สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกับ “เฟรมคุง” อีกเช่นเคยครับ วันนี้พร้อมพาทุกท่านไปแบ็คแพ็คเที่ยวประเทศญี่ปุ่นด้วยกันกับผมแล้วครับ ซึ่งนี่ก็นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ของการเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น และครั้งนี้ก็เป็นคิวของ เกาะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น สวรรค์ของคนรักอาหารทะเล ผมกำลังหมายถึง “ฮอกไกโด” ครับ “ฮอกไกโด” เป็นชื่อเกาะ และแทนชื่อกลุ่มจังหวัดทั้งหมดในเกาะฮอกไกโดครับ ความนิยมการเดินทางท่องเที่ยวในฮอกไกโดของคนไทยนี่ถือว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว สังเกตจากแผ่นพับแนะนำการท่องเที่ยวที่เป็นภาษาไทยต่างๆ

header-hokkaido-japan-trip-framekung
และหากพูดถึงอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ หรือ อาหารทะเลที่นำมาจำหน่ายในร้านอาหารญี่ปุ่นบ้านเรา คำโฆษณาที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ก็จะพูดถึงเกาะฮอกไกโดนี้ล่ะครับ ก็ทำผมเก็บความสงสัยมาตลอดว่า ปูฮอกไกโดก็ดี หรือปลาดิบก็ดี เมื่อมาทานที่ฮอกไกโดแล้วมันจะเจ๋งแค่ไหนกันเชียว! ครั้งนี้ได้เดินทางมาคลายความสงสัยแล้วครับ นอกจากเรื่องอาหาร ก็ยังมีประสบกาณ์พิเศษที่จะได้สัมผัสของการมาเยือนเกาะนี้ในหน้าหนาว นั่นก็คือ เทศกาลน้ำแข็งที่เมืองซัปโปโร ผมจึงตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวอีกครั้งครับ

แผนการเดินทางเที่ยวเกาะฮอกไกโดด้วยตัวเอง

ระยะเวลา : 8 วัน (วันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2558)
สถานที่เที่ยว :
1. Osaka : ผมนั่งเครื่องบินจากเกาหลี มาต่อเครื่องที่สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) บินในประเทศต่อไปลงที่สนามบินชิโตเซะ (New Chitose Airport :CTS) ฮอกไกโด
2. Sapporo : บินจากโอซาก้าสู่ใจกลางของเกาะฮอกไกโด – ซัปโปโร เมืองนี้เราจะไปชมเทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 66 และเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในตัวเมืองกันครับ
3. Otaru : ห่างจาก Sapporo ไปประมาณ 40 นาทีด้วยรถไฟ ที่นี่เป็นที่ตั้งของคลองโอทารุที่สวยงาม ร้านขายเครื่องแก้ว และกล่องดนตรีสุดคลาสสิก
4. Hakodate : ฮาโกะดาเตะ เป็นอีกหนึ่งเมืองในเกาะฮอกไกโด ที่ขึ้นชื่อว่ามีวิวทิวทัศน์สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยล่ะครับ มีตลาดเช้าที่ให้ทุกท่านได้เลือกทานอาหารทะเลสดๆกันด้วย เราจะเดินทางไปที่นี่ด้วยรถไฟครับ ตลอดสองข้างทางของรถไฟ เราก็จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะที่สวยงาม และฝั่งติดทะเล ให้บรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนไม่มีวันลืมกันเลยทีเดียว !

วอร์มอัพเรื่องสถานที่ที่จะไปกันแล้ว เราเริ่มต้นเดินทางกันดีกว่าครับ

มุ่งหน้าสู่ Hokkaido

ในเกาะฮอกไกโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลากหลายเมืองสำคัญ มีสนามบินหลายแห่งด้วยกันครับ เมืองหลักซึ่งเป็นตัวแทนของเกาะฮอกไกโด นั่นก็คือ เมือง ซัปโปโร (Sapporo) มีสนามบินใหญ่ที่สามารถบินตรงจากไทยมาลงได้ คือ สนามบินชิโตเสะ (New Chitose Airport : CTS)

chitose-airport
อาคารของสนามบิน แบ่งเป็น 2 อาคารใหญ่ๆ คือ อาคารที่ 1 : ผู้โดยสารในประประเทศ (Domestic) และ อาคารที่ 2 : ผู้โดยสารระหว่างประเทศ (International)  มีทางเชื่อมต่อระหว่างสองอาคารนี้เป็นลานใหญ่ๆ โดยร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก, ร้านอาหาร จะอยู่ในฝั่งอาคารที่ 2

new-chitose-airport
ทราบมาว่าที่ชั้น 3 ของอาคาร 2 เป็นที่ตั้งของ ROYCE’ Chocolate World ครับ มีการย่อโรงงานช็อคโกแลตย่อมๆ ของ Royce มาให้ชมกันด้วย มีส่วนจะแสดงความเป็นมาของช็อคโกแลต รวบรวมบรรจุภัณฑ์ (ซอง/กระปุก) สำหรับช็อคโกแลตของหลากหลายผลิตภัณฑ์ช็อคโกแลตจากทั่วทุกมุมโลก และยังมีช็อปให้เลือกซื้อช็อคโกแลตของ ROYCE’ ชนิดที่ว่า ทุกแบบ ทุกรสชาติจริงๆครับ

royce-chocolate-world-chitose
ROYCE’ เป็นช็อคโกแลตที่เริ่มผลิตครั้งแรกใน Sapporo เมื่อปี 1983 ครับ ช็อคโกแลตของ ROYCE’ ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้มีขายอยู่ที่สนามบินหลายแห่งในญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่าที่สนามบินชิโตเสะนี้ จะมีช็อคโกแลตจาก ROYCE’ ให้เลือกเยอะกว่า หลากหลายกว่าล่ะครับ (สนามบินอื่นบางทีก็ต้องเข้าไปซื้อใน duty free ถึงจะมีครับ)

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมก็มีหลายแบบครับ หนึ่งในนั้นคือ NAMA Chocloate เป็นช็อคโกแลตกล่องสี่เหลี่ยมจตุรัส มีหลากหลายรสชาติ ที่ผสมแอลกอฮอล์ และไม่ผสมแอลกอฮอล์ ช็อคโกแลตมีความนุ่มมาก อันนี้เหมาะเป็นของฝากมากๆครับ แต่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีอายุอยู่แค่เพียง 1 เดือนบนเชล์ฟ และต้องเก็บภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาครับ ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่สภาพอากาศบ้านเรา แต่ก็ได้ยินมาอีกทีว่าเพื่อนคนไทย หิ้วเจ้าช็อคโกแลตนี้กลับไทย แพ็คใส่น้ำแข็งแห้ง รอดมาแล้วก็มีครับ งานนี้ต้องเสี่ยงๆกันดู (ราคากล่องเล็ก (9 ชิ้น) อยู่ที่ ¥454 กล่องใหญ่ (20 ชิ้น) อยู่ที่ ¥700)

(ซ้าย) เป็น NAMA Chocolate ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในบรรดาตระกูลช็อคโกแลตของ ROYCE’ ที่บนสนามบินชิโตเสะ มีให้เลือกทานกันทุกรสชาติครับ (ขวา) เป็น ช็อคโกแลตบาร์ ที่มีให้เลือกหลายรสชาติเช่นกัน และสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 3 เดือน ภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ช็อคโกแลตบาร์จึงแอบเหมาะเป็นของฝากเมื่อกลับไปบ้านเราครับ อันนี้กล่องละ ¥378

เดินเข้ามาเรื่อยๆจะพบกับ Doraemon Park ครับ ใครที่ชื่นชอบการ์ตูนตลอดกาลอย่างโดราเอมอนก็ไม่ควรพลาดในส่วนตรงนี้ ซึ่งมีตั้งแต่ส่วนที่เป็นร้านอาหาร (Cafe) ขายขนม เครื่องดื่ม, Workshop ที่มีกิจกรรม (แต่น่าจะสำหรับเด็กๆ ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปถ่ายรูปกับคาแรคเตอร์นี้ มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ ¥600 ครับ ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผมจึงขอบายตรงนี้ไป

doraemon-chitose-museum
ผมเดินทางมาถึงที่นี่ก็เกือบเย็นแล้วครับ ได้เวลามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองซัปโปโรกันเถอะ !

เดินทางจากสนามบินชิโตเสะไปซัปโปโร

เดินลงมาชั้นใต้ดิน B1F ก็จะเห็นสถานีรถไฟฟ้า New Chitose Airport ครับ เราจะนั่งไปลงที่สถานี Sapporo ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 นาที, ¥1,070 โดยสามารถซื้อตั๋วจากทางเข้าสถานี และเลือกหาขบวนแบบ Non-reserved seat (ตั๋วนั่งแบบไม่จอง) ไปนั่งได้เลยครับ หรือจะจองตั๋วเพื่อให้ได้ที่นั่งแน่นอน (Reserved seat) ก็มีค่าจองที่นั่งเพิ่มอีก ¥310 


ตอนนั่งเอาจริงๆ ก็ลืมสังเกตครับว่ารถไฟเข้าซัปโปโรนี้ จะมีแยกเป็น Non-reserved seat กับ Reserved seat ด้วย แต่โชคดีที่วิ่งเข้าไปทันตรงที่ Non-reserved seat พอดีครับ จากภาพก็จะเห็นว่า ผมมานั่งรถไฟขบวนที่ 3 วิธีการหาว่าขบวนไหนเป็นแบบ Non-reserved seat ก็ไม่ยากครับ วิ่งไล่หาเลย จะมีเขียนไว้ที่ข้างขบวน ระหว่างทาง นั่งมองออกมาหน้าต่างนี่ไม่ค่อยเห็นอะไรครับ ที่นี่ค่อนข้างมืดเร็วมาก พระอาทิตย์ตกประมาณ 4 โมงครึ่ง

ถึงสถานีแล้วก็ขอนำสัมภาระไปเก็บไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วกันครับ ดูจากแผนที่แล้วก็พบว่าสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ผังเมืองของซัปโปโรนั้นดีมากๆ คือเป็นเหลี่ยมๆ บล็อกๆ ดังที่เห็นในแผนที่

เดินออกจากสถานี Sapporo (JR) ลงมาชั้นล่าง ตรงมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นส่วนที่เป็นสถานีรถไฟใต้ดิน (ซึ่งวิ่งภายในซัปโปโร) ข้างล่างมีทางใต้ดินเชื่อมครับ เดินไปเรื่อยๆจนใกล้พิกัดที่หามาใน Google Maps จึงตัดสินใจออกจากสถานี มาเดินหาต่อในถนนข้างนอก จนเจอกับโรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae ที่จองผ่าน Booking.com ไว้ครับ ราคา 2 คืน อยู่ที่ ¥48,800 ซึ่งก็ถือว่าราคาใช้ได้เลยทีเดียว ค่อนข้างสะดวกเนื่องจากอยู่ใจกลางสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดเลย ราคานี้รวมอาหารเช้า (บุฟเฟ่ต์) แล้วครับ

โรงแรม ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย
โรงแรม APA Hotel TKP Sapporo Ekimae : ห้องเป็นแบบ Double Room with Small Double bed ครับ ห้องค่อนข้างเล็กไปหน่อย พื้นที่ใช้สอยน้อยครับ แต่การบริการ และอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนเช้าโอเคเลย

เก็บสัมภาระเสร็จ ผมมีนัดกับเพื่อนญี่ปุ่น เธอชื่อ “Ayako” ครับ เป็นรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกัน ปิดเทอมก็กลับบ้านมาซัปโปโร แน่นอนว่าผมก็อยากให้เขาช่วยแนะนำบ้านเกิดของเขากันสักหน่อย เขามาหาผมและอาจารย์ถึงที่โรงแรม และพาเดินชมสถานที่ท่องเที่ยวจุดสำคัญๆต่างๆใน ซัปโปโรครับ

Sapporo clock tower : หอนาฬิกาซัปโปโร

หอนาฬิกาซัปโปโร : สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรนอกจากการถ่ายรูป
หอนาฬิกาซัปโปโร : อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่พักครับ เป็นทางผ่านก่อนจะไปสวนสาธารณะโอโดริ สถานที่ท่องเที่ยวที่เพื่อนบอกว่า เป็นที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนี่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ที่คนจะไม่มากันครับ 55 เพราะดูเผินๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไร

สวนสาธารณะโอโดริ และ เทศกาลน้ำแข็งซัปโปโร

เดินมาต่อเรื่อยๆ จากหอนาฬิกา ก็จะเห็น สวนสาธารณะโอโดริ (Odori park) ซึ่งเป็นส่วนที่จัด เทศกาลน้ำแข็งของซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปี 2558 นี้ จัดวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ ครับ บริเวณสวนสาธารณะตรงนี้มีความยาวถึง 1.5 กิโลเมตร ยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ถ้าดูในแผนที่ก็จะเห็นว่าสวนสาธารณะแบ่งออกเป็นบล็อคสี่เหลื่ยมอย่างชัดเจน จากบล็อคที่ 1 (ทิศตะวันออก) ไปถึงบล็อคที่ 13 (ทิศตะวันตก) โดยผมเริ่มเดินจากบล็อคที่ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์

sapporo-snow-festival
เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็จะเห็นส่วนที่จัดแสดงน้ำแข็งหลากหลายมากเลยครับ มีทั้งใช้หิมะ ใช้น้ำแข็ง ใส่แสงสีให้ดูกันเพลินๆ ข้างในยังมีของกิน ของทอด มาตั้งเต๊นท์เป็นซุ้มให้กินด้วย แต่คนเยอะจริงๆครับในวันแรก ขอบายกับเรื่องกินๆไปก่อนแล้วกันนะ…

snow-sculptures-sapporo
และแล้วก็เดินมาถึงส่วนที่เป็นไฮไลท์ของงานในปีนี้ กับซุ้มน้ำแข็งยักษ์ที่ปีนี้ให้เป็นปีของ Star Wars ครับ จากข่าวเห็นว่า ใช้น้ำแข็งไปกว่า 3,500 ตัน ในการขึ้นรูปของตัวละครจากภาพยนตร์ Star Wars ที่มีความสูง 15 เมตร กว้าง 23 เมตร ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างฮะ !

starwars-snow-festival-2015
ขึ้นชื่อว่าเป็นเทศกาลน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นขนาดนี้ ก็คงต้องได้รับความร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนล่ะครับ น้ำแข็งที่เห็นในงานนอกจากจะมีหน่วยงานใหญ่ๆ ที่สนับสนุนแล้ว ก็ยังมีส่วนรุ่นประชาชนที่ทำน้ำแข็งมาจัดแสดง รวมไปถึงการจัดการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งในระดับนานาชาติกันด้วย งานนี้พี่ไทยของเราก็ส่งตัวแทนเข้ามาแข่งขันในงานด้วยครับ และจากข่าวเราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศมาครองครับ

เดินเพลินจนสุดท้ายเราก็มาจบที่บล็อคสุดท้าย บล็อคที่ 13 ! นั่นก็หมายความว่าเราเดินกันมา 1.5 กิโลเมตร แล้วครับ เดินมาก็จะเห็นส่วนจัดแสดงน้ำแข็งของประชาชนที่จัดแสดง และเห็นตึกสวยงามนี้ เป็น หอจดหมายเหตุซัปโปโร (Sapporo City Archive Museum) อดีตศาลอุธรณ์ของซัปโปโร

sapporo-city-archice-museum
เรียกว่าเดินกันมาไกลกันพอสมควรครับ และนี่ก็ได้เวลาของมื้อค่ำแล้ว พวกเราเดินย้อนกลับมา ไม่ใกล้ไม่ไกลก็จะเห็นสถานีรถไฟใต้ดิน สถานี Nishi 11(juit) chome (Tozai line) ครับ นั่งรถที่นี่และไปเปลี่ยนสายที่สถานี Odori (Nanboku line) เพื่อที่จะไปยังสถานี Susukino (Nanboku line) (¥200) ซึ่งเป็นที่ตั้งของตรอกราเม็ง

Susukino แสงสีแห่ง Sapporo ยามค่ำคืน

susukino-station
(ซ้าย) สถานี Susukino (ขวา) เดินออกมาจากสถานีประตู 3 ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้ายเข้าซอย ท่านก็จะเห็นป้ายซึ่งเป็นที่ตั้งของ ตรอกราเม็ง หรือ Ramen Yokocho แล้วครับ

ออกจากสถานี Susukino มาทางประตู 3 ก็จะเห็นตึกและป้ายโฆษณาเบียร์ Asahi ขนาดใหญ่ ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของสีสันยามค่ำคืนที่นี่ นอกจากที่นี่จะเป็นแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นอีกโซนที่จัดแสดงน้ำแข็งในช่วงเทศกาลน้ำแข็งที่นี่ครับ รวมไปถึงเป็นสถานที่ตั้งของตรอกราเม็ง ที่เราจะได้มาทานราเม็งอร่อยๆ อุ่นๆ ในคืนที่หนาวเย็นวันนี้ด้วย

ตัดสินใจรอทานร้านแรกสุดครับ เห็นเพื่อนเคยทานร้านนี้แล้วก็บอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ
เพื่อนของผม Ayako พามาทานร้านแรกสุดของซอยเลยครับ เห็นว่าเคยทานแล้วบอกว่ารสชาติใช้ได้ ใช้เวลารอคิวก็ประมาณ 20 นาทีได้ครับ

ใน ตรอกราเม็ง (Ramen Yokocho) นี้ มีร้านค้าประมาณ 20 กว่าร้านครับ มีเมนูรูปภาพให้ตัดสินใจจากหน้าร้านอยู่มากมาย เพื่อนผมเล่าให้ฟังครับว่า ราเม็งที่ขึ้นชื่อของเมืองซัปโปโรนั้น คือ “มิโสะราเม็ง (Miso ramen)” ครับ ซึ่งเป็นราเม็งในซุปมิโสะ ส่วนเมืองอื่นๆก็จะมีราเม็งที่อร่อยเป็นลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป เช่น ในเมืองฮาโกะดาเตะ (Hakodate) ของขึ้นชื่อก็จะเป็น ชิโอะราเม็ (Shio ramen) ราเม็งในซุปเกลือ และ โชยุราเม็ง (Shoyu ramen) ราเม็งในซอสโชยุ ที่มีชื่อเสียงในเมืองอาซาฮิคาว่า (Asahikawa) ครับ แต่ไม่ว่าจะประเภทไหนก็สามารถหารับประทานได้ในตรอกราเม็งแห่งนี้

Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ จานนี้ 860
Chashu miso ramen : ราเม็งในซุปมิโสะที่ผมใส่หมู (ชาชู) เพิ่มพิเศษครับ ชามนี้ ¥860

รสชาติของซุปมิโสะกับเส้นเหนียมนุ่มนี้เรียกว่าสมกับที่รอคอยครับ น้ำซุปรสชาติผมว่าเข้มข้นหน่อยๆ หมูที่สั่งเพิ่มพิเศษก็ทำอิ่มแบบสบายๆท้องกันเลยทีเดียว ดื่มคู่กับเบียร์ Sapporo Classic ซึ่ง มีความพิเศษที่ว่า เป็นเบียร์ที่ผลิตขายในเฉพาะฮอกไกโดเท่านั้นครับ รสชาติอาจจะบอกไม่ถูกเพราะไม่ใช่คอเบียร์ แต่ว่าก็เข้ากันกับราเม็งถ้วยใหญ่ๆนี้อย่างดีเลยครับ เบียร์ขวดละ ¥450

sapporo classic

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินมาชมเทศกาลน้ำแข็งกันต่อครับ ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ดูแปลกตา เพราะเป็นงานเกะสลักน้ำแข็ง ไอเดียเก๋ๆ ตลอดแนวถนนครับ ก็มาถ่ายรูปกันได้

susukino-snow-festival
จบไปอีกวันครับ คืนนี้ก็ปิดท้ายที่โรงแรม พักผ่อนก่อนจะเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมือง Otaru ต่อไปในวันพรุ่งนี้ครับ

วันที่ 2 ของการเดินทาง

ตอนจองโรงแรมนี้ ผมเลือกอาหารเช้าด้วยเพราะเห็นว่าเมืองนี้เป็นเมืองอาหารทะเล ก็หวังว่าจะมีเมนูอาหารทะเลให้ได้ทานในมื้อเช้าบ้าง ใช้ได้เลยทีเดียวครับ เมนูค่อนข้างหลากหลาย แต่ก็ทานอิ่มมากไม่ได้ เพราะเตรียมท้องไปรอของอร่อยๆที่เมืองอื่นๆอยู่ครับ !!

buffet
เดินออกจากโรงแรม ตรงมาเรื่อยๆทางทิศตะวันตกของโรงแรม ก็จะเป็นที่ตั้งของ อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า ครับ ตัวอาคารสร้างจากอิฐสีแดง จึงมีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Akarenga ซึ่งแปลว่า “กำแพงอิฐสีแดง” ครับ

ที่ว่าการเก่าฮอกไกโด : Former Hokkaido Government Office - ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ
อดีตที่ว่าการจังหวัดฮอกไกโดหลังเก่า (Former Hokkaido Government Office) : ข้างในมีห้องประชุม, พิพิธภัณฑ์ครับ สามารถเข้าไปชมได้ฟรี แต่เนื่องจากเวลาจำกัดจึงขอบายอีกครับ

เดินทางจาก Sapporo สู่ Otaru

sapporo-to-otaru
ผมวางแผนใช้ Otaru Welcome Pass ตามคำแนะนำของพี่ๆใน Pantip ครับ

Otaru Welcome Pass เป็นตั๋วที่สามารถเดินทางจาก Sapporo ไปยัง Otaru ได้ไม่จำกัดภายใน 1 วันครับ ราคาอยู่ที่ ¥1,530 (การเดินทางปกติ ¥620 ต่อเที่ยว ไปกลับก็จะเป็น ¥1,240 ) แต่สิทธิพิเศษจากการซื้อตั๋วนี้ เราจะได้บัตรเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในเมือง Sapporo ไม่จำกัด 1 วันมาอีกใบ ซึ่งสามารถนำมาแยกใช้ในวันหลังได้ (ค่ารถไฟใต้ดินใน Sapporo ต่อเที่ยวก็ราวๆ ~¥200 ) เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่า ก็แนะนำให้วางแผนการเดินทางให้ดีครับ โดยเจ้าตั๋ว Otaru Welcome Pass สามารถซื้อได้ที่ Ticket Counter ในสถานี Sapporo ครับ

otaru-welcome-pass
จากนั้นก็เดินทางไปขึ้นรถไฟครับ โดยผมได้เช็คขบวนรถไฟที่จะไป Otaru จากการค้นหาในเว็บไซต์ค้นหาเส้นทางรถไฟของญี่ปุ่น อย่าง Hyperdia.com ก็พบว่า ณ เวลาขณะนั้น มีรถไฟมาจอดรอเราแล้วที่ชานชาลา (Track 1) ครับ

sapporo-station-track-1-4
รถไฟมาก่อนเวลานิดๆเพื่อให้ได้ไปจับจองที่นั่ง ขบวนที่ผมนั่งไป รู้สึกว่าจะไม่ใช่รถไฟแบบพิเศษ ที่มีแยกเป็น Reserved seat หรือ Non-reserved seat ดังนั้น จะนั่งตรงไหนก็เหมือนกันครับ อ้อ ! หากนั่งขวามือของขบวน จะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลระหว่างทางไป Otaru ด้วยล่ะครับ นั่งซ้ายมือ (แบบผม) จะเห็นแค่ภูเขา

เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ
เส้นทางระหว่างเดินทางไปโอทารุ (Otaru) ในช่วงฤดูหนาวนี้ก็จะเห็นถนนหนทางปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะแบบนี้ล่ะครับ

ถึงแล้ว Otaru !

Otaru เลือกลงได้สองเส้นทางครับ จะลงที่ สถานี Otaru เลยก็ได้ หรือจะเลือกลงที่ สถานี Mimami-otaru ก็ได้ครับ หากคิดจะใช้เวลาทั้งวันกับที่ Otaru นี้ ผมแนะนำให้ลงจากสถานี Minami-otaru ก่อนครับ เพราะอะไรนั้น… เราไปติดตามต่อกันดีกว่า~

minami-otaru-station
สถานี Minami-otaru : บันไดที่เชื่อมเข้าไปในอาคารนี่มันดูเก่าแต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่สวยจริงๆครับ แล้วดูปริมาณของกองหิมะกองนี้ หนาได้ใจเลยใช่มั้ยครับ

ออกมาจากสถานีแบบงงๆ มาโผล่หลังสถานีครับ เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางใน Google Maps ผมทำเส้นทางคร่าวๆ (คร่าวจริงๆ) ในเมือง Otaru เอามาให้ดูเป็นไกด์ครับว่า จะเดินจากตรงสถานีไปจุดท่องเที่ยวสำคัญๆได้อย่างไรบ้าง

เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะครับ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ
เส้นทางการเดินทางของผมจากสถานี Minami-otaru ไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญครับ ในบริเวณสถานีก็จะพบว่ามีอาคารเก่าๆของพิพิธภัณฑ์ สวยๆให้ถ่ายรูปเยอะ แต่ทว่าจำชื่อมาได้ไม่หมดจริงๆ สีเหลืองนี่เส้นทางเดินออกมาครับ

Marchen-crossroads – Otaru music box museum

ตรงนี้เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่นี่ก็ว่าได้ล่ะครับ เป็นสี่แยก มีชื่อว่า Marchen crossroads ที่เราจะเดินเข้าไปชมร้านค้า ร้านขนมต่างๆ ซึ่งเรียงรายมากมายนับไม่ถ้วน จากหนังสือท่องเที่ยว เท่าที่ผมทำการบ้านมาก็พบว่า หากใช้เวลาไปกับแต่ละร้านก็อาจจะเสียเวลาเข้าได้ แต่เอาจริงๆแล้ว มีของอะไรน่ารักๆรอทุกท่านอยู่มากมาย อยากให้ใช้เวลา (อันพอประมาณ) เข้าไปชมกันครับ และที่ไม่ควรพลาดเลย คือ อาคารนี้ อาคารที่มีหอนาฬิกาพ่นไอน้ำนี่ครับ

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru orgel musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย
พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru music box musuem) : จุดเด่นอยู่ตรงนาฬิกาพ่นไอน้ำได้นี่ครับ โดยจะพ่นทุกๆ 15 นาที ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของตรงนี้เลย

จุดนี้ผมแอบไม่ได้คาดหวังตอนทำการบ้านท่องเที่ยวมาสักเท่าไร คิดว่าเป็นสถานที่ที่ละลายเงินเยนแห่งหนึ่งครับ ซึ่งมันก็จริง แต่พอได้เข้าไปดู มีเครื่องแก้ว มีกล่องดนตรี ซึ่งเอาตรงๆ ผมก็ไม่ได้เห็นของพรรค์นี้มานานมากแล้วครับ จนได้หยิบสักชิ้นสองชิ้น มาลองหมุนแกร๊กๆดู ได้ยินเสียงดนตรีที่พอคุ้นหูๆ อย่าง Canon in D หรือเพลงบรรเลงสารพัดเพลง ที่มีเขียนกำกับไว้ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ไม่นานก็จะทำให้คุณหลงรักความคลาสสิกของสิ่งเหล่านี้และซื้อติดไม้ติดมือไปครับ ราคาสินค้าในนี้ เริ่มต้นที่ ~¥1,000

มาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~
เข้ามาลองหมุนเล่นกันก่อนได้นะครับ ~

เดินออกมาตามแนวถนนยาวไปเรื่อยๆนี้ ซ้ายขวา เต็มไปด้วยร้านเครื่องแก้ว ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนมเค้ก ร้านช็อคโกแลตอร่อยๆ มีให้ชิมฟรีและเข้าไปเลือกซื้ออยู่เต็มไปหมดเลยครับ ความเพลิดเพลินของการได้เดินชมตรงนี้ มันคือเหตุผลที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านมาลงที่ Minami-otaru ก่อนที่จะเดินไปฝั่งสถานี Otaru นั่นเอง

otaru-marchen-crossroads
otaru-2
marchen-crossroads

เดินไปจนสุดทาง เลี้ยวขวาก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลท์ของเมืองเมืองนี้ นั่นก็คือ “คลองโอทารุ (Otaru canal/Otaru Unga)” ครับ

การเดินทางแสนไกล ได้มาเห็นคลองที่นี่ครั้งแรก เป็นอะไรที่ “ว้าววว” สำหรับผมมากครับ ไม่ได้คาดหวังว่าจะสวยงามขนาดนี้ รูปภาพที่อยู่ในเน็ตมันช่างต่างกันเสียเหลือเกิน และแน่นอน สิ่งที่คุณผู้อ่านจะได้เห็นจากภาพถ่ายนี้ ก็พิสูจน์ความ “ว้าว” ไม่ได้อีกเช่นกัน จนกว่าจะไปเห็นของจริงครับ

otaru-canal
otaru-canal
ความสวยงามของคลองโอทารุนี้ จะมีให้ชมอีกครั้งประมาณ 5 โมงเย็นครับ แสงสียามค่ำคืนก็จะเพิ่มเสน่ห์ของคลองนี้ไปอีกแบบ ก่อนที่จะไปเดินลุยในตัวเมืองโอทารุต่อ เราขอไปเติมพลังมื้อเที่ยงกันก่อนครับ วันนี้ก็ทำการบ้านเรื่องอาหารมาเช่นเคย เรามีนัดกันอยู่ที่ตลาดใกล้กับสถานี Otaru ครับ เดินไปจนเห็นสถานี Otaru จะเห็นร้าน Burger king อยู่ ให้เดินขึ้นบันไดมา จะเห็นตลาดปลาเล็กๆ ชื่อว่า “ซันคาคุอิจิบะ (Sankaku Fish market)

ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น
ตลาดสดเล็กๆครับ เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้า – 6 โมงเย็น

ถึงแล้วครับ …ร้านที่ทำการบ้านมามีชื่อว่า “Takeda” เป็นร้านขายข้าวหน้าปลาดิบ (Kaisendon) ที่มีเมนูหลากหลายเหลือเกินครับ สองห้องของร้านที่สามารถรองรับลูกค้าได้ก็เต็มไปหมด ผมมาถึงก็เขียนชื่อรอคิวไว้ครับ แต่สัก 10 นาทีก็ได้เข้าไปทานแล้ว…

ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยากครับ...
หน้าร้าน Takeda ครับ ไม่จำเป็นต้องมีภาษาอังกฤษในเมนูอาหาร แค่ภาพประกอบนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจได้ไม่ยาก…

ผมสั่งเป็นเมนูที่ฮิตของร้าน หมายเลข 17 ครับ ราคาอยู่ที่ ¥2,000 เห็นมีครบแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ปู ไข่ปลาแซลมอน แซลมอน ไข่หอยเม่น ฯลฯ คิดว่าจุใจ รอกันไปเกือบชม.!! (รอนานได้ใจอยู่ครับ) … และแล้ว อาหารก็มาถึงโต๊ะครับ

มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงก็เป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ
มาแล้วครับ Kaisendon กับเมนูที่ฮิตที่สุดของร้าน แนะนำให้สั่งเบียร์ Sapporo มาดื่มด้วยสักแก้วจะฟิน แจ๋วมากเลยครับ เครื่องเคียงเป็นปลาหมึก กับซุปปลาร้อนๆ ฟินอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ วิธีการทานก็ผสมวาซาบิกับโชยุพอประมาณ แล้วก็ราด คลุกกับข้าวครับ

เป็นความฟินที่บอกไม่ถูกครับ เพราะว่าที่นี่สดจริงๆ ปกติหอยเม่นถ้าไม่สุกก็อาจจะมีกลิ่นบ้าง แต่นี่ไม่ค่อยมีครับ แนะนำให้มาโดนกันได้เลยที่ตลาดแห่งนี้ ~

ในตอนหน้า เตรียมพบกับคลองโอทารุเวอร์ชันยามค่ำคืน กันนะครับ ก่อนที่เราจะกลับไปซัปโปโรอีกครั้ง มีสิ่งที่น่าสนใจรอไว้อยู่แล้ว อย่าลืมติดตามกันต่อนะคร้าบ ~ !!

snow-in-otaru-sapporo

สารบัญท่องเที่ยวเกาะฮอกไกโดกับเฟรมคุง ~ 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments