจังหวะที่จะได้กล้องใหม่ เพื่อจะได้ใช้ในการ
ถ่ายทำงาน และก็ได้เป็น Sony Alpha NEX-5 เป็นกล้องใหม่มาในการถ่ายทำ ก่อนที่เราจะหา
ประเด็นที่น่าสนใจ และเลือกวิชาพร้อมทั้งลงรายละเอียดกัน

skoolbuz-award-2010-1

อ.บุณฑริกา ภัทรจารุ เป็นครูที่สอนฟิสิกส์ผมครับ และก็เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ด้าน Science Show เลยอยากจะนำเสนอไอเดียแปลกๆเข้าไปด้วย
อ.บุณฑริกา ภัทรจารุ เป็นครูที่สอนฟิสิกส์ผมครับ และก็เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ด้าน Science Show เลยอยากจะนำเสนอไอเดียแปลกๆเข้าไปด้วย

เรื่องที่เราหยิบเป็นประเด็นในส่วนของวิชาฟิสิกส์มาทำนั้น เป็นเรื่องกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
เพราะถ้าพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ คนแรกๆเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะนึกถึง นิวตัน เพราะเป็นที่พูดถึง
ในวิชาฟิสิกส์เยอะ และนึกถึงเรื่องของแอปเปิลตามมา ซึ่งน่าจะเป็นจุดโยงให้เริ่มสนใจในสิ่งที่
ใกล้ตัว และเข้าถึงวิทยาศาสตร์ง่ายขึ้น

วางแผน

dsc00407

ทันทีที่เราทราบเนื้อหาที่ต้องนำเสนอจากอาจารย์แล้ว เราก็มานั่ง Create ส่วนที่เป็นเชิงเทคนิค
ลงไปครับ เพื่อนผมจะทำหน้าที่ตัดต่อร่วมกับผม นั่งวาด Storyboard กันคร่าวๆ เพื่อกำหนด
สถานที่ต่างๆ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ เรื่องเนื้อเรื่องที่อยู่ในรายการ นึกเรื่องราววันที่
จัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมาได้ครับ เลยอยากให้มีช่วง Science Show ที่ดึงดูดความ
สนใจได้ดี จึงหากิจกรรม Science Show ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนิวตัน เป็นช่วงหนึ่งของรายการ

ผมและเพื่อน ที่แสดง Science Show ในนิทรรศการสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ของโรงเรียน
ผมและเพื่อน ที่แสดง Science Show ในนิทรรศการสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ของโรงเรียน

ที่มาของชื่อ Science เซต้า

เรื่องชื่อเป็นเรื่องที่เราตบตีกันมานานมาก เพราะชื่อ ใครๆก็ทราบครับว่า มันเป็นเอกลักษณ์ของงาน
จากนี้และตลอดเรื่องเลย

ผม : เฮ้ย เอาชื่อนี้ ” Science อีหลี ” (ไอเดียมาจาก แซ่บอีหลี) ม่วนคักๆ
เพื่อน : ไม่เอา… เค้าดูจากชื่อ ถ้าเค้าเป็นคนภาคอื่นเค้าก็ไม่โหวตแล้ว
ผม : มันต้องแปลกๆสิ จะได้จำได้ นี่ถ้าเป็นเค้า เห็นชื่อรายการก็ฮาแล้ว เปิดตัวมา
สวัสดีครับ พบกับรายการ Science อีหลี (ทำสำเนียงอีสาน) เสียงแคนขึ้น โหยย .. ไม่ฮาได้ไงฟะ
เพื่อน : ไม่เอาๆๆๆๆ

ครับ มันไม่เอาอย่างเดียว จนสุดท้ายมันเสนอ Science เซต้ามา ซึ่งก็คือพ้องกับคณิตศาสตร์และ
ฟิสิกส์ที่เรียกติดปากหน่อยเวลาใช้สูตรครับ (ฟังแล้วยุ่งยากจริง – -”)

เริ่มถ่ายทำกัน !!

ครับ เริ่มก็เริ่ม เราเริ่มจากการเก็บ footage ที่เป็นประโยชน์ต่อการถ่ายทำครับ เราอยากผู้ชมทุกท่าน
ได้เห็นบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวในโคราชด้วย (รักบ้านเกิดครับ) เพื่อนจึงเสนอช่วงที่พาออก
นอกสถานที่ แต่เป็นในทำนองเกี่ยวกับเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ด้วย เลยเป็นที่มาของช่วง “Science
is all around
” ซึ่งเป็นช่วงที่จะไปตามหากฎทางวิทยาศาสตร์ กับสิ่งรอบๆตัวเรา ตามสถานที่ต่างๆ
ครับ เราจึงถ่ายทำบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ที่แรกที่เราเริ่มครับ ตอนแรกจะใช้สถานที่ ที่เป็นส่วนของศูนย์แสดงแสง สี เสียง วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี แต่แอร์ที่นี่ดังมากครับ ทำให้เป็นอุปสรรคในการถ่ายทำ
ที่แรกที่เราเริ่มครับ ตอนแรกจะใช้สถานที่ ที่เป็นส่วนของศูนย์แสดงแสง สี เสียง วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี แต่แอร์ที่นี่ดังมากครับ ทำให้เป็นอุปสรรคในการถ่ายทำ
นักท่องเที่ยว เราก็ต้องเผื่อไว้ให้เค้าถ่ายรูปด้วยครับ ดังนั้น จังหวะในการถ่ายทำไม่ได้ทุกช่วงโอกาสครับ
นักท่องเที่ยว เราก็ต้องเผื่อไว้ให้เค้าถ่ายรูปด้วยครับ ดังนั้น จังหวะในการถ่ายทำไม่ได้ทุกช่วงโอกาสครับ
อากาศร้อน...
อากาศร้อน…

เทคนิคอื่นๆที่เราใช้ในงานก็เป็น Bluescreen ครับ เพราะว่าเราอยากให้มีบรรยากาศคล้ายกับ
ห้องส่ง หรือ สตูดิโอ (ก็ว่าไป…) ก็เลยไปซื้อผ้าเขียวมาทำครับ

ไมค์ปลอม กับ แอปเปิลปลอม - -''
ไมค์ปลอม กับ แอปเปิลปลอม – -”

dsc00680

ก่อนที่เราจะเริ่มถ่ายทำช่วงต้นของรายการ ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อหาครับ พูดผิดพูดถูก แก้อยู่หลาย
take เหมือนกัน แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีครับ

ตัดต่อ !!

หน้าที่ของเพื่อน เป็นหน้าที่หลักในการตัดต่อ โดยอิงจาก Storyboard ครับ ผมเองก็มีส่วนช่วย
ในตอนท้ายๆ โดยใช้ Sony Vegas เป็นโปรแกรมในการตัดต่อทั้งหมดครับ (รวมไปถึงฉากหลัง
ที่ใส่ Chroma key ไปด้วย)

dsc00585

dsc01013

จนถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่เรามีโอกาสได้ตรวจทานเนื้อหา และส่งผลงานเข้าไปประกวดในกิจกรรม
Skoolbuz Award 2010 ครับ

และในตอนนี้ก็เดินทางเข้าสู่ไม่กี่วันของการประกาศผลแล้วครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได็โหวตก็
รีบหน่อยนะครับ เข้าไปสมัครสมาชิกเว็บไซต์ Skoolbuz.com และโหวตให้ผลงาน Science
เซต้า (S50)
โดยศึกษาวิธีการโหวตได้ที่นี่ครับ

สำหรับผมและเพื่อนๆในทีม ในช่วงนี้ก็ประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้ทุกคนในโรงเรียนได้ทราบ
มีประกาศหน้าเสาธง ทำเอกสารเผยแพร่ ทั้งหมดนี้ก็หวังที่จะทำวิจัยเล็กๆในโรงเรียนถึงกระแส
ตอบรับกับกิจกรรมนี้ด้วยล่ะครับ คุณครูแนะแนวที่เข้ามาช่วยเหลือ เรียกคะแนนโหวตจากนักเรียน
และคุณครูที่ปรึกษาเองที่ช่วยให้นักเรียนมาโหวต ซึ่ง ณ ขณะนี้ เป็นตัวเลขที่ผู้จัดทำ รู้สึกพอใจ
และถือว่ามีคุณค่ามากครับ (ถึงแม้จะห่างจากลำดับต้นๆมากมายก็ตาม)

แต่สิ่งสำคัญคือ การที่ได้เห็นพลังจากการโหวตครั้งนี้จากหลายๆคนที่ลงแรงจริงๆ เราลงสนามนี้
แบบแฟร์ๆครับ นั่นคือสิ่งที่อยากเห็นตั้งแต่ตอนต้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆสามารถชมการประกาศรางวัลได้ ที่ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟ
เวอรี เวลา 14.00-18.00 น. ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ครับ (เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่นี่)

สุดท้ายตัวแทนกลุ่ม ขอกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียง คอมเมนต์ คำติชม กำลังใจ จากทุกๆท่านๆ
ครับ หวังว่าเราจะได้ฟังข่าวดีพร้อมกัน !! เย่ !!

มหกรรมวิทย์และเทคโนฯแห่งชาติ 53 : นิติวิทยาศาสตร์

สวัสดีผู้อ่านบล็อกทุกท่านครับ หายหน้าหายตาไปหลายวัน เนื่องจากกิจกรรมก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ
โดยเฉพาะล่าสุด วันที่ 20 สิงหาคม 2553 ก็มีกิจกรรมทัศนศึกษาที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม
ไบเทค บางนา ซึ่งเป็นงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2553 ครับ

banner1

หลังจากที่ปีที่แล้วผมเองก็มีโอกาสได้ไปงานนี้เช่นเดียวกัน แต่ปีนี้ย้ายมาจัดที่ไบเทคแล้ว ความรู้สึก
ก็คือ รู้สึกว่ามันแคบ ทำให้การเดินชมงานไม่ค่อยสะดวกครับ ผมเริ่มเดินทางมาชมงาน เวลา 11.00-
15.00 น. ผลก็คือ ช่วงเช้าๆ เที่ยงๆ นักเรียนเยอะมากครับ พอสัก 14.00 น. จะพอหายไปบ้างส่วน
หนึ่ง แต่สำหรับเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับบุคคลที่สนใจทั่วไป ก็คงเป็น 17.00 – 20.00 น.
ครับ โดยงานจะจัดจนถึงวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม นี้

เข้าไปครั้งแรกขอบอกว่าแอบท้อครับ นักเรียนมากมายเหลือเกิน
เข้าไปครั้งแรกขอบอกว่าแอบท้อครับ นักเรียนมากมายเหลือเกิน

เข้าเรื่องเกี่ยวกับตัวงานครับ ปีนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง การจำลองสถานการณ์ เช่นส่วนของ
วิกฤตโลกร้อน , ความหลากหลายทางชีวภาพ ก็สร้างความสนใจไม่น้อย แต่ในตอนแรกนี้ ขอประเดิม
ด้วยส่วนกิจกรรมที่คนในอินเทอร์เน็ตที่ไปงานนี้มา พูดถึงมากที่สุด นั่นก็คือส่วนของ นิติวิทยาศาสตร์
หรือ Forensic Science
ครับ

นิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Science) คือ

นิติวิทยาศาสตร์ มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2553

นิติวิทยาศาสตร์ คือ การนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในทางกฎหมายครับ เนื่องจาก
การทำความผิด คดีต่างๆ เริ่มมีความซับซ้อนขึ้น จึงทำให้ต้องหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ในการประกอบ
หลักฐานทางคดี เนื่องจากเดิมแต่ก่อนนั้นการใช้หลักฐานจากพยานไม่สามารถมีน้ำหนักเพียงพอ
ในการใช้ประกอบเป็นข้อมูลทางคดีได้
ครับ

กิจกรรมในบูธนิติวิทยาศาสตร์

นิติวิทยาศาสตร์ มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2553 ไบเทค

เป็นที่น่าสนใจครับ เนื่องจากว่าในปีนี้กิจกรรมได้ออกแบบในลักษณะของสถาณการณ์จำลอง สถาน
ที่เกิดเหตุ ซึ่งคงหลักฐานชิ้นสำคัญๆไว้ ให้นักเรียนนำกระดาษบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นได้ ตรงนี้สนุกครับ
เพราะเราได้สังเกต แล้วก็วิเคราะห์ความน่าจะเป็นด้วย

ใบเกมการ์ด นิติวิทยาศาสตร์ มหกรรมวิทย์ฯ ไบเทค

นี่ก็เป็นหลักฐานที่ทิ้งเอาไว้ครับ เราได้ข้อมูลเราก็จะกรอกในใบเกมการ์ด

สถานการณ์จำลอง นิติวิทยาศาสตร์ มหกรรมวิทย์ ไบเทค
สถานการณ์จำลองที่อยู่ภายในห้องครับ และนี่คือหลักฐานที่ต้องเก็บข้อมูล

ก่อนที่ภายนอกก็จะมีป้ายนิเทศ ที่ให้ความรู้ด้านการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ เช่น การนำข้อมูลจาก
เลือด
เบื้องต้นก็คือ เราต้องตรวจสอบเลือดว่าเป็นเลือดคนหรือสัตว์ ก่อนที่จะค้นหาหมู่เลือด และ
รหัสทางพันธุกรรม นอกจากนี้รูปแบบของรอยเลือดในสถานที่เกิดเหตุก็มีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน
ครับ เช่น หากเลือดเป็นวงกลม ก็จะสรุปได้ว่าเลือดทำมุม 90 องศากับวัตถุ หากน้อยกว่านั้น ก็จะเป็น
วงรีแทนครับ

ฟีนอล์ฟทาลีน ที่ใช้ในการตรวจสอบคราบเลือดในที่เกิดเหตุ
ฟีนอล์ฟทาลีน ที่ใช้ในการตรวจสอบคราบเลือดในที่เกิดเหตุ
พอออกมาจากห้อง ก็มีข้อมูลที่สรุปเกี่ยวกับ DNA และคราบเลือดมาให้วิเคราะห์ครับ
พอออกมาจากห้อง ก็มีข้อมูลที่สรุปเกี่ยวกับ DNA และคราบเลือดมาให้วิเคราะห์ครับ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาลายนิ้วมือจากผงฝุ่นครับ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาลายนิ้วมือจากผงฝุ่นครับ

หนอนแมลงวันในที่เกิดเหตุ ก็บอกเวลาการตายได้

อ่านหัวข้อแล้วก็อึ้งครับ ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าเค้าจะนำมาใช้เป็นเกณฑ์สำคัญได้ด้วย แต่เรื่องนี้
สามารถอธิบายได้จากระยะต่างๆของแมลงวันครับ เนื่องจากเมื่อศพนั้นเน่าแล้ว เจ้าหนอนแมลงวัน
ก็จะมาทำการวางไข่ 24 ชม.หลังจากนั้น ก็จะกลายเป็นตัวหนอน หลังจากนั้นอีก 7 วัน จะเป็นดักแด้
และถัดจากนั้นอีก 7 วัน ก็จะกลายเป็นแมลงวันครับ ทำให้การสอบสวนสามารถรัดกุมเข้าไปอีกได้
เนื่องจากทำให้ลดผู้ต้องสงสัยลงไปอีกได้

dsc09354

หลังจากนั้นผมก็ต้องสรุปจากเกมการ์ดแล้วล่ะครับว่า ใครเป็นผู้ลงมือ โดยเบื้องต้นเค้าก็จะให้ข้อมูล
ของผู้ต้องสงสัยทั้งสามคน โดยผมเองก็มีคำตอบไว้ในใจแล้วล่ะครับ โดยเค้าจะเฉลยไว้ใน
Facebook ของงาน วันที่ 23 สิงหาคม ครับ

มีอีกหลายๆส่วนของงานที่น่าสนใจครับ กล้องผมอาจจะไม่ค่อยอำนวยเท่าไรในช่วงนี้ เนื่องจาก
เลนส์มันเสียเล็กน้อยครับ อาจจะทำให้บางภาพไม่ชัดบ้าง

อย่าลืมติดตามกันอีกครั้งในสาระดีๆจากงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม

Facebook : มาแล้ว มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ปี 53
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2553

บรรเลงเพลงกวี :: วันภาษาไทยแห่งชาติ

สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ผมเพิ่งจะมีโอกาสได้กลับมาบล็อกในรอบเดือนทั้งเดือนนี้ แต่ก็ไม่พลาด
ที่จะนำสาระดีๆมาฝากคุณผู้อ่าน เนื่องจากวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ได้จัดกิจกรรม บรรเลงเพลงกวีโดยเชิญ
ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ คุณชูเกียรติ ฉาไธสง ซึ่งเป็นศิลปิน
นักแต่งเพลงคู่กับอาจารย์เนาวรัตน์มาโดยตลอด ซึ่งใจมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง ขอนำมา
เล่าบรรยากาศและสาระดีๆที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ครับ

dsc02404

ก่อนอื่นต้องเกริ่นประวัติของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก่อนครับ ท่านได้รับรางวัลศิลปิน
แห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2536
ได้รับรางวัลซีไรต์จากการเขียนคำประพันธ์ต่างๆ รางวัล เกียรติยศ
ต่างๆ นับว่าท่านมีความสำคัญในด้านของการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร และการแต่งคำประพันธ์
โดยแท้จริงครับ

ใจความตอนหนึ่งที่สำคัญของการบรรยายในวันนี้ คงเป็นเรื่องราวชีวิตก่อนที่จะมาเป็นนักเขียนรางวัล
ซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ ท่านได้กล่าวว่า เมื่อท่านยังเป็นเด็ก มีคำประพันธ์มากมายที่คุณพ่อ เขียน
ติดตามฝาผนังให้ได้ท่องก่อนเข้าโรงเรียนและก่อนอ่านออกเขียนได้   บทประพันธ์ คำประพันธ์
ต่างๆ ผ่านสายตาของเด็กชายเนาวรัตน์ ณ ตอนนั้น ทำให้สามารถจดจำคำประพันธ์ บทอาขยาน
ต่างๆได้อย่างแม่นยำ
พอมาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (เทียบเท่า ป.6 ปัจจุบัน) ก็เริ่มมีเพื่อนๆที่กำลัง
มีความรักให้แต่งคำประพันธ์ให้ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครแต่งเป็น ก็ทำให้การแต่งคำประพันธ์ของ
อาจารย์เนาวรัตน์ในวัยเด็ก เป็นเรื่องที่สนุก และสามารถสร้างรายได้จากการเก็บค่ากลอนบทละ 1 บาท

อาจารย์เล่าต่อว่า ท่านมีโอกาสได้นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เพื่อนเข้ามาบอกอาจารย์
ว่า อย่าไปบอกแฟนนะว่า คำประพันธ์ที่แต่งให้เป็นฝีมือของอาจารย์เนาวรัตน์  เพราะตอนนี้แฟนเข้าใจ
ว่าเค้านั้นเป็นคนแต่งให้เธอ ทำให้อาจารย์รู้สึกยินดีที่คารม ความอ่อนหวาน ความไพเราะ ของการใช้
ภาษานั้นสามารถดึงดูดใจ และกินใจคนได้ถึงเพียงนี้

dsc02400

ท่านมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เป็นที่คาดหวังไว้
เพราะท่านได้เข้าศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตในมหาลัยค่อนข้างอิสระ
ทำให้อาจารย์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตั้งชมรมเกี่ยวกับด้านภาษา ไม่ว่าจะเป็นวรรณศิลป์ ดนตรีไทย
ด้วยความสนุกสนาน และรักในสิ่งที่ทำอยู่ อาจารย์จึงเรียนที่ธรรมศาสตร์นานกว่าเพื่อนๆ คือเป็นระยะ
เวลา 8 ปี ท่านทิ้งข้อคิดไว้ว่า ตัวอย่างที่เห็นนี้ คือ “อยากให้ทุกคนรู้จักจัดการกับปัญหาให้ได้
ชอบอะไรอย่าให้เป็นอุปสรรค ขอให้เป็นสิ่งที่ดี จะทำให้เรารู้จักช่วยตัวเองได้ ใช้ตัวเองดี

เนื่องในวันภาษาไทยที่จะถึงในวันพรุ่งนี้ ท่านมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับภาษาไทยของเรา ซึ่งเป็นส่วน
หนึ่งของการบรรยาย ดังนี้ครับ ท่านบอกว่า คนไทยนั้นมีวัฒนธรรมเกี่ยวกับความเชื่อที่ฝังแน่น
อาจเป็นเพราะจากความไม่รู้หนังสือของคนไทยในสมัยก่อน ที่ผู้ได้ร่ำเรียนหนังสือถูกจำกัดไว้
เพียงกลุ่มคนบางส่วน การที่จะให้ความรู้ต่างๆ จึงต้องมีอุบาย เพื่อเรียกให้มาฟัง วัฒนธรรมการฟัง
จึงคงเป็นวัฒนธรรมหลักของคนไทย ทำให้การบริโภคข้อมูล ส่วนมากมาจากการฟัง แทนที่จะเป็น
การอ่าน

ประเทศฝรั่งเศสที่อาจารย์พูดถึง อาจารย์ยกย่องในเรื่องของการที่รู้จักให้เยาวชน อ่านวรรณกรรม
ดังๆ ของโลก ท่านย้ำให้นักเรียนทุกคนทราบว่า ที่นั่นเค้าได้อ่านวรรณกรรมของท่านสุนทรภู่แล้ว
เพราะการอ่านเสมือนกับการอ่านความคิด เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งให้เราอ่านน้อยลง ครอบซึ่ง
ความคิดและความอ่าน ทั้งหมดนี้ครับที่ท่านพูดได้พูดไว้เกี่ยวเนื่องกับการใช้ภาษาไทยครับ

dsc02414

สุดท้ายผมฝากบทประพันธ์ที่มีเนื้อหาลึกซึ้งกินใจ ผลงานการประพันธ์ของ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ในบทประพันธ์ที่มีชื่อว่า “เป็นมนุษย์” แล้วพบกันใหม่กับสาระดีๆที่นำมาฝากในตอนต่อ สวัสดีครับ 🙂

๏ ก่อนจะเป็นอะไรในโลกนี้
ทั้งเลวทรามต่ำดีถึงที่สุด
ก่อนจะสวมหัวโขนละครชุด
คุณต้องเป็นมนุษย์ก่อนอื่นใด

๏ คุณจะต้องรู้จักการเป็นมนุษย์
ไม่ใช่ชุดเครื่องแบบที่สวมใส่
ไม่ใช่ยศตำแหน่งแกร่งฉไกร
หากแต่เป็นหัวใจของคุณเอง

๏ ใจที่มีมโนธรรมสำนึก
ใจที่รับรู้สึกตรึกตรงเผง
ใจที่ไม่ประมาทไม่ขลาดเกรง
ใจที่ไม่วังเวงการเป็นคน

๏ เมื่อนั้นคุณจะเป็นอะไรก็ได้
เป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ได้ทุกหน
มโนธรรมสำนึกรู้สึกตน
ต้องตั้งตนให้เป็น คือ เป็นมนุษย์!

……………………………………
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ ๑๓/๑๑/๕๑

ข้อมูลเพิ่มเติม

บล็อกของอ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์