[Japan Trip] ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว : Tokyo – Kamakura

ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ 3 ของการเดินทางในญี่ปุ่นหน้าร้อนกับผมเฟรมคุงครับ วันนี้เราจะพาทุกท่านมุ่งหน้าจากโอซาก้าสู่โตเกียว การเดินทางครั้งนี้ผมเดินทางด้วยไนท์บัส ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของผมที่ต้องนั่งรถระยะเวลายาวนานแบบนี้เช่นกัน (แม้แต่ในไทยก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งรถนานระดับที่ต้องนอน) แต่พอได้นั่งก็พบว่าสะดวกสบายครับ ใช้เวลาเดินทางเกือบ 9 ชม.จากโอซาก้าไปชินจูกุ โตเกียว สำหรับการจองรถบัสกลางคืนนั้นผมจะเขียนรายละเอียดไว้ในครั้งต่อไปครับ…

willer-express-bus-from-osaka-to-tokyoผมออกจากสถานีนัมบะ  (Namba) โอซาก้า นั่งรถชัตเติลบัสไปเปลี่ยนรถที่สถานีรถของบริษัท Willer (บริษัทรถบัส) ที่ Umeda Sky Tower เริ่มออกเดินทาง 5 ทุ่มครึ่งครับ มาถึงที่ชินจูกุประมาณ 08.40 น.

ผมมีนัดกับเพื่อนที่โตเกียวครับ วันนี้จะเป็นคราวของเพื่อนผมอีกคน (ที่มีโอกาสได้พูดถึงเมื่อคราวที่แล้ว คนที่โทรมาสั่งอุด้งจากโตเกียวให้ผมทาน) จะเป็นคนนำเที่ยวในวันนี้ครับ เพื่อนผมมีโอกาสได้ไปตะลุยหาร้านอร่อยๆทั่วโตเกียว และครั้งนี้เค้าก็แนะนำผมมาว่า มีร้านซูชิร้านนึงที่ “อร่อยที่สุดเท่าที่เค้าเคยทานมา !” ผมได้ยินคำนี้แล้วก็ทึ่งครับ คนญี่ปุ่นว่าเป็นร้านซูชิที่อร่อย มันก็คงต้องอร่อยมากๆ ได้แต่นับวันรอ เพราะเค้าเล่นจองล่วงหน้าก่อน 2 อาทิตย์ครับ และเค้าก็บอกผมอีกว่า ถ้าไม่ได้จองก็ไม่มีโอกาสได้มา และอีกครู่เดียว ผมก็จะได้เจอกับเค้าแล้ว ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เราไม่ได้เจอกันอยู่นานพอสมควร ผมรู้จักเค้าตอนที่เค้ามาเรียนภาษาเกาหลีอยู่ที่เกาหลี และตอนนี้เค้าก็เดินทางกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่น

mantenzushi-chat

shinjuku
รถบัสมาจอดที่สถานีบัสแถวๆสถานีชินจูกุครับ ระหว่างรอเวลาเจอเพื่อนนี้ ผมก็ได้เดินสำรวจบริเวณถนนชินจูกุ แม้ว่าจะทำการบ้านเรื่องเส้นทาง มาจากการอ่านหนังสือบ้าง แต่พอมาเดินเอาเข้าจริงๆ ก็เห็นแต่ตึกรามบ้านช่องที่สูงเด่นระฟ้าพาตัวผมให้ดูเล็กลงไปนั้น แทบมองไม่ออกครับว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ถนนข้างหน้านี้จะมีอะไร ผมก็ได้แต่เดินวนพร้อมกับแบกสัมภาระของผมไปด้วยตลอดเวลา (แม้ว่าจะฝากล็อกเกอร์ที่มีอยู่เต็มไปหมด แต่ค่าฝากก็เป็นค่าข้าวได้มื้อนึงครับ เลยยอมถือ) ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ผมจึงเข้าไปนั่งพักตากแอร์ในห้างก่อนจะเดินออกมาเจอเพื่อนผมที่สถานีโตเกียวครับ

shinjuku
ผมถึงสถานีโตเกียวก่อนเวลานิดนึงครับ กันหลง ผมก็คิดว่ามาถึงสถานีแล้วจะได้เจอเพื่อนเลย แต่ไม่ครับ ผมแอบรอเพื่อนอยู่นานเลยทีเดียว ก่อนตัดสินใจติดต่อเพื่อนไป ก็พบว่าสถานีโตเกียวนี้มันมีหลายสายมาก และแต่ละสายมันก็ไม่ได้อยู่ติดกันซะด้วย (อันนี้ไม่เหมือนเกาหลี) ทำให้ผมต้องเดินตามหาเพื่อน (เอ๊ะ ตกลงใครควรเดินตามหาใคร !?!?) จนมาเจอกันในที่สุด เรานัดเจอกันและมุ่งหน้าไปยังร้านซูชิที่เราอุตส่าห์จองไว้ลวงหน้านี้ครับ

สถานีโตเกียว (Tokyo station)
สถานีโตเกียว (Tokyo station)

ร้านซูชินี้อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีโตเกียว (Tokyo station) ครับ เดินออกมาทางประตูทิศใต้ (South gate) ฝั่ง JR Marunouchi ใครที่สนใจไปตามรอย ก็คลิกลิงก์นี้เพื่อดูวิธีการเดินทางแบบ Step-by-step ได้เลยครับ อ้อ ร้านนี้ชื่อว่า “Mantenzushi” ครับ พบว่าร้านนี้อยู่ในอาคารใหญ่เลย ร้านไม่ใหญ่มาก มีพื้นที่ที่เป็นโต๊ะแยกและเคาน์เตอร์

mantenzushi
เข้าไปในร้าน เชฟก็เริ่มต้นด้วยการทักทายลูกค้าก่อนที่จะเริ่มปั้นซูชิให้พวกเราทานครับ มีเครื่องเคียงเป็นขิงดอง และซุปที่รสชาติแอบแปลกมาก แต่มันกลมกล่อมมากๆ เสิร์ฟพร้อมกันครับ

mantenzushi
สำหรับเมนูปลาดิบ ผมไม่ถนัดเรื่องชื่อจริงๆ แต่ก็ต้องบอกล่ะครับว่ามันอร่อยสมคำล่ำลือ T_T

กินหมดไปคำนึง เค้าก็จะปั้นชิ้นใหม่ให้เราทานเป็นลำดับๆไปครับ เชฟก็อัธยาศัยดีมาก ปั้นไปด้วย อธิบายชื่อปลาไปด้วย รวมไปถึงอธิบายวัตถุดิบต่างๆที่ใช้ ข้างหน้าเคาน์เตอร์ก็จะเป็นตู้เย็นที่เก็บปลาและวัตถุดิบต่างๆครับ เชฟก็จะเปิดเอามาทำให้ทานสดๆตรงนั้นเลย จุดเด่นของร้าน “Mentenzushi” คงเป็นการเลือกใช้ปลาเฉพาะในฤดูนั้นๆ เพื่อความสด และอร่อยครับ

mantenzushi-luch-set

ในเซ็ตอาหารกลางวัน (Lunch set) นี้อยู่ที่ ¥3,000 รายการอาหารออกมาประมาณ 14 รายการด้วยกัน ดูเหมือนเล็กๆแบบนี้แต่ก็อิ่มชนิดว่ากินอะไรเพิ่มไม่ไหวล่ะครับ ^^

จากเราไปกันต่อครับ เมื่อสักครู่นี้ผมออกมาจากสถานีโตเกียวด้วยความรีบเร่ง จนไม่ได้มีเวลาแม้กระทั่งย้อนมองกลับไป ก่อนที่ผมจะเดินกลับไปอีกครั้ง เป็นภาพที่สวยงามมากครับ ภาพนี้จริงๆที่เกาหลีก็มีให้เห็นกับสถานีโซล (Seoul station) เช่นเดียวกัน กินเสร็จผมเองก็ขอไปเก็บสัมภาระที่โรงแรม ก่อนที่จะลุยต่อครับ

สถานีโตเกียว (Tokyo station) ถ่ายจากประตูทางเข้าประตูทิศใต้
สถานีโตเกียว (Tokyo station) ถ่ายจากประตูทางเข้าประตูทิศใต้

Sakura Ikebukuro Hotel

ที่พักในโตเกียว “แรก” ของผมครั้งนี้ เป็นที่ อิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ครับ ผมจองผ่านเว็บขาประจำอย่าง Booking.com ที่ใช้บริการมาตั้งแต่ครั้งที่แล้ว เนื่องจากว่าผมไม่รู้เส้นทางในโตเกียวเลยแม้แต่น้อยครับ ตัวเลือกที่สนใจแรกๆจึงเป็นราคาบวกกับเดินทางในหน้าร้อน ผมจึงอยากพักสบายหน่อยครับ อากาศร้อนๆกลับมานอนในห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศคงทำให้พาลอารมณ์เสียเอาได้ง่ายๆ จึงมองหาโรงแรมระดับกลางๆ ขอนอนสบายสัก 3 คืน แล้วลองเปลี่ยนบรรยากาศนอนแบบ Hostel ที่นอนรวมใน 2 คืนสุดท้าย เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย + อยากลองดูว่าจะสะดวกสบายแค่ไหนด้วย โรงแรมที่ผมค้นหาเจอสำหรับพัก 3 วันแรก เป็นที่ โรงแรมซากุระโฮเต็ล (Sakura Hotel Ikebukuro) ซึ่งราคากลางๆพอใช้ได้สำหรับผมครับ ตกคืนละ ¥7,000 (2,100 บาท) ข้อดีของที่นี่คือ ติดกับย่านเที่ยวในอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) ที่เดินทางไปยังสถานีอื่นๆได้ค่อนข้างสะดวก สำหรับผมถือว่าสะดวกในเรื่องการเดินทางมากๆครับ

ด้านหน้าโรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ (Sakura Ikebukuro Hotel)
ด้านหน้าโรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ (Sakura Ikebukuro Hotel)
ห้องพักแบบเตียงเดี่ยวที่โรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ
ห้องพักแบบเตียงเดี่ยวที่โรงแรมซากุระ อิเคบุคุโระ

ที่นี่มี Wi-Fi, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ,ห้องครัวไว้บริการครับ พนักงานสุภาพเรียบร้อยและพูดภาษาอังกฤษได้

Sangen-jaya

วางของเสร็จเรียบร้อยแล้วเราออกไปหาอะไรเย็นๆกินกันครับ เพื่อนผมจะชอบแวะร้านน่ารักๆ เค้าจึงชวนผมไปกินน้ำแข็งใส ไกลจากโรงแรมมาหน่อย ย่านนี้เรียกว่า Sangen-jaya ครับ การเดินทางก็ลงที่สถานี Sangen-jaya เลยครับ แล้วเดินตรงมาเรื่อยๆ เข้าซอยมาตามแผนที่ ก็จะมาเจอกับร้านน้ำแข็งใสแห่งนี้ชื่อว่า “Kanna kitchen” ครับ

SONY DSC
คนค่อนข้างเยอะสำหรับวันนี้ ยืนรอคิวประมาณ 10 นาทีได้

SONY DSC
บรรยากาศในร้านน่ารัก น่านั่ง

SONY DSC
SONY DSC
เมนูที่สั่งเป็นน้ำแข็งใส (Kakigori) หน้ายอดนิยมอย่างถั่วแดง และอีกอันเป็นที่พวกเราอยากลองทาน คือ เผือกครับ

kakigori-kanna-kitchen-sangen-jaya
น้ำแข็งใส ตัวน้ำแข็งไม่ละเอียด (เข้าใจว่าเป็นสไตล์ของน้ำแข็งใสญี่ปุ่น) เป็นปุยวางเป็นชั้นๆ ข้างล่างเข้าใจว่าเป็นนม อร่อยใช้ได้ครับ มันละลายเร็วมาก เนื่องจากอากาศวันนี้ร้อนอบอ้าวเหลือเกินฮะ ใครที่สนใจมาทานน้ำแข็งใสที่นี่ ก็ไปตามรอยกันได้จากลิงก์นี้ครับ สนนราคาอยู่ที่ถ้วยละ ¥700

ก่อนที่จะร่ำลากับโอโดยังและเราจะมาเจอกันอีกพรุ่งนี้ ในทริปการเดินทางที่คามาคุระ (Kamakura) ครับ ^^

Kamakura

ผมใช้เวลาช่วงเช้าสำรวจแถบอิเคบุคุโระ (Ikebukuro) บริเวณโรงแรมของผมครับ ก็พบว่าย่านนี้เป็นอีกย่านนึงที่แออัดพอสมควร แบ่งออกเป็นหลายส่วน หลายทิศ อย่างบริเวณตู้เกม ร้านหนังสือการ์ตูน แออัดๆหน่อย ก็จะเป็นฝั่งประตูทิศตะวันออกครับ ทางฝั่งตะวันตกจะเป็นฝั่งโรงแรมของผมเอง มีห้าง และสถานบันเทิง เรียกว่าเที่ยวได้เพลินเลยล่ะครับ

ikebukuro-east
ด้วยความไม่เชี่ยวชาญเรื่องเส้นทางอย่างผม จึงต้องแอบไปก่อนเวลานิดนึงครับ ผมนัดกับโอโดยังเพื่อนของผมที่สถานีโยโกฮาม่า (Yokohama) แล้วนั่งรถไฟมาลงที่สถานีคามาคุระ (Kamakura) ครับ

สถานีคามาคุระ (Kamakura station)
สถานีคามาคุระ (Kamakura station)

ห่างจากสถานีไปประมาณไม่กี่กิโลเมตรก็เป็นหาดแล้วครับ ไม่แปลกใจที่ผมจะเห็นคนแต่งตัวสบายๆ กางเกงขาสั้น แว่นกันแดด มาเล่นน้ำทะเลกัน และวันนี้ที่พิเศษกว่าทุกวันที่ผมได้เห็นคนใส่ชุดยูกาตะ (Yukata) ชุดลำลองซึ่งนิยมใส่กันในหน้าร้อน มาเดินเล่นกันบริเวณหาดซึ่งเป็นสถานที่จัดงานพลุประจำปี ทำให้วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษครับ

อยากมาร้านนี้แต่ปิด...
อยากมาร้านนี้แต่ปิด…

ระหว่างทางเดินไปหาดก็จะเห็นร้านค้าเล็กๆแบบนี้มากมาย บรรยากาศของร้านค้าริมหาด น่ารักๆแบบนี้ล่ะครับ

IMG_6759

SONY DSC
SONY DSC
เรากำลังจะไปหาอะไรทานสำหรับมื้อเที่ยงนี้กันครับ เพื่อนผมก็เปิดเว็บหาร้านอร่อย ซึ่งผมก็ค่อนข้างนับถือในความสามารถในการหาร้านอร่อยของเพื่อนผมคนนี้มาก เค้าหาเสร็จแล้วยังไม่พอ ยังมีการโทรศัพท์เข้าไปเช็คที่นั่งในร้านอีกด้วย ! เรามาแวะจอดกันที่ร้านชื่อว่า “Wave” เพื่อทานมื้อเที่ยงครับ (ร้านอยู่ทางผ่านไปหาด Zaimokuza)

ร้านจะค่อนข้างสังเกตยากนิดนึงก็ให้สังเกตตู้ไปรษณีย์นี้ครับ ร้านจะอยู่ติดกันเลย
ร้านจะค่อนข้างสังเกตยากนิดนึงก็ให้สังเกตตู้ไปรษณีย์นี้ครับ ร้านจะอยู่ติดกันเลย
หน้าร้าน Wave ที่เราจะมาทานมื้อเที่ยงกันครับ
หน้าร้าน Wave

ภายในร้านขนาดไม่ใหญ่มาก มีเก้าอี้ให้นั่งเป็นเคาน์เตอร์ครับ เมนูที่แนะนำของที่ร้านนี้เป็น “Tsukemen” ซึ่งเป็นราเม็ง เสิร์ฟพร้อมกับน้ำซุปไก่เข้มข้น ให้เรานำเส้นเหนียวนุ่มมาจุ่มน้ำซุปนี้ อูมามิ อร่อยกลมกล่อมครับ มีข้าวเสิร์ฟเพิ่มด้วย (เผื่อใครที่ยังเหลือน้ำซุปอยู่ก็เททานกับข้าว) และไอศกรีมครับ สนนราคาตามไซส์ปกติอยู่ที่ ¥880 ครับ

tsukemen

tsukemen
ทานกันเสร็จแล้ว เพื่อนผมกะว่าจะพาไปทานในร้านอีกแห่งนึงซึ่งก็ได้สำรวจเส้นทางไว้แล้ว แต่เนื่องจากวันนี้ที่หาดมีเทศกาล ทำให้ร้านค้าหลายๆร้านปิดเร็วกว่าปกติครับ แต่ใจผมเมื่อมาถึงคามาคุระแล้ว ยังไงก็ต้องขอให้ได้ไปชมพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุด (ผมไม่แน่ใจว่าในญี่ปุ่นหรือเปล่า) แต่เอาเป็นว่า พระพุทธรูปไดบุทสี (Daibutsu) ที่คามาคุระนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการมาญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ครับ ผมจึงตัดสินใจเดินไปเรื่อยๆ จนหาสถานที่ขึ้นรถเมล์จากแถวๆนั้นไปบริเวณวัดไดบุทสีครับ

daibutsu-temple
บริเวณรอบวัดก็จะได้บรรยากาศอีกแบบนึงแตกต่างจากบริเวณสถานีเมื่อสักครู่นี้ครับ คือได้บรรยากาศเก่าๆหน่อย พื้นที่นี้เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ จนเพื่อนผมแอบงงเลยว่าไม่มีคนญี่ปุ่นเลยหรือไง ค่าเข้าชมวัดอยู่ที่ ¥200 ครับ

the-great-buddha-japan

เข้าไปก็จะเห็นองค์พระพุทธรูปยักษ์สัญลักษณ์ประจำเมืองคามาคุระนี้ครับ
เข้าไปก็จะเห็นองค์พระพุทธรูปยักษ์สัญลักษณ์ประจำเมืองคามาคุระนี้ครับ

หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว เพื่อนของผมยังคงพยายามที่จะไปร้านคาเฟ่อีกร้านที่ดูไว้ในเน็ต แต่ด้วยเวลาคงไม่สามารถไปถึงนั่นก่อนปิดรับออเดอร์ได้ จึงตัดสินใจหาร้านนั่งแถวๆนี้ครับ ระหว่างทางเดินกลับไปสถานีเราก็ไปเจอร้านน้ำแข็งใส (อีกแล้ว) ความน่ารัก น่านั่งของร้านนี้ก็ทำให้เพื่อนผมสะดุด และแวะจอดที่ร้านนี้จนได้ ครับ เพื่อนผมแพ้ของน่ารักๆ

ร้านนี้ชื่อว่า “Vuori” ครับ บรรยากาศในร้านก็อบอุ่นๆน่านั่ง มีเมนูของหวานตั้งแต่น้ำแข็งใส ยันไอศกรีม และเครื่องดื่ม อะไรที่เป็นของขายดีประจำร้านโอโดยังจะสั่งมาทานครับ ซึ่งพนักงานก็บอกว่าเป็นน้ำแข็งใสเป็นหน้าถั่ว…. อะไรสักอย่างครับ กับไอศกรีมชาเขียว

vuori

vuori
ก่อนที่เราจะพูดคุยกัน ผมกับโอโดยังเจอกันที่เกาหลีแค่ 3 ครั้งเท่านั้นเองครับ แต่โอโดยังเป็นคนที่นิสัยน่ารัก และบิงโกตรงที่ชอบทานอาหารไทยมาก เคยเข้าไปดูในอินสตาแกรมเค้าช่วงแรกๆ ก็พบว่าเค้าเล่นทานอาหารไทยหลากหลายมาก (ที่ญี่ปุ่น) และจู่ๆเค้ามาเกิดชอบความควีโยมิอะไรของผมไม่ทราบ ทำให้ได้ติดต่อกันมาเรื่อยๆ ก่อนที่เราจะมาเจอกันอีกครั้งที่โตเกียว ซึ่งเป็นความฝันของผมที่จะมีคนมาไกด์เส้นทางในโตเกียว เป็นคนญี่ปุ่น โอโดยังทำงานเป็นแอร์สายการบินนึงในญี่ปุ่นครับ เวลาที่เธอไปลงที่ไหน เธอก็จะไปตระเวนหาร้านอร่อยๆแถวนั้น และร้านทุกร้านก็จะเป็นสไตล์น่ารักๆแบบนี้ ผมบอกกับเค้าว่า ผมอิจฉาเค้ามาก ถ้าผมมีโอกาสได้ทำแบบนั้น ในบล็อกของผมคงเต็มไปด้วยเรื่องของกินแน่เลย ผมถามเค้าต่อไปว่า “รู้สึกยังไงกับสิ่งที่เค้าทำอยู่” เค้าตอบผมว่า “เค้าเองก็รู้สึกชอบสิ่งที่เค้าเป็นอยู่และสิ่งที่เค้าทำอยู่เช่นกัน” ผมที่คาดหวังว่าเค้าจะต้องพูดอะไรมาบ้างว่า “เหนื่อย” หรือ “ยาก” แต่เค้ากลับตอบมาแบบนี้อย่างไม่ฝืนคำพูดและยิ้มตอบผมมาดื้อๆแบบนั้น ก็ทำให้ผมอดยิ้มตามเค้าไม่ได้ ดีใจที่เค้ารู้สึกสนุกกับสิ่งที่เค้าทำอยู่และเรื่องราวของเขาก็ทำให้ผมกลับมาคิดหาความสุขที่อยู่รอบตัวของผมบ้างเช่นกัน

kamakura-station-at-night
จนเย็นๆแล้วเราเดินกลับกันมาที่สถานีคามาคุระครับ อีกฝั่งนึงของสถานีมีร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆอยู่เยอะเลย ยิ่งเย็น คนก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งชุดยูกะตะมางานพลุที่นี่วันนี้ ผมเกรงว่าเราจะกลับกันยาก เลยขอปลีกไปหาอะไรกินก่อนกลับโตเกียวนิดหน่อย พวกเราที่เพิ่งทานน้ำแข็งใสก็ไปเจอเจลาโต้อีกครับ … แน่นอนว่าโอโดยังไม่พลาด!! ร้านนี้ขายโดยชาวอิตาลีที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ดูๆแล้วลูกค้าประจำเค้าคงเยอะน่าดูเลยครับ เพราะเห็นมีการพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง แนะนำรสชาติ ทันทีที่ผมนำขึ้นอินสตาแกรมก็พบว่ามีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่อัพรูปภาพเจลาโต้จากร้านนี้ ร้านนี้มีชื่อว่า “Gelateria il brigante” ครับ ใครจะไปตามรอยให้เข้าไปดูแผนที่ได้จากเว็บนี้เลยยย..

gelato

gelateria-il-brigante
รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เอามากๆครับ ผมสั่งเป็นผลไม้ชนิดนึง (ซึ่งผมจำไม่ได้) รสชาติออกเปรี้ยว มีกลิ่นหอม อร่อยมากๆครับ (แต่แอบแพงไปนิด T_T ) ถือเป็นอีกร้านนึงที่มีชื่อเสียงครับ (ผมแอบเช็คเรตติ้งให้แล้ว) ใครที่ชอบทานเจลาโต้ลองหาโอกาสมาทานดูนะครับ

ก่อนทีเราต่างจะเดินทางแยกย้ายกันกลับครับ เช็คเส้นทางแล้วพบว่า เรากลับทางเดียวกัน…. หากแต่ว่า….คนละขบวน !! ซึ่งโอโดยังที่ไม่ได้เช็คว่าผมจะต้องนั่งขบวนไหน โอโดยังก็ได้ทิ้งงานไว้ให้ผมล่ะครับ เพราะเมื่อผมนั่งไปสักพักแล้ว ก็เริ่มรู้สึกไหวตัวทัน รู้สึกเหมือนทำไมมันยังไม่ถึงสักที ทำให้ผมต้องเปลี่ยนสาย ขบวนกลางคัน (แล้วนึกสภาพคนที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น มานั่งไล่หาสายที่จะนั่งกลับไปสถานีอื่น) กลับบ้านดึกกันไปเลยครับวันนั้น โชคดีที่ยังทันขบวนรอบสุดท้าย ถือซะว่าเป็นการซ้อมเที่ยวโตเกียวพรุ่งนี้ละกันครับ

แล้วเจอกันวันถัดไปครับ วันพรุ่งนี้จะเป็นการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองของผมในโตเกียวแล้ว จะเป็นอย่างไรนั้น อย่าลืมติดตามกันตอนต่อไปนะครับ 🙂

ติดตามกันต่อ? กับตะลุยเรื่องราวในญี่ปุ่น ฉบับให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว !

ตอนที่ 1 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โอซาก้า เกียวโต
ตอนที่ 2 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โกเบ ซากาอิ
ตอนที่ 3 : ให้คนญี่ปุ่นพาเที่ยว “โตเกียว คามากุระ”
ตอนที่ 4 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว” ตอนที่ 1 :
>> นั่งบัสจากชินจูกุไปชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวากูชิโกะ , อิเคบุคุโระ , อาซากุสะ, อะกิฮะบะระ, อุเอะโนะ, Asahi Superdry Hall
ตอนที่ 5 : ตะลุยเดี่ยว เที่ยวเองใน “โตเกียว”ตอนที่ 2 :  
>> เที่ยวเอง 1 วันในโตเกียว ตลาดปลาสึคิจิ (Tsukiji Market), กินซ่า (Ginza), Tokyo Station, Tokyo Imperial Palace (พระราชวังโตเกียว), Tokyo Tower, วัด Zojo (Zojo-ji), Roppongi Hills, Shibuya, Harajuku, Shinjuku, Ueno

Comments

comments

Powered by Facebook Comments