Home Blog Page 9

กิน เที่ยว ปั่นในไต้หวัน : Taipei – Sun Moon Lake

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เป็นอีกหนึ่งทริปครับที่ผม เฟรมคุง มีโอกาสได้ไปใช้เวลาในปิดเทอมภาคฤดูร้อน มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่เขาว่ากันว่า เต็มไปด้วยของอร่อยๆ และยังมีวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติที่สวยงาม ที่ไม้ว่าใครมาก็จะต้องได้ภาพสวยๆ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่า เด็ดจริงๆ ! ไปพิสูจน์มาแล้วครับ และก็หวังไว้เช่นเคยว่า บล็อกนำเที่ยวไต้หวันครั้งนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวในไต้หวัน เช่นเดียวกับบล็อกท่องเที่ยวตอนอื่นๆของเฟรมคุงที่ผ่านมาครับ

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

วันที่เดินทาง : 20-25 กรกฎาคม 2558 (เป็นช่วงฤดูร้อนและฝนตกบางวัน)

แผนที่การเดินทาง :
20 ก.ค. : เดินทางถึงกรุงไทเปเย็นๆ เที่ยวในตัวเมือง
21 ก.ค. : ทะเลสาบสุริยันจันทรา (Sun Moon Lake) และพักที่นี่
22 ก.ค. : เมืองฮวาเลี่ยน ชมอุทยานแห่งชาติ Taroko (ไถ่ลู่ก้อ) และพักที่นี่
23 ก.ค. : ปั่นจักรยานที่เมือง Fulong (เช้า) ตลาด Jiu Fen (เย็น) และกลับมาพักที่ไทเป
24 ก.ค. : เที่ยวตัวเมืองไทเป และเดินทางไปนอนที่สนามบิน
25 ก.ค. : เดินทางกลับประเทศไทย

สิ่งที่ต้องเตรียมเมื่อเที่ยวไต้หวัน !

1. ที่พัก : จริงๆก่อนที่เราจะทำวีซ่าไต้หวัน สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือข้อมูลเที่ยวในไต้หวันครับ ตั้งแต่ที่พัก, แผนการท่องเที่ยวต่างๆ โดยที่พักเดี๋ยวนี้นอกจากโรงแรมที่สามารถหาจองได้ใน Booking.com ก็ยังมีตัวเลือกจากเว็บไซต์อื่นๆอีกเพียบ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแผนการท่องเที่ยวล่ะครับ มือใหม่อย่างผม จะยังไงก็ขอให้อยู่ใกล้สถานีรถไฟไว้ก่อน

2. แผนท่องเที่ยว : ลองนึกดูก่อนครับว่า อยากจะไปสัมผัสกับไต้หวันในรูปแบบไหน จากนั้นก็ลองหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ทำการบ้านเรื่องตารางเวลาครับ ซึ่งแน่นอนว่าบล็อกตอนนี้จะพยายามให้คุณผู้อ่านได้ไอเดียสำหรับการทำแผนการท่องเที่ยวคร่าวๆ ส่วนจะไปปรับเปลี่ยนอย่างไร ก็ตามใจคุณผู้อ่านเลยครับ ^^

3. วีซ่า : ประเทศไทยยังต้องใช้วีซ่าสำหรับการเดินทางไปเที่ยวที่ไต้หวันครับ เนื่องจากผมไปติดต่อขอวีซ่าท่องเที่ยวไต้หวันที่เกาหลี สถานที่อาจจะแตกต่างกันสักเล็กน้อย แต่เอกสารที่ต้องใช้สำคัญๆ ก็คงเป็น แบบฟอร์มใบขอวีซ่า (ซึ่งต้องกรอกออนไลน์แล้วปริ๊นท์ออกมา), รูปถ่ายพื้นหลังขาว 2 ใบ , พาสปอร์ต, Bank statement (ขอได้จากธนาคาร), แผนการท่องเที่ยวโดยคร่าว ว่าวันไหนไปเมืองอะไร, ใบจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม, เอกสารรับรองการทำงาน หรือรับรองความเป็นนักเรียน (กรณีเป็นนักเรียน), ค่าใช้จ่ายในการทำวีซ่า โดยรายละเอียดสามารถไปอ่านได้ในกระทู้ของคุณ kongkutong Pantip ได้เลยครับ!

ออกเดินทาง ~! มุ่งหน้าสู่สนามบินเถาหยวน

ผมเดินทางจากเกาหลีใต้ ด้วยสายการบินไทยครับ จากเกาหลีใต้มาที่สนามบินนานาชาติเถาหยวน (Taoyuan International Airport) ใช้เวลาแค่ 2 ชม. ครึ่งโดยประมาณ ทันทีที่ลงจากเครื่อง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้เวลาไม่นานมากและไม่ซับซ้อนครับ

สิ่งที่ควรทำต่อมา…
1) ซื้อบัตร Easy card : เป็นเหมือนบัตรใช้แทนเงินสดซึ่งไว้ใช้เวลานั่งรถไฟฟ้า, ขนส่งสาธารณะต่างๆ
2) ซื้อซิมสำหรับเล่นอินเทอร์เน็ต
3) ซื้อตั๋วบัสหรือรถไฟเข้าเมือง

มาเริ่มต้นกันทีละอย่างครับ ออกมาท่านก็จะเห็นกับเคาน์เตอร์สำหรับซื้อบัตร Easy card ทันทีเลยครับ ไม่ซื้อที่นี่ก็ยังสามารถซื้อตามร้านสะดวกซื้อ แต่เนื่องจากซื้อที่นี่ พนักงานสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และยังเติมเงินเข้าบัตรให้กับเราได้ด้วย จึงสะดวกดีครับ

ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ
ค่าบัตรอยู่ที่ NT$100 ครับ โดยอย่างที่บอกเราสามารถให้เขาเติมเงินให้เลยก็ได้ โดยผมเลือกเติมไว้ NT$500 ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็ใช้เกือบหมดครับ หากใช้ไม่หมดก็สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อก็ได้เช่นกัน

เดินต่อมาจะเห็นบันไดเลื่อนอยู่ขวามือ ตรงข้ามกับบันไดเลื่อน จะเห็นเป็นทางเข้าไปอีกอาคารหนึ่ง ตรงนี้เป็นจุดตั้งของเครือข่าย Chungwha Telecom ที่เราสามารถซื้อซิมเพื่อเล่นอินเทอร์เน็ตระหว่างอยู่ไต้หวันได้ครับ (ออฟฟิศที่นี่จะเปิดทำการ 08.00-22.00 น.ทุกวัน)

ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ
ราคาก็ตามนี้เลยครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ตามวัน ซึ่งผมเลือกแพคเกจ B ที่นี่รับแต่เงินสดครับ ยื่นพาสปอร์ตให้เขา แล้วก็ชำระเงิน จะมีใบให้เซ็นชื่อ ก็เป็นอันเสร็จแล้วครับ

อินเทอร์เน็ตจากประสบการณ์ที่ได้ลองใช้ก็พบว่าสะดวกสบายมากครับ ส่วนใหญ่ครอบคลุม 4G สัญญานทั่วถึงแม้แต่กระทั่งอยู่บนภูเขา ราคานี้ก็เป็นแบบ Unlimited ดังนั้นก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจเลย แต่จริงๆแล้วโรงแรมส่วนใหญ่ก็มีไวไฟไว้ให้บริการด้วยล่ะครับ

เนื่องจากผมเดินทางถึงค่ำ การเดินทางไปตัวเมืองไทเปจึงขอเลือกเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง HSR ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาทีไปยังตัวเมืองครับ ซึ่งปกติแล้วสามารถไปตัวเมืองได้ด้วยกัน 2 วิธีหลักๆ คือ
1) นั่งรถบัสยิงยาวจากสสนามบินไปสถานี Taipei Main Station ได้เลย ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ค่าเสียหาย NT$125 ซึ่งสะดวกและคุ้มสำหรับผู้ที่มีเวลาครับ
2) เลือกนั่งรถไฟความเร็วสูง HSR

ขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับรถไฟในไต้หวันให้ฟังคร่าวๆก่อนครับว่า รถไฟในไต้หวันมี 3 แบบหลักๆด้วยกันครับ
1) รถไฟความเร็วสูง จะเรียกว่า HSR ครับ (ครอบคลุมเฉพาะฝั่งตะวันตกของไต้หวัน)
2) รถไฟปกติ เรียกว่า TRA (ครอบคลุมทั่วไต้หวัน)
3) รถไฟใต้ดิน เรียกว่า MRT (ครอบคลุมในตัวเมืองไทเป)

เนื่องจากตอนที่ผมเดินทางไป ยังไม่มีสถานีรถไฟ HSR ที่เชื่อมตรงจากสนามบินไปยังตัวเมือง จึงต้องขึ้นรถบัสเพื่อไปยังสถานี HSR ที่ใกล้ที่สุด นั่นก็คือสถานี HSR Taoyuan ครับ โดยต้องลงบันไดเลื่อนมาหาซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์ที่ 2 U Bus บอกเขาว่าไปสถานี HSR Taoyuan (ค่าตั๋ว NT$30/20 นาที)

เมื่อถึงสถานี HSR Taoyuan ก็ไม่ยากครับ ซื้อตั๋วไป HSR Taipei Main Station ก็สามารถทำได้ง่ายๆผ่านตู้จำหน่ายบัตรหรือผ่านเคาน์เตอร์ก็ได้ โดยค่าเสียหายสำหรับตั๋วแบบ Reserved seat (ตั๋วจองแบบมีที่นั่ง) ไปตัวเมืองอยู่ที่ $NT175 ครับ

เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !
เมื่อได้ตั๋วรถไฟมาแล้วก็เช็คข้อมูลให้เรียบร้อยครับว่าต้องไปขึ้นตู้ไหน ที่นั่งไหน เช็คให้เรียบร้อยครับ ส่วนเวลาของแต่ละขบวนตอนที่เราจองผ่านตู้ สามารถเลือกได้ อีกทั้งยังสามารถจองล่วงหน้าได้อีกด้วย !

ก็เป็นเป้าหมายแรกของการเดินทางผ่านรถไฟความเร็วสูงที่บอกเลยครับว่าสะดวกมากๆ ที่พักของผมอยู่ในย่านท่องเที่ยวช็อปปิ้ง Ximending เมื่อไปถึง HSR Taipei Main Station แล้วผมต้องไปเปลี่ยนรถไฟไปยังสถานี MRT Ximen ครับ ซึ่งสามารถตามป้ายบอกทางมาที่สถานีรถไฟใต้ดินได้เลย

เนื่องจากทริปของผมพรุ่งนี้คือการเดินทางไปที่เมือง Taichung เดินทางต่อไปชมทะเลสาบสุริยันจันทรา เพื่อป้องกันปัญหาที่นั่งเต็ม (แม้ผมจะรู้สึกว่าวันธรรมดาคนจะไม่เต็มง่ายขนาดนั้น) ผมก็ขอไปจองผ่านตู้จำหน่ายตั๋ว HSR ไปเมือง Taichung  ก่อนครับ โดยค่าเสียหายอยู่ที่ NT$765/เที่ยว ครับ

(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR
(ซ้าย) หน้าตาของป้ายบอกจุดเชื่อมไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน MRT (ขวา) ตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูง HSR

เดินทางจาก HSR Taipei Main Station มา MRT Ximen ใช้เวลาไม่นานครับ เพราะแค่สถานีเดียว ออกประตู 6 ออกมา ท่านก็จะเห็นกับสีสันยามค่ำคืนแห่งไทเป ~ Ximending อารมณ์เหมือนสยามบ้านเรา เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งบันเทิงมากมาย

ximending
เดินเอาของมาเก็บไว้ที่พักก่อนครับ ที่พักใน Ximending ผมเลือกพักที่ โรงแรม Diary of Taipei Hotel โรงแรมอยู่ในอาคารเดียวกับโรงหนังทำให้ตอนแรกแอบลังเลหน่อยว่าใช่หรือเปล่า เคาน์เตอร์อยู่ชั้นบนๆ พนักงานต้อนรับอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบตั้งใจมากครับ

Diary-of-Taipei-Hotel
ห้องพักไม่เล็กไม่ใหญ่ กำลังพอดีๆ สะดวกสบายดีครับ

จากนั้นเราก็ออกมาหาอะไรกินกันบริเวณในย่านนี้ พบว่าเป็นอีกย่านที่เดินได้ชิวๆ อยู่หลายซอยเลยทีเดียว มีค้าแบรนด์ไม่แบรนด์ปนกันไป ของกินแถวนี้เป็นสตรีทฟู้ดเรียงรายกันเต็มไปหมดเลยครับ ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องการกินมาละเอียดมาก พอค้นๆดูก็เห็นมีคนแนะนำ “บะหมี่อาจง (Ay-Chung Flour Rice Noodle)” ที่เห็นว่าคนไปต่อแถวกินยาวเหยียด และส่วนมากไปยืนกินกัน พบว่าร้านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีมาก ดูพิกัดร้านจากใน Google Maps ได้เลยครับ

เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65
เดินต่อแถวไปซื้อได้เลยครับ คนรับออเดอร์กับคนทำอยู่แยกกัน กล่องเล็ก NT$ 50 กล่องใหญ่ NT$ 65

รสชาติเอาตรงๆผมว่าค่อนข้างเหมือนกระเพาะปลา เส้นจะบางๆ เหมือนเส้นเล็กบ้านเรา เนื่องจากอากาศมันร้อน แล้วผมก็ทานของร้อนในอากาศร้อนๆไม่เก่งซะด้วย สั่งชามใหญ่มาดูจะมากไปหน่อย บวกกับมีไก่กับหนังไก่ (เครื่อง) ใส่ให้มานิดเดียว ผมว่าไม่เหมาะกับคนไม่ชอบทานอะไรมันๆนะ เมนูนี้ขอให้ 5/10  ละกัน

ร้านข้างๆก็มีชานมไข่มุกให้กินดับร้อนหน่อย รสชาติก็โอเคล่ะ

แก้วใหญ่ NT$ 45
แก้วใหญ่ NT$ 45

จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่โรงแรม เตรียมตัวเดินทางในวันถัดไปครับ

วันที่ 2 : Sun Moon Lake

วิธีการเดินทางไป Sun Moon Lake จากไทเป มีด้วยกันหลายวิธีครับ สะดวกๆ ก็คงเป็นการนั่งรถบัสตรงมุ่งสู่ทะเลสาบเลย ซึ่งก็ต้องอาศัยการจองล่วงหน้า ด้วยความที่ไม่ประสีประสากับภาษาจีน จึงขอเลี่ยงและอาศัยเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (HSR) และนั่งรถบัสเข้าต่อมายังบริเวณทะเลสาบอีกทีครับ

ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า หวังว่าจะได้มีเวลาเที่ยวที่นั่นเยอะๆครับ

taichung-train-hsrบนรถไฟก็สะอาด และสะดวกมากครับ ใช้เวลานี้ไปกับการดูวิวทิวทัศน์ไม่ต้องหลับเลย

เมื่อถึงสถานี Taichung แล้ว ออกประตู 5-6 มา จะมีบริษัทรถบัส ชื่อว่า Nan Tou ครับ โดยบัสจะเข้าไปยังบริเวณทะเลสาบ และขายแพ็คเพจสำหรับการเดินทางภายในทะเลสาบ เช่น เรือ, กระเช้า แนะนำให้ซื้อแบบเป็นแพ็คเกจไปเลยครับ สะดวกดี ค่าเสียหายอยู่ที่ NT$680 

รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง
รถบัสเป็นรถบัสเล็กๆครับ นำพวกเราจากสถานี Taichung ไปยังทะเลสาบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

ใช้เวลากันพอสมควรจนกระทั่งมาถึงทะเลสาบ ตลอดสองข้างทางนี่วิวสวยมากครับ พอเข้ามาถึงผมก็นำกระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรม ก่อนที่จะเดินไปยังท่าเรือครับ เส้นทางบริเวณทะเลสาบ ก็จะประมาณนี้

route-in-sun-moon-lake

เริ่มต้นเส้นทางจากการเอาตั๋วไปขึ้นที่ท่าเรือครับ ตรงนั้นมีเหลือมาจากหลากหลายเจ้า ถามเขาเอาก็ได้ครับว่าตั๋วเราต้องไปนั่งตรงไหน เขาจะชี้ทางไปให้เรา ใช้เวลาข้ามไปเกาะต่างๆ ใช้เวลาไม่นานมากครับ

เป้าหมายแรกเป็นท่าหมายเลข 2 ครับ เป็นสถานที่ตั้งของวัด Xuanguang Temple 

วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ
วิวที่มองเห็นภูเขาล้อมทะเลสายที่กว้างใหญ่นี้ เป็นอีกภาพที่สวยงามมากครับ

เดินลงมาใช้เวลากับที่วัดแห่งนี้ไม่นานมากครับ จริงๆจุดตรงนี้ไม่ต้องจอดก็ได้ ตรงไปอีกท่าหนึ่งเลย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าที่ควร ยกเว้นใครอยากมาลองกินไข่ (เข้าใจว่าต้มจากน้ำแร่หรือน้ำชา) ต้องมาที่นี่ครับ

ไม่รอช้า เรามุ่งไปอีกท่า ท่า Ita Thao (หมายเลข 3)

Ita-Thao-Taiwanจากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต Ita Thao เป็นแหล่งอาหารชั้นดีเลยล่ะครับ แต่เพราะพวกเราเดินทางในวันธรรมดา ที่มีร้านค้าเปิดไม่มาก คนก็น้อยด้วย บวกกับการที่เราอ่านภาษาจีนไม่ออก ทำให้การหาร้านกินดีๆยากหน่อย เลยไปจบด้วยการหาอะไรกินง่ายๆที่เซเว่นครับ

บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้
บริเวณ Ita Thao ที่เข้าใจว่าถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ จะไม่เหงียบเหงาแบบนี้

เดินเล่นจากจุดตรงนี้ จะมีที่ให้ขึ้นกระเช้าครับ เดินเลาะมาทางรีสอร์ทแห่งหนึ่งจะมีทางเดินเข้ามาขึ้นกระเช้า เพื่อไปหมู่บ้านพื้นเมือง Formosan

ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
ระหว่างทางเดินไปจุดขึ้นกระเช้าครับ เห็นทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้เลย
บรรยากาศดี๊ดี...
บรรยากาศดี๊ดี…

เดินมาขึ้นกระเช้าครับ ในแพคเพจรวมกระเช้าไว้ให้เราแล้ว… จุดตรงนี้มีร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำบริการครับ

กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ
กระเช้านี่ขึ้นมาสูงมากครับ แทบจะเห็นวิวทั้งหมดของทะเลสาบนี้เลย ระยะทางของกระเช้านี่นานพอสมควร ข้ามเขาเป็นลูกๆ แค่ได้นั่งไป-กลับ ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากครับ

จุดสิ้นสุดของกระเช้า จะพาเรามาที่หมู่บ้านชนพื้นเมือง Formosan ครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการชมหมู่บ้านนี้ไม่รวมไว้ในแพคเพจ จึงตัดสินใจเดินทางกลับครับ อีกอย่างเวลาไม่ค่อยพอกับการเดินทางปั่นจักรยานต่อในตอนบ่ายนี้ด้วย

ผมมาถามทางขึ้นรถบัสรอบทะเลสาบ กลับไปจุดจอดรถบัส และท่า Sueishe (หมายเลข 1) เพื่อไปเช่าจักรยานครับ เขาก็บอกให้ผมเดินออกมาจากจุดขึ้นกระเช้าประมาณ 500 เมตร แล้วจะเจอกับป้าย … ซึ่งบอกตรงๆว่าฟังไม่รู้เรื่องครับ ก็ได้แต่อาศัยมายืนดูว่าตรงไหนมีคนมายืนรอบ้าง รถบัสจะมาจอดเป็นรอบๆครับ ระยะห่างไม่ทิ้งช่วงนานมาก

จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ
จุดขึ้นรถบัส อยู่หน้าร้านจักรยานร้านนี้ครับ

เมื่อมาถึง เราก็มุ่งหน้าไปร้านจักรยาน ซึ่งจริงๆแถวนั้นมีให้เลือกมากมายหลายร้านครับ คิดเป็นชม. ตกที่ชม.ละประมาณ NT$100  ร้านจักรยานที่เราจะไปเช่า อยู่ในซอยๆใกล้ท่าเรือหมายเลข 1 ร้านชื่อ Merida ครับ ตอนที่อ่านรีวิวในเน็ต เห็นเขาบอกว่าร้านนี้มีสองสาขา ปั่นเสร็จก็สามารถไปคืนจักรยานที่อีกสาขาหนึ่งได้

หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย
หน้าตาของร้าน Merida ครับ ซึ่งเส้นทางปั่น สามารถเริ่มปั่นได้ตั้งแต่หน้าร้านไปได้เลย

แต่ด้วยความที่ไม่สันทัดในภาษาจีน และไม่สามารถสื่อสารอะไรกับเจ้าของร้านได้เลย ผมจึงแค่ตอบตกลงไปว่า จะหลับมาคืนภายใน 5 โมงเย็นครับ เอาพาสปอร์ตของเราไปมัดจำ

ผมกับอาจารย์ปั่นไปเรื่อยๆ เก็บบรรยากาศครับ ก็ต้องบอกเลยว่าบรรยากาศดีมากๆๆๆ เส้นทาง ถนนต่างๆเอื้อกับการปั่นจักรยานครับ ปั่นไม่หยุด ปั่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดู GPS นำทางด้วย ก็เลยออกไปไกลสักหน่อย

เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ
เส้นทางในการปั่นจริงๆก็ไม่ได้ทรหดเท่าไร ดั่งในภาพซ้ายครับ แต่พอปั่นลึกไปเรื่อยๆ ก็จะมีโซนที่มันทรหดอดทนเหมือนกับทางในภาพขวามือ

พวกเราปั่นมาไกลแค่ไหนไม่รู้จริงๆครับ รู้แต่ว่า “ลืมเอาน้ำมาด้วย” เราก็รู้สึกกระหายมาก ก็ได้แต่หวังว่า ข้ามภูเขาลูกนี้แล้ว แล้วจะไปโผล่จุดหยุดพัก มีตู้น้ำขายให้เราบ้าง แต่ก็ดูท่าจะไม่เป็นอย่างนั้นครับ… ทางยิ่งชันมากๆ และบริเวณที่เป็นทางชัน เราก็ต้องแบกจักรยานขึ้นไปด้วย ทามกลางอากาศที่ร้อนชื้น และร่างกายขาดน้ำ

forest

 

ตามที่เห็นในภาพครับ ยิ่งปั่นไปเรื่อยๆ พวกเราไม่คิดว่ามันจะเป็นเส้นทางที่เราจะย้อนกลับไปจุดเดิมได้ ป่ามันรกเกินจนกว่าจะเป็นทางจักรยาน วินาทีตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าหลงแล้วครับ ! เข้าใจคำว่าหลงป่าเป็นยังไงเลย ~ แถวนั้นไม่น่าจะมีใครนอกจากพวกเราสองคน

ตั้งท่าว่าจะกลับอย่างดี แต่พอย้อนมา ก็มาเจอทางแยก เป็นสามทางแบบนี้ครับ สมองปลาไหลที่ไม่คิดจะจดจำเส้นทางอะไรแบบผม มาเจอแบบนี้ ก็ต้องเสี่ยงดวงกันล่ะครับ

เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!
เหยย ตอนปั่นมารอบแรก ไม่ยักจะเห็นว่ามันเป็นสามแยกแบบนี้ พอจะกลับเท่านั้นล่ะ ทางไหนล่ะทีนี้ !!!

ผมตัดสินใจครั้งแรก เลี้ยวซ้ายลงไป ก็พบว่าถนนไม่น่าจะใช้เส้นทางเดิมที่เราเคยมา เพราะทางชันมากๆ … ดิ่งลงเขาไปจนได้ระยะหนึ่งแล้ว เพิ่งคิดได้ ก็ต้องแบกจักรยานกลับขึ้นมาตามระเบียบครับ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง เลือกที่จะตรงไป…

และเรื่องราวที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นครับ !!

ระหว่างทางที่ผมปั่นจักรยาน จู่ๆก็มีแมงหวี่เขามาบินเข้าตาผม ตอนนั้นผมก็กลัวครับ หูยย.. เป็นแมงป่าด้วย กลัวว่าจะติดเชื้อต่างๆนาๆ ผมก็พยายามขยี้ตา แต่พอทันทีที่ลืมตาขึ้นมา จู่ๆ ก็มีงูดำๆ ตัวประมาณเท่าแขนผม เลื้อยตัดหน้าไปครับ

ถ้าขับรถมา ผมคงอยากจะบีบแตรใส่ อวยพรขอให้ลูกโชคดี… แต่เมื่อปั่นจักรยานมา ผมแทบสะดุ้งจนแทบจะหยุดไม่ทัน !! ผมหันกลับไปบอกกับอาจารย์ที่ตามมาติดๆข้างหลังว่า “ผมว่าไม่น่าจะใช่ทางนี้แล้วล่ะอาจารย์ เราเปลี่ยนเส้นทางกันเถอะ” ขอเปลี่ยนเส้นทางที่คิดว่าน่าจะเป็นทางกลับอย่างดื้อๆงั้นแหละ… จนอาจารย์บอกกับผมว่า “ไปต่อให้สุด” … ตอนนั้นฝืนใจมากครับ ไม่รู้ว่าจะเจอแบบนี้ออกมาตอนไหน หรือมันจะอยู่บนหัว ได้ทีแล้วก็รีบปั่นเร็วสุดชีวิตเหมือนกันล่ะครับ

จนท้ายสุดก็พบว่า ทางตรงกลางที่เราปั่นมานั่นแหละ คือเส้นทางเดิมที่เรามาจากจุดเช่าจักรยาน รวมระยะทางตามป้ายบอกทาง ก็พบว่าเราเดินทางมาไกลถึง 7 กิโลครึ่งด้วยกันครับ กลับไปอีกรอบก็ 14 กิโลพอดี … นับว่าเป็นการเดินทางและการออกกำลังกายที่สาหัสสำหรับผมในรอบหลายๆปีเลยก็ว่าได้

ก่อนจะไปส่งจักรยาน ก็ขอกลับไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับทะเลสาบสวยๆหน่อยล่ะครับ 🙂

sun-moon-lakeปั่นกลับมาทางเดิมครับ เอาจักรยานไปคืนที่ร้าน ค่าใช้จ่ายสำหรับจักรยาน เนื่องจากเราได้ส่วนลดจากคูปองแพคเกจมาครับ เลยตกที่ชม.ละ NT$85 X 2 ชม. ก็ NT$190 ครับ

เดินกลับมาที่โรงแรม จะเช็คอินหลังจากที่พวกเรามาถึงก่อนเวลา เลยได้แต่ฝากกระเป๋าไว้ โรงแรมที่เราจอง ชื่อว่าTanxiang Resort ซึ่งทำเลดีมากครับ ใกล้กับจุดขึ้นเรือ…

ตอนจองมาในเว็บ Booking นี่ก็ดูดีมากล่ะครับ ราคาก็ไม่แพงเลยทีเดียว เคาน์เตอร์เช็คอินอยู่กันคนละที่กับอาคาร ห้องที่พวกเราได้ไปอยู่ เป็นลักษณะคล้ายๆบ้านเช่า อพาร์ตเม้นต์อะไรทำนองนั้นครับ ความต้องการพื้นฐานโอเค ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก แต่ที่ผิดหวังคือ รูปภาพที่เห็นในเว็บไม่ตรงกับของจริงเท่านั้นเอง

รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ
รูปภาพที่เห็นในเว็บ Booking.com (ซ้าย) กับอาหารเช้าที่เป็นแซนด์วิชกิ๊กก๊อก ที่มาเสิร์ฟให้เป็นเซอร์วิสน้ำใจเล็กๆน้อยๆตอนเช้าครับ

ใครที่วางแผนจะไปเที่ยวที่ทะเลสาบ Sun Moon Lake ขอฝาก TIPS เล็กๆน้อยๆไว้ให้ดังนี้ครับ

  • ถ้าไม่คิดจะค้าง แนะนำให้มาแต่เช้า แล้วเลือกไป-กลับดีกว่าครับ รถบัสรอบสุดท้ายจากทะเลสาบ ไปสถานี HSR Taichung คือ 19.25 ถึงสถานีตอน 20:50 ครับ ทั้งนี้เพื่อการวางแผนการเดินทาง ผมได้แนบตารางรถมาไว้ด้วยครับ (คลิกที่ภาพเพื่อดูรูปใหญ่)

    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
    ตารางรถบัส จาก HSR Taichung ไปทะเลสาบ Sun Moon Lake (ซ้าย) และสำหรับขากลับ กลับไปยังสถานี HSR Taichung (ขวา) ผมตีกรอบเหลืองๆ ไว้ให้ จะได้ดูง่ายขึ้นนะครับ
  • ถ้าคิดจะค้าง แนะนำให้หาโรงแรมที่ดี แพงขึ้นมาหน่อย แนะนำเอาให้ครอบคลุมราคาอาหารด้วยเนื่องจากว่า ร้านอาหารในรอบทะเลสาบนี้ น้อยมากๆครับ มีก็จะเป็นแบบชุดใหญ่ๆ สำหรับทัวร์ลงเลย ไม่เช่นนั้น ก็จะได้เพิ่งพาเซเว่นอีเลฟเว่นกันไป
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ
มีร้านอาหารใหญ่ๆที่รองรับทัวร์ดั่งรูปซ้ายมือครับ ส่วนร้านที่ผมกับอาจารย์แวะทานเป็นร้านเล็กๆ สั่งเป็นปลา ได้ปลากรอบเล็กๆมากับเห็ดทานกับข้าว มื้อนี่ NT$200 ล่ะครับ

สำหรับนักเดินทางที่ไม่สันทัดภาษาอย่างแรง ย้ำกันอีกครั้งครับว่า การหากินในริมทะเลสาบนี้ เหนื่อยสุดๆ แม้ว่าจะมีร้านอาหารดังๆมากมายแนะนำไว้ตามเน็ต แต่หากไม่ได้จองหรืออ่านภาษาจีนไม่ได้ อาจจะสั่งอาหารยากหน่อย เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรล่ะครับ

สรุป Taiwan First Time ของผมสั้นๆ ในสองวันแรก

  • 1. มันคือสวรรค์ของคนรักธรรมชาติจริงๆครับ ! วิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะไปที่ไหน สวยมาก
  • 2. การคมนาคมที่นี่ ดีไม่แพ้ญี่ปุ่นเลยครับ ใครจะบอกว่าที่นี่คือญี่ปุ่น เวอร์ชั่นภาษาจีน ในราคาไม่แพง ก็ถูกของเขาล่ะ !
  • 3. ภาษาจีน ! จำเป็นกับการสื่อสารกับคนท้องถิ่นโดยเฉพาะในต่างจังหวัดอยู่พอสมควรครับ

เราจะพักที่นี่กันหนึ่งคืน ก่อนที่พรุ่งนี้ เราจะมุ่งหน้าไปอีกฝั่งของไต้หวัน สู่แหล่งธรรมชาติที่ผมเองก็ตั้งตารอคอย เราจะไปกันที่ อุทยานแห่งชาติ ไถ่ลู่ก้อ (Taruko National Park) ครับ ไปติดตามกันต่อได้ในบล็อกตอนนี้เลย ^_^

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Hakodate #3

header-hokkaido-japan-trip-framekung

ดำเนินเรื่องมาต่อเนื่องกันถึงตอนที่ 3 ครับ สำหรับการเดินทางในเกาะฮอกไกโด !~ … เช้านี้เราอยู่กับที่เมือง ฮาโกดาเตะ (Hakodate) ครับ

ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ

วันนี้เป็นวันแรกที่ต้องตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษ เพราะว่า เรามีนัดกับ ตลาดเช้าฮาโกดาเตะ (Hakodate asaishi) ครับ ตลาดเช้าแห่งนี้ ตอนที่ทำการบ้านเที่ยวนี่ ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับที่นี่มากๆครับ เพราะว่าตลาดเช้าแห่งนี้จะเป็นที่ที่ทำให้ผมได้ลองชิมอาหารทะเลสดๆ และขึ้นชื่อว่าต้องตื่นมากินกันแต่เช้าด้วยแล้วเนี่ย ผมเชื่อครับว่า ที่นี่ต้องมีของดีแน่ๆ !

morning-market-hakodate

ตลาดเช้าแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ JR Hakodate เลยครับ เดินเข้ามาก็จะเห็นร้านค้าเล็กๆ เรียงรายอยู่มากมาย ขายอาหารทะเล ตลอดทางผมได้เห็นกุ้งยักษ์ๆ ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากมาย รวมไปถึงร้านอาหาร ซึ่งผมกำลังเล็งหาร้านอาหารที่ดูเข้าตาสำหรับเช้านี้ครับ เดินไปเดินมาไปเจอร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) อยู่หลายร้านเลย แม้ว่าตอนที่แล้ว จะหาร้านเด็ดและได้ไปลองในตลาดที่เมืองโอทารุแล้ว แต่ก็ขอมาลองอีกครั้งในแหล่งที่เรียกว่าเป็นตลาดเช้าของคนที่นี่ดูล่ะครับ เดินผ่านร้านหนึ่ง เห็นป้าเรียกเข้าร้านแถมบอกว่าจะให้ service ด้วย ก็เลยลองแวะกันดูสักหน่อยครับ ร้านนี้เป็นร้านเต๊นท์เล็กๆ ดูบรรยากาศ local ดีครับ ผมสั่งข้าวหน้าปลาดิบ กับแซลมอนซาชิมิมาทานคู่ด้วย มื้อนี้หมดไป (¥1,500)

kaisendon-sashimi-hakodate-morning-market

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ อร่อยทั้งสองอย่างเลย ข้าวหน้าปลาดิบ ที่มากับไข่แซลมอน (Ikura) และเนื้อปู หอมๆนุ่มๆนี้ เข้ากันครับ เครื่องน้อยไปหน่อยตามราคาครับ ส่วนแซลมอนซาชิมินี่สดมาก นุ่ม ชุ่มลิ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่าที่จะบอกว่า เป็นหนึ่งในแซลมอนที่อร่อยตั้งแต่เคยกินมาเลยครับ จะบอกพิกัดร้านก็บอกไม่ถูก ฝากบรรยากาศในร้านเอาไว้ เผื่อใครมีโอกาสได้แวะเข้าไปครับ ^^

morning-market-hakodate-shop

บรรยากาศเช้าวันนี้แอบครึ้มไปด้วยเมฆครับ ลมก็แรงเหลือเกิน อากาศจึงเย็นมากๆครับ เดินเล่นออกมาจากตลาดก็จะเห็นอ่าวฮาโกดาเตะ กับเรือที่จอดอยู่เทียบท่าครับ มองไปก็จะเห็นเขาอีกฝั่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขา Hakodate ที่เราจะสามารถชมเมืองฮาโกดาเตะนี้ได้ทั่วทั้งเมือง

hakodate-bay-panorama

hakodate-2

อากาศดียามเช้าแบบนี้เก็บกลับไปบ้านก็ไม่ได้ฮะ ได้แต่ยืนรับลมหนาวนี้ (ได้อยู่สักแปป) ก่อนจะเตรียมไปสำรวจเมืองฮาโกดาเตะกันครับ

มานั่งรถแทรมตะลุยเมืองกัน ~!

การเดินทางหลักๆในวันนี้คงเป็น การเดิน และ รถแทรม (รถราง) ! นี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองนี้ครับ ผมจึงไปซื้อตั๋วเป็น One day pass ของรถแทรมนี้ ซึ่งจะสามารถนั่งรถแทรมได้ไม่จำกัดในหนึ่งวัน ราคาอยู่ที่ (¥600) ครับ ซึ่งสามารถซื้อได้ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวในสถานีรถไฟ JR Hakodate นอกจากนี้ยังมีบัตร Pass ประเภทอื่นๆที่ครอบคลุมการเดินทางด้วยรถบัส ซึ่งตรงนี้จากเส้นทางแล้วของผมไม่ต้องใช้ครับ เลยคิดว่าเฉพาะแทรมน่าจะเพียงพอ และในจุดบริการนักท่องเที่ยวนี้คุณผู้อ่านยังสามารถมาหยิบใบโบชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวเวอร์ชันภาษาไทย ในเมืองฮาโกดาเตะได้อีกด้วยครับ ! ไม่คิดว่าจะมีเวอร์ชันภาษาไทย อ่านง่าย เข้าใจง่ายครับ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางสำรวจเมืองวันนี้ เริ่มต้นจากสถานีที่อยู่ตรงสี่แยกของสถานีรถไฟ JR Hakodate ครับ สถานีมีนี้ชื่อว่า Hakodate Ekimae (DY17) การเดินทาง แนะนำให้ศึกษาเส้นทางว่าจะไปลงสถานีไหน แล้วก็ดูเลขของป้ายสถานีเอาไว้ครับ

tram-train-hakodate-ekimae

รถแทรมนี้จะมีสองฝั่งด้วยกันครับ มี เลข 2 และเลข 5 หากเราต้องการไปสถานี ที่มีตัวเลขเยอะกว่าที่สถานีเรานั่งอยู่ เช่น จาก DY17 จะไป DY20 ก็ให้นั่งรถหมายเลข 5 หรือ หากต้องการนั่งไปสถานีที่น้อยกว่าก็นั่งเลข 2 อย่างนี้เป็นต้นครับ

(จำไว้ว่า 5 มากกว่า 2 ดังนั้น นั่ง 5 เลขก็จะเพิ่มมากขึ้น…)

inside-hakodate-tram

เมื่อเรารู้วิธีการเดินทางแล้ว การจ่ายค่าโดยสารก็เป็นสิ่งถัดไปที่ควรทราบครับ เนื่องจากผมใช้บัตร pass ดังนั้นเวลาลงรถก็เพียงแค่โชว์เล่ม pass ของเราให้คนขับรถดูครับ แต่หากเดินทางปกติ เวลาขึ้นรถก็ให้ดึงตั๋วออกมาจะมีเลขกำกับไว้หลังบัตรครับ ตอนลงก็เตรียมค่าโดยสารให้เพียงพอกับตัวเลขที่ขึ้นอยู่บนจอเท่านั้นครับ ไม่ยุ่งยากเท่าไร ค่าโดยสาร เริ่มต้นอยู่ที่ ¥210

ปราสาทโกเรียวคาคุ

สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปคือ ปราสาทโกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ (Goryokaku Tower) ครับ ซึ่งปราสาทจะอยู่ใกล้กับ สถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ให้ลงที่นี่และเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีครับ

goryokaku-koen-mae-station-hakodate

ทบทวนเกี่ยวกับการนั่งรถแทรม เมื่อสักครู่เรานั่งมาจากสถานี DY19 จะมายัง DY09 (ตัวเลขลดลง) อย่างนี้ก็ให้นั่งรถขบวนหมายเลข 2 ครับ ^^

ปราสาทนี้ตอนที่ทำการบ้านก่อนเดินทางมา ก็พบว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ คือ มองจากมุมบนมาจะเห็นปราสาทเป็นรูปดาวครับ และดาวจริงๆ มองบน Google Maps ก็เห็นเป็นรูปดาวด้วย ! เดินมาเรื่อยๆตามป้าย ก็จะเห็นป้อมใหญ่ๆนี้ครับ เดินเข้ามาเลย ~

ตอนแรกผมเองก็ไม่ค่อยชอบไปเที่ยวแนวขึ้นไปดูหอคอยครับ ขนาดอยู่เกาหลี หอคอยเอ็นโซลเทาทาวเวอร์ก็ยังไม่คิดจะไปดูข้างบนสักครั้งนึงเลย มีความรู้สึกว่า ภาพที่ถ่ายออกมาจากข้างบนนั่นก็ต้องไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆที่มากันแน่ๆ จึงงกไม่ค่อยอยากขึ้นไปฮะ แต่รอบนี้ สำคัญมากจริงๆ เพราะว่าแม้จะเป็นภาพเดียวเหมือนกับชาวบ้าน แต่ก็จะได้เห็นในสิ่งที่เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของเค้า สงสัยเหมือนกันว่ามันจะเป็นรูปดาวยังไง จึงยอมเสียเงินขึ้นไป ¥840 เพื่อพิสูจน์ครับ และด้วยนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเยอะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบครับ ที่นี่มีแผ่นพับที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของปราสาทเรียวคาคุนี้ไว้ด้วย

goryokaku-hakodate

inside-goryokaku

บริเวณของส่วนจัดแสดงชั้นบนครับ ระหว่างขึ้นลิฟต์ขึ้นมายังบริเวณนี้ ก็แอบประทับใจตรงที่พนักงานลิฟต์ก็มีการอธิบายเกี่ยวกับปราสาท แม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีแสง สี มีเอฟเฟกต์แม้แต่กระทั่งอยู่บนลิฟต์กันเลยทีเดียว

เดินออกมาจากอาคาร เข้ามาทางปราสาทรูปดาวนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานการปกครองแห่งฮาโกดาเตะ ล้อมรอบไปด้วยสวนร่มรื่นนี่ครับ แต่ด้วยอากาศที่ครึ้มๆ ก็เห็นคนเดินออกมากันซะส่วนใหญ่ ผมเองขอเดินเข้ามาถ่ายรูปสักนิด ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่อื่นต่อครับ

goryokaku-2

ได้เวลาอาหารเที่ยงพอดีครับ มื้อเที่ยงสำหรับวันนี้ไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาเป็นพิเศษ แต่จำได้ว่าตอนทำการบ้านเรื่องของกิน แถวนี้จะมีร้านเบอร์เกอร์เฟรนไชส์ ที่รู้สึกว่าจะเหมือนเฉพาะที่ฮาโกดาเตะเท่านั้น ร้านนี้มีชื่อว่า Lucky Pierrot ครับ

สถานที่ตั้งของร้านอยู่ตรงกันข้ามกับหอคอยดูปราสาทโกเรียวคาคุเลยครับ ออกมาก็จะเห็นป้ายตัวตลกแบบนี้เลย

ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกะดาเตะ "Lucky Pierrot" สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ
ร้านแฮมเบอร์เกอร์เลื่องชื่อของเมืองฮาโกดาเตะ “Lucky Pierrot” สาขาหน้าปราสาทโกเรียวคาคุ ข้างในมีที่นั่งอยู่หลายโต๊ะ และห้องน้ำไว้บริการครับ

เมนูยอดฮิตที่ทำการบ้านมาก็เป็น แฮมเบอร์เกอร์ไก่ชีส ครับ เห็นมีน้ำซอฟต์ดริ้งค์เป็นของทางร้านเลย ผมก็พยายามจะถามเค้าว่ามันเป็นน้ำอะไร มีแอลกอฮอล์หรือเปล่า ก็ดูเหมือนจะยาก เค้าก็บอกว่ามันไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกว่ารสชาติเหมือนอะไรเหมือนกัน ผมก็นะ พูดอย่างงี้มันน่าสงสัย เลยซื้อมาด้วยครับ เบอร์เกอร์ไก่ชีสนี้หมดไป ¥400

ดูจากปริมาณแล้วคุ้มค่าจริงๆครับ ไก่อันนี้จะออกหวานๆ ให้อารมณ์เหมือนไก่คังจองของเกาหลีที่เป็นซอสหวานเลยครับ มันอร่อยมาก ปกติผมไม่ทานแฮมเบอร์เกอร์ครับ ส่วนซอฟต์ดริ้งค์ที่ผมสงสัยมานาน ลองดื่มแล้วไม่ได้เหมือนโค้กหรือสไปรท์บ้านเราอะไรเลยครับ เทียบยาก แต่มันก็อร่อยอยู่ดี แนะนำให้สั่งมาทานตัดกับแฮมเบอร์เกอร์ครับ… เอาล่ะ อิ่มอร่อย แถมได้ที่หลบฝนไปพลางๆด้วย ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักครู่วางแผนเส้นทางต่อไปครับ

chinese-cheese-hamburger-hakodate-lucky-p

ออกมาแล้วฝนก็ยังคงตกอยู่เลยครับ ผมเองก็ไม่ได้เตรียมร่มมา กะไปหาเอาข้างหน้า ก็เลยเกิดไอเดียว่าควรจะไปหาซื้อตามร้าน 100 เยนใช้ชั่วคราวครับ จึงลองเริ่มค้นหาว่าแถวนี้มีร้าน 100 เยนหรือเปล่า… ข้อมูลก็บอกกับผมว่า มีห้างอยู่แถวสถานี Goryokaku-koen-mae (DY09) ที่เรามาลงกันเมื่อสักครู่นี้ครับ มาถึงก็เห็นว่ามีห้างครับ แต่ไม่ได้มีร้านร้อยเยนที่ว่า จึงตามหากันต่อไป จนสุดท้าย ผมก็ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นจาก Google Translate เพื่อที่จะหาร้าน 100 เยนใน Google Maps ปรากฏว่าเจอครับ ! Google Maps ในการใช้งานกับที่ญี่ปุ่นจริงๆ ถ้าไม่เป็นภาษาญี่ปุ่นบางรายการก็แอบหาเจอยากอยู่ เอาล่ะครับ เค้าบอกให้ผมนั่งรถแทรม ไปลงที่สถานี Kachiwagi-cho (DY07) ครับ

พอถึงสถานีลงรถก็ไม่เห็นวีแววของอาคารหรือตึกใหญ่ๆที่จะบ่งบอกว่าเป็นห้างได้เลย ฝนก็ตกปรอยๆลงมาเรื่อยๆ ก็อาศัยลองเดินเสี่ยงดวงไปเรื่อยๆ กะว่าจะเจอสัญญานของร้านช็อป 100 เยนหน่อยล่ะครับ และในที่สุด…

ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกะดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ :) )
ผมก็เจอกับร้าน 100 เยนในฮาโกดาเตะ บนห้างที่เป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อมๆ เล็กๆ อารมณ์เหมือน Big C บ้านเรา ข้างบนชั้น 2 เป็นที่ตั้งของร้าน 100 เยนครับ (รวม VAT แล้วก็เป็น 108 เยนนะ 🙂 )

ตอนแรกจะใส่เป็นเสื้อกันฝนครับ แต่เปลี่ยนเป็นร่มแทนเพราะว่าเสื้อกันฝนแอบบางมากสมราคา ปกติแล้วเสื้อกันฝนที่เห็นขายตามมินิมาร์ทที่นี่จะอยู่ราวๆ ¥800 ครับ แอบไม่คุ้มเท่าไร ไหนๆมีสิทธิ์ใช้บัตร pass ของรถแทรมแล้วก็ขอมาสำรวจเมืองนอกเส้นทางกันหน่อยครับ

ช่วงบ่ายนี้มีนัดกับสถานี JR Hakodate ครับ เพราะว่าตั้งใจจะไปจองตั๋วขากลับแบบ Reserved seat  เพราะเกรงว่าจะไม่มีที่นั่งขากลับไปสนามบินที่ New Chitose ซึ่งจะใช้เวลานาน อยากมีที่นั่งให้ได้วางกระเป๋าสบายใจแบบ safeๆ ครับ ไปถึงที่จองตั๋วบอกเวลาการเดินทาง (ที่วางแผนมาแล้วจากที่บ้าน เค้าก็ทำท่าค้นหาอะไรแบบดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… “ตั๋วจอง (Reserved seat) หมดแล้วครับ” ผมก็ได้แต่ เห้ยยย! จะทำยังไง แล้วเวลาอื่น เป็นยังไงบ้าง ก็พบว่า เวลาใกล้เคียงก็หมดเช่นกัน ผมก็เลยให้เค้า จองตัวแบบธรรมดาๆให้แทนครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้...
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรจองตั๋วตั้งแต่เนิ่นมากๆ มากเมื่อไรไม่รู้…

ออกมาพร้อมกับตั๋วครับ จองเอาไว้สำหรับขากลับที่จะไปลงที่ Minami-chitose หมดไปเที่ยวละ ¥7,450 ครับ เอาล่ะครับ ไปเดินทางกันต่อ !

เที่ยวรอบๆ Jujigai

ผมนั่งรถแทรมต่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ ตรงนี้เป็นเหมือนใจกลางของสถานที่ท่องเที่ยวของเย็นวันนี้เลย ถึง Jujigai เดินเข้ามาตามป้ายฝั่งโกดัง (Bay Area-mae) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ตรงนี้จะมีโกดังขายสินค้า ของที่ระลึก ของกิน น่ารัก น่าซื้อเต็มไปหมดเลยครับ

bay-area-hakodate

ของฝากที่น่าซื้อของที่นี่ สำหรับผมคงยกให้ช็อคโกแลตที่มีให้เลือกซื้อเยอะไม่แพ้ที่อื่น รวมไปถึงขนมแปลกๆอย่างคาราเมลรสเนื้อย่างเจงกีซข่าน, รสเบียร์, รสนม ฯลฯ (คาราเมลรสเนื้อย่างนี่ผมลองทานแล้วก็รสชาติเหมือนเนื้อย่างจริงๆครับ พิลึกพิลือ ซื้อไปลองทานเล่นกันได้) หรือจะของที่ระลึกของเมืองฮาโกดาเตะก็มีให้เลือกช็อปปิ้งบริเวณหลายๆโกดังที่เชื่อมต่อกันในบริเวณนี้ครับ

bay-area-mae-hakodate

แถวนี้ยังคงมีวิวสวยๆติดทะเล และร้านอาหารอยู่เต็มไปหมดเลยครับ หากจะหยุดพัก หาอะไรทานมื้อเที่ยงแถวนี้เป็นตัวเลือกที่โอเคเลยทีเดียว

ผมยังคงตามแผนที่ใน Google Maps มาเรื่อยๆ เพื่อจะเดินมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโบสถ์สวยๆ และอาคารสำคัญๆของเมืองฮาโกดาเตะครับ เดินกันไปสักครู่นึงเลยเพราะว่าทางค่อนข้างชัน ทริปนี้เดินเยอะหน่อยครับ แต่ระหว่างทางก็ได้เจอกับร้านค้าสวยๆ อาคารเก๋ๆแบบนี้ เลยถ่ายเก็บมาฝากคุณผู้อ่านด้วยครับ ^^

buildings-in-hakodate

การดีไซน์อาคารของที่นี่มีหลายแห่งที่รู้สึกแปลกๆตา ไม่ได้กลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นๆจ๋าๆ อย่างที่เกียวโต สักเท่าไรครับ แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเหมือนที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นที่ผมเคยไปมา ~ ใช่แล้วครับ !! ที่นี่แอบคล้าย โกเบ (Kobe) อยู่นิดๆ ผมก็แอบได้ข้อสรุปว่าเหตุที่สองเมืองนี้คล้ายๆกัน ก็เพราะว่าทั้งฮาโกดาเตะและโกเบ เป็นเมืองท่านั่นเอง วัฒนธรรมที่ได้รับมาจากต่างประเทศก็คงส่งผลกับสถาปัตยกรรมอาคารต่างๆที่นี่ รวมไปถึงขนม ของหวานต่างๆ ที่แทบจะมีคล้ายกันเหมือนกับที่โกเบ

โบสถ์ในฮาโกดาเตะ

ใช้เวลาเดินตามหาโบสถ์อยู่สักครู่ครับ เพราะว่าฝนตกด้วย การจะเอาแผนที่ออกมากางหรือว่าเปิดมือถือดูทำได้ไม่นานมากครับ และในที่สุดผมก็เจอกับโบสถ์แห่งแรก “โบสถ์โรมันคาธอลิคโมโตมาจิ (Motomachi Roman Catholic Church)” และอยู่ถัดกันนิดๆ ก็จะพบกับ “โบสถ์อีพิสโคพัลฮาโกดาเตะ (Hakodate Episcopal Church of Japan)” 

motomachi-church-episcopal-church

เอาตรงๆเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับโบสถ์ผมไม่ได้เป๊ะอะไรหรอกครับ (ฮา) เพราะที่นี่มีโบสถ์อยู่เยอะมาก แผนที่ท่องเที่ยวจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวนี่ช่วยไว้ได้เยอะ บางโบสถ์เท่าที่ทราบก็มีกิจกรรมข้างในให้เข้าไปดูด้วย อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผมก็อาศัยเดินชมความสวยงามรอบๆอาคารครับ

โมโตมาจิ (Motomachi)

nice-slope-in-hakodate

เนินโมโตะมาจิ (Motomachi slope) อีกหนึ่งทางลาดยาวทอดลงไป มองลงไปแล้วจะได้เห็นท่าเรือ อีกหนึ่งจุดที่สวยงาม บรรยากาศที่เรียกว่า โรแมนติคสุดๆ

เดินต่อมาก็จะเป็นส่วนของ “ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะเก่า (Old Public Hall of Hakodate Ward )” ครับ หากทำการบ้านเรื่องเที่ยวในฮาโกดาเตะ อาจจะได้เห็นรูปนี้บ่อยหน่อย เพราะอาคารตรงนี้เป็นเหมือนหนึ่งในอาคารที่เป็นตัวแทนของฮาโกดาเตะล่ะครับ

Old-Public-Hall-of-Hakodate-Ward

ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ

ผมกะเวลาเดินทางไปชมวิวเมืองฮาโกดาเตะ ให้อยู่ในช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินครับ เพื่อเลี่ยงคนเยอะด้วย จึงดูเวลาที่พระอาทิตย์ตกแล้วก็เดินจากตรงนั้นไปตรงจุดขึ้นกระเช้า ซึ่งใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที

ropeway-hakodate-moutain

กระเช้าขึ้นภูเขาฮาโกดาเตะอยู่ที่ ¥1,200 ครับ ตอนซื้อพนักงานก็ยกป้ายเป็นข้อภาษาอังกฤษเขียนว่า “เนื่องจากสภาพอากาศวันนี้หมอกลง อาจจะทำให้ท่านไม่สามารถชมทัศนียภาพได้ ต้องการจะซื้อตั๋วหรือเปล่า” ผมเองก็เข้าใจว่า คงเป็นมารยาท อาจจะไม่เห็นนิดๆหน่อยๆก็ไม่เป็นไรครับแหม… มาถึงที่นี่แล้ว กับจุดชมวิวเมืองที่เขาว่ากันว่า “เป็นจุดชมวิวที่สวยเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น !” จะพลาดกันได้อย่างไร ต่อแถวไม่นานก็ได้ขึ้นไปแล้วครับ

ขึ้นมาผมก็ได้เดินสำรวจแต่ละชั้นครับ มีหลายชั้นที่สามารถจะชมวิวเมืองได้ แต่พอขึ้นไปดาดฟ้าก็พบว่า…

foggy-day-in-hakodate

หมอกครับ !!! หมอกจริงๆด้วย คุณผู้ชมเห็นหรือเปล่าครับหมอก !! ภาพนี้ถ่ายตอน 4 โมงครึ่งครับ

ผมเห็นลางท่าจะไม่ดี ไม่มีโอกาสได้เห็นวิวสวยๆแล้วแน่นอน ก็ได้แต่เฝ้ารอจังหวะที่หมอกพัดหายไปบ้าง แล้วก็หวังไปอีกว่า พอค่ำลงแล้วก็จะเห็นแสงไฟจากอาคารบ้านเรือน สะท้อนให้เราได้เห็นเป็นหย่อมๆถ่ายรูปได้สวยบ้าง แต่ก็ไม่มีวี่แววเลยครับ หมอกเป็นทะเลหมอกมาเลย จะว่าฟินก็ฟินไปอีกแบบ สุดท้ายก็มีจังหวะดีที่สุดที่พอจะได้รูปดีๆ มาอวดเพื่อนๆกันบ้างล่ะครับ แต่ขอบอกว่าถ่ายได้ไม่นานเลยจริงๆ

hakodate-scenaryก็เรียกว่าเป็นคำแนะนำเล็กๆน้อยๆ สำหรับผู้ที่จะเดินทางขึ้นกระเช้าไปชมความสวยงามของวิวเมืองที่นี่นะครับ ว่า… เช็คสภาพอากาศกันนิดนึงครับ ! แต่ของผมก็ตามแผนอยู่ฮาโกดาเตะถึงวันนี้วันสุดท้าย จึงไม่ได้มีโอกาสมาใหม่อยู่แล้ว ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากตอนที่แล้วที่ไปดูฟูจิแล้วโดนเมฆบังเลย 555 เอาล่ะครับ ผมหิวได้ที่แล้ว เราไปหาอะไรกินกันดีกว่าครับ !

กว่าจะตัดสินใจลงมา ผมก็รอให้มืดอย่างเต็มที่แล้วครับ แต่เกรงว่าคนจะเยอะเรื่อยๆ เลยตัดสินใจลงมาก่อน ก่อนที่จะไปหาอะไรทาน ผมเดินกลับมาฝั่งอาคารที่ว่าการที่เรามาสักครู่นี้ เพื่อจะไปถ่ายรูป เก็บแสงสี ซึ่งช่วงที่เดินทางเดือนกุมภาพันธ์นี้ มีการจัดแสดงไฟ ลูมิเนชัน อยู่ทั่วเมืองเลยครับ และนี่คืออาคารพิพิธภัณฑ์ภาพภ่ายทางประวัติศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate City Museum of Photographic History) ครับ กลางคืนไฟสวยมาก ของจริงสวยจริงๆครับ ตรงนี้เวลานี้คนไม่เยอะด้วย บรรยากาศจึงดีมากๆครับ แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถถ่ายออกมาให้ดูสวยได้เลย T_T

Hakodate City Museum of Photographic History

เอาล่ะครับ ไม่เป็นไร ผมเดินจากทางลาดลงมาเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็เห็นแสงไฟประดับระยิบระยับสวยงามครับ ตอนนี้ท้องไส้หิวไปหมดแล้ว เดินลงทางลาดมาเรื่อยๆจะเจอสถานี Suehiro-cho (D21) ครับ ให้นั่งสาย 2 ย้อนกลับไป 1 สถานีเพื่อมาลงที่ Jujigai (DY20) ครับ เพราะวันนี้ผมทำการบ้านเรื่องร้านอาหารมาสำหรับคืนนี้ครับ ร้านอยู่ใกล้ๆสถานีเลย แล้วก็ได้รับเรตติ้งดีในเว็บไซต์รีวิวร้านอาหารของญี่ปุ่น

ร้านอยู่ข้างๆตึกใหญ่ๆหน้าสถานี Jujigai ครับ ลงมาเดินเลียบตึกไปเรื่อยๆ จะเห็นร้านหน้าตาแบบนี้ครับ เข้าไปได้เลย ที่นี่มีราเม็งอร่อยๆรออยู่

มื้อนี้ผมสั่งเป็น โชยุราเม็งครับ (Shoyu ramen) ก็เรียกว่าตลอดการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดนี้ ผมได้ตะลุยกินราเม็งหลากหลายรสชาติเลยครับ มื้อนี้ ¥680 และก็สั่งเกี๊ยวซ่ากับเบียร์ซัปโปโรมาทานเพิ่มความฟินครับ 55

shoyu-ramen

เรียกว่าอิ่มพอดีๆ เดินทางกลับที่พักมีความสุขครับ วันนี้เรียกว่าค่อนข้างเดินเยอะเป็นพิเศษ กับอุปสรรคในการเดินทางคือสภาพอากาศ ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยหน่อยครับ แต่ว่าได้เบียร์สักแก้ว ได้พักสักหน่อยก็หายเหนื่อยแล้วครับ แฮ่ๆ… คืนนี้เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วเราจะเดินทาง กลับไปเที่ยวที่โอซาก้าต่อแล้วล่ะครับ

เช้าที่ฮาโกดาเตะ

วันนี้บอกกับอาจารย์ที่ร่วมทริปมากับผมด้วยว่า เราจะต้องตื่นเช้ามากๆครับอาจารย์ เพื่อที่เราจะได้วิ่งเข้าไปจับจองที่นั่ง เราจะต้องทนหนาวหน่อย เพื่อที่จะได้ที่นั่งใน Non-reserved seat เท่านั้น !! (ไม่เช่นนั้น ผมก็จินตนาการสภาพพวกเราถือกระเป๋า ยืนบนรถไฟเป็นสองสามชั่วโมงไม่ถูกจริงๆ) รถที่เราจองเป็นรถไฟขบวน Super Hokuto 3 ครับ โดยจะไปลงที่ Minami-Chitose เพื่อจะเดินทางต่อไปสนามบิน New Chitose รถไฟออก 8.13 น. ครับ แต่เราก็ตื่นมาเก็บความหนาวเย็นกันตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง !

jr-hakodate-station

jr-hakodate-station-nearby

บรรยากาศรอบๆสถานี ที่วันนั้นแอบมีหิมะตกแต่เช้าด้วยล่ะครับ ลมก็ค่อนข้างแรงใช้ได้เลยทีเดียว

snow-in-hakodate

เอาล่ะครับ จนใกล้เวลา ผมเองก็ยื่นตัวเข้าไปในชานชาลา ซึ่งจะต้องไปขึ้นที่ชานชาลาไหน จะมีขึ้นเป็นป้ายเอาไว้ให้ครับ ว่ารถไฟ Super Hokuto 3 อยู่เทียบตรงไหน ผมก็รีบเข้าไปเนิ่นๆ พอเห็นว่ารถไฟมาเทียบแล้ว ก็รีบวิ่งสิครับ ! หาตำแหน่งของ Non-reserved seat ของขบวน Super Hokuto 3 ก็พบว่า มันอยู่แทบท้ายขบวนเลยครับ ให้เดินไปให้สุดๆขบวนเลย เจอแน่นอนครับ ใครที่ไม่ได้จอง ผมเตือนคุณแล้วนะครับ ! ให้ตื่นแต่เช้าครับผม !!

super-hokuto-3-non-reserved-seat
หน้าตาของขบวน Super Hokuto 3

ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว ใกล้เวลาผู้โดยสารก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ จากสถานี Hakodate ถ้าจำไม่ผิดที่นั่งส่วนของ Non-reserved seat ก็เริ่มเต็มบ้างแล้วครับ แต่ไม่เร็วเท่าไร แต่ก็จะเห็นผู้โดยสารจากสถานีอื่นๆ ทยอยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ใครที่มีสัมภาระเยอะๆ จึงควรจองอย่างยิ่งครับ ใครที่กระเป๋าใบใหญ่มากๆ เกินกว่า 20 นิ้ว ตรงทางออกของแต่ละตู้รถ ก็จะมีที่ไว้สำหรับวางกระเป๋าใบใหญ่ๆอยู่ครับ ก่อนลงก็ต้องไม่ลืมมาหยิบไปเท่านั้นเอง ระหว่างนี้ก็ได้แต่นั่งชมหิมะขาวโพลนตลอดข้างทาง กับบ้านเรือนความเป็นอยู่ของคนที่นี่ อากาศแม้ว่าจะหนาวเย็น แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ :3

on-the-way-to-minami-chitose

Rera Chitose Outlet Mall

ใช้เวลาประมาณ 3 ชม.ก็ถึงสถานี Minami-chitose แล้วครับ สภาพในขบวนตอนนั้น แน่นเต็มไปด้วยคนครับ มีคนลงที่สถานีนี้บ้าง ก็เตรียมความพร้อมก่อนลงนะครับ ลงมาชั้นล่างของสถานีก็จะเห็น Rera Chitose Outlet Mall เป็น outlet ขนาดย่อม มากแบรนด์ ให้ได้มาช็อปปิ้งกันก่อนไปที่สนามบิน หรือจะแวะทานข้าวที่นี่ ก็สะดวกมากครับ ทานที่สนามบินอาจจะหาทานยากหรือแพง เราต้องกินดักไว้ก่อน

restaurant-in-rera-outlet-chitose

ผมมาหาทานข้าวที่นี่ครับ ที่นี่คนไม่ค่อยเยอะมาก แต่มีร้านค้าขายเสื้อผ้าแบรนด์ ขายของฝาก มีให้เลือกเยอะพอสมควรเลยครับ แนะนำให้มาลงที่นี่กันก่อน แล้วนั่งรถฟรีชัตเติลบัสจากที่นี่ไปลงที่สนามบิน New Chitose ได้ โดยรถออกทุกๆ 35 นาทีครับ จากที่นี่ไปสนามบินใช้เวลา 10 นาที

ถึงสนามบิน New Chitose แล้ว… ผมเองมีแผนเที่ยวที่โอซาก้าและเกียวโตต่อครับ จึงนั่งสายการบินในประเทศไปลงที่สนามบินคันไซ (KIX)  ก็เรียกว่าสิ้นสุดกับการเดินทางที่เกาะฮอกไกโดแต่เพียงเท่านี้ครับ…

end-trip

ฮาโกดาเตะ สำหรับผมก่อนที่จะได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง คงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่คิดว่าคงยุ่งๆพอๆกันกับซัปโปโร เนื่องจากเป็นเมืองท่าและยังเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ คิดว่าคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มาที่นี่ แต่มันแอบกลับกัน ที่นี่แอบไม่วุ่นวายเท่าที่ควรครับ ร้านค้า ห้างต่างๆนี่มีน้อยมาก แต่เมืองนี้มีมนต์เสน่ห์อะไรหลายอย่างที่ผมคิดว่าหากมีโอกาสได้มาเที่ยวที่ฮอกไกโด ฮาโกดาเตะ เป็นอีกหนึ่งจุดปลายทางที่ไม่ควรพลาดครับ ระยะเวลา 1 วันเต็มๆกับที่นี่ น่าจะเพียงพอกับการท่องเที่ยวรอบเมือง

ประสบการณ์ที่ฮอกไกโด เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นครับ เต็มไปด้วยธรรมชาติที่น่าหลงไหล ภูเขา ทะเล กับอากาศเย็นๆในฤดูหนาว รายล้อมไปด้วยหิมะแบบนี้ อาหารก็สดและอร่อย เรียกว่าเป็นสวรรค์ของนักกิน(อย่างผม)เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบอาหารทะเล และราเม็งครับ

พบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ 😀

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Sapporo-Otaru #2

header-hokkaido-japan-trip-framekung

สวัสดีคร้าบ ~ … ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ตอนนี้เราอยู่กันที่ เมืองโอทารุ (Otaru) ครับ ระหว่างที่เรากำลังรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อที่จะเดินไปชมแสง สี เสียงในบริเวณคลองโอทารุ ซึ่งก็จะเริ่มราวๆ 4-5 โมงเย็นนั้น ผมก็ได้เดินเล่นสำรวจรอบๆในเมืองโอทารุล่ะครับ แผนที่การเดินทางในตัวเมือง สามารถไปหยิบมาได้จากสถานี Otaru ที่นี่มีตึก และอาคารเก่าๆสวยๆอยู่เยอะครับ และยิ่งในช่วงเทศกาลหิมะแบบนี้ ก็จะได้เห็นคนที่นี่ มาปั้นหิมะกันประดับอยู่หน้าบ้านตัวเองบ้าง ไปช่วยกันปั้นในพื้นที่สาธารณะบ้าง ดูขยันขันแข็งกันดีครับ

คนที่นี่เค้าก็ช่วยกันปั้นหิมะกันอย่างขยันขันแข็งเลยล่ะครับ
ตรงนี้เป็นลานกว้างๆครับ ก็เห็นมีคนช่วยกันแบกเรือ ? ย่อมๆนี้ ตักหิมะมาปั้นเป็นหลากรูปหลากทรง มีอุปกรณ์ปั้นหิมะกลมๆ หน้าตาละม้ายคล้ายกับที่ตักไอติมมาช่วยด้วย
otaru-travel
อันนี้มีคนปั้นแมวอยู่หน้าบ้านด้วยครับ กลางคืนเค้าก็จะจุดไฟในขวดที่เห็น ตอนกลางคืนก็จะเป็นแสง สวย ให้เห็นตลอดการเดินทางใน Otaru เลยล่ะครับ

จวนจะได้เวลา ผมเดินกลับมาบริเวณคลองเพื่อที่จะเก็บภาพสวยๆยามค่ำคืนที่คลองแห่งนี้ครับ ตรงนี้มีคุณลุงพกกล้องเทพๆ มาเตรียมถ่ายอยู่เรื่อยๆ และเช่นกันคนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆครับ แต่ก็เรียกว่าไม่แออัดจนเกินไป ใครที่อยากมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็พอจะได้ถ่ายอยู่ครับ หากแต่ยิ่งค่ำ ตรงบริเวณเลียบคลองคนจะเยอะหน่อยเท่านั้นเอง

บรรยากาศตรงนั้นเรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ ทำเอาเพลินกับบรรยากาศจริงๆ
บรรยากาศตรงนี้เรียกว่าดีสุดๆครับ แสงของไฟที่สะท้อนกับน้ำระยิบระยับกับเสียงเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนสดๆนี้ อิ่มเลยครับ กินบรรยากาศตรงนี้ซะเพลิน !

otaru-canal
และแล้วก็ได้รูปสวยๆเก็บมาฝากคุณผู้อ่านครับ ของจริงมัน “ว้าว” สวยมากกว่าที่กล้องผมจะถ่ายมาได้อีกเยอะเลย…

ค่ำแล้วครับ…มื้อค่ำนี้ไม่ได้ทำการบ้านเรื่องกินมาสักเท่าไร เลยกะว่าจะไปหาอะไรทานที่ Sapporo แทนครับ แต่ระหว่างทางเดินกลับไปสถานี Otaru ก็พบว่ามีห้างอยู่ห้างหนึ่ง ที่มีซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อม ขายอาหารด้วย อดใจไม่ไหวก็สามารถหาทานที่หน้าสถานีก่อนได้ครับ

กลับมาที่สถานี Sapporo

เดินทางกลับจาก Otaru มายัง Sapporo ครับ หวังจะหาอะไรทานเป็นมื้อเย็นบริเวณสถานี สำรวจสถานี Sapporo ก็พบว่ามีห้างเชื่อมอยู่ด้วยกัน 3 ห้างใหญ่ๆเลยล่ะครับ ผมก็อาศัยดูจากตู้ kiosk แนะนำผังของห้าง ก็พบว่าใน ห้าง ESTA ชั้น 10 มี ตรอกราเม็ง รวมราเม็งเด็ดจากทั่วเกาะฮอกไกโด (Sapporo Ramen Kyowakoku) อยู่ครับ !

esta-ramen-street-kyowakoku

ขึ้นลิฟต์ขึ้นมาก็จะมีป้ายแนะนำเชฟ แนะนำเมนูเด็ดของร้านแต่ละร้าน ให้ไปเลือกทานกันครับ มีแผนที่กำกับไว้ให้ด้วย แต่ว่ารู้สึกแผนที่ภาษาอังกฤษจะไม่ตรงก็แนะนำว่าให้เดินตรงไปหากันหน้าร้านได้เลยครับ

ramen-ajisai

เนื่องจากเมื่อวานผมมีโอกาสได้ทานมิโสะราเม็งไปแล้ว วันนี้จึงอยากลองเปลี่ยนเมนู มาทานอีกเมนูที่ผมแอบสงสัยตั้งแต่ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วครับ มันคือ Shio ramen หรือ ราเม็งเกลือ นี่ ผมเลือก ร้าน Ajisai ในใบโบชัวร์บอกว่าเป็นร้านที่มีสาขาใหญ่ๆอยู่ที่เมืองฮาโกดาเตะ (ซึ่งตอนที่ไปฮาโกะดาเตะก็พบว่ามีจริงๆ) และเมนูแนะนำของร้านนี้คือ ราเม็งเกลือ นี่ครับ !

รอประมาณ 15 นาที ก็ได้แล้วครับ และนี่คือหน้าตาของเจ้าชิโอะราเม็ง ราเม็งในซุปเกลือ

shio-ramen

ซุปเป็นซุปใสๆ ได้ลองชิมก็พบว่าค่อนข้างเค็ม และอาจจะดูเค็มมากๆสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยชอบทานเค็ม แต่จะมีกลิ่นหอม กลมกล่อมของน้ำซุปอยู่ครับ ดูไปดูมาอาจจะไม่ต่างกับน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา แต่ทว่าบ้านเรากลิ่นผักจะแอบฉุนหน่อยๆ ชามนี้ ¥780 ครับ

การได้ทานราเม็งอุ่นๆในหน้าหนาวนี้ มันช่างฟินเสียยิ่งกระไรครับ ประวัติศาสตร์ราเม็งก็ว่าไว้อย่างนั้นเช่นกัน อันนี้ไปอ่านมาจากแผ่นพับแนะนำร้าน ความนิยมของการทานราเม็งของคนในเกาะฮอกไกโดนั้น มากกว่าเกาะอื่นๆในญี่ปุ่นเสียอีก เหตุผลก็อย่างว่าครับ “มันหนาว!” และขนาดว่ามีการนิยาม ราเม็งของฮอกไกโด เลยว่า เอกลักษณ์ของราเม็งในฮอกไกโดนั้น คือการทำให้คุณอิ่ม (แน่นอน เพราะชามมันใหญ่มาก) และอบอุ่นไปทั้งร่างกาย (แน่นอน มันอุ่น !)

อิ่มแล้วก็เดินเล่นต่อครับ แถวนี้มีร้านขายของเยอะแยะเต็มไปหมดเลยครับ

มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
มี Pokemon Center ช็อปโปเกมอนด้วย อยู่ชั้นล่างจากตรงตรอกราเม็งเมื่อกี้ชั้นนึงครับ
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~
Rilakkuma store อยู่ชั้นใต้ดินเลย ~

วันที่ 3 ของการเดินทาง : ตัวเมือง Sapporo !

วันนี้ต้องเช็คเอาท์แล้วครับ ผมฝากกระเป๋าก่อนที่จะเดินไปลุยเที่ยวในตัวเมือง Sapporo อีกฝั่ง ด้วยทำเลที่ดีแสนดีของโรงแรมนี้ทำให้ผมแทบจะไม่ต้องพึ่งพารถไฟฟ้าสักเท่าไร

sapporo-travel
สถานที่แรกที่จะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไป เป็น Shopping mall ขนาดใหญ่ใจกลางซัปโปโร เป็นการนำโกดังเก่าของโรงงานผลิตเบียร์ Sapporo มาทำครับ มีชื่อว่า Sapporo Factory การเดินทางใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจากโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมือง ห้างเปิด 10 โมงครับ

sapporo-factory

เดินเข้าไปในโกดังก็มีร้านขายของฝาก ร้านกิฟต์ช็อปเล็กๆ ร้านอาหาร เดินไปอีกหน่อยก็จะเห็นถังหมัก และส่วนแสดงประวัติเล็กๆน้อยๆ ของโรงงานหมักเบียร์ของ Sapporo ครับ

ข้ามมาอีกอาคารหนึ่ง ถึงจะเป็นส่วน Shopping mall ใหญ่ๆ ในความคิดของผมครั้งแรก ก็หวังว่าจะเป็นแนวร้านขายของราคาถูก ร้านขายของที่ระลึกเยอะๆหน่อย แต่มันคนละแนวครับ จะเป็นแนวสินค้าแบรนด์มากกว่า

sapporo-factory2
คิดว่าคนไม่น่าจะคึกคักมาก แต่วันนี้เหมือนมีการแสดง Miku Miku Dance ครับ ซึ่งเป็นโชว์ของ Hatsune Miku คาเร็คเตอร์หญิงตัวหนึ่ง คิดง่ายๆว่ามันคือการ์ตูนตัวหนึ่งแล้วกัน ที่มาจากการสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมเคยได้ยินว่าเคยมีการแสดงของตัวการ์ตูนนี้ ออกมาเป็นคอนเสิร์ตแบบ Hologram ด้วยครับ กล่าวง่ายๆคือ นำตัวการ์ตูนตัวนี้ ผ่านเทคนิคที่ว่า สร้างภาพเสมือน เป็นตัวละครสามมิติไปเต้นอยู่ในเวทีคอนเสิร์ตจริงๆ คือที่ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้มา (ทั้งหมดนี้คือเพิ่งนึกออก ณ ตอนนั้น) เลยเพิ่งจะอินครับ (อารมณ์เหมือนไม่ติ่ง K-pop แล้วมาเที่ยวเกาหลี)

snow-miku-miku-dance-sapporo

ในงานก็เห็นมีการเปิดโอกาสให้มาวาดเจ้าตัวคาแร็คเตอร์ตัวนี้กันด้วย ฝั่งตรงข้ามของอาคารก็เห็นมีคนต่อแถวเข้าคิวรอรับแอพฟรี (ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นเกม) กันตั้งแต่เช้า

เนื่องจากสินค้าแบรนด์ใน Sapporo Factory ยังทำอะไรผมไม่ได้ ณ เวลานี้ จึงเดินทางต่อไป ไปยัง พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร ครับ !

พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

เดินออกมาจากที่ Sapporo Factory ตามเส้นทางใน Google Maps มาก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเช่นกัน ความตั้งใจที่จะใช้ตั๋ว Sapporo 1 day pass ที่ได้มาจากการซื้อ Otaru welcome pass เมื่อวันก่อน ก็ต้องพังสลายแต่เพียงเท่านี้ เพราะจากสถานีรถไฟที่ใกล้พิพิธภัณฑ์เบียร์ที่สุด (สถานี Higashi-kuyakusho-mae) ก็ยังต้องใช้เวลาเดินต่ออยู่ดีครับ เลยตัดสินใจเดินตรงมานี่เลย

sapporo-beer-museum
ถึงแล้วครับส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ เข้าไปก็มีพนักงานต้อนรับอย่างดี เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมแปลมั่วๆได้ว่า เชิญเคาน์เตอร์ตรงนู้นค่ะ … พนักงานก็แจกแผ่นพับภาษาอังกฤษให้ และบอกให้เราขึ้นลิฟต์โดยเริ่มต้นดูจากชั้น 3 ลงมาเรื่อยๆ ก็มีประวัติความเป็นมาของเบียร์ กว่าจะเป็นเบียร์ ฯลฯ ให้ดูเพลินๆดีครับ

sapporo-beer-museum-2
ลงมาชั้น 2 ผมก็บังเอิญเดินมาเจอกับกรุ๊ปทัวร์ไทยซึ่งเข้าใจว่ามาดูงานที่นี่ครับ เลยได้ยินฟังเค้าอธิบาย “เคล็ดลับการรินเบียร์ให้อร่อย” เนียนๆไปกับเขาด้วย ก่อนจะสาธิต เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าห้ามถ่ายวิดิโอ ผมจึงเข้าใจว่าเคล็ดลับอะไรเหล่านี้คงห้ามเผยแพร่ด้วย เอาเป็นว่าต้องหาโอกาสมาดูกันให้ได้นะครับ 😛

เดินลงมาเรื่อยๆจนถึงชั้น 1 ก็จะเป็นลานเบียร์และของที่ระลึกครับ ที่นี่มีเบียร์ของ Sapporo ให้ได้ลองดื่มกันหลากหลายรสชาติ มีตู้กดหยอดเหรียญแล้วเอาคูปองไปแลกครับ เบียร์แก้วละ ¥300 แต่ถ้าซื้อเป็นเซ็ต 3 แก้ว จะ ¥500 ครับ ในเซ็ตมีกับแกล้มให้เลือก กับแกล้มจะซื้อเพิ่มก็ ¥100 ครับ

แน่นอนว่าคนไม่ทานเบียร์อย่างผม บล็อกเกอร์อย่างผม ก็คงต้องสั่งเป็นเซ็ต 3 แก้ว เพื่อมาลองดื่มให้รู้รสชาติให้หมดครับ !

sapporo-beer-museum-3

เป็นเซ็ตแก้วพร้อม story ของแต่ละแก้วเขียนเอาไว้ให้อย่างดีครับ ได้ลองดื่มทั้ง 3 แก้ว โดยมีอาจารย์ช่วย ก็พบว่ารสชาติ ความขม ความเข้มอะไรนี่ต่างกัน รายละเอียดมากกว่านั้นก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ใช่คอเบียร์ครับ คอไม่แข็งด้วยเลยเมาหน้าแดงไป

มาอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งจากโพยบอกเอาไว้ว่า เป็นที่ที่สามารถมาลิ้มรสชาติของ เนื้อแกะย่าง หรือ เนื้อย่างเจงกีซข่าน ฟังจากชื่อมันก็ดูยิ่งใหญ่ อลังการเสียเหลือเกิน (ชื่อเค้าเรียกอย่างงี้จริงๆฮะ) แต่ก็ไม่ทำให้ผมสามารถคาดเดารสชาติอะไรได้เลยครับ ก็เป็นอีกเมนูที่เก็บความสงสัยเอาไว้ และต้องมากินให้ได้เมื่อถึง Sapporo ! ก่อนจะไปกินก็ให้เดินไปที่อาคาร Reception ก่อนครับ ไปบอกจำนวน และร้านที่จะไปทาน

เข้าไปบอกจำนวนคนและร้านที่จะทานในเคาน์เตอร์ Reception ได้เลยครับ
หน้าตาของอาคารจุด Reception ครับ (ซ้าย) เดินเข้าไปบอกจำนวนคน บอกร้านได้ที่นี่เลย แล้วเราจะได้คูปองเอาไว้ไปให้พนักงานที่ร้านแบบนี้ครับ (ขวา)

ร้านอาหารมีหลายร้านครับ เลือกร้านที่จะทาน ขอดูเมนูเค้าก่อนก็ได้ครับ ผมเลยให้เขาแนะนำร้านให้ เขาแนะนำร้านแรกสุด ได้บัตรคิวแล้วก็เดินมาอาคารตรงข้ามครับ ร้านอยู่ชั้น 2

jingisukan-beef

เข้ามาข้างในก็จะเป็นห้องกว้างๆ เลยครับ มีที่นั่งเยอะพอสมควรเลย ผมสั่งเป็นเซ็ตเนื้อแกะ+ผัก ( ¥1,868 ) และสั่งแต่เนื้อแกะมาเพิ่มอีกครับ (¥1,458) ราคาของบุฟเฟ่ต์เฉพาะเนื้อ ¥3,024 แต่ถ้ารวมเครื่องดิ่ม (รวมเบียร์บางรายการ) จะ ¥4,104 ครับ (ราคาผู้ใหญ่)

ได้มาแล้วครับ เป็นเซ็ตผักกับเนื้อ มีเกลือกับซอสปรุงรสชาติออกหวานมาพร้อม วิธีการปรุงก็มีเขียนเป็นภาษาอังกฤษอธิบายไว้ให้ครับ หลักๆคือการเอามันไปทาให้ทั่วกระทะ ใส่ผักลงไป โดยเนื้อแกะให้วางบนผักอีกทีครับ แล้วก็คนๆให้เข้ากันหลังจากที่เนื้อแกะเริ่มเปลี่ยนสี พอผักหมดก็ย่างลงไปเฉยๆครับ ฝีมือการปิ้งย่างคงไม่น่าจะเป็นอุปสรรคสำหรับคนไทยอยู่แล้ว 555

Jingisukan beef

ผมที่ไม่ค่อยมีปัญหาของกลิ่นคาวของเนื้อแกะก็สบายๆอยู่แล้วครับ อาจารย์ก็คอนเฟิร์มบอกกับผมว่าไม่ค่อยมีกลิ่นคาว เนื้อแกะค่อนข้างบาง ติดมันนิดๆ จึงนุ่ม อร่อย จิ้มกับน้ำจิ้มหวานๆแล้ว แซ่บครับ !! ยังนึกอยากกินเป็นแบบบุฟเฟ่ต์เสียด้วยซ้ำไปครับ (ก็เล่นจัดบุฟเฟต์โรงแรมมาตอนเช้า) … และก็ได้ลองสั่งเบียร์ช็อคโกแลต (¥475) ที่สีสันดูแปลกตานี่มาทานด้วย ฟินๆกันไปครับผม (หน้าตอนนั้นผมแดงจนเหมือนแพ้อะไรซักอย่าง)

กินเสร็จก็ราวๆบ่ายโมงครับ ผมมีนัดกับรถไฟไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ไว้ตอนบ่าย 2.45 ครับ เนื่องจากว่ารถไฟที่ไปฮาโกะดาเตะนี้ มีรอบน้อยมาก การตกรถไฟนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับการตกเครื่องบินสักเท่าไร จึงต้องรักษาเวลา รีบไปเอากระเป๋าและรีบไปจับจองหาที่นั่งกันแต่เนิ่นๆครับ

มุ่งหน้าสู่ Hakodate

ผมกลับมาที่สถานี Sapporo เตรียมซื้อตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ครับ ตั๋วไปเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) สามารถซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ใน Ticket counter ที่เดียวกันกับที่ซื้อตั๋วไปเมือง Otaru โดยราคาตั๋วเที่ยวเดียว แบบ Non-reserved seat อยู่ที่ ¥8,310 ครับ

อย่างที่บอก พอซื้อเป็นแบบตั๋วไม่ระบุที่นั่งนี้ เราก็ต้องรีบไปหาจับจองที่นั่งกันเนิ่นๆครับ ซึ่งผมมารอล่วงหน้าราวๆ 30 นาทีก็เห็นแถวมายืนรอบ้างแล้ว ถามว่า ตู้รถไฟที่ไป Hakodate แบบ Non-reserved seat คือตู้ไหน สรุปไว้ให้ดังนี้ครับ…

รถไฟที่ไป Hakodate จาก Sapporo มี 2 ประเภทครับ คือ Super Hokuto และ Hokuto (2 ขบวนนี้ต่างกันที่เวลาครับ ก็ต้องเช็คว่ารอบที่จะไปคือรอบไหน และขบวนอะไร) ถ้าเป็น Super Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 6,7 ส่วน Hokuto จะอยู่ที่ตู้ 4,5 (ท้ายขบวน) ก็ให้มาจับจองตำแหน่งยืนรอกันให้ถูกครับ โดยที่ชานชาลา ก็จะมีป้ายบอกตู้ห้อยอยู่ ให้สังเกตป้ายว่าตู้ที่เท่าไร หรืออาจจะแอบสังเกตจากช่องที่มีคนไปยืนรออยู่ก็ได้ (เอาตรงๆ ครั้งที่แล้วป้ายแอบดูแล้วยังงงๆอยู่ครับ)

รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ถ้าเห็นตัวคันจิ ก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู ก็จะเห็นว่าคนตรงนี้จะเยอะเป็นพิเศษครับ
รอบที่จะไปของผมนั้น เป็นขบวนแบบ Hokuto ครับ ผมก็เดินมาตรงป้ายที่เขียนไว้ว่า Hokuto แล้วก็เลข 5 ตามที่ผมบอกไปว่าเป็นตู้แบบ Non-reserved และหากใครที่พอจะอ่านหรือสังเกตตัวอักษรคันจิได้ ในกรอบก็จะเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็น Non-reserved seat ครับ ผมจึงทำจุดสังเกตไว้ให้ดู 2 จุดใหญ่ๆนะครับ

โชคดีที่มาก่อนเวลาล่วงหน้ามากๆ จึงมีที่ให้เรานั่งไปอย่างสบายๆครับ ถ้าไม่นั่งจะยืนไปถึง Hakodate ก็เกรงว่าจะไม่ไหวครับ เพราะใช้เวลาเดินทางร่วม 3 ชม. กันเลยทีเดียว

ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
ถ้าจำไม่ผิด ขวามือของขบวนจะเป็นวิวทะเลครับ สวยงามมากๆ
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)
เวลาดีๆ กับมุมดีๆ ระหว่างรถไฟวิ่งผ่านครับ มุมนี้ได้มาในจังหวะดีมากเลยครับ (ถ่ายด้วย iPhone 6 :P)

hakodate-station
ฮาโกะดาเตะ (Hakodate)

และแล้วเราก็มาถึงครับ ฮาโกะดาเตะ (Hakodate) เวลาตอนนั้น 18.20 น. โดยประมาณ ฟ้าก็มืดแล้วล่ะครับ ได้เวลาสำหรับมื้อเย็นของพวกเราแล้ว ซึ่งผมก็พยายามทำการบ้านเรื่องที่กินกะว่าหลังจากที่เราเช็คอินแล้วจะได้ทานอะไรอร่อยๆกันหลังจากการเดินทางอันแสนยาวนานนี้ครับ นั่งบนรถไฟนี่ก็สารภาพว่าแอบหิว ไม่ได้ติดอะไรมากินเลย

ออกจากสถานีฮาโกะดาเตะ ก็ตรงไปยังที่โรงแรมเลยครับ โรงแรมที่จองในฮาโกะดาเตะนี้มีชื่อว่า “Smile Hotel” ครับ โรงแรมนี้เท่าที่อ่านจากในรีวิวก็พบว่าใกล้กับสถานี Hakodate มากๆ และยังใกล้กับจุดขึ้นรถรางเที่ยวเมืองด้วยครับ

โรงแรม Smile Hotel Hakodate ห้องแบบ Twin room ตกคืนละ ¥5,800 ครับ
โรงแรม Smile Hotel Hakodate อยู่หน้าสถานีเลย ในรูปเป็นห้องแบบ Twin room มีเตียงแยกสองเตียง ตกคืนละ ¥5,800 ครับ (ไม่รวมอาหารเช้า)

มาเช็คอินและเอาข้าวของมาเก็บ ก็เดินออกจากโรงแรมมาทางซ้ายมือ ตรงมาเรื่อยๆ เจอสี่แยกจุดที่ขึ้นรถราง ชิดขวา และเดินตรงมาเรื่อยๆก็จะเห็นซอยหน้าตาแบบนี้ครับ ตรงนี้เรียกว่า Daimon Yokocho

daimon-yokocho-hakodate-night-food
ในนี้มีร้านค้าแบบเข้าไปนั่งกินกันได้ 6-10 โต๊ะครับ มีร้านค้าอยู่ประมาณ 25 ร้านค้า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร้านอาหารที่ดื่มกับเหล้าหรือเบียร์ เปิดเย็นถึงดึกล่ะครับ เย็นๆไม่รู้จะหาอะไรทาน หากพักแถวนี้ ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกครับ ผมก็สุ่มเดินเลือกหาร้านที่จะทานเมนูใหม่ๆที่ไม่ได้ทานในมื้อก่อนๆ ก็มาเจอร้านหนึ่งโดยบังเอิญ ร้านนี้เค้ามาเรียกลูกค้า และดูจะจริงจังกับการถามเล่นๆของผมว่า มีซาชิมิหรือเปล่า? ผมจึงแวะร้านนี้ครับ

เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ
เข้ามาก็สั่งเป็น Tempura set , Sashimi set + เบียร์ Sapporo Classic 1 ขวด หมดไป ¥2,600 ครับ รสชาติ Sashimi ไม่ค่อยอร่อยถูกใจเท่าไร ส่วน Tempura นี่พอได้ครับ

ทันทีจะคว้ากล้องพวกเราก็ถูกห้ามไม่ให้ถ่ายเลยครับ เขาให้ถ่ายเฉพาะอาหารเท่านั้น เอาน่ะ ก่อนออกจากร้านขอถ่ายหน้าร้านไว้หน่อยแล้วกัน ว่าให้เอาตัวเลือกร้านนี้ไว้ท้ายๆ เพราะแอบผิดหวังในรสชาติซาชิมิ ปลาดิบที่คาดหวังว่ามันจะต้องอร่อยวันนี้หน่อย

IMG_1835

แถวนี้แอบเงียบๆ ยามค่ำคืนครับ ห้างสรรพสินค้าเข้าใจว่าก็มีเช่นกัน แต่เปิดตอนเช้า ตกดึกแล้วหากไม่มาย่านนี้ หรือพึ่งร้านสะดวกซื้อที่มีให้เห็นอยู่บ้างก็จะหาอะไรทานยากหน่อยครับ และตอนหน้าเราจะไปปิดท้ายการท่องเที่ยวในเกาะฮอกไกโดที่เมืองนี้กันครับ เมืองนี้จะมีอะไรเด็ดขนาดที่ให้เราต้องหอบกันมาจากซัปโปโรถึง 3 ชั่วโมง ตอนหน้ามีคำตอบครับ !

hokkaido-milk-and-snacks

ปิดท้ายด้วยขนมกินเล่น ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อครับ ของขึ้นชื่อของเกาะฮอกไกโด ก็คงหนีไม่พ้น นมฮอกไกโด, มันฝรั่ง, พุดดิ้งที่ทำจากนมที่นี่ สินค้าอะไรหลายๆอย่าง เท่าที่สังเกต จะเขียนกำกับไว้หมดเลยว่าเป็นสินค้าจากฮอกไกโดเท่านั้น !!
แหม พอได้เห็นอะไรอย่างงี้แล้ว ผมก็อยากซื้อ อยากลองเป็นเรื่องธรรมดาล่ะสิครับ 😛

พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ ^_^

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

[Hokkaido] แบ็คแพ็คตะลุยฮอกไกโด : Sapporo-Otaru #1

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกับ “เฟรมคุง” อีกเช่นเคยครับ วันนี้พร้อมพาทุกท่านไปแบ็คแพ็คเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยกันกับผมแล้วครับ ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ของการเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น และครั้งนี้ก็เป็นคิวของ เกาะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น สวรรค์ของคนรักอาหารทะเล ผมกำลังหมายถึง “ฮอกไกโด” ครับ “ฮอกไกโด” เป็นชื่อเกาะ และแทนชื่อกลุ่มจังหวัดทั้งหมดในเกาะฮอกไกโดครับ ความนิยมการเดินทางท่องเที่ยวในฮอกไกโดของคนไทยนี่ถือว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว สังเกตจากแผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยต่างๆ

header-hokkaido-japan-trip-framekung
และหากพูดถึงอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ หรือ อาหารทะเลที่นำมาจำหน่ายในร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา คำโฆษณาที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ก็จะพูดถึงเกาะฮอกไกโดนี้ล่ะครับ ก็ทำผมเก็บความสงสัยมาตลอดว่า ปูฮอกไกโดก็ดี หรือปลาดิบก็ดี เมื่อมาทานที่ฮอกไกโดแล้วมันจะเจ๋งแค่ไหนกันเชียว! ครั้งนี้ได้เดินทางมาคลายความสงสัยแล้วครับ นอกจากเรื่องอาหาร ก็ยังมีประสบกาณ์พิเศษที่จะได้สัมผัสของการมาเยือนเกาะนี้ในหน้าหนาว นั่นก็คือ เทศกาลน้ำแข็งที่เมืองซัปโปโร ผมจึงตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวอีกครั้งครับ

แผนการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดด้วยตัวเอง

ระยะเวลา : 8 วัน (วันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2558)
สถานที่เที่ยว :
1. Osaka : ผมนั่งเครื่องบินจากเกาหลี มาต่อเครื่องที่สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) บินในประเทศต่อไปลงที่สนามบินชิโตเซะ (New Chitose Airport :CTS) ฮอกไกโด
2. Sapporo : บินจากโอซาก้าสู่ใจกลางของเกาะฮอกไกโด – ซัปโปโร เมืองนี้เราจะไปชมเทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 66 และเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในตัวเมืองกันครับ
3. Otaru : ห่างจาก Sapporo ไปประมาณ 40 นาทีด้วยรถไฟ ที่นี่เป็นที่ตั้งของคลองโอทารุที่สวยงาม ร้านขายเครื่องแก้ว และกล่องดนตรีสุดคลาสสิก
4. Hakodate : ฮาโกะดาเตะ เป็นอีกหนึ่งเมืองในเกาะฮอกไกโด ที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวทิวทัศน์สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยล่ะครับ มีตลาดเช้าที่ให้ทุกท่านได้เลือกทานอาหารทะเลสดๆกันด้วย เราจะเดินทางไปที่นี่ด้วยรถไฟครับ ตลอดสองข้างทางของรถไฟ เราก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่สวยงาม และฝั่งติดทะเล ให้บรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนไม่มีวันลืมกันเลยทีเดียว !

วอร์มอัพเรื่องสถานที่ที่จะไปกันแล้ว เราเริ่มต้นเดินทางกันดีกว่าครับ

มุ่งหน้าสู่ Hokkaido

ในเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลากหลายเมืองสำคัญ มีสนามบินหลายแห่งด้วยกันครับ เมืองหลักซึ่งเป็นตัวแทนของเกาะฮอกไกโด นั่นก็คือ เมือง ซัปโปโร (Sapporo) มีสนามบินใหญ่ที่สามารถบินตรงจากไทยมาลงได้ คือ สนามบินชิโตเสะ (New Chitose Airport : CTS)

chitose-airport
อาคารของสนามบิน แบ่งเป็น 2 อาคารใหญ่ๆ คือ อาคารที่ 1 : ผู้โดยสารในประประเทศ (Domestic) และ อาคารที่ 2 : ผู้โดยสารระหว่างประเทศ (International)  มีทางเชื่อมต่อระหว่างสองอาคารนี้เป็นลานใหญ่ๆ โดยร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก, ร้านอาหาร จะอยู่ในฝั่งอาคารที่ 2

new-chitose-airport
ทราบมาว่าที่ชั้น 3 ของอาคาร 2 เป็นที่ตั้งของ ROYCE’ Chocolate World ครับ มีการย่อโรงงานช็อคโกแลตย่อมๆ ของ Royce มาให้ชมกันด้วย มีส่วนจะแสดงความเป็นมาของช็อคโกแลต รวบรวมบรรจุภัณฑ์ (ซอง/กระปุก) สำหรับช็อคโกแลตของหลากหลายผลิตภัณฑ์ช็อคโกแลตจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีช็อปให้เลือกซื้อช็อคโกแลตของ ROYCE’ ชนิดที่ว่า ทุกแบบ ทุกรสชาติจริงๆครับ

royce-chocolate-world-chitose
ROYCE’ เป็นช็อคโกแลตที่เริ่มผลิตครั้งแรกใน Sapporo เมื่อปี 1983 ครับ ช็อคโกแลตของ ROYCE’ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีขายอยู่ที่สนามบินหลายแห่งในญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าที่สนามบินชิโตเสะนี้ จะมีช็อคโกแลตจาก ROYCE’ ให้เลือกเยอะกว่า หลากหลายกว่าล่ะครับ (สนามบินอื่นบางทีก็ต้องเข้าไปซื้อใน duty free ถึงจะมีครับ)

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมก็มีหลายแบบครับ หนึ่งในนั้นคือ NAMA Chocloate เป็นช็อคโกแลตกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส มีหลากหลายรสชาติ ที่ผสมแอลกอฮอล์ และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ช็อคโกแลตมีความนุ่มมาก อันนี้เหมาะเป็นของฝากมากๆครับ แต่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีอายุอยู่แค่เพียง 1 เดือนบนเชล์ฟ และต้องเก็บภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาครับ ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่สภาพอากาศบ้านเรา แต่ก็ได้ยินมาอีกทีว่าเพื่อนคนไทย หิ้วเจ้าช็อคโกแลตนี้กลับไทย แพ็คใส่น้ำแข็งแห้ง รอดมาแล้วก็มีครับ งานนี้ต้องเสี่ยงๆกันดู (ราคากล่องเล็ก (9 ชิ้น) อยู่ที่ ¥454 กล่องใหญ่ (20 ชิ้น) อยู่ที่ ¥700)

(ซ้าย) เป็น NAMA Chocolate ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในบรรดาตระกูลช็อคโกแลตของ ROYCE’ ที่บนสนามบินชิโตเสะ มีให้เลือกทานกันทุกรสชาติครับ (ขวา) เป็น ช็อคโกแลตบาร์ ที่มีให้เลือกหลายรสชาติเช่นกัน และสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 เดือน ภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ช็อคโกแลตบาร์จึงแอบเหมาะเป็นของฝากเมื่อกลับไปบ้านเราครับ อันนี้กล่องละ ¥378

เดินเข้ามาเรื่อยๆจะพบกับ Doraemon Park ครับ ใครที่ชื่นชอบการ์ตูนตลอดกาลอย่างโดราเอมอนก็ไม่ควรพลาดในส่วนตรงนี้ ซึ่งมีตั้งแต่ส่วนที่เป็นร้านอาหาร (Cafe) ขายขนม เครื่องดื่ม, Workshop ที่มีกิจกรรม (แต่น่าจะสำหรับเด็กๆ ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปถ่ายรูปกับคาแรคเตอร์นี้ มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ¥600 ครับ ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผมจึงขอบายตรงนี้ไป

doraemon-chitose-museum
ผมเดินทางมาถึงที่นี่ก็เกือบเย็นแล้วครับ ได้เวลามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองซัปโปโรกันเถอะ !

เดินทางจากสนามบินชิโตเสะไปซัปโปโร

เดินลงมาชั้นใต้ดิน B1F ก็จะเห็นสถานีรถไฟฟ้า New Chitose Airport ครับ เราจะนั่งไปลงที่สถานี Sapporo ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที, ¥1,070 โดยสามารถซื้อตั๋วจากทางเข้าสถานี และเลือกหาขบวนแบบ Non-reserved seat (ตั๋วนั่งแบบไม่จอง) ไปนั่งได้เลยครับ หรือจะจองตั๋วเพื่อให้ได้ที่นั่งแน่นอน (Reserved seat) ก็มีค่าจองที่นั่งเพิ่มอีก ¥310 


ตอนนั่งเอาจริงๆ ก็ลืมสังเกตครับว่ารถไฟเข้าซัปโปโรนี้ จะมีแยกเป็น Non-reserved seat กับ Reserved seat ด้วย แต่โชคดีที่วิ่งเข้าไปทันตรงที่ Non-reserved seat พอดีครับ จากภาพก็จะเห็นว่า ผมมานั่งรถไฟขบวนที่ 3 วิธีการหาว่าขบวนไหนเป็นแบบ Non-reserved seat ก็ไม่ยากครับ วิ่งไล่หาเลย จะมีเขียนไว้ที่ข้างขบวน ระหว่างทาง นั่งมองออกมาหน้าต่างนี่ไม่ค่อยเห็นอะไรครับ ที่นี่ค่อนข้างมืดเร็วมาก พระอาทิตย์ตกประมาณ 4 โมงครึ่ง

ถึงสถานีแล้วก็ขอนำสัมภาระไปเก็บไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วกันครับ ดูจากแผนที่แล้วก็พบว่าสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ผังเมืองของซัปโปโรนั้นดีมากๆ คือเป็นเหลี่ยมๆ บล็อกๆ ดังที่เห็นในแผนที่

เดินออกจากสถานี Sapporo (JR) ลงมาชั้นล่าง ตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นส่วนที่เป็นสถานีรถไฟใต้ดิน (ซึ่งวิ่งภายในซัปโปโร) ข้างล่างมีทางใต้ดินเชื่อมครับ เดินไปเรื่อยๆจนใกล้พิกัดที่หามาใน Google Maps จึงตัดสินใจออกจากสถานี มาเดินหาต่อในถนนข้างนอก จนเจอกับโรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae ที่จองผ่าน Booking.com ไว้ครับ ราคา 2 คืน อยู่ที่ ¥48,800 ซึ่งก็ถือว่าราคาใช้ได้เลยทีเดียว ค่อนข้างสะดวกเนื่องจากอยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดเลย ราคานี้รวมอาหารเช้า (บุฟเฟ่ต์) แล้วครับ

โรงแรม ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย
โรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae : ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย

เก็บสัมภาระเสร็จ ผมมีนัดกับเพื่อนญี่ปุ่น เธอชื่อ “Ayako” ครับ เป็นรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกัน ปิดเทอมก็กลับบ้านมาซัปโปโร แน่นอนว่าผมก็อยากให้เขาช่วยแนะนำบ้านเกิดของเขากันสักหน่อย เขามาหาผมและอาจารย์ถึงที่โรงแรม และพาเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวจุดสำคัญๆต่างๆใน ซัปโปโรครับ

Sapporo clock tower : หอนาฬิกาซัปโปโร

หอนาฬิกาซัปโปโร : สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรนอกจากการถ่ายรูป
หอนาฬิกาซัปโปโร : อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่พักครับ เป็นทางผ่านก่อนจะไปสวนสาธารณะโอโดริ สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร

สวนสาธารณะโอโดริ และ เทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร

เดินมาต่อเรื่อยๆ จากหอนาฬิกา ก็จะเห็น สวนสาธารณะโอโดริ (Odori park) ซึ่งเป็นส่วนที่จัด เทศกาลน้ำแข็งของซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปี 2558 นี้ จัดวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ ครับ บริเวณสวนสาธารณะตรงนี้มีความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร ยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ถ้าดูในแผนที่ก็จะเห็นว่าสวนสาธารณะแบ่งออกเป็นบล็อคสี่เหลื่ยมอย่างชัดเจน จากบล็อคที่ 1 (ทิศตะวันออก) ไปถึงบล็อคที่ 13 (ทิศตะวันตก) โดยผมเริ่มเดินจากบล็อคที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์

sapporo-snow-festival
เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็จะเห็นส่วนที่จัดแสดงน้ำแข็งหลากหลายมากเลยครับ มีทั้งใช้หิมะ ใช้น้ำแข็ง ใส่แสงสีให้ดูกันเพลินๆ ข้างในยังมีของกิน ของทอด มาตั้งเต๊นท์เป็นซุ้มให้กินด้วย แต่คนเยอะจริงๆครับในวันแรก ขอบายกับเรื่องกินๆไปก่อนแล้วกันนะ…

snow-sculptures-sapporo
และแล้วก็เดินมาถึงส่วนที่เป็นไฮไลท์ของงานในปีนี้ กับซุ้มน้ำแข็งยักษ์ที่ปีนี้ให้เป็นปีของ Star Wars ครับ จากข่าวเห็นว่า ใช้น้ำแข็งไปกว่า 3,500 ตัน ในการขึ้นรูปของตัวละครจากภาพยนตร์ Star Wars ที่มีความสูง 15 เมตร กว้าง 23 เมตร ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างฮะ !

starwars-snow-festival-2015
ขึ้นชื่อว่าเป็นเทศกาลน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นขนาดนี้ ก็คงต้องได้รับความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนล่ะครับ น้ำแข็งที่เห็นในงานนอกจากจะมีหน่วยงานใหญ่ๆ ที่สนับสนุนแล้ว ก็ยังมีส่วนรุ่นประชาชนที่ทำน้ำแข็งมาจัดแสดง รวมไปถึงการจัดการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งในระดับนานาชาติกันด้วย งานนี้พี่ไทยของเราก็ส่งตัวแทนเข้ามาแข่งขันในงานด้วยครับ และจากข่าวเราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศมาครองครับ

เดินเพลินจนสุดท้ายเราก็มาจบที่บล็อคสุดท้าย บล็อคที่ 13 ! นั่นก็หมายความว่าเราเดินกันมา 1.5 กิโลเมตร แล้วครับ เดินมาก็จะเห็นส่วนจัดแสดงน้ำแข็งของประชาชนที่จัดแสดง และเห็นตึกสวยงามนี้ เป็น หอจดหมายเหตุซัปโปโร (Sapporo City Archive Museum) อดีตศาลอุธรณ์ของซัปโปโร

sapporo-city-archice-museum
เรียกว่าเดินกันมาไกลกันพอสมควรครับ และนี่ก็ได้เวลาของมื้อค่ำแล้ว พวกเราเดินย้อนกลับมา ไม่ใกล้ไม่ไกลก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน สถานี Nishi 11(juit) chome (Tozai line) ครับ นั่งรถที่นี่และไปเปลี่ยนสายที่สถานี Odori (Nanboku line) เพื่อที่จะไปยังสถานี Susukino (Nanboku line) (¥200) ซึ่งเป็นที่ตั้งของตรอกราเม็ง

Susukino แสงสีแห่ง Sapporo ยามค่ำคืน

susukino-station
(ซ้าย) สถานี Susukino (ขวา) เดินออกมาจากสถานีประตู 3 ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ท่านก็จะเห็นป้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของ ตรอกราเม็ง หรือ Ramen Yokocho แล้วครับ

ออกจากสถานี Susukino มาทางประตู 3 ก็จะเห็นตึกและป้ายโฆษณาเบียร์ Asahi ขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของสีสันยามค่ำคืนที่นี่ นอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นอีกโซนที่จัดแสดงน้ำแข็งในช่วงเทศกาลน้ำแข็งที่นี่ครับ รวมไปถึงเป็นสถานที่ตั้งของตรอกราเม็ง ที่เราจะได้มาทานราเม็งอร่อยๆ อุ่นๆ ในคืนที่หนาวเย็นวันนี้ด้วย

ตัดสินใจรอทานร้านแรกสุดครับ เห็นเพื่อนเคยทานร้านนี้แล้วก็บอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ
เพื่อนของผม Ayako พามาทานร้านแรกสุดของซอยเลยครับ เห็นว่าเคยทานแล้วบอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ

ใน ตรอกราเม็ง (Ramen Yokocho) นี้ มีร้านค้าประมาณ 20 กว่าร้านครับ มีเมนูรูปภาพให้ตัดสินใจจากหน้าร้านอยู่มากมาย เพื่อนผมเล่าให้ฟังครับว่า ราเม็งที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโรนั้น คือ “มิโสะราเม็ง (Miso ramen)” ครับ ซึ่งเป็นราเม็งในซุปมิโสะ ส่วนเมืองอื่นๆก็จะมีราเม็งที่อร่อยเป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป เช่น ในเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ของขึ้นชื่อก็จะเป็น ชิโอะราเม็ (Shio ramen) ราเม็งในซุปเกลือ และ โชยุราเม็ง (Shoyu ramen) ราเม็งในซอสโชยุ ที่มีชื่อเสียงในเมืองอาซาฮิคาว่า (Asahikawa) ครับ แต่ไม่ว่าจะประเภทไหนก็สามารถหารับประทานได้ในตรอกราเม็งแห่งนี้

Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ จานนี้ 860
Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ ชามนี้ ¥860

รสชาติของซุปมิโสะกับเส้นเหนียมนุ่มนี้เรียกว่าสมกับที่รอคอยครับ น้ำซุปรสชาติผมว่าเข้มข้นหน่อยๆ หมูที่สั่งเพิ่มพิเศษก็ทำอิ่มแบบสบายๆท้องกันเลยทีเดียว ดื่มคู่กับเบียร์ Sapporo Classic ซึ่ง มีความพิเศษที่ว่า เป็นเบียร์ที่ผลิตขายในเฉพาะฮอกไกโดเท่านั้นครับ รสชาติอาจจะบอกไม่ถูกเพราะไม่ใช่คอเบียร์ แต่ว่าก็เข้ากันกับราเม็งถ้วยใหญ่ๆนี้อย่างดีเลยครับ เบียร์ขวดละ ¥450

sapporo classic

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินมาชมเทศกาลน้ำแข็งกันต่อครับ ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ดูแปลกตา เพราะเป็นงานเกะสลักน้ำแข็ง ไอเดียเก๋ๆ ตลอดแนวถนนครับ ก็มาถ่ายรูปกันได้

susukino-snow-festival
จบไปอีกวันครับ คืนนี้ก็ปิดท้ายที่โรงแรม พักผ่อนก่อนจะเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมือง Otaru ต่อไปในวันพรุ่งนี้ครับ

วันที่ 2 ของการเดินทาง

ตอนจองโรงแรมนี้ ผมเลือกอาหารเช้าด้วยเพราะเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองอาหารทะเล ก็หวังว่าจะมีเมนูอาหารทะเลให้ได้ทานในมื้อเช้าบ้าง ใช้ได้เลยทีเดียวครับ เมนูค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ทานอิ่มมากไม่ได้ เพราะเตรียมท้องไปรอของอร่อยๆที่เมืองอื่นๆอยู่ครับ !!

buffet
เดินออกจากโรงแรม ตรงมาเรื่อยๆทางทิศตะวันตกของโรงแรม ก็จะเป็นที่ตั้งของ อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า ครับ ตัวอาคารสร้างจากอิฐสีแดง จึงมีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Akarenga ซึ่งแปลว่า “กำแพงอิฐสีแดง” ครับ

ที่ว่าการเก่าฮอกไกโด : Former Hokkaido Government Office - ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ
อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า (Former Hokkaido Government Office) : ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ

เดินทางจาก Sapporo สู่ Otaru

sapporo-to-otaru
ผมวางแผนใช้ Otaru Welcome Pass ตามคำแนะนำของพี่ๆใน Pantip ครับ

Otaru Welcome Pass เป็นตั๋วที่สามารถเดินทางจาก Sapporo ไปยัง Otaru ได้ไม่จำกัดภายใน 1 วันครับ ราคาอยู่ที่ ¥1,530 (การเดินทางปกติ ¥620 ต่อเที่ยว ไปกลับก็จะเป็น ¥1,240 ) แต่สิทธิพิเศษจากการซื้อตั๋วนี้ เราจะได้บัตรเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเมือง Sapporo ไม่จำกัด 1 วันมาอีกใบ ซึ่งสามารถนำมาแยกใช้ในวันหลังได้ (ค่ารถไฟใต้ดินใน Sapporo ต่อเที่ยวก็ราวๆ ~¥200 ) เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่า ก็แนะนำให้วางแผนการเดินทางให้ดีครับ โดยเจ้าตั๋ว Otaru Welcome Pass สามารถซื้อได้ที่ Ticket Counter ในสถานี Sapporo ครับ

otaru-welcome-pass
จากนั้นก็เดินทางไปขึ้นรถไฟครับ โดยผมได้เช็คขบวนรถไฟที่จะไป Otaru จากการค้นหาในเว็บไซต์ค้นหาเส้นทางรถไฟของญี่ปุ่น อย่าง Hyperdia.com ก็พบว่า ณ เวลาขณะนั้น มีรถไฟมาจอดรอเราแล้วที่ชานชาลา (Track 1) ครับ

sapporo-station-track-1-4
รถไฟมาก่อนเวลานิดๆเพื่อให้ได้ไปจับจองที่นั่ง ขบวนที่ผมนั่งไป รู้สึกว่าจะไม่ใช่รถไฟแบบพิเศษ ที่มีแยกเป็น Reserved seat หรือ Non-reserved seat ดังนั้น จะนั่งตรงไหนก็เหมือนกันครับ อ้อ ! หากนั่งขวามือของขบวน จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลระหว่างทางไป Otaru ด้วยล่ะครับ นั่งซ้ายมือ (แบบผม) จะเห็นแค่ภูเขา

เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ

ถึงแล้ว Otaru !

Otaru เลือกลงได้สองเส้นทางครับ จะลงที่ สถานี Otaru เลยก็ได้ หรือจะเลือกลงที่ สถานี Mimami-otaru ก็ได้ครับ หากคิดจะใช้เวลาทั้งวันกับที่ Otaru นี้ ผมแนะนำให้ลงจากสถานี Minami-otaru ก่อนครับ เพราะอะไรนั้น… เราไปติดตามต่อกันดีกว่า~

minami-otaru-station
สถานี Minami-otaru : บันไดที่เชื่อมเข้าไปในอาคารนี่มันดูเก่าแต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่สวยจริงๆครับ แล้วดูปริมาณของกองหิมะกองนี้ หนาได้ใจเลยใช่มั้ยครับ

ออกมาจากสถานีแบบงงๆ มาโผล่หลังสถานีครับ เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางใน Google Maps ผมทำเส้นทางคร่าวๆ (คร่าวจริงๆ) ในเมือง Otaru เอามาให้ดูเป็นไกด์ครับว่า จะเดินจากตรงสถานีไปจุดท่องเที่ยวสำคัญๆได้อย่างไรบ้าง

เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะครับ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ
เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ

Marchen-crossroads – Otaru music box museum

ตรงนี้เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่นี่ก็ว่าได้ล่ะครับ เป็นสี่แยก มีชื่อว่า Marchen crossroads ที่เราจะเดินเข้าไปชมร้านค้า ร้านขนมต่างๆ ซึ่งเรียงรายมากมายนับไม่ถ้วน จากหนังสือท่องเที่ยว เท่าที่ผมทำการบ้านมาก็พบว่า หากใช้เวลาไปกับแต่ละร้านก็อาจจะเสียเวลาเข้าได้ แต่เอาจริงๆแล้ว มีของอะไรน่ารักๆรอทุกท่านอยู่มากมาย อยากให้ใช้เวลา (อันพอประมาณ) เข้าไปชมกันครับ และที่ไม่ควรพลาดเลย คือ อาคารนี้ อาคารที่มีหอนาฬิกาพ่นไอน้ำนี่ครับ

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru orgel musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย
พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru music box musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย

จุดนี้ผมแอบไม่ได้คาดหวังตอนทำการบ้านท่องเที่ยวมาสักเท่าไร คิดว่าเป็นสถานที่ที่ละลายเงินเยนแห่งหนึ่งครับ ซึ่งมันก็จริง แต่พอได้เข้าไปดู มีเครื่องแก้ว มีกล่องดนตรี ซึ่งเอาตรงๆ ผมก็ไม่ได้เห็นของพรรค์นี้มานานมากแล้วครับ จนได้หยิบสักชิ้นสองชิ้น มาลองหมุนแกร๊กๆดู ได้ยินเสียงดนตรีที่พอคุ้นหูๆ อย่าง Canon in D หรือเพลงบรรเลงสารพัดเพลง ที่มีเขียนกำกับไว้ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ไม่นานก็จะทำให้คุณหลงรักความคลาสสิกของสิ่งเหล่านี้และซื้อติดไม้ติดมือไปครับ ราคาสินค้าในนี้ เริ่มต้นที่ ~¥1,000

มาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~
เข้ามาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~

เดินออกมาตามแนวถนนยาวไปเรื่อยๆนี้ ซ้ายขวา เต็มไปด้วยร้านเครื่องแก้ว ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนมเค้ก ร้านช็อคโกแลตอร่อยๆ มีให้ชิมฟรีและเข้าไปเลือกซื้ออยู่เต็มไปหมดเลยครับ ความเพลิดเพลินของการได้เดินชมตรงนี้ มันคือเหตุผลที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านมาลงที่ Minami-otaru ก่อนที่จะเดินไปฝั่งสถานี Otaru นั่นเอง

otaru-marchen-crossroads
otaru-2
marchen-crossroads

เดินไปจนสุดทาง เลี้ยวขวาก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของเมืองเมืองนี้ นั่นก็คือ “คลองโอทารุ (Otaru canal/Otaru Unga)” ครับ

การเดินทางแสนไกล ได้มาเห็นคลองที่นี่ครั้งแรก เป็นอะไรที่ “ว้าววว” สำหรับผมมากครับ ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวยงามขนาดนี้ รูปภาพที่อยู่ในเน็ตมันช่างต่างกันเสียเหลือเกิน และแน่นอน สิ่งที่คุณผู้อ่านจะได้เห็นจากภาพถ่ายนี้ ก็พิสูจน์ความ “ว้าว” ไม่ได้อีกเช่นกัน จนกว่าจะไปเห็นของจริงครับ

otaru-canal
otaru-canal
ความสวยงามของคลองโอทารุนี้ จะมีให้ชมอีกครั้งประมาณ 5 โมงเย็นครับ แสงสียามค่ำคืนก็จะเพิ่มเสน่ห์ของคลองนี้ไปอีกแบบ ก่อนที่จะไปเดินลุยในตัวเมืองโอทารุต่อ เราขอไปเติมพลังมื้อเที่ยงกันก่อนครับ วันนี้ก็ทำการบ้านเรื่องอาหารมาเช่นเคย เรามีนัดกันอยู่ที่ตลาดใกล้กับสถานี Otaru ครับ เดินไปจนเห็นสถานี Otaru จะเห็นร้าน Burger king อยู่ ให้เดินขึ้นบันไดมา จะเห็นตลาดปลาเล็กๆ ชื่อว่า “ซันคาคุอิจิบะ (Sankaku Fish market)

ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น
ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 6 โมงเย็น

ถึงแล้วครับ …ร้านที่ทำการบ้านมามีชื่อว่า “Takeda” เป็นร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) ที่มีเมนูหลากหลายเหลือเกินครับ สองห้องของร้านที่สามารถรองรับลูกค้าได้ก็เต็มไปหมด ผมมาถึงก็เขียนชื่อรอคิวไว้ครับ แต่สัก 10 นาทีก็ได้เข้าไปทานแล้ว…

ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยากครับ...
หน้าร้าน Takeda ครับ ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยาก…

ผมสั่งเป็นเมนูที่ฮิตของร้าน หมายเลข 17 ครับ ราคาอยู่ที่ ¥2,000 เห็นมีครบแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ปู ไข่ปลาแซลมอน แซลมอน ไข่หอยเม่น ฯลฯ คิดว่าจุใจ รอกันไปเกือบชม.!! (รอนานได้ใจอยู่ครับ) … และแล้ว อาหารก็มาถึงโต๊ะครับ

มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงก็เป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ
มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงเป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ

เป็นความฟินที่บอกไม่ถูกครับ เพราะว่าที่นี่สดจริงๆ ปกติหอยเม่นถ้าไม่สุกก็อาจจะมีกลิ่นบ้าง แต่นี่ไม่ค่อยมีครับ แนะนำให้มาโดนกันได้เลยที่ตลาดแห่งนี้ ~

ในตอนหน้า เตรียมพบกับคลองโอทารุเวอร์ชันยามค่ำคืน กันนะครับ ก่อนที่เราจะกลับไปซัปโปโรอีกครั้ง มีสิ่งที่น่าสนใจรอไว้อยู่แล้ว อย่าลืมติดตามกันต่อนะคร้าบ ~ !!

snow-in-otaru-sapporo

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

เจาะลึก มหาวิทยาลัยยอนเซ แคมปัสอินเตอร์ !

เมื่อหน้าร้อนของปี 2556 ผมต้องย้ายสัมโนครัวของผมจากแคมปัสที่อยู่ใจกลางกรุงโซล ไปยังแคมปัสที่เป็นที่ตั้งของสนามบินอินชอน เมืองซงโด (Songdo) ด้วยเหตุผลที่ว่า มหาวิทยาลัยยอนเซมีการเริ่มใช้ระบบการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ เรียกว่า RC (Residential College) และมาเริ่มในปีที่ผมเข้าเรียน (2013) พอดิบพอดี! ดังนั้น นักเรียนที่จะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยยอนเซ ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นไป ก็จะต้องมาทำกิจกรรมที่แคมปัสนี้ทุกคนครับ แล้วเขาไปทำกิจกรรมอะไร? ดีหรือไม่ดี? บล็อกในตอนนี้จะไขคำตอบให้ครับ !

yonsei-international-campus

โปรแกรม Residential College (RC) คืออะไร ?

มหาวิทยาลัยยอนเซ นับว่าเป็นมหาลัยแรกและหนึ่งเดียวที่ดำเนินกิจกรรม RC นี้ครับ วัตถุประสงค์ของโปรแกรมนี้ คือต้องการสร้างสภาพแวดล้อมของการเรียนที่ดี มีการทำกิจกรรมต่างๆหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ กีฬา หรือสันทนาการต่างๆ, กิจกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ และความคิดสร้างสรรค์ โดยสภาพแวดล้อมที่ว่า คือการสร้างเป็นชุมชนเสมือนขึ้นมาให้ได้ใช้เวลาในมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนๆและอาจารย์

yonsei-international-campus-dorm

รูปแบบของ Residential College เริ่มถูกนำมาใช้ในมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งที่อังกฤษและอเมริกา เช่นที่ ม.Oxford และ ม.Northwestern ในประเทศไทยก็มีการนำระบบนี้มาใช้เช่นกัน คือ  ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

โปรแกรม Residential College (RC) ของมหาวิทยาลัยยอนเซ

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นครับ ระบบ RC นี้จะจำลองชุมชนเสมือนขึ้นมา ในปีแรกของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยยอนเซนี้ จะต้องไปทำกิจกรรมและอยู่ด้วยกันในหอพักครับ เริ่มต้นจากจะได้อีเมลให้ ลงทะเบียนหอพัก ตอนลงทะเบียนก็จะต้องระบุรูปแบบการนอนว่ามีลักษณะการนอนอยา่งไร เป็นคนนอนดึกหรือเปล่า? มีความชื่นชอบด้านไหน? หอพักนี้จริงๆมีศัพท์เฉพาะให้เรียกว่า เฮาส์ (house) หรือบ้านนั่นเองครับ มีบ้านให้เลือกหลากหลายบ้านตามความชอบ ฟังดูแล้วเหมือนบ้านในแฮร์รี่ พอตเตอร์ อย่างไงอย่างงั้น ขอยกตัวอย่างรายละเอียดมาให้ฟังกันดีกว่า…

  • บ้าน Underwood มีธีมว่า เป็นผู้นำ ก็จะมีกิจกรรมต่างๆให้ได้ออกไปช่วยเหลือ ทำกิจกรรมอาสาต่างๆ และกิจกรรมที่พัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ เช่น โต้วาที
  • บ้าน Yun, Dong-Joo นี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ วัฒนธรรม สายภาษา ชื่อบ้านตั้งตามนักกวีที่มีชื่อเสียงของเกาหลี Yun, Dong-joo แน่นอนว่ากิจกรรมในบ้านหลังนี้ก็จะเน้นเกี่ยวกับการใช้ภาษาเกาหลี มีให้เขียนกลอน อ่านนิยาย
  • บ้าน Muak มีกิจกรรมหลักๆคือเล่นดนตรีครับ สำหรับใครที่ชื่นชอบดนตรี ก็จะมีกิจกรรม ในภาคเรียนนึงก็จะมีกิจกรรมให้ได้ไปแสดง เป็นกิจกรรมใหญ่ของบ้านอะไรทำนองนั้นครับและนอกจากนี้ก็ยังมีบ้านที่เป็น International House ประมาณ 2 หลัง ที่จะมีการใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนต่างชาติที่อยากใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือคนเกาหลีที่อยากพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ ก็สามารถลงทะเบียนเพื่ออยู่บ้านแบบ International House ได้โครงสร้างของแต่ละบ้าน ก็จะมีอาจารย์ประจำบ้าน (RM – Residential Master), พี่เลี้ยงประจำบ้าน (RA – Residential Assistant) ซึ่งมีหลายคน ทำหน้าที่คอยดูแลสมาชิกในบ้าน ตั้งกลุ่มแชทกันเพื่อที่จะคอยกระจายข่าวสารในบ้านต่างๆให้ได้ทราบ
กิจกรรมประจำปีของบ้าน Baekyang : กิจกรรมหลักของบ้านนี้คือ การมอบรางวัลให้กับภาพยนตร์สั้นผลงานนักเรียนที่ออกไปถ่ายทำ มีการฉายให้ได้ชมด้วย มีหลายเรื่อง หลากรส กำกับการดูแลโดยอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับด้านภาพยนตร์ ซึ่งผมไปดูแล้วก็ฮามากๆ หนังผีก็น่ากลัวใช้ได้เลยครับ ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือในรุ่นเดียวกัน และนอกจากนี้ก็มีกิจกรรมเต้นโคฟเวอร์ K-POP จาก K-POP Dance Team ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของบ้าน Baekyang ด้วย งานนี้ ไม่ว่าบ้านไหนก็สามารถเข้าชมได้ครับ

ผมได้อยู่ในบ้านที่ชื่อว่า Yongae ครับ กิจกรรมหลักๆของบ้านหลังนี้ เน้นความสมดุล ออกๆแนวชีวจิต คือกิจกรรมค่อนข้างหลากหลายมากครับ มีให้คำปรึกษาเรื่องรักๆกับรุ่นพี่ (นี่มันไม่เวิร์คกับนักเรียนต่างชาติมาก) , กิจกรรมทำแซนด์วิช, กิจกรรมสอนออกแบบโปสเตอร์ด้วยโฟโต้ช็อป, กิจกรรมตอบปัญหา ต่อเพลงเกาหลี ฯลฯ

มีป้ายต้อนรับนักเรียนในบ้าน Yongae ตอนย้ายหอเข้าไปด้วยครับ บรรยากาศเป็นกันเองมาก จากนั้นเราก็มีปฐมนิเทศ ก็จะมีพี่เลี้ยง ซึ่งเราเรียกว่า RA (Resident Assistant) คนที่จะมาแบ่งหน้าที่กันดูแลทุกคนในบ้านครับ
มีป้ายต้อนรับนักเรียนในบ้าน Yongae ตอนย้ายหอเข้าไปด้วยครับ บรรยากาศเป็นกันเองมาก จากนั้นเราก็มีปฐมนิเทศ ก็มีการแนะนำพี่เลี้ยง RA (Residential Assistant) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้านครับ แบ่งหน้าที่กัน มีปัญหาอะไรก็สามารถติดต่อพี่เลี้ยงได้

บรรยากาศภายในหอพักมหาวิทยาลัยยอนเซ

dorm
ห้องพัก : มีให้เลือกแบบ 2 คน หรือ 3 คนครับ เฟรมอยู่แบบ 3 คน แน่นอนว่าราคาถูกกว่า ได้รู้จักกับเพื่อนเยอะกว่า มีเตียงสองชั้น 1 เตียง และเตียงเดี่ยว 1 เตียง (ใครมาก่อนก็ได้จองเตียงเดี่ยวไป) ห้องน้ำในตัว แต่ก็ต้องแย่งกันใช้หน่อย มีโต๊ะหนังสือ ชั้นวางหนังสือ ตู้เสื้อผ้าพร้อมคีย์ล็อคอย่างดีครับ เรียกว่า สะดวกสบาย !ในแต่ละชั้นก็จะมีห้องนั่งเล่นรวม (Community room) ที่สามารถออกมาทำกิจกรรมได้ มีตู้เย็นและไมโครเวฟสำหรับประกอบอาหารง่ายๆได้ ห้องครัวจะมีบางอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีตั้งแต่ห้องคาราโอเกะ (ตอนนั้นยังไม่เปิดใช้บริการเต็มที่) และฟิตเนส (มีค่าใช้จ่ายเป็นเทอม)

ในแคมปัสของมหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei International Campus)

buidingsตึกอาคารเรียนต่างๆ ค่อนข้างใหม่และสะอาดครับ แน่นอนเพราะว่าเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ภาพขวาเป็นมุมมองบนที่ถ่ายจากชั้นดาดฟ้าของอาคารห้องสมุด Underwood ครับ

และเฟรมขอพาทุกท่านไปชมห้องสมุดที่ภูมิใจนำเสนอครับ….

ห้องสมุดนี้มีชื่อว่า Underwood Memorial Library ครับ ห้องสมุดนี้บอกเลยว่าทันสมัยมากๆ มีหลายโซนที่ให้ได้ใช้เวลาอยู่กับการเรียนและการทำงานอย่างเต็มที่ครับ มี มุม Creative Talks ที่จะเปิดวิดิโอความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ โซน Information Commons ที่มีคอมพิวเตอร์และแมคอินทอช ! ให้ได้ไว้ทำงานกันด้วย

underwood-library-ic

underwood-memorial-libraryมุมที่สบายที่สุด ที่คิดว่าเหมาะกับการอ่านหนังสือ เฟรมคิดว่ามุมนี้ครับ 555

penseeเจ้าเบาะนอนอ่านหนังสือนี้ มีชื่อเก๋ๆเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Pensée (พองเซ่) แปลว่า ความคิด ถ้าให้อ่านใจคนตั้งชื่อ ที่ตั้งแบบนี้ก็เพราะว่าเบาะนี้นี่หลับสบาย ถ้าคิดจะมาอ่านหนังสือ คิดดีๆนะ…. หลับ! อะไรทำนองนั้นฮะ 5555 #ไม่เกี่ยว

อาหาร การกิน และสิ่งอำนวยความสะดวก

อาหาร การกินเริ่มจากใกล้ๆก่อน ในตัวมหาวิทยาลัยก็มีโรงอาหารของมหาวิทยาลัยที่เมนูผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500~3,500 วอน อาหารก็มีตั้งแต่อาหารเกาหลีไปจนถึงอาหารต่างชาติ (ที่ปรุงเป็นสไตล์เกาหลีอีกที), มีร้านกาแฟของมหาวิทยาลัย, ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่มีไก่ ขนมปังขาย และร้านสะดวกซื้อเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอยู่ที่ชั้นใต้ดินของหอพัก เรียกว่าออกมากินเมื่อไรก็ได้เลยทีเดียว อ้วน

food

ออกมานอกแคมปัสกันบ้างครับ…
ที่มหาวิทยาลัยมีรถชัตเติลบัสบริการฟรี นั่งออกไปยังบริเวณตัวเมือง ก็จะมีห้างสรรพสินค้า, โรงภาพยนตร์ อย่างห้าง Square one, ห้าง Homeplus และ Emart อยู่ ถ้าอยากจะใช้เวลาผ่อนคลาย ช็อปปิ้ง จับจ่ายซื้อของ ที่นี่เป็นอีกที่นึงที่รวมสารพัดแหล่งห้างสรรพสินค้าให้ได้จับจ่ายละลายเงินวอนครับ

square-one-department-store-incheon-songdo

ออกมาข้างนอกก็จะพบอีกว่า เมืองนี้เป็นเมืองใหม่เมืองหนึ่งที่ประชากรไม่พลุกพล่านเมืองในโซลครับ เมือง “ซงโด (Songdo)” ซึ่งใช้พื้นที่จากการถมทะเล เป็นเมืองที่รัฐบาลผลักดันให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี การใช้ชีวิตที่นี่จึงค่อนข้างสงบครับ เต็มไปด้วยตึกที่กำลังก่อสร้างใหม่มากมาย มีถนนส่วนสำหรับปั่นจักรยาน สวนสาธารณะที่ร่มรื่นอยู่หลายแห่ง สามารถนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Campus Town ไปยังใจกลางเมืองโซล ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. และพิเศษสำหรับนักเรียนยอนเซนั้น ก็มีรถบัสของมหาวิทยาลัยไว้บริการ ตรงจาก International Campus ไปยังแคมปัสในโซล ใช้เวลาเพียง 1 ชม. (โดยเข้าไปจองรถบัสผ่านเว็บของมหาลัย) หรือยังสามารถใช้สิทธิ์นำบัตรนักเรียน ไปแลกคูปองขึ้นรถบัสสาธารณะ ใช้เป็นทางเลือกกรณีรถบัสของมหาวิทยาลัยเต็มได้อีกเช่นกัน

campus-town-station

วิชาเรียน

พูดถึงสิ่งอำนวยความสะดวกไปแล้ว มาพูดถึงวิชาเรียนกันบ้างครับ ถ่อมาทำกิจกรรมกันถึงต่างจังหวัดแบบนี้ แน่นอนว่าก็ต้องมีอะไรพิเศษๆบ้าง

นักเรียนทุกคนจะต้องลงวิชาเรียนที่ชื่อว่า HE (Holistic Education) ซึ่งมี 3 หมวดหมู่ให้เลือกครับ

  • HE 1 : เป็นกลุ่มวิชาด้านจิตอาสา มีวิชาที่น่าสนใจหลายวิชา เช่น Elementary and Middle School Students Mentoring (โครงการเป็นพี่เลี้ยงสอนนักเรียนอนุบาลและประถม อันนี้จะสำหรับคนเกาหลีครับ), Incheon Child Center / Hospital (ทำงานในศูนย์เลี้ยงเด็กที่อินชอน/โรงพยาบาล), Volunteering for Blind People (ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา) สำหรับเฟรม มีโอกาสได้ลงวิชาที่ชื่อว่า Foreign Language Tutoring for Youths ครับ ซึ่งเป็นการสอนภาษาต่างประเทศให้กับนักเรียนประถมในแถบอินชอน ครั้งที่แล้วไปสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กเกาหลี ชั้นป.5 ในโรงเรียนประถมชินซง (신송초등학교)

teaching

นับว่าเป็นการสอนครั้งแรกของผมด้วยล่ะครับ ไม่คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสได้สอนเด็กเกาหลี คลาสวันแรกโคตรจะตื่นเต้นเลยครับ! จะพูดภาษาเกาหลีรู้เรื่องมั้ย คลาสจะล่มมั้ย นักเรียนจะตั้งใจเรียนมั้ย…เอาเป็นว่าตื่นเต้นมากครับ พอไปถึงที่โรงเรียนอาจารย์ที่โรงเรียนก็ดูแลดีมากครับ พาไปถึงที่ห้อง มีสมุดเช็คชื่อ บันทึกการเรียนการสอนว่าสอนอะไรกันไปบ้าง พวกเรามีคลาสกันทุกวันเสาร์ 10.00-12.00 น. ซึ่งต้องดำเนินการสอนไปเรื่อยๆให้ครบ 20 ชม. เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมนี้ มหาวิทยาลัยยังออกใบเกียรติบัตรจิตอาสาให้อีกด้วย แต่บอกเลยครับ ไม่มีอะไรดีไปกว่าได้มาสอนเด็กๆกลุ่มนี้ ที่น่ารัก ตั้งใจเรียน แล้วก็เก่งมากๆ พี่เฟรมคนนี้ต้องหาขนมมาเป็นรางวัลให้น้องกลุ่มนี้ทุกอาทิตย์เลย แถมหลังๆเริ่มมีการรีเควสด้วยว่าจะกินอะไร 555

teaching-2

  • HE 2 : กลุ่มวิชาด้านความคิดสร้างสรรค์  เช่น Classical Guitar (กีต้าร์คลาสสิก), YIC Orchestra (ออเคสตรา), Music & Dance (ดูจาก syllabus จะได้เรียนหลายท่าเลย อารมณ์คงน่าจะเหมือนเรียนลีลาศ), Creative art (Oil Painting) วาดภาพสีน้ำมัน, 2-D Art foundations and Development (วาดภาพสองมิติ) พวกวิชาตระกูลวาดภาพนี้ จะมีการจัดนิทรรศกาลภาพวาดให้ด้วยครับ ใครที่หัวศิลป์ๆนี่ สายนี้ไม่ควรพลาดเลย สำหรับเฟรม เฟรมเลือกลงวิชาที่ชื่อว่า Photography and Creative Thinking ครับ เป็นวิชาที่สอนเทคนิคการถ่ายภาพ ตั้งแต่การเลือกซื้อกล้อง การปรับโฟกัส, ความเร็วชัตเตอร์ ฯลฯ ไปจนถึงจิตวิทยากับการถ่ายภาพว่าภาพแต่ละภาพของศิลปินในเกาหลี ถ่ายมาแล้วให้ความรู้สึกอย่างไร อันนี้เป็นอะไรที่ล้ำลึกมากครับ  มีออกภาคสนามไปถ่ายรูปในสวนสาธารณะใกล้ๆม.กับอาจารย์ด้วย

photography-and-thinking-he-2

  • HE 3 : หมวดกีฬา ใครที่ชื่อชอบกีฬามีหลายอย่างให้ได้เลือกเลย ไม่ว่าจะเป็น บาสเกตบอล, วอลเล่ย์บอล, ฟุตซอล, ฟุตบอล, เบสบอล, เทนนิส, สควอช, ปิงปอง, เต้น, โยคะ, เทควอนโด ฯลฯ สำหรับเฟรมปีที่แล้วเค้าให้เลือกได้แค่ 2 รายการ จึงลงในหมวดของจิตอาสา และ ความคิดสร้างสรรค์ไปครับ

ใน 3 หมวดนี้ จะต้องจบ 2 หมวด ภายใน 1 ปีครับ วิชาเรียนเหล่านี้จะเปิดแค่เฉพาะแคมปัสนี้เท่านั้น การได้เรียนวิชาเหล่านี้รู้สึกทำให้เราค้นพบความชอบของตัวเอง พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ มีจิตอาสา เหมือนกับความตั้งใจของโครงการนี้ที่อยากให้มันเกิดขึ้นครับ

และนอกจากนี้ก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนซะทีเดียวครับ มหาวิทยาลัยก็มีการเชิญวิทยากรจากข้างนอกมาบรรยายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเฟรมก็มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่าง การบรรยายของช่างถ่ายภาพชาวต่างชาติคนนึงที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับการถ่ายภาพยนตร์ ถ่ายภาพนิ่ง ซึ่งมาถ่ายทอดประสบการณ์การถ่ายรูปในเกาหลี, หรือจะเป็นการบรรเลงเพลงออเคสตราของนักเรียนในคณะดนตรี ที่มีช่วงก่อนสอบกลางภาคนี่ก็ผ่อนคลายดีเหมือนกันครับ กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ก็จะมีติดตามบอร์ดของบ้านต่างๆ นักเรียนที่สนใจก็สามารถอ่านรายละเอียดและเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

lectureในปีแรกของการดำเนินกิจกรรม RC นี้ ใช้เวลาแค่เพียง 1 ภาคเรียนเท่านั้นครับ แต่ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมานี้ นักเรียนจะต้องไปทำกิจกรรมที่แคมปัสอินเตอร์นี้เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งก็น่าจะเพียงพอกับการสร้างมิตรภาพใหม่ๆ กับเพื่อนชาวเกาหลี มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนที่จะต้องย้ายถิ่นกลับมาเรียนต่อในแคมปัสที่โซลในปี 2 ครับ 1 ภาคเรียน ทำให้เฟรมมีโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้ทำกิจกรรมมากมายหลายอย่าง ได้ท่องเที่ยวในเมืองอินชอน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการเรียน พูดแล้วก็อดถึง International Campus นี้ไม่ได้ครับ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกสนุกกับการเรียน!

ทิ้งท้ายไปด้วยบรรยากาศของแคมปัสในช่วงฤดูหนาวครับ ~

หวังว่าบทความนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับน้องๆที่สนใจจะเรียนต่อที่เกาหลีใต้ ในมหาวิทยาลัยยอนเซ เนื่องจากกิจกรรมของที่นี่เป็นที่แรกและที่เดียว จึงทำให้มหาวิทยาลัยยอนเซนี้ เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัยที่ดำเนินการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับผมที่นี่ทำให้เวลาของการอยู่เกาหลีนี้มีคุณค่ายิ่งขึ้นไปอีกครับ

snow-in-yonsei-international-campus

panorama-yonsei-international-campus

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ 😀

อ่านต่อ…?

[Japan Trip] วิธีการนั่งรถบัส (Night bus) จากโอซาก้าไปโตเกียว

ขอปลีกย่อยให้ตอนนี้เป็นอีกหนึ่งตอน สำหรับคุณผู้อ่านที่กำลังทำการบ้านเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่น และต้องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ด้วยการเลือกเดินทางไปโตเกียวจากโอซาก้าด้วยรถบัสครับ

การเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไปโตเกียว (Tokyo) ด้วยรถบัสนอนกลางคืน

ทั้งนี้ก็ได้ข้อมูลจากหลายๆคนที่ไปรีวิวไว้ใน Pantip ครับ พบว่าการเดินทางจากโอซาก้าไปโตเกียวนั้นมีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้ครับ

รถบัส :
ข้อดี
 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้(บ้าง) + ประหยัดค่าที่พักคืนนั้น (ถ้านั่งบัสกลางคืน)
ข้อเสีย อาจจะไม่สะดวกสบาย เนื่องจากต้องนั่งรถนาน
รถไฟฟ้าความเร็วสูง :
ข้อดี
 สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย
ข้อเสีย แพงอยู่พอสมควร ถ้างบน้อยก็ต้องคิดกันนานๆ
(มันแอบแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับของผมซะอีก)
เครื่องบิน :
ข้อดี เร็ว สะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย (บางทีมีโปรโมชันของสายการบิน ทำให้ถูกกว่านั่งรถบัสเสียอีก)
ข้อเสีย ต้องไปที่สนามบิน ต้องเสียเวลาเช็คอินซึ่งอาจจะใช้เวลานาน กระเป๋าถ้าไม่โหลดใต้เครื่องก็ขนของจำพวกของเหลวไม่ได้ ซึ่งบินภายในประเทศเรามักจะนั่ง low cost ที่ราคายังไม่รวมกระเป๋าสำหรับโหลดใต้เครื่อง

วิธีการจองรถบัสจากโอซาก้าไปโตเกียว

ผมเลือกใช้บริการรถบัสของ Willer Express ครับ รายละเอียดเส้นทางการให้บริการ ราคา ข้อมูลต่างๆมีอยู่ในเว็บไซต์ Willer Express และมีเป็นภาษาอังกฤษอยู่ครับ โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยการเลือกเส้นทาง วันเวลาเดินทาง กด Search ก็จะแสดงประเภทของรถบัส คุณสมบัติของรถบัส เวลาเดินทาง (มีทั้งบัสแบบกลางวันและกลางคืน) และราคาครับให้ดังรูปขวามือครับ

willer-express-site

checking-list-bus
รายละเอียดรถบัสในหน้าเว็บจองรถบัสของ Willer Express

ประเภทของรถบัสมีให้เลือกเยอะมากครับ ยิ่ง option เยอะ ก็จะยิ่งแพงยิ่งขึ้นครับ option ที่ว่าก็อย่างเช่น ห้องน้ำในตัวรถบัส ขนาดเก้าอี้ที่ใหญ่ขึ้น ปรับได้มากขึ้น และอีกเรื่องที่สำคัญ สำหรับผู้ที่เดินทางและมีสัมภาระ ให้สังเกตให้ดีด้วยครับว่าขนกระเป๋าไปได้หรือเปล่า โดยประเภทรถบัสที่อนุญาตให้ขนกระเป๋าขึ้นไปได้จะเขียนว่า Baggage check-in available ครับ

ข้อมูลที่สำคัญๆที่ควรเช็ค คือ วันเวลาเดินทาง ให้ชัดเจนครับ หากเป็นบัสกลางคืน จะมีไอคอนเขียนว่า Overnight bus ดังรูป , สถานีต้นทางปลายทาง อย่างกรณีนี้ ผมขึ้นจากที่โอซาก้า ตรงอู่ใหญ่ของรถบัส Willer Express ซึ่่งอยู่ที่ Umeda ครับ ในภาพก็จะเขียนเป็น UBT Umeda สถานีปลายทางเป็นอู่รถบัสที่ Shinjuku (รายละเอียดของสถานี แผนที่ สามารถคลิกที่ลิงก์ชื่อสถานี เพื่อดูแผนที่ได้ครับ จะมีเป็นแผนที่ Google Maps ขึ้นมา) และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นครับ, option ของรถบัส ก็ให้เช็คตามความต้องการเลยครับ มีกระเป๋าก็อย่าลืมหาข้อความ Baggage check-in available นะครับ

เมื่อเช็คข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็จองได้เลยทันทีครับ มีขั้นตอนการสมัครสมาชิกไม่กี่ขั้นตอน หากรถจอดหลายที่ จะต้องเลือกจุดขึ้นรถ และจุดลงรถด้วยครับ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สามารถคลิกที่ชื่อสถานีเพื่อเช็คแผนที่ได้ครับ การชำระเงินจะหักจากบัตรทันทีเลยครับ เราจะได้หมายเลขที่จองและรายละเอียดการจอง, แผนที่การขึ้นรถบัสผ่านทางอีเมล

ประเภทของรถบัสที่เดินทางไปด้วย ผมเลือกเป็นเก้าอี้นอนแบบ Relax New  ครับ เหมาะสำหรับคนเดินทางที่มีสัมภาระ และต้องการความสะดวกสบายในการนอนเพิ่มขึ้นนิดหน่อยครับ ราคากลางๆครับ

พูดถึงราคา ! ราคาก็จะขึ้นอยู่กับระยะทาง ช่วงเวลาที่จองด้วยครับ อย่างของผม ครั้งที่แล้ว ไป-กลับ โอซาก้า-โตเกียว หมดไป ¥11,880 ครับ

ในเว็บข้อมูลค่อนข้างละเอียดครับ บอกรูปแบบเก้าอี้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

การเดินทางของผมจากโอซาก้าไปโตเกียวด้วยรถบัสนอน

ครั้งที่แล้ว ผมเลือกขึ้นรถบัสที่สถานี Namba OCAT ครับ ซึ่งจะอยู่ใกล้กับสถานีนัมบะ (Namba station) ซึ่งแต่ก่อนเราสามารถขึ้นรถที่นี่แล้วตรงไปยังที่สถานีปลายทางได้เลยครับ แต่ว่าเค้าเปลี่ยนระบบใหม่ ให้ไปขึ้นรถที่อู่ใหญ่ WBT Umeda แทน ดังนั้น หากเลือกจุดขึ้นรถเป็นที่ Namba OCAT นี้ ก็จะต้องนั่งชัตเติลบัสไปลงที่อู่ใหญ่ WBT Umeda อีกทีครับ

สถานีรถบัส Namba OCAT ครับ ข้อดีของการขึ้นที่นี่คือ ใกล้กับย่านเที่ยวนัมบะครับ ข้อเสียคือ ต้องต่อรถชัตเติลบัสไปที่อู่ใหญ่อีกทีครับ
สถานีรถบัส Namba OCAT ครับ ข้อดีของการขึ้นที่นี่คือ ใกล้กับย่านเที่ยวนัมบะครับ ข้อเสียคือ ต้องต่อรถชัตเติลบัสไปที่อู่ใหญ่อีกทีครับ

ในอีเมลจะมีรายละเอียดบอกหมดเลยครับว่า ควรจะไปถึงที่สถานีกี่โมง โดยยิ่งหากต้องต่อรถชัตเติลบัสจะต้องไปเผื่อเวลาด้วยครับ เมื่อผมถึงที่สถานีรถบัส Namba OCAT นี้ ก็จะมีป้ายที่บอกไปยังจุดขึ้นรถชัตเติลบัสของ Willer ไว้ชัดเจน ใกล้ๆเวลาก็จะมีลุงพนักงานมารอคอยเช็คชื่อด้วยครับ ^^

นั่งรถบัสจากสถานี Namba OCAT ไปที่อู่ใหญ่ Umeda ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ…

ถึงแล้วครับ ! อู่บัส Willer Express ที่ Umeda (Osaka) ครับ ข้างในมีจุดรอสำหรับผู้โดยสารใหญ่ๆเลย มีคอมพิวเตอร์บริการ
ถึงแล้วครับ ! อาคารรับรองผู้โดยสาร อู่บัสใหญ่ Willer Express ที่ Umeda (Osaka)

ในอาคารรับรองผู้โดยสารจะมีจอบอกหมายเลขรถ สถานีต้นทาง สถานีปลายทาง ให้เราเห็นชัดเจนครับ เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นรถก็จะมีพนักงานคอยชูป้าย ให้สังเกตว่าใช่ของเราหรือเปล่า มาถึงที่นี่ไม่ต้องขึ้นตั๋วใหม่เลยครับ แค่พิมพ์ใบจองจากเมลซึ่งมีรหัสการจอง (Reservation number) ไปยืนยันก่อนขึ้นรถครับ

รถบัสแบบ Relax new ครับ 4 เบาะต่อแถว ไม่มีห้องน้ำครับ
รถบัสแบบ Relax new ครับ 4 เบาะต่อแถว ไม่มีห้องน้ำครับ

ลองไปนั่งจริงแล้วก็พบว่ากว้างอยู่ระดับนึงครับ ตรงที่พิงแขนมีปลั๊กไฟให้ด้วย สำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ (เพิ่งมาเห็นตอนขากลับ !) แอร์แอบเย็นดังนั้นควรใส่เสื้อแขนยาว (แม้ว่าอากาศจะร้อน) เพราะเนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางร่วม 8 ชั่วโมง !! (พิสูจน์แล้วว่าหนาวจริง !)

เก้าอี้ปรับนอนสะดวกสบายดีครับ มีที่เอาไว้บังแสงด้วย
เก้าอี้ปรับนอนสะดวกสบายดีครับ มีที่เอาไว้บังแสงด้วย

หลังจากนั้นก็หลับกันได้ยาวๆเลยครับ ระหว่างทางก็จะมีการจอดแวะที่จุดพักต่างๆ ซึ่งเค้าจะมีเวลาให้พักอยู่ครับ แต่ด้วยความที่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ว่ากี่นาทีจริงๆ จึงไม่กล้าออกไป เดินทางไกลแบบนี้ ก็ควรพกขนม น้ำดื่มเล็กน้อยๆไปด้วยก็ดีครับผม

ระยะเดินทางพบว่า แอบถึงช้ากว่าที่บอกไว้หน่อยล่ะครับ ถ้าจำไม่ผิดก็เกือบๆชม.เลยทีเดียว เนื่องจากสภาพการจราจร นัดใครไว้ควรจะเผื่อเวลาไว้มากๆหน่อยนะครับ…

ขอสรุปการเดินทางให้ดูง่ายๆครับผม 

willer-express-bus-from-osaka-to-tokyo

 

ดังที่บอกไปข้างต้นครับ ขึ้นอยู่กับจุดขึ้นรถ หากเลือกขึ้นรถที่ Umeda ก็ไม่ต้องไปต่อชัตเติลบัส เพียงแต่ไปขึ้นรถโดยตรงที่สถานีเลยก็ได้ครับ (แต่สถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใกล้กับอาคารอู่ใหญ่นี่ แอบไกลครับ สัมภาระเยอะควรหลีกเลี่ยง และนั่งจาก Namba OCAT ไปแทนครับ !)

ขากลับล่ะ ? วิธีการนั่งบัสจากโตเกียวไปโอซาก้า

จุดขึ้นรถของที่อู่ชินจูกุ (Shinjuku) นี้ แอบ “งง” หน่อยครับ ผมเห็นการเดินทางครั้งแรก ก็งงว่า เมื่อไรมันจะจบ จะจบมั้ยฟะะะ จะถึงตอนไหน ลุ้นๆไป ….ในเมลจะมีแผนที่การเดินทางเป็น step-by-step เลย ผมเองก็อาศัยเซฟแผนที่มาทำความเข้าใจ และเอาลงไอแพดไว้อีกที… ถ้าเดินทางบวกเผื่อหลง ก็ประมาณ 30 นาทีจากสถานีชินจูกุครับ ถ้าไม่หลงคิดว่าน่าจะไปถึงภายใน 15 นาที 555

วิธีการไปอู่บัส Willer ที่ Shinjuku จากสถานี Shinjuku ครับ เขียนไว้ละเอียดมากกกกก 555
วิธีการไปอู่บัส Willer ที่ Shinjuku จากสถานี Shinjuku ครับ เขียนไว้ละเอียดมากกกกก 555

หน้าตาอาคารที่เป็นจุดขึ้นรถครับ เป็นอาคาร Shinjuku Sumitomo Bldg. เข้าไปตามแผนที่ก็จะเห็นเคาน์เตอร์บริการของ Willer Express และก็เหมือนเดิมกับครั้งที่แล้วครับ ไม่ต้องขึ้นตั๋ว ! ใครที่สัมภาระเยอะก็เอามาใส่ล็อกเกอร์ที่นี่ก่อน แล้วจะเดินเที่ยวย่านชินจุกุก่อนกลับก็ชิวไม่เบาเลยครับ

shinjuku-sumitomo-building-shinjuku

 

หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่จะไปเดินทางท่องเที่ยวแบบประหยัดในญี่ปุ่นกับสองเมืองใหญ่โอซาก้าและโตเกียวครับ ^^

shinjuku-framekung

[Japan Trip] ตะลุยเดี่ยวเที่ยวโตเกียว !! # 2

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เรื่องราวในการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นของผมเดินทางมาไกลพอสมควรครับ ระยะเวลาเดินทางกว่า 10 วันของผมทั้งสองเมืองใหญ่ โอซาก้า และ โตเกียว มีอะไรให้ผมค้นหาอีกเยอะแยะมากมาย เป้าหมายของผมในการเดินทางครั้งนี้ นอกเหนือจากการได้เดินทางมาตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆแล้ว ก็ยังคงมีเรื่องราวที่น่าประทับใจของคนญี่ปุ่นอยู่ในตอนนี้ด้วย จะเป็นอย่างไรนั้น ไปเดินทางกันต่อครับ !!

เมื่อคืนผมได้เพื่อนคนไทยที่ได้ทุนมาศึกษาที่ญี่ปุ่นช่วยดูเส้นทางการเดินทางครั้งนี้ให้ครับ การเดินทางคร่าวๆทั้งวันนี้ เป็นตามนี้เลยครับ สีผมแยกตามสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กัน และเดินไปได้ครับ และตัวเลขคือลำดับที่ผมไปเที่ยว

1. ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market)

tsukiji-market

ผมตื่นแต่เช้าเพื่อที่ให้จะทันชมบรรยากาศตลาดตอนเช้า ของ “ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market)” ครับ ที่ตลาดแห่งนึ้ยังเป็นสถานที่ประมูลปลาที่ใหญ่ในโตเกียวอีกแห่งหนึ่งเลยด้วย ใครที่จะมาดูการประมูลนี้ ต้องเดินทางมาแต่เช้าหน่อยล่ะครับ เห็นว่าเริ่มประมูลประมาณ ตีห้าครึ่ง แต่เห็นว่ามีการไปตั้งแถวรอตั้งแต่ตีห้าเลยทีเดียว แม้ว่าบุคคลภายนอกจะไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมประมูล แต่ก็ถือเป็นกิจกรรมสนุกๆให้ดูกันเพลินๆครับ (การประมูลปลานี่ผมขอบายนะครับ ขอมาเพียงแค่ชมบรรยากาศตอนเช้าก็พอ)

การเดินทางไปตลาดปลาสึคิจิ นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Tsukiji (Hibiya Subway Line) ออกประตู 1  หรือ สถานี Tsukiji shijo (Oedo subway Line) ออกประตู A1

ทันทีที่ลงจากสถานี ผมรู้สึกว่าผมได้กลิ่นปลาลอยมาแต่ไกลเลยครับ เป็นกลิ่นตลาดสดยามเช้ามาก มีนักท่องเที่ยวพยายามวิ่งเพื่อให้ไปทันก่อนตลาดปิดไม่ให้คนนอกเข้า 9 โมงเช้า (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ปลาไซส์ยักษ์ที่ถูกแร่ เตรียมนำส่งไปร้านซูชิ ~
ปลาไซส์ยักษ์ที่ถูกแร่ เตรียมนำส่งไปร้านซูชิ ~

บรรยากาศไม่แตกต่างอะไรจากตลาดสด สิ่งที่ดูเหมือนจะทำให้ผมตื่นตาตื่นใจ คือการได้เห็นปลาตัวใหญ่ๆ ใหญ่แบบใหญ่จริงๆ กับอุปกรณ์ในการแล่ปลา รวมไปถึงรถที่ใช้ในการขนส่งปลา ก็น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการได้มาที่ตลาดปลาสิคิจิแห่งนี้ และบริเวณตลาดปลาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมของร้านซูชิชื่อดังมากมาย ซึ่งก็บางร้านก็เห็นว่าต้องมาแต่เช้าต่อแถวรอกันยาวเหยียดเลยทีเดียว สำหรับใครที่จะมากินร้านซูชิอร่อยใกล้ตลาดปลาแห่งนี้ แนะนำให้ทำการบ้านกันมาดีๆกันก่อนนะครับ 😀

tsukiji-market-2

ข้อสำคัญของการมาที่ตลาดปลา
1) ตลาดปลาเปิดให้คนภายนอกชมได้จนถึง 9 โมงเช้า 
2) ห้ามใส่รองเท้าแตะครับ ควรใส่รองเท้าหุ้มส้นเพราะค่อนข้างแฉะ หากใส่แตะไป ยามอาจจะไม่ให้เข้าตลาดได้ครับ

ผมเปิดแผนที่ดูใน Google Maps ก็พบว่า ย่านตลาดปลาสึคิจินั้น อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับย่าน กินซ่า (Ginza) และจากกินซ่า ผมก็ยังสามารถเดินไปที่สถานีโตเกียว (Tokyo station) เพื่อที่จะข้ามไปอีกฝั่งเพื่อไปดู พระราชวังโตเกียวได้อีก การเดินทางไกลครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากครับ เลยตัดสินใจเริ่มเดินทาง

2. กินซ่า (Ginza)

ถึงแล้วครับ สถานี Ginza !
ถึงแล้วครับ สถานี Ginza ! ออกประตู A10 มาคุณก็จะพบกับตึกหอนาฬิกา Wako ให้เข้าไปดู ข้างในมีนาฬิกาหรูๆ ให้เข้ามา ตากแอร์ดูเพียบครับ

และแล้วผมก็มาเดินในย่านที่มีหอนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ครับ ที่นี่คือ “กินซ่า (Ginza)” เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์ๆ หลายแห่งไว้ด้วยกัน มีร้านค้าเยอะมากๆ แต่เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อน และผมก็ไม่ได้เตรียมเงินมาเพื่อการช็อปนี้เลย จึงจะตามหาอาคารให้ได้เข้าไปตากแอร์เย็นๆครับ เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอ Apple Store สาขาที่เรียกว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สาขาที่เป็นเสมือนตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น เห็นว่าจะเป็น Apple Store สาขา Ginza นี่ล่ะครับ

เป็นสาวก Apple ก็ต้องขอมีรูปเป็นหลักฐานไว้หน่อยฮะ ^^
เป็นสาวก Apple ก็ต้องขอมีรูปเป็นหลักฐานไว้หน่อยฮะ ^^

เข้าไปข้างในอาคารก็พบว่าแอร์ไม่ได้เย็นมาก มีผลิตภัณฑ์หลายๆอย่างให้ได้ลอง เหมือนร้าน Authorized shop ทั่วไปในบ้านเราครับ เพียงแต่ชั้นสอง ชั้นสาม จะมีพื้นที่สำหรับอบรม Workshop เป็นลักษณะห้องประชุม ชั้นสี่ ? ถ้าจำไม่ผิด ก็จะมีเป็นพวกหูฟัง Accessory ต่างๆ ที่มีให้เลือกเยอะอยู่ครับ

ginza-station

เดินตรงมาเรื่อยๆคุณถึงจะเห็นห้างที่มีแอร์เย็นๆ ให้เราได้เดินเล่นเย็นๆบ้าง อย่างเช่น ห้างมารุอิ (Marui) นี้ ที่ผมเรียกมันว่าห้าง 0 1 0 1 ตอนแรก

ห้อง มารุอิ (Marui) สาขายูระกุโช (Yurakucho) - เลข 0 มันอ่านว่า มารุ ครับ 1 เนี่ยอ่านเป็นเสียง i (อิ) ในญี่ปุ่นได้ มันก็เลยเป็นที่มาของชื่อห้างนี้ฮะ
ห้อง มารุอิ (Marui) สาขายูระกุโช (Yurakucho) – เลข 0 มันอ่านว่า มารุ ครับ 1 เนี่ยอ่านเป็นเสียง i (อิ) ในญี่ปุ่นได้ มันก็เลยเป็นที่มาของชื่อห้างนี้ฮะ

3. Tokyo Station

ผมเปิดปฏิทิน มุ่งหน้าเดินมาต่อกันที่ Tokyo station ครับ ผมยังติดใจกับภาพความอลังการของสถานีโตเกียว ที่โดดเด่นนี้ เห็นว่าไม่ใกล้ไม่ไกลมาก จึงตัดสินใจเดินจากตรงนี้ไปซึ่งใช้เวลาไม่นานมากครับ

Tokyo-station

ด้านหน้าของสถานีก็จะเป็นที่ตั้งของ พระราชวังโตเกียว (Tokyo Imperial Palace) ครับ

4. Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว)

เดินเข้ามาก็พบว่ากว้างมากๆครับ เป็นลานกว้างๆ ที่เต็มไปด้วยหินเต็มถนน เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการท่องเที่ยวในทุกฤดู ยกเว้นฤดูร้อน !!! ผมก็ยอมเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ

โคตรจะร้อนเลยฮะ ดูลานหน้าวังซะก่อนว่ากว้างใหญ่ขนาดไหน
โคตรจะร้อนเลยฮะ ดูลานหน้าวังซะก่อนว่ากว้างใหญ่ขนาดไหน

จนถึงจุดถ่ายรูปที่สำคัญอย่างเช่น สะพาน Nijubashi แห่งนี้ … ตรงนี้คงเป็นมุมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว

tokyo-imperial-palace

tokyo-imperial-palace

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะเห็นสวนสาธารณะใกล้ๆ ย่อมๆครับ ผมขอไปหลบแดดก่อนแล้วกัน !

imperial-palace-tokyo-japan

5. Tokyo Tower 

เอาล่ะครับ เดินทางกันต่อ วันนี้เราจะพยายามมุ่งหน้าไปเก็บแลนด์มาร์คของโตเกียวกันครับ ที่ไม่ควรพลาด และพลาดไม่ได้ก็คงเป็นโตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) ครับ ก็คงเป็นเพราะว่าตามชื่อ

แต่ถามส่วนตัวผม ว่าอยากขึ้นไปมั้ย… หึ

การเดินทางจากพระราชวังโตเกียวไปที่โตเกียวทาวเวอร์นี้ ผมเลือก…. ที่จะหาสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดไปครับ (คงเดาๆเหตุผลกันออก) ดูในแผนที่ไปเจอสถานี Hibiya นั่งไปเปลี่ยนสายที่ Roppongi ไปลงที่สถานี Akabanebashi ซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ใกล้โตเกียวทาวเวอร์ครับ

เดินออกมาจากสถานี Akabanebashi ได้ไม่กี่นาที ก็จะเห็นโตเกียวทาวเวอร์แต่ไกลแล้วครับ
เดินออกมาจากสถานี Akabanebashi ได้ไม่กี่นาที ก็จะเห็นโตเกียวทาวเวอร์แต่ไกลแล้วครับ
เอาล่ะ ดูกันให้ชัดๆ !
เอาล่ะ ดูกันให้ชัดๆ !

6. วัด Zojo (Zojo-ji)

เดินต่อมาอีกนิด ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็จะมีวัดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางโตเกียว อย่างวัด Zojo (Zojo-ji) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดที่ได้รับความนิยมที่คนจะมาฉลองเทศกาลปีใหม่ในญีปุ่น เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงาม ข้างหลังเห็นโตเกียวทาวเวอร์ชัดเจน…

zojo-ji-temple

แต่ทว่าเรื่องความปลอดภัยทำให้ทางวัดยกเลิกการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมาครับ

ผมกางไอแพดเปิดแผนที่ลุยต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางอากาศร้อนที่สุดแสนมาคุนี้ …. ผมก็ไปเจอร้านสะดวกซื้อตรงทางไป Roppongi ครับ เข้าไปกะว่าจะหาเครื่องดื่มอะไรเย็นๆซะหน่อย ก็ไปเจอไอ้นี่ครับ…

strong-zero

การได้แรนด้อมเครื่องดื่มหรือของกินในร้านสะดวกซื้อ
กับภาษาที่อ่านไม่ออก
เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากครับ

และผมก็หยิบมา สรรพคุณที่ผมอ่านออกแค่ -196 C นี้ คงเป็นการบอกอย่างดีว่ามันจะต้องเย็นสดชื่นมากๆแน่ๆ ….

แต่เปล่าเลย…. ผมเริ่มรู้สึกเมา และเวียนหัวเอามากๆ !

ผมรู้เลยครับว่า ไอ่ 8% นี่ (ที่ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไร) มันคือ “แอลกอฮอล์” และผมก็ไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนี้ฮะ บวกกับเราไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยด้วย ผมจึงรีบวิ่งหาร้านข้าวหน้าเนื้อแถวนั้น มานั่งกินอย่างรวดเร็ว เผื่อให้มันไม่เมาไปมากกว่านี้

ข้าวหน้าเนื้อ อร่อยเหาะ

ไอ่ข้าวหน้าเนื้อนี่ก็โคตรอร่อยเลยครับ แต่ผมก็โคตรเมา นั่งเอามือกุมขมับ เท้าคางอยู่ในร้านได้สักพักใหญ่ๆ จนคิดว่าหายเมาแล้ว… จึงออกมา

แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเลยฮะ…

ผมทนเดินจนมาถึง Roppongi hills ครับ มองกลับไปก็ยังคงเห็นโตเกียวทาวเวอร์ ที่เป็นการพิสูจน์ว่ามันไม่ได้ไกลกันมาก (แต่เพราะอากาศมันร้อนนน)

Roppongi 가는 길

7. Roppongi Hills 

ที่ผมต้องพยายามมาถึงนี่ก็เพราะ นี่เป็นอีกแลนด์มาร์คนึงที่ต้องมา และ ช่วงนี้มีโปรโมทการ์ตูน Doraemon : Stand by me ที่ญี่ปุ่นครับ โดยการนำหุ่นโดเรมอน เข้าใจว่าน่าจะขนาดตัวจริง กว่าร้อยกว่าตัวมาจัดแสดงที่นี่ฮะ

roppongi

สายตาของผม...หลังจากที่ยังไม่หายเมาและมึนหัว มองเห็นเจ้าแมงมุมยักษ์แห่ง Roppongi นี้ เหมือนกับภาพที่โฟกัสไม่ติดนี้เลยฮะ
สายตาของผม…หลังจากที่ยังไม่หายเมาและมึนหัว มองเห็นเจ้าแมงมุมยักษ์แห่ง Roppongi นี้ เหมือนกับภาพที่โฟกัสไม่ติดนี้เลยฮะ

ผมจึงหาที่สงบสติอยู่แถวนั้น ด้วยการนั่งหลับไปเกือบครึ่งชม.ได้ฮะ 5555… เป็นประสบการณ์ที่เซ็งมาก และเสียเวลามาก ก่อนที่จะเดินหน้าถ่ายรูปกับโดเรมอน…

doraemon-roppongi

ตรง Ropponhi hills นี้ก็เป็นสถานที่ตั้งของสถานี Asahi ด้วยครับ แถวนั้นครึกครื้นไปด้วยการจัดกิจกรรมของสถานีและมีส่วนหนึ่งของอาคารที่โปรโมทภาพยนตร์โดเรมอน เดอะ มูฟวี่นี้ ทำให้มีสินค้าอะไรเกี่ยวกับโดเรมอนเต็มไปหมดเลยครับ ใครที่ชอบโดเรมอนเหมือนผมนี่ฟินไปตามๆกันฮะ

doraemon-asahi-broadcast

8. Shibuya

จาก Roppongi hills ไปชิบูย่า (Shibuya) ผมนั่งจากสถานี Roppongi (สาย Toei-Oedo) ไปเปลี่ยนสถานีที่ Aoyama-itchome และนั่งไปลงที่สถานี Shibuya (สาย Tokyo metro Hanzomon)

พูดถึงชิบูย่าแล้ว ผมนึกถึง ชิบูย่าโทสต์ ที่เคยไปกินที่ After you เมื่อนานมากๆแล้วครับ มันแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกันเท่าไร แต่เป็นครั้งแรกๆที่ทำให้คุ้นกับคำนี้ แล้วก็มีอีกเรื่องที่ทำให้รู้สึกคุ้นๆ คือเรื่องราวของเจ้าหมาฮาชิโกะ… ที่ผมเคยดูภาพยนตร์เกี่ยวกับหมาตัวนี้ที่มาเฝ้ารอคุณหมอที่เป็นเจ้าของอยู่หน้าสถานี ทั้งๆที่คุณหมออยู่มาวันนึงได้ตายไปแล้ว… เรื่องดีมากๆครับ ออกมาจากสถานี Shibuya ประตู 8 ก็จะเห็นรูปปั้นเจ้าสุนัขตัวนี้ ที่มีคนมายืนถ่ายรูปกันอย่างต่อเนื่องเลยครับ

shibuya-dog

และนี่ก็คือสีสันยามเย็นของชิบูย่าครับ กับถนนที่เรียกว่า ยุ่งที่สุดในโลก !!

shibuya

มีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วนครับ เป็นถนนที่แออัดจริงๆ
มีร้านค้ามากมายนับไม่ถ้วนครับ เป็นถนนที่แออัดจริงๆ

ผมไม่มีเวลามากครับ เพราะว่าวันนี้ผมมีนัดกับคนญี่ปุ่น !! ซึ่งคนที่ผมจะไปพบท่านนี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่โรงเรียนม.ปลายของผมเองครับ… แผนของผมที่ว่าจะเดินทะลุจากชิบูย่า (Shibuya) ไป ฮาราจูกุ (Hatajuku) และจบที่ชินจูกุ (Shinjuku) รวดเดียวนี้ เกรงว่าจะไม่ทันนัดครับผม

ผมเดินมาตามแผนที่ ที่จะขอได้เที่ยวฮาราจุกุสักแปป ก็มาหยุดๆ เพราะคุ้นกับเสียง เหมือนได้ยินเสียงคนไทยครับ

yim-suthida-in-japan

ใช่แล้วครับ ผมมาเจอกับนักร้องเสียงดี(ที่ผมไม่รู้จัก) เธอชื่อ ยิ้ม สุทธิดา กับแม่ยกแฟนคลับอยู่หน้าเวทีพอสมควรครับ บริเวณลานตรงนี้เต็มไปด้วยพื้นที่ขายอาหารไทย และสินค้าจากประเทศไทย ทำผมตกใจเหมือนกัน อะไรจะมาบังเอิญมาจัดวันที่ผมมาเที่ยวญี่ปุ่นพอดี มีเวลาเดินดูอยู่แปปเดียวครับ

9. Harajuku

เดินมาจนถึงฮาราจุกุ (Harajuku) ครับ อีกย่านท่องเที่ยวนึงเลย และเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมจิที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวันนี้ด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้ผมต้องเปลี่ยนแผนไปก่อน ผมจึงต้องนั่งรถไฟจากที่ Harajuku ไปลงที่ Shinjuku (แม้ว่าจะห่างกันแค่สถานีเดียว)

harajuku-station

10. Shinjuku

และแล้วผมก็มาถึงชินจูกุครับ ระหว่างที่รออาจารย์ก็มีการแสดงดนตรีให้ดูแถวๆนี้ บรรยากาศดูครึกครื้นดีครับ ยามเย็นแบบนี้ มีแฟนคลับ? และผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น มาหยุดชมการแสดงดนตรีสดๆนี้ด้วยฮะ มาขอลายเซ็นต์ก็มี เป็นถนนชิวๆอีกแห่งก็ว่าได้ครับ

shinjuku-street
และแล้วก็ถึงเวลาครับ ผมมาพบกับ อาจารย์ยูริ ซึ่งเป็นอาจารย์อาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนมัธยมของผมเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ผมได้รู้จักกับอาจารย์ ตอนที่เข้าไปขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น แม้ว่าอาจารย์จะไม่เคยได้สอนผม แต่อาจารย์ก็หาข้อมูลมาให้อย่างดี แถมเอาปากกาไฮไลท์ ขีดส่วนสำคัญๆไว้ให้ผมอีก ผมจำวันนั้นได้ดีเลย คงเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความจริงใจของคนญี่ปุ่น แม้ว่าผมจะไม่ค่อยได้เจออาจารย์ยูริ แต่วันนี้อาจารย์ก็น่ารักๆมาก และเสียสละเวลามาร่วมทานข้าวกับผมวันนี้ครับ ~ วันนี้ผมและอาจารย์มาเจอกันที่ชินจูกุครับ อาจารย์พามาทาน เทมปูระ ที่เรียกว่า อร่อยเหาะอย่าบอกใคร!

เทมปุระที่มีหลากหลายชนิดมากครับ ค่อยๆเสิร์ฟทีละรายการ ทอดใหม่ๆ ร้อนๆ และภาพขวาก็คือ ผมกับอาจารย์ยูริครับ
เทมปุระที่มีหลากหลายชนิดมากครับ ค่อยๆเสิร์ฟทีละรายการ ทอดใหม่ๆ ร้อนๆ และภาพขวาก็คือ ผมกับอาจารย์ยูริครับ

อาจารย์เล่าให้ผมฟังถึงความทรงจำดีๆเกี่ยวกับประเทศไทย ในช่วงสมัยที่อาจารย์มีโอกาสมาสอนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนผมครับ อาจารย์เล่าว่า อาจารย์มีโอกาสได้สอนนักเรียนที่มีความพิการทางสายตา ซึ่งอาจารย์บอกว่านับว่าเป็นครั้งแรกและเป็นความท้าทายมากๆ อาจารย์เขียนอีเมลส่งไปขอความช่วยเหลือจากทางญี่ปุ่นให้ส่งแบบเรียนสำหรับผู้พิการทางสายตาที่เป็นอักษรเบลล์มาให้ และสานต่อจนมาเป็นงานวิจัยที่อาจารย์กำลังเรียนอยู่ขณะนี้ด้วย

ทึ่งมั้ยล่ะครับ? ผมได้ฟังเรื่องราวที่สุดแสนอบอุ่นนี้ ก็ทำผมอดยิ้มไม่ได้จริงๆเลยครับ อาจารย์ยูริ เป็นอาจารย์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ คุยไปกินไป อาจารย์ก็โชว์ส่วนหนึ่งของงานนำเสนอของอาจารย์เกี่ยวกับการสอนภาษาญี่ปุ่นให้ผู้พิการทางสายตาให้ผมดูด้วย…. ผมเองก็เซอร์ไพรส์อาจารย์กลับด้วยเรื่องราวดีๆเช่นกันครับ ผมหยิบชีตภาษาญี่ปุ่นที่อาจารย์เคยให้กับผมไว้ตั้งแต่สมัยผมเรียนอยู่ที่มัธยมขึ้นมา

เมื่อครั้งที่แล้วที่ผมกลับไทย ผมไปค้นเจอชีตนี้โดยบังเอิญในตู้หนังสือ และผมก็หยิบมันมาด้วยที่เกาหลี ด้วยความหวังว่าสักวันผมจะมีโอกาสได้หยิบมันมาศึกษาด้วยตัวเอง .. สุดท้ายเจ้าชีตที่ไม่ได้ผ่านการขีดเขียนใดๆของผมเลยนี้ ก็กลับมาหาอาจารย์ยูริที่ร้านเทมปุระร้านนึงในชินจูกุแห่งนี้… อาจารย์ยูริที่เห็นชีตนี้ครั้งแรก อาจารย์บอกกับผมว่า “อ้าว เธอเรียนชีตนี้ด้วยเหรอ ใช้เล่มเดียวกันเลย” ก่อนที่ผมจะบอกว่า “จริงๆแล้วอาจารย์เป็นคนให้ชีตผมนี้มาเองครับ 🙂  อาจารย์จำได้หรือเปล่า นี่ผมเขียนวันที่ที่ได้รับไว้ข้างชีตด้วย” อาจารย์ยูริตกใจ และยิ้มไม่หุบเช่นเดียวกันกับผมเลย อาจารย์ดีใจมาก และบอกผมว่า “โอ้ อาจารย์จำไม่ได้จริงๆ นี่มันนานมากแล้วนี่” ผมบอกกับอาจารย์ว่า “ไม่มีอะไรนอกจากที่ผมจะบอกว่าขอบพระคุณอาจารย์จริงๆ” บทสนทนาของผมกับอาจารย์จึงเป็นอะไรที่วิเศษสำหรับการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งนี้มากๆครับ

teacher_yuri_rajsima
กลับมาที่เรื่องอาหารที่ผมจะไม่พูดก็ไม่ได้ครับ 55 (เปลี่ยนบรรยากาศเร็วเหลือเกิน) เพราะร้านนี้อาจารย์ยูริแนะนำมา ว่าเป็นอีกร้านอร่อยในย่านชินจูกุเลยครับ ใครที่มองหาร้านอร่อยในชินจูกุ  ทุกท่านไม่ควรจะพลาดกับร้านนี้ครับ Shinjuku Tsunahachi So-honten ร้านนี้หน้าร้านเขียนไว้ด้วยภาษาญี่ปุ่นครับ บรรยากาศก็เต็มไปด้วยลูกค้าต่อแถวกันยาวพอสมควร กฏของร้านมีห้ามถ่ายรูป ผมจึงไม่สามารถถ่ายมาได้เยอะตามมารยาทครับ

ร้านนี้ได้รับการรีวิวจากนักท่องเที่ยวมากมายครับ เทมปุระที่ทอดมาใหม่ๆ นำออกมาจากกระทะ ซับมัน แล้วมาเสิร์ฟให้ถึงที่โต๊ะ หากใครที่อยากทานเทมปุระเมพๆ ในโตเกียวนี้ ห้ามพลาดร้านนี้เป็นอันขาดเลยครับ !! [แผนที่] [รีวิวใน Trip Advisor]

เรื่องราวในค่ำคืนสุดท้ายในโตเกียวก็ต้องจบไว้เพียงเท่านี้ครับ ในวันพรุ่งนี้เย็นผมก็จะต้องเดินทางเตรียมตัวกลับไปที่โอซาก้าแล้วครับ

Ueno

ผมใช้เวลาวันใหม่ในวันใหม่ที่โตเกียวนี้ ทั้งเช้าไปกับการเจอกับเพื่อนคนไทย “บอมบ์” นักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่แนะนำร้านทาน อูนางิ (Unagi) หรือ ปลาไหลญี่ปุ่น อร่อยๆแถวๆย่าน Ueno ให้ได้ทานครับ ปลายเดือนกรกฎาคม ของทุกปีเป็นเทศกาลทานอุนางิ หรือปลาไหลของที่ญี่ปุ่นด้วยครับ แต่เพื่อนๆที่ญี่ปุ่นก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้อูนางิจะเริ่มหายากและไม่ค่อยให้มีการให้ล่ามากเท่าไรแล้วครับ หากราคาของอูนางิถูกมากก็จะเป็นอูนางิที่นำเข้ามาจากประเทศอื่นครับ

unagi

ร้านที่บอมบ์พามา เป็นร้านนึงในซอยเล็กๆทางไปสถานีอุเอะโนะ (Ueno) ครับ ซึ่งหน้าร้านเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ราคาของปลาไหลก็มีให้เลือกตามไซส์ตั้งแต่ 500 ถึง 2,000

หน้าตาของร้านที่เรามาทานอูนางิกันครับ อยู่ในซอยที่เต็มไปด้วยของกินและร้านค้า ทางไปสถานีอุเอะโนะ (Ueno) ครับ ด้วยความที่จำทางไปร้านไม่ได้ จึงขอวงไว้แล้วกันครับ ว่าอยู่แถวๆนั้น

ก่อนเดินทางกลับ ผมนำสัมภาระไปใส่ล็อกเกอร์ที่อู่รถบัส Willer Express ครับ และมีโอกาสได้เดินเที่ยวเก็บบรรยากาศสวยๆของเมืองโตเกียวที่จุดชมวิว (Observation desk) ใน ศาลาว่าการกรุงโตเกียว หรือ Tokyo Metropolitan Government Building ครับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ท่านสามารถชมวิวได้ทั่วเมือง และที่สำคัญคือ ฟรี ครับ ! [แผนที่ทางไปศาลาว่าการกรุงโตเกียว]

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories- Observation desk

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories

Tokyo Metropolitan Government Building Observatories

เวลาในช่วงบ่ายยังพอเหลืออยู่บ้างครับ ผมตัดสินใจเดินจากชินจูกุ (Shinjuku) ไปยังฮาราจุกุ (Harajuku) ซึ่งใช้เวลาเดินกันพอสมควรเลย เพื่อที่จะไปขอพรที่ ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu) ซึ่งเป็นอีกศาลเจ้าที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นครับ แต่ฝนก็ตั้งเค้า และแน่นอนครับ มีฝน มีเสียงฟ้าร้อง เป็นอะไรที่ผมไม่สามารถจะอดทนได้นานจริงๆครับ (กลัวเสียงฟ้าร้อง) จึงรีบๆวิ่งมาที่ศาลเจ้าเมจิและหลบฝนอยู่ที่นี่สักพักได้ล่ะครับ

ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu)
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji jingu)

จนถึงกระทั่งมั่นใจว่าฟ้าจะไม่ร้องแล้วนั่นล่ะครับ ผมจึงออกมาและเที่ยวในฮาราจุกุต่อสักแปปครับ ก็ได้ขนมจากที่ฮาราจุกุมาเป็นของฝาก และกลับไปขึ้นรถที่ชินจุกุครับ การเดินทางจากโตเกียวไปโอซาก้า ด้วยรถบัสกลางคืน ผมเขียนไว้ในบล็อก ตอนนี้ แล้วครับ !

กลับมาที่โอซาก้า

ผมใช้เวลาเกือบทั้งวันไปกับการนอน การเดินทางในโตเกียวในหน้าร้อนนี่ไม่อึด ไม่ถึกนี่ ลำบากเลยล่ะครับ… ชาร์จพลังเต็มที่แล้วตัดสินใจไปหาอะไรทานกับเพื่อนในโดทงโบริ (Dotonburi) ครับ

นึกถึงโอซาก้า นึกถึงทาโกะยากิ ~ !
นึกถึงทาโกะยากิ นึกถึงโอซาก้า ~ !

ก่อนที่ครอบครัวของเพื่อนผมจะพาไปทานมื้อพิเศษส่งท้ายค่ำคืนที่นี่ครับ ระหว่างเดินทางคุณแม่ของเพื่อนก็แซวว่า แอบดำขึ้นเยอะเลย หลังจากที่ไปเที่ยวโตเกียวมา ก็ได้แต่บอก(เพื่อนให้แปลให้แม่ฟังเพื่อนฟังอีกที)ว่า แดดโตเกียวร้อนมว้ากกกฮะ

ตั้งแต่ผมเขียนมา จะมีหลายมื้อที่ผมเขียนไว้ว่า "จะไม่มีวันลืมเลย" แต่ก็เช่นนั้นจริงๆครับ ผมก็ไม่ลืมมื้อนี้เช่นกัน นี่คือ ยากินิกุ (Yakiniku) ที่เนื้อมาจากเมือง Kagoshima ที่เพื่อนภูมิใจนำเสนอมากครับ
ตั้งแต่ผมเขียนมา จะมีหลายมื้อที่ผมเขียนไว้ว่า “จะไม่มีวันลืมเลย” แม้ว่ามันจะดูเกลื่อนๆ ทำไมใช้คำฟุ้มเฟือยจัง ดูแต่ก็เช่นนั้นจริงๆครับ ผมก็ไม่ลืมมื้อนี้อีกเช่นกัน นี่คือ ยากินิกุ (Yakiniku) ที่เนื้อมาจากเมือง Kagoshima ที่เพื่อนภูมิใจนำเสนอมากครับ

ผมขออภัยสำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อด้วยครับ…. สำหรับผู้ที่ทาน นี่มันคือเจ๋งมากๆ ครับ ดูจากชื่อเสียงของร้านนี้จากภาพที่เจ้าของร้านถ่ายกับดารามากมาย ผมเองไม่เห็นเมนู และไม่มีโอกาสได้เห็นราคา จึงไม่ทราบว่าเท่าไร แต่ก็แอบถามเพื่อน เพื่อนผมก็ได้แต่บอกว่า “หึหึ มันพิเศษมากเลย บอกแกไม่ได้หรอก !” ทำผมใจไม่ดีเลยครับ ว่าจะเลี้ยงอะไรเค้าเมื่อตอนเค้าจะไปเที่ยวที่ไทย… ตำแหน่งที่ร้าน สำหรับคนต้องการจะไปโดน ยากินิกุ ที่อร่อยๆเด็ดๆโดนๆ ในโอซาก้า ผมไปหาตำแหน่งมาให้แล้วครับ ! [แผนที่]

สิ่งที่ผมต้องการนำเสนอจากบล็อกทุกตอนในการเดินทางที่ญี่ปุ่นนี้ หลักๆคงเป็นการนำเสนอแผนการเดินทางของผม และรวบรวมข้อมูลที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นครับ และอีกมุมมองหนึ่ง ที่ผมอยากนำเสนอ คือ เรื่องราวของคนญี่ปุ่นด้วย ผมรู้สึกถึง “ความอบอุ่น ความจริงใจ ของคนญี่ปุ่น” จากบล็อกหลายๆตอน ก็อาจจะทำให้คุณผู้อ่านหลายๆท่านรู้สึกร่วมไปกับผมด้วยเช่นกัน

การเดินทางตลอดระยะเวลาเกือบสองอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นในหน้าร้อนนี้ จึงเต็มไปด้วยประสบการณ์ดีๆที่เพื่อนผมหลายๆคนที่ญึ่ปุ่นได้มอบให้ เป็นบล็อกที่เรียกว่าเขียนกันข้ามปีเลยทีเดียว เรื่องราวที่นี่มันยาวจนผมแทบอยากจะตัดจบไปในบางตอนเสียด้วยซ้ำไป แต่ประสบการณ์ดีๆแบบนี้ ผมตัดสินใจขอใช้เวลาเล่ามันจนจบ และนี่ก็เป็นตอนสุดท้ายของการเดินทางในญี่ปุ่นครับ

คืนสุดท้ายที่บ้านของริโกะครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับคุณพ่อ คุณแม่ และริโกะครับ
คืนสุดท้ายที่บ้านของริโกะครับ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับคุณพ่อ คุณแม่ และริโกะครับ

แล้วกันใหม่ในตอนหน้าครับ ~
สวัสดีปีใหม่ 2558 ครับผม !!

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

[Japan Trip] ตะลุยเดี่ยวเที่ยวโตเกียว !! # 1

เดินทางมาด้วยกันเรื่อยๆครับ สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่ผมได้เพื่อนมาช่วยแนะนำการท่องเที่ยวในโตเกียวให้ ครั้งนี้จะเป็นคราวของผมที่ต้องเดินทางเที่ยวคนเดียวในโตเกียวแล้วครับ

เนื่องจากว่าการเดินทางในวันก่อนนี้ไปกับเพื่อนผู้หญิง แน่นอนล่ะครับว่าสถานที่ที่ต้องไปก็จะออกไปแนวมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกันซักเล็กน้อย ซึ่งถ้าไม่บอกว่าผมถ่อมากินไกลถึงโตเกียวนี้ อาจจะไม่มีใครรู้จริงๆ บล็อกในวันนี้จะพาทุกท่านไปเก็บประสบการณ์ของการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เมื่อมาญี่ปุ่นแล้วต้องมาให้ได้กันครับ !!

เดินทางไปชมภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พวกเรารู้จักกันดี ภูเขาลูกนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น ไม่แปลกที่คนทั่วโลกจะรู้จัก เหมือนที่คนรู้จักยอดเขาเอเวอร์เรสต์ การเดินทางไปชมภูเขาไฟฟูจิ สามารถเลือกได้หลากหลายเส้นทาง เพราะลักษณะของภูเขาไฟนี้ ถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบห้าแห่ง เราเรียกว่า “ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji-goko)” ซึ่งทะเลสาบแต่ละที่ก็มีวิวที่สวยงามแตกต่างกันไปครับ สำหรับสถานที่ที่ผมเลือกไปนั้น คือ ทะเลสาบคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) ครับ

การเดินทางจากโตเกียวไปภูเขาไฟฟูจิ

การเดินทางไปชมฟูจิ ไปได้หลายวิธีครับ เช่น รถไฟ, รถบัส แต่หลังจากที่ผมศึกษาเส้นทางแล้ว การเดินทางรถบัสใช้เวลาน้อยกว่าและประหยัดกว่าครับ จึงตัดสินใจนั่งรถบัสไป รถบัสจะนั่งที่ชินจุกุ (Shinjuku) ครับ โดยสามารถเข้าไปจองได้ที่เว็บไซต์นี้เลย และไปชำระเงินที่สถานีรถได้ครับ หากไม่ไปเค้าก็จะยกเลิกโดยอัตโนมัติ ราคาค่าโดยสารต่อรอบอยู่ที่ ¥1,750 ครับ โดยปลายทางไปลงที่ สถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko station)

ผมออกเดินทางสายๆ ประมาณสิบโมงครับ กว่าจะหาสถานีรถบัสเจอก็บอกว่าหลงไปหลายรอบเลย ที่ชินจูกุนี้ต้องขอบอกว่า มือใหม่หัดเที่ยวอย่างผมนี่มึนมากครับ มีมากมายหลายประตูทางออก จากแผนที่สถานีรถบัสอยู่ติดกับร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Yodobashi-Shinjuku ครับ

สถานีรถบัสไฮเวย์ ชินจูกุ (Highway Bus)
สถานีรถบัสที่ออกจากชินจูกุ

ผมมาด้วยความรีบเร่งกลัวจะไม่ทันเวลา วิ่งมาพร้อมกับใบจองที่พิมพ์มาตอนจอง ก็มีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้ พาเราทำรายการจากตู้อัตโนมัติจนเสร็จสิ้นครับ ชำระเงินผ่านตู้ได้เลยทันที ใครที่ไม่ได้จองมาจากเน็ตก็สามารถติดต่อได้ที่เคาน์เตอร์เช่นกัน (แต่อาจจะวุ่นวายหน่อยสำหรับผู้ที่ไม่สันทัดภาษาญี่ปุ่น)

สถานีรถบัสไปฟูจิจากชินจูกุ
รถบัสจอดรายทางหลายสถานีเหมือนกันครับ แต่เวลาก็ไปถึงตรงตามที่ระบุเอาไว้ในเว็บไซต์ 1 ชม. 45 นาที ซึ่งสถานีที่จะไปจอดหลักๆ ก็จะมีสวนสนุก Fuji Q Land และสถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) เป็นสถานีปลายทางที่จะไปชมทะเลสาบคาวากูชิโกะและภูเขาไฟฟูจิกันครับ

ถึงแล้วคร้าบบ~…. สถานีคาวากูชิโกะ

สถานีคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko station)

ภายในสถานีมีคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก มีแผนที่แสดงตำแหน่งสำคัญๆบริเวณย่านนี้ครับ สถานีดูเก่าแต่คงเอกลักษณ์ไว้สวยงาม

มาถึงเที่ยงๆพอดี เลยตั้งใจว่าจะหาอะไรทานก่อน ก่อนที่จะเดินทางครับ ผมใช้แอพ Trip Advisor ช่วยนำผมไปยังร้านอร่อยๆแถวๆนั้น ซึ่งเอาเข้าจริงๆก็แอบไกล ผมเดินตามเส้นทางที่แอพแนะนำไว้…

เดินกินลมไปเรื่อยๆ ก็ได้เห็นลักษณะของบ้านเมืองที่นี่ ที่ดูสงบๆครับ มีแปลงเกษตรอยู่หลายที่ ไม่ค่อยมีตึกสูงใหญ่มากมาย ไม่มีที่ร่มให้เดินหลบแดด เดินไปอากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆครับ แถวนั้นมีเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิขณะนั้น ก็พบว่ามันสูงถึง 38 องศา!! เรียกว่าเดินไปเช็ดเหงื่อไป

Kawaguchiko
เดินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพบกับร้าน “Kosaku” ครับ ร้านนี้เป็นที่กล่าวขานกันในแอพ TripAdvisor ถึงเมนูเมนูนึง ที่เมื่อมาในย่าน Yamanashi แล้ว เมนูที่ต้องทานให้ได้เลยก็คือ “โฮโตะ (Houtou/Hoto)”

kosaku hotou kawaguchiko
ผมเดินเข้ามาในร้านก็พบว่าร้านใหญ่พอสมควรครับ ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้เราได้สั่งกันอย่างสบายใจ เล่าต่อกันถึงเมนูนี้ โฮโตะเป็นบะหมี่ที่เสิร์ฟมาในถ้วยใหญ่ กับน้ำซุปที่ค่อนข้างเข้มข้นเพราะมีผักและฟักทองอยู่ด้วย ส่วนหน้าก็มีให้เลือกหมดเลยครับ หมูเห็ดเป็ดไก่ มีไปจนถึง หมี !! อะไรจะขนาดนั้น ผมขอจบที่หมูแล้วกันครับ มื้อนี้หมดไป ¥ 1,400

houtou
เสิร์ฟมาในถ้วยใหญ่จริงๆครับ ถ้าตอนนั้นผมไม่หิวก็คงกินคนเดียวไม่หมดจริงๆ กินเสร็จก็มาเดินเล่นในร้าน ที่นี่มีของที่ระลึกขายด้วยครับ (แน่นอนว่าเส้นโฮโตะนี่ก็มีขาย)

ก่อนที่จะมาผจญกับแดดข้างนอก เป้าหมายต่อไป มุ่งหน้าสู่ทะเลสาบคาวากูชิโกะครับ ระยะทางที่ต้องเดินต่อก็เป็นกิโลๆเลยทีเดียว และผมก็ได้เห็นกับทะเลสาบที่กว้างสุดลูกหูลูกตานี้ครับ

ทะเลสาบคาวากูชิโกะ Kawaguchiko lake
เดินออกไปอีกหน่อย ผมเห็นสะพานข้ามไปอีกฝั่งนึง จากมุมที่ผมถ่ายรูปถ้าจะถ่ายทะเลสาบให้เห็นภูเขาไฟด้วย ผมจำเป็นต้องข้ามไปอีกฝั่งครับ เลยตัดสินใจเดินต่อไปเรื่อยๆ…. (แดดก็ยังคงแรงอยู่เหมือนเดิม)

kawaguchiko lake panorama
มุมมองพาโนรามากับทะเลสาบคาวากูชิโกะ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นภูเขาไฟฟูจิที่ถูกบดบังด้วยเมฆก้อนมหึมาครับ

เดินไปเดินมาก็หวังเพื่อจะเล็งมุมสวยๆของภูเขาไฟฟูจิครับ เท่าที่อ่านดูจากในเน็ตก็ว่ากันว่าให้มาแต่เช้าบ้าง ควรจะมาหน้าหนาวบ้าง ซึ่งไม่เข้าคุณสมบัติอะไรของการที่จะได้ถ่ายสวยๆเลย ผมจึงถือว่าได้มาเห็นเป็นบุญตาก็พอใจแล้วครับ เดินไปเรื่อยๆ ก็พบว่า “อ่าววว… นี่มันวนรอบทะเลสาบแล้วนี่หว่า”

fuji kawaguchiko
หน้าตาของเจ้าก้อนเมฆทรยศ ช็อตนี้เป็นช็อตจริงจังของผมที่สุดแล้วที่ต้องการจะถ่ายฟูจิ (จริงๆคือมีรูปก่อนหน้าที่ระหว่างเดินถ่ายได้บ้างฮะ)

ก่อนจะได้เดินกินลมชมไม้ กลับมาที่สถานีและนั่งบัสกลับไปที่สถานีชินจูกุครับ ขากลับเราสามารถนั่งรถได้จากที่หน้าสถานีเช่นเคย (ชานชาลาที่ 3 เขียนว่า Highway bus for Shinjuku) และควรจะดูเวลาออกแต่เนิ่นๆ ป้องกันการตกรถครับ

มุ่งหน้าสู่โตเกียวก็พบว่ารถติดมากๆครับ ฝนก็ตกหนักมากๆด้วย อันนี้เป็นอะไรที่ไม่มีบอกในพยากรณ์อากาศเลย สิ่งที่ผมพยายามทำการบ้านมากอยู่อย่างนึง คือเรื่องสภาพอากาศครับ เพราะไปเที่ยวแต่ติดฝนก็คงไม่สนุกแน่ๆ แต่ที่เช็คมาก็ไม่ได้ตกตามวันเลย แถมเสียงฟ้าร้องแอบดังกว่าทุกที่ที่ผมเคยไปมาเสียอีก !! (ประสบการณ์จริงจากคนกลัวเสียงฟ้าร้อง)

rainy day in tokyo

ทันทีที่ถึงชินจูกุก็มุ่งหน้าสู่ที่พัก ไปแวะหาอะไรทานในห้างแถวนั้นครับ ในห้างญี่ปุ่น ชั้นใต้ดินมักจะเป็นแหล่งขายอาหารทั้งคาวหวาน มีให้เลือกกันอย่างหลากหลายจุใจ จะกินเลยห่อกลับก็มีทุกรูปแบบครับ

cake zone in departmentstore in japan

ช่วงนั้นเป็นเทศกาลกินปลาไหลพอดี จึงซื้อมากินที่ที่พัก และอยากทานของหวานด้วย จึงไปหาเลือกเค้กหน้าตาดีๆ (อยากจะลองว่ามันจะอร่อยสมหน้าตาหรือเปล่า) ก็ได้มาดังนี้ครับ

ข้าวหน้าปลาไหล อูนางิ Unagi
เป็นปลาไหล อูนางิ (Unagi) กับเนื้อ หมดไปกับราคาช่วงจัดรายการ ¥1,050
เค้กในห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น Monblanc cake
เค้กที่แพ็คเกจสวยหรู ใส่กล่องให้ยังกับกล่องนาฬิกา มาพร้อมกับที่กันกระแทก น้ำแข็งแห้งอย่างดี หมดไปรู้สึกแพงกว่าข้าวหน้าปลาไหล 55

รสชาติของข้าวหน้าปลาไหลก็ต้องบอกว่ามันอร่อยใช้ได้เลยล่ะครับ แต่ไม่จุใจเท่าไร ราคาแอบสมเหตุสมผล โชคดีที่มาช่วงโปรโมชั่นพอดี ส่วนขนมเค้กนี้ก็อร่อยไม่แพ้กันครับ ข้างในเป็นวิปครีมนุ่มๆอร่อยใช้ได้ ข้างนอกเป็นเหมือนเป็นครีมถั่วเขียว ซึ่งคนไม่ชอบทานถั่วก็อาจจะไม่ชอบครับ กินไปเรื่อยๆ ผมเหมือนเจอถั่วเพิ่มอีกเป็นก้อนๆ อันนี้ทำให้รู้สึกเริ่มเลี่ยนๆขึ้นมาหน่อย เอาเป็นว่าภาพรวมขนมเค้กเอาไป 8/10

ทั้งวันนี้จึงยกให้กับการท่องเที่ยวในเมืองคาวากูชิโกะ (Kawaguchiko) นี้ครับ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ผมจะพักใน Sakura Ikebukuro นี้ ก่อนที่จะเปลี่ยนบรรยากาศ+เซฟค่าใช้จ่าย ไปนอนที่โฮสเทลในย่านอาซากุสะ (Asakusa) ครับ

อิเคะบุคุโระ (Ikebukuro)

เช้าก่อนย้ายโรงแรม ก็ขอมาสำรวจย่านนี้อีกครั้งครับ อย่างที่บอกไปในบล็อกตอนที่แล้ว อิเคะบุคุโระเป็นอีกย่านใหญ่ย่านนึงที่มีหลายฝั่ง หลายทิศด้วยกันครับ ทิศตะวันออกจะเป็นร้านตู้เกม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าซะเยอะ วิธีการเดินทางก็เดินมาตามทางประตูในสถานีก็ไม่หลงดีครับ

Ikebukuro east side

แถวๆนี้มีร้านโตคิว แฮนดส์ (Tokyu Hands) ที่ให้ผมเดินยังไงก็ไม่เบื่อ ร้านนี้มีทุกอย่าง ราคาอาจจะแพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย แต่ก็มีอะไรให้เดินดูเล่นเพลินดีครับ

tokyu hands ikebukuro
ตึกข้างๆกันเป็นห้างที่ใหญ่อีกแห่งนึงในย่านนี้ครับชื่อว่า Sunshine City ข้างในมี อควาเรียม และจุดชมวิวอยู่ แต่เนื่องจากเวลาไม่ค่อยพอ วันนี้จึงจบการเดินทางในอิเคบุคุโระไว้เพียงเท่านี้ครับ

อาซากุสะ (Asakusa)

แบกกระเป๋าและสัมภาระมาที่อาซากุสะครับ ย่านนี้ให้ความรู้สึกเก่าแก่ดีครับ (พอๆกับตอนไปเกียวโต) ที่พักอยู่ในซอยเข้ามาให้ผมงงเล่นเยอะหน่อย เช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย เข้าไปในห้องก็พบว่ามีแขกที่พักอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว นั่งนอนเล่นกันอยู่ อัธยาศัยดีอย่างผมก็ได้แต่มุ่งหน้าเข้าหาเตียง เก็บของแล้วเดินทางต่อครับ 555

ซากุระโฮสเทล อาซะกุสะ (Sakura Hostel Asakusa) Review
ขอ รีวิวซากุระโฮสเทล อาซากุสะ นี้กันนิดนึงครับ ที่นี่เหมาะมากสำหรับผู้ที่เดินทางแบ็คแพ็คและต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ที่นี่ใกล้กับย่านท่องเที่ยวอย่าง Asakusa มีพนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ให้บริการตลอด 24 ชม. ราคาตกอยู่ที่คืนละ ¥3,325 (~1,000 บาท) ราคานี้มีอาหารเช้าบริการง่ายๆอย่างขนมปัง กาแฟ ซุป ชั้นล่างล็อบบี้มีอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ให้บริการครับ มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า ห้องอาบน้ำสะอาดครับ มีผ้าเช็ดตัวให้เช่า ที่หัวเตียงจะมีโคมไฟส่วนตัวให้ไว้แบบในรูปครับ ตรงใต้โคมไฟจะมีปลั๊กให้เสียบอยู่ช่องนึง (ตอนแรกหาปลั๊กไม่เจอ)

เอาล่ะครับ ได้เวลาออกมาเดินเล่นกันต่อแล้ว~

ขอเริ่มจากที่ใกล้ๆนี้ก่อนเลยครับ อาซากุสะ (Asakusa) !! บริเวณนี้ก็จะมีร้านค้าที่ดูย้อนยุคอยู่หลายร้าน ให้บรรยากาศดีมากเลยครับ ผมเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงทางเข้าของวัดเซ็นโซ (Senso-ji)  ก็จะเห็นประตูที่เป็นสัญลักษณ์เรียกว่าประตูคามินาริ (Kaminari-mon) ที่มีโคมใหญ่ๆนี้ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม…

ประตูคามินาริ วัดอาซากุสะ วัดเซ็นโซจิ

ผ่านประตูเข้ามาก็จะเห็นร้านค้าอยู่มากมายเรียบถนนนาคามิเซะ (Nakamise-dori) ก็มีทั้งของที่ระลึก ไม้แกะสลักชื่อ ขนมขบเคี้ยว เซมเบ้ ไอศกรีมชาเขียว ฯลฯ ให้ได้ไปลิ้มลองกัน ก่อนที่จะเดินเข้าไปชมวิหารข้างในครับ

เที่ยวโตเกียว ด้วยตัวเอง วัดเซ็นโซจิ
ภายในวัดเซ็นโซ (Senso-ji) มีอยู่หลายวิหารครับ หนึ่งในวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือ วิหารอาซากุสะ วัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดอาซากุสะด้วย ภายในเป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์คันนน (เจ้าแม่กวนอิม)
เจดีย์ 5 ชั้น วัดอาซากุสะ วัดเซ็นโซ
เจดีย์ 5 ชั้นนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่สวยงามมากครับ ตรงยอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ได้อ่านเรื่องราวการฟื้นฟูของวัดนี้แล้วก็รู้สึกว่าวัดนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนญี่ปุ่นอีกครั้งนึงเลยก็ว่าได้ครับ บรรยากาศที่วัดช่วงนี้ก็คึกคักเป็นพิเศษ เพราะว่าใกล้กับช่วงเทศกาลชมพลุในฤดูร้อนนี้ครับ ซึ่งสถานที่ชมพลุก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้เอง

อะกิฮะบะระ (Akihabara) สวรรค์ของเหล่าโอตาคุ

ผมออกตัวก่อนครับว่าเป็นคนที่ไม่ดูหรืออ่านการ์ตูนเลยครับ จะว่าโชคดีหรือโชคร้าย ในเมื่อมาถึงแหล่งที่ญี่ปุ่นกับย่านนี้แล้ว แต่กลับไม่รู้สึกฟินอะไรเลย T_T เอาล่ะครับ จะว่าไปนอกจากเรื่องราวของการ์ตูนแล้ว ผมก็พบว่าแถวนี้ก็เป็นอีกย่านนึงที่ขายอุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์ใหญ่เป็นอันดับต้นๆอีกแห่งนึงเช่นกัน

อะคิฮาบาระ Akihabara สวรรค์ของเหล่าโอตาคุ

รวมไปถึงเมดคาเฟ่ (ร้านค้าที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มโดยพนักงานแต่งตัวน่ารักๆ) และวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 ที่มีจุดกำเนิดที่นี่ (จริงๆก็ได้มารู้จักกับสาวๆ AKB48 ก็หลังจากได้มาสัมผัสอะกิฮะบะระครั้งนี้ล่ะครับ :P)

อะคิฮาบาระ Akihabara
สวรรค์ของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบการ์ตูน ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมคนชั้นดีเลยครับ เดินมาตรงตึกดงกี้โฮเตะ (Don quijote) ชั้นบนเป็นโรงละครของวง AKB48 โดยเฉพาะเลยครับ เมื่อขึ้นไปแล้วก็จะมีการชมการถ่ายทอดสดจากข้างบน มีภาพของสมาชิกทุกคนให้แฟนคลับตามมากรี๊ด? กันถึงที่ห้องส่งได้

อุเอะโนะ (Ueno)

สถานีอุเอะโนะ (Ueno station)

จากนั้นผมจึงนั่งรถไฟจากอะกิฮะบะระ (Akihabara) มาต่อที่อุเอะโนะ (Ueno) ซึ่งอยู่ห่างเพียงไม่กี่สถานี ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของสวนสาธารณะที่ใหญ่ร่มรื่นแห่งนึงล่ะครับ แต่เพราะมาถึงที่นี่ค่ำได้ที่แล้ว ผมจึงเลือกเดินไปฝั่งนึงของถนน เพื่อไปตามหาอนุสาวรีย์ของ Saigi Takamori ซึ่งเป็นซามูไร วีรบุรุษ ที่มีบทบาทในสงครามสมัยก่อนของญี่ปุ่น กว่าจะหาเจอก็ทำผมวนไปหลายสิบตลบครับ อนุสาวรีย์อยู่ตรงประตูทิศใต้ของสถานี Ueno ครับ จะมีบันไดขึ้นไปสูงๆ ขึ้นไปก็จะเห็นอนุสาวรีย์ของซามูไร Saigi Takamori เด่นให้เห็นอยู่ไกล มีทางรถไฟคู่ขนานอยู่ใจกลาง Ueno นี้ครับ

Saigō Takamori
อนุสาวรีย์ไซโง ทะกะโมริ (Saigō Takamori)

Asahi Superdry Hall

จะว่าเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งของการได้มาโตเกียวก็ว่าได้ครับ นั่นคือสำนักงานใหญ่ของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Asahi ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีอะซะกุสะ (Asakusa)

Asahi Superdry Hall

ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวทั้งวันในวันนี้ครับ กลับสู่ที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่เป้าหมายพรุ่งนี้จะเป็นการเก็บสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปในโตเกียวอีกหลายๆที่ ซึ่งคืนนี้ก็ได้เพื่อนคนไทยที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วยวางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้ให้ครับ เอาเป็นว่า อย่าลืมติดตามตอนต่อไปกับลุยเดียวเที่ยวโตเกียวกับผมเฟรมคุงในตอนหน้านะครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno