[Japan Trip] ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว : Kobe / Sakai

สวัสดีครับ !

และแล้วเราก็มาถึงตอนที่สอง ของการเดินทางท่องเที่ยวหน้าร้อนในประเทศญี่ปุ่นกันครับ หลังจากที่ตอนที่แล้ว เราไปเที่ยวเก็บตกกันที่เมืองเกียวโต (Kyoto) คราวนี้จะเป็นการเดินทางไปเก็บตกที่เมือง โกเบ (Kobe) กันครับ

แผนการเดินทางทั้งวันของผมในวันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ เพื่อนของผม “ริโกะ” นัดเจอเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่เมืองโกเบ ให้ช่วยหาร้านอร่อยๆ ผมไม่มีอะไรนอกจากหวังไปเจออะไรเจอเด็ดๆ มาฝากคุณผู้อ่านครับ

kobe-food-map-chinatown

เราเดินทางจากโอซาก้า (Osaka) ไปโกเบ (Kobe) ด้วยรถไฟสาย Hanshin มาลงที่สถานีโกเบซันโนะมิยะ (Kobe-Sannomiya) ครับ มายืนรอ “มิชิโกะ”ซัง เพื่อนของริโกะได้สักพัก ก่อนที่จะมุ่งหน้าหาร้านอร่อยทานกันในมื้อเที่ยงครับ

เดินออกมาจากสถานี ตรงมาทางห้าง Soko ก็จะเป็นถนนยาวไปเลยครับ ภายในมีร้านค้า ร้านอาหาร เส้นทางที่จะเชื่อมต่อไปยัง ไชนาทาวน์เล็กๆ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีโกเบซันโนะมิยะ (Kobe-Sannomiya)

kobe-chinatown
ในวันที่แดดร้อนจัดแบบนี้ การเดินในที่แจ้งเป็นอะไรที่เหนื่อยมากครับ เพื่อนผมบอกว่าที่นี่มีร้านขายซาลาเปาที่อร่อยอยู่ร้านนึง ที่ต้องมากินให้ได้ อากาศก็ร้อน แถวก็ยาวมากๆครับ เราถึงกับต้องเป่ายิงฉุบว่าใครจะได้ต่อแถว แน่นอนว่า ผมแกล้งแพ้เพื่อให้สาวๆทั้งสองคนไปเที่ยวกัน ผมแพ้ และผู้แพ้ก็ต้องไปยืนต่อแถวตามระเบียบ แต่ไม่นานก็ถึงแล้วครับ ภายในร้านจุคนได้น้อยมาก จึงเหมาะกับการ take out ครับ

chinatown-kobe
ซาลาเปาเกรงว่าจะไม่พอสำหรับมื้อเที่ยงของผมครับ เราจึงตัดสินใจเดินหาร้านอาหารอร่อยแถวๆนั้น มิชิโกะซังก็ชวนเราไปทานซูชิหมุนแถวๆถนนทางไปไชนาทาวน์นี้ครับ เป็นร้านซูชิหมุนธรรมด้า ธรรมดา ที่ผมไม่ได้สังเกตแม้แต่กระทั่งชื่อร้าน ร้านมีลูกค้าให้รอคิวกันอยู่นิดหน่อย ราคาของซูชิ เริ่มตั้งแต่ ¥105 จนถึง ¥750 ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านซูชิหมุน เพื่อนญี่ปุ่นบอกกับผมว่า “เพื่อความสดอร่อยในการรับประทานซูชิ ควรจะสั่งให้เชฟทำให้ใหม่ๆ” สำหรับคนที่เลือกไม่ได้หรือไม่เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างผม ก็คงได้แต่หยิบเอาจากสายพานนี่ล่ะครับ ผมก็ให้เพื่อนช่วยเลือกซูชิให้จากความรู้อันน้อยนิดเกี่ยวกับซูชิ เอารูปเก่าๆ ที่อยากทาน จากที่เคยสั่งไปบ้าง ก็ได้ออกมา 6 ถาดครับ ถาดนึงจะมาด้วยกัน 2 ชิ้น

sushi-kobeปลานี่สดแล้วก็ใหญ่กว่าตัวข้าว ทำให้ได้รสชาติเนื้อปลาเต็มๆคำ อร่อยมากครับ มันสดมากเลย ตอนสั่งก็ไม่ค่อยได้คิดหรอกครับว่าราคาเท่าไร (จะสั่งไปถามราคาไป ก็ดูเสียมารยาทไปหน่อย) ผมเลยเอาความสุขของการกินเป็นที่ตั้ง สั่งไปก่อน พอมาหารกันก็ตกกันคนละราวๆ ¥4,000 (ราวๆ 1,200 บาท) กันเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นหรูที่คุ้มค่าครับ

ตะลุยสถานที่เที่ยวในโกเบ

เติมพลังกันแล้ว เราเดินกลับมาฝั่งสถานีแล้วเดินต่อไปฝั่งคิตะโนะ (Kitano) ซึ่งเป็นบริเวณหมู่บ้านชาวต่างชาติ บริเวณนี้เมื่อตอนที่แล้ว ผมมีโอกาสมาก็พบว่ามันเป็นเมืองที่น่ารักมากๆ เป็นย่านที่อาศัยของชาวต่างชาติ จึงมีร้านค้า ร้านอาหารต่างชาติมากมาย รวมถึงร้านอาหารไทยอยู่แถวๆนี้ และร้านที่พูดถึงกันอีกร้านนึง คือ ร้านกาแฟสตาร์บั๊คส์ (Starbucks coffee) สาขาคิตะโนะ นี้ ที่มีจุดเด่นที่ตัวอาคารสวย ดูวินเทจนิดๆนี้ครับ

เอกลักษณ์ของอาคาร Kitano Story House ที่เป็นที่ตั้งของสตาร์บั๊คส์ สาขาคิตะโนะปัจจุบัน ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกที่จับต้องได้ของญี่ปุ่นด้วยล่ะครับ
เอกลักษณ์ของอาคาร Kitano Story House ที่เป็นที่ตั้งของสตาร์บั๊คส์ สาขาคิตะโนะปัจจุบัน ได้รับการจดบันทึกเป็นมรดกที่จับต้องได้ของญี่ปุ่นด้วยล่ะครับ

ด้วยอากาศที่ร้อนทั้งวัน ทำให้เราต้องหยุดพักการเดินทาง ผมได้ชาเขียวมัชฉะปั่นเย็นๆ นั่งเล่นอยู่ในร้านครับ ในฝั่งของตรงหมู่บ้านชาวต่างชาติซึ่งผมได้เดินทางไปแล้วในตอนที่แล้ว ทำให้เมืองโกเบที่ผมจะเดินทางมาเก็บตกในรอบนี้ ดูเหมือนว่าจะมีเพียงฝั่งอ่าวโกเบเท่านั้น ซึ่งการไปดูอ่าวจะสวยมากเมื่อไปดูยามค่ำ เราจึงต้องหากิจกรรมอะไรทำกันรอ เพื่อนผมตอนแรกชวนไปเที่ยวคาเฟ่การ์ตูนครับ เพื่อนบอกไปเล่นเน็ต อ่านการ์ตูนอยู่นั่นได้ แต่นะครับ เราก็ไม่อ่านการ์ตูน ถึงอ่านก็ต้องอ่านเป็นภาษาญี่ปุ่น ดูไม่เป็นธรรม เพื่อนจึงเปลี่ยนให้ไปร้านคาราโอเกะแทน (ยิ่งไม่เป็นธรรมกว่าเดิม !!) แต่เอาล่ะครับ ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมเองก็อยากรู้ว่า “คาราโอเกะ” ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ญี่ปุ่น จะเจ๋งกว่า คาราโอเกะบ้านเราขนาดไหน ผมจึงยอมจ่ายเพื่อไปดูเพื่อนร้องเพลงครับ

cake-in-japan
หน้าตาร้านขายของหวาน ขนมเค้ก พุดดิ้งในโกเบ

ก่อนไปร้านคาราโอเกะ เราตัดสินใจหาขนมอร่อยๆไปทานในห้องคาราโอเกะครับ โดยเราไปเลือกซื้อขนมหวานแถวๆชั้นใต้ดินของห้างซึ่งอยู่ติดกับสถานี และขึ้นชื่อว่าโกเบ ก็ต้องนึกถึง “ขนมหวาน” ครับ ที่โกเบมีขนมหวานหลากหลายให้เลือกทาน ถ้าคุณนึกไม่ออกว่ามีอะไรให้ทานบ้าง ลองลงมาชั้นใต้ดินแถวๆสถานี จะได้ไอเดียไปเยอะเลยครับ

kobe-pudding
โกเบที่ขึ้นชื่อเรื่องขนมหวาน อย่างพุดดิ้ง แนะนำให้จัดมาเลยครับ พุดดิ้งมีหลายสูตร ขึ้นอยู่กับปริมาณนมและไข่ที่ใส่ลงไป

เรามายังในร้านคาราโอเกะข้างสถานี ข้างหน้าร้านจะมีคนคอยเรียกลูกค้าและแนะนำบริการอย่างดีครับ ดูเหมือนว่าจะมีหลากหลายแพคเกจเอามากๆ ผมเองก็ได้แต่นั่งรอ และพร้อมที่จะหารครับ ตกคนละ ¥700 ต่อชม. มีเครื่องดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม ไว้บริการอย่างดี ให้ดื่มกันได้อย่างไม่อั้น ก่อนที่เราจะไปที่ห้องคาราโอเกะกันครับ

karaoke-japan
ห้องคาราโอเกะผมพบว่าขนาดพอๆกับที่เกาหลีเลย รีโมทที่ให้กดเลือกเพลงเป็นแบบไร้สาย จอสัมผัส ซึ่งความรู้สึกของมันแอบช้าๆหน่อย เวลากดจะหน่วงๆ ไม่มีหนังสือเพลง เพลงมีเพลงญี่ปุ่น สากล และเกาหลี ! ผมด้วยความที่รู้สึกเสียเปรียบที่สุด จึงต้องขอร้องก่อน !!

karaoke
ผมร้องไปได้สองสามเพลง ก่อนที่จะยกไมค์ให้เพื่อนๆ และเอนตัวลงนอนฮะ 555

ตื่นขึ้นมาอีกทีเวลาก็หมดเสียแล้วครับ และแน่นอน เป็นเวลาของมื้อค่ำ เราเดินไปตรงถนนเลาะสถานีรถไฟ ทางไปร้านโตคิวแฮนส์ (Tokyu Hands) จะมีร้านหน้าตาแบบนี้ครับ

okinawan-restaurant-in-kobe
เป็นร้านอาหารของเมือง “โอกินาว่า” …. ซึ่ง ผมแอบบงงว่า ผมมาโกเบแต่ทำไม ต้องมากินอาหารโอกินาว่าด้วย?  แต่ก็คิดอยู่ล่ะครับว่า ถ้าไม่มากับเพื่อนๆกลุ่มนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้กินอาหารพื้นเมืองอะไรแบบนี้ อารมณ์ก็คงไม่ต่างกับการไปกินอาหารนอกบ้านกับเพื่อนคนไทย น้อยคนที่จะพาผมไปร้านอาหาร สั่งต้มยำกุ้ง ผัดไทยมากิน เดี๋ยวนี้ก็ไปจบๆกันที่หม้อต้ม ปิ้งย่าง ร้านอาหารญี่ปุ่นกันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ

okinawan-restarant-in-kobe-2
เข้าไปในร้าน บรรยากาศร้านนี่ได้อารมณ์มากครับ บรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ เวลาเลิกงานแบบนี้ ก็จะเห็นพนักงานบริษัทกับเจ้านายมานั่งทานข้าวด้วยกัน บรรยากาศในร้านดูคึกครื้นครับ ภายในร้านแบ่งที่นั่งออกเป็นส่วนๆ กั้นด้วยม่าน

okinawan-menu-food-2
เมนูที่เห็นก็มีภาพอยู่บ้างบางส่วนครับ แต่หน้าที่สั่งผมควรจะให้เพื่อน ก็ได้แต่ลุ้นว่าเมนูที่จะได้ทาน จะออกมาเป็นแบบไหน

okinawan-food
เมนูแรกที่ผมภูมิใจนำเสนอครับ หน้าตาของมันถ้าเห็นของจริงจะเป็นเหมือนไข่ใสๆครับ ตอนแรกเข้าใจว่ามันคือไข่กุ้งหรือไข่ปลาอะไรสักอย่าง แต่จริงๆแล้วมันเป็นพืชทะเลชนิดหนึ่งครับ เรียกว่า “Umi budo” ครับ มันจะกรุบกรอบ จิ้มกับซอส รสสัมผัสแปลกดีครับ คล้ายไข่แต่กรอบกว่า
okinawan-food
เมนูนี้ ดูยังไงมันก็เหมือนผัดมะระบ้านเราครับ และมันก็ใช่จริงๆครับ มันคือ ผัดมะระ … ชื่อภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า “Goya chanpuru” (goya = มะระ, chanpuru = อาหารประเภทผัด)

นอกจากนี้ก็มีพะโล้ (Rafute – ภาษาท้องถิ่น Buta kakuni – ภาษากลาง) และน้ำผลไม้ตระกูลเดียวส้ม (Shekwasha) รวมๆเบ็ดเสร็จเมนูนี้เราหมดไปกันประมาณ ¥4,000 ครับ รสชาติก็ต้องบอกว่าใช้ได้ครับ ไม่ผิดหวัง แต่ถ้าให้เลือกทานอีกหรือไม่ ขอเป็นเมนูอื่นดีกว่าครับ ^^

หลังจากนั้นเราเดินกลับมาขึ้นรถไฟไปยังสถานีโกเบ Kobe (สาย JR) ซึ่งจะนำเราไปสู่อ่าวโกเบ (Harborland) ในอีกไม่กี่อึดใจครับ เมื่อถึงที่สถานีแล้ว ก็ให้สังเกตป้ายของ Harborland มาตามทางเลยครับ มีข้ามสะพานลอยและจะผ่านห้างใหญ่ๆอยู่ห้างนึง และเราก็จะเห็นหอคอยเด่นชัด ระยิบระยับไปด้วยแสงไฟแต่ไกลเลยครับ

อ่าวโกเบ Kobe port / Harbourland

habourland
kobe-port
เดินมาถึงฝั่งอ่าว ก็ขึ้นมาถ่ายรูปจากมุมสูงกันหน่อยนะครับ จะได้ภาพที่สวยงามแบบนี้เลย

habourland-kobe

ภายในบริเวณนี้ก็จะมีร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ที่ล่องเรือ นั่งชิงช้าสวรรค์ รวมไปถึง พิพิธภัณฑ์การ์ตูน Anpanman อยู่บริเวณอ่าวโกเบนี้ด้วยครับ

kobe-port
เราปิดท้ายค่ำคืนนี้ด้วยการถ่ายรูปเล่นบริเวณอ่าวกันครับ ผมมีของเล่นชิ้นนึง มันคือไม้ถ่าย selfie ที่ผมซื้อมาจากที่เกาหลี ทำให้เรามีภาพคู่กับอ่าวนี้ ครบกันทุกคน ไม่มีอะไรสนุกไปกว่านี้แล้วครับ (แม้จะต้องเอาความกล้าไปแลกมาหน่อยเหอะ)

IMG_6536
ผมและริโกะก็ต้องลามิชิโกะไว้แต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะเดินทางกลับโอซาก้าครับ ~

เช้าวันใหม่ในวันทะเล

วันนี้ตรงกับวันทะเลครับ เป็นวันหยุดของที่ญี่ปุ่น เพื่อนของผมบอกว่า วันนี้ที่บ้านเค้าจะพาผมไปทานอะไรอร่อยๆ ในเมืองที่อยู่ใกล้กับโอซาก้าครับ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับมีดทำครัว เค้าจะพาไปกินโซบะที่อร่อยร้านนึงในย่านเมืองนั้นครับ เมืองนี้มีชื่อว่า ซะไก (Sakai)

ก่อนออกจากบ้าน ที่บ้านทำข้าวปั้นให้ผมทานรองท้องเป็นอาหารเช้าครับ แต่กว่าผมจะทานมันก็จวนสายๆแล้ว ทำผมลังเลอยู่นาน เพราะกลัวเค้าพาไปกินแล้วไม่กินมาก แต่มารยาทครับ เราควรจะกิน ผมทานข้าวปั้นกับสิ่งนึงที่แปลกหูแปลกตา มันมีลักษณะเป็นเส้นๆ เมื่อทานกับข้าวปั้นแล้วมันเข้ากันมาก ผมถามเพื่อนว่ามันคืออะไรด้วยความสงสัย มันเรียกว่า “Konbu” ครับ ทันใดนั้นผมก็หยิบมือถือขึ้นมาค้นหาทันที ก็พบว่ามันเป็นพืชชนิดนึง คุณแม่ของเพื่อนผมเห็นผมชอบ ก็เลยได้ Konbu มาซองนึงเป็นที่ระลึกเลย 😛

konbu
จากนั้นก็เริ่มออกเดินทางครับ ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีจากโอซาก้ามาถึงเมืองซะไก (Sakai) ดูเหมือนจะเดินทางมาซะไกล แต่ไม่ไกลเท่าไรเลยครับซะไกเนี่ย….. แป๊ก !!

ซากาอิ (Sakai)

restaurant-in-kasai
ถึงแล้ว ร้านที่มีโลโก้รูปกระต่ายแบบนี้ ร้านก็ถูกแต่งด้วยกระต่ายเต็มไปหมด

เมนูของร้านที่เอาระยะเวลาในการเปิดร้านมาเป็นตัวการันตีความอร่อย ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้ด้วยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมีอาหารที่เป็นเซ็ต และเมนูเด็ดของที่ร้าน ชาบู ชาบู ครับ

ร้าน "Mimiu"
ร้าน “Mimiu”

ผมเลือกสั่งเป็นเบนโตะเซ็ต ซึ่งจะได้ความหลากหลายของอาหาร เบนโตะเซ็ตนี้ประกอบไปด้วยโซบะที่ผมอยากลองทาน มีเทมปุระและซาชิมิให้ทานเป็นเครื่องเคียงด้วย ซึ่งมันใหญ่มากครับ ทานคนเดียวนี่เรียกว่าอิ่มจุกกันเลยทีเดียว

bento-set-mimiu
อาหารรสชาติใช้ได้ครับ ในเซ็ตอย่างที่กล่าวไป คือรวมทุกอย่างจริงๆ ทั้งผัก ทั้งเนื้อ มีเป็นซุป แล้วต่อด้วยของหวานอีกต่างหาก

เท่านั้นไม่พอ ยังไม่ทันหายอิ่มดี เราก็ไปต่อที่ร้านขนมหวานที่ร้าน “Kanbukuro” ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ ร้านนี้มีน้ำแข็งใสสูตรเลื่องชื่อที่ทุกคนรับประกันว่าผมกำลังจะได้ทานของอร่อย

หน้าร้าน
หน้าร้าน

ผมเข้ามานั่งรอในร้านได้สักพักเลยล่ะครับ แถวค่อนข้างยาวมาก เป็นน้ำแข็งใสที่เกล็ดไม่ละเอียดมากโรยมากับ paste ซึ่งเข้าใจว่าทำมาจากถั่ว และก็มีแป้งข้าวเหนียวที่หนึบๆ แต่นุ่ม อร่อยมาก และเมื่อทาน น้ำแข็งใสกับ paste หวานๆ แล้ว ก็พบว่ามันเข้ากันมากครับ เจ้าขนมหวานนี้มีชื่อเฉพาะว่า “Kurumi mochi” คุณแม่ของเพื่อนผมเล่าให้ฟังต่อว่า ขนมนี้มีขายอยู่ที่นี่ที่เดียว ไม่มีสาขา อยากกินก็ต้องมาที่นี่ครับ

Kurumi mochimochi
ทั้งนี้ผมก็พบว่ามีข้อมูลของร้านนี้อยู่ใน Trip Advisor ด้วย เผื่อใครที่สนใจอยากจะลองหาโอกาสไปทาน สามารถดูวิธีการเดินทางได้เลยครับ

กินเสร็จที่คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนต้องไปทำธุระครับ จึงปล่อยให้พวกเราสองคนเดินเล่นกันอยู่ในห้างไปก่อน โอกาสนี้ก็ทำให้ผมได้เข้าไปเดินเล่นอยู่ในร้านหนังสือ ระหว่างที่เพื่อนหาหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย เตรียมตัวจะไปเดินทางท่องเที่ยวช่วงผมกลับไปไทยในเดือนสิงหาคมนี้ ผมก็ไปเจอกับหนังสือคำศัพท์ไทย-ญี่ปุ่น เล่มนี้ครับ ซึ่งผมเคยเห็นหลายคนแชร์ในอินเทอร์เน็ต และไม่คิดว่ามันจะมีจริงๆ เป็นหนังสือหน้าตาแบบนี้เลย

หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้ครับ ราคาเล่มละ ¥1,400
หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้ครับ ราคาเล่มละ ¥1,400

ก่อนที่ผมจะกลับมาเตรียมตัว ก่อนเดินทางไปที่โตเกียวในคืนนี้ครับ คุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนผม ก็ไปจับจ่ายซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต ลงมือทำกับข้าวให้ผมทาานก่อนเดินทาง การเดินทางไปโตเกียว อย่างที่บอกไว้ในตอนแรก ผมจะเดินทางด้วยรถบัสนอนกลางคืนครับ ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการจองรถบัสกลางคืนไปโตเกียวนี้ จะนำเสนอในบล็อกตอนถัดไปครับผม

อาหารค่อนข้างหลากหลายครับ มีเนื้อห่อผัก อะไรสักอย่างที่ทำจากเต้าหู้ แล้วก็สลัดผัก อิ่มอร่อยครับสำหรับมื้อนี้
อาหารค่อนข้างหลากหลายครับ มีเนื้อห่อผัก อะไรสักอย่างที่ทำจากเต้าหู้ แล้วก็สลัดผัก อิ่มอร่อยครับสำหรับมื้อนี้

เอาล่ะครับ การเดินทางวอร์มอัพในโอซาก้า โกเบ และซะไก ในสองสามวันแรกนี้ คงเพียงพอกับการไปผจญความวุ่นวายในโตเกียว ซึ่งเป็นโตเกียวแรกในชีวิตของผม จะเป็นอย่างไรนั้น อย่าลืมติดตามอ่านกันในตอนต่อไปครับ 😀

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

Comments

comments

Powered by Facebook Comments