Home Blog Page 7

[무한통삼] หมูย่างเกาหลีรมควันบุฟเฟ่ต์

0

มาพบกับรีวิวของกินในเกาหลีกันบ้างครับ มาถึงเกาหลีหลายคนมักจะนึกถึงอาหารพื้นฐานอย่าง “หมูย่างเกาหลี” หรือ “ซัมกยอพซาล” ที่เกาหลีสามารถหาทานได้ทุกที่แล้ว แต่ดูเหมือนร้านนี้ จะเป็นร้านเดียวที่ผม ยอมนั่งรถไฟฟ้า 30 นาที (ที่ถือว่านานสำหรับผม) ไปกินได้ตลอด!

บรรยากาศในร้าน (แน่นอนว่าเป็นช่วงที่คนน้อย)

และร้านนี้ก็คือ “Moohantongsam” (무한통삼 : มูฮันทงซัม) ร้านนี้มีดีที่หมูสามชั้นหนา นุ่ม อร่อย ที่สำคัญคือคุ้มค่า เพราะเป็นบุฟเฟ่ต์ให้กินได้แบบเต็มที่ในราคาแค่ 9,900 วอน ! (เฉลี่ยบุฟเฟ่ต์ปกติทั่วไปก็ราวๆ หัวละ 12,000 วอนขึ้นไป)

ไฮไลท์ของร้านนี้เลย หมูรมควัน

จุดเด่นของหมูร้านนี้ คือ หมูจะผ่านการรมควันในเตามาให้ก่อนครับ ก่อนจะนำไปบริการไว้ที่บาร์แล้วเราถึงค่อยไปคีบแล้วเอามาย่างต่อ (ยกเว้นวันไหนที่ลูกค้าเยอะ ทำไม่ทันก็อาจจะต้องกดกริ่งเรียกเติม) นอกจากรมควันแล้วก็ยังมีส่วนอื่นๆ เช่น คอหมู และสามชั้นที่ไม่หมักด้วยครับ แต่งานนี้รุ่นน้องขาประจำของร้านนี้ คอนเฟิร์มมาเลยว่ามาร้านนี้ก็ต้องมาลองกินหมูรมควัน!

ในร้านเป็นแบบ self bar มีผักสำหรับห่อทานกับหมู มีกิมจิ, ยำถั่วงอก, กระเทียม, เห็ดเข็มทอง ฯลฯ ใครที่ชอบเอาผักห่อหมู กินแบบเฮลตี้ๆต้องชอบแน่นอน

ส่วนของน้ำดื่มก็มีเป็นน้ำอัดลมรีฟิลไม่อั้นโดยคิดเพิ่มหัวละ 1,000 วอน (ถ้าสั่งต้องสั่งทุกคน)

กินจนเพลิน อิ่มไปข้างเลยล่ะครับ จะว่าไปแล้วร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่ทำให้นักเรียนไทยในเกาหลีได้รวมตัว ก็หวังว่าบล็อกรีวิวร้านอาหารในเกาหลีร้านนี้จะเรียกน้ำย่อยชวนให้มาเที่ยวที่เกาหลีกันบ้างนะครับ 🙂

ลายแทง

หน้าร้าน – ร้านอยู่ชั้น 2 เมื่อเดินเข้ามาจะเห็นว่ามีร้านสะดวกซื้อ GS25 อยู่หน้าซอยครับ

ร้านมีอยู่ทั้งหมด 8 สาขาครับ ส่วนใหญ่จะกระจายๆไปทั่วโซล ส่วนสาขาที่มากินและรับรองรสชาติได้ขนาดนี้ คือสาขามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) โดยสามารถเดินออกจากสถานี Seoul National University Station (Line 2) ประตูทางออก 3 เดินมาที่ร้านประมาณ 5 นาทีครับ สำหรับสาขาอื่นๆ มีสาขาที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยคอนกุก (Konkuk) สามารถเช็คเส้นทางได้จาก Google Maps ลิงก์นี้ เลยครับ

แผนที่ : [Google Maps] [NAVER Maps]

เปิด : 11.00 ~ 02.00 น.
ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ:
ร้านมีห้องน้ำ, Wi-Fi, รับบัตรเครดิต, จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สีสันเลือกตั้งปธน.เกาหลีกับแคมเปญออนไลน์เจ๋งๆ

บรรยากาศและสีสันของการรณรงค์ การเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ครั้งที่ 19 เรียกว่าน่าสนใจเลยทีเดียวครับ ผมเองมีโอกาสได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ มันแอบสนุกตรงที่ว่าจะมีอะไรเจ๋งๆแปลกๆที่ไม่เคยเห็นในการเลือกตั้งบ้านเรามาก่อน (หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่มีเลือกตั้งกันมานานแล้ว) ซึ่งผมก็ชอบในความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละผู้สมัครที่ต่างใช้สื่อต่างๆในการหาเสียง โดยเฉพาะที่ยุคนี้ที่เป็นยุคแห่งโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เรามักจะติดตามข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือ ผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้สมัครส่วนใหญ่ต่างก็ปรับแคมเปญ รูปแบบการประชาสัมพันธ์นโยบายให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายด้วยการการแข่งกันออกออกแคมเปญบนโลกออนไลน์ชนิดว่าดุเด็ดเผ็ดมันครับ รับรองเลยครับว่าบรรยากาศแบบนี้หลายคนอาจจะยังไม่มีโอกาสได้เห็นในบ้านเราแน่นอน

* ขอยกตัวอย่างแคมเปญของแต่ละผู้สมัครเด่นๆในปีนี้ เรียงตามหมายเลขครับ

ผู้สมัครเบอร์ 1 – Moon Jae-In (มุนแจอิน) (พรรค Democratic)

หนึ่งในผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งของปีนี้ครับ จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและดำรงตำแหน่งฝ่ายค้านในสมัยก่อนหน้า ด้วยความที่เป็นตัวเต็งจึงจะเห็นว่ามีวิดิแคมเปญให้เห็นเยอะมากกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ และมีการอัพเดตวิดิโอประชาสัมพันธ์ หาเสียง มากกว่า 800 คลิป ตัวอย่างของไอเดียเจ๋งๆส่วนใหญ่จะเป็นการล้อเลียนครับ

  • 1st (เว็บไซต์ล้อเลียนเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ 11st – Eleven street)

    นอกจากจะมีเว็บไซต์หลักไว้สำหรับประชาสัมพันธ์นโยบายหลักๆทั่วไปแล้ว ก็มีเว็บไซต์รองที่ทำมาในลักษณะล้อเลียน (parody) อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น 1st จำลองเว็บไซต์เหมือนร้านค้าออนไลน์ เอานโยบายต่างๆมาทำเป็นเหมือนสินค้า ใครถูกใจชอบก็สามารถซื้อไปได้ (โดยถ้าคลิกซื้อก็จะมีหน้าต่างบอกว่า คุณคือผู้สั่งซื้อคนที่ xx สินค้าจะถูกจัดส่งในวันที่ 9 พ.ค. (วันเลือกตั้ง)) ก็เป็นหนึ่งไอเดียที่ดูสร้างสรรค์ นำสิ่งที่ผู้คนจดจำได้ดีอยู่แล้วมา parody ต่อนั่นเอง

  1. เพลงหาเสียง (Logo song)
    บ้านเราก็พอมีให้เห็นอยู่ครับกับการใช้เพลงดังๆมาทำเป็นเสียงสปอตหาเสียง เลือกตั้งที่เกาหลีก็มีผู้สมัครหลายท่านที่ใช้เป็นเพลงแปลงจากเพลง K-POP ที่ติดหูผู้คนอย่าง Cheer up ของสาวๆ Twice (ลิงค์เพลงแปลง / เพลงต้นฉบับ) หรือ Thumb up (ลิงค์เพลงแปลง /เพลงต้นฉบับ) เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาเพลงแปลงมาเต้น cover กันในวันลงพื้นที่หาเสียงด้วย
  2. แมพพิเศษในเกม Starcraft
    เข้าถึงวัยรุ่นและคอเกม เกม Starcraft หนึ่งในเกมโปรดของคนเกาหลี ทีมงานก็เรียกว่าครีเอทีฟสุดๆ ออกแมพเกม Starcraft ที่มีแผนที่เป็นข้อความชื่อของเขา พร้อมกับหมายเลขผู้สมัคร ให้ดาวน์โหลดกันในเว็บบล็อกส่วนตัว อีกด้วย

ผู้สมัครเบอร์ 2 – Hong Jun-pyo (ฮงจุนพโย) (พรรค Liberty Korea)

มาถึงคนนี้ อดีตผู้ว่าจังหวัดคยองซังใต้ (จังหวัดที่มีเมืองใหญ่ๆอย่าง ปูซาน) คนนี้มาแนวแรงๆ เน้นสะกัดดาวรุ่งผู้สมัครคนอื่นด้วยคำถามโหดๆ ว่ากันว่าเขาคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ของเกาหลีจนตัวเองก็กลายเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่มีคะแนนนิยมตีตื้นตามผู้สมัครคนอื่นๆมาเหมือนกัน เนื่องจากตัวเองนามสกุลว่า ฮง ซึ่งความหมายในภาษาเกาหลีแปลว่า “แดง” จึงได้ใช้สีแดงเป็นสีประจำตัว

  • เว็บตูนแนะนำตัวเอง
    คนเกาหลีไม่น้อยครับที่ชอบอ่านการ์ตูนออนไลน์ สื่อหนึ่งที่อาจจะเข้าถึงวัยรุ่นอาจจะเป็นการแนะนำผู้สมัครผ่านการ์ตูน โดยได้ทำเป็นการ์ตูนกว่า 10 ตอนพูดถึงประวัติส่วนตัวของเขาและนโยบาย [ลิงก์หน้าเว็บตูน]
  • ฮงคาโคล่า
    ล้อเลียน “โคคาโคล่า” แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสีเดียวกับผู้สมัคร กับคุณสมบัติของโค้กที่ดื่มเมื่อไรก็จะรู้สึกสดชื่น เหมือนกับที่ได้ฟังนโยบายหรือคำพูดของเขา (เขาว่าอย่างงั้นนะ) แคมเปญนี้ฟังดูแล้วออกจะแถไปหน่อย แต่ก็นะ…นับว่าเป็นหนึ่งแคมเปญแล้วกัน [คลิปฮงคาโคล่า]

 

 

 

 


ผู้สมัครเบอร์ 3 – Ahn Cheol-soo (อานชอลซู) (พรรค People’s)

หนึ่งในผู้สมัครไฟแรง แต่ยังขาดประสบการณ์ทางการเมือง ผู้ประดิษฐ์โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีให้คนเกาหลีได้ใช้ เป็นตัวเต็งลำดับที่ 2-3 ล่ะครับ โดดเด่นตั้งแต่การพยายามดีไซน์ป้ายหาเสียงของตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น โดยไม่ใส่ชื่อพรรค แต่ใช้สัญลักษณ์แทน การยกมือสองข้างเป็นรูปตัววี หรือการตะโกนด้วยการใช้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้เขาเป็นที่น่าจดจำ

อานชอลซู (หมายเลข 3) ที่มาภาพ : Chosun.com
  • VR 360 ถ่ายทอดสดลงพื้นที่
    (ที่มา : ภาพแคปเจอร์จาก VIDEO MUG)

    ก็ไม่ต่างจากผู้สมัครอื่นๆในเรื่องของแคมเปญออนไลน์เท่าไรครับ คนนี้ก็อัพเดตกิจกรรมบนเพจอย่างต่อเนื่อง พิเศษกว่าเขาหน่อยก็คงเป็นการใช้กล้อง 360 องศา ถ่ายทอดสดการลงพื้นที่หาเสียง สามารถชมบรรยากาศได้แบบ 360 องศา สดจากพื้นที่กันเลยทีเดียว


ผู้สมัครเบอร์ 4 – Yoo Seung-min (ยูซึงมิน) (พรรค Bareun)

อดีตสมาชิกรัฐสภา เป็นนักการเมืองและนักธุรกิจโดยนโยบายจะเน้นไปทางด้านพัฒนาประเทศควบคู่กับพัฒนาเศรษฐกิจ เอาตรงๆผมไม่ได้ทำการบ้านและไม่รู้จักรายละเอียดผู้สมัครเลยแม้แต่น้อย !! แต่ที่เขาฮือฮาเกี่ยวกับผู้สมัครคนนี้ก็เพราะ…..

(ที่มาของภาพ : Wikitree)

ครับ !!

ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆ..ให้ลึกซึ้ง ลูกสาววัย 24 ปีที่เคียงข้างคุณพ่อช่วยหาเสียงนั่นเอง นี่คงเป็นหนึ่งในไม้ตายที่ผู้สมัครท่านอื่นๆไม่มีครับ 55

คลิป ยูดัม (Yoo Dam) ลูกสาวของผู้สมัครยูซึงมินเต้นโคฟเวอร์เพลงแปลงหาเสียงของคุณพ่อ อีกหนึ่งผู้สมัครที่เลือกเพลง Cheer up ของ Twice มาแปลง

(ที่มาของภาพ : HUFFPOST Korea)

แต่เคสลูกสาวน่ารักก็เป็นดาบสองคมครับ เพราะจริงๆแล้วก็ถือว่าเธอยังไม่ใช่ดาราที่จะมีการ์ดมาคอยห้าม ตอนที่ช่วยคุณพ่อหาเสียงก็มีคนมาแห่ขอถ่ายรูปด้วยมากมาย และเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมาขณะที่ยูดัมกำลังช่วยคุณพ่อของเธอหาเสียง ก็มีชายโรคจิตมาถ่ายภาพคู่และพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศโดยการแลบลิ้นไปหาเธอ ก่อนที่จะโพสต์ข้อความลงบนอินเทอร์เน็ต จนล่าสุดนี้คุณพ่อก็ขอเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ทำไมต้องมีเรื่องโหดร้ายกับเธอแบบนี้ด้วย… T_T (ลิงก์ข่าว)


ผู้สมัครเบอร์ 5 – Sim Sang-jung (ชิมซางจอง) (พรรค Justice)

หนึ่งในผู้สมัครหญิงคนเดียวในครั้งนี้ครับ ความสามารถของเธอคือการสกัดดาวรุ่งใครต่อใครหลายคนด้วยการยิงคำถามโหดๆอีกเหมือนกัน มีโอกาสได้ดูเขาคัดค้านโครงการอะไรสักอย่าง ก็พบว่าพูดได้น้ำไหลไฟดับ เอาอยู่จริงๆ มาดกระฉับกระเฉงแบบนี้ก็ให้ลุคที่ดูเป็นหญิงแกร่งอีกแบบครับ มีแคมเปญบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น

  • วิดิโอแนะนำตัวด้วยเกม Overwatch


    เข้าถึงกลุ่มเยาวชนเอา Overwatch เกมอันดับหนึ่งของคนเกาหลีตอนนี้ มาใช้แนะนำตัว โดยการรวมคลิปความสามารถในการค้านของเธอ ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งทางการเมืองก่อนหน้ามาข่ม ให้เห็นความสามารถในการทำให้อีกฝ่ายหมดพลัง จนได้ตำแหน่ง Play of the Game ไป
  • วิดิโอหาเสียงสุดแนว
    ทุ่มทุนสร้างเหลือเกินกับวิดิโอหาเสียงของผู้สมัครซางจอง ที่ดูเผินๆนึกว่า trailer หนังเรื่องไหนหรือเปล่า นอกจากงานนี้จะได้พรีเซ็นต์นโยบายแบบแนวๆแล้ว ยังได้เห็นอีกลุคลุยๆของผู้สมัครท่านนี้อีกด้วย

สรุป

เอาเข้าจริงผมก็ไม่ได้สนใจการเมืองถึงขั้นเอามาศึกษาอะไรหรอกครับ แต่เพราะว่าสีสันของการเลือกตั้งที่นี่ถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว ดีถึงขนาดทำให้คนต่างชาติ ที่ไม่มีสิทธิ์ไปใช้เสียงเลือกตั้งบ้านเขาก็ต้องหันมาให้ความสนใจ เพราะทุกอย่างดูน่าสนใจเหลือเกิน

ภาพโปสเตอร์ล้อเลียนผู้สมัครของรายการ SNL ที่มาภาพ (Chosun.com)

ดารา-นักแสดงตลกดังๆของที่นี่ก็ออกมาล้อเลียนคาแร็คเตอร์ของผู้สมัครของแต่ละคน ที่เก็บรายละเอียดได้เนียนมากๆ ก็เรียกว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นการการันตีถึงสีสันของการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

ก็หวังว่าบ้านเราจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆวันนี้(ได้แล้ว)

[Cafe the GL] ร้านกาแฟในย่านฮงแด

“ร้านกาแฟใหญ่ โออ่า
ใจกลางย่านเที่ยวฮงแด”

 

Cafe the GL

ที่อยู่ : 서울시 마포구 서교동 355-8 [Naver map] [Google Maps]
เวลาทำการ : ทุกวัน 11:00~22:00
มี Wifi และห้องน้ำให้บริการ

มีโอกาสนัดเจอเพื่อนในแถวนี้ครับ และดูเหมือนว่าย่านฮงแด (Hongik University) ย่านที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดเวลานี้จะหาร้านกาแฟ หรือว่าร้านที่นั่งชิวเล่นได้ค่อนข้างหายากเหลือเกิน

ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ “Cafe the GL” ตึกอาคารสวยเด่น สง่า อยู่หน้าร้านเสื้อผ้า ALAND แบบนี้ ช็อปเสร็จแล้วอยากจะแวะพักผ่อน พักขา ก่อนไปลุยต่อนี่ก็โอเคไม่เบาเลย!

หรือใครอยากจะนัดคุยงานหรือเข้ามานั่งอ่านหนังสือ ก็แนะนำเหมือนกันครับ เพราะว่าโต๊ะและพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีพื้นที่ยาวไปถึงข้างนอกให้นั่งตากอากาศได้

รสชาติกาแฟก็จะไม่โดดเด่น ไม่แตกต่างจากกาแฟที่เกาหลีอื่นๆทั่วไปครับ วันนั้นสั่งเป็น Latte (Iced) อยู่ที่ 4,000 วอน ราคากาแฟของที่นี่ถือว่า “ไม่แพง” เลยล่ะครับ ปกติถ้าเป็นราคานี้ในเกาหลีอาจจะได้แค่ American

สำหรับคนที่ไม่ทานกาแฟ ก็มีชา, สมูตตี้, น้ำผลไม้ไว้ให้บริการด้วยครับ แต่ไม่มีโอกาสได้ชิม ใครที่สนใจอยากจะไปตามรีวิวก็สามารถเช็คพิกัดตามไปกันได้เลย

ไปเซอร์ไพรส์คนญี่ปุ่น งานนี้โดนเล่นคืน!

สัปดาห์ที่แล้ว (21-26 กุมภาพันธ์) เฟรมคุงมีโอกาสพาคุณแม่และเพื่อนของคุณแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่นครับ ไปยังเมืองที่มั่นใจว่าจะไม่พาใครหลง(ง่ายๆ) อย่าง โอซาก้า” เมืองที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นเขียนรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก และยังเป็นเมืองที่ผมมีเพื่อนสนิทอยู่ที่นั่นด้วย ซึ่งทุกครั้งผมก็มักจะได้คำแนะนำการท่องเที่ยวจากเพื่อนคนนี้ล่ะครับ ไปเที่ยวกับคุณแม่รอบนี้พอมีเวลาแวะไปหาเพื่อน เลยเตรียมอะไรเล็กๆน้อยๆจากเมืองไทยไปฝาก

เพื่อนคนนี้ชื่อ ริโกะ ครับ ริโกะเป็นผู้หญิงห้าวๆตามฉบับคนโอซาก้า เคยพูดถึงตอนเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก กับ ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว เคยเรียนคลาสภาษาเกาหลีด้วยกัน มีสิ่งที่ชอบทำเหมือนกันคือ “การออกไปกินหมูย่างเกาหลี” จะว่าไปผมสนิทกับริโกะก็เพราะหมูย่างเกาหลีนี่ล่ะครับ

ริโกะมีโอกาสไปเที่ยวเมืองไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมก็พบว่าริโกะชอบมะม่วง และส้มตำไทยบ้านเรามากๆ มาญี่ปุ่นรอบนี้ เลยตั้งใจว่าจะเซอร์ไพรส์อะไรริโกะสักเล็กน้อย

riko_and_mango2
มาญี่ปุ่นรอบนี้ ผมไม่ได้มาแค่กับคุณแม่ครับ แต่มีโอกาสได้พาเพื่อนคุณแม่มาเที่ยวด้วย เลยได้ตัดสินใจจองห้องพักจาก Airbnb โดยผมก็ได้เลือกห้องที่มีครัวสำหรับประกอบอาหารและเพียงพอสำหรับการจัดปาร์ตี้เล็กๆ จริงๆผมมีนัดกับริโกะในวันรุ่งขึ้นครับ แต่เราก็อยากให้เซอร์ไพรส์เลยเรียกให้แวะมาที่ที่พักอย่างกระทันหัน ริโกะก็มาให้แบบงงๆ…

ริโกะมาแบบงงๆ ไม่คิดว่าจะให้มาหาตอนเย็น
ริโกะมาแบบงงๆ ไม่คิดว่าจะให้มาหาตอนเย็น

พาริโกะมานั่งโต๊ะอาหาร และนี่คือสิ่งที่ริโกะได้เห็น…

somtam_set

วัตถุดิบทำส้มตำ ยกมาจากไทย พร้อมกับ มือตำส้มตำที่งานนี้เพื่อนของคุณแม่
ขอโชว์ฝีมือ !!

ริโกะมาเจอเซอร์ไพรส์แรกกับส้มตำฝีมือคุณป้า
และเซอร์ไพรส์ชุดแรกของเราคือ “ส้มตำ” อาหารจานโปรดของริโกะที่จำได้ขึ้นใจ!

ริโกะแฮปปี้กับส้มตำของเรามาก ไม่คิดว่าเราจะจัดเตรียมอุปกรณ์อะไรได้ครบ และได้รื้อฟื้นรสชาติของส้มตำชนิดว่าเหมือนกับที่ไทยเป๊ะๆ .. (การันตีจากผมคนชิมเอง 🙂 )

หลังจากที่ริโกะโดนบ่ายเบียงความสนใจจากส้มตำแล้ว เราก็มีอีกเซอร์ไพรส์อีกหนึ่งก๊อก เราบอกให้ริโกะไปเคลียร์โต๊ะ เพื่อกินส้มตำครับ บนโต๊ะมีผ้าอะไรวางเกะกะเต็มไปหมด เราเลยให้ริโกะปูผ้าดีๆ และ…

surprise_1

แท่ม แทมม… อีกหนึ่งก๊อกจากพวกเรา

all_about_mango

เป็นรวมทุกผลิตภัณฑ์มะม่วงที่เราจะสรรหามาได้ครับ ตั้งแต่น้ำมะม่วงยันมะม่วงเคลือบช็อคโกแลต !! ริโกะนี่เรียกว่ายิ้มไม่หุบ ประหนึ่งว่าได้ รางวัลสุดยอดแฟนพันธุ์แท้มะม่วง กันเลยทีเดียว!

เซอร์ไพรส์ไกด์ท้องถิ่น …เรียกว่าพอให้หายคิดถึงเมืองไทยครับ

วันต่อมา…

วันนี้ล่ะครับ คือ วันที่เราจะต้องได้เดินทางจริงๆ ทางเราชาวคณะ ผมและคุณแม่ต่างก็ไม่รู้ว่าแผนของริโกะจะพาไปที่ไหนบ้าง ริโกะบอกแค่ว่าจะพาไปกิน แล้วก็พาไปช็อปเท่านั้นครับ…

เนื่องจากสมาชิกของเราทั้งกลุ่มมีกันอยู่ 5 คน ริโกะเองก็กลัวว่าพวกเราจะหลง จู่ๆก็เปิดกระเป๋าแล้วก็ควักไม้เซลฟี่ออกมา… ไอ่เราก็นึกว่าจะถ่ายรูป แต่ไม่ใช่…

ความคิดสร้างสรรค์เอาไปเลย 10/10/10 ... แปลงร่างเป็นหัวหน้าทัวร์ใน 10 วินาที
ริโกะแปลงร่างเป็นหัวหน้าทัวร์ภายใน 10 วินาที (ความคิดสร้างสรรค์เอาไปเลย 10/10/10) เตรียมพร้อมมาดีจริงๆ

ก่อนจะพาเราไปยังร้าน Marufuku ร้านกาแฟที่ริโกะบอกว่า เป็นร้านกาแฟเก่าแก่ เปิดมานานมาก มีกาแฟอร่อยๆ กับบรรยากาศที่ดูติ้สต์มาก

marufuku_coffee_osaka_japan_coffeeshop

เมนูของหวานที่อร่อยชนะเลิศไม่แพ้กาแฟ คงเป็นเยลลี่ช็อคโกแลตราดกับนมสด
เมนูของหวานที่อร่อยชนะเลิศไม่แพ้กาแฟ คงเป็นเยลลี่ช็อคโกแลตราดกับนมสด
สั่งแพนเค้กเนื้อนุ่มๆมาทานด้วย หอม อร่อยกันไป
สั่งแพนเค้กเนื้อนุ่มๆมาทานด้วย หอม อร่อยกันไป

ตัวร้านตั้งอยู่ในใจกลางย่านเที่ยวเลยครับ สามารถเข้าไปดูพิกัดและเวลาทำการได้จากเว็บไซต์นี้

ชั่วโมงเรียนทำชา

เสร็จจากของว่างมื้อสายๆแล้ว เราก็ไปเดินเล่นรอเวลาอยู่สักพักครับ เพราะ 4 โมงเย็น เรามีนัดเรียนทำชา ซึ่งคุณแม่ของริโกะเป็นคนจองไว้ให้ เรามากันที่ร้าน Ujien Honten ร้านชาดังจากย่านอูจิ (Uji) ที่ตั้งอยู่ใจกลางตลาด Shinsaibashi ครับ

Ujien-Honten_shinsainashi_branch

หน้าร้านมีไอศกรีมชาเขียวขายครับ ส่วนในร้านก็จะมีพื้นที่สำหรับนั่งดื่มชา ทานกับขนม ข้างในสุดคือส่วนที่สอนทำชาครับ พนักงานก็นำอุปกรณ์มาเสิร์ฟไว้บนโต๊ะแบบนี้คนละชุดเลย

matcha_making_experience

ตามมาด้วยขนมที่ทานกับชาแบบนี้

tea_dessert

จากนั้นก็เริ่มเรียนส่วนที่เป็น ชามัทฉะ (Matcha) กันครับ มัทฉะ ก็คือชาที่มีลักษณะเป็นผงๆครับ โดยจะต้องอาศัยอุปกรณ์เป็นแปรงชงชาที่ทำมาจากไม้ไผ่เรียกว่า “Chasen” ว่ากันว่า จำนวนของก้านยิ่งมากเท่าไรก็จะยิ่งแพงเท่านั้นครับ และแน่นอนว่าส่งผลต่อรสชาติของชาด้วย

ขั้นตอนแรกหลังจากต้มน้ำเดือดแล้ว เราจะมีการถ่ายเทความร้อนไปยังแก้วอีกใบก่อน เพื่อให้อุณหภูมิของน้ำลดลงอยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการชงชามัทฉะ

ก่อนที่เราจะทำการตีครับ ใช้นิ้วสามนิ้วจับด้ามแปรง แล้ววาดเป็นตัว I ขึ้นๆลงๆ สลับกับ W และเป็นวงกลม O ระหว่างการตีของเรานี้ก็จะมีพี่พนักงานคอยดูให้อยู่ครับว่าเราทำถูกต้องหรือเปล่า

tea_experiences

และในส่วนของการดื่มชา เราจะยกถ้วยขึ้นมาแล้วหมุนไปตามเข็มนาฬิกาสามครั้งครับ ก่อนจะดื่มให้เช็คว่าด้านที่เราดื่ม บริเวณนั้นที่แก้วมีลวดลาย เป็นลายเซ็นต์หรือสัญลักษณ์อะไรหรือเปล่า ที่ต้องเช็คก็เพราะว่า เราจะไม่ดื่มบริเวณที่เป็นลวดลายเพราะเชื่อว่าสมัยก่อนคนที่ปั้นแก้วสำหรับดื่มชาก็จะมีการลงลายเซ็นต์ หรือทำสัญลักษณ์ต่างๆเอาไว้ครับ การที่ไม่ดื่มบริเวณนั้นก็เหมือนกับเป็นการแสดงความเคารพนั่นเอง ส่วนการหมุนแก้วสามครั้งก็เพราะว่า สมัยก่อนเขาดื่มชาร่วมแก้วกันครับ การหมุนสามครั้งก็เหมือนกับเพื่อไม่ให้ไปชนรอยเดิมกันนั่นเอง เป็นมารยาทพื้นฐานเล็กๆน้อยๆของการดื่มชาครับ

อ้อ นอกจากมัทฉะแล้ว ก็ยังมีเซ็นฉะ (Sencha) และ โฮจิฉะ (Houjicha) ให้ชิมแบบไม่ต้องทำด้วยล่ะครับ เรียกว่ามาเรียนชงชานี้ก็ได้ลองชาหลายรส หลายรูปแบบกันเลยทีเดียว คุ้มๆๆ

มื้อค่ำ

ความจัดเต็มของครอบครัวริโกะยังไม่พอแค่นี้ครับ ผมเดินตามริโกะมาที่ๆหนึ่ง ที่ริโกะบอกว่าจะพามาทานมื้อค่ำ เดินเข้ามาในตึกๆหนึ่งที่ไม่รู้ชื่อ ขึ้นมายังชั้นที่สูงที่สุดของอาคารนี้ ชั้น 21 ครับ

ผมเองประมาณการณ์คร่าวๆว่าต้องเป็นร้านที่ค่อนข้างหรูพอควร ไม่งั้นไม่อยู่สูงขนาดนี้ เข้าไปก็ต้องอึ้ง !! กับความอลังการ และความสวยของการจัดร้านสไตล์ญี่ปุ่นแบบญี่ปุ่นจ๋าขนาดนี้ล่ะครับ

บรรยากาศการตกแต่งภายในร้านที่ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากกับบรรยากาศที่ส่วนตัว
บรรยากาศการตกแต่งภายในร้านที่ให้กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากกับบรรยากาศที่ส่วนตัว
อาหารเสิร์ฟในภาชนะที่สวย เป็นเอกลักษณ์มากครับ มีแผ่นอธิบายเมนูอาหารที่จะมาในคอร์สทั้งหมด
อาหารเสิร์ฟในภาชนะที่สวย เป็นเอกลักษณ์มากครับ มีแผ่นอธิบายเมนูอาหารที่จะมาในคอร์สทั้งหมด

ก่อนที่ริโกะกับคุณแม่จะเริ่มทำงาน ช่วยกันอธิบายเมนูแต่ละเมนูอย่างขยันขันแข็ง แม่ริโกะพูดญี่ปุ่น ริโกะต้องพูดเกาหลีให้ผมฟัง และผมต้องพูดไทยต่อให้ที่บ้าน สนุกกันเลยสิครับคราวนี้ และที่ครอบครัวของริโกะพามากินวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “เต้าหู้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์พิเศษของร้าน Umenohana เลยครับ (พนักงานแอบถามเราว่าเรามาจากประเทศอะไรกัน พอคุณแม่ริโกะบอกว่าประเทศไทยเท่านั้นแหละ! พนักงานกระซิบเลยว่า… มีสาขาที่กรุงเทพฯด้วยนะ 55 โอเค เอาเป็นว่าถ้าเราคิดถึงเราคงจะไปหากินแถวกรุงเทพฯละกัน…)

มาดูเมนูแรกที่พร้อมเสิร์ฟวางในถ้วยแก้วเล็กๆนี้ครับ เป็นผักดอง มาพร้อมกับฟองเต้าหู้ในน้ำซอส และอันที่หน้าตาเหมือนไข่เขาเรียกว่า Mineoka Tofu มีคำว่า Tofu แต่ไม่ใช่เต้าหู้ครับ ส่วนผสมหลักคือนม ครีม และแป้งท้าวยายม่อม อันนี้เด็ดครับ หอมหวานแบบครีมๆ เห็นว่าเป็นเมนูที่สมัยก่อนทำถวายพระนะครับ เมนูเก่าแก่พอสมควร

tufu_umenohana_menu

บนโต๊ะจะมีหม้อตั้งไฟรออยู่ครับ หม้อนี้เรียกว่า Yudofu ซึ่งมันเป็นเต้าหู้ต้มในน้ำแร่ ข้างในมีเป็นเต้าหู้ก้อนๆ ฟองเต้าหู้ น้ำซุปหอมหวาน รอจนน้ำเป็นสีขาวขุ่นได้ที่แล้วเราจะตักมาทานใส่ในชาม

โรยงา เติมซอสได้ตามใจชอบเลยครับ อีกหนึ่งเมนูอุ่นๆแก้หนาว
โรยงา เติมซอสได้ตามใจชอบเลยครับ อีกหนึ่งเมนูอุ่นๆแก้หนาว

ตามด้วยเมนูที่เสิร์ฟมาในถ้วยเล็กๆ… เป็นชุดๆ

Meibutu Tofu Shumai : ขนมจีบกุ้งสไตล์ญี่ปุ่น
Meibutu Tofu Shumai : ขนมจีบกุ้งสไตล์ญี่ปุ่น
Namagu dengaku : เป็นวีทกลูเต็นทอดในน้ำมันเดือด ราดด้วยซอสครับ จะออกหวานๆหน่อย อารมณ์เหมือนกินขนมอะไรสักอย่าง
Namagu dengaku : เป็นวีทกลูเต็นทอดในน้ำมันเดือด ราดด้วยซอสครับ จะออกหวานๆหน่อย อารมณ์เหมือนกินขนมอะไรสักอย่าง อร่อยดีครับ
Yuba age : ลูกชิ้นปลาห่อด้วยฟองเต้าหู้ทอด เมนูนี้ที่คุณแม่และเพื่อนๆให้คะแนนเต็ม เพราะกรอบนอก นุ่มใน หอมอร่อยจริงๆครับ มีบีบมะนาวเพิ่มรสชาตินิดๆด้วย
Yuba age : ลูกชิ้นปลาห่อด้วยฟองเต้าหู้ทอด เมนูนี้ที่คุณแม่และเพื่อนๆให้คะแนนเต็ม เพราะกรอบนอก นุ่มใน หอมอร่อยจริงๆครับ มีบีบมะนาวเพิ่มรสชาตินิดๆด้วย (Yuba คือ ฟองเต้าหู้ครับ)
รวมมิตรของทอด สไตล์โอซาก้า
รวมมิตรของทอด สไตล์โอซาก้า
ทูน่าซาชิมิ
ทูน่าซาชิมิ
Yuba gratin : กราแตงฟองเต้าหู้อบชีส หอมมากก ~
Yuba gratin : กราแตงฟองเต้าหู้อบชีส หอมมากก ~

ปิดท้ายด้วยของหวานมีไอศกรีมนมถั่วเหลือง ไอศกรีมชาเขียว (Sencha) ให้เลือกด้วยครับ จะบอกว่าก่อนจะปิดด้วยไอศกรีมก็มีเมนูยิบย่อย ทั้งข้าว ทั้งผัก เยอะไปหมดเลยครับ รวมๆแล้ว 15 รายการได้ ~!! น้ำตาจิไหล ในชีวิตไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสทานอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับฟูลคอร์สกันขนาดนี้ครับ

แน่นอนว่าเขียนบล็อกอยู่ตอนนี้ท้องก็ร้องดังมาก…

งานนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับครอบครัวของริโกะล่ะครับที่มีโอกาสพามาทานอะไรอร่อยๆ ก่อนจะบอกว่ามื้อนี้ “คุณพ่อฝากมาเลี้ยง คุณพ่อไม่ได้มาด้วย” .. โอ้โห.. อึ้งกันไปสิครับ

 

อิ่มและแฮปปี้ขนาดนี้ ก่อนกลับก็ขอสักรูปล่ะครับ

ภาพหมู่กับครอบครัวริโกะ คุณแม่ และเพื่อนของคุณแม่ครับ
ภาพหมู่กับครอบครัวริโกะ คุณแม่ และเพื่อนของคุณแม่ครับ

ทั้งหมดนี้ก็เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์สำหรับหมู่พวกเราแล้วครับ

ยังไม่พอไปส่งถึงที่พักอีก แถมวันสุดท้าย สัญญาว่าจะเอากระเป๋าของเราไปส่งให้ที่สนามบิน จะได้ไม่ต้องแบกพะรุงพะรัง จะได้ไปช็อปที่ outlet ต่อได้อย่างสบายๆ ดูบ้านนี้เขาวางแผนกันสิ…

สรุปว่างานนี้ไม่มีใครยอมใคร เห็นความเทคแคร์ของคุณญี่ปุ่นระดับนี้แล้ว ประทับใจจริงๆครับ

โอ้ยยยยย ริโกะ.. เซอร์ไพรส์แกมันเยอะเกินไปแล้วววว !!

ending

 

อ่านต่อ

5 ปีกับ 5 ข้อคิด ชีวิตนักเรียนไทยในเกาหลี

 

ผมเพิ่งเข้าสู่ปีที่ 5 ของการอยู่เกาหลี
เมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ

ผมว่าเลข 5 เป็นเลขที่ดูทรงพลังนะ มันดูเหมือนเยอะ แล้วก็ไม่เยอะในเวลาเดียวกัน… สมมติว่าผมเดินเล่นอยู่กับรุ่นน้อง แล้วจู่ๆไปเจอคนเกาหลีมาถามว่า “อยู่เกาหลีมากี่ปีแล้วล่ะ?” คนหนึ่งตอบ 4 ปี อีกคนตอบ 5 ปี คนถามนี่จะต้องคาดหวังอะไรกับคนที่อยู่มาแล้ว 5 ปีแน่นอน ต้องคิดว่าพูดเกาหลีได้ปร๋อแล้ว เที่ยวเกาหลีมาทั่วประเทศแล้ว คิดว่าเราเชี่ยวชาญไปทุกเรื่อง ทั้งๆที่จริงแล้วมันก็ต่างกันแค่ปีเดียว

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า 5 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผมเลย แน่นอนว่า มันมีเยอะ เยอะจนแทบไม่รู้จะเรียบเรียง จับต้นชนปลายยังไง เพราะตลอด 5 ปีที่เราได้ทุนมาเพื่อเรียนภาษา เรียนในคณะที่ตัวเองสนใจ นอกเหนือจากนี้คงเป็นวิชาการใช้ชีวิตที่ทั้งสนุก ทั้งเหนื่อย เหงา เศร้าปนกันไป … พอรู้ตัวอีกทีว่า 5 ปี สิ้นสุดตามที่ทุนให้มาเรียนแล้ว เราได้อะไรไปบ้าง ก็น่าจะเป็นข้อคิดที่ได้อยู่ที่นี่ที่ผมจะนำมาเล่าแบ่งเป็น 5 หัวข้อต่อไปนี้ครับ…

1. ต้องหูไวตาไว ไม่มีใครมาช่วยเหลือเราได้ทุกเรื่อง

เคยเป็นคนตกข่าวอยู่บ่อยๆครับ ทำอะไรทุกอย่างเองคนเดียว มันจะมีบ่อยครั้งที่เราเผลอหลง เผลอลืม ชาวบ้านเขาทำอะไรกันกลับกลายเป็นว่าเราไม่รู้อยู่คนเดียว มาอยู่ที่นี่เลยต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคน หูไว ตาไว พยายามอัพเดตข่าวสารจากคนรอบข้าง หาข้อมูลเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องการเรียน เช่น พาสปอร์ต-วีซ่าจะหมดอายุ ต้องไปต่อ ต่อต้องไปต่อที่ไหน ใช้เงินยังไงเท่าไร เอกสารอะไร (เรื่องพวกนี้ปกติถ้าอยู่ที่บ้านเราก็ไม่ต้องทำ อยู่ต่างแดน ถ้าละเลย เลยวันก็โดนปรับระนาว) ต้องคอยไปต่อ หรือจะย้ายที่อยู่ ก็ต้องไปแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ (ไม่งั้นโดนปรับอีก), จะสมัครหอพักก็ต้องไปตรวจสุขภาพ บลาบลาบลา มีข้อมูล กฏระเบียบอะไรให้เราต้องรู้ไปหมดครับ เรื่องที่เราเหมือนจะเมินๆพอผ่านไปได้ แต่ที่นี่บางเรื่องก็ละเลยไม่ได้จริงๆ

2. ทำสิ่งที่ตัวเองรักควบคู่กันไปเรื่อยๆ แล้วหาเวทีแสดงออก

งานอดิเรก เป็นอะไรที่เราชอบ เราทำแล้วมีความสุข พอเราทำอะไรที่มีความสุข มันทำได้ทุกวัน มันทำไปได้เรื่อยๆ จนลืมข้อจำกัดที่เรียกว่า “เวลา” มันมีประโยชน์มากของการมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในต่างแดนซึ่งมันต้องหาอะไรทำ ผมมีงานอดิเรกอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างหนึ่งคือการเขียนบล็อกตามสิ่งที่ผมสนใจ ผมก็เขียนไปเพราะความชอบและไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เรียนเลยครับ ผมเรียนเทคโนโลยีชีวภาพ แต่อยากทำงานด้านโซเชียลมีเดียมาก เชื่อมั้ยครับว่า ผมเกือบไม่ได้วีซ่าทำงานที่เกาหลี เพราะว่าการจะขอวีซ่าได้ งานจะต้องเกี่ยวกับคณะที่เรียน ผมก็ต้องอาศัยเขียน CV อธิบายว่าผมมีประสบการณ์ด้านคอมพิวเตอร์ยังไงบ้าง ซึ่งโชคดีที่สิ่งที่เราทำด้วยความชอบ อย่างเช่นการเขียนบล็อกที่ผมเขียนมาจะ 9 ปีแล้ว จะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ทำงานที่เกาหลีครับ

ในหัวข้อผมเขียนไว้ว่าต้อง หาเวทีแสดงออก เราอาจจะเก่งหรือมีความถนัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่แน่นอนว่าคนอื่นจะไม่มีทางรู้ถ้าเราไม่แสดงออกครับ  หาช่องทาง หาเวทีที่เหมาะในการแสดงออก เดี๋ยวนี้มีช่องทางมากมายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ยูทูป แสดงสิ่งที่เราสนใจ แสดงออกมาให้คนอื่นเห็นครับ ไม่แน่ต่อไปอาจจะมีคนทาบทาม หรือให้ไปทำงาน เป็นเรื่องเป็นราวก็ว่ากันไป ดังนั้นหากเรามีความชอบ มีงานอดิเรกที่ทำเป็นกิจลักษณะแล้ว ผมคิดว่าเราควรจะเผยแพร่ผลงานให้ทุกคนเห็นด้วย

3. ทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้เยอะ

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” (อริสโตเติลได้กล่าวเอาไว้) ใครตั้งใจว่าจะอยู่คนเดียวโดยไม่พึ่งพาใครในต่างแดน บอกเลยว่า ยากครับ พยายามออกไปเจอคนให้เยอะๆ รู้จักคนให้หลากหลายดีกว่า

ตอนเรียนภาษาผมมีร้านข้าวประจำอยู่ร้านหนึ่ง ผมก็ไปกินบ่อยๆ กินจนป้าจำได้ ป้าก็ชวนคุย สกิลการพูดส่วนหนึ่งที่นอกจากจะได้จากอาจารย์แล้ว ก็มีอาจุมม่า (ป้า) ร้านขายซุปซี่โครงหมูด้วยครับ 555

พูดถึงอาจารย์ ผมก็นึกได้ว่ามีโอกาสเข้าไปเยี่ยมอาจารย์ หลังจากที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ เราคิดเสมอว่า เราได้ภาษาเกาหลีก็เพราะว่าอาจารย์ เลยตีตั๋วไปเยี่ยมอาจารย์ที่ต่างจังหวัด เอาหนังสือรุ่นที่ผมเคยดีไซน์ให้ไปนั่งเปิดดูอาจารย์ก็ชวนคุยไปเรื่อยเลย ด้วยความดีใจ ชวนให้ผมมาเรียนต่อที่มหาลัยนี้บ้างล่ะ หยิบยื่นโอกาสต่างๆดีๆมาให้ตลอด คอยส่งข่าวเกี่ยวกับการเรียนมาให้ตลอด ผมเลยอยากจะบอกว่า ไม่ใช่ทำความรู้จักอย่างเดียว แต่ต้องสานสัมพันธ์ต่อด้วยครับ

และไม่ใช่แค่คนเกาหลี คนไทยกันเองก็ต้องทำความรู้จักไว้ด้วยครับ เพราะเพื่อนหรือรุ่นพี่ ก็จะคอยเป็นหูเป็นตา คอยเตือน เผื่อวันใดวันหนึ่งเราพลาดข่าวสารอะไรไป เวลาสถานทูตมีกิจกรรม หรือที่ไหนรับสมัครงาน ก็จะคอยช่วยเหลือ ส่งข่าวกันได้ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างผ่านประสบการณ์มาไม่เหมือนกัน และก็คงไม่มีใครหวังให้เราลำบาก ดังนั้นควรจะหาโอกาส พูดคุยกับรุ่นพี่ เพื่อนๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอยู่เรื่อยๆครับ

ถือโอกาสขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆที่เฟรมเจอที่เกาหลีด้วยครับ 🙂

4. ออกจากคอมฟอร์ทโซน ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ

ถ้าหากรู้สึกว่าออกจาก comfort zone ไม่ได้ มีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ลองตามเพื่อน ใครชวนอะไรก็ทำตามเขาไปเลย มันจะทำให้เราเห็นโลกใบใหม่ๆเยอะขึ้น ตัวอย่างส่วนตัว ก็เป็นเรื่องที่เริ่มต้นทำงานเสริมจากการชวนของรุ่นน้อง ที่เคยเล่าไปในบล็อกตอนนี้ ก็ได้รู้ว่าเกาหลีมีงานอะไรทำมากมาย ทำให้เราเป็นคนขวนขวายมากขึ้น ได้ connection ใหม่ๆกับพี่เชฟ หรือแม้แต่การตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว ก็เป็นที่มาของการเดินทางอีกหลายๆรอบถัดไป ที่เกาหลีมีกิจกรรม มีการประกวดอะไรให้ได้ทำมากมายสำหรับนักเรียนชาวต่างชาติ อาจจะลองเริ่มต้นหาประสบการณ์ใหม่จากกิจกรรมเหล่านี้ก่อนก็ได้

5. คิดว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ได้ทำความรู้จักตัวเอง

ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้ว่าตัวเราเป็นคนแบบไหน มีจุดเด่นอะไร จุดด้อยอยู่ตรงไหน ต้องแก้ไขอะไรเพื่อจะอยู่ในสังคมได้แบบไม่มีปัญหา พยายามใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด เอาเวลาไปทำในสิ่งที่อยากทำ เต็มที่กับมันให้ที่สุด แล้วเราจะได้เห็นคุณค่าของมันเอง 

ส่งท้าย

อยากให้ชีวิตในต่างแดนราบรื่น ต้องฝึกคิดบวก มองโลกในแง่ดี เจอปัญหาอะไรต้องตั้งสติแล้วตั้งใจหาวิธีแก้ไขปัญหา + อยู่ต่างแดนต้องรู้จักขวนขวาย ตามหาโอกาส และสำคัญที่สุดอย่าลืม “หยิบยื่นโอกาสที่ตัวเองเคยได้รับ ให้กับคนอื่น” … เชื่อว่าเวลาเราหยิบยื่นโอกาสดีๆให้ใคร สักวันโอกาสดีๆเหล่านั้นจะกลับมาหาเราครับ

5year_passed

หวังว่าประสบการณ์ในเกาหลี 5 ปีของผมจะเป็นประโยชน์ พอแบ่งปันกันได้นะครับ

ไปคุยกันต่อได้ที่เพจ Framekung.com ครับ

เขียนบนไอโฟน บนรถไฟฟ้าสาย 2

 

สัมภาษณ์เชฟ อาหารไทยที่คนเกาหลีชอบมีอะไรบ้าง?

ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ผมมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์สมัยเป็นเด็กเสิร์ฟ ณ ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในโซลครับ วันนี้เลยอยากจะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับ “อาหารไทย” ที่คนเกาหลีชอบทานมากที่สุด

korean_favourite_thai_dishes_cover-22

นอกจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เฟรมเองก็มีโอกาสได้พูดคุยกับ พี่เก่ง หนึ่งในเชฟร้านอาหารไทย “คนไทย” เฟรนไชส์ร้านอาหารไทย ที่ตอนนี้มีอยู่ 7 สาขาทั่วเกาหลี กับคำถามที่หลายๆคนน่าจะอยากรู้ เกี่ยวกับความฮอต ฮิต ของอาหารบ้านเราในต่างแดนครับ… ต้องบอกว่าที่เกาหลีความนิยมของอาหารไทยไม่แพ้กับอาหารชาติอื่นๆเลยครับ เพื่อนเกาหลีส่วนใหญ่ต่างก็มีโอกาสเคยกินอาหารไทยมากันทั้งนั้น เรามาลองดูกันครับว่า อาหารไทยจานไหนที่ถูกใจคนเกาหลีมากที่สุด?

อันดับที่ 1 | ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น

เป็นหนึ่งในอาหารที่น่าจะเข้าถึงคนเกาหลีได้ง่าย ทั้งเรื่องของราคา และปริมาณ ด้วยความที่เป็นเมนูเส้นๆ มาพร้อมกับน้ำซุปเข้มข้น แม้ว่าคนเกาหลีที่ไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อน ก็น่าจะชื่นชอบ พี่เชฟเล่าให้ฟังว่า วันเสาร์อาทิตย์ที่ทั้งห้างเต็มไปด้วยผู้คนนี้ จะต้องใช้เนื้อประมาณ 15-20 กิโล ในการนำมาตุ๋น ทำน้ำซุปให้เข้มข้น เครื่องต้องครบผักชีต้นหอม จึงเป็นที่มาว่าทำไมเมนูนี้ จึงขายดิบขายดีถึง 120 ชามต่อวัน !

อันดับที่ 2 | ผัดไทย(กุ้ง)

2_padthai2
อันดับที่ 2 หนึ่งในเมนูที่มีร้านอาหารเกาหลีเฟรนไชส์ทำตามมากมาย ด้วยวิธีการทำที่ไม่ได้ยากมากนัก จึงสามารถหากินได้ง่ายๆ (เคยเห็นตามร้านอาหารข้างทางทำผัดไทยขายเหมือนกัน) ผัดไทย จึงเป็นอีกเมนูยอดฮิต คนเกาหลีหลายๆคนถ้ามีโอกาสได้ทานอาหารไทย เฟรมเชื่อว่า ร้อยละ 90 ที่จะมีโอกาสได้ทานผัดไทยด้วย ผัดไทยที่นี่ในช่วงวันหยุด มียอดขายสูงถึง 80 จานเลยทีเดียว~

อันดับที่ 3 | ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ

3_tomyum
สรุปได้แล้วว่า TOP3 อาหารไทยจานโปรดของคนเกาหลี เป็นเมนูเส้นๆ เมนูนี้พี่เชฟก็ได้พูดเน้นถึงรสชาติ เผ็ด เปรี้ยวหวาน คงความไม่จำเจจากอาหารตระกูลเส้นของประเทศอื่นๆ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่พี่เชฟใส่เครื่องครบ ทั้งหมดูสับติดมัน หอยแมลงภู่ กุ้ง หมึก หอยลาย หอยแมลงภู่ จัดเต็มให้กับคนเกาหลีเลยทีเดียว ยอดขายก็อยู่ที่ราวๆ 40-50 ชามต่อวัน

อันดับที่ 4 | ข้าวผัดสัปปะรด

4_pineapple_rice
มาเป็นเมนูข้าวกันบ้าง พูดถึงเมนูนี้ปกติเฟรมคุงยังไม่ค่อยหาทานได้ในบ้านเราเลยครับ 555 … แต่คงเป็นเพราะความแปลกใหม่ ที่เมนูนี้ตามภัตตาคาร ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะเสิร์ฟในลูกสัปปะรด ดูตื่นหูตื่นตา ข้าวผัดที่ออกเปรี้ยวหวานจากรสชาติของสัปปะรดนี้ ก็ขายดีเป็นเมนูเด็ดของร้านที่พี่เชฟบอกว่า มักจะออกบ่อยๆ แทบทุกโต๊ะ เลยล่ะครับ

อันดับที่ 5 | ข้าวผัดปู

5_fried_rice
เมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สมัยเฟรมทำงานอยู่ร้านอาหารไทย ก็แปลกใจเหมือนกันครับ ว่าแค่ข้าวผัดทำไมคนถึงสั่งกันเยอะ (บ้านเราผัดเอาเองกินง่ายๆยังได้เลย) แต่ด้วยปริมาณที่ได้เยอะ คนเกาหลีส่วนใหญ่จึงมักสั่งมาแทนข้าวแล้วทานร่วมกับกับข้าวอย่างอื่นครับ

ส่วนเมนูที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้ แม้ไม่ติด TOP5 แต่ก็เป็นเมนูที่มักจะเห็นคนเกาหลีขาประจำ หรือคนที่เคยมีโอกาสทานมาจากที่อื่น สั่งกันครับ ซึ่งเฟรมคุงกำลังจะบอกว่าเมนูต่อไปนี้จะแล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนไปจริงๆ

เริ่มต้นกันด้วย

ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ – บ้านเรามีแกงกะหรี่หลายแบบนะครับ อย่างที่ทุกคนพอทราบ Red curry – แกงเผ็ด, Green curry – แกงเขียวหวาน,  … มีแดง เขียว ก็ต้องมีเหลืองครับ ใช่แล้ว ปูนิ่มผัดผงกะหรี่เป็นหนึ่งในเมนูที่หลายๆคนว้าว ว่าบ้านเรามีแกงกะหรี่หลายสี 555 แต่รสชาติที่ออก หอม หวาน มัน อันนี้ก็จะแล้วแต่คนชอบครับ บางคนไม่ทานจานนี้เพราะมันดูแปลกเกิน ! หรือคนเกาหลีบางคนที่ทานอาหารทะเลไม่เป็น ก็จะไม่ค่อยทาน อีกทั้งราคาเฉลี่ยของอาหารจานนี้มักจะแพงกว่าเมนูอื่นๆด้วยครับ

ส้มตำ – เมนูจานโปรดของเฟรมคุงและเพื่อนๆที่ไทย ที่นี่ก็มีนะครับ เป็นการใช้มะละกอสับปนกับแครอท แล้วก็ตำเหมือนบ้านเรา สำหรับคนเกาหลีก็มองว่าเป็นสลัดครับ เห็นแบบนี้ก็ดูเป็นเมนูเฮลตี้กันไป มีทั้งแครอท มะละกอ มะเขือเทศ ราคาก็อยู่กลางๆครับ

ยำวุ้นเส้น – รสชาติของอาหารจานนี้ ที่มาในน้ำออกเปรี้ยวหวาน มีทะเล หมึก หอย กุ้ง ก็ดูเป็นอีกหนึ่งเมนูเฮลตี้ ที่ผมมักจะเห็นลูกค้าผู้หญิงสั่งอยู่บ่อยๆครับ แต่ว่าจากประสบการณ์ที่เคยแนะนำเมนูให้เพื่อน บางคนก็ทานไม่ได้ครับ เพราะว่ารสชาติเปรี้ยวๆของน้ำยำ สำหรับคนเกาหลีที่ไม่เคยทานมาก่อน จะเข้าใจว่ามัน เสีย ครับ 555 (แหม เสียดายของ)

ผัดผักบุ้ง – ร้านอาหารไทยในเกาหลีก็มีให้ทั้งไฟแดง และหมูกรอบ ก็แล้วแต่ความชอบเลยครับ เป็นอีกหนึ่งในเมนูที่คนเกาหลีที่ชอบทาน ก็สั่งทานเรื่อยๆจริงๆ (พี่พนักงานบริษัทที่ผมไปอินเทิร์นด้วยชอบทานมากครับ) คนที่ชอบทานมักจะให้เหตุผลว่า เป็นเหมือนผักที่กินแล้วเคี้ยวได้ไม่หยุด อารมณ์เหมือนกับกินผักกิมจิชนิดหนึ่งที่เป็นผักขม แต่อร่อยกว่า พี่เชฟบอกว่าเมนูนี้แม้ไม่ติด TOP5 แต่ที่ร้านก็ยังต้องสั่งผักบุ้งมาเยอะอาทิตย์ละ 12 กิโลได้ครับ

และเมนูสุดท้าย .. เมนูที่พอพูดถึงประเทศไทยนอกจากผัดไทยแล้ว ทุกคนจะนึกถึง

ต้มยำกุ้ง – ครับ ! เมนูนี้ติดหูคนเกาหลีดี และเชื่อว่าชาวต่างชาติหลายๆคน ต้มยำกุ้งในหม้อไฟร้อนๆ ที่เกาหลีก็เสิร์ฟในหม้อไฟเหมือนกันกับบ้านเราเลยครับ ด้วยรสชาติที่มีกลิ่นของผักชี และออกเผ็ด เปรี้ยว คนที่กินก็จะกินดีเป็นพิเศษ แต่คนไม่กินนี่… บ้วนครับ ! บ้วนตั้งแต่คำแรกเลย เป็นเพราะว่าเมนูนี้มีกลิ่นของผักชี และสารพัดเครื่องเทศที่อาจจะไม่ถูกกับคนเกาหลี ดังนั้น ต้มยำกุ้งจึงเป็นเมนูที่ไม่มีใครสามารถทานได้ทุกคนครับ ! เพื่อนเกาหลีคนไหนที่ทานอาหารไทยจานนี้ได้ ก็อย่าลืมชมไปด้วยล่ะครับว่า…“กินอาหารไทยเก่งเหมือนกันนี่” !

ปิดท้าย พี่เชฟเลยฝากมาบอกครับว่า หลักการแนะนำอาหารไทยให้คนเกาหลี ที่ไม่เคยมีโอกาสทาน อาจจะลองดูใน TOP 5 ที่เราเสนอให้ในบล็อกตอนนี้ก็ได้ครับ หรือถ้าเป็นไปได้ พยายาม เลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ ผักต่างๆ เช่น ใบโหระพา ผักชี ข่า ตะไคร้ หรือเครื่องแกง เป็นต้นครับ

หวังว่าทุกคนพอจะได้ไอเดียเกี่ยวกับการแนะนำอาหารไทยให้กับเพื่อนเกาหลีแล้วนะครับ สำหรับเพื่อนๆคนไทยเอง ใครที่คิดถึงรสชาติของอาหารไทย ก็สามารถไปหาทานได้ที่ร้าน “คนไทย” … อ่าว โปรโมทกันดื้อๆแบบนี้เลย ! ซึ่งตอนนี้มีสาขาอยู่ทั้งหมด 7 สาขาต่อไปนี้ครับ

  • โซล (ยงซาน, ฮานัม, ยองดึงโพ)
  • แดกู
  • ปูซาน
  • กิมเฮ
  • มาซาน (เดือนมี.ค.)

และได้ยินแว่วๆว่า กำลังจะมีสาขาที่ 8 เร็วๆนี้ ใครที่คิดถึงอาหารไทยไปกันครับ ทั้งหมดนี้ยกเครดิตให้กับ พี่เก่ง พี่แอ๋ว เชฟร้านอาหารไทยในร้านคนไทยด้วยครับ

รีวิวร้านอาหารไทยอื่นๆในเกาหลี

thai_restaurant_in_seoul

ประสบการณ์เด็กเสิร์ฟ ณ ร้านอาหารไทยในเกาหลี!

บล็อกในตอนนี้ผู้เขียนถือวีซ่านักเรียน (D-2) ในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เกาหลี ดังนั้นจะขอไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการขอมาทำงานแบบผิดกฎหมายในเกาหลีนะครับ

 

ต้องบอกก่อนครับว่า ผมไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ทำงานแนวเสิร์ฟๆ หรือต้องมาหยิบจานชามแก้วไปให้ใครแน่นอน เพราะด้วยนิสัยที่ เป็นคนซุ่มซ่าม ตักอาหารประเภทน้ำๆยกใส่ไปเสิร์ฟหรือจะยกมากินเอง ก็ต้องมีหก มีเจ็ด แปด เก้า…. เป็นเรื่องธรรมดา พอครั้นมีโอกาสที่ได้มาทำงานแนวนี้ ก็รู้สึกว่า “เอาวะ นี่จะเป็นการปฏิรูปตัวเอง” เหมือนกับว่า “จะมาอัพสกิลในการยกของไม่ให้หก” หลังจากฝึกวิชายุทธ์นี้ได้อยู่นานพอสมควร ก็พร้อมที่จะไปออกรับเมนูได้อย่างมั่นใจ ซึ่งในตอนนี้เฟรมคุงก็อยากจะนำบางส่วนของประสบการณ์มาเล่าให้ฟังครับ…

เข้างานได้ไม่กี่วัน ไปขอให้เจ้านายถ่ายรูปให้ซะแล้ว กล้ามาก
เข้างานได้ไม่กี่วัน ไปขอให้เจ้านายถ่ายรูปให้ซะแล้ว กล้ามาก

ไม่เกี่ยวกับเรื่องแต่อยากเล่า

รู้มั้ยครับว่าผมเจอเหตุการณ์อะไรรับน้องในวันเข้างานวันแรก?     “ตึกข้างร้านอาหารถล่มครับ !” จำได้ว่าเจ้านายกำลังสอนรับแขก สอนงานอยู่พอดี จู่ๆก็มีเสียงรถตำรวจอยู่ข้างนอกเต็มไปหมด ออกมาดูเฮ้ย ! ตึกข้างๆที่กำลังก่อสร้างถล่มครับพี่น้อง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่วันนั้นเพราะความวุ่นวายทำให้ร้านต้องปิดไป 1 วัน

ต้องขอบอกก่อนล่ะครับว่า 4-5 ปีก่อน ช่วงมาเรียนที่เกาหลีใหม่ๆ การได้เจอร้านอาหารไทยเป็นอะไรที่แฮปปี้มากครับ เพราะว่าร้านอาหารไทยมีน้อยมาก อยากจะกินทีต้องลงทุนไปกินในย่านคนต่างชาติ หรือว่าต้องลงทุนไปกินในย่านที่มีแรงงานต่างชาติเยอะๆซึ่งไกล และถอดใจไปอยู่นาน แต่ตอนนี้ผมคิดว่าสไตล์การทานอาหารของคนเกาหลีเริ่มหลากหลายขึ้น ร้านอาหารนอกเริ่มเยอะขึ้นและร้านอาหารไทยคือหนึ่งในนั้น ซึ่ง ณ ตอนนี้ ร้านอาหารไทยเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดเลยล่ะครับ

ร้านอาหารไทยในเกาหลี ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีเชฟเป็นคนไทยครับ ซึ่งอาหารก็จะมีหลากหลายเหมือนกับในบ้านเราเลย รสชาติอาหารก็เรียกว่าใกล้เคียงกับบ้านเรา อย่างเดียวที่ไม่ใกล้กันอาจจะเป็นเรื่องราคา! แต่สำหรับคนเกาหลีแล้ว คิดว่าราคาน่าจะพอรับได้ไม่ถึงกับแพงจนเกินไป

มาลองเปิดเมนูกันดูดีกว่าว่าร้านอาหารไทยในเกาหลีจะขายอะไรบ้าง… นี่ผมให้ดูเมนูเก่าของร้านที่ผมเคยไปทำงานมา (แม้ว่าร้านนี้ตอนนี้จะปิดไปแล้ว) แต่ก็อยากให้ดู เพราะอะไรน่ะเหรอครับ……. ผมเป็นคนทำเมนูให้ร้านนี้เอง 5555

ตัวอย่างเมนูอาหารไทยที่ขายในร้านอาหารไทยในเกาหลี

ก็จะเห็นครับว่า เมนูก็หลากหลายครับ แบ่งตามประเภท ตั้งแต่ประเภทเครื่องเคียง ไปยังสลัด (ส้มตำ, ยำๆ นี่จัดเป็นสลัด), ซุปหรือน้ำๆก็มีตั้งแต่ จืดยันแซ่บ น้ำใส ยันน้ำข้น ก๋วยเตี๋ยวก็มีหมดครับ ราคาก็จะเห็นว่าผัดไทย เมนูพื้นฐานยอดนิยมอยู่ที่ 10,500 วอน (หรือประมาณ 315 บาท)

สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาเป็นเด็กพาร์ทไทม์ในร้านอาหารไทย

สิ่งที่ต้องเจอก็คือการ รับเมนู ครับ เป็นอะไรที่เบสิคมากๆ ตอนที่เราไปกินในร้านอาหาร เราเป็นในฐานะลูกค้า ไปสั่งอาหาร เราก็ไม่เคยได้สังเกตอะไร แต่พอมาเป็นคนรับเมนูเอง สลับบทดู วันแรกนี่ มือผมสั่นดิ๊กๆ… เลยครับ การรับเมนูจะต้องฟังให้ออกว่าพูดว่าอะไร ส่วนใหญ่เมนูภาษาไทยก็ไม่ค่อยยาก เพราะว่ามันคือภาษาบ้านเรา การได้ฟังคนเกาหลีพยายามออกเสียงชื่ออาหารไทยก็เป็นอะไรที่น่ารักเช่นกัน แต่สิ่งที่ยากคือการที่เราต้องอธิบายเมนู แนะนำเมนู หรือยากกว่านั้นคือต้องอธิบายส่วนผสมเพราะบางคนอาจจะแพ้อาหารครับ เช่น ก๋วยเตี๋ยว เส้นทำมาจากแป้งอะไร? (แต่ทุกอย่างพอทำไปนานๆ มันก็เกิดความชินเองล่ะครับ ได้ฝึกภาษาดีๆด้วย)

menu-counter

รับเมนูเสร็จแล้วก็ต้องมาคีย์รายการ พอคีย์เสร็จรายการจะไปออกเป็นใบเสร็จไปเด้งในครัวให้พี่เชฟทำ จากนั้นเราก็จะนำไปเสิร์ฟครับ ว่างๆก็มีบ้างที่จะต้องมาช่วยล้างจานเวลาที่มีลูกค้าเยอะมากๆ แต่ระบบที่นี่ก็เป็นระบบล้างอัตโนมัติหมดแล้วก็ทุ่นเวลาไปได้เยอะหน่อย

มาแล้วผัดไทยพร้อมเสิร์ฟ ราคาแพงแต่ปริมาณเราก็ใหญ่ตามด้วยครับ
มาแล้วผัดไทยพร้อมเสิร์ฟ ราคาแพงแต่ปริมาณเราก็ใหญ่ตามด้วยครับ

เสิร์ฟเสร็จก็ต้องมาคิดเงินครับ ก็ต้องมีถามลูกค้าเป็นมารยาทว่าทานอร่อยหรือเปล่า ? รับบัตรหรือจ่ายสด ? รับมาเท่าไร ทอนเท่าไร? เอาใบเสร็จมั้ย? ขอบคุณครับ … ดูเหมือนว่าคำพูดพวกนี้เป็นอะไรที่ต้องออกมาโดยอัตโนมัติไปหมดแล้ว!

ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่างานเด็กเสิร์ฟนั้นเป็นงานใช้แรง กลับไปบ้านทีไรก็เหนื่อยสลบเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันแฮปปี้ที่สุดตอนไหนรู้มั้ยครับ … ตอนจะได้กินอาหารไทยนี่แหละ!

framekung_kohlarn_2

กินเสร็จก็มีช่วงเวลาเม้าท์มอยตามภาษาคนไทยด้วยกันครับ มันเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่มีความสุขมาก ไม่คิดว่าการได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนจะทำให้เรามีเรื่องคุยกันมากขนาดนี้  เช่นกัน มีอะไรให้เราได้ค่อยๆเรียนรู้ครับ เช่นเรื่องการทำอาหาร ผมเองนานๆทีจะมีโอกาสทำอะไรง่ายๆกินเองอยู่ที่เกาหลี มีบ้างที่โทรศัพท์มาถามพี่เชฟเลยก็มี! ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ดีๆที่ได้จากการทำงานครับ

ลูกค้าผู้น่ารัก

ผมโชคดีหรือยังไงก็ไม่รู้ครับ ผมไม่เคยได้ยินใครบ่นถึงรสชาติของอาหารหรือว่าการบริการของเราเท่าไรเลย (ยกความดีความชอบนี้ให้พี่เชฟด้วยครับ) ภาพที่เห็นส่วนใหญ่ตอนเก็บจานคือทุกคนกินจนเรียบ (บางคนแทบจะกินผักแกะสลักที่เราเอามาประดับจานด้วย) ทำงานไปสักพักเราก็จะเริ่มจับได้ครับว่าคนเกาหลีชอบทานอะไร ผู้ชาย ผู้หญิงสั่งไม่เหมือนกันอีก ซึ่งผมขอเก็บเอาไปเล่าในตอนหน้าครับ…

พูดถึงลูกค้าที่มาทานอาหารไทย ก็ถือว่าหลากหลายครับ 80% เป็นคนเกาหลี 20% เป็นคนไทยและคนต่างชาติครับ และด้วยความที่ร้านค้าตั้งอยู่ในย่านหรูแห่งหนึ่งในเกาหลี กลุ่มที่มาทานก็จะมีเป็นคู่รักที่มาเดทกัน หรือเป็นผู้ใหญ่ที่มาเป็นครอบครัว …ด้วยความที่ร้านอาหารไทยจัดเป็นร้านอาหารหรู ลูกค้าทุกคนก็จะพรีเมี่ยมมาเลย พูดจาสุภาพ ใจเย็น ก็ทำให้งานทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่นครับ

table

ดาราเกาหลีมากินข้าว !

เป็นเรื่องปกติล่ะครับที่จะเห็นดารามาแอบกินข้าวตามร้านอาหารแบบลับๆ ส่วนตัวๆ ผมเองก็เคยมีโมเมนต์ที่ไปทำงานแล้วเจอดารามาทานข้าวกับเพื่อนๆ ขอบอกว่าตอนนั้นไม่รู้จริงๆครับ จนเจ้านายมากระซิบผมเบาๆว่า “โต๊ะนั้นเป็นดารานะ!” แต่ดั๊น…บอกเลขโต๊ะผมผิด! ไอ่เราตอนไปเสิร์ฟอาหารก็พยายามมองๆ ก็คิดในใจว่า “เอ๊ะ ทำไมคนนี้เป็นดาราได้ยังไง ทำไมราศีไม่จับ” แต่อีกโต๊ะนี่ดูดีกว่าเยอะเลย ผมก็เสิร์ฟไปปกติไม่ได้เกร็ง (แต่ไปเกร็งอีกโต๊ะที่เจ้านายบอกมากกว่า) จนกระทั่งถึงตอนจ่ายเงิน เห็นดารามาคุยกับเจ้าของร้าน แจกลายเซ็นต์เท่านั้นล่ะครับ ผมนี่งงเลย อ้าว !! ผิดโต๊ะ~~~!! … ตามมารยาทครับ ไม่ได้ถ่ายรูปด้วย แต่ได้เจอก็รู้สึกว่าเขามีออร่า จนถึงตอนนี้พยายามจะนึกชื่อไม่ออกว่าเป็นศิลปินอะไร รู้ว่าเล่นซีรีส์ที่ดังอยู่ตอนนั้น เป็นตัวรอง จบจากมหาวิทยาลัยคยองฮีครับ ㅠ-ㅠ (รู้แล้วบอกด้วย)

ที่เสียดายไปกว่านั้นคือ พอเป็นศิลปินที่เรารู้จักบ้าง เคยฟังผลงานบ้าง อย่าง Rasberry field ศิลปินเพลงอินดี้ที่ผมมี playlist อยู่ในโทรศัพท์ ผมก็แทบจำอะไรเขาไม่ได้เลย !! โหยยย แต่นะ เราก็ไปขอเขาถ่ายรูปไม่ได้อยู่ดี ตามมารยาทครับ

Soy (ผู้หญิงขวามือ) ร้องนำมาทานร้านอาหารของเราครับ
Soy (ผู้หญิงขวามือ) นักร้องนำมาทานร้านอาหารของเราครับ (ที่มาภาพ 사진출처 : https://goo.gl/C1ApGP)

การทำงานในร้านอาหารไทยนี้ ต้องยกความดีความชอบให้รุ่นน้องแจน เด็กไทยที่เรียนอยู่ในเกาหลีด้วยกัน ที่เปิดประสบการณ์ให้พี่คนนี้ มาเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆ กล้าทำในสิ่งที่เคยฝันมากขึ้นครับ ตอนเป็นเด็กที่เคยคิดเล่นๆอยากเป็นเชฟ อยากเป็นพนักงานเซเว่น อยากเป็นพนักงานร้านชาบู (เพื่อที่จะได้กินชาบูทุกวัน) ทุกๆงานในสายบริการนี้เราเคยฝันไว้อยากทำ มันก็เหมือนเป็นจริงอีกครั้ง และยิ่งเราทำงานด้วยความตั้งใจ จนถึงวันที่มีคนชอบในสิ่งที่เราทำ ก็เป็นธรรมดาล่ะครับที่ว่ามันจะใจชื้นและเป็นกำลังใจให้เราได้ทำอะไรต่อๆไป…. ถึงตอนนี้ไม่ได้ทำต่อแล้วครับ ยอมรับเลยว่าเหนื่อยจริง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สนุกๆ เป็นอีกหนึ่งสีสันของช่วงเวลาที่อยู่ในเกาหลี อยากจะเก็บเอามาเล่าให้คุณผู้อ่านได้ลองมาอ่านเบื้องหลังของการทำงานครับ

 

ปิดท้ายด้วยทีมงาน เป็นภาพหมู่ที่ถ่ายกับพี่เชฟ พี่ผู้จัดการที่ยังขายไม่ออก และเพื่อนเกาหลีที่มาทำงานด้วยกันครับ 🙂ponghak

ในตอนหน้า เราจะมาดูกันครับว่าคนเกาหลีชอบทานอะไร ? เปิดเผยเมนูอาหารไทยสุดฮิตของคนเกาหลี! อย่าลืมติดตามกันนะครับ !

ไม่อยากพลาดบล็อกตอนใหม่ๆของเฟรมคุง ก็อย่าลืมกด Like แฟนเพจ  กันด้วยนะครับ ^_^

 

คนตาบอดสี กับ รถไฟฟ้าในเกาหลี

colorblindness_and_korean_subway

มีวันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน ผมนั่งรถไฟฟ้าไปเจอโฆษณาชิ้นหนึ่งครับ แล้วก็ค่อนข้างสะดุดตา เป็นโฆษณาที่มีแถบสีคล้ายกับแบบทดสอบตาบอดสี ที่ผมไม่ชอบมันเอาซะเลย ! เหตุผลที่คนๆหนึ่งจะไม่ชอบแบบทดสอบตาบอดสีจะเป็นอะไรไปได้นอกจากคนๆนั้น ตาบอดสี ครับ

seoul-subway-map-for-color-blind-people.jpg

ผมตาบอดสีครับ เคยแอบบ่นๆในบล็อกตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ผมใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกับเส้นทางรถไฟฟ้าของญี่ปุ่น ที่มีหลายสายและการแบ่งสายรถไฟญี่ปุ่นด้วยการใช้ชื่อสายและสี ทำผมเกือบเอาชีวิตไม่รอด มันอึดอัดเวลาเดินทางพอสมควร แต่ผมก็ไม่โทษเขานะ เพราะว่าเส้นทางรถไฟฟ้าเขาเยอะ มันก็สะดวกสบายกับคนบ้านเขาดี ไม่มีปัญหาอะไร

นี่คือภาพที่ผมได้เห็นวันที่ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ เป็นภาพที่เจ็บปวดยิ่ง
นี่คือภาพที่ผมได้เห็นวันที่ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครับ เส้นทางรถไฟฟ้าของญี่ปุ่นยากได้ใจเลย แต่เห็นว่าเดี๋ยวนี้โตเกียวเปลี่ยนไปเยอะแล้วล่ะครับ

ผมตาบอดสีเขียวครับ พอพูดคำนี้ ทุกคนก็อาจจะหยิบใบไม้ขึ้นมา แล้วถามว่าสีนี้คือสีอะไร… ผมก็จะตอบว่า มันก็คือสีเขียว เขียวแบบเขียวอ่อน มันก็พอมองออกครับ เอาเป็นว่าผมไม่เห็นบางโทน เพื่อความเข้าใจ เขาก็มีเป็นตารางเทียบสีให้ดูครับ

color-testing-graph-2เคสของผมจะอยู่ในประเภทที่สอง

ย้อนกลับมาดูข้อความในโฆษณานั้นกัน…

แปลเป็นใจความได้ว่า

พบกับเส้นทางรถไฟสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางสายตา, สีที่เห็นอาจจะไม่เหมือนกัน  แต่จุดหมายปลายทางนั้นเหมือนกัน”

อ่านจบก็เกิดความคิดว่า คนที่นี่เขาเคารพทุกๆสิทธิ์ของคนทุกคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าจริงๆ ตั้งแต่คนแก่ สตรีมีครรภ์ หรือแม้กระทั่งคนที่มีปัญหาด้านการมองเห็น เอาเข้าจริงๆผมก็ยังไม่ทราบว่าเขาทำไปเพื่ออะไร เลยหาข้อมูลต่อก็พบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ครับ

เรียกว่าไม่ธรรมดา เอาจุดอ่อนของคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นสี มาวิเคราะห์เป็นข้อๆเลยครับ แล้วแก้ทีละจุด ผมยกตัวอย่างที่สำคัญๆ อย่างเช่น สายบางสายที่มาตัดกัน บางทีการใช้สีที่ใกล้เคียงกัน มันก็จะทำให้เราเห็นสีเป็นสีเดียวกันได้ครับ ดังตัวอย่างในภาพนี้

solving_color_problem

นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของการออกแบบให้สายไม่ตัดกันเป็นเส้นตรง ไม่ทับกัน ดั่งในรูป โดยเปลี่ยนให้เป็นเส้นโค้งแทนป้องกันการสับสนของสี คนที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสีพอสีที่ใกล้เคียงมากๆ มันไปเจอกันมันจะแยกไม่ออกครับ ซึ่งเขาก็ได้แก้ไขโดยการใช้เส้นโค้งไม่ให้ไปทับกัน และใส่สีให้ขอบทำให้แยกสีออกจากกันได้

curve

ทั้งหมดนี้ได้ออกมาเป็นแผนที่สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการมองเห็นสีดั่งที่เห็นในภาพนี้ครับ

แผนที่ก่อนและหลังดีไซน์
แผนที่ก่อนและหลังดีไซน์

ผมนี่ขอชื่นชมให้กับทีมงานทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง และอยากให้ลองเข้าไปดูในเว็บของโครงการนี้ แม้ว่าจะเป็นภาษาเกาหลีก็เถอะครับ แต่จะได้เห็นที่มาที่ไปและรายละเอียดต่างๆที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี

จริงๆแล้วโดยพื้นฐานการแบ่งสายรถไฟฟ้าในเกาหลีก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเท่าไรครับ คนที่มีปัญหาเรื่องการมองเห็นสี ส่วนใหญ่จะเลี่ยงการจดจำรายละเอียดที่เป็นสี ดังนั้นแทนที่จะจำสีก็ไปจำหมายเลข ชื่อสถานี หรือหมายเลขสถานีแทนได้ รวมไปถึงมีแอพสำหรับรถไฟฟ้าที่แสนสะดวกสบาย ไม่ต้องมานั่งไล่เส้นทาง

แต่สิ่งที่ผมประทับใจคงเป็นเรื่อง “การเคารพในสิทธิ์ของตัวเอง” และ “สิทธิ์ของผู้อื่น” ของคนเกาหลีครับ ในระหว่างการเดินทางไปยังจุดเป้าหมายเดียวกัน เรามีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยมากมาย ซึ่งมันมากจนเราอาจจะละเลยและมองข้ามใครสักคน  แต่การที่จะมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของทุกคนที่ใช้ถนนและเส้นทางนี่ล่ะผมคิดว่ามันเป็นความใส่ใจอย่างหนึ่ง และบ่งบอกถึงคุณสมบัติของคนเกาหลีได้เป็นอย่างดีเลย เกี่ยวกับการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน

ก็อยากให้เรายึดมั่นในสิทธิ์ของตัวเอง พึงเรียกสิทธิ์ของตัวเองที่ควรได้รับ และที่สำคัญไม่ริดรอนสิทธิ์ของคนอื่น สังคมก็จะน่าอยู่ครับ

 

หัวข้ออ่านเล่นๆ

  • เดี๋ยวนี้รถไฟญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปเยอะแล้วนะครับ ลองเข้าไปอ่านในเว็บนี้กันได้ คลิก