Home Blog Page 8

เล่นสกีไม่เป็นก็ไปได้ ทัวร์สกีรีสอร์ทเกาหลี!

อยู่เกาหลีหลายปีแล้วถ้าให้สำรวจกิจกรรมที่ยังไม่เคยทำอย่างหนึ่งก็คือการไปสกีรีสอร์ทครับ มีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่ได้ไปสักทีก็คือข้อจำกัดเรื่องเวลา หน้าหนาวทีไรทำไมต้องมีเรื่องให้ทำตลอดเลย…

ปีนี้พอจัดตารางเวลาได้ เลยเริ่มหาข้อมูลการเดินทางครับ ก็พบว่ามีสกีรีสอร์ทอยู่มากมายในแถบเขตจังหวัดคังวอน และหนึ่งในนั้นคือสกีรีสอร์ทของ ยงพยองสกีรีสอร์ท (Yongpyong Ski Resort / 용평리조트) ครับ (คนไทยอาจจะเรียกรีสอร์ทแห่งนี้ว่า ยงเพียง)

yongpyeong_ski_resort_blog_cover

ที่นี่ช่วงนี้น่าจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษเพราะว่ามีซีรีย์ชื่อดังอย่างเรื่อง Goblin (도깨비) มาถ่ายที่นี่ด้วย เลยเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจในบรรดาสกีรีสอร์ททั้งหลาย

ที่มาของภาพ : ซีรีย์เรื่อง Goblin (ตอนที่ 9) [사진 출처 : 도깨비 9회]
ซีรีย์เรื่อง Goblin (ตอนที่ 9) [사진 출처 : 도깨비 9회]

วิธีการเดินทาง

สะดวกที่สุดเลยคงเป็นการนั่งรถบัสของรีสอร์ท ซึ่งสามารถจองผ่าน เว็บไซต์นี้ ครับ โดยสามารถชำระผ่านบัตรเครดิตต่างประเทศได้เลย ค่อนข้างสะดวก จุดขึ้นบัสก็มีหลากหลายที่ ตามสถานที่สำคัญๆในโซล ไม่ว่าจะเป็นย่าน Hongik, สถานี Sinchon , Seoul ฯลฯ โดยจะต้องจองล่วงหน้าก่อนขึ้น 4 วันครับ

แน่นอนว่าเฟรมคุงก็ พลาด ความสะดวกสบายนี้ ด้วยการไม่ได้จอง ทำให้เราต้องเปลี่ยนแผนสอง มาใช้บริการรถบัสเอกชนเจ้าอื่นครับ

มีรถบัสเอกชนมากมายที่วิ่งไปยังรีสอร์ทครับ โดยสถานีรถบัสที่อยู่ใกล้กับรีสอร์ทชื่อว่า ฮเวงกเย (Hoinggye, 횡계) ชื่ออ่านยากได้อีก… รถบัสที่ออกจากโซลไปยังฮเวงกเยนี้ มี 2 ที่ครับคือที่ East Seoul Bus terminal (동서울 버스터미널) – สถานี Gangbyeon และ South Seoul Bus Terminal (서울남부 버스터미널) – สถานี Nambu Bus Terminal Station  (แล้วแต่ว่าใกล้กับที่ไหน รถของที่ East จะมีเยอะกว่า South หน่อยครับ แต่ราคาตั๋วของ South กลับถูกกว่านิดหน่อย (13,600 วอน) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชม. 40 นาทีครับ

วิวบนรถบัสทั้งสองข้างทางสวยมากกก.. รถบัสนั่งสบายครับ เพราะเป็นแบบแถวละ 3 เบาะ
วิวบนรถบัสทั้งสองข้างทางสวยมากกก.. รถบัสนั่งสบายครับ เพราะเป็นแบบแถวละ 3 เบาะ

รถจะไปแวะจอดประมาณ 3 เมืองก่อนถึงได้ครับ ให้เราฟังประกาศหรือแนะนำให้นั่งเบาะหน้าๆ เพื่อจะได้ถามคนขับได้ครับว่าใช้สถานีรถบัสฮเวงกเยหรือเปล่า สถานีนี้ก็จะเล็กๆครับ เป็นเหมือนปั๊มน้ำมันเล็กๆเลย

เดินออกมานิดหน่อยจะเห็นไปรษณีย์ KOREA Post ครับ หน้าอาคารนี้ (ที่ไม่มีป้ายอะไรบอกเลย) จะเป็นจุดที่เราสามารถขึ้นรถชัตเติลบัสของรีสอร์ทไปยังรีสอร์ทได้ฟรี โดยรถจะออกมาตามเวลาดังนี้ครับ

ที่ทำการไปรษณีย์ จุดรอรถบัสไปยังยงพยองรีสอร์ทครับ
ที่ทำการไปรษณีย์ จุดรอรถบัสไปยังยงพยองรีสอร์ทครับ

รอบรถชัตเติลบัสไปยังยงพยองรีสอร์ท

ระยะเวลาเดินทาง : 15 นาที

05:20, 06:20, 07:20, 08:00, 08:30, 09:40, 12:00, 14:00, 16:20, 17:40, 18:50, 20:00, 21:00, 23:30

ส่วนขากลับเราจะไม่มาที่นี่แล้วครับ เพราะว่าเราได้ทำการจองรถบัสที่สามารถนั่งตรงจากรีสอร์ทได้เลย คือ ขาไปเท่านั้นที่ต้องจองล่วงหน้า 4 วัน แต่ขากลับเราสามารถไปจองที่เคาน์เตอร์ที่รีสอร์ท (อาคาร Tower Plaza) ได้เลย หรือจองผ่านเว็บเดิมก็ได้ครับ

อาคาร Tower Plaza จะอยู่ใกล้ๆกับลานจอดรถครับ เป็นอาคารแรกที่เราจะเห็น ในนี้มีร้านอาหารและจุดขายตั๋วขากลับครับ
อาคาร Tower Plaza จะอยู่ใกล้ๆกับลานจอดรถครับ เป็นอาคารแรกที่เราจะเห็น ในนี้มีร้านอาหารและจุดขายตั๋วขากลับครับ

จากนั้นเราจะมุ่งหน้าไปยังอาคาร Dragon Plaza ซึ่งเป็นจุดที่เราจะไปนั่งกระเช้ากันครับ อย่างที่เราเกริ่นไปในชื่อบล็อกว่างานนี้ “เล่นสกีไม่เป็นก็ไปได้” เราจะไปดูคนเขาเล่นสกีกันครับ 55

เดินมาตามทาง ตามป้าย จะเห็นลานสกีใหญ่ๆเลยครับ โซนตรงนี้จะเห็นคนมากมายเต็มไปหมด

yongpyeong-ski-resort-01

ถัดจากตรงลานสกีใหญ่ๆนี้ เราก็จะเห็นอาคารใหญ่ๆที่ด้านหน้าเขียนว่า “Dragon Plaza” แบบนี้ครับ

dragon-plaza-yongpyeong-resort

เข้าไปก็จะพบว่าที่นี่คืออาณาจักรที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับสกีและสโนว์บอร์ด มีทั้งร้านจำหน่ายอุปกรณ์ ที่ให้เช่าอุปกรณ์ล็อคเกอร์ โรงเรียนสอน ร้านอาหาร และที่นี่ก็เป็นจุดที่เราจะไปนั่งกระเช้ายาวที่เรียกว่า โกนดลล่า (อ่านเสียงตามภาษาเกาหลี), Gondola ซึ่งเป็นเหมือนไฮไลท์หนึ่งของรีสอร์ทนี้เลยก็ว่าได้ล่ะครับ เราจะมาซื้อบัตรกันซึ่งจุดจำหน่ายบัตรกระเช้าโกนดลล่า อยู่บริเวณชั้น 2

gondola_ticket_place

จุดขายตั๋วหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ เห็นแถวคนเยอะๆแบบนี้จริงๆแล้วรอไม่นานเท่าไรครับ ค่าขึ้นกระเช้าอยู่ที่คนละ 15,000 วอน (ผู้ใหญ่) และ 11,000 วอน (เด็ก) เป็นแบบไป-กลับครับ เวลาซื้อตั๋วก็อยากให้เช็คโปรโมชั่นจากทางรีสอร์ทหรือไม่ก็ลองดูจากในองค์การท่องเที่ยวเกาหลี เผื่อจะมีส่วนลดอะไรบ้าง (ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม เลยน่าจะมีส่วนลดบ่อยๆครับ) สำหรับผมถือบัตรธนาคารในเกาหลีเลยได้ส่วนลดมา 30%

ได้ตั๋วแล้วก็เตรียมขึ้นกันเลยครับ ที่นี่ไม่มีคิว ก็ต่อแถวแล้วก็รอขึ้นได้เลยครับ

gondola_track

วิวที่สามารถเห็นได้จากบนกระเช้าก็จะประมาณนี้ล่ะครับ…

gondola_yongpyeong
yongpyeong-ski-resort-02

yongpyeong-ski-resort-03

เนื่องจากวันที่ไปนั้นหิมะกำลังเริ่มตก ทำให้บดบังทัศนียภาพพอสมควร (ภาพที่ออกมาเลยประมาณนี้ครับ) แต่ถ้ามองด้วยตาก็สวยไม่เบาเลย

พอนั่งไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกได้ถึงความไกลครับ เป็นกระเช้าที่เสียเงินแล้วรู้สึกว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 นาที กับวิวแบบนี้ถือว่าสุดคุ้มจริงๆล่ะครับ และแล้วเราก็นั่งกันมาจนถึงยอดซักที… ทันทีที่ออกจากอาคารมา ภาพแรกที่ได้เห็นก็คือ…

top-of-gondola

หิมะขาวโพลน และ ลมแรงมากครับ…. หนาวสะใจจริงๆ เดินออกมาจากอาคารตรงนี้จะเป็นจุดกระเช้า (ลิฟต์) สำหรับคนที่เล่นสกีขึ้นมาครับ จุดนี้นอกจากเป็นจุดชมวิวบนยอดแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของนักเล่นสกีด้วย ตรงนี้จะเป็นโซนของเรนโบว์ครับ ที่นี่จะมีการแบ่งโซนสกีเป็นโซนๆด้วยสี ตามความยากง่ายครับ ตั้งแต่สีเหลือง (ง่ายสุด) ส่วนเรนโบว์นี่ก็เป็นระดับเกือบสูงสุดล่ะครับ

ขึ้นมาถึงข้างบนแล้วก็อย่าเพิ่งถอดใจกับความหนาว ให้เดินออกมาหน้าอาคารไปตามทางเรื่อยๆก็จะมีที่ให้เดินย่ำหิมะเล่นเป็นทางเดินไปอีกประมาณ 300 เมตร

yongpyeong-ski-resort-top

yongpyeong-ski-resort-top-02

มุมสูงของรีสอร์ท ที่มาของภาพ Goblin (ตอนที่ 9) : 사진 출처 [도깨비 9 회]
มุมสูงของรีสอร์ท ที่มาของภาพ Goblin (ตอนที่ 9) : 사진 출처 [도깨비 9 회]
ออกมาเจอกับความหนาวได้สักแปป ก็กลับเข้าไปที่อาคารนั่งพักกันครับ ที่นี่ก็มีร้านกาแฟ ร้านอาหารอยู่เหมือนกัน แต่ว่าราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ชั้นสองจะมีที่ให้เรานั่งพักกันอุ่นๆได้ ใครเหนื่อยๆก็ไปแวะนั่งพักกันซักหน่อยครับ

ได้ที่แล้วก็นั่งกลับไปครับ ขากลับคนจะน้อยกว่าขาขึ้นพอสมควร ก็สามารถจับจองกระเช้าว่างๆได้ครับ

เส้นทางลงก็ เราก็จะได้เห็นคนเล่นสกีกันเป็นทางเลยล่ะครับ แค่ได้ดูก็ยังสนุกเลย ไม่รู้ว่าของจริงจะขนาดไหนต้องหาโอกาสไปลองบ้างแล้ว
เส้นทางลงก็ เราก็จะได้เห็นคนเล่นสกีกันเป็นทางเลยล่ะครับ แค่ได้ดูก็ยังสนุกเลย ไม่รู้ว่าของจริงจะขนาดไหนต้องหาโอกาสไปลองบ้างแล้ว

ลงมาถึงชั้นล่างก็มาเดินสำรวจต่อครับ ในตึกเดียวกันนี้ Dragon Plaza นี้ มีจุดหนึ่งที่เป็นสถานที่ที่อยู่ในฉากของซีรีส์ Goblin ตอนที่นางเอกไปทำงานเสริมอยู่ที่รีสอร์ทครับ

 

เจอแล้ว !! สถานที่นางเอกมาทำงานที่สกีรีสอร์ท
เจอแล้ว !! สถานที่นางเอกมาทำงานที่สกีรีสอร์ท

ใกล้จะ 5 โมง ซึ่งเป็นเวลากลับไปยังโซลแล้วครับ ขอเดินมาหาอะไรกินที่ Tower Plaza ครับ

ซุนแด (ไส้กรอก) + ทวีคิม (ของทอด) หมดไปไม่ถึงหมื่นวอนครับ
ซุนแด (ไส้กรอก) + ทวีคิม (ของทอด) หมดไปไม่ถึงหมื่นวอนครับ

เดินออกมานอกอาคาร ก็จะเป็นลานจอดรถครับ จะมีจุดๆหนึ่งที่รวมรถบัสเยอะๆ ตรงนี้ล่ะครับ เป็นสถานที่รถบัสขากลับโซล หน้ารถจะมีป้ายเขียนบอกปลายทาง อย่างของผมจะไปลงที่สถานี Sinchon ครับ ก็สามารถเอารายละเอียดการจองไปขึ้นรถได้เลย โดยค่ากลับเที่ยวเดียวอยู่ที่ 35,000 วอน/คน ครับ

bus_to_seoul

ระหว่างทางมีจอดแวะเข้าห้องน้ำให้ด้วย เนื่องจากว่าสภาพการจราจรวันนั้นดูจะติดหนักเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ครับ

hyugyeseo

และทริปวันเดียวไปยังสกีรีสอร์ทก็สิ้นสุดลงเท่านี้ครับ จะเห็นว่าเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่น่าสนใจ สำหรับใครที่เวลาน้อย แต่ยังอยากได้ฟีลลิ่งของหิมะ ขอบอกว่ารีสอร์ทแถวๆนี้ มีหิมะให้ดูยาวกว่าเมืองอื่นๆเลยล่ะครับ ใครสนใจก็ลองศึกษารายละเอียดตามที่เราเสนอไปในบล็อกได้

หรือสงสัยในการเดินทางก็คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติม

[เที่ยวนอกโซล] ชวนมาปั่นจักรยานรางรถไฟเก่า (Railbike) เมืองชองซอน!

เก็บควันหลงจากช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของที่เกาหลีมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมได้ไปเที่ยวกับคณะอาจารย์สมัยม.ปลาย ที่เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพื่อมาเก็บภาพใบไม้เปลี่ยนสีโดยเฉพาะ ซึ่งเรามีแผนไปเที่ยวชมใบไม้กันหลายจุดด้วยกันครับ นั่งรถจากโซลมาที่เมืองซกโช (Sokcho, 속초) แล้วขึ้นไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน ก่อนที่จะพักที่นั่นหนึ่งคืนแล้วเดินทางต่อ

เมืองซกโช จริงๆเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่ามาเที่ยวนะครับ แต่ทั้งวันส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บนอุทยานซอรัคซาน เลยได้ภาพมาเยอะพอสมควร แต่ที่ผมว่าน่าตื่นเต้นและเร้าใจกว่านั้นคือผมจะพาคุณผู้อ่านไปปั่นเรลไบค์ด้วยกันครับ

เรลไบค์ คือการใช้เส้นทางรถไฟเก่าที่ปัจจุบันไม่วิ่งแล้ว มาทำเป็นเส้นทางปั่นรถครับ ซึ่งระยะทางก็จะสั้นๆเหมาะสำหรับปั่นชมวิว ทิวทัศน์ ในเกาหลีมีหลายแห่งด้วยกัน ใกล้ๆโซลหน่อยก็จะเป็นคังชน (Gangchon, 강촌) , เมืองยังพยอง (Yangpyeong, 양평) และเมืองที่ผมจะพาทุกคนไปนี้ เมืองชองซอน (Jeongseon, 정선) ครับ

เมืองชองซอน ตั้งอยู่ในจังหวัดคังวอน หนึ่งในจังหวัดที่มีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเขาหรือทะเล สภาพแวดล้อมที่นี่เหมาะกับเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่นจริงๆครับ ใครเดินทางมาที่นี่จะได้เห็นความเป็นอยู่ของคนเกาหลีแบบเรียบง่าย ต่างกันกับในโซลเลยทีเดียว

การเดินทาง

 

จากภาพจะเห็นว่าผมแบ่งเป็น 2 วันครับ ผมไปเที่ยวที่เทือกเขาซอรัคซาน เมืองซกโช (Sokcho) มาก่อน หลังจากนั้นถึงค่อยนั่งรถจากซกโชมาที่สถานียอรยัง (Yeoryang)ครับ โดยเปลี่ยนบัสหนึ่งครั้งที่สถานีรถบัสคังนึง (Gangneung)

ออกเดินทางจากที่สถานีคังนึง (Gangneung) ครับ
ออกเดินทางจากที่สถานีคังนึง (Gangneung) ไปลงที่ยอรยัง (Yeoryang)

จริงๆถ้าตั้งใจนั่งรถตรงจากมาโซลเพื่อที่จะมาปั่นก็สามารถทำได้อีกเส้นทาง คือนั่งตรงจากสถานี Dong Seoul Bus Terminal มาลงที่เมืองชองซอน Jeongseon แล้วตอนซื้อตั๋วบอกให้เขาลงที่ยอรยัง (Yeoryang) คือยอรยังนี้เป็นเมืองเล็กๆครับ รถบัสจากเมืองใหญ่ๆจะมาหยุดจอดที่นี่

สถานีรถบัสยอรยังเล็กๆ ที่รถบัสจะแวะจอดให้เราแปปนึง ให้ลงที่นี่ครับ
สถานีรถบัสยอรยัง ที่รถบัสจะแวะจอดให้เราแปปนึง ให้เราลงที่นี่ครับ

จุดตรงนี้จะเป็นปลายสายของเรลไบค์ครับ ส่วนกูจอลลี (Gujeol-ri) จะเป็นต้นทาง เราจะต้องนั่งรถบัสคันเล็กๆ หน้าตาแบบนี้ไปขึ้นที่ต้นทางครับ

city_bus

หน้าตาของรถบัสจะเป็นแบบนี้ครับ คนละ 720 วอน เอาบัตรไปแตะ แล้วก็นั่งได้เลย คนขับอาจจะถามเล็กน้อยครับเป็นมารยาทว่าไปลงไหน แม้ว่าสุดสายจะเป็น Gujeol-ri ต้นทางที่ปั่นก็ตาม

รอบรถบัสจากสถานีรถบัสยอรยัง ไปยัง จุดขึ้นเรลไบค์

ระยะเวลา : 20 นาที
ค่าใช้จ่าย : 720 วอน (ผ่านบัตร 720 วอน/ เงินสด 1,000 วอน)
เวลาเดินรถ : 08.20/10.35/12.35/15.35/17.35/19.20

 

gujeolri-railbike-start-point
มาถึงจุดที่ปั่นแล้วครับ ผมเห็นคนมาจากทั่วทุกสารทิศ มากันเป็นทัวร์บ้าง รถยนต์ส่วนตัวบ้าง เข้าใจว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของการพักผ่อนเลยล่ะครับ แต่ก็จะเห็นเป็นครอบครัว กับผู้สูงอายุซะส่วนใหญ่

สามารถจองออนไลน์และชำระเงินก่อนได้เลยครับ [เว็บจองภาษาเกาหลี] แล้วค่อยไปขึ้นตั๋วที่นั่น หรือจะจองที่นั่น (เข้าใจว่าได้เหมือนกัน) ถ้าคนไม่เยอะ รถจะมีสองแบบครับ 2 ที่นั่ง และ 4 ที่นั่ง ราคาจะอยู่ที่ 25,000 และ 35,000 วอนตามลำดับ รอบรถมีทั้งหมด 5 รอบครับ 08.40 / 10.30 / 13.00 / 14.50 / 16.40 (ช่วงเดือนมี.ค.-ต.ค.)

ผมจองไว้รอบ 13.00 น. ครับ เรานั่งรถจากสถานีรถบัสยอรยัง รอบ 12.35 น. ก็มาถึงจุดขึ้น 12.50 น. แบบพอดิบพอดี  เอาตั๋วไปขึ้นแล้วก็เดินมาจุดขึ้นรถครับ ซึ่งเอาเข้าจริงกว่าจะออกก็แอบใช้เวลาอยู่ (ประมาณ 10-20 นาที) แต่เพราะว่าวันนั้นคนเยอะ เขาจะค่อยๆปล่อยออกทีละคัน ทิ้งระยะห่างครับ รถ 2 ที่นั่งจะได้ปล่อยตัวก่อน แล้วตามมาด้วย 4 ที่นั่ง

ในรถก็จะมีเบรคอยู่ 2 ที่ครับ ด้านหน้าและด้านหลัง ตรงกลางมีตะกร้าสำหรับเก็บสิ่งของ …. เอาล่ะครับ พร้อมแล้ว เราไปดูบรรยากาศและวิวทิวทัศน์สวยๆกันในคลิปนี้เลย !

railbike-1วิวทิวทัศน์โดยรอบ

railbike-view
มีลอดอุโมงค์ด้วยrailbike_tunnel

ทิวทัศน์และธรรมชาติโดยรอบ


auraji_railbike

auraji_railbike_2
เส้นทางผมคิดว่าสวยและหลากหลายครับ มีทั้งลอดอุโมงค์ วิวแม่น้ำ วิวบ้านเรือน แปลงเกษตร ฯลฯ ระยะเวลาที่ใช้ในการปั่นทั้งหมดก็น่าจะ 40-50 นาที ไม่เหนื่อยมากครับ กำลังพอดีๆเลย

เราจะมาสิ้นสุดกันที่ตรงใกล้ๆกับสถานีรถบัสยอรยังที่เรามากันครับ ตรงนี้ก็จะมีร้านกาแฟอยู่ในปลาตัวใหญ่นี้

ปลายเส้นทางเรลไบค์ก็คือที่นี่ครับ มีร้านกาแฟกับร้านขายสินค้าที่ระลึกอยู่
ปลายเส้นทางเรลไบค์ก็คือที่นี่ครับ มีร้านกาแฟกับร้านขายสินค้าที่ระลึก

อาหารการกินแถวนี้ ตรงต้นสายเห็นมีร้านอาหารใหญ่ๆอยู่หลายร้านเหมือนกันครับ ส่วนตรงปลายสายนี้ จะมีร้านอาหารเล็กๆ ประมาณ 4-5 ร้าน กับราคาที่แพงนิดหน่อย ถ้าไม่หิวมากก็มีร้านสะดวกซื้ออยู่ครับ

หม้อไฟตกคนละประมาณ 9,000 วอนครับ (ถ้าจำไม่ผิด)
หม้อไฟพูแดจิแก ตกคนละประมาณ 9,000 วอน

ขากลับโซลนั้นให้เราไปซื้อตั๋วที่สถานียอรยังเพื่อไปที่เมืองคังนึง (Gangneung) ครับ (ถ้าไม่มีคนอยู่ให้เราไปจ่ายกับคนขับได้เลย คนละ 7,700 วอน) จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที แล้วค่อยไปซื้อตั๋วกลับโซลที่เมืองคังนึง (Gangneung) อีกที เพราะว่าไม่มีรถที่ตรงจากที่ยอรยังไปโซลครับ

ดูความคันทรี่ของป้ายรถบัสซะก่อน ! ปกติบอกเขาว่าจะซื้อตั๋วไปเมืองคังนึงได้ที่นี่ครับ แต่ตอนไปไม่มีใครอยู่เลยไปจ่ายกับคนขับเลย (ควรเตรียมเงินให้พอดีนะครับ)
ดูความคันทรี่ของป้ายรถบัสซะก่อน ! ปกติบอกเขาว่าจะซื้อตั๋วไปเมืองคังนึงได้ที่นี่ครับ แต่ตอนไปไม่มีใครอยู่เลยไปจ่ายกับคนขับเลย (ควรเตรียมค่าโดยสารให้พอดีนะครับ)

ตารางรถจากสถานีรถบัสยอรยัง ไปยัง คังนึง

ค่าใช้จ่าย : 7,700 วอน
ระยะเวลา : 1 ชม. 25 นาที
รอบรถ : 07.30 / 08.30 / 09.30 / 10.30 / 12.30 / 14.30 / 15.30 / 16.30 / 18.30 / 19.30

หากมีเวลาเดินเล่น ถ้าเราเดินข้ามรางรถไฟมาอีกสักนิด ประมาณ 10 นาที ก็จะเห็นสะพานใหญ่ๆรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวนี้ครับ สามารถมาถ่ายรูปเล่น ชิวๆกันได้เลย
นานๆทีจะได้ออกมานอกโซลในช่วงที่ใบไม้กำลังสวยๆแบบนี้ล่ะครับ ให้ความรู้สึกฮีลลิ่งอย่างแท้จริง 5555+ แต่ส่วนตัวคิดว่าการเดินทางอาจจะยังยากอยู่นิดหน่อย ใครที่วางแผนจะไปแล้วติดปัญหาอะไร คอมเมนต์ไว้ด้านล่างเลย แล้วเดี๋ยวจะมาช่วยดูให้นะครับ
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีคร้าบ ~

วิธีแก้ปัญหาแย่งกันจ่ายของคนเกาหลี

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราไปกินอะไรกับใครสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นร้านขนม ร้านกาแฟ ก็จะมีคนแสดงความป๋า ออกเอง จ่ายเอง จ่ายให้กันเต็มไปหมด หรือว่าในทางตรงกันข้าม อยู่ในสถานการณ์ที่ต่างคนต่างไม่รู้จะจ่ายยังไง จะหาร 2 ก็ดูน่าเกลียดเกินไป…

ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อมาเจอกับวิธีสไตล์คนเกาหลีครับ เรียกเป็นภาษาเกาหลีว่า “카드뽑기” แปลเป็นภาษาไทยมันคือ… “สุ่มบัตร”

หลักการไม่ได้ยากอะไรเลยครับ เพียงแค่ไปกับเพื่อนหลายๆคน หาร้านที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารฟาสฟู้ด ร้านกาแฟ หรือร้านขนม จากนั้นก็ให้หยิบบัตรเดบิต/เครดิตของตัวเองขึ้นมา แล้วโยนภาระทั้งหมดนี้ไปให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ครับ! พนักงานก็จะสุ่มหยิบบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง หรือสองใบ (แบ่งจ่ายเพื่อไม่ให้เป็นภาระของใครคนหนึ่งมากเกินไป) แล้วก็ทำการคิดเงิน

คนที่ไม่โดนก็กินฟรีสิครับงานนี้ ! 

บนโลกโซเชียลอย่างบน Instagram ก็ถึงขั้นกับมี hashtag #카드뽑기 อัดเป็นวิดิโอ วินาทีลุ้นให้ดูกันฮาๆมากมาย…

card

random_card

คุณผู้อ่านพอจะเดาได้มั้ยครับว่าจู่ๆผมเขียนเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกันทำไม?

ใช่ครับ…พนักงานจับของผมได้สองรอบติดกันแล้วครับ T_T

카드뽑기
Credit : @nicoleseoyunyoo พี่ที่ทำงานโพสต์ลง instagram ทันทีที่ได้กินฟรี !

ชีวิตพนักงานบริษัทเกาหลีจะเป็นยังไงต่อไป อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ…

ติดตามเรื่องกินๆ ในเกาหลีกันต่อได้ที่นี่เลย ~

ประสบการณ์การฝึกงานกับบริษัทในเกาหลี

สวัสดีครับ

รอบนี้กลับมาด้วยเรื่องราวชีวิตในเกาหลีอีกครั้ง เป็นเรื่องที่จะไม่พูดก็ไม่ได้ เพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำ คือ “การฝึกงานที่บริษัทใหญ่ๆในเกาหลี !” อย่าว่าแต่บริษัทใหญ่เลยครับ บริษัทเล็กๆก็ยังไม่เคยคิด บล็อกในตอนนี้ก็เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์การฝึกงานที่บริษัทเกาหลี ข้อคิด และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากฝึกงานครับ

ทำไมถึงมาได้ฝึกงานที่นี่?

กลางปีที่แล้ว ผมได้ไปแข่งขันในกิจกรรมๆหนึ่งครับของบริษัท LG โครงการนี้มีชื่อว่า LG Global Challenger เป็นการแข่งขันที่ให้คิดหัวข้อที่อยากจะศึกษา ให้ทุนไปศึกษา แล้วต้องกลับมาเขียนรายงาน โดยมีรางวัลล่อตาล่อใจอย่างโน้ตบุ๊ค โล่จากประธานบริษัท LG และ สิทธิ์ในการฝึกงานที่บริษัท LG (เครือใดก็ได้!) ซึ่งบอกตรงๆครับว่า ตอนที่แข่งนี้ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเท่ากับสิทธิ์ที่จะได้ฝึกงานในบริษัท LG อีกแล้ว ! ผมจึงทุ่มเทกับการทำโครงการนี้มากๆ เรียกว่าทุ่มทั้งเวลา งัดแงะความสามารถที่มีออกมาใช้ ทำยังไงก็ได้ขอให้ได้มีโอกาสมาฝึกงานกับบริษัทใหญ่ๆ และสิ้นปีผมก็ได้ข่าวดีที่ผมชนะได้รางวัลนั้นมาครองสมใจ (จริงๆเรื่องยาวครับ แต่ขอรวบรัดตัดตอน เอาเป็นว่าได้รางวัลมาแล้ว…)

ตอนนั้นผมลังเลอยู่พอสมควรครับว่าได้สิทธิ์ฝึกงานที่บริษัท LG มาอยู่ในมือแล้ว จะเอาไปใช้ยังไงดี ผมกำลังคิดถึงว่าผมจะไปทำงานอยู่ในสายไหน ด้านไหน บริษัทไหนอยู่ครับ … สงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมผมใช้เวลาในการคิดนาน ก็เพราะว่าผมค้นพบว่า “ผมจะไม่ฝึกงานในสายที่ผมเรียนอยู่!”  นึกอยากลองไปทำงานในสายที่สนใจ และไม่มีโอกาสได้กลับไปเรียนซ้ำในสายนี้  ผมเลยตรงมาที่บริษัทโฆษณาในเครือของ LG อย่าง HSAd แผนก Digital Planning ครับ

ตัดสินใจเลือกฝึกงานในช่วงหน้าร้อน ระยะเวลาก็สั้นๆครับ เดือนนิดๆ (เขากำหนดมาให้) ก็ยังคิดในใจว่าจะผ่านทั้งเดือนนี้ไปได้ยังไง จะต้องใช้ภาษาเกาหลีมากน้อยแค่ไหน จะกดดันมากมั้ย ก็แอบคิดแล้วก็เตรียมตัวไปด้วย นอกจากเตรียมภาษาแล้ว เรื่องหนึ่งที่ต้องเตรียมคือ เสื้อผ้า ครับ 555 ปกติใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีก็ชิวๆสบายๆ ใส่ขาสั้น รองเท้ากีฬา แต่พอจะต้องมาฝึกงานก็แอบต้องคิดแล้วคิดอีก ผมก็ใช้เวลาทั้งวันนั่งทำการบ้านเรื่องแต่งตัว ต้องไปหาซื้อเชิ้ต (ซึ่งปกติไม่ค่อยชอบใส่) สแล็ก ฯลฯ เรียกว่าเป็นการลงทุนเกี่ยวกับเสื้อผ้าครั้งใหญ่เลยทีเดียว!

สไตล์การแต่งตัวที่ไม่คุ้นเคย
สไตล์การแต่งตัวที่ไม่คุ้นเคย

แนะนำสถานที่ฝึกงาน

ถ้าให้ผมแนะนำคร่าวๆ HSAd (HS애드) เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่อยู่ในเครือ LG ครับ เท่าที่ผมเคยเห็น rank ของบริษัทก็จะอยู่ราวๆ TOP3~TOP5 ของเกาหลี HSAd ถือเป็นหนึ่งในเอเจนซี่โฆษณาของบริษัทใหญ่ที่ทำโฆษณาให้กับ LG และบริษัทอื่นๆครับ ถ้าให้แนะนำเอเจนซี่โฆษณาอื่นๆในเกาหลีก็จะมี Innocean (이노션) ของบริษัทรถ Hyundai และ Cheil (제일기획) ของ Samsung ที่เป็นคู่แข่ง

HSAd มีผลงานหลากหลายครับตั้งแต่ TVC, Print, Digital
HSAd มีผลงานหลากหลายครับตั้งแต่ TVC, Print, Digital ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาในประเทศ

พาเพื่อนๆมาดูสถานที่ทำงานไปด้วยกันครับ…

lg-hsad-1
บริษัท HSAd ตั้งอยู่ที่ตึก LG Mapo Building แถวๆสถานี Gongdeok

ฝึกงานวันแรก

เริ่มงานวันแรก ผมตื่นเต้น ไปก่อนเวลาเลยครับ เลยได้ไปนั่งรออยู่สักครู่จนได้พบกับหัวหน้าทีมคุณ อู ยูรัน ครับ เป็นคนที่อัธยาศัยดีมากๆ พาผมไปทำความรู้จักกับทุกคนทั้งชั้นเลย ก่อนที่จะเรียกประชุมทีมด่วน เพื่อแค่ …มาฟังผมแนะนำตัว – -” โหย ไม่มีอะไรจะกดดันไปมากกว่านี้แล้วครับ ดีที่ผมแอบไปเตรียมตัว พูดแนะนำตัวเองอยู่เป็นสิบๆรอบ แม้ว่าภาษาเกาหลีของผมกับแค่การแนะนำตัวไม่น่าจะใช่เรื่องยากเย็นอะไรเท่าไร แต่วินาทีนั้น ตื่นเต้นมากอย่างบอกไม่ถูก ผมแนะนำตัว + แจกรอยยิ้มให้กับทุกคน เพื่อให้ 1 เดือนนิดๆของผม ผ่านไปอย่างไม่มีปัญหาครับ

หน้าตาของทีมทำงานครับ มีอีก 4 คนแยกไปนั่งอีกโต๊ะ รวมๆแล้วมีประมาณ 10 กว่าคน
หน้าตาของทีมทำงานครับ มีอีก 4 คนแยกไปนั่งอีกโต๊ะ รวมๆแล้วมีประมาณ 10 กว่าคน

บ่ายของวันนั้นช่วงเบรค ผมขึ้นมากินกาแฟกับรุ่นพี่ครับ รุ่นพี่ชวนมาชั้นบนของที่ทำงาน มีเป็นร้านกาแฟ ใช้บัตรพนักงานแตะเข้ามากินได้  รุ่นพี่ชวนคุยเรื่องที่ทำงาน การปรับตัว ชวนผมเริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น รู้จักชื่อของทุกๆคนและตำแหน่ง พี่เขาก็ใจดีเขียนเป็นแผนผังให้เลยครับว่าใคร ตำแหน่งอะไร นั่งอยู่ตรงไหน เรื่องนี้ผมว่าสำคัญ เพราะถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งที่จะต้องเรียกตำแหน่งและชื่อให้ถูก

แผ่นกระดาษที่รุ่นพี่เขียนให้วันนั้นครับ เป็นชื่อและตำแหน่งของทุกคน
แผ่นกระดาษที่รุ่นพี่เขียนให้วันนั้นครับ เป็นชื่อและตำแหน่งของทุกคน

การงาน

หัวหน้าทีมบอกกับผมตั้งแต่ตอนแรกเลยครับว่า อยากให้ใช้เวลาฝึกงานนี้ เรียนรู้งาน อาจจะไม่มีงานอะไรที่ให้เธอเข้าไปทำได้จริงๆจังๆเท่าไร ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะ” …. จริงๆ ณ ตอนนั้น สารภาพว่ายังไม่มีความมั่นใจ ถึงขั้นจะไปทำอะไรเท่าไหร่ อยากเป็นฝ่ายดูก่อน และก็ได้ดูสมใจ ผมเข้าใจเลยครับว่าสายงานนี้ ต้องอาศัยการติดต่อกับลูกค้า ยุ่งอยู่กับเอกสารครับ ดังนั้น scope งานของเด็กฝึกงานคนนี้ + ความเป็นต่างชาติ จะทำได้นั้นยิ่งค่อนข้างแคบไปอีก โชคดีที่มีทีมเมนเตอร์ (ก็คือทีมพี่ๆผู้ช่วยผู้จัดการ) มาคอยป้อนงานให้เราไปหาโฆษณา หรือแคมเปญในบ้านเรามานำเสนอบ้างครับ ผมก็มีโอกาสได้ไปนำเสนอให้ทุกคนได้เห็นโฆษณาเจ๋งๆของบ้านเรา คนที่นั่นส่วนใหญ่ได้ดูโฆษณาฮาๆในบ้านเรามาก็เยอะครับ ซึ้งๆก็เยอะไม่แพ้กันเลย

working

ผมก็รู้สึกว่าผมได้เข้ามาอีกโลกหนึ่ง โลกของ Digital Marketing มีโอกาสได้ฟังการนำเสนอแคมเปญต่างๆ ของจากหลากหลายทีมในบริษัท ที่รับผิดชอบงานของลูกค้าคนละบริษัทกัน ทำให้ผมได้เห็นกระบวนการ กว่าจะมาเป็นแคมเปญๆหนึ่งได้ ต้องทำยังไง ใช้เงินไปเท่าไร เกิดปัญหาอะไร ซึ่งก็มีอบรมใหญ่ๆอยู่ประมาณ 2 ครั้ง/เดือนได้ครับ

จนช่วงไม่กี่อาทิตย์ก่อนจะจบการฝึกงาน ก็ได้รับการติดต่อมาจากอีกแผนก เขาทราบว่าผมเป็นคนไทย และบังเอิญว่าทีมนั้น กำลังจะไปทำโฆษณาให้กับ องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) พอดี มีโปรเจ็คเข้าไปถ่ายที่ประเทศไทยด้วย จึงอยากให้ผมไปช่วยหาข้อมูลให้ ผมก็ยิ้มสิครับ! เพราะจะได้ทำในสิ่งที่เราน่าจะช่วยเหลือได้มากที่สุดและคิดว่าดีที่สุด ! งานและหน้าที่จึงมาหาผมเยอะขึ้นและเริ่มสนุกกับมันมากขึ้น !

ผมถูกยืมตัวมาทำงานให้กับ ทีม Global Business Strategy ภายใต้การนำของผู้จัดการ คิม ที่มีประสบการณ์ไปเที่ยวไทยมาไม่น้อยเช่นกัน และครั้งนี้ก็อยากให้ผมช่วยออกไอเดีย คอยหาข้อมูลกับโปรเจ็คที่จะเซอร์ไพรส์ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “จ๋อม” ทำงานอยู่ที่สถานี ThaiPBS ซึ่งเคยมาเที่ยวที่ประเทศเกาหลี แล้วก็วาดภาพเป็นเรื่องราวของตัวเองตอนที่มาเที่ยวที่เกาหลี ภาพของคุณจ๋อมที่อยู่บน Instagram ก็ไปเป็นไอเดียของโฆษณานี้ ซึ่งทางนี้เขาต้องการทำแคมเปญ “Korea Visits You” แนวๆว่า ถึงคราวเกาหลีไปเยือนคุณกลับบ้าง เหมือนเป็นการ “ขอบคุณ” นักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเที่ยวเกาหลีแล้วไม่ลืมเกาหลี ได้ฟังแล้วก็รู้สึกอบอุ่น คล้อยตามไปด้วย ผมก็พยายามเก็บข้อมูลของคุณจ๋อมที่เราจะไปเซอร์ไพรส์นี้เรื่อยๆ หาข้อมูลเพื่อนที่จะช่วยเซอร์ไพรส์ แล้วส่งไปให้ทีมถ่ายทำช่วยประสานงานต่อ การหาข้อมูลตรงนี้ล่ะครับ ที่ผมว่าสนุกดี

ไอเดียคือเราต้องไปเซอร์ไพรส์ครับ ดังนั้นทุกๆขั้นตอนจำเป็นต้องไม่ให้อีกฝั่งหนึ่งไหวตัวทัน (ตอนนั้นคิดว่าตัวเองทำรายการสาระแนอยู่ 55) ช่วงที่เซอร์ไพรส์นี่เป็นช่วงที่ผมกลับไทยพอดีครับ เลยมีโอกาสได้ไปช่วย + ไปดูบรรยากาศการทำงานด้วย ก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำงานครับ

บรรยากาศการเตรียมงาน ซักซ้อม ภาพสุดท้ายเป็นหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วครับ ซ้ายสุดเป็นคุณคิม หัวหน้า คนถัดมาเป็นผจก.จากองค์การส่งเสริมท่องเที่ยวเกาหลี ถัดมาอีกคือคุณจ๋อม คนที่เรามาเซอร์ไพรส์ครับ
บรรยากาศการเตรียมงาน ซักซ้อม ภาพสุดท้ายเป็นหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วครับ ซ้ายสุดเป็นคุณคิม หัวหน้า คนถัดมาเป็นผจก.จากองค์การส่งเสริมท่องเที่ยวเกาหลี ถัดมาอีกคือคุณจ๋อม คนที่เรามาเซอร์ไพรส์ครับ

และนี่คือผลงานในวันนั้นครับ…

จริงๆแล้วแอบมีผมอยู่ในคลิปด้วยล่ะ นาทีที่ 0:59 แต่บอกเลยว่าเป็นเสี้ยววินาทีครับ เลยแคปมาให้ดูกัน 🙂

me-in-kto

เรื่องกินๆ เที่ยวๆ

มีพี่ในทีมคนหนึ่งเคยถามผมว่าผมดื่มเหล้าหรือเปล่า? ผมก็ตอบไปว่าไม่ค่อยดื่ม พี่เขาบอกว่าดีเลย เพราะทีมนี้ไม่เน้นดื่ม เน้นกิน และเวลาเจอลูกค้า เลี้ยงลูกค้า มันต้องเลี้ยงดี รับแขก เป็นเรื่องปกติที่ทีมนี้จะรู้แหล่งของกินเจ๋งๆ…

ความพยายามของผมที่จะลดน้ำหนักก่อนกลับไทยหลังฝึกงานจบนั้นก็ได้พังสลายแต่เพียงเท่านี้..

.
.
.

เมื่อได้มาพบกับ…

มื้ออาหารเจ๋งๆที่ผมรวบรวมมาในช่วงที่ฝึกงานทั้งหมด
หลากหลายเมนูไม่ซ้ำจำเจ แต่ละร้านขอบอกว่าเด็ดจริงครับ 55 และนี่คือบางส่วนที่รวบรวมมาได้ตลอดช่วงฝึกงาน

นอกจากกินแล้ว ทีนี้ก็มีเที่ยวครับ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แต่ละทีมเขาผลัดกันไปเที่ยว ก็เลยโดดทิ้งงานกันไปหนึ่งวัน ทีมผมตกลงว่าจะไปเที่ยวกันที่เมือง ซกโช (속초) ซึ่งอยู่ห่างจากโซลไปประมาณ 2 ชม. มีคอนเซ็ปต์คือไปตะลุยของกินอร่อยๆ + จับโปเกมอน (ช่วงนั้นเป็นช่วง Pokemon Go ฮิตพอดี แล้วก็เกาหลีมีเมืองซกโชเมืองเดียวที่เล่นได้ เพราะว่าไปเกี่ยวกับโซนที่ให้บริการ) … ความงามของเมืองซกโชนี้คือ เป็นเมืองที่ติดชายฝั่งทะเล ก็ได้พี่หัวหน้าแผนกขับรถพาไปกินของกินอร่อยๆ แล้วก็พาไปดูวิว กินลมชมทะเลตะวันออกเกาหลีครับ

มื้อเที่ยงก่อนเข้าซกโช จัดเต็มมาก
มื้อเที่ยงก่อนเข้าซกโช เป็นชุดอาหารเกาหลี เสิร์ฟทียกมาให้ทั้งโต๊ะ
ซกโชที่มีให้คุณทั้งทะเล ภูเขา และอาหารอร่อยๆ .. (สาบานว่ากำลังรีวิวฝึกงานอยู่)
ซกโชที่มีให้คุณทั้งทะเล ภูเขา และอาหารอร่อยๆ .. (สาบานว่ากำลังรีวิวฝึกงานอยู่)

เป็นประสบการณ์การกินและการท่องเที่ยวที่ดีครับ เพราะพี่ๆที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักร้านดี ร้านเด็ดในเกาหลีเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลย ^0^

อ้อ อีกเรื่องคือทีมนี้ชอบอาหารไทยกันมากๆครับ ถึงขั้นว่ามีมื้อเที่ยงหลายมื้อที่เราไปกินอาหารไทยกัน (เท่าที่ผมนับได้ก็ 3 ครั้ง) เมนูโปรดของทุกคนที่นี่คือ ทอดมันกุ้งและผัดผักบุ้งครับ 555

thai-food
เวิร์คช็อป

บริษัทในเกาหลีส่วนใหญ่จะมีการจัดเวิร์คช็อปอยู่เรื่อยๆครับ ซึ่งเป็นการออกไปทำกิจกรรมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน แล้วมีประชุมเล็กๆน้อยๆนอกสถานที่ ซึ่งผมก็มาถูกช่วงถูกจังหวะ ที่บริษัทจัดเวิร์คช็อปพอดี ซึ่งมาจัดกันที่เมืองคาพยอง (가평) อยู่ห่างจากโซลด้วยรถยนต์ประมาณชม.นิดๆ เวิร์คช็อปที่จัดนี่ก็มี theme ด้วยครับ เป็นการจำลองการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก Rio ที่ตอนนั้นกำลังฮือฮา ก่อนงานประมาณอาทิตย์ก็มีการแบ่งกลุ่มเป็นประเทศๆ แล้วให้ mission เป็นทำวิดิโอแนะนำสมาชิกและประเทศนั้นๆ

ได้อยู่ในกลุ่มประเทศไทยพอดีครับ
(ซ้าย) โปสเตอร์งานที่ติดอยู่ทั่วอาคาร (ขวา) ป้ายชื่อของทีมครับ ได้จับกลุ่มมาอยู่กลุ่มประเทศไทยพอดีเลย ~

สถานที่จัดกิจกรรมก็ติดแม่น้ำ และล้อมไปด้วยภูเขา ร่มรื่นมากๆครับ ซึ่งวันนี้ค้างที่นี่ 1 คืน ก่อนทำกิจกรรมก็มีปฏิญานตนของพนักงานใหม่ ต่อด้วยพิธีเปิด ซึ่งทำเหมือนพิธีเปิดโอลิมปิก มีวิ่งคบเพลิง มีเปิดตัวนักกีฬาจากแต่ละประเทศ ซึ่งผมก็ไปช่วยเขาเป็นพิธีกรเปิดตัวนักกีฬาภาคภาษาไทยด้วย 555 สนุกดีครับ

hs-ville-workshop
(ซ้าย) เป็นที่พัก เป็นบ้านหลังนึงเลย (ขวา) กิจกรรมกลางแจ้ง

เสร็จสิ้นจากกิจกรรมกลางแจ้งก็เข้ามาทานข้าวครับ ก่อนจะเริ่มต้นประชุมย่อยๆ มีการแนะนำสมาชิกใหม่ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใครย้ายจากแผนกไหนมาอยู่ไหน ก่อนหน้านี้ทำอะไร เป็นการกระชับมิตรครับ จากนั้นก็ทิ้งท้ายคืนนั้นด้วยคาราโอเกะ เหล้าเบียร์ ตามสไตล์เกาหลีครับ งานนี้ใครอยู่ดึกได้ขนาดไหนก็อยู่ไปครับงานนี้ ส่วนผมก็มีพี่ที่แผนกเดียวกันชวนไปต่อ กลับมาสลบมาก…

workshop_2
ทิ้งท้าย

ผมรู้สึกว่าประสบการณ์การฝึกงานที่นี่ เป็นอะไรที่คุ้มครับ เทียบกับเวลา แม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ (เดือนนิดๆ) กับการเป็นเด็กฝึกงานที่นี่ ซึ่งผมเองอาจจะไม่ได้มีส่วนไปรับผิดชอบงานอะไรมาก แต่สิ่งที่ได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับผมเหมือนกัน พี่หัวหน้าแผนกพูดกับผมว่า “ฝึกงานอะ เขายังไม่ได้ให้มาทำงาน แต่ให้มาเอา connection” พี่เขาอธิบายต่อว่า “มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้มาเจอกัน เชื่อมั้ยว่าที่เรามาที่นี่ เราได้ทำให้คนในออฟฟิศอีกหลายๆคนที่ไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นยังไง ได้รู้จักอีกแง่หนึ่งจากเรามากขึ้น เรากำลังทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักนะ” ผมได้ยินคำนี้ก็รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูกครับ ใช่ครับ มันมากกว่าการมาทำงานจริงๆ เพราะผมได้รับโอกาสเหล่านี้ ได้รับการดูแลที่ดี พี่ๆมักจะย้ำกับผมเสมอๆว่า คุณคือเด็กฝึกงานที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ เป็นเด็กฝึกงานต่างชาติที่เขาอยากจะสอนทั้งงาน สอนทั้งวัฒนธรรมเกาหลี ความเป็นอยู่เกาหลีให้ ผมจึงบอกได้เลยว่าเวลาช่วงที่ผ่านมามีค่าสำหรับผมมากครับ ซัมเมอร์ที่ผ่านมาจึงเป็นเหมือนประสบการณ์ใหม่ๆ ความทรงจำดีๆที่ปักเป็นธงไว้บน milestone ของผมด้วยครับ

last-day
มื้อพิเศษวันสุดท้ายครับ กินเสร็จผมก็โดนเซอร์ไพรส์ด้วยของชิ้นหนึ่งครับ เป็นพัดที่พี่ๆทุกคนเขียนข้อความให้

แล้วก็อย่าลืมติดตามเรื่องราวในเกาหลีของเฟรมคุงต่อไปด้วยนะครับ สวัสดีครับ 🙂

bye

Exploring Hong Kong #1 – Tsim Sha Tsui

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ปลายปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปฉลองคริสต์มาสและบรรยากาศปลายปีในต่างประเทศมาล่ะครับ (แม้ว่าตัวเองอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วก็ตาม) และที่ที่ผมจะพาคุณผู้อ่านไปนั้น เป็นอีกหนึ่งสีสันของเอเชีย ที่นี่คือ “ฮ่องกง” ครับ

cover_part1

ข้อมูลการท่องเที่ยว

วันที่เดินทาง : 21 ธันวาคม – 26 ธันวาคม 2558
ช่วงนั้นอากาศไม่ร้อนไม่หนาวอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศา

เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง

  1. ตั๋วเครื่องบิน : ผมนั่งตรงจากเกาหลีมาลงที่สนามบินฮ่องกง สายการบิน Jeju Airline ไฟลท์ 09.55 ถึงฮ่องกง 12.55 (ระยะเวลาเดินทางโดยประมาณ 3 ชั่วโมง)
  2. โรงแรม : ใช้บริการของ Booking.com ครับ ทริปนี้เป็นทริปแนวประหยัด budget เบาๆ เลยเลือกที่พักราคาประหยัด ในย่านท่องเที่ยว Tsim Sha Tsui โรงแรมชื่อ Sandhu Hotel ในส่วนรีวิวโรงแรมจะพูดในหัวข้อถัดไปครับ
  3. อินเทอร์เน็ต : ทำการบ้านมาส่วนใหญ่เขาจะแนะนำให้ซื้อเป็นซิมการ์ดเติมเงิน ซึ่งมีให้เลือก 7 วัน 14 วัน ตามระยะเวลา โดยสามารถหาซื้อได้ตั้งแต่อยู่ที่สนามบิน หรือออกมาซื้อที่ร้านสะดวกซื้อข้างนอกก็ได้ครับ (แต่ซื้อในร้านโทรศัพท์ที่สนามบินก็จะสะดวกหน่อยเพราะมีคนถอดซิมให้ และกดหมายเลขลงทะเบียนให้เราทันที)
  4. ปลั๊กไฟ : ปลั๊กไฟไม่เหมือนบ้านเรานะครับ ลองหารูปประกอบดูในอินเทอร์เน็ต
  5. แอพแนะนำ : Google Maps (สำหรับดูเส้นทางพื้นฐาน, รถไฟฟ้า), OpenRice (สำหรับค้นหาร้านอาหาร แอพค่อนข้าง Local คล้าย wongnai ในบ้านเรา)
    app.jpg

ท่องเที่ยวในฮ่องกง

แบ่งฮ่องกง ก็จะแบ่งได้เป็น 4 ส่วนดังนี้ครับ

  1. เกาะลันเตา (Lantau island) : สถานที่ตั้งของสนามบินฮ่องกง, สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ และ Ngong ping 360 cable car กระเช้าที่นำไปชมพระใหญ่
  2. เกาลูน (Kaoloon) : ที่ตั้งของหลากร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน ที่พักราคาถูก ย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Tsim Sha Tsui และถนนช็อปปิ้ง Mongkok ตั้งอยู่ที่นี่
  3. เกาะฮ่องกง (Hongkong Island) : เกาะที่เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์การค้า แหล่งช็อปปิ้ง, รถกระเช้า แทรม, จุดชมวิวเมืองของเกาะฮ่องกง Victoria Peak, สวนสนุก Ocean Park
  4. เขตดินแดนใหม่ (New territories) : สถานที่ท่องเที่ยวในโซนนี้จะเน้นธรรมชาติ ภูเขา

ตารางการท่องเที่ยวตลอด 5 วันในฮ่องกง-มาเก๊า

ผมอาจจะต้องเกริ่นก่อนว่าบล็อกเที่ยวฮ่องกงนี้กะไม่เขียนลงรายละเอียด โดยเฉพาะวิธีการเดินทางเหมือนกับบล็อกตอนอื่นๆนะครับ แต่พยายามจะแนะนำในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเพื่อไปเป็นข้อมูลเสริม ซึ่งรายละเอียดการเดินทางทั้ง 5 วันของผมเป็นดังนี้ครับ…

day_1_hong_kong_schedule
day_2_hong_kong_macau_scheduleday_3_hong_kong_scheduleday_4_hong_kong_disney_land_scheduleday_5_hong_kong_schedule

เดินทางท่องเที่ยวในเมือง

ทันทีที่ผมและเพื่อนๆที่เดินทางมาด้วยกัน ถึงสนามบิน ก็เริ่มต้นจากการหาซิมการ์ดก่อนล่ะครับ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น มีหลายค่ายด้วยกัน แต่ที่ดูจะเป็นที่นิยมคือซิมการ์ดของค่าย CSL ที่หาซื้อได้ในร้านขายโทรศัพท์มือถือใกล้กับ 7-11 ข้อดีคือมีไวไฟฟรีให้ใช้บริการ รวมไปถึงสามารถนำไปใช้ที่มาเก๊าได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นที่ 5 วัน/1.5 Gb ราคา $88

แต่เนื่องจากตอนนั้นผมไปที่ร้านแล้วเขามีแต่แบบ 14 วัน ซึ่งราคาก็แอบสูงเกินความจำเป็น จึงตัดสินใจใช้ของอีกค่ายครับ มีบูธอยู่ถัดๆไปอีกไม่ไกลมาก เป็นของ China Mobile ราคาอยู่ที่ 5 วัน/1.5 Gb $80 ถูกลงมากว่าหน่อย แต่เสียอย่างเดียวคือไม่สามารถใช้งานที่มาเก๊าได้ครับsim-card-in-hongkong

ผลการใช้อินเทอร์เน็ต 1.5Gb กับที่โรงแรมมี Wifi ให้บริการ ถือว่าเพียงพอ และเหลือด้วยซ้ำครับ (เหลือประมาณ 400mb ในวันสุดท้าย)

และหลังจากนั้นก็ไปซื้อบัตรเดินทาง Octopus card ครับ ซึ่งข้อดีสามารถนำบัตรไปใช้กับทุกบริการสาธารณะในฮ่องกงได้ รวมไปถึงใช้ซื้อสินค้าต่างๆได้ด้วย ถ้าจำไม่ผิด ค่าบัตรอยู่ที่ $50 ถามว่าเติมเงินเท่าไรถึงจะพอดีกับการท่องเที่ยว อันนี้แล้วแต่วางแผนมาครับ แต่เติมไว้ก่อนสัก $100 หรือ $200 หากไม่พอในคราวหลังก็อาจจะเติมเงินที่ตู้ในสถานี หรือใน 7-11 ก็ได้

การเดินทางจากสนามบินฮ่องกงไปย่าน Tsim Sha Tsui

ที่พักของผมอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Tsim Sha Tsui (อ่านว่า จีม-ซา-เจ่ย) นี้เลยครับ การเดินทางสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง (Airport Express) ไปเลยก็ได้ซึ่งก็แน่นอนว่าแพงกว่าการนั่งรถบัส รถบัสเหมาะสำหรับผู้ที่มีสัมภาระเยอะ ผมจึงใช้บริการรถบัส ซึ่งรถบัสที่ไปคือ สาย A21 (เส้นทางรถบัสว่าจะต้องนั่งสายไหน สามารถเช็คได้จากแอพ Google Maps) ออกมาจากสนามบิน ตามหาป้าย Bus to city แล้วเดินออกมา จะเห็นป้ายรถบัสและคนต่อแถวรออยู่ครับ นำบัตร Octopus card ไปแปะตรงฝั่งคนขับ นำกระเป๋าเดินทางไปวางไว้ในช่องเก็บของ ก็เป็นอันเรียบร้อย สามารถขึ้นไปนั่งชั้นสองของรถบัส ชมวิวได้อย่างสบายๆ นั่งเข้าเมืองชิดซ้าย ก็จะได้เห็นวิวที่สวยงามของฮ่องกงด้วยครับ

A21-bus-hongkong

bus-to-city-hongkong
ข้อดีของบัสที่นี่คือ 2 ชั้น และชั้นล่างออกแบบไว้ให้เพื่อวางกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆได้สบายๆเลยครับ ที่นั่งบนชั้น 2 ก็มีเหลือเฟือ มีจอคอยบอกสถานีว่าถึงไหนแล้ว

 

hongkong_city_scenary
นั่งรถข้ามเกาะมา พอเริ่มเข้ามาในเมืองก็จะค่อยๆเริ่มเห็นความฮิปสเตอร์ของบ้านเมืองแล้วครับ ผมชอบดูลักษณะบ้าน โดยเฉพาะพวกอาคารเวลาไปเที่ยวแต่ละที่ และที่ฮ่องกงก็เป็นอีกที่ ที่ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงชม. ประกอบกับการเช็คพิกัดใน Google Maps มาตลอดทาง ก็มั่นใจแล้วครับว่าใกล้กับจุดที่จะต้องลง ในรถจะมีจอบอกอยู่ครับว่าสถานีนี้คืออะไร สถานีถัดไปคืออะไร โดยบอกเป็นตำแหน่งสำคัญๆ เมื่อเราพร้อมที่จะลงก็ให้ลงไปเตรียมตัว รื้อกระเป๋าออกมาจากชั้นกันให้เรียบร้อย

hotel
ถึงแล้วครับที่พัก ที่สุดแสนจะหายาก โรงแรมแบบ budget ส่วนมากจะอยู่ในอาคารใหญ่ๆอีกทีหนึ่งครับ ผมเลือกใช้บริการโรงแรม Sandhu ที่จองมาจาก Booking.com เคาน์เตอร์อยู่ชั้น 13 ในอาคารที่เป็นเหมือนตึกแถว ทางเข้าคือรูปซ้ายเลยครับ

ห้องค่อนข้างแคบสมคำล่ำลือในรีวิว ผมแนะนำว่าหากใครที่สัมภาระน้อยๆ ที่นี่โอเคมากครับ เยอะอาจจะเข้าได้ทีละคน ปิดประตูได้แค่ครึ่งนึงครับ

ท่องเที่ยวในย่าน Tsim Sha Tsui

Tsim-Sha-Tsui-Station.jpg
ร้านค้าที่อยู่ในย่านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นของแบรนด์ๆครับ มีห้างใหญ่ๆ ยาวติดกันไปหมด จาก Tsim Sha Tsui เราจะเดินต่อกันไปอีกนิดหน่อยก็จะถึงอ่าว ที่เราจะเห็นอาคารอีกฝั่งของเกาะฮ่องกง ให้ได้มาถ่ายรูปสีสันยามค่ำคืนของการเล่นแสงสี “The Symphony of Lights” ซึ่งแสดงทุก 2 ทุ่มทุกวัน วันที่ไปแอบมีหมอกครับ พวกไฟที่ฉายมาจากอาคารต่างๆเห็นได้ไม่ชัดเจน ความคิดเห็นส่วนตัวคือ การแสดงแสงสีอาจจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าไรครับ แต่มุมนี้ก็ยังเป็นหนึ่งมุมยอดฮิตที่แสดงความเป็นฮ่องกงได้อย่างชัดเจน

The-Symphony-of-Lights

night_at_tsim_sha_tsui
บรรยากาศยามค่ำคืนใน Tsim Sha Tsui

รวมของกินในย่าน Tsim Sha Tsui

เนื่องจากว่าผมไม่ได้เที่ยวในย่านนี้เป็นหลักเป็นแหล่งเท่าไรครับ โซนนี้เป็นโซนที่พักของพวกเราซะมากกว่า เลยขอรวบรวมร้านอาหารไว้เลยทีเดียว ที่เราได้ทำการบ้านกันวันต่อวันจากแอพ OpenRice ที่สามารถหาร้านอร่อยจากพิกัดที่เราอยู่ได้ครับ ก็ขออนุญาตรีวิวในร้านที่ไปกินมา(คนละวัน) ที่คิดว่าเข้าท่าทั้งหมด

1. ร้านโจ๊ก Hung Lee Kitchen

hung-lee-restaurant-hongkong

ร้านโจ๊กยามเช้าที่ได้รับความนิยมในคนไทย สังเกตได้จากรีวิวและลูกค้าในร้านที่มาใช้บริการ รวมไปถึงเมนูภาษาไทยที่ร้านนี้มีพร้อมให้บริการ

พิกัด : ดูจากใน [แผนที่] เป็นหลัก อยู่ใกล้ประตู A2 สถานี Tsim Sha Tsui

เมนูที่แนะนำให้สั่งก็คงเป็นโจ๊กทั้งหลายครับ รสชาติก็ใช้ได้เลย แต่แอบเละและไม่ค่อยข้นเท่าไร ก๋วยเตี๋ยวหลอดที่ห่อปาท่องโก๋นี่อร่อยมากๆครับ ราคาถือว่าไม่แพง โจ๊กอยู่ที่ $26~50 ครับ ส่วนบ๊ะจ่างที่ไปทานไม่เหมือนของบ้านเราครับ เหมือนข้าวเหนียวแฉะๆมากกว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไร

2. ร้านติ่มซำโต่วเฮิง (Tao Heung) 

tao-heung-tsim-tsa-tsui-branch

ร้านนี้ในหลายๆเว็บรีวิวท่องเที่ยวฮ่องกงยกให้เป็นหนึ่งในร้านติ่มซำอร่อย ราคาไม่แพง กับสถานที่ที่ใหญ่โออ่าแบบโต๊ะจีน ที่นั่งกินสบายมากครับ เมนูแนะนำคงเป็นติ่มซำทุกอย่าง สั่งมากันให้จุใจไปเลยครับ ราคาไม่ค่อยแพง ระยะเวลาในการเสิร์ฟอาหารค่อนข้างนาน และแนะนำให้ไปทานตอนเช้าครับ ช่วงเย็นร้านจะขายเป็นชาบู ไม่มีติ่มซำ ดังนั้นวางแผนเป็นมื้อเช้า หรือบ่ายก็ดีเหมือนกันครับ

3. ร้าน Cafe de Coral – ร้านอาหารฟ้าสฟู้ดสไตล์ฮ่องกง ที่สั่งง่ายที่สุด

cafe-de-coral

พิกัด : ตั้งอยู่ในห้าง CKE ชั้น 2 ใกล้กับสถานี Tsim Sha Tsui ประตู N5 ครับ
[แผนที่]

มาทานที่ร้านนี้เป็นมื้อเช้า โดยเมนูหลักๆ ก็จะมีโจ๊ก (Congee) ขนมปัง ไข่ดาว เมนูเส้นๆ มีตัวเลขภาษาอังกฤษพร้อมภาพกำกับบอกครับ เราสามารถบอกหมายเลขและไปสั่ง ก่อนที่จะเอาคูปองไปยื่นให้กับเคาน์เตอร์จัดการให้เรา ราคาอยู่ที่มื้อละประมาณ $25 ~ $40 ซึ่งถือว่าไม่แพงครับ รสชาติก็พอทานได้ครับ

4. food republic

ศูนย์อาหาร เฟรนไชส์จากสิงคโปร์ที่รวบรวมอาหารนานาชนิต ไม่ว่าจะเป็นสไตล์จีน สไตล์ญี่ปุ่น รวมไปถึงฮ่องกง ก็มีรวมไว้อยู่แล้วที่นี่ครับ

พิกัด : ชั้นใต้ดินห้าง Silvercord อยู่ใกล้กับสถานี Tsim Sha Tsui ประตู A1 [แผนที่]

ตัวเลือกที่หลากหลาย ผมเองก็ไม่ได้สั่งอาหารฮ่องกงทานที่นี่ซะด้วยครับ แต่ได้มาลอง Laksa อาหารสิงคโปร์ที่นี่แทน ทานกับกาแฟก็พอรองท้องไปลุยเที่ยวต่อได้ครับ รสชาติถือว่าพอได้ครับ

food-republic

5. Yuen Kee Restaurant

ร้านนี้จำได้ว่ามาทานวันสุดท้ายครับ มาตามหาข้าวหน้าเป็ดกัน เปิดแอพมาเจอร้านที่อยู่ในโซนที่พัก เดินออกมาหน่อยก็มาเจอร้านนี้ครับ Yuen Kee ตอนนั้นออกมาหากินกับรุ่นน้องดึกๆเลยล่ะ 4 ทุ่มได้ ก็พบว่าร้านนี้ยังเปิดอยู่

Yuen-Kee-Restaurant

ในร้านก็ค่อนข้างกว้างและนั่งสบายครับ เมนูก็จะเป็นพวกข้าวหน้าหมู หน้าไก่ เนื้อ เครื่องใน มีเมนูค่อนข้างหลากหลายและราคาไม่แพงครับ

พิกัด : เดินมาประตู C1 ของสถานี Jordan เหมือนจะใกล้ที่สุดครับ แนะนำให้เปิด [แผนที่] ประกอบ

ทั้งหมดนี้คงเป็นแนะนำการท่องเที่ยวในบริเวณย่านที่ผมพักครับ ไฮไลท์คงเป็นโซนอื่นๆ ที่ผมจะมีโอกาสได้นำเสนอในบล็อกตอนต่อไป แล้วยังไงพบกับการเดินทางในบล็อกตอนหน้า อย่าลืมติดตามกันนะครับ ^_^

อยู่เกาหลี ชีวิตต้อง (เค) ป๊อป…

สวัสดีครับ เรียกว่าหายหน้าไปกันพอสมควร เรื่องที่จู่ๆอยากจะเล่าให้ฟังนี้ ก็สืบเนื่องมาจาก กระแสแฟนมีตของซง จุง กิ…ที่กระหน่ำไทม์ไลน์บนเฟซบุ๊กที่มีเยอะเหลือเกิน ไปค้นเจอวิดิโอเก่าๆที่ตัวเองถ่ายเอาไว้ตั้งแต่มาอยู่เกาหลี ส่วนหนึ่งที่ถ่ายแล้วรู้สึกว่า “มาถึงเกาหลีคุ้มแล้ว” คงเป็นตอนที่ได้ถ่ายศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียงแบบบังเอิญๆ .. ที่ใช้คำว่าบังเอิญนี่ไม่ใช่ให้อิจฉากันเล่นๆนะครับ แต่เพราะว่ามันบังเอิญจริงๆ ขนาดไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อย่าลืมสิเราไม่ได้เป็นติ่งด้วย… หรือมีความชื่นชอบศิลปินคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ .. (ยกเว้น IU) วันนี้เลยจะขอแนะนำความบังเอิญ ไล่ตามวันเดือนปีที่มีโอกาสได้เจอจากเก่าสุด ไปใหม่สุดฮะ !

เอาเป็นว่าเริ่มจากวงแรกที่มีโอกาสได้ไปเจอ… และคงเป็นระยะที่ใกล้จนไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว CN Blue…

1. CN Blue

เอาตรงๆ นี่เป็นความบังเอิญครับ ตอนไปเจอครั้งแรก ไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว ..(จนถึงตอนนี้ก็ด้วย 55) ผมไปทัศนศึกษากับมหาวิทยาลัยสอนภาษาที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ครับ ผมเดินดุ่ยๆไปเจอกับผู้ชายกลุ่มหนึ่งและกองทัพตากล้อง ก่อนที่ผมจะสังเกตเห็นว่ามีคนกลุ่มใหญ่วิ่งมาจากข้างหลังเต็มไปหมด เหมือนหนีเผ่นอะไรกันมาอย่างงั้นล่ะครับ ผมก็ได้แต่วิ่งไปข้างหน้าตามพวกเขา แล้วก็มาหยุดดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น และทันทีที่หยุดนั้น ผมก็มารู้ตัวอีกทีว่าอยู่เป็นแถวหน้าสุดไปซะแล้ว… ก็เลยได้ถ่ายมาแบบชัดเวอร์ขนาดนี้ล่ะครับ

2. 10 CM

วงนี้เป็นวงที่เคยฟังผลงานเพลงเขามาก่อนครับ ก็ด้วยความบังเอิญอีกเช่นกัน วันนั้นเป็นวันเทศกาลของมหาวิทยาลัย Sun moon ก็มีการเชิญศิลปินมาจัดแสดง จำได้ว่า Ailee ก็มาด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายครับ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังชอบผลงานเพลงของ 10CM อยู่เหมือนกัน ^^

3. B1A4

วง B1A4 จำได้ว่าเคยฟังผลงานเพลงมาก่อนครับ วันนั้นไปเที่ยวงานมหกรรมยอซู (Yeosu Expo Festival) ลงทุนนั่งรถไฟความเร็วสูงมาทางตอนใต้ของเกาหลี แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมาชมคอนเสิร์ตที่นี่กันแต่น้อยครับ แต่เพื่อนชวนให้อยู่ต่อดูคอนเสิร์ต เลยทำให้มาเจอกับ B1A4 ในระยะใกล้มากๆ (เราไม่เสียค่าบัตรคอนเสิร์ต เสียเฉพาะค่าเข้างาน (10,000 วอน) ครับ) นอกจากมี B1A4 ก็ยังมีศิลปินอื่นๆ ที่ผมไม่รู้จักอีก 555 แต่อีกกลุ่มที่รู้จักก็นี่เลย

4. SISTAR

มางานเดียวกัน แต่นูน่าไม่ค่อยมาหน้าเวทีเลย 😛

5. Girl’s Generation

วงนี้ถ้าผมไม่รู้จักผมคงจะรู้สึกแย่มากๆแล้วครับ 55 แต่คุณผู้อ่านเชื่อมั้ยครับว่า ผมไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะได้เจอ 555 หนึ่งเพราะความที่ไม่ได้ตามคอนเสิร์ต และรู้ว่าหากมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ต ค่าตั๋วคงทำผมกินรามยอนไปหลายวันแน่ๆ วันนั้นเป็นเทศกาลของมหาวิทยาลัยยอนเซครับ (เทศกาล AKARAKA) ตามประสาเด็กปีหนึ่งของที่มหาวิทยาลัยนี้จะได้เอนจอยกับคอนเสิร์ตระดับพรีเมี่ยมที่มหาวิทยาลัยทุ่มทุนจ้างศิลปินมาให้ลุ้นว่าใครจะมากันทุกปี และปีนั้น (2013) ก็เป็นคิวของ…. Girl’s Generation ครับ (สมัยที่ยังอยู่กันครบวง แต่ขาดซูยองที่เห็นว่าติดภารกิจส่วนตัว) และนอกจากนี้ก็ยังมีศิลปินอื่นๆที่ผมไม่รู้จักอีก (เช่นเคย), รุ่นพี่มหาวิทยาลัยอย่าง JYP ก็มาร้องเพลงในปีเดียวกันด้วยครับ

6. IU

โหย คนนี้เอาใจผมไปเลยครับ IU เป็นศิลปินที่ติดตามตั้งแต่เธอสมัยนั่งดีดกีต้าร์ในรายการ Yu Huiyeol’s Sketchbook  พอมาอยู่ที่เกาหลีก็ได้แต่ปลื้ม แต่ไม่ถึงขั้นไปตามหาเธอหรอกนะครับ แต่เอาเป็นว่าเธอตามมาหา… (ก็ว่ากันไป..) เป็นความโชคดีของผมที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานของทำเนียบรัฐบาลในโอกาสที่เกาหลีใต้ฉลองครบรอบที่เพลง “อารีรัง” ได้จดบันทึกเป็นมรดกโลกครับ และนอกจาก IU แล้วผมก็มีโอกาสได้เห็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ “ปาร์ค กึน ฮเย” ตัวเป็นๆด้วยครับ ติดตามรายละเอียดของเรื่องราวในวันนั้นอย่างละเอียดได้ที่บล็อกตอนนี้ครับผม

7. EXO

วงสุดท้ายที่ล่าสุดได้เจอ ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งวงที่ไม่คิดว่าจะได้เจอล่ะครับ วงดังระดับและโกอินเตอร์ขนาดนี้! บริวารรอบตัวผม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง ก็กรี๊ด EXO กันเยอะพอสมควร แล้วมันก็เกินคาดครับ ที่ปีที่แล้ว (2015) ทางมหาลัยเชิญ EXO มาเป็นแขกรับเชิญ บนเวทีก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ (สาวๆ) ได้เป็นอย่างดี (แน่นอนว่าผู้ชายก็ไม่เท่าไร) เห็นว่าเป็นการแสดงสดครั้งแรกของ EXO ในงานมหาวิทยาลัยงานแรกตั้งแต่เดบิ้วท์มาด้วยล่ะครับ จำได้ว่างานในวันนั้นคนแน่นมากกว่าทุกปี การจราจรติดขัดกันเลยทีเดียว ! นอกจาก EXO แล้วนักร้องดังระดับโลกอย่าง PSY ก็มาด้วยล่ะ จองคิวร้องเพลงยาวเลย แต่เป็นเพลงเก่าๆสมัยก่อนจะดังเยอะซะหน่อย

ก็เรียกว่าเป็นน้ำจิ้มๆสำหรับติ่งมือสมัครเล่นนะครับ เพราะรู้ว่าแฟนๆศิลปินเกาหลีคงมีภาพที่ระยะประชิดกว่านี้ ติ่งบังเอิญแบบผมนี่แค่นี่ถือว่าคุ้มแล้วครับ … อ้อ แล้วก็อีกไม่กี่วันก็จะถึงงาน AKARAKA แล้วครับ ก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าปีนี้มหาวิทยาลัยจะเชิญใครมาเป็นแขกรับเชิญอีกก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

 

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ ^_^

2015 Year Review

อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็จะปีใหม่แล้วครับ มาลองนั่งเรียบเรียงเหตุการ์ณสำคัญๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองในปีนี้ดู ก็แบ่งได้เป็น 5 เรื่องใหญ่ๆ … ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเขียนบล็อกที่เป็นเรื่องของตัวเองแบบนี้จริงจังซักที 555

1. ปีแห่งการท่องเที่ยว : ญี่ปุ่น (ฮอกไกโด), ไต้หวัน, เกาะเจจู, ฮ่องกง และกลับไทย

ปีนี้ยอมรับว่าเที่ยวเยอะกว่าทุกๆปี ถ้าไม่นับเกาหลีและไทย ก็ไปมาแล้ว 3 ประเทศ ปีนี้เที่ยวในเกาหลีก็หลายที่หลายเมือง มีหลายๆเมืองที่ยังไม่เคยไป ออกไปในชนบทของเกาหลี นั่งเครื่องบินไปเกาะเจจู จากกิจกรรม LG Global Challenger ที่จะเล่าให้ฟังในข้อถัดไป

travel

บล็อกเที่ยวฮอกไกโด : [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2] [ตอนที่ 3]

บล็อกเที่ยวไต้หวัน : [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2]

และล่าสุดการท่องเที่ยวในฮ่องกง-มาเก๊านี้……….ยังไม่ได้เริ่มเขียนเลยครับ 555

2. กิจกรรม LG Global Challenger : ได้รางวัลชนะเลิศมาครอง

รูปภาพจาก http://blog.naver.com/lg_global
รูปภาพจาก LG Global Challenger 2015 Blog (출처)

LG Global Challenger เป็นหนึ่งในกิจกรรมการแข่งขันยอดนิยมของคนเกาหลี ขึ้นชื่อว่ามีทุนหนาให้นักเรียน นักศึกษา เขียนรายละเอียดสถานที่ที่อยากไป กับเรื่องราวที่อยากจะไปศึกษา หากเรื่องราวน่าสนใจ เข้าตากรรมการ เราก็จะได้เงินสนับสนุนให้ไปเที่ยวในที่ที่เขียนไว้พร้อมกับ budget สำหรับคนเกาหลีถือเป็นกิจกรรมที่ปราบเซียนและค่อนข้างแข่งขันกันงานหนึ่ง เพราะคนเกาหลีสามารถเลือกเขียนไปในประเทศไหนก็ได้ทั่วโลก สำหรับคนต่างชาติอย่างเฟรม จะถูกจำกัดให้ไปได้เฉพาะในประเทศเกาหลี

tteok-secrets-fros

หัวข้องานของเฟรมเกี่ยวกับขนมต๊อก “Tteok (떡)” ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองของคนเกาหลี เราหยิบประเด็นนี้มาพูดเนื่องจากว่าคนเกาหลีในปัจจุบันไม่ค่อยให้ความสนใจกับขนมต๊อก เป็นที่มาทำให้เยาวชนรุ่นหลังหรือคนต่างชาติไม่รู้จักขนมต๊อก เราอาจจะรู้จักกับต๊อกปกกิ ซึ่งเป็นต๊อกชนิดหนึ่ง แต่จริงๆแล้วต๊อกมีทั้งแบบที่เป็นของหวานด้วย ใครเรียนภาษาเกาหลีก็จะพบว่ามีสำนวนอยู่ไม่น้อยที่พูดถึงต๊อก แสดงให้เห็นว่าขนมต๊อกมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนเกาหลีมานาน

tteok-fros-team-route

เส้นทางในการศึกษาความเป็นมาของขนมต๊อก จึงยาวจากเหนือจรดใต้ของเกาหลี ตลอดระยะเวลา 11 วัน 10 คืน กับลูกทีมอีก 3 คน ที่มาจากคนละประเทศ มองโกล, เวียดนาม และฟินแลนด์ จะต้องช่วยกันสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และเขียนรายงานอีก 50 หน้า (ปีนี้เลยได้สกิลการใช้ Adobe InDesign มาเพิ่ม) ในการตัดสินผู้ที่จะได้รับรางวัลที่ 1 ในสาขาของนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมีเพียง 1 รางวัล

LG-global-challenger-prize-award

เรียกว่าทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับงานนี้ตลอดทั้งปี เลยได้ผลรางวัลที่น่าภูมิใจมาครอง มีโอกาสได้รับรางวัลเป็นโล่ เงินรางวัล และโน้ตบุ๊คจากประธานบริษัท LG ประเทศเกาหลี คุณ Koo Bon moo (구본무) พร้อมสิทธิ์ฝึกงานที่บริษัท LG นับว่าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดตลอดการเป็นนักศึกษาที่เกาหลีใต้ ใครอยากลองอ่านรายงานของเฟรมก็เข้าไปดาวน์โหลดได้ ที่นี่ เลยครับ

3. เข้ารพ.ครั้งแรกที่เกาหลี

yern

เคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่มีทางเข้ารพ.ที่เกาหลีเด็ดขาด เพราะรู้ว่าค่าใช้จ่ายที่นี่แพงสาหัสเลยทีเดียว แม้ว่าประกันจะจ่ายให้ส่วนหนึ่งก็เถอะ เพราะการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ใครๆก็เดาไม่ได้ ในระหว่างกิจกรรม LG Global Challenger ก็ได้ไปสัมภาษณ์ CEO บริษัทขนมต๊อกคนหนึ่ง ก่อนจะจากลากัน วิ่งไปเอาของที่อยู่ในออฟฟิศที่เป็นกระจกใส ด้วยความที่ “เซ่อ” บวกกับ “รีบมาก” เลยวิ่งไปชนกระจกประตู โชคดีที่กระจกไม่แตก แต่นี่คิ้วแตกไปแล้ว เลือดไหลไม่หยุด ทำคนในออฟฟิศเขาตกใจพอควร เพื่อนในทีมก็พยายามขับรถไปส่งคลินิกเล็กๆ แต่ละที่ก็แนะนำให้ไปเย็บแผลที่รพ.ใหญ่อย่างเดียว ก็เลยจำใจไปรพ.หนึ่ง ซึ่ง… เป็นรพ.เอกชนและดีติดอันดับต้นๆของเกาหลี .. ตอนนั้นเข้าไปแบบ emergency room ด้วย เพราะเลยเวลาทำการไปแล้ว ลงทะเบียน จ่ายเงิน ปรากฏว่ามีใบเรียกเก็บเงินเป็นเงิน 200,000 วอน (6,000 บาท) ก็เข้าใจว่าเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ ! หลังทำแผลแล้วเจอไปอีก 600,000 วอน (18,000 บาท) ผมนี่อึ้งไปเลย … เดี๋ยวนะ แค่เย็บเนี่ยนะ T_T  โชคดีที่ประกันครอบคลุมเกือบหมดแต่ก็จะจำไว้เป็นบทเรียนว่า จะไม่เซ่ออีก

4. งาน : vonvon , JUZZ Magazine , พากย์เสียงโฆษณาและหนังสือเรียน

vonvon-thailand

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีโชคดีของเฟรมที่มีโอกาสได้ทำงานที่ใช้สกิลตัวเองขึ้นมาอีกขั้น เฟรมมีโอกาสทำงานแปลในส่วนอินเตอร์เฟซของเว็บควิซที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลีอย่าง vonvon ซึ่งเป็นบริษัท start up น้องใหม่ ไฟแรง(เฟร่อ)จริงๆ ทีมงานที่นี่ต้องบอกว่าทุกคนพลังไอเดียกระฉูดมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่นี่เยอะพอสมควร ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่มีโอกาสได้เข้าไปเล่นควิซกันนะครับ และที่ขาดไม่ได้ ต้องขอขอบคุณพี่แป้งที่แนะนำงานนี้มาให้ด้วยครับ

JUZZ Magazine งานนี้ต้องขอขอบคุณพี่มาร์ค (@markpeak) ที่แนะนำงานนี้ให้ครับ JUZZ Magazine เป็นนิตยสารรายเดือน ที่เน้นกลุ่มวัยรุ่น ในเครือของสำนักพิมพ์แม็ค ออกเป็นรายเดือน สามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์ หรือผ่านแอพนิตยสารอย่าง Ookbee, Booksmile พอได้งานเขียนมาก็รู้สึกเขินๆ เพราะทิ้งการเขียนบล็อกเกี่ยวกับไอทีไปอยู่พักใหญ่ๆแล้ว (มาเขียนเกี่ยวกับเรื่องเที่ยวๆแทน) เลยอยากจะกลับมาติดตามเรื่องราวไอทีและพัฒนาฝีมืออีกครั้ง จึงขอสู้ตายกับงานนี้

ที่มารูปภาพจาก : JUZZ Magazine Nov. 2015
ที่มารูปภาพจาก : JUZZ Magazine Nov. 2015

งานพากย์เสียงโฆษณาและหนังสือเรียน ต้องขอบคุณพี่บัส รุ่นพี่คนไทยที่เรียนอยู่ที่เกาหลีที่แนะนำงานนี้มาให้ครับ เป็นงานฟรีแลนซ์ที่ชอบมากๆอีกงานหนึ่ง เพราะชอบใช้เสียง ชอบทำเสียงประหลาดๆ ชอบดูคลิปนักพากย์ที่มีชื่อเสียงอย่างทีมพันธมิตรพากย์หนัง แม้ว่าจะไม่ใช่มืออาชีพแต่การที่ได้ลองทำสิ่งที่ตัวเองอยากลองทำตั้งแต่เด็กๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝันที่เป็นจริง ผลงานที่ผ่านมามีโอกาสได้พากย์เสียงให้กับโฆษณาโสม 555, โฆษณา 360 Security, หนังสือสอนภาษาไทยให้คนเกาหลี และหนังสือนิทานสำหรับเด็ก

recording

5. เกาหลีแรกของแม่ !

mom

ปีนี้คุณแม่มาเที่ยวกับเพื่อนๆที่เกาหลีครับ แอบตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาว่าจะพาคุณแม่และเพื่อนๆของคุณแม่อีก 5 ท่าน ไปเที่ยวเกาหลีแบบอินไซด์ได้ยังไง ช่วงนั้นเจอมรสุมงานเข้ามาพอดีทำให้การเตรียมตัวน้อยมาก ต้องหอบงานไปทำที่ที่พักด้วย ครั้งแรกของการใช้บริการ airbnb ที่เกาหลี จองที่พักให้คุณแม่ ได้เป็นอพาร์ทเม้นต์ย่อมๆของคนเกาหลี มีพื้นที่สำหรับทำครัวให้คุณแม่และเพื่อนๆมีกิจกรรมทำอาหารกันได้ตอนเช้า รู้สึกอบอุ่น สนุกมากครับ แม้ว่าตอนนั้นจะมีเรื่องราวให้เครียดอยู่เยอะ คุณแม่มาถูกจังหวะมาก ได้รับกำลังใจที่ดีก็คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ได้รับรางวัลชนะเลิศของโปรแกรม LG นี้มาด้วย

keyword สำหรับปีนี้คงเป็น #งาน ที่มีตลอดทั้งปี เหมือนเป็นการวอร์มอัพชีวิตหลังเรียนจบเล็กๆ ที่เฟรมจะต้องหาช่องทางในการพัฒนาตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์กันต่อไป ก็หวังว่าปีหน้า 2016 นี้ จะมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นๆให้ได้เจอ ก่อนที่เรียนจบที่เกาหลีใต้ครับ

แล้วเจอกันใหม่ในโพสต์หน้า ปีหน้า สวัสดีปีใหม่ทุกคนคร้าบ 🙂

กิน เที่ยว ปั่น ในไต้หวัน : Taruko National Park

สวัสดีครับ พบกันในตอนที่ 2 ของการเดินทางท่องเที่ยวกับผม “เฟรมคุง” เช้าวันนี้เราอยู่ที่ทะเลสาบ Sun Moon Lake ครับ และปลายทางของการเดินทางในวันนี้ เราจะไปชมความงามของ อุทยานแห่งชาติไท่หลู่เก๋อ (Taruko National Park) ซึ่งแทบจะอยู่อีกฝั่งของจุดที่เราอยู่เลยครับ

(ซ้าย) จุดขึ้นรถบัสจาก Sun moon lake (ขวา) หน้าตารถบัสไปสถานี Taichung
(ซ้าย) จุดขึ้นรถบัสจาก Sun moon lake (ขวา) หน้าตารถบัสไปสถานี Taichung

ตอนผมวางแผนการเดินทาง ก็แอบคิดในใจเหมือนกันว่ามันจะไม่มีทางลัดเลยเหรอ เพราะจุดที่เราอยู่คือหมายเลข 2 ครับและเรากำลังจะไปหมายเลข 4 เรียกว่าถ้าตัดไปได้ คงใช้เวลาไม่นานเลยทีเดียว สุดท้ายก็ไม่มีจริงๆครับ เขาลูกใหญ่ที่กั้นสองฝั่งของไต้หวัน ทำให้เราต้องนั่งรถไฟกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่ไทเป แล้วก็นั่งรถไฟอีกสายไปยังไท่หลู่เก๋อครับ

จริงๆแล้วถนนตัดลัดเกาะก็มีนะ

แต่ก่อนเคยมีทางหลวงตัดเกาะจากจุด 2 ไปจุด 4 (ในแผนที่) ชื่อว่า Central Cross-Island Highway ครับ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปีค.ศ. 1999 ทำให้ถนนตัดขาด ไม่สามารถใช้การได้ มีแผนฟื้นฟูมากมาย แต่ก็เกิดภัยธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงทำปัจจุบันเส้นทางนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้

sunmoon-lake-to-hualien-route-map

การเดินทางจากทะเลสาบ Sun Moon Lake – Taroko

  1. เดินมาขึ้นรถที่จุดจอดรถบัสครับ ตั๋วรถขากลับเราซื้อมาตั้งแต่ตอนซื้อแพคเกจเที่ยวทะเลสาบไว้แล้วครับ รถมาถึงตามเวลาในตาราง ตอน 08.25 น.
  2. ถึงสถานี HSR Taichung ตอน 9.55 น.

    สถานี Taichung ที่ค่อนข้างใหญ่กว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อให้กินรองท้องก่อนเดินทางไกลๆได้ครับ
    สถานี Taichung ที่ค่อนข้างใหญ่กว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อให้กินรองท้องก่อนเดินทางไกลๆได้ครับ
  3. นั่งรถไฟความเร็วสูงจาก HSR Taichung -> HSR Taipei
  4. นั่งรถไฟธรรมดา จาก TRA Taipei -> TRA Hualien

จากทะเลสาบ Sun moon lake มาอีกฝั่งของเกาะไต้หวัน เมือง Hualien หมดนี้ใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชม. ครับ เรียกว่าเล่นเอาเหนื่อยพอสมควร เลยอยากจะแนะนำสักนิดว่า หากไม่ได้ตั้งใจจะมาเก็บบรรยากาศยามเช้าของทะเลสาบ กลับไปพักที่ไทเปก็ดีครับ ยิ่งหากตารางวันถัดไปแพลนจะไปเมืองอื่นๆด้วย

หน้าตาสถานี Hualien ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และแท็กซี่ที่มาจอดรอพร้อมพานำชมอุทยาน
หน้าตาสถานี Hualien ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และแท็กซี่ที่มาจอดรอพร้อมพานำชมอุทยาน

ทันทีที่ถึง สถานี Hualien ก็เดินทางไปที่พักก่อนเลยครับ เนื่องจากถึงก่อนเวลาเลยยังไม่ได้เช็คอิน แต่ไปฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อน โรงแรมชื่อ Mini Voyage อยู่ห่างจากสถานีไม่ไกลมาก (ประมาณ 7 นาที) ตอนจองก็ได้อ่านคอมเมนต์จากคนที่มารีวิวครับว่าเป็นโรงแรมที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว และให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวค่อนข้างดี ก็จริงอย่างที่ว่าล่ะครับ เพราะผมก็ลองไปแอบถามข้อมูลการเดินทางในอุทยานด้วย

ทางเข้าโรงแรม Mini Voyage และบรรยากาศภายใน
ทางเข้าโรงแรม Mini Voyage และบรรยากาศภายในที่ตกแต่งสไตล์ modern แต่แอบมืดไปหน่อย

ต้องบอกก่อนว่าการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติไท่หลู่เก๋อ หรือ ทารูโกะ ที่คนมักจะอ่านตามชื่อภาษาอังกฤษ (Taruko) นี้ มีด้วยกันหลากหลายวิธี เนื่องจากอุทยานค่อนข้างใหญ่ และมีจุดที่น่าสนใจหลายจุด ก็จะมีบริษัททัวร์นำเที่ยว ซึ่งเห็นว่าหาซื้อได้ที่สถานี บริการรถสาธารณะ หรือแม้แต่กระทั่งการเหมาแท็กซี่ เช่ามอเตอรไซต์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีที่น่าสนใจครับ เท่าที่ผมอ่านมาใน Pantip ก็มีพี่กระทู้หนึ่งที่แนะนำการเดินทางด้วยแท็กซี่ เนื่องจากมากัน 2 คน เลยขอเลือกใช้การเดินทางด้วยแท็กซี่ครับ

สังเกตว่าตั้งแต่เดินทางมาถึงที่ Hualien ผมไม่ได้พูดถึงอาหารสักมื้อเลยครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ผมเดินออกมาไม่กี่ก้าวจากโรงแรม ก็เจอร้านบะหมี่ที่ดูละม้ายคล้ายบะหมี่เกี๊ยวบ้านเราก็สั่งทานไปรองท้องก่อนล่ะครับ

บรรยากาศในร้านก็ไม่แตกต่างอะไรกับร้านอาหารในบ้านเราเลยครับ และนี่ก็คือบะหมี่เกี่ยวชัดๆ !
บรรยากาศในร้านก็ไม่แตกต่างอะไรกับร้านอาหารในบ้านเราเลยครับ และนี่ก็คือบะหมี่เกี่ยวดีๆนี่เอง !

ทานอิ่มแล้วก็กลับมาที่โรงแรมให้ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ โดยค่าบริการอยู่ที่ NT$ 2,000/คัน ครับ ราคานี้เทียบที่ระยะเวลาอันน้อยนิดที่เราจะได้เดินทาง เนื่องจากพวกเราเดินทางถึงช้าครับ (บ่าย 3) โดยเพื่อความปลอดภัยของคนขับและผู้โดยสาร เรากะว่าจะกลับเข้ามาที่โรงแรมอีกที 19.00 น. จ่ายค่ามัดจำที่โรงแรม NT$500 และจ่ายกับคนขับ NT$ 1,500 ครับ

taxi

คนขับแท็กซี่ใจดีครับ ประเดิมลูกค้าสองคนวันนี้ด้วยภาษาอังกฤษ ก่อนเขาจะละเลงภาษาจีนอย่างเดียว เราก็ได้แต่เป็นผู้โดยสารที่ดี ตั้งใจนั่งชมวิว กับความพยายามในการพูดภาษาจีนของผม แนะนำตัวเอง และบอกว่าเป็นคนไทย

ใช้เวลาเดินทางจากที่พักในตัวเมือง Hualien มาตรงจุดอุทยานก็ใช้เวลาราวๆ 30 นาทีครับ

แหลมคิงชุย (Qingshui Cliff)

เป็นจุดแรกที่เราได้มาดูครับ อีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยงาม อลังการงานสร้างดีครับ

qingxui-cliff

ขับรถมากันต่อ ตรงนี้เป็นเหมือนประตูแรกเข้าสู่อุทยานครับ

สะพานระหว่างทางไปอุทยานครับ สวยมากๆเลย
สะพานระหว่างทางไปอุทยานครับ สวยมากๆเลย

จากนั้นลุงขับแท็กซี่ก็จะพาเข้าไปชมในหลายๆจุดถ่ายรูปสำคัญๆครับ โดยการจอดแวะแล้วให้เราเดินลงไปถ่ายรูปเองบ้าง

ประตูเข้าสู่อุทยาน
ประตูเข้าสู่อุทยาน

จะมีจุดที่เป็นเหมือนเพิงถ้ำ ซึ่งก่อนเข้าไปเขาจะมีจุดให้ยืมหมวกกันน็อคไว้บริการครับ ตรงนี้ลุงขับแท็กซี่คงเอาอะไรไปมัดจำไว้แล้วก็แลกหมวกมาให้พวกเรา ภาพที่ถ่ายได้ต่อจากนี้จึงให้อารมณ์เหมือนกับเข้าไปขุดเหมือง

ในภาพที่ก็ไม่สามารถบอกความอลังการงานสร้าง ยิ่งใหญ่ของอุทยานนี้ได้เลย
สเกลที่ดูจากภาพก็ไม่น่าจะอธิบายความใหญ่ของอุทยานนี้ได้เลย

บรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ส่วนมากก็จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มากับกรุ๊ปทัวร์ครับ รถจึงติดเอาการเหมือนกัน สภาพอากาศในเดือนกรกฏาคม ที่เดินทางนั้นก็ถือว่าร้อนครับ แต่ไม่อบอ้าวมาก

taruko-national-park-2

ตอนไปแอบแห้งๆหน่อยครับ เห็นว่าฝนไม่ตกได้หลายวันแล้ว
ตอนไปแอบแห้งๆหน่อยครับ เห็นว่าฝนไม่ตกได้หลายวันแล้ว

Eternal Spring Shrine

ขับรถต่อมาเรื่อยๆ อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ส่วนตัวผมยกให้เป็นไฮไลท์ของที่นี่คงเป็น ศาลเจ้า Ethernal Spring กับมุมๆนี้ครับ ล้อมรอบไปด้วยภูเขาลูกมหึมาขนาดต้องแหงนหน้ามองขึ้นไปกับน้ำตกที่ไหลลงมาเป็นสาย เราจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆกันครับ

เห็นน้ำตกเล็กๆไหลมาจากวัดกันหรือเปล่าครับ?
เห็นน้ำตกเล็กๆไหลมาจากวัดกันหรือเปล่าครับ?
เดินข้ามสะพานมาทางวัด พอมองกลับไปก็จะเห็นสะพานสีแดงสดใสทอดผ่านอย่างที่เห็นนี้ล่ะครับ
เดินข้ามสะพานมาทางวัด พอมองกลับไปก็จะเห็นสะพานสีแดงสดใสทอดผ่านอย่างที่เห็นนี้ล่ะครับ

กินลม ชมวิวไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวในอุทยานครับ ขึ้นแท็กซี่ขากลับนี่ผมเป็นอีกคนละคน ปกติจะชวนแท็กซี่คุยบ้าง ตอนนี้เงียบไปเลยล่ะครับ… เหนื่อย !!

หาด Qixingtan

Quixingtan-beach

ลุงคนขับแท็กซี่ก็พาพวกเรามุ่งหน้ากลับไปที่พักครับ แต่ระหว่างทางกลับ ลุงคนขับพาพวกเราจอดที่หาดๆหนึ่ง หาดนี้มีชื่อว่า Qixingtan ซึ่งตอนทำการบ้านเที่ยวในเมืองนี้ ก็เจอหาดนี้ครับ เขาบอกให้นั่งแท็กซี่มา ก็ไม่คิดว่าจะได้ผ่านมา เป็นหาดหิน ที่ยามเย็น ท้องฟ้าโพล้เพล้ๆ มองออกไปจะเห็นภูเขาและเมฆล้อม นี่เราอยู่บนสวรรค์เหรอนี่ !!

quixingtan-beach-2

Hualien Harbor Scenic Bridge

Hualien-Harbor-Scenic-Bridge

เลาะมาตามเส้นทางชายฝั่งทะเล ลุงแท็กซี่ก็หยุดจอดให้อีกล่ะครับ จุดนี้ดูผ่านๆเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ขอบอกว่า ตอนเย็นๆ แสงกำลังดีครับ จุดนี้เป็นท่า เต็มไปด้วยเรือที่มาจอดไว้ เดินขึ้นมาตรงบันไดยักษ์แดงนี้ ก็จะเห็นบรรยากาศริมแม่น้ำ สวยไปอีกแบบครับ

รางรถไฟมองจากบนสะพาน แล้วลองมองออกไปไกลกว่านี้จะเห็นภูเขาล้อมอยู่ สวยจริงๆครับ
รางรถไฟมองจากบนสะพาน แล้วลองมองออกไปไกลกว่านี้จะเห็นภูเขาล้อมอยู่ สวยจริงๆครับ

จวนจะค่ำแล้วครับ ระหว่างทางลุงขับแท็กซี่ก็ชวนผมคุยไปเรื่อย ว่าเสร็จจากนี้จะไปไหนกันต่อหรือเปล่า ลุงชวนหาที่กินข้าว แต่ผมก็อยากไปลองเดินหาแหล่งกินด้วยตัวเองล่ะครับ แอบไม่ไว้ใจ กลัวลุงจะล็อคร้านพาเราไปกินแพงหรือเปล่า อาจจะคิดมากไปนะครับ แต่ขอเซฟตัวเองไว้ก่อนด้วยการกลับมาที่พัก ผมมาเช็คอิน นำของไปเก็บ

ประเมินการให้บริการแท็กซี่ ภาพรวมถือว่าโอเคครับ เราได้ไปในที่ที่อยากไป เวลาที่ให้กับแต่ละที่ค่อนข้างอิสระ แต่เราก็ไม่ได้ใช้เวลากับแต่ละที่นานมากนัก ถ้าสนทนาภาษาจีนได้บ้างอาจจะทำให้บรรยากาศขณะนั่งรถดีขึ้นได้บ้าง (ก็แหงล่ะ !) ตอนไปชายหาดเขาก็ซื้อของปิ้งย่างให้เราทานเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ โอเคเลยล่ะครับ ดังนั้นหากมาเที่ยวที่นี่มากกว่า 2 คนขึ้นไป ลองตกลงกันดีๆครับ เพราะการเที่ยวด้วยวิธีอื่นอาจจะไม่ค่อยสะดวกเท่ารถส่วนตัวหรือแท็กซี่ ทางก็แอบอันตรายด้วย การเดินทางโดยให้คนท้องถิ่นนำไปให้น่าจะดีที่สุดครับ

รีวิวห้องพักที่ Mini Voyage Hostel

ราคาที่พักที่นี่ต่อคืนถือว่าไม่แพงเลยครับ อยู่ที่ NT$1,530/คืน จองผ่าน booking.com เมื่อได้มาเห็นห้อง ลักษณะการดีไซน์ของทั้งอาคารดูโมเดิร์นเอามากๆ เห็นว่ามีมาม่าไว้บริการยามดึกฟรี (แต่ก็ไม่ได้มาใช้บริการ) ห้องพักที่จองไปเป็นแบบ Twin room นอนได้ 2 คนครับ โรงแรมไม่มีลิฟต์ ต้องแบกกระเป๋าขึ้นไปเอง

ห้องพัก

twin-room-mini-voyage-hualien-taiwan

เป็นเตียงสองชั้น 1 เตียง และเตียงเดี่ยว 1 เตียงครับ มีโต๊ะ อุปกรณ์พื้นฐาน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ไดรเป่าผม แอร์เย็นโอเค

mini-voyage-hualien-taiwan=2

เราเอากระเป๋ามาวาง พักเหนื่อยก่อนจะขอออกไปสำรวจเมือง Hualien ยามค่ำคืนกันสักหน่อย

สีสันยามค่ำคืนใน Hualien

ผมถามข้อมูลสำหรับมื้อค่ำในวันนี้กับที่เคาน์เตอร์อีกเช่นเคยครับ แนะนำไว้ให้หลายร้าน ผมเดินออกจากโรงแรมขวามือ แล้วตรงไปเรื่อยๆ จะมีถนนเส้นใหญ่ที่ทั้งเส้นจะเป็นร้านค้าและร้านอาหารครับ แต่ขอบอกก่อนครับว่าตรงนี้ไม่ครึกครื้นเท่าไร มีร้านอาหารข้างท้าง กับซุปเปอร์เล็กๆขายของอยู่

ถนนที่เป็นแหล่งร้านอาหาร เขียนว่า Zhongshan Rd. ในแผนที่ครับ (ผมไฮไลท์สีเหลืองๆไว้ให้) หากใครที่พักในตัวเมืองแนะนำโซนนี้ครับ แต่ที่นี่ก็มีตลาดกลางคืนเช่นกัน ที่โรงแรมบอกว่าต้องนั่งแท็กซี่เข้าไปอีกครับ
ถนนที่เป็นแหล่งร้านอาหาร เขียนว่า Zhongshan Rd. ในแผนที่ครับ (ผมไฮไลท์สีเหลืองๆไว้ให้) หากใครที่พักในตัวเมืองแนะนำโซนนี้ครับ แต่ที่นี่ก็มีตลาดกลางคืนเช่นกัน ที่โรงแรมบอกว่าต้องนั่งแท็กซี่เข้าไปอีกครับ

ร้านที่โรงแรมแนะนำเป็นร้านขายซาลาเปาครับ เห็นลูกค้าที่มาต่อแถวรอซื้อกลับบ้านกับบรรยากาศยุ่งๆของร้านน่าจะการันตีความอร่อยได้บ้าง ผมแอบคาดหวังว่าที่ร้านจะเรียกลูกค้าเก่งๆเหมือนญี่ปุ่น และแนะนำเมนูอะไรให้พวกเราบ้าง แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ผมไปนั่งและขอเมนู ที่ร้านก็ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษซะด้วย ทำยังไงดีไม่สนใจคนพูดภาษาจีนไม่ได้อย่างผมเลย… ทำไงดี หิวแล้ว!

(ซ้าย) บรรยากาศหน้าร้าน (ขวา) ข้อสอบคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ม.ปลาย
(ซ้าย) บรรยากาศหน้าร้าน (ขวา) ข้อสอบคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ม.ปลาย

วินาทีนั้นผมไม่สนใจล่ะครับ เรียกร้องความสนใจจากทางร้านด้วยการ สั่งมั่ว!! ผมเขียนไปในรายการ ตามความเข้าใจว่า เมนูอร่อยๆ ออกเยอะๆ เบสิคๆ ก็น่าจะอยู่บนๆ ผมก็เลยเขียนสั่งไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก่อนที่จะไปยื่นให้กับที่ร้าน

randomly-ordered

และนี่คือการเดาของผมครับ
พอมาฟังเฉลย หลังจากจบทริปทุกอย่างแล้ว
จากเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ไต้หวัน
ก็ได้คำตอบว่า….
เมนูแรก คือ เสี่ยวหลงเปา.. 5 นี่คือ NT$ 5 (ราคา) ครับ
50 คือ 1 เข่ง (10 ลูก) นั่นเอง.. (บิงโก ผมสั่งไป 1 เข่ง)
เมนูที่ 2 เกี๊ยวนึ่งเนื้อสด (1 เข่ง – ชิ้น) (NT$30)
เมนูที่ 3 (จำนวนจำกัด) เกี๊ยวนึ่งกุ้ยช่าย (NT$40)

ป้าที่ร้านเขาก็พูดกับผมสองสามคำล่ะครับ ซึ่งผมไม่รู้ แต่ผมเดาว่า “แน่ใจนะว่าจะกินหมดน่ะพ่อหนุ่ม” ผมก็ได้แต่ยิ้ม ป้าแกก็ยิ้มตอบ

สักครู่ก็มากันเป็นเข่งๆเลยครับ คิดในใจ เอาล่ะเว้ย เอาล่ะเว้ย … เขาจะเอามาเสิร์ฟอีกหรือเปล่า แต่ก็พอดีครับ กับการทาน ไซส์กระเพาะของผมที่รองรับได้ และความหิวตลอดทั้งบ่ายสะสมเข้ามา

และนี่ก็คือ ~ เกี๊ยวนึ่งเนื้อสด..!! รสชาติก็โอเคนะ รสชาติอาหารบ้านเราแล้วเขาจะไม่ทำเค็มหรือรสจัดมากเกินไป

xiao-long-bao

ส่วนเสี่ยวหลงเปานี่อิ่มใช้ได้เลยล่ะครับ นึ่งกันใหม่ๆ แล้วทานเลยแบบนี้ หอม อร่อย จริงๆ ถ้ามีแผนกินอย่างอื่นด้วย ก็ไม่ต้องไปสั่งเยอะ

bao

จำได้ว่าเมนูมาแค่ 2 เข่งครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเจ้าของร้านคงจัดการให้ ไม่ให้ปริมาณมันเยอะจนกินไม่ไหว แต่พอมาคิดดูอีกที เมนูที่เขียนว่า จำนวนจำกัด อาจจะหมดไปซะก่อน เลยได้กินแค่สองอย่างนี้ครับ … ที่ป้าพูดอะไรกับผมเป็นภาษาจีน อาจจะบอกว่าของหมดก็ได้ ก็โชคดีไปล่ะครับ ไม่งั้นคงได้มีห่อกลับแน่ๆ !

หมดไป NT$80 เท่านั้นเองครับ ก่อนจะแวะหาเข้าซุปเปอร์ ทยอยซื้อของฝาก ของกินไปกินเล่นที่ห้อง

ตอนนี้กระเพาะของผมที่อยู่ในสถานะไม่สามารถยัดอะไรเพิ่มได้อีกแล้ว ก็อืดเต็มที่ครับ กลับมานอนวางแผนที่จะเดินทางต่อไปอีกเมือง

การเดินทางใน เมือง Hualien ของผมอาจจะถือว่าสั้นมากครับ รอบนี้ผมเน้นความหลากหลาย อยากท่องเที่ยวในไต้หวันหลายๆเมือง ความสวยงามของธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ ที่ผมเองคาดหวังเอาไว้เยอะพอสมควร และเมื่อพอมาได้เห็นของจริงแล้วก็สวยงามตามที่คาดหวังไว้เลยครับ

พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางกันแต่เช้า เรามีแผนปั่นจักรยานกันในวันพรุ่งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า
สวัสดีคร้าบ…

ending