[คุยกับเด็กทุนรัฐบาลเกาหลี] แป้ง อรจิรา สุริยนนท์รินท์ นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2009

Ornjira Suriyanonrin - Thai GSK (KGSP 2019)

9 ปีก่อน ช่วงที่อินเทอร์เน็ตไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี เรื่องราวเรียนต่อต่างประเทศมาแชร์ให้เราได้อ่านกันในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้น “ทุนรัฐบาลเกาหลี” เข้ามาทำให้ “พี่แป้ง อรจิรา สุริยนนท์รินท์” รู้จักกับทุนรัฐบาลเกาหลี และกลายมาเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาคนแรกที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี ได้อย่างไร เป็นคำถามแรกๆที่อดสงสัยไม่ได้ อะไรที่ทำให้พี่แป้ง เกิดความสนใจ และตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อในประเทศเกาหลีใต้…

เพราะความสนใจภาษาถึงทำให้ได้มาไกลถึงเกาหลี

ตอนนั้นเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในช่วงม.ปลาย ช่วงที่หลายๆคนต่างค้นหาตัวเอง ก็พบว่าเรามีความสนใจด้านภาษาเป็นพิเศษ แต่ก็มองว่าภาษาที่สองอาจจะไม่เพียงพอสำหรับเราในอนาคต เลยมองออกไปให้ไกลกว่านั้น คือ “ภาษาที่สาม” เลยมองมาทาง “ภาษาเกาหลี” พยายามค้นหาข้อมูลศึกษาต่อต่างประเทศจนมาพบกับ “ทุนรัฐบาลเกาหลี” ข้อมูลทุกอย่างไม่ค่อยมีเยอะ อาศัยค้นหาไปเรื่อยๆ ตระเตรียมเอกสาร ปั๊มตรา เข้ากงสุล ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเริ่มต้นด้วยการเขียนใบสมัคร เรียงความ, จดหมายแนะนำตัวเอง ทุกอย่างเสร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะจำได้ว่ากว่าจะหารายละเอียดของทุนเจอก็ช้ามากแล้ว ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนที่อยู่ห้องกิ๊ฟอังกฤษช่วยดูเอกสารต่างๆ เป็นความตั้งใจของตัวเองและความช่วยเหลือจากเพื่อนทำให้ได้รับโอกาสมาศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลี

คนแรกของเตรียมอุดมศึกษาที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี

ช่วงระหว่างการขอเอกสารต่างๆเพื่อสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ก็ทำให้ได้พบว่าเราเป็นคนแรกที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลีในระดับชั้นปริญญาตรี ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ช่วงระยะเวลาสมัครไปจนถึงการประกาศผล ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก ในปีนั้นมีโควต้าสำหรับนักเรียนไทย 7 คน แต่สุดท้ายมีหนึ่งคนต้องสละสิทธิ์และมาเกาหลีด้วยกันทั้งหมด 6 คน ต่างคนต่างแยกย้ายให้ไปเรียนเป็นคู่ๆภาษาตามสถาบันภาษาในปีแรก

เกาหลี ปี 2009 VS เกาหลี 2018

ปีแรกมีโอกาสได้มาเรียนภาษาที่ สถาบันภาษามหาวิทยาลัยคอนกุก (Konkuk University) เพื่อนที่สละสิทธิ์ทุน ดันเป็นคู่ที่ต้องมาเรียนภาษาด้วยกัน เลยทำให้ตอนนั้นไม่ได้มีคู่เรียนภาษาเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ โชว์เดี่ยว ลุยเดี่ยว ทำทุกอย่างเอง โชคดีมาเจอกับเพื่อนคนจีน ที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ทำให้ต้องพัฒนาภาษาเกาหลีไปพร้อมๆกันกับเพื่อนคนนี้ คุยกันไม่รู้เรื่องก็เปิดพจนานุกรมโชว์กันไปมา เป็นช่วงที่พัฒนาภาษาได้เร็วที่สุด ในช่วงปี 2009 ตอนนั้น รู้สึกว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษเท่าไหร่ แถมเมื่อเราพยายามพูดเกาหลี แต่พูดได้ไม่ชัด คนเกาหลีบางคนก็ถอยหลัง ไม่คุยด้วย เลยรู้สึกว่าต้องมีความพยายามที่จะศึกษาภาษาเกาหลีให้ได้เร็วขึ้น รู้สึกอิจฉาคนที่มีศิลปินเกาหลี เป็นแรงผลักดันเล็กๆให้เรียนภาษาได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ตอนนั้นไม่ได้มีศิลปินโปรดอะไรเป็นพิเศษ เลยอาศัยทุนเก่าของตัวเองที่มีความชอบภาษา เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนาภาษาเกาหลีไปให้ถึงขั้นที่สามารถพูดคุยสื่อสารได้แบบไม่มีปัญหา

เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในเกาหลี

ตอนนั้นการเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีของนักเรียนต่างชาติ จะอ้างอิงจากคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลี ตอนนั้นจะเป็นการสอบ KLPT ซึ่งมีทั้งหมด 6 ระดับ จาก 1 (ระดับพื้นฐาน) – ระดับ 6 (ระดับสูง) ในแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีการกำหนดเกณฑ์เอาไว้ ตอนนั้นมีความสนใจด้านการสอนภาษาเกาหลี จึงได้เลือก คณะ Humanities (มนุษย์ศาสตร์) เอก Korean studies สาขา Teaching Korean as a foreign language มหาวิทยาลัยคเยมยอง (Keimyung University) เมือง Daegu แม้ว่าตอนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะเตือนเราแล้ว เตือนเราอีก ว่าเป็นคณะที่ยาก ยากขนาดสำหรับคนเกาหลีก็ยังพูดว่า ยาก แต่ตอนนั้นด้วยความดื้อของเรา ท้ายสุดก็ตัดสินใจเลือกสมัคร

จบตรีต่อโท สู่ความฝันเป็นอาจารย์เกาหลีสอนเกาหลี

พอหลังจากเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยคเยมยองแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากจะต่อยอดการเรียนของตัวเอง เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีจุดเด่น การสอนที่ไม่เหมือนกัน อย่างมหาวิทยาลัย Yonsei อาจจะเด่นด้านไวยากรณ์ มหาวิทยาลัย Ewha เด่นที่ด้านการสอน ทำให้ตัดสินใจว่า จะเรียนต่อ และเลือกขอทุนจากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา เป็นทุน IES-F2 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นทุนที่สนับสนุนค่าเทอมเต็มๆตลอด 2 ปี ก่อนจะฝ่าฟัน อุทิศตัวเองให้กับการเรียน เขียนวิทยานิพนธ์ จนสุดท้ายก็คว้าปริญญาอีกใบมาให้ที่บ้านตามฝันได้สำเร็จ ทุกอย่างนี้เป็นการทำตามความฝันของเรา ที่อยากเผยแพร่ความรู้ภาษาเกาหลี ถ้ามีโอกาสอยากสอน อยากเขียนตำราภาษาเกาหลีที่ใครก็สามารถทำความเข้าใจตัวเองได้ เพราะรู้สึกว่าหนังสือที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดยังตอบโจทย์ให้กับการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในไทยยังมีไม่พอ

ประสบการณ์ชีวิตเริ่มต้นจากที่ทำงาน

เริ่มต้นการทำงานตั้งแต่ช่วงก่อนจบ มีงานล่ามที่มีโอกาสได้เป็นเบื้องหลังในกิจกรรมที่พูซาน ที่ครั้งนั้นทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเมืองพูซาน  คอยหน้าที่ทำงานประสานงานร่วมกับเพื่อนๆ 3-4 คน, มีโอกาสได้สอนภาษาอังกฤษเป็นอาสาสมัครร่วมกับเพื่อนเกาหลี ในศูนย์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย, งานสอนภาษาไทยให้กับชาวเกาหลีที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศไทย เมื่อได้มาทำงานสอนทำให้เรียนรู้ว่า “การสอน โดยเฉพาะเป็นกลุ่ม แต่ละคนจะมีพื้นฐาน ความเร็วในการเรียนรู้ เร็วช้าแตกต่างกันไป ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องมีการวางแผนการสอนที่ดี”

ขณะที่ศึกษาระดับปริญญาโทที่โซล มีโอกาสได้ทำงานล่ามธุรกิจ ล่ามนำเข้า-ส่งออก ตาม EXPO ต่างๆเป็นงานหลัก ทุกๆงานทำให้ได้เราเรียนรู้เกี่ยวกับงานหมดเลย มีงานสอนภาษาไทยให้กับคุณครูเกาหลีที่เป็นอาสาสมัคร ที่จะเดินทางไปสอนภาษาเกาหลีที่ประเทศไทยในโครงการ KOICA ส่วนที่ยากที่สุดคงเป็นการสอนวรรณยุกต์ในภาษาไทย เพราะมันเชื่อมโยงกับการสอนไวยากรณ์ภาษาไทยอื่นๆด้วย

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีโอกาสได้ทำงานที่ บริษัท Thai Samsung Electronics (Thai Samsung Electronics Co., Ltd) ที่สำนักงานใหญ่ จังหวัดชลบุรี ในตำแหน่ง Executive Assistant ฝ่าย Production ครั้งนั้นเปิดประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทใหญ่ ทุกคนในที่ทำงานดี สัมผัสได้เห็นถึงความจริงจัง เข้มงวดในทุกรายละเอียด ส่วนหน้าที่ในบริษัทค่อนข้างหลากหลาย ส่วนหนึ่งที่ต้องทำทุกอาทิตย์คือสรุปรายงานประจำสัปดาห์รายงานให้กับหัวหน้า

มีโอกาสทำงานที่บริษัท LINE Thailand บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอีก เป็นล่ามภาษาเกาหลีประจำบริษัท มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันกับทั้งคนเกาหลีและคนไทย รวมไปถึงล่ามพร้อม (Simultaneous interpretation) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับภาษา

Live simultaneous interpretation for 2018 Inter-Korean summit on Thai PBS อรจิรา สุริยนนท์รินท์
งานล่ามฉับพลัน สดออกอากาศในรายการข่าว Thai PBS เกี่ยวกับสุดยอดประชุมผู้นำเกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ (2018 Inter-Korean summit) | Live simultaneous interpretation for 2018 Inter-Korean summit on Thai PBS

 

และช่วงท้ายที่ผันมาเป็น Freelance รับงานต่างๆ มีงานแปลหนังสือ ที่ค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร และต้องการการค้นคว้าเยอะขึ้น, งานธุรกิจเสื้อผ้า, ล่ามงานสัมมนา ตลอดระยะเวลาของการทำงาน ทุกๆที่ที่เราไปให้ประสบการณ์ งานที่หลากหลายทำให้เราเห็นอะไรเยอะขึ้น รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสอะไรดีๆให้รีบคว้าเอาไว้

ปัจจุบัน

ด้วยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่นิ่ง เลยทำตารางของตัวเองให้เต็มอยู่ตลอดเวลา มีรุ่นพี่ที่ออสเตรเลียชวนมาเรียนต่อ ก็เลยมาเรียนภาษาที่ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 3 เดือน เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำอยู่พอดี เลยได้กลับมาในสถานะนักเรียนอีกครั้ง

อรจิรา สุริยนนท์รินท์

ทิ้งท้าย

เหตุจูงใจที่ทำให้เราได้มาเรียนภาษาเกาหลีอาจจะมีหลายแบบ เป็นติ่งศิลปินดารา หรือมีสามีอยู่ที่เกาหลี หรือมาจากความชอบอื่นๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร “ถ้าเรามีโอกาสได้มาศึกษาที่เกาหลี ตั้งใจ ใช้โอกาสให้เต็มที่” เปิดใจรับวัฒนธรรมใหม่ๆ พยายามเข้าใจคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม มีโอกาสได้ไปเกาหลีแล้ว ออกไปเที่ยวให้เยอะๆ ออกไปเห็นอะไรให้ได้มากที่สุด เพราะ “ทุกอย่างที่เราเห็น ทุกก้าวที่เราเดิน ดีต่อเราทั้งนั้น”

ติดตามเรื่องเล่าของเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีจากทั่วทั้งมุมโลกใน..
Follow the GKS Alumni story via..

ทุนรัฐบาลเกาหลี GKS Alumni

https://www.facebook.com/niiedgks
Instagram : gks_alumni

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก : Facebook Pang Ornjira Suriyanonrin

 


 

Interview with “Pang” Ornjira Suriyanonrin

Nine years ago, there was not much information about Korean Government Scholarship Program (KGSP) or studying overseas on the internet. At that time, Pang Ornjira Suriyanonrin was the first student who received the Korean Government Scholarship from Triam Udom Suksa School. But how? What inspired and brought her to this journey in South Korea?…

From Interest in Languages to Studying in South Korea

Back then I was studying in English-French program at Triam Udom Suksa School. High school is the time where people discover who they are. The same goes to me, I realized that I have an interest in languages and thought that only second language isn’t enough so I began to think about the “Third Language.” That was when I found “Korean.” While I was searching information about studying abroad, I came to know about this “Korean Government Scholarship Program” There was not much information about the scholarship at that time but I kept searching as much as I could. After that, I began to prepare documents and went to the Consular to get the notarization. I prepared everything by myself, application form, self introduction, recommendation letter, all in a very short time because by the time I found this scholarship, it was already near the deadline. My friend from the English class also helped me with the documents. So it was my own intention and help from a friend that helped me get this opportunity to study in Korea.

First student to receive Korean Government Scholarship from Triam Udom Suksa School

As I was preparing documents to apply for this scholarship, I found out that I was the first student from Triam Udom Suksa School that got KGSP for Undergraduate. The time from application to result announcement did fly so fast. That year, Thailand had a quota of 7 people but one friend had to decline the scholarship so only 6 people went to Korea. We paired up and went to study Korean at a different language institute in the first year.  

South Korea in 2009 VS South Korea in 2018

The first year, I studied Korean at Konkuk University Language Institute. Actually that friend who declined the scholarship was supposed to study here with me but she didn’t come so it was only me studying and doing everything alone. I didn’t have a buddy like other people. Luckily I found a Chinese friend who didn’t quite speak English. That’s how we learned Korean together. If we couldn’t understand each other or didn’t know how to say, we’d just look up in a dictionary. That was the time when my Korean improved the fastest. In 2009, I felt that Korean people didn’t really speak English and when I tried to speak Korean with them, it was broken Korean. Some people stepped back and wouldn’t talk to me so I felt like I had to speak Korean better and learn faster. I envied people who had Korean idols as their inspiration because it made them learn the language more easily and quickly. I didn’t like any idol or star in particular so I only relied on my interest in languages to push myself to learn Korean to the level where I could communicate with others in Korean with no problem.

Studying at University in South Korea

That time, international students had to pass Korean Language Proficiency Test (KLPT) in order to study at a university in South Korea. There are 6 levels, from level 1 (beginning) to level 6 (advanced). Each university had their own criteria. Since I was interested in teaching Korean, I decided to choose Korean Studies, Faculty of Humanities, majoring in Teaching Korean as a foreign language at Keimyung University in Daegu. Despite warning from my teacher that it was going to be hard, even Korean people say it’s hard, I applied for this course.

Next step to Master’s degree and Korean language teacher

After graduating with a Bachelor’s degree from Keimyung University, I wanted to further my studies but each university has a different specialization. For example, at Yonsei, they’re famous for grammar while Ewha is well-known for their teaching course. At the end, I decided to apply for a scholarship at Ewha Womans University. It’s called IES-F2, a full scholarship for international students who apply for graduate program that covers all tuition fee for 2 years. I dedicated myself to studying and dissertation and finally my dream came true, I completed my Master’s degree. It’s always been my dream to teach Korean and write textbooks about Korean that everyone can easily learn by themselves because I feel that the ones we have in Thailand at the moment are still not good enough.

Life experience starts from workplace(s)

I started working when I was a student. I was an interpreter and liaison with other 3-4 friends when Princess Ubolratana Rajakanya visited an event in Busan. I volunteered to teach English at the education center in university with other Korean friends. I taught Thai for Korean people who were going to work in Thailand. Teaching experience makes me realize that “When you teach students in a group, each student comes from a different level and has their own learning pace. It is challenging. You need to have good lesson plans.”

When I studied a Master’s Degree in Seoul, I had an opportunity to work as a business interpreter for import-export agents in many Expos. I got experience from every work I had done. I taught Thai for Korean volunteer teachers that were going to teach Korean in Thailand which is a project of KOICA. Teaching tones in Thai is probably the hardest thing but it is a requisite for learning other Thai grammars.

After I completed my Master’s Degree, I worked at the Head Office of Thai Samsung Electronics (Thai Samsung Electronics Co., Ltd) in Chonburi as an Executive Assistant in Production department. That time I got to learn the organizational culture of a big company. Everyone was nice. I could feel their hard work and attention in every detail. There’s a variety of responsibilities in the company. Every week, I had to do a weekly report.

After that, I worked at LINE Thailand. This place has a different work atmosphere. I was a Korean translator. I worked with both Korean and Thai. Apart from that, I also did a simultaneous interpretation which is another challenging work in the language-related field.

Recently I became a freelancer. I translated books. It requires quite some time to do and research. I tried a clothing business and I also interpreted for seminars. Many kinds of work that I did and places that I went all give me experience and it allows me to see lots of thing. I feel that you should seize an opportunity when the door is opening for you.

Present

I’m personally an active person so I like to keep myself busy all the time. My senior who lives in Australia suggested learning in Australia so I came here to study language for 3 months. It’s the thing I wanted to do too. Now, I can be a student again.

Anything else?

There’re many reasons to learn Korean. It can be because of your favorite idols, life partner or personal interest but whatever it is “When you have the opportunity to come to study in Korea, get the most out of it.” Open your heart to new culture, try to understand people from a different culture. You already get the chance to come to Korea, go out and explore the world. “Everything you see and every step you take are good for you.”

 

Comments

comments

Powered by Facebook Comments