Home Blog Page 4

ชาวต่างชาติที่ถือ Alien card ตั้งแต่นี้เข้าออกประเทศ ใช้ช่องอัตโนมัติเหมือนคนเกาหลีได้แล้ว!

0

ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรม (법무부) ที่ดูแลส่วนของตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แห่งเกาหลี ได้มีการทดลองเริ่มเปิดให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี ที่ลงทะเบียน พูดง่ายๆคือ ชาวต่างชาติที่ถือบัตรต่างดาว (Alien registration card : ARC) สามารถเข้าออกประเทศผ่านช่องทางอัตโนมัติ (Smart Entry System : SES) เช่นเดียวกับคนเกาหลีได้แล้ว!

โดยก่อนหน้านี้ผู้ที่สามารถใช้งานช่องทางนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่ลงทะเบียนที่ SES มาก่อน แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ชาวต่างชาติที่ถือบัตรต่างด้าว สามารถไปยังช่อง Smart Entry Service เช่นเดียวกับชาวเกาหลีได้ โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า เพียงสแกนพาสปอร์ตที่เครื่องอ่าน ประตูจะเปิด จากนั้นสแกนลายนิ้วมือ จนได้ยินเสียง “Verified” ทำให้ประหยัดเวลาไม่ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ จากประสบการณ์ส่วนตัว ขั้นตอนทั้งหมดนี้สามารถเสร็จภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที มีความสะดวก และรวดเร็ว

ปกติที่จะต้องเข้าแถวในช่อง Foreign Passport แต่คราวนี คนไทย ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี และได้ลงทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย มี Alien card สามารถตรงไปในช่อง SES – Smart Entry Service หรือหนังสือเดินทางเกาหลี  (대한민국여권) และสแกนพาสปอร์ตได้ทันที

แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้น สำหรับคนที่
1. มีระยะเวลาอยู่อาศัยในเกาหลีน้อยกว่า 1 เดือน นับจากวันที่ออกนอกประเทศ
2. ข้อมูลในพาสปอร์ตไม่ตรงกับข้อมูลในบัตรต่างด้าว (เช่น เพิ่งออกเล่มพาสปอร์ตใหม่)
3. ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าออกประเทศ เช่น ถูกระงับการออกนอกประเทศ
4. ผู้ที่มีรูปถ่ายหรือลายนิ้วมือที่ไม่ชัดเจน
5. ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม เนื่องจากมีประวัติคดีทางอาญา
6. ต้องมีถือบัตรต่างชาติและอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี

ผู้ที่เข้าข่ายทั้ง 5 กรณีนี้จะต้องไปลงทะเบียนก่อนเข้ารับการบริการ หรือผ่านการตรวจคนเข้าเมืองจากเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนปกติ

โดยมีผลบังคับใช้ในสนามบินทั่วเกาหลี สำหรับสถิติผู้ใช้งานตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น มีคนใช้ช่องทางเข้าออกอัตโนมัติ เป็นคนเกาหลี 50.4% และชาวต่างชาติคิดเป็น 3.2%

ที่มาของข่าว/ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.ses.go.kr/ses/NtcCotnDetailR.ses?bbsGbCd=BS10&bbsSeq=1&langCd=KR&ntccttSeq=18 (ภาษาเกาหลี)

http://www.ses.go.kr/ses/NtcCotnDetailR_en.ses?bbsGbCd=BS10&bbsSeq=4&langCd=EN&ntccttSeq=10 (ภาษาอังกฤษ)

บันทึกการต่ออายุพาสปอร์ตที่เกาหลี (ทำเล่มใหม่และการแจ้งเรื่องที่ตม.เกาหลี)

0

ต้นปีจำได้ว่าพาสปอร์ตที่ถืออยู่จะหมดอายุพอดีครับ และปกติถ้าพาสปอร์ตที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหนก็มีสิทธิ์โดนปฏิเสธการเข้าประเทศ หรือปฏิเสธตั้งแต่จะออกจากสนามบินเลย มีความจำเป็นต้องต่ออายุหนังสือเดินทางแต่ตอนนั้นเราก็ไม่สะดวกที่จะกลับไปดำเนินเรื่องที่ไทย ก็เลยลองหาข้อมูล และมาจัดการที่สถานทูตไทยในเกาหลีดูครับ

ข้อจำกัดของการต่อพาสปอร์ตในต่างประเทศ : เนื่องจากรูปเล่มจะออกใหม่ที่ประเทศไทย จะใช้เวลาดำเนินการไม่เกิน 1 เดือน ในการส่งรูปเล่มให้ในที่อยู่ที่เกาหลี ดังนั้นใครมีเหตุต้องใช้พาสปอร์ตควรคำนวณวันเวลาให้ดี การต่อหนังสือเดินทางที่ประเทศไทย แน่นอนว่าได้เร็วภายใน 1-2 วัน แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ต้องเดินทางไปประเทศไทยด้วยตนเอง นักเรียน-คนที่ทำงานในเกาหลี เวลาวางแผนกลับไทย ลองสังเกตวันหมดอายุในหนังสือเดินทางให้ดี และถ้ามีโอกาสก็ให้ต่อจากที่ไทยมา น่าจะสะดวกกว่าครับ

และจริงๆแล้ว ไม่มีคำว่า “ต่ออายุพาสปอร์ต” ในสารบบนะครับ จะเป็นการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่เลย หมายความว่าข้อมูลต่างๆอย่างเช่น รูปถ่าย, หมายเลขพาสปอร์ตของเราก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย

ขั้นตอนการทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ใหม่ในเกาหลี

สิ่งที่ต้องเตรียม : 
1. หนังสือเดินทางเล่มเก่า (ตัวจริง) (ถ้าหายจะต้องนำใบแจ้งความแนบไปด้วย โดยให้แจ้งความที่สถานีตำรวจ)
2. บัตรประชาชน (ตัวจริง)
3. ค่าธรรมเนียม 40,000 วอน (เงินสดเท่านั้น)

* สถานทูตปรับค่าธรรมเนียมขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2562 ตามประกาศใน Facebook 

1. ให้ไปยื่นเรื่องที่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล (Royal Thai Embassy, SEOUL)
ที่อยู่ : 서울특별시 용산구 대사관로 42 태국대사관
เวลาทำการ : จันทร์-ศุกร์ 09.00-12.00 และ 13.00-15.30 น.

เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย, กรอกหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ใส่กระดาษไว้ก่อน แล้วให้กดรับบัตรคิวหมายเลข 3 โดยห้องสำหรับทำพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) เล่มใหม่จะเป็นห้องเล็กๆ อยู่ถัดจากเคาน์เตอร์

สถานทูตไทยในเกาหลี ทำพาสปอร์ตใหม่ ทำพาสปอร์ตหาย

2. กรอกรายละเอียดแบบฟอร์ม เพื่อทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ข้างในจะมีเจ้าหน้าที่คนไทย อธิบายขั้นตอนต่างๆให้ รวมไปถึงถ่ายรูปสำหรับทำพาสปอร์ตด้วย

การขอรับเล่มหนังสือเดินทาง

1. สามารถขอรับเล่มได้ด้วยตนเอง โดยจะต้องนำใบเสร็จ พร้อมด้วยหนังสือเดินทางเล่มเดิม (หากยังไม่หมดอายุ) มาขอรับหนังสือเดินทางเล่มใหม่ด้วยตนเอง ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ตามวันเวลานัดรับด้านหน้าใบเสร็จ และจะต้องติดต่อโทรศัพท์สอบถามสถานเอกอัครราชทูตฯ (เบอร์ 02 795-0095 ต่อ 108 หรือ 113) ก่อนมารับเล่มหนังสือเดินทาง

2. มอบอำนาจให้ผู้อื่นรับเล่มแทน จะต้องระบุ ชื่อ-นามสกุล ของบุคคลที่ได้รับมอบหมาย ในใบรับหนังสือเดินทาง กรณีที่หนังสือเดินทางเล่มเดิมยังไม่หมดอายุ จะต้องให้ผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือเดินทางเล่มเดิมมาแสดงในวันรับด้วย บุคคลที่ได้รับมอบอำนาจให้รับหนังสือเดินทางแทน จะต้องนำบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางมาแสดงด้วย

3. ขอรับเล่มทางไปรษณีย์ จะต้องเสียค่าไปรษณีย์ เป็นจำนวนเงิน 2,960 วอน หนังสือเดินทางเล่มใหม่จะส่งไปตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในใบจ่าหน้า ดังนั้นต้องเขียนให้ชัดเจน แนะนำให้เขียนชื่อ-สกุล ที่อยู่ภาษาเกาหลี เบอร์โทรศัพท์ผู้รับ เป็นภาษาเกาหลี เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการครับ เมื่อเสร็จแล้วเราจะได้สำเนาไว้ด้วย แนะนำให้ถ่ายรูปเก็บเอาไว้เพิ่มเติมเป็นหลักฐาน เพราะในนี้จะมีหมายเลขสำหรับตรวจสอบพัสดุได้ครับ (เผื่อทำหาย) หากไม่ได้รับหนังสือเดินทางด้วยเหตุผลใดก็ตาม เขาแจ้งว่าเราจะต้องรับผิดชอบเอง ด้วยการทำหนังสือเดินทางฉบับใหม่ และหากเอกสารมีการตีกลับไปที่สถานทูตฯ จะต้องเดินทางไปรับหนังสือด้วยตนเองเท่านั้น และชำระค่าส่งในการตีกลับ

(อัพเดตข้อมูลเรื่องการรับหนังสือเดินทาง จากน้องมัดหมี่ ที่ทำงานรับผิดชอบในส่วนนี้ครับ)

ใบปะหน้าสำหรับส่งพัสดุ จะต้องกรอกรายละเอียดตรงนี้ให้ดีๆ และชัดเจน

จากนั้นรอไปประมาณเกือบเดือน หนังสือเดินทางเล่มใหม่ก็จะส่งถึงที่บ้าน สิ่งที่เราในฐานะชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี (ทุกคนที่ถือบัตรต่างด้าว Alien Registration Card, สำหรับนักท่องเที่ยวไม่ต้องครับ) จะต้องทำก็คือการ “แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล” ครับ

เพราะตามกฎหมายเกาหลี ระบุว่า ชาวต่างชาติจะต้องแจ้งหากเปลี่ยนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เล่มใหม่ภายใน 44 วัน นับจากวันที่ระบุไว้ในเล่มพาสปอร์ต (แต่หากทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ จะต้องแจ้งภายใน 14 วันหลังจากกลับเข้าประเทศ) ไม่เช่นนั้นจะมีค่าปรับตั้งแต่ 1 แสน-1 ล้านวอน

5. ให้เราเข้าไปที่เว็บไซต์ของตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) Hikorea.go.kr จากนั้นก็ทำการจองคิว เพื่อเข้าไปดำเนินการเปลี่ยนที่ตม.ครับ คิวที่นี่ก็เต็มเร็วมากและมีคนใช้บริการอยู่เรื่อยๆ แนะนำว่าให้จองไว้เนิ่นๆก็ดี

เว็บไซต์ Hikorea สำหรับการจองเพื่อเข้าไปรับบริการที่ตม. (จำเป็นต้องจองก่อนเข้ารับการบริการ)

6. ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก เว็บไซต์ของตม. ไปล่วงหน้า หรือรับแบบฟอร์มได้จากที่ตม. แต่ควรไปกรอกแต่เนิ่นๆ ใส่ข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน กรอกหมายเลขหนังสือเดินทาง, วันที่หนังสือเดินทางหมดอายุ ตามหนังสือเล่มใหม่ และแจ้งกับตม.ว่า เปลี่ยนแปลงข้อมูลหนังสือเดินทาง (ไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่จำเป็นต้องใช้รูปถ่าย)

ตัวอย่างใบที่ต้องกรอกเพื่อขอเปลี่ยนแปลงข้อมูล โดยสีเหลืองเป็นข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอก สีแดงคือข้อมูลที่ได้จากพาสปอร์ตเล่มใหม่ หากใครที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็ต้องกรอกข้อมูลที่ทำงาน, เบอร์โทรศัพท์ลงไปด้วย

เมื่อแจ้งแล้วข้อมูลก็จะได้รับการแก้ไขทันทีเพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ หากใครที่สะดวกในการคุยภาษาเกาหลี สามารถแฟ็กซ์ได้ ก็สามารถส่งรายละเอียดไปทางแฟ็กซ์ได้เช่นกันที่หมายเลข 1577-1346 และอีกหนึ่งช่องทางคือ การแจ้งออนไลน์ผ่าน E-Application (전자민원) ของ HiKorea.go.kr ครับ เข้าไปในหน้าแรกแล้วเลือก 전자민원 เลือก 등록사항변경신고 โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 วันทำการครับ

หากมีคำถามอะไรสงสัย หากสามารถตอบได้ก็จะมาทยอยตอบในคอมเมนต์นะครับ

เที่ยวพม่าต่อไม่รอแล้วนะ เที่ยวพม่า 2 เมืองย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ | ตอนที่ 1

ไม่รู้อะไรดลใจให้เดินทางมาเที่ยวพม่า แต่รู้สึกว่าถึงเวลาที่ควรจะต้องมา “มิงกะลาบา” สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านบ้าง พอดีมีช่วงเวลาว่างประมาณปลายเดือนกันยายนซึ่งตรงกับเทศกาลชูซอกที่เกาหลีพอดี เลยตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ แม้ว่าที่พม่าสภาพฟ้าฝนอากาศอาจจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ก็ตามเท่าไหร่ แต่เชื่อว่ามีอะไรที่น่าสนใจรออยู่มากมายแน่นอน มาติดตามการเดินทางครั้งนี้ไปพร้อมกันครับ…

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

วันที่เดินทาง : 23-27 กันยายน ซึ่งตรงกับฤดูฝนบ้านเราและที่พม่า
สถานที่ท่องเที่ยว : 23-24 ย่างกุ้ง, 25-26 มัณฑะเลย์
ที่พัก : โรงแรม + นอนบนรถบัสกลางคืน จองที่พักผ่าน agoda
อินเทอร์เน็ต : ใช้ AIS Sim2Fly (เติมเงิน 299 บาท) และมีซื้อซิมโทรออก-อินเทอร์เน็ตจากสนามบิน เครือข่าย ooredoo สำรองไว้ด้วย (ตารางค่าโทรมีอยู่ในเนื้อหา)
แลกเงินพม่า : แลกเงินดอลล่าร์จากบ้านเรา (ตอนแลก เป็นไปได้ให้แจ้งร้านว่าจะเดินทางไปพม่า และขอแบงค์ใหม่ ไม่มีรอยยับหรือพับ) แล้วไปแลกเป็นสกุลเงินจั๊ด (MMK) ที่สนามบิน และทยอยแลกต้ามร้านค้าในห้าง
(เรท ณ วันที่แลก $1 ได้ 1,590 จั๊ด วิธีการคำนวนเงินพม่า->เงินไทย 1,000 จั๊ดประมาณ 20 บาท)
วีซ่า : ประเทศไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวในพม่าโดยไม่ต้องมีวีซ่าได้เป็นเวลา 14 วัน

มุ่งตรงสู่ย่างกุ้งจากสนามบินดอนเมือง

เริ่มออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองด้วยไฟลท์ FD253 เครื่องออกเวลา 16.10 น. ถึงย่างกุ้ง 17.00 น. (เวลาพม่า) ใช้เวลาเดินทางรวม 1 ชั่วโมง 15 นาที (ที่พม่าเวลาช้ากว่าบ้านเรา 30 นาที)

สนามบินดอนเมือง เคาน์เตอร์ 1

เคาน์เตอร์เช็คอินของ AirAsia อยู่ชั้น 3 ของอาคารผู้โดยสารนอกประเทศ (Terminal 1) จะมีจุด Self check-in อยู่บริเวณหลังเคาน์เตอร์ 1 ใครที่เช็คอินมาจากบ้านแล้วสามารถมาขึ้นตั๋วได้จากตู้ Self check-in หรือ ใครที่มีสัมภาระต้องการจะโหลด ให้ไปจัดการที่เคาน์เตอร์ 2 ได้

แต่ตอนนั้นด้วยคนเยอะมาก ถ้าใครไปดอนเมืองโดยเฉพาะไฟลท์ต่างประเทศที่มักเต็มไปด้วยผู้คนตลอดเวลา จะเข้าใจดีเลยว่า หัวแถวหางแถว หายากมาก ! ดังนั้นก็ลองไปต่อแถวแล้วถามพนักงานดูเอาได้ครับ

จุดขึ้นเครื่อง Gate 8 จะต้องลงบันไดเลื่อนมาชั้นล่าง แล้วเดินไปขึ้นรถชัตเติลบัสออกมาแล้วไปขึ้นเครื่องอีกต่อ

ไฟลท์จากดอนเมือง สู่ ย่างกุ้ง AirAsia

นักท่องเที่ยวเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ เครื่องก็ลงแล้ว ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเหนื่อยล้าจากการเดินทางเลย เครื่องลงปุ๊บ เราก็สามารถเที่ยวต่อได้ทันที

การเข้าพม่า ไม่ต้องกรอกเอกสารเข้าเมือง ครับ แต่จะต้องกรอกเอกสารสำแดงสิ่งของ หากนำสิ่งของที่มีมูลค่าสูง เช่น สกุลเงินต่างประเทศที่มากกว่า 10,000 ดอลลาร์ หรือ นำเพชร ทอง ติดตัวมาด้วย จะต้องยื่นสำแดงสิ่งของ

ใบเข้าเมือง พม่า ไม่ต้องกรอก
ใบสำแดงข้าวของก่อนเข้าพม่า

เมื่อถึงท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง Yangon International Airport (RGN) แล้ว เดินมาตามทาง ก็จะเป็นตม. ประเทศไทยเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนก็จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าช่องทางพิเศษ ประหยัดเวลาไปเยอะเลย ตม.ที่นี่ก็ไม่โหด ไม่ถามปัญหาสุขภาพ ประทับตราให้อย่างเดียว

ออกมาจากจุดรับกระเป๋าแล้วก็จะเห็นจุดรับแลกเงิน ซึ่งสามารถเริ่มแลกเงินได้ทันทีจากที่สนามบิน ส่วนเรทนั้นส่วนตัวคิดว่าไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก เงินพม่าตอนนั้นขึ้นๆลงๆอยู่เรื่อยๆในช่วงนี้ คิดว่าควรแลกจำนวนหนึ่งไว้ เผื่อว่าระหว่างทางจะหาที่แลกเงินยาก ข้อควรระวังเกี่ยวกับการแลกเงินพม่าก็คือ “ไม่ควรเหลือ” เพราะว่าการแลกคืนนั้นจะได้น้อยมากๆ เรทไม่คุ้มสำหรับการแลกกลับคืน

ร้านแลกเงินในสนามบินย่างกุ้ง

และสำหรับเรื่องอินเทอร์เน็ต ก็มีร้านขายซิมสำหรับโทรและอินเทอร์เน็ตอยู่หลายค่ายเช่นกัน ค่ายหลักๆก็จะมี MPT, Telenor, MyTel และ ooredoo ให้เลือก ด้วยความที่ไม่ได้ไปสำรวจทั่วพม่า ก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าค่ายไหน บริเวณไหนมีสัญญานเป็นอย่างไร แต่จากประสบการณ์การใช้งานจริงๆของค่าย ooredoo ก็พบว่าแพ็คเพจอินเทอร์เน็ตมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ จุดอับสัญญานอาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่ค่อยเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานเท่าไหร่

ส่วนซิมจากไทยอย่าง AIS Sim2Fly จะว่าไปการใช้งานมีสัญญานหายๆนิดหน่อย แก้โดยเลือกสัญญานให้ไปใช้ของค่ายใดค่ายหนึ่ง อย่างตอนนั้นผมมาเปลี่ยนไปใช้เป็น ooredoo ไปเลย หรือบางทีดับนานๆ ปิดเปิดมือถือก็จะหาย แต่ก็เป็นช่วงๆเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าติดขัดมากเท่าไหร่

อินเทอร์เน็ตในพม่า แพ็คเกจ
ตารางแพ็คเกจมือถือค่าย ooredoo ที่สามารถซื้อได้จากสนามบินย่างกุ้ง

เราเดินทางมาพร้อมกับฝน ก็แอบกังวลใจเบาๆว่าจะทำแผนล่มหรือเปล่า ตอนแรกจะนั่ง Grab ให้ไปส่งถึงที่ที่พักซึ่งอยู่แถวๆ China town ใจกลางย่างกุ้ง แต่พอดูราคาแล้ว ถ้าออกจากสนามบินไปถึงที่พักเลยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 พันจั๊ด ซึ่งเทียบกับรถบัส Airport Bus ที่พม่าพึ่งเปิดใช้บริการมา พบว่า ถูกกว่ากันเยอะ! เพราะราคาอยู่ที่ 500 จั๊ดเท่านั้นเอง เป็นบัสจากสนามบินย่างกุ้งวิ่งเข้าตัวเมือง ราคาเดียว 500 จั๊ดตลอดสาย คิดเป็นเงินไทยก็แค่ 10 บาทเอง ที่นั่งกว้าง แอร์เย็นดี

จุดขึ้นรถบัสเข้าเมือง จากสนามบินย่างกุ้ง
จุดขึ้นรถบัสเข้าเมือง ออกมาจากสนามบินแล้วเดินตรงมาที่จุดขึ้นรถบัส

ออกมาจากประตูสนามบิน ตรงมาเรื่อยๆจะมีเกาะกลางถนน ฝั่งตรงข้ามจะเป็นจุดจอดรถบัสเข้าเมือง (หน้าตาของรถบัสก็จะเป็นแบบด้านบน)

รถบัสเข้าเมือง จากสนามบินย่างกุ้ง
หน้าตาภายในรถบัสจากสนามบินย่างกุ้ง เข้าตัวเมือง สภาพใหม่แบบนี้ว่ากันว่าเพิ่งจะเริ่มเปิดใช้ล่ะ

และด้วยความที่รถบัสสายนี้ยังไม่เป็นที่รู้ในหมู่มากของคนพม่ามากคนเลยไม่ค่อยเยอะ

นั่งไปลงที่ สถานี Sule square เป็นเหมือนใจกลาง และใกล้กับจุดที่เราสามารถขึ้นแท็กซี่และเดินทางต่อไปโรงแรมได้ใกล้ที่สุด การทำแบบนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะพอสมควร

เคลื่อนย้ายสัมภาระ และมาเช็คอินที่โรงแรม ที่ย่างกุ้งมาพักที่โรงแรม   โรงแรมตั้งอยู่ใกล้กับถนนคนเดินยามค่ำคืนของเมืองย่างกุ้ง อีกทั้งยังใกล้กับช็อปปิ้งมอลล์ขนาด 5 ชั้น Junction Mawtin ด้วยที่มีก็มีซุปเปอร์มาร์เก็ต จำหน่ายข้าวของเครื่องใช้ ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร ให้เดินตากแอร์กันเล่นๆ ก็ถือว่าเหมาะกับการพักผ่อน และยังสะดวกกับการเดินทางอีกด้วย

รีวิว โรงแรม The Mawtin ย่างกุ้ง Pantip
ล็อบบี้ของโรงแรม

ห้องพักแบบ Superior โรงแรม The Hotel Mawtin ย่างกุ้ง

สั้นๆเกี่ยวกับโรงแรม ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ แปรงสีฟัน สบู่ น้ำดื่ม (ในตู้เย็นไม่ฟรี) ชา กาแฟ กาต้มน้ำ มีทีวี แอร์ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น ห้องก็กว้างขวางสะดวกสะบาย มีอินเทอร์เน็ต ได้เป็นคูปอง wifi มา ความเร็วก็เร็ว สามารถทำงานได้ วิวที่เห็นได้วิวเป็นตึกรามบ้านช่องแถวนี้ ก็ถือว่าโอเคอยู่สำหรับที่พักครับ

ตกดึกเราก็เดินจากที่พักมาทางซอย 19 ของย่านไชน่าทาวน์ ร้านค้าตรงนี้ก็ทยอยๆปิดกันหมดแล้ว รวมไปถึงแหล่งช็อปปิ้งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างตลาดสก๊อต (Scott Market) ก็ปิดไปตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้ว

เราเลยมาเดินหาอะไรทานที่ซอยนี้ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นซอยที่คึกครื้นที่สุดกว่าซอยอื่น

ซอย 19 ถนนไชน่าทาวน์ ย่างกุ้ง

ตรงไปก็จะเป็นซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอาหาร ของกินเล่น ร้านขายเบียร์อยู่ยาวสุดซอย คล้ายๆกับตลาดกลางคืนบ้านเรา อาหารที่จะเห็นเยอะที่สุดก็จะเป็น หม่าล่า

ซอย 15 ย่างกุ้ง
บรรยากาศในร้านอาหารซอย 15

การตัดสินใจของเราที่จะเข้าแต่ละร้านก็ไม่ยาก ดูหน้าตาอาหารจากหน้าร้านว่ามีอะไรน่ากินบ้าง เราก็มาเจอสารพัดไม้ ปิ้งย่างตรงนี้ สามารถเลือกได้ตามความอยากเลย ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นเครื่องในหมู ผัก ซี่โครงบ้าง มีเนื้อปะปนกันไป ก็หยิบเลือกให้เขาไปปรุงอาหารได้เลย

ร้านอาหาร ปิ้งย่าง ในย่างกุ้ง

เดินขึ้นมานั่งบนชั้น 2 ของร้าน ที่เป็นห้องแอร์ เสร็จแล้วเขาก็มาเสิร์ฟถึงโต๊ะแบบนี้ จะดื่มกับเบียร์ของพม่าก็น่าจะฟิน แต่วันนั้นสภาพไม่เอื้ออำนวยเลยขอบายไปก่อน เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกและน้ำจิ้ม รสชาติก็ใช้ได้เลย กินเพลิน เหมือนกับกินเครื่องในจิ้มน้ำพริกบ้านเรา

ร้านอาหาร ปิ้งย่าง ในย่างกุ้ง

1 จานใหญ่ๆ สั่งมาหลากหลาย ทั้งหมดนี้หมดไป 22,800 จั๊ด (ประมาณ 470 บาท) กับน้ำผลไม้แก้วละ 2,000 จั๊ด (ประมาณ 40 บาท)

กินอิ่มแล้วก็ตรงกลับโรงแรม เตรียมพร้อมเดินทางสำรวจเมืองในวันต่อไป

เดินทางเที่ยวทั่วย่างกุ้งด้วย Grab

การเดินทางที่นี่ก็เรียกว่าแสนจะสะดวกสบายเมื่อมี Grab มาอำนวยความสะดวก สำหรับคนที่ไม่ประสีประสากับเส้นทาง เราก็ใช้วิธีการค้นหาจากใน Google Maps ก่อนแล้วค่อยมาเรียกรถในแอพ Grab ต่อ

สำหรับเช้านี้เราฝากท้องไว้กับบุฟเฟ่ต์อาหารที่โรงแรม ที่ชั้นบนของโรงแรมที่สามารถเห็นวิวแม่น้ำ และวิวทิวทัศน์ของย่างกุ้ง

อาหารเช้า โรงแรม The Hotel Mawtin ย่างกุ้ง

อาหารเช้าของโรงแรมก็ง่ายๆ มีกับข้าวประมาณ 4-5 อย่าง มีขนมปัง น้ำผลไม้ ผลไม้ (กล้วย, สัปปะรด, แตงโม) มีพนักงาน 2-3 คน บริการดีมาก ชงกาแฟให้เสิร์ฟถึงโต๊ะ (ส่วนกาแฟก็เห็นว่าทีนี่กินกาแฟเนสกาแฟ, เขาช่อง บ้านเรา)

วิวจากโรงแรม The Hotel Mawtin Yangon, Myanmar
วิวจากห้องอาหารของโรงแรมที่เห็นบ้านเรือน เอาจริงๆแล้วแอบเห็นเจดีย์ชเวดากองเลย ~

แผนในวันนี้หลักๆเป็นการเที่ยวเจดีย์ วัดวาอารามต่างๆที่อยู่ในย่างกุ้ง แต่ด้วยความที่อยากให้ทริปมันได้ภาพออกมาสวยๆ และได้บรรยากาศมากขึ้นกว่าเดิม ช่วงเช้านี้เลยอยากจะไปตามหาพรอพให้พร้อมก่อน ภาพที่ทุกคนจะต้องได้เห็นเมื่อเดินทางมาเที่ยวที่พม่าก็คือ ภาพผู้คนเดินไปมานุ่งโสร่ง เราก็อยากมีสักภาพที่ให้ดูกลมกลืนกับคนในท้องถิ่นบ้าง เลยพยายมาตามหาร้านที่ขาย (จริงๆรู้มาว่าตลาดสก๊อตเป็นแหล่งช็อปปิ้งเสื้อผ้าขนาดใหญ่เลย แต่ไม่เปิดในวันจันทร์) เลยไปสอบถามกับพนักงานเคาน์เตอร์ที่โรงแรมดู ก็ได้คำตอบว่า ให้ลองไปดูที่ “Sein gay har” (อ่านว่า เซน์เกฮา) ซึ่งเป็นห้างเล็กๆที่มีสาขาอยู่ทั่วย่างกุ้ง ไม่ไกลมากจากที่พัก เราก็ได้ทำการเรียก Grab จากที่พักไปยังห้างนี้ 900 เมตร หมดไป 1,500 จั๊ด (30 บาท)

ขอบอกว่า Sein gay har สาขานี้ค่อนข้างเล็ก เป็นตึกแถวเล็กๆ มีซุปเปอร์ขนาดย่อม ร้านค้าขายผ้าของทั้งผู้ชายและผู้หญิงอยู่ข้างในด้วย

มีหลายแบบให้เลือกในตู้ แล้วแต่ความชอบเลย ได้มาในราคาผืนละ 7,000 จั๊ด (140 บาท)

TIPS : โสร่งของผู้ชายเรียกว่า “ปะโซ” และของผู้หญิงจะเรียกว่า “ทะเหม่ง์”

เมื่อได้มาแล้วก็ควรศึกษาว่าวิธีการใส่เป็นยังไง เอาจริงๆก็มืดแปดด้านและเขินอายอยู่พอสมควร เราก็ให้ที่ร้านทำให้ แต่ก็ลืมวิธี และเอาเข้าจริงๆด้วยความไม่คุ้นเคยกับการใส่และเดิน ก็รู้สึกรำคาญอยู่บ้าง แต่เอาล่ะ เพื่อรูป!

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

เดินมาเรียก Grab ที่หน้าห้างแล้วเดินทางต่อ เราจะมุ่งหน้าไปที่เจดีย์ชเวดากอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ด้วยความที่รถแถวนี้สัญจรไปมาตลอดเวลา ทำให้เราหา Grab ที่เรียกมาไม่เจอ จนกระทั่งถูกปฏิเสธไป ตอนนั้นเรียกมาในราคา 2,300 จั๊ด ก็พอมีเกณฑ์ในใจเรื่องราคาบ้าง เพื่อนญี่ปุ่นที่เดินทางมากับผมด้วยเกิดอาการทนไม่ไหว ไม่ยอมรอ เอาเครื่องคิดเลขมากดเป็นเลข 2,200 แล้วยื่นให้แท็กซี่แถวนั้นแทน จนมีคันที่ยอมพาเราไป ก็เลยได้นั่งรถแท็กซี่ไปถึงเจดีย์ สิ่งที่จะสังเกตได้เลยคือ แท็กซี่ทั่วไปที่ไม่ใช่ Grab ไม่ค่อยชอบเปิดแอร์ ทั้งๆที่อากาศร้อนมากกก… ร้อนแบบนี้เขาทนกันได้ยังไง

เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า ย่างกุ้ง
วิวเจดีย์ชเวดากองจากไกลๆ

รถแท็กซี่ไปจอดตรงทางเข้าพอดี ตั้งแต่โซนตรงนี้เราก็เริ่มต้องถอดร้องเท้าเดินกันแล้ว ก็เดินไปทางซื้อตั๋ว โดยมีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมคนละ 10,000 จั๊ด (ประมาณ 200 บาท) โดยจ่ายแล้วเราก็จะได้ตั๋วเข้าชมและมีพื้นที่สำหรับวางรองเท้า จากนั้นก็จะมีทางสำหรับขึ้นลิฟต์ (ซึ่งปกติลิฟต์จะอำนวยให้กับผู้สูงอายุ แต่คนต่างชาติจ่ายเงินด้วยเลยอำนวยความสะดวกเป็นลิฟต์ให้)

ทางเข้า

มหา เจดีย์ชเวดากอง ย่างกุ้ง พม่ามหา เจดีย์ชเวดากอง ย่างกุ้ง พม่า

สวยงามและอลังการ อย่างที่เราทราบกันครับว่า มหาเจดีย์แห่งนี้เป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญต่อชาวพม่า และมีความศักดิ์สิทธิ์ ควรค่าแก่การมากราบไว้สักครั้งในชีวิต ยอดของเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้นและเพชรตามความเชื่อ จึงสามารถพบเห็นทั้งนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติเดินทางมาชมความงดงาม แต่ตอนที่เราไปโชคก็ไม่ได้เข้าข้างเพราะก็มีส่วนที่เขากำลังบูรณะซ่อมแซมอยู่

รอบเจดีย์ก็จะมีพระธาตุตามวันเกิดให้เราได้ไปสรงน้ำ โดยจำนวนครั้งที่เราจะต้องสรงน้ำก็ตามจำนวนวันเกิด +1 ครั้ง ใช้เวลาอยู่ตรงนี้สักพัก สรงน้ำพระ ไหว้พระ ชมพิพิธภัณฑ์ แล้วก็วนกลับมาที่เดิม

วัดพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี

นั่ง Grab มาต่อที่ วัดพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (Kyauk Htat Gyi Reclining Buddha) วัดแห่งนี้เป็นที่รู้จักของคนไทยในชื่อ “วัดพระนอนตาหวาน” ซึ่งความสำคัญคือเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในพม่าเลย แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเรา  เพราะ…

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี

พวกเราก็เลยได้แต่ชมความอลังการโดยรอบ นั่งพักเหนื่อยอยู่ได้แปปเดียว ทางเข้าก็จะเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าที่ระลึก เราสามารถถอดรองเท้าแล้วนำมาฝากไว้ก่อนเข้ามาบริเวณโถง วัดนี้ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการเข้าชมครับ

ทานข้าวเที่ยงที่ Rangoon Tea House

ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี อยากเติมเต็มกระเพาะและตบด้วยกาแฟดีๆ เราเลยนั่งรถตรงมาที่ Rangoon Tea House น่าจะเป็นร้านอาหารที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี จากรีวิวที่มากมายบนอินเทอร์เน็ต นั่งรถจากวัดพระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี เรียก Grab ไปถึง Rangoon Tea House หมดไป 3,200 จั๊ด (65 บาท)

ลักษณะ บ้านเรือน ในพม่า
บรรยากาศบ้านเมือง อาคารต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากการถูกครอบครองโดยอังกฤษ

และแล้วก็มาถึงร้าน คนไม่แออัดมาก ไม่ต้องรอคิว … อาจเป็นเพราะเป็นวันธรรมดาด้วย

เมนูร้าน Yangon Tea House menu

อาหารก็มีตัวเลือกค่อนข้างหลากหลาย ทั้งอาหารพื้นเมือง ฟิวชั่น เครื่องดื่มมีให้เลือกทั้งชาและกาแฟ จุดเด่นของร้านขึ้นชื่อว่าเป็น “Tea house” ก็จะมีตัวเลือกเยอะหน่อย

Tea leaf chicken curry (set) 9,500 จั๊ด
Cafe Latte 2,700 จั๊ด
Coconut Noodle (set) 5,700 จั๊ด
Tea Leaf Pork Neck 7,500 จั๊ด

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ลงภาพอาหารลงเยอะเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะมันคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่ได้ไปตระเวนหาของกิน ทุกเมนูอาหารรสชาติเยี่ยมเลย ถูกใจเป็นพิเศษก็บะหมี่น้ำกะทิ ที่รู้สึกว่ามันข้นๆเหมือนกินแกงกะทิบ้านเรา (เที่ยวพม่าแต่ก็ยังโหยหาอาหารไทยอยู่) กาแฟลาเต้ที่สั่งมา ไม่ได้เย็นสะใจเหมือนกับบ้านเราเท่าไหร่ แอบไปสืบมาว่าคนพม่าเองไม่ได้ใส่น้ำแข็งลงในเครื่องดื่มเต็มๆ เยอะๆ เหมือนกับบ้านเรา ทำให้ดื่มยังไงก็ไม่รู้สึกสดชื่นนะ

บรรยากาศภายในร้าน Yangon Tea House
บรรยากาศภายในร้าน Yangon Tea House

จบจากมื้อนี้แล้ว ว่าจะตรงต่อไปที่ เจดีย์โบตาทาวน์ (Botahtaung Pagoda) แต่เพื่อนเกิดอยากแลกเงินเพิ่ม เลยตัดสินใจเดินเที่ยวรอบเมืองตามหาร้านแลกเงิน แต่ก็ไม่เจอที่ถูกใจ (เจอแต่ธนาคารใหญ่ๆ ซึ่งเพื่อนไม่ยอมแลกกลัวเรทไม่ดี) เดินไปต่อเรื่อยๆ สุดท้ายทนกับความร้อนไม่ไหว เลยเปลี่ยนแผนขอไปเที่ยววัดให้จบก่อน แล้ววางแผนไปแลกในห้างใกล้โรงแรมอีกที

เจดีย์โบตาทาวน์ เทพทันใจ-เทพกระซิบ

นั่งแท็กซี่ต่อจากตัวเมืองมาที่ เจดีย์โบดาทาวน์ อยู่ห่างไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไหร่ ก็เป็นสถานที่ตั้งของเทพทันใจ ที่นี่มีค่าเข้าอยู่ที่คนละ 7,000 จั๊ด (140 บาท) จำได้ว่าพนักงานที่อยู่บริเวณนั้นพูดภาษาไทยได้! เราก็จะได้บัตรและได้น้ำดื่ม 1 ขวด … ก่อนจะเดินเข้าไป ไหว้พระพุทธรูปทองคำซึ่งอยู่ในวิหาร ตรงนี้ห้องแอร์เย็นมาก คนก็เยอะมาก ตามความศรัทธาของผู้คนที่นี่

มาที่อาคารริมสระน้ำ ข้างหน้ารายล้อมไปด้วยร้านค้าที่จำหน่ายชุดบูชา เป็นถาดผลไม้ขนาดใหญ่ สำหรับบูชาเทพเจ้าทันใจ ใครที่ศรัทธาและมาตัวเปล่าแบบผมก็สามารถนำธนบัตรไทยของเราและธนบัตรพม่าไปบูชาได้เช่นกัน ขั้นตอนกราบไหว้ บูชาเทพเจ้าทันใจ เอาจริงๆพวกเราไม่รู้ แต่ก็อาศัยตามๆคนที่นี่ มีคุณลุงคอยช่วยเหลือ คอยจัดคิวถ่ายรูปให้ (รู้สึกว่าลุงจะรู้ภาษาไทยนิดหน่อย) ก็ให้เรายื่นธนบัตรไทยและพม่า (ตอนนั้นยื่นแบงค์ 20 บาทไทยและ 1,000 จั๊ด ไป) คุณลุงก็จะม้วนๆ และนำไปสอดไว้กับมือของเทพทันใจ และให้เราอธิษฐาน นำหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของเทพเจ้าทันใจและอธิษฐาน โดยอธิษฐานได้เพียง 1 เรื่องตามความเชื่อ ก่อนที่คุณลุงจะยื่นธนบัตรให้เราเก็บไว้ และอ้อมมาทางด้านหลัง ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และจบด้วยการตีระฆัง 1 ที

เทพเจ้าทันใจ ขั้นตอนการบูชา
เทพเจ้าทันใจ หรือ นัตโบโบยี ขอพรแบบทันใจของคนพม่า

เสร็จสิ้นจากตรงนี้แล้ว ออกมาหน้าวัด เดินมาฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นที่ตั้งของเทพกระซิบครับ ก็จะเลือกไหว้หรือจะบูชา ไปกระซิบก็ได้ แต่ต้องทำผ่านร่างทรงอีกครั้ง เราก็จะต้องไปซื้อชุดบูชาเป็นน้ำดื่มราคา 2,000 จั๊ด เพื่อที่จะไปบูชาเทพกระซิบ

เทพเจ้ากระซิบ อะมาดอว์เมียะ

ก็ว่ากันว่าเรื่องราวของเทพกระซิบ เป็นเรื่องราวของหญิงผู้ถือศีล ไม่กินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต และกลายเป็นเทพเมื่อเสียชีวิตไป เป็นที่เคารพของผู้คนที่นี่ แต่ที่มาของ “การกระซิบ” นี้ ว่ากันว่า พี่ไทยเป็นคนเริ่มก่อน หลังจากมีหัวหน้าทัวร์พม่าใช้วิธีกระซิบเวลาขอพร เนื่องจากแต่ก่อนบริเวณตรงนี้เต็มไปด้วยผู้คนขายของ เสียงจึงดังไปหมด หัวหน้าทัวร์คนนี้เลยนำขบวนบอกให้ทุกคนใช้วิธีการกระซิบเวลาขอพร จนเป็นที่พูดถึงหลังจากที่มีคนสมหวังกับสิ่งที่ได้ขอไป ก็เป็นที่เล่าขานกันมาเรื่อยๆ เอาว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลครับ

เสร็จจากตรงนี้แล้ว ตรงไปอีกไม่ไกลมาก ก็จะเป็นวิวแม่น้ำให้ไปถ่ายรูปเล่นได้ ถ้าเวลาเหลืออยู่ก็มาเดินกินลมชมไม้กันได้ครับ

ทะเล ย่างกุ้ง

เสร็จภารกิจทัวร์วัดในย่างกุ้งแล้วครับ เราเช็คเอาท์และฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม แผนของเราต่อไปคือ เตรียมเดินทางไปมัณฑะเลย์ต่อ ด้วยรถบัสกลางคืนครับ เลยนัดกับแท็กซี่ที่เจอให้มารับที่โรงแรมตอน 1 ทุ่ม

เราเลยรีบไปหาอะไรกินก่อนเดินทางยาวครับ มาแวะที่ห้าง Junction Mawtin ในร้านชาบูชาบู ร้าน Shwe Kaung Hot Pot ให้อารมณ์เหมือน Family restaurant เป็นหม้อไฟ ที่มีหม้อแยกให้ แล้วให้เราไปเลือกของจากตู้ได้ ซึ่งก็จะมีราคาติดเอาไว้ ราคาก็จะต่างกันตามสีของถาด มีหมดเลยพวกลูกชิ้น ผักต่างๆ ซีฟู้ด หมู เนื้อ

ร้านชาบูชาบู ในพม่า ย่างกุ้ง
ราคาไม่แพงมาก กินกัน 3 คน หมดไปทั้งหมด 17,000 จั๊ด (350 บาท)

รสชาติซุปส่วนตัวรู้สึกว่ามันยังแปลกๆ เลยไม่ได้กินเต็มที่เท่าไหร่ และรู้สึกว่าไม่ได้สดใหม่มาก ด้วยความว่าจะต้องเดินทางนานเลยไม่ได้กินเยอะครับ จากนั้นก็กลับไปโรงแรม ล้างหน้า แปรงฟัน… ก่อนจะเดินทางไปที่ สถานีรถบัส Aung Mingalar Highway Bus station (อ่านว่า อ่าวน์ มิงกาลา บัส สเตชั่น) ซึ่งเป็นแหล่งที่รวมบริษัทรถเดินทางขนาดใหญ่ (แต่อยู่ไกลจากตัวเมืองมากกกก และยังมืด ถนนไม่ค่อยดี)

เดินทางจากย่างกุ้ง ไป มัณฑะเลย์..

เราทำการบ้านมาเล็กน้อยเกี่ยวกับการเดินทางไปมัณฑะเลย์ เราพบว่า…

  1. การเดินทางไปมัณฑะเลย์ สามารถไปมัณฑะเลย์ เราสามารถนั่งรถไฟ หรือ นั่งรถบัสกลางคืนไปได้
    1.1 ถ้าอยากกินลมชมไม้ ก็อาจจะต้องยอมเสียเวลานั่งรถไฟไป ซึ่งใช้เวลาร่วมๆ 10-12 ชั่วโมง แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้เราเลือกเดินทางด้วยรถบัสกลางคืน
  2. จากย่างกุ้งสู่มัณฑะเลย์ ระยะเวลาเดินทางบนรถบัสกลางคืนร่วมๆ 9 ชั่วโมง รถบัสกลางคืนของที่นี่จึงกว้าง พร้อมปรับนอน และมีจอทีวีส่วนตัว ที่ชาร์จแบต ขนม น้ำต่างๆไว้ให้บริการ
  3. ออกรถจากที่นี่ 2-3 ทุ่มก็จะไปถึงมัณฑะเลย์ช่วงเช้า ประมาณ 6-7 โมงเช้า ทำให้เราสามารถประหยัดค่าโรงแรมได้
  4. เราสามารถจองรถบัสผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งก็มีเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ภาษาอังกฤษที่เปิดจองสำหรับชาวต่างชาติ แต่ก็อาจจะมีราคาสูงหน่อย ค่าตั๋วรถแบบพิเศษ Full option อยู่ที่ประมาณ 22,300 จั๊ด/คน/เที่ยว ถ้าเจอราคาประมาณนี้ในอินเทอร์เน็ต ก็ถือว่าเป็นราคาที่รับได้ เราสามารถไปจองที่สถานีได้เช่นกัน แต่ให้ทำการบ้านเกี่ยวกับบริษัทรถ เนื่องจากว่ามีหลายค่ายและจุดจอดจะอยู่คนละที่กัน ทำการบ้านไปก่อนว่าจะไปนั่งของสายไหน ทำให้เราสามารถคุยกับคนขับแท็กซี่ให้ไปส่งลงให้ถูกที่ได้เอกสารที่ใช้ในการจองที่นั่ง : 1. พาสปอร์ตของผู้เดินทาง 2. เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ (ถ้าเกิดซื้อซิมที่สนามบินแล้วได้เบอร์มา ก็ให้เบอร์ของเราไปก็ได้)
Elite Express Ticket booth in Yangon Bus Terminal
จุดจำหน่ายตั๋วรถบัสของบริษัท Elite Express

พี่แท็กซี่ที่มาส่งเราถึงที่สถานีขนส่งก็ใจดี ให้คำแนะนำต่างๆมากมาย พาเราไปซื้อตั๋ว สื่อสารกับเราด้วยภาษาอังกฤษอย่างฉะฉาน ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย และโล่งใจว่าจะไปถึงมัณฑะเลย์อย่างปลอดภัย บอกก่อนว่ารถที่นี่คนเต็มอยู่เรื่อยๆ ถ้าเกิดเวลาเดินทางของเราแน่น อยากให้มาจองไว้เนิ่นๆ หรือมาก่อนเวลา เพราะรอบที่เราได้ตอนนั้นก็ได้รอบ 22.30 น. ซึ่งแอบดึก ต้องนั่งตบยุงรอกันสักพักเช่นกัน

พี่คนขับใจดีอยู่ส่งเราจนทุกอย่างเสร็จดีเรียบร้อย ให้คำแนะนำอย่างดี เลยขอถ่ายรูปด้วยซะหน่อย เพิ่งรู้ว่าวันนี้คือวันเกิดพี่เขาอีกต่างหาก!

รถมาถึงแล้ว… ใครที่มีสัมภาระก็ส่งให้เขาใส่ใต้ท้องรถได้เลย เราจะได้ tag มา เพื่อรับกระเป๋าเมื่อถึงปลายทางแล้ว

รถทัวร์ไปมัณฑะเลย์ VIP Elite Express
หน้าตารถบัสกลางคืนแบบ VIP ของบริษัท Elite Express
Entertainment facility on Elite Express Bus from Yangon to Mandalay
ภายในรถ ที่นั่งเป็นแบบ 1-2 มีจอโทรทัศน์สามารถชมภาพยนตร์ เสียบชาร์จแบตเตอรี ดูพิกัด GPS ได้

การบริการก็เหมือนกับรถทัวร์ในบ้านเรานะครับ เก้าอี้กว้างสบายเลยล่ะ นั่งได้สักพักเขาก็จะมาเช็คชื่อ เช็คที่นั่งของเรา และเสิร์ฟขนม (ขนมปัง) เสิร์ฟน้ำ ส่วนเรื่องของความนิ่มของคนขับ ถือว่าโอเค ไม่ผาดโผนอะไรเท่าไหร่ (หรือว่าเราหลับลึกก็ไม่มั่นใจ)

รถออกตรงเวลา 22:30 น. และไปจอดพักที่จุดพักรถให้เข้าห้องน้ำ (เขาจะแจกชุดแปรงฟันให้) หรือใครหิวก็กินข้าวได้ มีร้านอาหารอยู่ โดยมีเวลาตรงนี้ประมาณ 30 นาที ใครไม่ปวด ไม่อยากกิน ไม่อยากทำอะไร ก็ต้องลงรถหมด เพราะว่าเขาจะดับเครื่องพักรถด้วย

จุดพักรถก็มีร้านอาหารจำหน่ายด้วย ถ้ากินทันก็กินได้เลย…

นั่งรถกันไปต่อยาวๆ ตลอดเส้นทางมืดมน ไม่เห็นอะไร แต่ช่วงเวลาที่ใกล้ถึงสักหกโมงครึ่ง เราก็จะค่อยๆเริ่มเห็นแสงพระอาทิตย์กำลังค่อยๆขึ้น วิว ทิวทัศน์ของบ้านเมืองกันแล้ว

จุดจอดรถบัส ไม่ว่าจะที่ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ก็ไม่ได้น่ารักเท่าไหร่ เพราะทางไม่ค่อยดี ด้วยความที่เที่ยวทั้งวันไม่ได้อาบน้ำ เลยอยากจะกลับไปอาบน้ำที่โรงแรมก่อน เลยใช้ Grab เรียกมาจากสถานีรถบัส Mandalay Bus Station ให้ไปส่งที่โรงแรม อาบน้ำ เตรียมข้าวของ ก่อนเราจะมีนัดกับไกด์ที่ล็อบบี้ของโรงแรม

การเดินทางท่องเที่ยวในมัณฑะเลย์แบบเต็มรูปแบบ เราจะมาเล่ากันต่อในตอนหน้า หวังว่าเพื่อนๆจะได้ไอเดียสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในพม่ากันนะครับ

อ่านต่อ

รายละเอียดและใบสมัคร ทุนรัฐบาลเกาหลี ประจำปี 2019 (GKS/KGSP Program)

0

ออกมาแล้วสำหรับรายละเอียด ใบสมัครของ “ทุนรัฐบาลเกาหลี ระดับชั้นปริญญาตรี (Undergraduate)” หรือ Global Korea Scholarship Program for Undergraduate (GKS) (ชื่อเดิม KGSP) ให้ทุกคนได้เข้าไปศึกษาและผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดและเอกสารใบสมัครได้

รูปแบบการรับสมัคร

  1. ผ่านสถานทูตเกาหลี (Korean Embassies)
    รับนักเรียนไทยทั้งหมด 2 คน สามารถเลือกเข้าศึกษาในคณะจากมหาวิทยาลัย 65 แห่งทั่วประเทศเกาหลี (สามารถอ่านรายชื่อมหาวิทยาลัยและคณะที่สามารถสมัครได้จากเว็บไซต์ตามรายละเอียด้านล่าง)
  2. ผ่านมหาวิทยาลัยท้องถิ่น (Regional Universities) 
    โปรแกรมนี้สำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับคัดเลือกดังนี้
  3. โปรแกรมสำหรับอนุปริญญา (Program for Associate Degree)
    หลักสูตรอนุปริญญา (Associate Degree) หลักสูตร 2-3 ปี + เรียนภาษาเกาหลี 1 ปี สามารถเข้าศึกษาได้ในมหาวิทยาลัยดังต่อไปนี้

ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีรายละเอียด และขั้นตอนที่แตกต่างกัน สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลได้จากเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr และศึกษาเพิ่มเติมได้โดยตรง

เมื่อเข้าไปยังเว็บไซต์ StudyinKorea แล้ว รายละเอียดของ ทุนรัฐบาลเกาหลี ปีการศึกษา 2019 จะอยู่ในส่วนของ Recent articles

และเมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียด ในแต่ละประเภทจะมีเอกสารต่างๆ รายชื่อมหาวิทยาลัย/คณะ ที่สามารถเลือกเรียนได้ ได้จากไฟล์แนบด้านล่าง

ทุนรัฐบาลเกาหลี คณะ

คุณสมบัติของผู้สมัครทุน (ผ่านสถานทูตเกาหลี)

  1. มีสัญชาติไทย (พ่อหรือแม่ต้องไม่มีผู้ใดถือสัญชาติเกาหลี)
  2. อายุไม่เกิน 25 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 มีนาคม 1994)
  3. สุขภาพดีทั้งร่ายกายและจิตใจ
  4. คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ก่อนวันที่ 1 มีนาคม ปี 2019 (ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้ว ไม่สามารถสมัครได้)
  5. เกรดเฉลี่ย 2.64 ขึ้นไป
  6. ผู้สมัครจะต้องไม่เคยได้รับทุนจากเกาหลีในระดับปริญญาตรีอื่น, ไม่มีข้อจำกัดในการเดินทางต่างประเทศ

ผู้ที่เข้าข่ายการพิจารณาเป็นพิเศษ

  1. ผู้ที่มีความสามารถด้านภาษาเกาหลีหรือภาษาอังกฤษ
  2. บุตรหลานของทหารผ่านศึกในสงครามเกาหลี
  3. ผู้ที่เลือกศึกษาต่อคณะที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  4. ผู้สมัครที่ครอบครัวมีรายได้น้อย

การสมัครทุนจะต้องเลือกผ่านโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งใน 3 รายการ หากสมัครทั้งสถานทูตและผ่านมหาวิทยาลัยท้องถิ่น จะถือว่าใบสมัครเป็นโมฆะและถูกตัดสิทธิ์ในการสมัคร

รายละเอียดอื่นๆสามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ StudyinKorea.go.kr

ระยะเวลาการรับสมัคร

เนื่องจากการคัดเลือกนักเรียนในรอบแรก เป็นการคัดเลือกผ่านสถานทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย สามารถติดตามรายละเอียด กำหนดการรับสมัครได้อีกครั้งผ่านทาง

เว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย
http://overseas.mofa.go.kr/th-th/index.do

รับคำแนะนำในการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

สามารถติดตามคำแนะนำในการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี และถามตอบเกี่ยวกับการสมัคร, การเรียนต่อในเกาหลี, การเลือกคณะและมหาวิทยาลัยในเกาหลีได้ผ่านทางเพจ Framekung.com 

 

 

 

 

[คุยกับเด็กทุนรัฐบาลเกาหลี] แป้ง อรจิรา สุริยนนท์รินท์ นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2009

0

9 ปีก่อน ช่วงที่อินเทอร์เน็ตไม่ได้มีข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี เรื่องราวเรียนต่อต่างประเทศมาแชร์ให้เราได้อ่านกันในอินเทอร์เน็ต ตอนนั้น “ทุนรัฐบาลเกาหลี” เข้ามาทำให้ “พี่แป้ง อรจิรา สุริยนนท์รินท์” รู้จักกับทุนรัฐบาลเกาหลี และกลายมาเป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาคนแรกที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี ได้อย่างไร เป็นคำถามแรกๆที่อดสงสัยไม่ได้ อะไรที่ทำให้พี่แป้ง เกิดความสนใจ และตั้งใจที่จะมาศึกษาต่อในประเทศเกาหลีใต้…

เพราะความสนใจภาษาถึงทำให้ได้มาไกลถึงเกาหลี

ตอนนั้นเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส อยู่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในช่วงม.ปลาย ช่วงที่หลายๆคนต่างค้นหาตัวเอง ก็พบว่าเรามีความสนใจด้านภาษาเป็นพิเศษ แต่ก็มองว่าภาษาที่สองอาจจะไม่เพียงพอสำหรับเราในอนาคต เลยมองออกไปให้ไกลกว่านั้น คือ “ภาษาที่สาม” เลยมองมาทาง “ภาษาเกาหลี” พยายามค้นหาข้อมูลศึกษาต่อต่างประเทศจนมาพบกับ “ทุนรัฐบาลเกาหลี” ข้อมูลทุกอย่างไม่ค่อยมีเยอะ อาศัยค้นหาไปเรื่อยๆ ตระเตรียมเอกสาร ปั๊มตรา เข้ากงสุล ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และเริ่มต้นด้วยการเขียนใบสมัคร เรียงความ, จดหมายแนะนำตัวเอง ทุกอย่างเสร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะจำได้ว่ากว่าจะหารายละเอียดของทุนเจอก็ช้ามากแล้ว ได้ความช่วยเหลือจากเพื่อนที่อยู่ห้องกิ๊ฟอังกฤษช่วยดูเอกสารต่างๆ เป็นความตั้งใจของตัวเองและความช่วยเหลือจากเพื่อนทำให้ได้รับโอกาสมาศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลี

คนแรกของเตรียมอุดมศึกษาที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี

ช่วงระหว่างการขอเอกสารต่างๆเพื่อสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี ก็ทำให้ได้พบว่าเราเป็นคนแรกที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลีในระดับชั้นปริญญาตรี ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ช่วงระยะเวลาสมัครไปจนถึงการประกาศผล ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก ในปีนั้นมีโควต้าสำหรับนักเรียนไทย 7 คน แต่สุดท้ายมีหนึ่งคนต้องสละสิทธิ์และมาเกาหลีด้วยกันทั้งหมด 6 คน ต่างคนต่างแยกย้ายให้ไปเรียนเป็นคู่ๆภาษาตามสถาบันภาษาในปีแรก

เกาหลี ปี 2009 VS เกาหลี 2018

ปีแรกมีโอกาสได้มาเรียนภาษาที่ สถาบันภาษามหาวิทยาลัยคอนกุก (Konkuk University) เพื่อนที่สละสิทธิ์ทุน ดันเป็นคู่ที่ต้องมาเรียนภาษาด้วยกัน เลยทำให้ตอนนั้นไม่ได้มีคู่เรียนภาษาเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ โชว์เดี่ยว ลุยเดี่ยว ทำทุกอย่างเอง โชคดีมาเจอกับเพื่อนคนจีน ที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ทำให้ต้องพัฒนาภาษาเกาหลีไปพร้อมๆกันกับเพื่อนคนนี้ คุยกันไม่รู้เรื่องก็เปิดพจนานุกรมโชว์กันไปมา เป็นช่วงที่พัฒนาภาษาได้เร็วที่สุด ในช่วงปี 2009 ตอนนั้น รู้สึกว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษเท่าไหร่ แถมเมื่อเราพยายามพูดเกาหลี แต่พูดได้ไม่ชัด คนเกาหลีบางคนก็ถอยหลัง ไม่คุยด้วย เลยรู้สึกว่าต้องมีความพยายามที่จะศึกษาภาษาเกาหลีให้ได้เร็วขึ้น รู้สึกอิจฉาคนที่มีศิลปินเกาหลี เป็นแรงผลักดันเล็กๆให้เรียนภาษาได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ตอนนั้นไม่ได้มีศิลปินโปรดอะไรเป็นพิเศษ เลยอาศัยทุนเก่าของตัวเองที่มีความชอบภาษา เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนาภาษาเกาหลีไปให้ถึงขั้นที่สามารถพูดคุยสื่อสารได้แบบไม่มีปัญหา

เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในเกาหลี

ตอนนั้นการเข้ามหาวิทยาลัยในเกาหลีของนักเรียนต่างชาติ จะอ้างอิงจากคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลี ตอนนั้นจะเป็นการสอบ KLPT ซึ่งมีทั้งหมด 6 ระดับ จาก 1 (ระดับพื้นฐาน) – ระดับ 6 (ระดับสูง) ในแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมีการกำหนดเกณฑ์เอาไว้ ตอนนั้นมีความสนใจด้านการสอนภาษาเกาหลี จึงได้เลือก คณะ Humanities (มนุษย์ศาสตร์) เอก Korean studies สาขา Teaching Korean as a foreign language มหาวิทยาลัยคเยมยอง (Keimyung University) เมือง Daegu แม้ว่าตอนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาจะเตือนเราแล้ว เตือนเราอีก ว่าเป็นคณะที่ยาก ยากขนาดสำหรับคนเกาหลีก็ยังพูดว่า ยาก แต่ตอนนั้นด้วยความดื้อของเรา ท้ายสุดก็ตัดสินใจเลือกสมัคร

จบตรีต่อโท สู่ความฝันเป็นอาจารย์เกาหลีสอนเกาหลี

พอหลังจากเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยคเยมยองแล้ว ก็รู้สึกว่าอยากจะต่อยอดการเรียนของตัวเอง เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีจุดเด่น การสอนที่ไม่เหมือนกัน อย่างมหาวิทยาลัย Yonsei อาจจะเด่นด้านไวยากรณ์ มหาวิทยาลัย Ewha เด่นที่ด้านการสอน ทำให้ตัดสินใจว่า จะเรียนต่อ และเลือกขอทุนจากมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา เป็นทุน IES-F2 เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เป็นทุนที่สนับสนุนค่าเทอมเต็มๆตลอด 2 ปี ก่อนจะฝ่าฟัน อุทิศตัวเองให้กับการเรียน เขียนวิทยานิพนธ์ จนสุดท้ายก็คว้าปริญญาอีกใบมาให้ที่บ้านตามฝันได้สำเร็จ ทุกอย่างนี้เป็นการทำตามความฝันของเรา ที่อยากเผยแพร่ความรู้ภาษาเกาหลี ถ้ามีโอกาสอยากสอน อยากเขียนตำราภาษาเกาหลีที่ใครก็สามารถทำความเข้าใจตัวเองได้ เพราะรู้สึกว่าหนังสือที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดยังตอบโจทย์ให้กับการเรียนรู้ภาษาเกาหลีในไทยยังมีไม่พอ

ประสบการณ์ชีวิตเริ่มต้นจากที่ทำงาน

เริ่มต้นการทำงานตั้งแต่ช่วงก่อนจบ มีงานล่ามที่มีโอกาสได้เป็นเบื้องหลังในกิจกรรมที่พูซาน ที่ครั้งนั้นทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเมืองพูซาน  คอยหน้าที่ทำงานประสานงานร่วมกับเพื่อนๆ 3-4 คน, มีโอกาสได้สอนภาษาอังกฤษเป็นอาสาสมัครร่วมกับเพื่อนเกาหลี ในศูนย์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย, งานสอนภาษาไทยให้กับชาวเกาหลีที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศไทย เมื่อได้มาทำงานสอนทำให้เรียนรู้ว่า “การสอน โดยเฉพาะเป็นกลุ่ม แต่ละคนจะมีพื้นฐาน ความเร็วในการเรียนรู้ เร็วช้าแตกต่างกันไป ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องมีการวางแผนการสอนที่ดี”

ขณะที่ศึกษาระดับปริญญาโทที่โซล มีโอกาสได้ทำงานล่ามธุรกิจ ล่ามนำเข้า-ส่งออก ตาม EXPO ต่างๆเป็นงานหลัก ทุกๆงานทำให้ได้เราเรียนรู้เกี่ยวกับงานหมดเลย มีงานสอนภาษาไทยให้กับคุณครูเกาหลีที่เป็นอาสาสมัคร ที่จะเดินทางไปสอนภาษาเกาหลีที่ประเทศไทยในโครงการ KOICA ส่วนที่ยากที่สุดคงเป็นการสอนวรรณยุกต์ในภาษาไทย เพราะมันเชื่อมโยงกับการสอนไวยากรณ์ภาษาไทยอื่นๆด้วย

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีโอกาสได้ทำงานที่ บริษัท Thai Samsung Electronics (Thai Samsung Electronics Co., Ltd) ที่สำนักงานใหญ่ จังหวัดชลบุรี ในตำแหน่ง Executive Assistant ฝ่าย Production ครั้งนั้นเปิดประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นวัฒนธรรมการทำงานของบริษัทใหญ่ ทุกคนในที่ทำงานดี สัมผัสได้เห็นถึงความจริงจัง เข้มงวดในทุกรายละเอียด ส่วนหน้าที่ในบริษัทค่อนข้างหลากหลาย ส่วนหนึ่งที่ต้องทำทุกอาทิตย์คือสรุปรายงานประจำสัปดาห์รายงานให้กับหัวหน้า

มีโอกาสทำงานที่บริษัท LINE Thailand บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอีก เป็นล่ามภาษาเกาหลีประจำบริษัท มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันกับทั้งคนเกาหลีและคนไทย รวมไปถึงล่ามพร้อม (Simultaneous interpretation) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการทำงานเกี่ยวกับภาษา

Live simultaneous interpretation for 2018 Inter-Korean summit on Thai PBS อรจิรา สุริยนนท์รินท์
งานล่ามฉับพลัน สดออกอากาศในรายการข่าว Thai PBS เกี่ยวกับสุดยอดประชุมผู้นำเกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ (2018 Inter-Korean summit) | Live simultaneous interpretation for 2018 Inter-Korean summit on Thai PBS

 

และช่วงท้ายที่ผันมาเป็น Freelance รับงานต่างๆ มีงานแปลหนังสือ ที่ค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร และต้องการการค้นคว้าเยอะขึ้น, งานธุรกิจเสื้อผ้า, ล่ามงานสัมมนา ตลอดระยะเวลาของการทำงาน ทุกๆที่ที่เราไปให้ประสบการณ์ งานที่หลากหลายทำให้เราเห็นอะไรเยอะขึ้น รู้สึกว่าเมื่อมีโอกาสอะไรดีๆให้รีบคว้าเอาไว้

ปัจจุบัน

ด้วยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่นิ่ง เลยทำตารางของตัวเองให้เต็มอยู่ตลอดเวลา มีรุ่นพี่ที่ออสเตรเลียชวนมาเรียนต่อ ก็เลยมาเรียนภาษาที่ประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 3 เดือน เพราะเป็นสิ่งที่อยากทำอยู่พอดี เลยได้กลับมาในสถานะนักเรียนอีกครั้ง

อรจิรา สุริยนนท์รินท์

ทิ้งท้าย

เหตุจูงใจที่ทำให้เราได้มาเรียนภาษาเกาหลีอาจจะมีหลายแบบ เป็นติ่งศิลปินดารา หรือมีสามีอยู่ที่เกาหลี หรือมาจากความชอบอื่นๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร “ถ้าเรามีโอกาสได้มาศึกษาที่เกาหลี ตั้งใจ ใช้โอกาสให้เต็มที่” เปิดใจรับวัฒนธรรมใหม่ๆ พยายามเข้าใจคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม มีโอกาสได้ไปเกาหลีแล้ว ออกไปเที่ยวให้เยอะๆ ออกไปเห็นอะไรให้ได้มากที่สุด เพราะ “ทุกอย่างที่เราเห็น ทุกก้าวที่เราเดิน ดีต่อเราทั้งนั้น”

ติดตามเรื่องเล่าของเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีจากทั่วทั้งมุมโลกใน..
Follow the GKS Alumni story via..

ทุนรัฐบาลเกาหลี GKS Alumni

https://www.facebook.com/niiedgks
Instagram : gks_alumni

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก : Facebook Pang Ornjira Suriyanonrin

 


 

Interview with “Pang” Ornjira Suriyanonrin

Nine years ago, there was not much information about Korean Government Scholarship Program (KGSP) or studying overseas on the internet. At that time, Pang Ornjira Suriyanonrin was the first student who received the Korean Government Scholarship from Triam Udom Suksa School. But how? What inspired and brought her to this journey in South Korea?…

From Interest in Languages to Studying in South Korea

Back then I was studying in English-French program at Triam Udom Suksa School. High school is the time where people discover who they are. The same goes to me, I realized that I have an interest in languages and thought that only second language isn’t enough so I began to think about the “Third Language.” That was when I found “Korean.” While I was searching information about studying abroad, I came to know about this “Korean Government Scholarship Program” There was not much information about the scholarship at that time but I kept searching as much as I could. After that, I began to prepare documents and went to the Consular to get the notarization. I prepared everything by myself, application form, self introduction, recommendation letter, all in a very short time because by the time I found this scholarship, it was already near the deadline. My friend from the English class also helped me with the documents. So it was my own intention and help from a friend that helped me get this opportunity to study in Korea.

First student to receive Korean Government Scholarship from Triam Udom Suksa School

As I was preparing documents to apply for this scholarship, I found out that I was the first student from Triam Udom Suksa School that got KGSP for Undergraduate. The time from application to result announcement did fly so fast. That year, Thailand had a quota of 7 people but one friend had to decline the scholarship so only 6 people went to Korea. We paired up and went to study Korean at a different language institute in the first year.  

South Korea in 2009 VS South Korea in 2018

The first year, I studied Korean at Konkuk University Language Institute. Actually that friend who declined the scholarship was supposed to study here with me but she didn’t come so it was only me studying and doing everything alone. I didn’t have a buddy like other people. Luckily I found a Chinese friend who didn’t quite speak English. That’s how we learned Korean together. If we couldn’t understand each other or didn’t know how to say, we’d just look up in a dictionary. That was the time when my Korean improved the fastest. In 2009, I felt that Korean people didn’t really speak English and when I tried to speak Korean with them, it was broken Korean. Some people stepped back and wouldn’t talk to me so I felt like I had to speak Korean better and learn faster. I envied people who had Korean idols as their inspiration because it made them learn the language more easily and quickly. I didn’t like any idol or star in particular so I only relied on my interest in languages to push myself to learn Korean to the level where I could communicate with others in Korean with no problem.

Studying at University in South Korea

That time, international students had to pass Korean Language Proficiency Test (KLPT) in order to study at a university in South Korea. There are 6 levels, from level 1 (beginning) to level 6 (advanced). Each university had their own criteria. Since I was interested in teaching Korean, I decided to choose Korean Studies, Faculty of Humanities, majoring in Teaching Korean as a foreign language at Keimyung University in Daegu. Despite warning from my teacher that it was going to be hard, even Korean people say it’s hard, I applied for this course.

Next step to Master’s degree and Korean language teacher

After graduating with a Bachelor’s degree from Keimyung University, I wanted to further my studies but each university has a different specialization. For example, at Yonsei, they’re famous for grammar while Ewha is well-known for their teaching course. At the end, I decided to apply for a scholarship at Ewha Womans University. It’s called IES-F2, a full scholarship for international students who apply for graduate program that covers all tuition fee for 2 years. I dedicated myself to studying and dissertation and finally my dream came true, I completed my Master’s degree. It’s always been my dream to teach Korean and write textbooks about Korean that everyone can easily learn by themselves because I feel that the ones we have in Thailand at the moment are still not good enough.

Life experience starts from workplace(s)

I started working when I was a student. I was an interpreter and liaison with other 3-4 friends when Princess Ubolratana Rajakanya visited an event in Busan. I volunteered to teach English at the education center in university with other Korean friends. I taught Thai for Korean people who were going to work in Thailand. Teaching experience makes me realize that “When you teach students in a group, each student comes from a different level and has their own learning pace. It is challenging. You need to have good lesson plans.”

When I studied a Master’s Degree in Seoul, I had an opportunity to work as a business interpreter for import-export agents in many Expos. I got experience from every work I had done. I taught Thai for Korean volunteer teachers that were going to teach Korean in Thailand which is a project of KOICA. Teaching tones in Thai is probably the hardest thing but it is a requisite for learning other Thai grammars.

After I completed my Master’s Degree, I worked at the Head Office of Thai Samsung Electronics (Thai Samsung Electronics Co., Ltd) in Chonburi as an Executive Assistant in Production department. That time I got to learn the organizational culture of a big company. Everyone was nice. I could feel their hard work and attention in every detail. There’s a variety of responsibilities in the company. Every week, I had to do a weekly report.

After that, I worked at LINE Thailand. This place has a different work atmosphere. I was a Korean translator. I worked with both Korean and Thai. Apart from that, I also did a simultaneous interpretation which is another challenging work in the language-related field.

Recently I became a freelancer. I translated books. It requires quite some time to do and research. I tried a clothing business and I also interpreted for seminars. Many kinds of work that I did and places that I went all give me experience and it allows me to see lots of thing. I feel that you should seize an opportunity when the door is opening for you.

Present

I’m personally an active person so I like to keep myself busy all the time. My senior who lives in Australia suggested learning in Australia so I came here to study language for 3 months. It’s the thing I wanted to do too. Now, I can be a student again.

Anything else?

There’re many reasons to learn Korean. It can be because of your favorite idols, life partner or personal interest but whatever it is “When you have the opportunity to come to study in Korea, get the most out of it.” Open your heart to new culture, try to understand people from a different culture. You already get the chance to come to Korea, go out and explore the world. “Everything you see and every step you take are good for you.”

 

[รีวิว] เรียนภาษาเกาหลีที่ม.ซอกังแบบละเอียดยิบ (ตั้งแต่สอบวัดระดับจนถึงเรียนจบ)

0

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยซอกัง​ เทอมฤดูใบไม้ผลิ ปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในเกาหลี ยังไม่คลี่คลาย ทำให้สถาบันดำเนินการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางมาเรียนภาษาต่อที่ประเทศเกาหลีในต้นปีหน้า (พ.ศ.2564) ทางมหาวิทยาลัยซอกังได้ส่งอีเมลแจ้งถึงหนังเรียนปัจจุบันว่า “เนื่องจากสถาบันดำเนินการเรียนการสอนออนไลน์​ ผู้ที่มีความประสงค์จะเรียนภาษาระยะยาวที่ประเทศเกาหลีและขอทำเรื่องขอวีซ่าเรียนภาษานั้น ทางมหาวิทยาลัย ไม่สามารถออกวีซ่า D-4 (วีซ่านักเรียนภาษา) ให้ได้เป็นการชั่วคราวค่ะ” หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลและวางแผนจะมาเรียนภาษาที่เกาหลีใต้ในช่วงนี้นะคะ

สวัสดีค่าาา ^o^// หลังจากที่เราพูดถึงการสมัครเรียนที่สถาบันภาษาของม.ซอกังไปใน ตอนที่แล้ว วันนี้ จีมินจะมาเขียนเล่าประสบการณ์ตั้งแต่การสอบวัดระดับ วันปฐมนิเทศ วันเปิดเทอม ไปจนถึงวันสุดท้ายที่ได้เรียนที่ซอกังให้ทุกคนอ่านกันค่ะ ใครที่อยากเรียนที่ซอกัง หรือยังไม่แน่ใจว่า เอ… เราจะสมัครดีมั้ย หรือคนที่เพิ่งสมัครไปแล้วอยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป ตามมากันเลยยย //

สอบวัดระดับ + วันปฐมนิเทศ

เพื่อนๆ คนไหนที่มีพื้นฐานภาษาเกาหลีมาก่อนแล้ว สามารถเลือกสอบวัดระดับ (Placement test) เพื่อเลื่อนไประดับอื่นได้ค่ะ จะได้ไม่เสียเวลามานั่งเริ่มต้นใหม่หมด แต่อย่าลืมว่าตอนสมัครต้องเลือกว่าจะไป Placement test ด้วยนะคะ การไปสอบไม่ได้หมายความว่าจะรอดจากระดับ 1 แน่นอน เพื่อนจีมินอ่านเขียนตัวอักษรเกาหลีได้ เวลาไปร้านอาหารพอพูดประโยคพื้นฐานได้ยังต้องเรียนระดับ 1 เลย T^T’’ หรือใครที่เคยไปเรียนที่สถาบันอื่นมาก่อนแล้วย้ายมาซอกัง ระดับอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ค่ะ

ส่วนคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย 0/10 แน่นอนว่าก็สามารถมาเรียนได้เช่นกัน ^^

ขอนอกเรื่อง.. มีนักเรียนญี่ปุ่นคนนึงมาเรียนที่ซอกังจนถึงระดับ 6 วันจบการศึกษาเค้าขึ้นไปพูดบนเวทีว่า ตัวเองเรียนซอกังมานานแล้วจนถึงระดับ 6 จนตอนนี้คุณแม่ตามมาเรียนด้วย อยู่ระดับ 1 งื้อออ น่ารักมากก <3

ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองจะได้เรียนระดับไหน พอจะทำได้มั้ยคะ?

พอได้ค่ะ แค่เดาเฉยๆนะ อาจจะไม่เป๊ะ โดยให้เราลองประเมิน 3 จุดก่อน ดังนี้ค่ะ

1.ทักษะการแต่งประโยค ดูจากความยาวเลยค่ะ ถ้าพูดได้แค่ประโยคสั้นๆ สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า ไม่เกินระดับ 2 ถ้าอยากอยู่ระดับที่สูงขึ้นมาหน่อย ในหนึ่งประโยคต้องลองใส่ไวยากรณ์หลายๆตัว

2. ไวยากรณ์ เปิด เว็บไซต์ของสถาบันสอนภาษาม.ซอกัง ไปหน้า Textbooks คลิกดูหนังสือแต่ละเล่ม จะมีไวยากรณ์บอกตรงหน้าสารบัญ ไล่ดูเลยค่ะว่ารู้จักถึงระดับไหน รู้จักนี่ไม่ได้หมายความว่าโอเค อ่านแล้วเข้าใจ แปลออก ไม่ใช่นะคะ ต้องเอามาพูดได้จริงๆ ง่ายๆเลย ลองแนะนำตัว แล้วพยายามแทรกไวยากรณ์นั้นเข้าไปในสคริปต์เรา ถ้าสามารถทำได้ก็สันนิษฐานได้ว่าน่าจะผ่าน

หนังสือเรียนภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยซอกัง Sogang Korean Textbook

3. การฟัง เข้าไปที่หน้า Textbooks เหมือนเดิม คลิกตรงแถบ   CD/mp3 download   แล้วดาวน์โหลดไฟล์เสียงไปลองฟังบทหลังๆดูค่ะ ถ้าฟังบทนั้นรู้เรื่อง ค่อยๆขยับไประดับต่อไป

ซีดีการฟัง หนังสือเรียนภาษาเกาหลี ม.ซอกัง Sogang

จีมินแนะนำว่าไม่ต้องเครียดอ่านหนังสือตะบี้ตะบันเพื่อเตรียมสอบมากนะคะ เราจะได้เรียนระดับที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดก็ต่อเมื่อใช้ความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ตอนนั้นจริงๆ ไม่ได้เพิ่งเตรียมมาสดๆ ร้อนๆ ;’)

วันสอบและสถานที่สอบวัดระดับภาษา

การสอบวัดระดับจะจัดขึ้น ก่อนเปิดภาคเรียนประมาณ 1 อาทิตย์ วันที่ให้ดูที่แจ้งในหน้าเว็บตอนที่สมัคร หรืออีเมลจากมหาลัยค่ะ สถานที่สอบคือ ตึก Arrupe (아루페관 – อารูเพ่กวาน) ของจริงจะเป็นสีส้มๆ แดงอิฐ

อาคารจัดสอบวัดระดับภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัย Sogang

 

การเดินทางไปมหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University)

รถไฟใต้ดิน
ลงสถานี Sinchon (สาย 2) ออกประตูทางออก 6 แล้วเดินอีก 400 เมตร หรือ
ลงสถานี Sogang Univ. (สาย Gyeongui-Jungang) ออกประตูทางออก 2 แล้วเดินอีก 350 เมตร (แนะนำให้ลงสถานี Sinchon เพราะรถไฟมาถี่กว่า)

วิธีการเดินทางไปอาคารสอบ มีด้วยกัน 3 ทาง

1) ทางปกติ เข้ามาหน้ามหาลัย เดินผ่านห้องยาม ผ่านแผนผังมหาลัยใหญ่ๆ ขึ้นเนินข้างสนามเทนนิสไป เลี้ยวขวาผ่านโรงอาหาร ตึกจะอยู่ทางขวามือ สูงๆ ติดรั้วมอ หาเจอแน่นอน

2) ทางลัด เข้ามาจากหน้ามหาลัย ผ่านห้องยามเลี้ยวขวา เดินลัดด้านหลังสนามเทนนิส เป็นทางเท้าเล็กๆ ต่อไปจนถึงตัวตึกเลย หลายคนชอบไปทางนี้เพราะใกล้กว่า ไม่ต้องขึ้นเนินใหญ่ ฤดูฝนหรือฤดูหนาว กรุณาเดินด้วยความระมัดระวัง

3) เข้าทางธนาคาร Woori หรือประตูข้างๆที่เป็นร้านสะดวกซื้อ เข้าไปจะเป็นชั้น 1 ของตึก ต่างจากวิธีที่ 1 และ 2 ซึ่งเข้าไปแล้วเป็นชั้น 4 เลย

(ตึก Arrupe นี้เป็นตึกที่นักเรียนบางส่วนของสถาบันใช้เรียนตอนเปิดเทอมด้วยนะ จีมินเรียนตึกนี้แหละ แต่บางคนเรียนตึกข้างๆ)

สอบวัดระดับภาษาที่ม.ซอกัง สอบอะไรบ้าง?

สอบ 2 อย่างเท่านั้นค่ะ สอบเขียน และ สอบสัมภาษณ์  ไม่มีกากบาทใดๆ ใช้สกิลตัวเองล้วนๆ O.O

ก่อนเข้าห้องสอบ เจ้าหน้าที่จะขอให้เราแสดงพาสปอร์ตหรือบัตรอะไรก็ได้ที่ยืนยันตัวตนเราได้ แล้วเค้าก็จะเช็คในรายชื่อให้ว่าเราต้องไปสอบห้องไหน ดังนั้น อย่าลืมเอาพาสปอร์ตไปนะคะ ย้ำ! อย่าลืมพาสปอร์ต และควรไปก่อนเวลา เพราะ วิชาแรกที่สอบ คือ การเขียน ซึ่งใช้เวลาแค่ 30 นาที  ยิ่งสายเท่าไหร่ เวลาเขียนก็จะลดลงไปเรื่อยๆ

ก่อนถึงเวลาสอบ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาอธิบายว่าเดี๋ยวเราจะเปิดหน้าจอให้ทุกคนดู ให้เลือกเขียนคำตอบจากโจทย์ที่ขึ้นให้บนจอมาข้อนึงลงในกระดาษที่แจกให้ เขียนเสร็จแล้วไปหาเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เพื่อที่เค้าจะได้บอกเลขห้องสอบสัมภาษณ์ให้เรา

เริ่มสอบ เจ้าหน้าที่เดินมากดเปิดหน้าจอ บนหน้าจอมีโจทย์ 6 ข้อ เราเดาว่าจริงๆแล้วมันเรียงตามเลเวล มีบรรทัดให้เขียนครึ่งหน้า ไม่เยอะเลยค่ะ จำโจทย์ไม่ค่อยได้แล้ว แต่ข้อที่เลือกทำคือ “หนังเรื่องล่าสุดที่ดูไปคือเรื่องอะไร เนื้อเรื่องเป็นยังไง รู้สึกยังไง” ข้อยากๆก็ “ให้อธิบายลักษณะเฉพาะของคนเกาหลีที่เราสัมผัสมา” อะไรประมาณนี้้ สำหรับหลายคน ปัญหาคือ แปลโจทย์ออก แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร หันไปดูคนทางซ้าย เฮ้ยคนนั้นเขียนแค่สองบรรทัด รู้สึกฮึกเหิม หันไปดูทางขวา ป๊าดดดด เขียนเต็มทุกบรรทัด ตะเตือนไต ไม่เป็นไรค่ะ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ เราเขียนตอบไปแค่ 4-5 บรรทัดเอง ยังได้ระดับ 3 เลย ส่วนตัวคิดว่า เกณฑ์หลักที่เค้าใช้ตัดสิน คือ การสอบสัมภาษณ์ อย่างที่รู้กันดีว่าที่นี่เน้นการสนทนา เพราะฉะนั้นคนที่เขียนเก่งแต่พูดไม่เก่งอาจถูกลดระดับได้ค่ะ

ถ้าเขียนเสร็จแล้วให้ออกมาข้างนอกได้เลย ไม่ต้องรอหมดเวลา แล้วเดินไปต่อแถวเข้าห้องริมสุด เจ้าหน้าที่จะบอกเราว่า ต้องไปตรงไหนต่อเพื่อสอบสัมภาษณ์ หลังจากนั้นก็ไปนั่งรอหน้าห้องสอบได้เลย แต่ละห้องคนรอไม่เยอะค่ะ มีแค่คนสองคนเอง เพราะอาจารย์ที่มาสอบสัมภาษณ์มีเยอะ ใจก็จะเต้นตุ๊มๆต่อมๆหน่อย โชคดีที่ซอนแซงนิมใจดีมาก ช่วยให้หายกังวลไปเยอะเลย/ ถ้าเครียดมาก ลองหันไปชวนเพื่อนคนข้างๆคุยดูค่ะ เพื่อนคนแรกที่เราได้ที่เกาหลี คือ คนที่เจอหน้าห้องสอบนี่แหละ ^^ 

เดินเข้าห้องไปก็ทักทายซอนแซงนิมก่อน แล้วยื่นกระดาษที่เราเขียนไปเมื่อกี้ให้ ซอนแซงนิมจะสแกนคำตอบเราด้วยความไวสูง อย่าง professional อาจมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนไปบ้างนิดหน่อย หลังจากนั้น จะให้เราแนะนำตัวคร่าวๆ ถามคำถามสัพเพเหระ ครอบครัวบ้าง ก่อนหน้านี้เคยเรียนที่ไหนมาก่อนมั้ย ฯลฯ

(การแนะนำตัวภาษาเกาหลีนี่เตรียมมาเลย ได้พูดตั้งแต่สอบสัมภาษณ์ วันเปิดเทอม สอบมิดเทอม สอบไฟนอล หลายรอบอะ 555)

ต่อมา ซอนแซงนิมจะหยิบกระดาษที่มีช่องสี่เหลี่ยมประมาณ 8-10 ช่องขึ้นมาแผ่นนึง แต่ละช่องมีข้อความภาษาเกาหลี เนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อ วัฒนธรรมต่างๆ เช่น ของขวัญเวลาขึ้นบ้านใหม่ การเขียนชื่อด้วยปากกาสีแดง ฯลฯ มีเวลาให้ 1 นาที ให้อ่านแล้วทำความเข้าใจ (ว้อททท จะไปทันได้ยังไงคะเซม!!) หลังจากนั้น ซอนแซงนิมจะสุ่มถามคำถามจากอันที่เราเพิ่งอ่านไปนี่แหละ เช่น คนเกาหลีเชื่อว่าเขียนชื่อด้วยปากกาสีแดงแล้วจะเป็นยังไง ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น/ พวกเรารู้อยู่แล้ว อะ ข้อนี้รอด 55555

ถ้าถึงตรงนี้เรายังตอบได้อยู่ ซอนแซงนิมจะหยิบกระดาษแผ่นต่อไปขึ้นมา เป็นบทความยาว 1 หน้ากระดาษ ให้เวลา 1 นาทีเท่าเดิม (ว้อททททททท X 2 อันเมื่อกี้ยังไม่ทันเลยค่ะเซม) เราอ่านไม่ทันค่ะ เพราะเป็นคนอ่านภาษาเกาหลีช้ามาก แต่ซอนแซงนิมก็บอกว่าไม่เป็นไร ให้สรุปตั้งแต่แรกจนถึงตรงที่ตัวเองอ่านสุดแค่ไหนแค่นั้น แล้วถามคำถามเพิ่มอีกนิดหน่อย เราอ่านได้ครึ่งเดียวเอง ก็ตอบไปเท่าที่ตอบได้ จบแล้วค่ะที่เราไปสอบมา โล่งมาก (สปอย: เรื่องที่สอบสัมภาษณ์อยู่ในหนังสือเรียน)

แต่ละคนใช้เวลาสอบสัมภาษณ์ประมาณ 10 – 20 นาที เสร็จแล้วกลับบ้านได้เลยค่ะ

วันปฐมนิเทศ

เรียนภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University)จัดก่อนเปิดเทอม 1 วัน คนละตึกกับที่สอบนะคะ เค้าจะส่งข้อความมาบอกตึกที่จัดงานทางอีเมล ง่ายสุด คือ เดินตามนักศึกษาต่างชาติไป เจอแน่ๆ งานนี้ไปหรือไม่ไปก็ได้ค่ะ ไม่บังคับ

เหมือนเดิม.. เอาพาสปอร์ตไปด้วยนะทุกคน! เพราะเค้าจะแจกบัตรประจำตัวนักเรียนวันนี้ เราลืมเอาไป โชคดีที่มีรูปพาสปอร์ตสแกนไว้ในโทรศัพท์ โชคร้ายคือเค้าหาบัตรเราไม่เจอ คนที่ไม่ได้บัตรนักเรียนในวันนี้ เค้าจะบอกให้ไปหาที่ห้องธุรการในวันถัดไป พร้อมกับเอารูปถ่ายไปด้วย เดชะบุญที่พกรูปถ่ายไป -/|\- 

งานปฐมนิเทศจัดขึ้นสำหรับนักเรียนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในเทอมนั้น เนื้อหาที่พูดก็จะมีตั้งแต่ชั่วโมงเรียน คอร์สเสริมฟรี วันหยุด ห้องสมุด ร้านค้ามหาลัย โรงอาหาร โรงยิม ราคาหนังสือ สถานที่ซื้อหนังสือ ไปจนถึงวิธีการเคลมประกัน และการเปิดบัญชีธนาคาร

หลายคนอาจไม่รู้ว่าถ้าไม่ใช่นักเรียน การเปิดบัญชีธนาคารที่เกาหลีเป็นเรื่องยากมากกก!! ต้องเตรียมเอกสารวุ่นวายไปหมด เพราะฉะนั้น นี่เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะมีบัญชีธนาคารที่เกาหลี เย่ ^o^//

จีมินไปเรียนแค่เทอมเดียว อยู่เกาหลีไม่ถึง 90 วันด้วยซ้ำ เค้าก็เปิดให้ค่ะ บัตรดีมากเลย ใช้จ่ายเงินที่ร้านอาหาร ร้านค้าทั่วไป และค่าโดยสารได้ แต่ควรไปช่วงระยะเวลาที่เค้าแนะนำตอนปฐมนิเทศนะคะ เพราะอาทิตย์แรกเค้าจะให้สิทธิ์นักเรียนต่างชาติของสถาบันภาษาก่อน อาทิตย์ต่อไปจะเป็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยซอกัง ธนาคารจะแน่นมาก อันนี้พี่ที่ธนาคารเค้าฝากบอกมา —

เอกสารที่ใช้ในการเปิดสมุดบัญชีธนาคารเกาหลี
พาสปอร์ต, เงิน 330,000 วอน (สำหรับมัดจำ), และใบรับรองสถานะนักเรียน ขอได้ที่ชั้น 7
(ใครมีปัญหาอะไรไปชั้น 7 บริการครอบจักรวาล เอกสารขอปุ๊บได้ปั๊บ)
* อาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรไปฟังวันปฐมนิเทศ

ประโยชน์ของการรู้วันหยุด คือ สามารถวางแผนจองตั๋วไปเที่ยวล่วงหน้าได้ หรือบอกให้บรรดาเพื่อนฝูงและญาติๆมาเที่ยวหาในช่วงนั้นได้ จากประสบการณ์ส่วนตัวและเพื่อนหลายคน คนรู้จักมักจะมาหาตอนสอบไฟนอลไม่ก็มิดเทอม – 0-”

งานปฐมนิเทศใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ ไม่ถึงชั่วโมงก็จบแล้ว มีแยกเป็นรอบภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน สำหรับใครที่มีคำถามเกี่ยวกับหลักสูตร มหาวิทยาลัย หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้อง ให้เตรียมไปถามได้เลยค่ะ
จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้นะคะว่าตัวเองได้เรียนระดับอะไร ผลจะประกาศคืนก่อนเปิดเทอม หรือเช้าวันเปิดเทอมเลยบนเว็บไซต์ เข้าไปที่ MYPAGE ดูตรง Course History หรือง่ายสุดไปดูบอร์ดหน้าตึกวันเปิดเทอมก็ได้ค่ะ ระทึกใจดี

วันเปิดเทอม

บรรยากาศมหาวิทยาลัยในเกาหลี Sogang University

หลังจากดูห้องเรียนของตัวเองแล้ว ก็ไปซื้อหนังสือเรียนต่อเลยค่ะ บอกเค้าว่าเรียนระดับอะไรแล้วต้องการฉบับภาษาไหน มีภาษาอังกฤษ จีน แล้วก็ญี่ปุ่น ต่างกันตรงเล่มอธิบายคำศัพท์เล็กๆ กับเฉลยแบบฝึกหัดที่จะเป็นภาษานั้นๆมาให้ค่ะ กายพร้อม ใจพร้อม หนังสือพร้อม ก็ไปห้องเรียนได้เลยค่ะ// > < กรี๊ดดด แค่เล่ายังตื่นเต้นเหมือนกลับไปเรียนใหม่

บรรยากาศห้องเรียนภาษาเกาหลี

ห้องเรียนภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University Classroom)

ในห้องเรียน มีโต๊ะ 4 โต๊ะ จัดให้นักเรียนหันหน้าคุยกันเป็นคู่ๆ คู่หน้า คู่ข้าง วนไปค่ะ จะเห็นว่าโต๊ะไม่ได้หันเข้าหากระดาน เพราะจุดประสงค์ คือ อยากให้นักเรียนได้คุยกันเยอะๆ ผนังห้องมีแปะประกาศบ้าง ไวยากรณ์ที่เรียนไปบ้าง ผลงานนักเรียนบ้าง เต็มเลย ขนาดห้องพอดี ไม่เล็กเกินไป ไม่ใหญ่เกินไป นั่งไกลสุดจากซอนแซงนิมก็ยังได้ยินชัดแจ๋ว ส่วนตัวชอบการจัดห้องเรียนแบบนี้มากกก/ ที่สำคัญ มีแอร์

การบ้านภาษาเกาหลี
ผลงานนักเรียน หาของประเทศไทยเจอมั้ยย? XD

ชั่วโมงเรียน

การจัดชั่วโมงเรียน ระดับ 1-3 จะเหมือนกัน ตั้งแต่ระดับ 4 ไปมีการเปลี่ยนแปลง ตามตารางด้านล่างเลยค่ะ

คลาสเรียนภาษาเกาหลี ระดับ 1-3คลาสเรียนระดับ 4 ภาษาเกาหลีคลาสเรียนระดับ 5 ภาษาเกาหลีคลาสเรียนระดับ 6 ภาษาเกาหลี

จะเห็นว่ามีวันทบทวนด้วยนะ ก่อนจะขึ้นบทถัดไป เหมือนเป็นวันเก็บตกด้วยเบาๆ
ระดับ 3 ที่จีมินเรียน มันจะวนลูปแบบนี้ค่ะ

ตาราง และรูปแบบการเรียนภาษาเกาหลีในแต่ละอาทิตย์
ระดับอื่นอาจแตกต่างออกไป จีมินยังไม่เคยเรียนเหมือนกัน ใครเคยเรียนแล้ว คอมเม้นบอกข้างล่างหน่อยน้าา ^^
วิชา writing ก็จะไม่สนขิงข่าใดๆ วันทบทวนไม่ตรงกับวิชาอื่นเค้า เชิด 555 เนื้อหาจะตามหลังคาบอื่นๆ แต่ก็ถือว่าเป็นการตกผลึกคำศัพท์และไวยากรณ์ทั้งหมดทั้งจากที่เรียนพูด ฟังและอ่าน แล้วเอามารวมกันในงานเขียนของเรา วันแรกอาจารย์อาจให้พูดเยอะหน่อย ลองเขียนสั้นๆ วันต่อมาถึงให้เขียนยาวๆ วนไปอย่างนี้เรื่อยๆค่ะ

เพื่อนๆในคลาสเรียนภาษาเกาหลี

หนังสือเรียนเกาหลี ม.ซอกัง

ซื้อครั้งเดียวได้ 7 เล่มเลย

หนังสือเรียนภาษาเกาหลี ของมหาวิทยาลัย Sogang
จำราคาไม่ได้แล้ว จำได้แค่ราคานักเรียน ลด 10 %
  • หนังสือเรียน 2 เล่ม (A ก่อนมิดเทอม B หลังมิดเทอม)
  • แบบฝึกหัด 2 เล่ม
  • หนังสือรวมไวยากรณ์ คำศัพท์ เล่มเล็ก 2 เล่ม
  • หนังสือวิชาการเขียน 1 เล่ม (ใช้เล่มเดียวทั้งเทอม)

แบบฝึกหัด จะมีเฉลยให้อยู่แล้ว ทำเองตรวจเองได้เลย ถ้ามีคำถาม ไม่เข้าใจ หรืออยากให้ซอนแซงนิมตรวจข้อที่ต้องแต่งประโยคเองก็เอามาส่งได้ค่ะ แต่หลักๆแล้ว ในห้องเรียนใช้แค่หนังสือเรียน

หนังสือเล่มเล็ก เล่มนี้ดีมาก!!! นอกจากไวยากรณ์หลักของแต่ละบทเรียนแล้ว ยังมีอธิบายไวยากรณ์ย่อยๆที่เจอในพาร์ท conversation, reading, listening ด้วย แต่ส่วนมากคนไม่ค่อยได้อ่านกัน orz

สำหรับคนที่ไม่พอใจผลสอบวัดระดับในรอบแรก สามารถขอสอบใหม่ได้ ถ้าจะสอบใหม่ ยังไม่ต้องซื้อหนังสือค่ะ รอผลสอบก่อน

เพื่อน

ตอนแรกคิดว่าคงมีแต่คนจีนกับญี่ปุ่นแน่ๆเลย แต่จริงๆแล้ว โอ้ววว นอกจากฝั่งเอเชียตะวันออกแล้ว นักเรียนจากฝั่งยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาก็มาเรียนที่ซอกังไม่น้อยเลยค่ะ ตัวอย่างจากเพื่อนในห้องจีมิน: อเมริกา เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส มาเก๊า (ตอนหลังมีรัสเซีย กับสวีเดนมาเพิ่มด้วย)

เนเธอร์แลนด์มีตั้ง 3 คน! สาบานว่าสุ่มแล้ว O [] o! นอกจากภาษาเกาหลี ใครอยากฝึกภาษาอังกฤษเพิ่ม มีคนให้ฝึกด้วยเยอะเลย

#อยากมีเพื่อนเกาหลีต้องหาเองเพราะที่นี่ไม่มีบัดดี้ให้นะคะ #ต้องไปเข้าชมรมของมหาลัย

นักเรียนที่นี่.. บางคนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน บางคนลูกครึ่งเกาหลี บางคนมีแฟนอยู่เกาหลี บางคนทำงานมาก่อนแต่อยู่ในช่วงพักก่อนเปลี่ยนงานใหม่ บางคนอยากหางานที่เกาหลี บางคนเพิ่งเรียนจบอยาก gap year บางคนปิดเทอม บางคนติ่ง บางคนมาเพราะรวยล้วนๆ บางคนอยากมาใช้ชีวิตที่เกาหลีแต่จะมาเที่ยวอย่างเดียวก็ไม่ดีเลยลงเรียนด้วยซะเลย บางคนเรียนภาษาเกาหลีที่ไทยแล้วติดใจอยากมาต่อที่เกาหลี ฯลฯ มีเพื่อนทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้น มาเถอะ :3 

ในห้องมีนักเรียนประมาณ 12-14 คน โต๊ะนึงก็ 3-4 คนพอดีค่ะ

ห้องเรียนภาษาเกาหลี ซอกัง

วันแรกอาจารย์จะให้แนะนำตัวแล้วก็เขียนชื่อตัวเองใส่กระดาษวางไว้บนโต๊ะ พออาจารย์จำได้แล้วก็จะบอกให้เอาชื่อออกได้ ช่วงพักเที่ยง เพื่อนที่เคยเรียนเทอมก่อนหน้านั้นมาแล้วก็จะไปทักทายเพื่อนเก่า เม้ามอยหอยกาบอย่างออกรสออกชาติ ส่วนเราได้แต่นั่งมอง อิจฉามากเลย เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยพูดกับคนที่เพิ่งเจอกัน (แต่ถ้าสนิทแล้วจะพูดมากจนคนฟังต้องหลั่งน้ำตา – 3-’’) ผ่านไปซักพักก็จะดีขึ้นเองค่ะ เพราะในคาบเราต้องคุยกับเพื่อนทุกคนอยู่แล้ว 

ตอนหลังก็สนิทกันมากขึ้น ไปกินข้าวด้วยกัน ไปคาราโอเกะด้วยกัน ไปเที่ยวกัน วันดีคืนดีก็ไปกินข้าวกับเพื่อนของเพื่อน แวดวงคนรู้จักก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที ฮึ่ยย โลกกลมมีอยู่จริง 55

เพื่อนๆต่างชาติในคลาสเรียนภาษา

ได้ยินมาว่าที่ซอกังให้พูดเยอะ?

จริงค่ะ พูดเยอะมาก พูดเข้าไป พูดจนไม่รู้จะพูดอะไร คาบ Writing ก่อนเขียนก็ให้พูด คาบ Speaking เรียนสองชั่วโมงก็พูดวนไปเรื่อยๆ คาบ Reading, Listening ก็ยังได้พูดอยู่ พูดผิดไม่เป็นไร พูดไปก่อน เดี๋ยวซอนแซงนิมแก้ให้ พูดคนละเรื่องกับที่ซอนแซงนิมบอกให้พูดก็ได้ ตราบใดที่ยังพูดเป็นภาษาเกาหลีอยู่ ซอนแซงนิมไม่เคยว่าอะไรเลยค่ะ มาฟังเราพูดด้วยซ้ำ แม้ว่าจะนอกเรื่องจากบทเรียน ซอนแซงนิมก็ยังแสดงท่าทีว่าสนใจเรื่องของเรา นอกจากจะพูดกับเพื่อนในห้องแล้ว ยังมีวันที่ให้เราไปพูดกับเพื่อนห้องอื่นด้วย เข้าใจเลยว่าทำไมคลาสสนทนาที่นี่เค้าโด่งดัง/ ซาบซึ้งจริงๆ 

เวลามีคนยกมือถามคำศัพท์ว่าคำนี้แปลว่าอะไร ก่อนจะอธิบายเลย ซอนแซงนิมจะถามคนในห้องก่อนว่ามีใครรู้จักคำนี้มั้ย ถ้ามี อธิบายให้เพื่อนฟังหน่อย ถ้าไม่ถูก ซอนแซงนิมจะอธิบายให้ใหม่ ถ้าไม่มีใครรู้เลย ซอนแซงนิมถึงจะบอกให้ บางครั้ง คำศัพท์ที่ถามเป็นคำง่ายๆที่เราควรรู้อยู่แล้ว แต่ซอนแซงนิมก็ไม่เคยบอกว่า อ้าว ทำไมถึงไม่รู้จักคำนี้ล่ะ จุดนี้จีมินรู้สึกขอบคุณมากๆเลย/ เราเคยมีประสบการณ์(เมื่อนานมาแล้ว) ยกมือถามศัพท์ในห้อง เพื่อนแปลออกหมดยกเว้นเราคนเดียว ทั้งเพื่อนและอาจารย์หันมา เฮ้ย ทำไมไม่รู้อะ ล้อเล่นปะเนี่ย คำนี้เบสิคเลยนะ หลังจากนั้นเราก็แทบไม่ถามอะไรอีกเลย เพราะรู้สึกไม่ดี.. บางทีสมองมันเบลอๆ นึกคำศัพท์ไม่ออกนี่นา ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าคนอื่นจะรู้คำศัพท์เหมือนที่ตัวเองรู้หมด เพื่อนอาจจะรู้คำที่เราไม่รู้ก็ได้ การเรียนภาษาช่วยกันเรียนดีกว่าอยู่แล้ว

บอกเลยว่า หลังจากจบจากซอกังไป นอกจากความรู้ภาษาเกาหลีแล้ว ก็ได้ความมั่นใจกลับบ้านไปด้วยค่ะ นอกห้องเรียน ก็คุยกับเพื่อนเป็นภาษาเกาหลี แต่พอไม่มีอาจารย์อยู่ เราก็พูดกันแบบผิดๆถูกๆ ศัพท์มั่วบ้าง แกรมม่าผิดบ้าง รูปสุภาพกับไม่สุภาพปนกันมั่วไปหมด แต่ถามว่าแคร์มั้ย? ไม่ 55555 รู้เรื่องพอ

มั่นใจมากขึ้นแค่ไหนยังไง?

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีคนมาถามหาห้องน้ำ (ปกส ส่วนตัว)

ก่อนมาเรียน – (ตอบอิ๊ง) น้องก่บ่ฮู้เจ้าา สูมาเต๊อะเจ้า
เริ่มเรียน – (ตอบเกา) ขอโทษค่ะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน (ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าไปทางไหน)
หลังเรียน – (ตอบเกา) ขึ้นบันไดเลื่อน แล้วเดินตรงไป จะเห็นห้องน้ำอยู่ทางซ้ายค่ะ (ตะกุกตะกักบ้างเบาๆ แต่ตอบได้ ถือว่าภูมิใจมาก)

แล้วที่นี่ไวยากรณ์ไม่เน้นหรอ?

ไวยากรณ์ก็เน้นค่ะ แค่ไม่เท่าการพูดเท่านั้นเอง ส่วนตัวรู้สึกว่าได้เรียนไวยากรณ์เยอะเลยนะ อยู่ในระดับที่พอดีไม่อัดเน้นจนเกินไป (เพราะแค่นี้ก็จะจำไม่ได้แล้ว 5555)

Writing จะได้ไวยากรณ์ แพทเทิร์นการเขียนที่ทำให้งานเขียนดูดีขึ้น ซอนแซงนิมจะคอยบอกจุดที่นักศึกษาต่างชาติมักจะเขียนผิดหรือพูดผิดเป็นประจำ คนเกาหลีใช้ผิดบ่อยๆก็มีนะ แบบนี้ๆๆๆ คนเกาหลี 10 คน จะเห็นใช้แบบนี้ x คน

Speaking จะได้ไวยากรณ์หลักๆบทละ 2 อันอยู่แล้ว แต่ไวยากรณ์อื่นที่แทรกอยู่ในบทสนทนาในหนังสือ ซอนแซงนิมก็จะยกขึ้นมาสอนเช่นกันค่ะ  เค้าจะบอกว่าภาษาเขียนใช้แบบนี้นะ แต่ภาษาพูดใช้แบบนี้นะ พูดกับเพื่อนแบบนี้ กับผู้ใหญ่แบบนี้ คนเกาหลีจริงๆออกเสียงแบบนี้

Reading-Listening ไวยากรณ์ก็ยังเจอได้เรื่อยๆ ทั้งที่อยู่ในบทความ เรื่องสั้น ป้ายประกาศ ข่าว หลากหลายมากค่ะ

แล้วคำศัพท์ล่ะคะ?

Speaking คำศัพท์ไม่เยอะมากค่ะ ถึงในหนังสือศัพท์จะไม่เยอะ แต่ที่อาจารย์เพิ่มมานี่แหละเยอะ!! 5555TT5555

Reading เยอะใช้ได้ค่ะ มันก็แน่อยู่แล้วอะเนอะ การอ่านนี่นา

Listening อยู่ในเลเวลพอรับได้ ถ้าตามเค้าไม่ทันก็แอบอ่านสคริปต์ไปล่วงหน้า แฮ่! 

Writing ส่วนมากจะใช้คำศัพท์ที่เรียนมาจากวิชาก่อนหน้านี้ บวกคำศัพท์เพิ่มนิดหน่อย นอกนั้นมันจะงอกเงยเพราะงานเขียนของเราเอง อยากแอดวานซ์มาก ตอนสอบก็ลำบากหน่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้มากขึ้น

ข้อสอบ

Listening-Reading สอบพร้อมกันเลยค่ะ ครึ่งแรกจะให้ฟังเทปก่อนแล้วเติมคำ กากบาท ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟัง (ระดับต้น ได้ข่าวว่าไม่ใช่ฟังแล้วเติมคำนะ ให้เขียนที่ได้ยินทั้งประโยคเลย ผ่ามๆๆๆ) ครึ่งหลังจะเป็นการอ่าน ตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน บางข้อก็เอามาจากในหนังสือเรียน บางข้อดัดแปลงในหนังสือมา มีทั้งกากบาทแล้วก็เขียน วิชานี้ไม่ยากค่ะ 

Writing โจทย์จะสุ่มให้เขียนเรื่องที่เคยเขียนในห้องเรียน อาจจะเคยเป็นการบ้าน หรือแบบฝึกหัดมาก่อน ถามว่าง่ายมั้ย ก็ง่ายตรงที่ไม่ต้องฝึกอะไรเพิ่ม ถามว่ายากมั้ยก็ยาก เพราะจำที่ทำไปทั้งหมดไม่ได้ …

Speaking ชื่อสปีคกิ้งแต่ยังไม่ได้พูด มีกากบาท เติมคำ แต่งประโยค แต่งบทสนทนา โดยใช้ไวยากรณ์กับคำศัพท์ที่เรียนมา ส่วนตัวคิดว่าอันนี้ง่ายสุด แค่แต่งบทสนทนาพาร์ทสุดท้ายให้ทันก็พอ

Interview ได้พูดของจริงแล้วค่ะ สอบเป็นวิชาสุดท้าย ไฮไลท์ของงาน มิดเทอม 30 ไฟนอล 70! มิดเทอมได้พูดคู่กับเพื่อน กับอาจารย์ห้องตัวเอง แต่ไฟนอลสอบทีละคน กับอาจารย์ห้องอื่น มีการอัดเสียงเก็บไว้ด้วย ไฟนอลเกร็งมาก เพราะเก็บคะแนนเยอะโคตร 

กิจกรรมเสริมนอกหลักสูตร

คลาสพิเศษฟรี (เรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ คลาสจะแตกต่างกันตามคอร์สที่ลงเรียน)

คอร์ส KGP

  • 발음 (Pronunciation) : เรียนการออกเสียงที่ถูกต้อง การเปลี่ยนเสียงของภาษาเกาหลี
  • 문법 (Grammar) : เรียนไวยากรณ์อื่นนอกเหนือจากในหนังสือเรียน
  • 노래/ 영화 (Musics/Movies) : เรียนภาษาเกาหลีจากหนัง เนื้อเพลง

คอร์ส KAP

  • 발음 (เลเวล 1-2) : การออกเสียง
  • TOPIK II : ตะลุยโจทย์ TOPIK
  • 자기소개서 특강 : คลาสเน้นการเขียนจดหมายแนะนำตัว

คลาสเรียนการอ่านออกเสียง

(วิชา 발음 – Pronunciation สอนย้อนไปถึงสัทศาสตร์ ในฐานะนักเรียนเอกภาษาศาสตร์ แนะนำค่ะ ใครที่ยังพูดไม่ชัดมาเรียนจะได้รู้ว่าทำไมเสียงมันถึงเปลี่ยน มันเปลี่ยนไปยังไง แต่ใครที่พอจำกฎการเปลี่ยนเสียงภาษาเกาหลีพอได้แล้ว ไม่เรียนก็ได้ค่ะ)

ชมรม

댄스 동아리 (ชมรมเต้น) เปิดรับหมดทุกระดับ ขอให้มีใจอยากจะเต้น วันจบการศึกษาจะได้ขึ้นเวทีไปเต้นโชว์ด้วย เดี๋ยวจะแปะวิดีโอไว้ให้ดูแซมเปิ้ล

อันนี้เป็นชมรมของนักเรียนสถาบันภาษานะคะ ชมรมเต้นของนักเรียนมหาวิทยาลัยซอกังก็มีอีกอันนึง เห็นเพื่อนในห้องจะไปต้องออดิชั่นด้วย เข้าไปแล้วมีทติ้งรัวๆ เพื่อนเกาหลีเพียบบบบ!

Field trip

ตอนแรกนึกว่าไปเที่ยวนอกสถานที่ แต่กลายเป็นว่าไปทำอาหารแทน ซอนแซงนิมบอกว่าแต่ละเทอมกิจกรรมจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

คลาสเรียนทำอาหารเกาหลี

เกณฑ์จบการศึกษา

  • ชั่วโมงเข้าเรียนไม่ต่ำกว่า 80% หรือ 160 ชั่วโมง (ถ้าขาดวันนึงก็นับว่าหายไป 4 ชั่วโมง เพื่อนบางคนยอมขาดวันละคาบ เพื่อจะได้ขาดได้หลายๆ วันหน่อย 555555 ยอมใจ)
  • ได้คะแนนสอบแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 70%
  • ถ้าสอบไม่ผ่าน จะมีให้สอบซ่อมอีก 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ผ่านอีกจะไประดับต่อไปไม่ได้น้า

ปล. ใครที่ไม่ได้ใช้ชื่อจริงในห้องเรียน เช่น เราใช้ จีมิน เพราะชื่อไทยยาว ต้องแน่ใจว่าซอนแซงนิมจำชื่อจริงเราถูก ไม่ไปสลับกับคนอื่นนะคะ ไม่งั้นเวลาเช็คชั่วโมงเรียนอาจจะผิดพลาดได้ ตอนปลายภาคเราเห็นซอนแซงนิมเช็คว่าเราขาดหลายวันทั้งที่ขาดจริงแค่สองวันเลยไปถามดู สรุปว่า เค้าคิดว่าชื่อเราเป็นชื่อเพื่อนอีกคนนึง/ ก่อนมาคิดว่าชื่อคนไทยยาวสุด แต่เปล่าเลย โป๊ชชชช เพื่อนแต่ละคน ชื่อยาวเหมือนระยะทางแม่สายไปเบตง เพื่อนไต้หวัน ฮ่องกงบางคนก็ไม่ได้ใช้ชื่อเดิม ใช้ชื่อเกาหลี ไม่แปลกที่ซอนแซงนิมจะสับสนค่ะ

สรุปข้อดีที่ได้จากการเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยในเกาหลี

  • ความรู้ภาษาเกาหลีที่ “เพิ่มขึ้นแน่นอน” ซอกังหยิบยื่นทุกอย่างให้เราแล้ว หลักสูตรดีมาก ผู้สอนก็ดีมาก ห้องเรียนก็ดี เอื้อแก่การเรียนทุกอย่าง ที่เหลืออยู่ที่ตัวเราเอง
  • มีความมั่นใจ และกล้าที่จะพูดภาษาเกาหลีมากขึ้น โดยไม่มัวกังวลว่า เฮ้ย เค้าจะเข้าใจเรามั้ย ถ้าพูดผิดทำไง
  • สำหรับคนขี้อาย(แบบจีมิน) อาจจะรู้สึกอึดอัดนิดหน่อยที่ต้องพูดเยอะ แต่ถือว่าเป็นการฝึกให้เราก้าวออกมาจาก comfort zone แนะนำว่าให้ลองคิดท็อปปิคเผื่อเวลาเจอเพื่อนใหม่ไว้ เวลาเจอหน้ากันจะได้ไม่ awkward การชวนถ่ายรูปก็ใช้ได้เลยแหละ ลองมาแล้ว snow กับ boomerang ช่วยชีวิตเฟ่อ 😉
  • ได้เจอเพื่อนใหม่เยอะแยะ จากทั่วทุกมุมโลก บางทีก็เรียนภาษาของเพื่อนไปด้วย
  • ถึงจะไม่มีบัดดี้ แต่เรามีพื้นที่สำหรับหาพาร์ทเนอร์ฝึกภาษา อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ บางทีมีคนมาโพสต์งานหาคนสอนภาษาด้วย แปะลิ้ง >> https://klec.sogang.ac.kr/?url=00075 อยากคุยกับใครก็ dm เค้าไปเลย
  • ซอนแซงนิมมีความเป็นมืออาชีพมาก ตรวจงานไวและดี เสียงเพราะน่าฟัง (สวย ><) ใส่ใจนักเรียนเท่าๆกัน ใครที่อยากเรียนอะไรเพิ่มเติม สามารถไปบอกซอนแซงนิมได้ ช่วงพัก 20 นาที หรือหลังเลิกเรียน ซอนแซงนิมจะติวให้เป็นการส่วนตัว
  • ด้วยความที่คนมาเรียนไม่ได้มีแค่กลุ่มนักเรียน นักศึกษาเท่านั้น การที่เราได้เจอผู้ใหญ่หลายคน คนวัยทำงาน ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเค้า จีมินคุยเรื่องการหางาน ประสบการณ์ต่างๆ การวางแผนชีวิตกับเพื่อนบ่อยเลยค่ะ
  • นักเรียนกลุ่มผู้ใหญ่นี้ บางคนก็ทำงานกับคนเกาหลี กำลังหางาน หรือสมัครทุน หลายครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือด้านภาษาเกาหลี เช่น สคริปต์สอบสัมภาษณ์ จดหมายตอบลูกค้า เขียนจดหมายแนะนำตัว แม้จะไม่เกี่ยวกับงานสอนของตัวเองเลย แต่ซอนแซงนิมก็ยินดีช่วยเหลือมากๆ เสาร์อาทิตย์ก็ยังตอบ นอกจากนั้น ยังคอยถามไถ่ตลอดว่าผลเป็นยังไงบ้าง  
  • มีกิจกรรมฟรีให้นักเรียนบ่อยๆ เช่น เรียนเขียนพู่กัน วิ่งมาราธอน ปีนเขา ฯลฯ แต่ต้องรีบลงชื่อเพราะมีจำนวนจำกัด
  • บัตรนักศึกษาเอาไปใช้ลดราคาสถานที่ท่องเที่ยวได้ 5555 (สำหรับที่ที่มีส่วนลดนักศึกษานะคะ จีมินเคยเอาไปใช้ที่หมู่บ้านเกาหลีโบราณ – 한국민속촌)
  • ได้ประกัน และบัญชีธนาคาร (พี่พนักงานที่ธนาคารน่ารัก +1) 

ข้อเสีย

  • ชีทเรียนเยอะมากกก วันทบทวนบทเรียนนี่พีคเลย แจกกระหน่ำมาก ทั้งๆที่บางที เนื้อหามันซ้ำกัน (คิดในใจ จ่ายค่าเทอมไปเยอะ เค้าก็เลยให้ชีทเรามาเยอะ.. หรอ?) ใครจะขนกลับหมด เผื่อน้ำหนักกระเป๋าให้ชีทและหนังสือเรียนไว้ซักสี่กิโลค่ะ 
  • เวลาพักเที่ยงมีแค่ 20 นาที ใกล้ๆห้องเรียนมีแค่ตู้ขายน้ำอัตโนมัติ ถ้าอยากกินต้องลงไปชั้น 1 หรือโรงอาหารตึกข้างๆ ซึ่งบางทีลิฟต์ก็เต็ม เดินลงไปที่ร้านแล้วขึ้นมาก็หมดเวลาแล้ว อยากกินจริงๆต้องพกของกินมาจากบ้าน แต่ถ้าใครที่รอไปกินข้าวตอนบ่ายได้ก็ไม่มีปัญหา
  • ถ้าเพื่อนห้องเรียนเป็นคนขี้อายกันหมด จะไม่สนุก 
  • คิดว่าข้อสอบบางอย่างไม่ได้วัดความสามารถที่แท้จริงเท่าไหร่ เช่น ท่องสคริปต์ตามในหนังสือเป๊ะๆ แล้วจำไปสอบกับเพื่อน หรือสอบ Writing เขียนเรื่องเดิมที่เคยทำไปแล้ว

มีอะไรอยากบอกอีกมั้ย?

เดินออกจากประตูหน้ามอ ข้ามทางม้าลายไปฝั่งตรงข้าม หันไปทางซ้ายจะเจอร้านซ่อมรถ เดินเข้าไปเลย แล้วลงบันไดเล็กๆที่อยู่ขวามือ จะเจอขุมทรัพย์ ร้านนั้นอร่อย 6,000 วอนทุกอย่าง แถมฟรี ชิคเย (식혜) น้ำข้าวหวานๆ ฉ่ำ อร่อยมากกกก รีฟิลรัวๆ -3-

ร้านอาหาร ใกล้มหาวิทยาลัยซอกัง
หน้าตาขุมทรัพย์ ร้านอาหารเล็กๆที่เครื่องเคียงอร่อย และน้ำชิเค หวาน เย็น ชื่นใจ

จบแล้ววทู้กกกโคนนนนนนนน เป็นยังไงกันบ้าง จีมินตั้งใจเขียนมาก ดีใจที่ได้มาแชร์ประสบการณ์ดีๆให้ทุกคนอ่าน หวังว่าจะชอบกันนะคะ ใครที่เคยไปเรียนมา เหมือนหรือไม่เหมือนยังไง เล่าให้ฟังหน่อยน้า จีมินชอบอ่านเรื่องของคนอื่นเหมือนกันค่ะ คราวหน้า อยากให้บล็อกเฟรมคุงเขียนเรื่องอะไรอีก เขียนไว้ในคอมเม้นด้านล่างเลยน้าา ^^ 

ลาไปด้วยภาพวันสุดท้ายของการเรียนของเรา ถ่ายก่อนไปพิธีปิด ให้ทายว่า คนไหนคือซอนแซงนิม? คนไหนจีมิน?

ห้องเรียนภาษาเกาหลี
(ผู้ชายสองคนนั้นเค้าทำท่าเดียวกัน อะ อะ ต้องมีซัมติง)

อ่านเพิ่มเติม

  • บล็อกรีวิวการสมัครเรียนภาษาที่ม.ซอกัง : อธิบายค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาทั้งหมด การสมัคร การรับรองเอกสารจากที่ไทย
  • สำหรับเพื่อนๆที่สมัครแล้วมีคำถามเกี่ยวกับเอกสาร, ค่าใช้จ่าย, ที่พัก สารพัดคำถามที่หลังไมค์มาถาม ได้รวบรวมและตอบเอาไว้แล้วในบล็อกตอนนี้ ใครไม่อ่านตอนนี้แล้วถามเพิ่ม ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบคำถามนะ

การสมัครเรียนภาษาเกาหลี ที่ม.ซอกัง (Sogang University)

สวัสดีค่าาาา อย่าเพิ่งตกใจกันไปนะคะ เฟรมคุงไม่ได้กลายเป็นผู้หญิง เราชื่อ ‘จีมิน’ ค่ะ วันนี้มาขอใช้พื้นที่บล็อกเฟรมคุงบอกเล่าประสบการณ์การไปเรียนภาษาที่ประเทศเกาหลีในช่วงระยะเวลา 3 เดือนของตัวเองให้ทุกคนได้อ่านกัน เพราะคิดว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงมีความฝันเหมือนเรา คือ อยากไปเรียนภาษาเกาหลีต่อที่ประเทศเกาหลี แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปเรียนที่ไหนดี? ไปเรียนแล้วจะเป็นยังไงบ้าง? เตรียมตัวยากมั้ย? เรียนแล้วจะคุ้มมั้ย? หวังว่าประสบการณ์ของเราจะเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจให้ทุกคนได้นะคะ 😉

ทำไมถึงเลือกซอกัง?

ย้อนความไปเมื่อปีก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศเกาหลีรอบนี้ เราเคยไปเกาหลีมาแล้วครั้งนึง ตอนนั้นไปเที่ยวอย่างเดียว คิดว่าตัวเองมีความรู้ภาษาเกาหลีพื้นฐานแล้วนิดหน่อย พออ่านออกเขียนได้ ไวยากรณ์กับประโยคพื้นฐานก็พอได้ รอดแน่นอน พอไปถึงจริงๆ มันก็รอดนะ แต่ไม่ได้ง่ายแบบที่คิดไว้เลย แค่สั่งข้าวอย่างเดียวก็พูดได้หลายแบบแล้ว ไม่ได้มีแค่ อีกอ ชูเซโย (이거 주세요.) เหมือนในตำรา ลืมไปว่าเราไม่ได้เป็นคนพูดอยู่ฝ่ายเดียว ต้องมีการโต้ตอบ เวลาที่คนเกาหลีพูดกับเรา เราฟังเค้าไม่ทัน หรือถ้าฟังทันก็ไม่แน่ใจว่าแปลถูกมั้ย ทำให้รู้ตัวเลยว่า อยากฝึกสนทนากับคนเกาหลีจริงๆ และ อยากมีความมั่นใจเวลาพูดมากขึ้น

ตอนแรกจีมินเองก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะไปที่ไหนดี ลองหาในเว็บไซต์เยอะมาก ทั้งรีวิวไทย รีวิวต่างประเทศ ยูทูป พบว่าสถาบันภาษาในเกาหลีมีหลายที่มากกกก ก.ไก่ล้านตัว แต่สุดท้ายแล้วก็จะวนมา 3 ที่หลักๆ คือ มหาวิทยาลัยยอนเซ (Yonsei University), มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) และมหาวิทยาลัยซอกัง (Sogang University) หลังจากผ่านกระบวนการคิดอันซับซ้อน(รึเปล่า? 555) เราก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่า ซอกัง! เพราะสถาบันภาษาของที่นี่เค้าเน้นด้านการสนทนา ตรงกับจุดประสงค์ที่เราต้องการพอดี

เพื่อนจีมินที่เรียนที่สถาบันอื่นบอกว่าสถาบันของเค้าก็ดีมากเช่นกัน ค่าเรียนเอาจริงๆ ก็ไม่ต่างกันมาก แต่ละที่มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น ลองเปรียบเทียบแล้วเลือกที่ที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุดดูก่อนนะคะ 😀

มีคอร์สเรียนแบบไหนบ้าง?

คอร์สเรียนมีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความสนใจและระยะเวลาที่เรียนค่ะ เช่น KGP200 (Morning), KAP200 (Afternoon), KGP150 (Afternoon), KGP60 (Evening) เป็นต้น เลขข้างหลังหมายถึงจำนวนชั่วโมงเรียน ส่วนมากจะเปิด 3 คอร์สแรกค่ะ เข้าไปที่เว็บของสถาบันภาษาหน้าแรก คลิก Korean programs (한국어 과정) แล้วลองดูรายละเอียดของแต่ละคอร์สกันเลยค่ะ

KGP 200 กับ KAP 200 ถึงจำนวนชั่วโมงจะเท่ากัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่

  • KGP = Korean for General Purpose เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป
  • KAP = Korean for Academic Purpose เหมาะสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลี

อายุผู้เรียนของกลุ่มหลังโดยรวมจะน้อยกว่ากลุ่มแรก เพราะมีนักเรียนนักศึกษาเยอะหน่อย เราเรียนกลุ่มแรก คือ KGP อายุ 25 นี่อยู่ช่วงกลางๆของห้อง (เย่ >o<\\) นักเรียนมีตั้งแต่อายุ 10 กว่าๆไปจนถึง 30 40 คนแก่วัยทำงานก็มาเรียนด้วยนะ

ตอนแรก จีมินเผลอไปเลือกคอร์สผิด เพราะคิดว่า A ใน KAP น่าจะย่อมาจาก Afternoon (คลาสบ่าย) ที่ไหนได้มันหมายถึง Academic  ยังดีที่เค้าให้เปลี่ยนทีหลังได้ / โล่งอก – 3-’’ ดังนั้น ตั้งสตินะคะทุกคน อย่าเป็นแบบจีมิน

ปล. บางรีวิวเค้าบอกว่าระดับ 1-3 ของทั้งสองคลาส (KGP กับ KAP) ไม่ค่อยต่างกันมาก ที่ต่างคือวิชาเสริม เช่น KGP มีวิชาเลือกเสริมเป็นไวยากรณ์ การออกเสียง ส่วน KAP จะเป็น TOPIK II เป็นต้น

ระดับไหนจะได้เรียนอะไร

หลักๆมีระดับ 1-6 เหมือนสถาบันภาษาอื่นๆ

ระดับ 1 เริ่มสอนพื้นฐานใหม่ทั้งหมดเลย ตัวอักษร นับเลข ผันรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต แนะนำตัวเอง สั่งเครื่องดื่ม ถามทางฯลฯ
ระดับ 2 เริ่มเรียนรูปสุภาพ การขออนุญาต indirect speech บอกเล่าปัญหา ให้คำแนะนำ บรรยายคน ฯลฯ
ระดับ 3 เริ่มเรียนไวยากรณ์ระดับกลาง เรียนการหาที่พัก อาการเจ็บไข้ได้ป่วย ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เรื่องเล่าความทรงจำ ฯลฯ
ระดับ 4 เรียนการอธิบาย นำเสนอสั้นๆ เชิญชวน สัมภาษณ์คนดัง ฯลฯ
ระดับ 5 ทำแบบสอบถาม นำเสนอ ถกปัญหาในสังคม อธิบายความแตกต่างทางวัฒนธรรม ฯลฯ
ระดับ 6 โต้วาที นำเสนอหน้าห้อง ฯลฯ

ค่าเรียนเท่าไหร่?

คอร์ส 200 ชั่วโมง ค่าเรียนอยู่ที่   1,770,000 วอน   (ประมาณ 52,000 บาท) ถ้าสมัครเรียนเป็นครั้งแรกจะมีค่าแรกเข้าอีก 60,000 วอน (1,700 บาท) รวมๆแล้วก็ประมาณ 54,000-55,000 บาท ปาดเหงื่อกันเลยทีเดียว

เขียนเมื่อวันที่ 29/6/2561 อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

อยากจ่ายถูกลงมาหน่อย ก็มี คอร์ส 150 ชั่วโมง  1,490,000 วอน (ประมาณ 44,000-46,000 บาท) ค่าแรกเข้าเหมือนกัน คือ 60,000 วอน รวมแล้ว 46,000 บาท ถูกกว่าหลายบาทก็จริง แต่ถ้าลองคำนวณเป็นรายชั่วโมงแล้ว คอร์ส 200 ชั่วโมงคุ้มกว่านะ

คอร์ส 200 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 8,850 วอน (262 บาท) คอร์ส 150 ชั่วโมง ตกชั่วโมงละ 9,933 วอน (295 บาท) เงินทองเป็นเรื่องสำคัญ คิดซะละเอียดยิบเลย 555555

จ่ายไปขนาดนี้ ในเว็บ (หน้า Korean programs) เค้าก็เขียนบอกอีกว่า…

* Sogang Korean Language Education Center provides group health insurance to students for free.
* Students who register for KLEC programs do not have to buy insurance in home country separately.

* ทางสถาบันจะมีประกันกลุ่มให้นักเรียน ฟรี
* นักเรียนที่สมัครโปรแกรม KLEC ไม่ต้องซื้อประกันมาจากประเทศบ้านเกิด/ ดีสุดๆ!

ต่อไปเราจะมาดูวิธีการสมัครกันค่ะ…

วิธีการสมัครเรียนภาษาของสถาบันภาษาซอกัง (Sogang Univ.)

อันดับแรกสุด สมัครสมาชิก ด้านบนสุดทางขวามือ Log in > Join กรอกประวัติส่วนตัว เลขพาสปอร์ต อ่านเงื่อนไขแล้วกด Agree เป็นอันเรียบร้อย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การสมัคร เช็คชื่อครูผู้สอน เช็คชั่วโมงเรียน ขอเกียรติบัตร ดูคะแนนสอบ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่อยู่ในบัญชีต้องล็อคอิน เป็นไปได้ ห้ามลืมพาสเวิร์ด

มาดูเอกสารที่ต้องใช้กันบ้าง

ไปที่ หน้า Registration เราจะเจอข้อมูลเอกสารและสิ่งที่ต้องเตรียม หลักๆเลยมี

  • แบบฟอร์มการสมัคร (หลังจากล็อคอินเข้าระบบ)
  • รูปถ่ายใช้สำหรับบัตรนักเรียน
  • สำเนาพาสปอร์ต
  • ใบรับรองคุณวุฒิ
  • ทรานสคริปต์
  • เอกสารรับรองการเงินของตัวเราเอง หรือของผู้ปกครอง (Bank certificate of deposit balance) ไปถึงธนาคารแล้วบอกเค้าว่าขอเอกสารรับรองการเงินเอาไปสมัครเรียนต่างประเทศค่ะ สำหรับของธนาคารไทยพาณิชย์จะเรียกว่า “Statement of Financial Position for Student Visa Application” ค่ะ จะ ไม่ใช่ เอกสารดูรายการเงินย้อนหลัง เหมือนเวลาขอไปทำบัตรเครดิตอะไรแบบนั้น แต่จะแสดงยอดเงิน ณ ปัจจุบันนั้นเลย ขอแป๊บเดียวได้เลย (ต้องมีมากกว่า US $9,000 ราวๆ 297,000 บาท อันนี้ก็ต้องคอยเช็คเรื่อยๆเหมือนกันค่ะ เพราะรู้สึกมันจะเยอะขึ้นทุกปีๆ สาเหตุที่ต้องมีเงินเยอะๆ ก็คือ ค่าครองชีพที่เกาหลีสูงมาก ค่ามัดจำที่พักแพงมว้ากกๆๆๆค่ะทู้กโคนนน เค้าคำนวณเผื่อให้เรา จริงๆใช้ไม่ถึงนะ)
  • Alien Registration Card ถ้าไปเรียนแค่เทอมเดียว ไม่มีก็ได้ค่ะ (ARC เอาไปสมัครซิมโทรศัพท์ที่เกาหลีได้นะ) เราไม่มี ข้ามไป
  • ไม่ต้องใช้คะแนน TOPIK มีแค่ ใจกับเงิน พอ – 3-

เอกสารบางอย่างต้องเอาไปรับรองที่กงสุลและสถานทูต (ซึ่งในเว็บจะเขียนไว้ว่า apostille) บางคนก็บอกว่ารับรองทุกอย่างเลยเพื่อความสบายใจ แต่เรารับรองแค่ 2 อย่างค่ะ คือ “ใบรับรองคุณวุฒิ” และ “ทรานสคริปต์” (ใช้เอกสารตัวจริงเท่านั้น) แต่ใช้จริงๆแค่อย่างเดียวเอง คือ ใบรับรองคุณวุฒิ 555 ผ่านฉลุย 😀 ถ้าเอกสารไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง ซอกังจะส่งอีเมล์มาบอกเราเองค่ะ

การแปลและรับรองเอกสาร เพื่อสมัครเรียนภาษาที่เกาหลี

ก่อนเอาไปรับรองต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนนะคะ ถ้าแปลผิดเค้าจะตีกลับมาให้ไปแปลใหม่จนกว่าจะถูก ใครยังไม่ได้แปล ที่กงสุลก็มีรับจ้างแปลอยู่ค่ะ แต่จีมินคิดว่าตอนนี้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถออกเอกสารเป็นฉบับภาษาอังกฤษให้ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขอเป็นภาษาอังกฤษมาเลยค่ะ ง่ายและถูกต้องแน่นอนด้วย ^^

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ขั้นตอนการรับรองเอกสารที่กงสุลสามารถทำได้ที่ กองสัญชาติและนิติกรณ์ (นอกจากกรุงเทพฯ ก็มีที่เชียงใหม่ สงขลา อุบลราชธานี ตรวจสอบได้ที่ เว็บกรมการกงสุล http://www.consular.go.th > การรับรองนิติกรณ์เอกสาร > >> สถานที่รับรองเอกสาร) ค่าบริการชุดละ 200 บาท ถ้าขอแบบด่วนรอรับภายในวันนั้น ไปช่วงเช้ารอรับได้ตั้งแต่บ่ายสองโมงเป็นต้นไป ราคาชุดละ 400 บาท หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ค่ะ รายละเอียดดูที่ เว็บกรมการกงสุล > การรับรองนิติกรณ์เอกสาร > บริการรับรองเอกสารทางไปรษณีย์)

หลังจากนั้นต้องเอาไปให้ สถานทูตรับรอง อีกที ตรงนี้ต้องไป กทม. แล้วล่ะค่ะ ถ้าใครไม่สะดวกไปจริงๆ ฝากคนรู้จักเอาไปรับรองได้ค่ะ เอกสารที่ต้องเพิ่มไปด้วยคือ ใบมอบอำนาจ ให้คนที่เค้าจะไปยื่นเอกสารให้เรา ขั้นตอนนี้ทำไม่นานค่ะ นานสุดก็ตอนเดินทางไปสถานทูตนี่แหละ 55 ค่าธรรมเนียม 140 บาท ตกใจนิดนึง ถูกกว่าที่คิด!

เอกสารรับรองโดยกงสุล
(ที่กงสุลหรือนิติกรณ์จะได้กระดาษขาวๆแปะมา ไปสถานทูตเอาตราปั๊มปึ๊บๆ แค่นี้รับรองเอกสารก็เสร็จแล้ว ^o^// )

หากไม่สะดวกจะทำเองจริงๆ หรือขี้เกียจไปทั้งกงสุลและสถานทูต ใช้บริการรับรองเอกสารก็ได้ค่ะ กูเกิ้ลปุ๊บจะมีให้เลือกหลายเจ้ามาก ตอนแรกจีมินก็คิดว่าจะใช้วิธีนี้นะ ด้วยความที่อยู่ต่างจังหวัดจะให้ไปถึงกรุงเทพเลยก็ลำบาก แต่พอทักไปถามราคาค่าบริการรับรองเท่านั้นแหละ.. ค่าธรรมเนียมกงสุล 400 ค่าธรรมเนียมสถานทูต 800 ค่าบริการยื่นกงสุล 500 ค่าบริการยื่นสถานทูต 2,000 อ่าาาห์…… วานคนรู้จักดีกว่าโนะ 55555 #ทีมงบน้อยแต่จะเรียน

เตรียมเอกสารเสร็จแล้ว สแกนเก็บไว้ในคอมเลยนะคะ .jpg .pdf ได้หมดเลย เพราะเราต้องเอาไฟล์ที่สแกนไปอัพโหลดตอนสมัคร ทำไว้แต่แรกก็จะสบายทีหลัง

‘แย่แล้ว! เอกสารยังไม่ทันรับรองเลย ทำไงดี จะสมัครทันมั้ยเนี่ย?’ ไม่เป็นไรค่ะ เริ่มสมัครก่อนได้ค่ะ เอกสารรับรองไปอัพโหลดตอน Step 4 นู้นแน่ะ ยังพอมีเวลา

เกริ่นมาก็นานแล้ว มาค่ะ มาเริ่มสมัครของจริงกันดีกว่า

วิธีการสมัครบนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยซอกัง

  • อันดับแรกสุด เข้าเว็บของ สถาบันภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยซอกัง แล้วกด Login (ขวาบน)
  • เลือกหน้า Online Application เลื่อนลงมาข้างล่างจะเจอปุ่มน้ำเงินๆ แล้วจิ้มเลย
    หรือหัวมุมขวาของเว็บ กด MYPAGE ก็ได้เหมือนกันค่ะ
    หลังจากนั้น จะเจอขั้นตอนการสมัครทั้งหมด 10 ขั้นตอน ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นภายในพริบตาเดียว ใช้เวลาค่อนข้างนาน เรารอเกือบเดือนเลย เพราะฉะนั้นอยากให้ดูเดดไลน์วันสมัครให้ดีๆ เดี๋ยวจะไม่ทันการเอานะคะ (ถ้าเทอมไหนนักเรียนในคอร์ส 200 ชั่วโมงล้นแบบท่วมท้น สถาบันอาจให้เราไปเรียนคอร์ส 150 ชั่วโมงแทนก็ได้ เพราะฉะนั้น เผื่อเวลาดีๆนะคะ) วิธีการเช็คกำหนดการที่ง่ายที่สุด คือ เปิดหน้าแรก ดูตรงสี่เหลี่ยมขวามือด้านล่างค่ะ จะมีบอกคอร์สเรียนที่เปิดรับสมัคร ช่วงที่เรียน วันหยุด (เผื่อคนจะซื้อตั๋วไปเที่ยว) และวันรับสมัครวันสุดท้าย หรือจะดูจากตารางหน้า Programs (프로그램) ก็ได้ค่ะ
  • Step 1 Class selection เลือกคอร์สที่ต้องการจะเรียน เช็ควันเวลาเรียน และค่าสมัครทางด้านขวาให้เรียบร้อย เสร็จแล้วกด Save ไปหน้าต่อไปได้เลย
  • Step 2 Choose term เช็คปี เทอมที่เรียน เลือกสัญชาติ แล้วกด Save ไปหน้าต่อไป
  • Step 3 Write application กรอกชื่อ เพศ วันเกิด อีเมล ข้อมูลพาสปอร์ต ฯลฯ ช่องวีซ่าใครไม่มีก็กด No Visa ค่ะ ขั้นตอนนี้เอกสารที่ต้องอัพโหลดมีสำเนาพาสปอร์ต และรูปถ่าย ขอให้เลือกรูปสวยๆ อัพแล้วจะกลับมาแก้ใหม่ไม่ทันแล้วค่ะ ลองมาแล้ว T^T ถึงระบบมันจะเซฟรูปใหม่ไป แต่รูปที่โผล่ในบัตรนักเรียน คือ อันที่เซฟไปอันแรกสุด พูดแล้วก็น้ำตาจะไหล
  • Step 4 Attachment ถึงขั้นตอนนี้ ต้องรอหน่อยค่ะ ทางซอกังจะส่งอีเมลไปบอกว่าเอกสารที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง พออัพโหลดทุกอย่างเรียบร้อย ก็กด Save แล้วรอขั้นตอนต่อไป
  • Step 5 Registration ทางมหาลัยจะตรวจสอบเอกสาร อาจใช้เวลานิดหน่อยเช่นกันค่ะ เพราะนักเรียนค่อนข้างเยอะ อาจารย์บอกว่าคนสมัครเป็นพันเลย ถ้าเกินหนึ่งอาทิตย์ไปแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า ให้ส่งอีเมลไปถามเค้าได้เลยค่ะ sgklec2@sogang.ac.kr ตอบไว ประทับใจ
  • Step 6 서류보완 หากทางมหาลัยต้องการเอกสารเพิ่มเติม เค้าจะมาบอกในขั้นตอนนี้เองค่ะ ส่วนมากถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็ผ่านไปขั้นตอนต่อไปได้เลย
  • Step 7 Payment Guide เค้าจะอธิบายรายละเอียดและวิธีการจ่ายเงินให้เรา โอนเข้า Woori Bank ตามจำนวนที่บอกในหน้านั้น สามารถจ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เยน ยูโร หรือเงินวอนเลยก็ได้ สำหรับสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่เงินวอน ขาดเหลือเพิ่มเติมยังไง เค้าจะแจ้งเราภายหลังค่ะ เพื่อนเราได้เงินคืนส่วนที่จ่ายเกินไปตอนเปิดเทอม / ถ้าใครมีคนรู้จักอยู่ที่เกาหลีก็ โอนเงินเข้าบัญชีไทยแล้วให้เค้าจ่ายเงินวอนให้เราก็ได้นะคะ ตอนโอนบอกให้เค้าใส่ชื่อเราไปก็เป็นอันเรียบร้อย ใครไม่มีก็โอนเองได้ค่ะ สบายมาก 😀 โอนเสร็จอัพโหลดสลิปแล้วก็กด Request for Payment Check จากนั้นรอมหาลัยตรวจสอบการโอนเงิน เหมือนเดิมค่ะ ถ้ารอนานแล้วยังไม่มีอัพเดตใดๆ ส่งอีเมลไปถาม sgklec2@sogang.ac.kr เรารอเกิน 1 อาทิตย์เลยส่งเมลไปถาม วันต่อมาเค้าก็จัดการให้เรียบร้อยเลย ขั้นตอนนี้เสร็จรู้สึกเหมือนก้าวเท้าเข้าซอกังไปแล้ว เย่!

    รายละเอียดการชำระเงิน
  • Step 8 Level test ถ้าใครที่มีพื้นฐานแล้ว อ่านออกเขียนได้ ไม่อยากเรียนระดับแรก อย่าลืมกด Visit น้าา ไม่งั้นได้ไปเรียนระดับ 1 ใหม่ จดวันที่สอบกับเวลาไว้ด้วยนะคะ /ใช้เวลาสอบสั้นแต่อัดเน้นไปด้วยคุณภาพจริงๆ!!
  • Step 9 Admission Letter คนที่จะลงเรียน 2 เทอมหรือมากกว่านั้นต้องใช้ student visa (D-4) ให้เขียนอีเมลไว้ ซอกังจะส่งเอกสารที่ใช้สมัครวีซ่ามาให้เรา ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ จีมินเรียนเทอมเดียว เลยข้ามขั้นตอนนี้ไปค่ะ
  • Step 10 Complete เรียบร้อยแล้วค่ะ เริ่มเก็บกระเป๋าได้เลย!!! (รีบมาก 5555)

คราวหน้า จะมาเล่าประสบการณ์ตั้งแต่วันสอบวัดระดับไปจนถึงวันสุดท้ายของการเรียน ใครที่สนใจหรือยังไม่แน่ใจว่าซอกังจะเหมาะกับเรามั้ย รอติดตามตอนหน้านะคะ ได้คำตอบแน่นอน 오늘은 여기까지.. 안녕! ^^

อ่านต่อ

  • สำหรับเพื่อนๆที่สมัครแล้วมีคำถามเกี่ยวกับเอกสาร, ค่าใช้จ่าย, ที่พัก สารพัดคำถามที่หลังไมค์มาถาม ได้รวบรวมและตอบเอาไว้แล้วในบล็อกตอนนี้ ใครไม่อ่านตอนนี้แล้วถามเพิ่ม ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบคำถามนะ

4 เว็บไซต์ที่จะช่วยอัพสกิลภาษาเกาหลี สำหรับนักเรียนไทย

0

 

เรียบเรียงมาให้สำหรับใครที่กำลังศึกษาภาษาเกาหลีอยู่ และอยากจะเสริมการเรียนรู้โดยเฉพาะการท่องจำคำศัพท์ภาษาเกาหลี ถ้ามัวมาเปิดพจนานุกรมเป็นเล่มๆก็อาจจะเสียเวลาและอีกอย่างอาจจะไม่มีข้อมูลเยอะด้วยข้อจำกัดของกระดาษ เนื้อหาในตอนนี้เลยจะขอนำเสนอเว็บไซต์ที่คิดว่ามีประโยชน์สุดๆสำหรับการเรียนภาษาเกาหลี และที่ผมมักจะใช้อ้างอิงในการทำงานด้วยครับ มาเริ่มต้นกันที่เว็บแรกกันเลย …

1. KMARU

(http://kmaru.com/krdic/)

เว็บไซต์พจนานุกรม ภาษาเกาหลี Kmaruเป็นเว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ ที่อธิบายความหมายไว้หลายภาษารวมถึงภาษาไทย คำแปลภาษาไทยค่อนข้างอธิบายสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจนหลายคำ และที่ดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์นี้ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ในการเรียนภาษาเกาหลีคือ มีกลุ่มคำศัพท์ที่ควรจำคู่กัน เช่น ค้นหาคำว่า 신문 (หนังสือพิมพ์) ก็จะมีคำที่ควรจำคู่กัน อย่างเช่น

신문 한 부. (หนังสือพิมพ์ หนึ่ง ฉบับ – ก็จะสอนลักษณะนาม)
신문 보도. (ข่าวหนังสือพิมพ์)
신문을 구독하다. (ติดตามรับ หนังสือพิมพ์)
신문을 발행하다. (ออก หนังสือพิมพ์)
신문을 보다. (อ่าน/ดู หนังสือพิมพ์)

ผลการค้นหาจริงๆ จะไม่มีอธิบายภาษาไทยในวงเล็บให้ (แต่ก็สามารถเอาไปค้นต่อได้ไม่ยาก) เพียงแต่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างเฉยๆว่า คำศัพท์ที่เอามาอธิบายเพิ่มเหมาะกับการจำคู่กันจริงๆ เวลาที่เราเอาไปใช้ก็สามารถนำกริยา หรือคำคุณศัพท์ มาใช้ได้เหมาะสมกับคำนั้นๆ

ทุกคำศัพท์จะมีตัวอย่างประโยค 2-3 ประโยค แสดงถึงวิธีการใช้ (ซึ่งไม่ใช่เป็นประโยคที่ยากมาก)
และมีตัวอย่างบทสนทนา ที่ใช้คำศัพท์นั้น ซึ่งเป็นประโยคที่พบเห็นในชีวิตประจำวันจริงๆ

ตัวอย่างประโยค ภาษาเกาหลี
ตัวอย่างประโยคจากเว็บ KMARU พร้อมกับบทสนทนาที่มีคำที่เราค้นหา

ตอนช่วงที่เรียนภาษาจึงชอบเว็บนี้เป็นพิเศษ

ข้อจำกัดของเว็บนี้ : ไม่สามารถค้นหาคำศัพท์เกาหลีด้วยภาษาไทยได้ (เว็บที่หาได้จะเป็นข้อ 2,3) และ ถ้าค้นหาคำศัพท์ที่เขียนเหมือนกันแต่มีหลายความหมาย (เพราะรากตัวอักษรจีนต่างกัน) จะใช้เวลาค้นหานานหน่อย

2. Daum Dictionary

(http://dic.daum.net/index.do?dic=th)

พจนานุกรมเกาหลี ออนไลน์ Daum
เว็บนี้เป็นของ Daum เว็บไซต์พอร์ทัลชื่อดังของเกาหลีอีกค่าย จริงๆก็เพิ่งจะมามี (ตอนที่เราเรียนภาษาจบแล้ว) จุดเด่นคือสามารถค้นหาคำศัพท์ภาษาเกาหลีด้วยภาษาไทยได้ และให้การค้นหาที่รวดเร็วมาก สามารถหาคำแปลกๆ สำนวนไทย (บางอย่างได้)

ดังตัวอย่างการค้นหา สำนวนไทย “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” ก็จะอธิบายว่า ความหมายแบบแปลตรงตัว แปลว่าอะไรในภาษาเกาหลี และความหมายในเชิงสำนวน ขวามือก็จะมีตัวอย่างประโยค เทียบให้ดูว่าภาษาเกาหลีมีสำนวนที่คล้ายกันอยู่ด้วย

ค้นหาสำนวนไทยใน Daum เว็บพจนานุกรมเกาหลี
บอกความหมายและมีอ้างอิงให้ดูด้วยว่าภาษาเกาหลีมีสำนวนคล้ายกันกับสำนวนไทยนี้

นอกจากนี้อาจจะได้เจอคำศัพท์แปลกๆระหว่างการค้นหา ที่คนไทยอาจจะไม่รู้เยอะ เพราะเล่นยกฐานข้อมูลคำศัพท์ของพจนานุกรมที่เขียนโดยมหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก (Hankuk University of Foreign Studies) กว่า 6 หมื่นคำมาบรรจุเอาไว้เลย

ตัวอย่างคำค้นหาในเว็บไซต์พจนานุกรมเกาหลี
ตัวอย่างการค้นหาคำว่า 충격 ที่มีความหมายหลากหลายตามบริบทภาษาไทย (ถูกเล่นงานเสียหมอบคืออะไรอะ 555)

เป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนภาษาเกาหลีและทบทวนภาษาไทยไปในตัวด้วยเลย

3. NAVER Dictionary

(http://dic.naver.com)

พจนานุกรมภาษาไทยของ NAVER
ถ้าต้องการค้นหาเสียงคำอ่าน คำตรงข้ามหรือคำที่มีความหมายเดียวกัน ต้องค้นหาแบบ แปลเกาหลี เป็น เกาหลี

พอ Daum เปิดตัวพจนานุกรมได้สักพัก NAVER ก็ตามมาติดๆ เปิดตัวพจนานุกรมภาษาไทยมาเหมือนกัน แต่ส่วนตัวรู้สึกว่ายังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เว็บยังดูไม่ค่อยน่าอ่าน แต่ว่าเว็บนี้จะให้ข้อมูลดีเกี่ยวกับเรื่อง “การออกเสียง” เพราะคำศัพท์ภาษาเกาหลีบางคำที่ควบเสียง การเอาคำศัพท์ไปค้นหาในเว็บนี้แบบ เกาหลี-เกาหลี จะบอกคำอ่าน และการอ่านออกเสียงที่ถูกต้อง รวมไปถึงการหาคำที่มีความหมายตรงข้ามหรือคำที่มีความหมายเหมือนกัน ในเว็บไซต์พจนานุกรมของ NAVER จะครอบคลุม และหาง่ายกว่า

นำคำศัพท์ไปค้นหาในพจนานุกรมเกาหลี-เกาหลี ก็จะได้รายละเอียดแบบนี้ มีทั้งการอ่านออกเสียงและคำที่มีความหมายเหมือนกัน

ไม่พอเว็บ NAVER จะมีข้อมูลที่เป็น Open Dictionary หรือส่วนที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเข้ามาอธิบายหรือให้ความหมายเพิ่มเติมได้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคำสแลง (속어) หรือคำใหม่ๆ (신조어) แต่ก็อาจจะได้ความหมายที่เป็นภาษาเกาหลีให้เราไปแปลความหมายหรือถามเพื่อนคนเกาหลีกันต่อไป

Open dictionary – ที่ให้คนทั่วไปเข้ามาเติม หรือถามคำศัพท์ที่สงสัยได้

4. NAVER CAST (네이버 캐스트)

(https://terms.naver.com/list.nhn?cid=58737&categoryId=58737)

เป็นเว็บที่เรียบเรียงบทความไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น สถาปัตยกรรมศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, วรรณกรรม ฯลฯ ความยากง่ายก็คละๆกันไป ลองเริ่มจากเรื่องที่ดูแล้วน่าสนใจ ซึ่งการได้อ่านบทความจากหลากหลายด้านนี้แหละจะเป็นประโยชน์มากกับการทำข้อสอบ TOPIK โดยเฉพาะพาร์ทการอ่าน ที่เราไม่สามารถเดาได้เลยว่าบทความที่ออกจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ สังคม หรือหมวดหมู่ไหน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องเตรียมตัวไปให้ครบทุกด้าน

+1 แถม

5. พจนานุกรมจากสถาบันภาษาเกาหลีแห่งชาติ

(https://krdict.korean.go.kr/tha/mainAction)

เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ (เลยลืมสนิทเลยว่ามีอีกเว็บที่ให้ข้อมูลค่อนข้างครบถ้วน) สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาเกาหลี และให้ความหมาย ตัวอย่างประโยคที่ครบถ้วน มีคำอ่าน (เหมือนรวมฟังก์ชันของเว็บแรกและเว็บที่สองเข้าไว้ด้วยกัน) รวมไปถึงผู้ที่เรียนระดับสูงสามารถค้นหารากคำศัพท์จากตัวอักษรจีน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

ตัวอย่างการค้นหาด้วยคำค้นหาภาษาไทย มีรายละเอียดและตัวอย่างประโยคภาษาเกาหลีให้

ไม่พอเมื่อคลิกเข้ามาดูรายละเอียดของคำนั้นๆ ก็มีตัวอย่างประโยคและคำพ้องความหมาย (Synonym) และคำตรงข้าม (Antonym) ให้ได้จำไปเป็นชุดๆได้อีกด้วย

อธิบายความหมายจากไทย เป็นเกาหลี ตัวอย่างประโยค และรายละเอียดคำที่มีความหมายเหมือนกัน และคำตรงข้าม

เพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาคำศัพท์

ถ้าหาคำไหนไม่เจอ ให้ลองหาเว็บไซต์อื่นประกอบดู 1-2-3 ตามลำดับครับ เพราะว่าฐานข้อมูลของแต่ละเว็บไม่เหมือนกัน และคำที่อยู่ในรูปที่ผันแล้วอาจจะค้นหาไม่เจอ ให้ใช้รูปก่อนผันจะหาง่ายที่สุด

ย้อนกลับไปแต่ก่อน การค้นหาความหมายคำศัพท์ภาษาเกาหลีแต่ละคำก็ไม่ได้ง่ายเลย ต้องหาเป็น Talking dictionary หรือเป็นพจนานุกรมเล่มๆ เพื่อมาหาความหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามพอสมควร แต่คิดว่าปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกอยู่เยอะมาก และรวบรวมสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาภาษาเกาหลี ก็หวังว่าบทความตอนนี้จะทำให้การเรียนภาษาเกาหลีสะดวกและง่ายขึ้นนะครับ

อย่าลืมแชร์บทความนี้ไปให้เพื่อนๆที่กำลังเรียนภาษาเกาหลีด้วยล่ะ ^_^