สัมภาษณ์นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี 2013

สวัสดีครับ พบกับเฟรมอีกครั้งกับฤดูใบไม้ผลิ ฤดูดอกซากุระผลิเต็มถนนหนทางให้บรรยากาศ
ดีๆแบบนี้ ก็กลับมากับอีกตอนหนึ่งของตอนพิเศษ เป็นบทสัมภาษณ์ของน้องๆ ทุนรัฐบาลเกาหลี
(KGSP) ปีล่าสุด 2013 เรื่องราวชีวิตในเกาหลี และก่อนที่จะมาที่เกาหลีนี้ จะเป็นอย่างไร
ไปทำความรู้จักกับน้องๆ กันทั้งสามคนกันดีกว่าครับ…

Framekung : สวัสดีครับ อยากจะให้น้องๆทั้งสามคนแนะนำตัวหน่อยครับ
น้องนุก : สวัสดีค่ะ ชื่อ ศุภวรรณ งามประภาวัฒน์ ชื่อเล่นชื่อนุก จบจากโรงเรียนมหิดล
วิทยานุสรณ์ค่ะ
น้องขิม : สวัสดีค่ะ ชื่อ ตวงรัตน์ จูฑะศร ชื่อเล่นชื่อขิม จบชั้นมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียม
อุดมศึกษา แผนกภาษาเยอรมันค่ะ
น้องแจน : สวัสดีค่ะ ชื่อ นภัส กรวิภาสเรือง ชื่อเล่นชื่อ แจน จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
แผนกภาษาฝรั่งเศสค่ะ

Framekung : น้องๆเล่าให้ฟังได้มั้ยครับว่าเพราะอะไรถึงได้มาสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

น้องนุก : นุกมีโอกาสได้ดูโครงงานของรุ่นพี่ที่จบจากโรงเรียมหิดลฯ ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย
KAIST ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ของเกาหลี พอพี่ๆกลับมานำเสนอ
โครงงาน ก็ทึ่งมาก ว่าทำได้ยังไง เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากไปเรียนที่ ม.KAIST และ
บังเอิญที่ปีนี้ ทุน KGSP สามารถเลือกมหาวิทยาลัย KAIST ได้ เลยได้สมัครมาค่ะ

น้องขิม : ส่วนตัวมีความชอบภาษาเกาหลี มีโอกาสได้เรียนภาษาเกาหลี เป็นระยะเวลาประมาณ
1 ปี ก็คิดอยากจะต่อยอด รู้จักทุนนี้จากหนังสือรวมทุน จึงได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า มีนักเรียน
เตรียมอุดมฯ ที่เคยได้ก่อนหน้านี้ จึงเป็นที่มาของการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ

น้องแจน : ก่อนหน้านี้ก็เคยเรียนภาษาเกาหลี และเคยมาเที่ยวที่ประเทศเกาหลีกับครอบครัวค่ะ
ตอนนั้นก็ทราบมาว่า มีทุนรัฐบาลเกาหลี เลยได้เริ่มเรียนภาษาเกาหลีเป็นปี ทั้งที่ไทย และที่เกาหลี
แล้วก็สอบ TOEIC เพื่อใช้ยื่นเพิ่มเติมด้วย และแจนได้รู้จักพี่เฟรมจากเพื่อนของพี่เฟรม เลยได้
ติดตามข่าวสารทุนรัฐบาลเกาหลีค่ะ
Framekung : แล้วน้องเลือกมหาวิทยาลัยและคณะอะไรกันบ้างครับ ?
น้องนุก : นุกสนใจพวกนาโนวัสดุ ก็เลยเลือกมาเรียนคณะ Material science and engineering
ที่มหาวิทยาลัย KAIST ค่ะ
น้องขิม : สนใจเรียนภาษาเกาหลี แล้วก็อยากกลับมาเป็นอาจารย์สอนภาษาเกาหลี เลยเลือกเรียน
เอกภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัย Seoul National University ค่ะ
น้องแจน : ที่นี่อุตสาหกรรมด้านสื่อบันเทิงค่อนข้างพัฒนามาก แล้วหนูจบสายภาษาจากเตรียมฯมา
เลยอยากจะเรียนอะไรที่ตรงกับความชอบ เลยเลือกที่จะเรียน Mass Communications
ที่ Korea University ค่ะ

Framekung : อยากให้น้องๆเล่าถึงเรื่องราวของการเตรียมตัวใบสมัคร แต่ละคนเตรียมตัว
กันอย่างไร ใช้เวลานานกันแค่ไหนครับ ?
น้องนุก : บอกตรงๆใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างน้อยค่ะ เอกสารที่ต้องเขียน และเอกสารที่ต้องขอ
จากอาจารย์ก็เยอะ ส่วนตอนเขียนก็อาศัยจากการอ่านเยอะๆ ดูรูปแบบการเขียนจากหลายๆคน
จนได้เป็นแนวของตัวเอง ก็เลือกที่จะเขียนให้ตรงกับสาขาที่จะสมัคร เช่น การบอกว่าเป็นนักเรียน
มหิดลฯ มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เคยทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโพลิเมอร์ที่ใช้ในการ
ส่งยาสู่เซลล์มะเร็งในสมอง ก็ได้เขียนถึงโครงงาน ประโยชน์ และการต่อยอดลงไปให้เห็นภาพด้วย
และการที่บอกว่าเรามีความสนใจด้านนี้จริงๆ มีโอกาสได้ดูงานที่ประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับด้าน
สมองเพิ่มเติม แล้วก็ได้ยกตัวอย่างเรื่องราวตอนที่ได้มาเกาหลี มีโอกาสได้ไปดูการใช้ชีวิตนักเรียน
มัธยมปลายที่เกาหลี ที่คนเกาหลีให้ความสำคัญกับการเรียน อย่างตอนทำโครงงานก็จะให้เวลา
สำหรับการทำโครงงานจริงจัง เป็นส่วนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงลงไปใน Personal statement ค่ะ
น้องขิม : ขิมคิดว่า เรื่องการเขียน Personal statement หรือจดหมายแนะนำตัวเองมันคือ
การเสนอความเป็นตัวเรามากที่สุด สำหรับขิมใช้เวลาเตรียมตัวเอกสารชุดนี้นานพอสมควร
ปรับแก้ไขตลอด ตอนปรับแก้ไข ก็จะได้แนวจากแต่ละคนมาเยอะมาก แต่คิดว่า สำคัญที่สุดก็คือ
นำเสนอสิ่งที่อยากนำเสนอดีกว่า เสนอไปว่า ตัวเองอยากจะทำอะไร ให้กรรมการให้เห็นความตั้งใจ
ของเรามากที่สุด เขียนความสนใจในภาษาเกาหลี เช่น ยกตัวอย่างที่ขิมเป็นประธานชมรมภาษา
เกาหลี ที่โรงเรียนเตรียมฯ ชอบสอนจึงเป็นสมัครเป็นอาสาสมัครในโครงการของสมเด็จพระเทพฯ
รวมไปถึง รางวัลที่ได้รับ และการเขียนให้สอดคล้องกับคณะที่จะไปเรียนค่ะ
น้องแจน : เวลาเตรียมตัวจริงๆแล้วคิดว่าเป็นปี เพราะหลังจากที่ทราบว่ามีทุนรัฐบาลเกาหลี
ก็เริ่มเรียนภาษาเกาหลี สอบ TOEIC ส่วนเรื่องใบสมัคร มีเวลาได้เตรียมจริงๆประมาณ 1 อาทิตย์
เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ GAT-PAT ด้วย สำหรับการเขียนนั้น แจนมีหลักว่า พารากราฟแรก
ต้องเขียนให้จับใจคนอ่านให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเขียนลักษณะแบบตอบคำถามทันที ดังนั้นจุดแรก
ที่เขียนต้องเขียนในสิ่งที่คิดว่าทุกคนไม่มี แต่ตัวเรามี ตอนนั้นคงเป็นเรื่องที่แจนมีโอกาสได้มาเรียน
ภาษาเกาหลีที่เกาหลี ขอคุณแม่ที่จะมาเกาหลีคนเดียวเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มๆ ตอนสมัครก็ดำเนิน
การอะไรทุกอย่างด้วยตนเองหมดเลย ตั้งแต่สมัครเรียน จนถึงหาที่พัก เล่าเหตุการณ์ตอนที่
ลงจากสนามบิน กับวินาทีแรกของการอยู่ที่เกาหลี คิดว่าคงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น น่าติดตาม
สำหรับคนอ่าน แล้วก็บอกความประทับใจในประเทศเกาหลี ความตั้งใจที่จะมาเรียนในคณะ
Mass communications ที่เราหวังว่ากลับมาพัฒนาสื่อบันเทิงในประเทศไทยให้ดึขึ้นค่ะ

เอกสารของปี 2012 และ 2013 แตกต่างกันนิดหน่อยตรง Study plan หรือ แผนการเรียนซึ่งในปี 2013 ถูกแบ่งออกเป็น แผนการเรียนสำหรับมหาวิทยาลัย และ แผนการเรียนสำหรับการเรียนภาษา

Framekung : หลังจากที่ส่งใบสมัครไปผ่านเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้น ทุกคนเตรียม
ตัวอย่างไรบ้างสำหรับรอบสัมภาษณ์ ?
น้องนุก : ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่สถานทูตค่ะ ก็เลยไปบอกอาจารย์ อาจารย์ก็ช่วยเทรนเรื่อง
สัมภาษณ์ให้ แล้วก็เตรียมแฟ้มสะสมผลงานเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
น้องขิม : ขิมฝึกเป็นภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษเตรียมคำถามสัมภาษณ์ แล้วก็เตรียมแฟ้มด้วยค่ะ
น้องแจน : ช่วงนั้นสอบใช่มั้ยคะ ต้องทำงานแข่งกับเวลามาก นอนตีสามทุกคืน เพื่อทำพอร์ต
พยายามแปลพอร์ตเป็นภาษาเกาหลีด้วย อยากให้กรรมการเห็นความตั้งใจ ฝึกพูด คิดคำถาม
สำคัญๆมาลองตอบดูค่ะ

Framekung : มาเล่าบรรยากาศตอนวันสัมภาษณ์บ้าง เป็นยังไงบ้าง มีคนไปวันนั้นทั้งหมดกี่คน?
น้องขิม : วันนั้นมีไปประมาณ 8 คนค่ะ เป็นเด็กเตรียมฯ 4 คน มหิดลฯ 1 คน รร.มัธยมวัดมกุฏ
กษัตริย์ 1 คน โรงเรียนจากเชียงใหม่อีก 2 คน จากทั้งหมด 60 กว่าคน เท่าที่เห็นจากกองใบสมัคร
ค่อนข้างกดดัน เพราะทุกคนเก่งๆกันทั้งนั้น พอได้เข้าไปในห้องสัมภาษณ์ก็ได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลี เอาแฟ้มที่ทำให้ดู อธิบายกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาเกาหลีในชมรม ตอนแรก
ก็ตื่นเต้นค่ะ แต่พอพูดไปเรื่อยๆ ก็เริ่มดีขึ้น ไม่ค่อยตื่นเต้น ก่อนที่จะได้เริ่มพูดภาษาเกาหลี ก็เล่า
ให้ฟังหลายเรื่อง คำถามก็ค่อนข้างเป็นคำทั่วไป ทำไมถึงอยากไปเกาหลี จบไปจะไปทำอะไร
ก็พูดไปตามความจริงให้ธรรมชาติที่สุด
น้องนุก : กรรมการก็เป็นคนเกาหลี 2 คน และคนไทย 1 คนเป็นตัวแทนจากกระทรวงศึกษาธิการ
บรรยากาศก็ไม่ค่อยตึงเครียดเท่าไรค่ะ แต่ก็จะประหม่าตอนที่ต้องถามตอบเป็นภาษาอังกฤษ
เข้าไปในห้องสัมภาษณ์กรรมการก็ให้แนะนำตัว และหลังจากที่เพื่อนๆ ของนุก ช่วยเหลือนุกเต็มที่
ให้ท่องแนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลี ท่องไม่ได้ ถึงกับไม่ให้เข้าห้องเลย (ฮา) เลยได้แนะนำตัวเป็น
ภาษาเกาหลีบ้าง .. แล้วกรรมการก็ถามต่อว่ามีอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการสมัคร เรียนคณะนี้
ทำไมไม่เรียนที่ประเทศอื่น ทำไมต้องเกาหลี จบแล้วจะไปทำอะไร มีเป้าหมายในชีวิต ทำนองนั้น
ค่ะ
น้องแจน : ของแจนก็ได้แนะนำตัวเป็นภาษาเกาหลีค่ะ ได้พูดถึงความชอบประเทศเกาหลี ความที่
เกาหลีเป็นประเทศที่พัฒนา และก็คิดว่าเราจะประสบความสำเร็จหากมีโอกาสได้เรียนที่นี่
โดนถามเกี่ยวกับเรื่องคณะและสาขาที่จะเรียน สิ่งที่ชอบ และประทับใจในเกาหลี และด้วยความที่
แจนมีโอกาสได้มาเรียนภาษาเกาหลีที่เกาหลี 1 เดือน ก็ทำให้มีเรื่องเล่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน
เกาหลี ให้แนะนำครอบครัวเป็นภาษาเกาหลี ตื่นเต้นมากๆ ตอนที่เราพูดไปแล้วกรรมการเขียน
คะแนนไป และที่ตกใจที่สุด คือตอนที่กรรมการเกาหลีถามกรรมการไทยให้สัมภาษณ์ เป็นภาษา
ไทยก็ได้ ว่าอยากจะสัมภาษณ์อะไรเพื่อวัด EQ เพิ่มเติมด้วยหรือเปล่า ก็แอบตกใจว่าถ้าสัมภาษณ์
จะต้องตอบยังไง แต่สุดท้ายไม่ได้สัมภาษณ์เพิ่มเติมค่ะ

ในปี 2013 น้องๆที่ผ่านเข้ามาในรอบสัมภาษณ์ทั้ง 8 คน มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษอย่าง TOEFL/TOEIC กันทุกคนเลย และบางคนก็มีคะแนนสอบ TOPIK หรือคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลีด้วย


Framekung : พอได้มาใช้ชีวิตเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ผ่านมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว
รู้สึกยังไงกันบ้าง

น้องนุก : นุกไม่รู้ภาษาเกาหลีมาก่อน ช่วงแรกจึงยากมาก ไม่รู้อะไรเลย แต่ก็โชคดีที่ได้รุ่นพี่ช่วย
แต่พอรุ่นพี่ไม่อยู่ก็รู้สึกยากๆเหมือนกัน ก็เลยตั้งใจและเรียนหนักมาก จนแอบท้อเหมือนกัน แต่ก็คิด
เสมอว่า “ทำมาถึงขนาดนี้แล้ว ทำต่อไม่ไหวเหรอ เรียนมาตั้งนาน 3 ปีที่แล้วเหนื่อยมากกว่านี้อีก
แค่นี้ไม่ไหวเหรอ” ให้เป็นสิ่งผลักดันตัวเองตลอดเวลา ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแล้วค่ะ เริ่มเข้าใจ
ว่าเค้าพูดว่าอะไรกัน
น้องขิม : รู้สึกว่าอะไรมันก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต ผู้คน รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เพราะต้อง
ทำอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเอง ต้องมีวินัย หลายคนที่อยากมาทุนเกาหลีเพราะ หลักๆจะได้มาเจอ
ดารา นักร้องเกาหลี ความรู้สึกอาจจะแตกต่างกันเลย เพราะอยู่ที่นี่ต้องตั้งใจเรียน ปีแรกที่ต้อง
เรียนภาษาเกาหลีและสอบวัดระดับให้ผ่านนั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ
น้องแจน : รู้สึกว่าแจนพัฒนาภาษาเกาหลีขึ้นมาก ตอนที่มาเรียนครั้งแรกยังไม่มีโอกาสได้พูด
ด้วยความที่เคยมาก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องการปรับตัวจึงไม่ยากมาก ความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ไม่มากเท่ากับตอนที่ไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส ซึ่งแตกต่างกัน คนเกาหลีค่อนข้าง friendly
และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าได้ คือการที่ได้มาอยู่กับเพื่อนๆต่างชาติ ทำให้เจอเรื่องราวใหม่ๆ ทัศนคติ
ต่างๆก็เปลี่ยน ความรู้สึก ค่อนข้างแตกต่างกับตอนที่แจนมาเที่ยว ครั้งนั้นที่แจนมา เหมือนกับว่า
เป็นการมาเที่ยว แต่นี่มันคือการใช้ชีวิต ระยะเวลาที่ต้องอยู่มันแตกต่างกัน เราจึงต้องอดทน
โดยเฉพาะตอนปฐมนิเทศ มีคำพูดหนึ่งเขาบอกว่า “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเรา เป็นภาษีของคนเกาหลี”
ข้อดีของทุนรัฐบาลเกาหลีนี้ คือไม่มีข้อผูกมัดอะไร และค่าใช้จ่ายที่ให้เราก็ค่อนข้างสูง จึงคิดว่า
เกาหลีเป็นประเทศที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมาก และให้โอกาสกับคนต่างชาติมากขนาดนี้ ก็ควรที่จะ
ตั้งใจให้มากที่สุด…


และทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวของน้องๆ ที่วันนี้สละเวลามาแชร์ประสบการณ์ของการเป็นนักเรียน
ทุนรัฐบาลเกาหลีครับ หวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับอีกหลายๆคนที่กำลังเตรียมตัว
เรื่องราวของน้องๆทั้งสามทำรุ่นพี่อึ้งกันไปเลยทีเดียว ภูมิหลังของน้องๆแต่ละคน ค่อนข้าง
หลากหลาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บอกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มีโอกาสที่จะได้มาเรียนต่อต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่เกาหลีเท่านั้นครับ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงๆ

สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเตรียมตัวครับผม….
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ 😀

## สำหรับเว็บไซต์ไหนที่จะนำบทความ เรื่องราวของน้องๆไปลง รบกวนให้ลิงก์มาที่เว็บโดยตรง
นะครับ 😀

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

Comments

comments

Powered by Facebook Comments