Home Blog Page 3

เที่ยวฟุกุโอกะ 2019 หน้าหนาว 5 วัน 4 คืน 3 เมือง (ตอนที่ 2)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว… เราอยู่ที่เมืองแห่งเรียวกัง Yufuin ครับ และกำลังจะมุ่งหน้าสู่เมืองบ่อน้ำพุเดือดอย่าง Beppu

เดินทางจากยูฟุอิน Yufuin ไปเบปปุ Beppu

ใช้เวลาเดินทางประมาณ​ 1 ชั่วโมงครับ และเราก็สามารถเดินทางได้หลายวิธีเช่นกัน จะนั่งรถบัสจาก Yufuin Bus Station ไปลงที่ Beppu station ก็ได้ (900 เยน) หรือจะนั่งรถไฟไปก็ได้ สำหรับคนที่จองพาสก็แน่นอนว่าควรเดินทางไปกับรถไฟเพื่อความคุ้มค่า โดยรถไฟขบวนที่ผมเลือกนั่งเป็น ขบวน Limited Express Yufu 1 เที่ยว 10.03 น. ถึง Beppu 11.04 น. (การจองตั๋วรถไฟผมทำมาตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดการจองได้จากบล็อกในตอนแรกนะครับ มีเขียนอธิบายเอาไว้)

ก็นั่งยาวไปเรื่อย ๆ เมื่อใกล้ถึง Beppu ก็จะมีวิวทุ่งหญ้า ทุ่งนา และทะเล เต็มอิ่มเลยก่อนถึงสถานี

ก่อนจะถึงก็แบกความหิวมาไว้ด้วยตลอดทาง ระหว่างทางไป Beppu ก็ได้ค้นหาร้านอร่อยไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มาเจอกับร้านซูชิราคาประหยัดที่ชื่อ Kame-cho หลายคนรีวิวว่ารสชาติเยี่ยมและไม่แพง ก็อยากจะลองไปซะหน่อย ทำการบ้าน หาเส้นทางอย่างดี เพิ่งมารู้ว่าวันที่เดินทาง (วันพุธ) ร้านปิด !! fail จนต้องขอไปแก้มือที่ร้านอื่น (ใครที่ติดตามบล็อกของผม ฝากไปกินแทนด้วยนะครับ คลิกที่ชื่อร้านมีลิงก์อยู่) แต่ตอนนั้นก็ไม่หมดความพยายามหาร้านกินร้านอื่นต่อไป ก็มาเจอกับสารพัดร้านอาหาร ที่อยู่ใกล้กับป้ายรถบัสไปเมือง Kannawa

ถึงสถานี Beppu

ต้องบอกก่อนว่าบริเวณรอบ ๆ สถานี Beppu สถานที่ท่องเที่ยวอาจจะน้อย เมื่อเทียบกับบริเวณ Kannawa ซึ่งเป็นจุดที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวเดินทางไปดูบ่อน้ำพุร้อนกันครับ ตามรีวิวต่าง ๆ ที่ไปชมบ่อน้ำพุเดือด น้ำพุนรกนี่ เขาจะหมายถึงโซน “คันนาวะ (Kannawa)” กันครับ ถ้าให้ดูแผนที่ความใกล้-ไกลระหว่างสองโซน ก็จะพอเห็นได้จากภาพนี้

Beppu Kannawa City map
แผนที่ระหว่างสถานี Beppu และบ่อน้ำพุเดือด ดูเหมือนไกลแต่จริง ๆ ห่างกันไม่มาก

แต่การเริ่มต้นจากสถานี Beppu ก็จะได้ความสะดวกในเรื่องฝากกระเป๋า, เป็นสถานที่ตั้งของสถานี JR ที่เราสามารถมาจองตั๋วรถไฟขากลับล่วงหน้าได้ (เผื่อว่าใครยังไม่ได้จอง), มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ เผื่อว่าหิวจัดก็มีร้านอาหารอยู่ที่สถานี

Locker storage at Beppu station
ล็อคเกอร์สำหรับฝากกระเป๋า ที่สถานี Beppu ราคาตั้งแต่ 600 เยน – 900 เยน ไม่มีเหรียญก็สามารถไปแลกได้ที่เคาน์เตอร์ JR

รวมไปถึงการซื้อพาสสำหรับนั่งรถบัสเที่ยวชมบ่อน้ำพุแต่ละบ่อ เราสามารถมาซื้อพาสสำหรับนั่งรถบัสไม่จำกัดได้ในราคา 900 เยน พร้อมกับขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเส้นทางการเดินชมได้จุดประชาสัมพันธ์ของสถานี Beppu

ด้วยความที่เวลามีจำกัดและไม่ได้ต้องการเข้าไปชมบ่อน้ำพุครบทุกบ่อ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 บ่อ และแต่ละบ่อมีค่าเข้าชม 400 เยน เลยตัดสินใจ ขอเลือกบ่อไฮไลท์ ๆ สักหนึ่งบ่อ พอให้ได้รู้ว่าเป็นยังไงครับ (ใครอยากดูครบทุกบ่อ เห็นว่ามีพาสราคา 2,000 เยนจำหน่ายด้วย)

เดินทางจากสถานี Beppu ไปบ่อน้ำพุเดือด

การเดินทางจากสถานี Beppu ไปยัง Kannawa ก็ให้มารอที่ป้ายรถบัสหมายเลข 3 ฝั่งทิศตะวันตก (West) ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวต่อแถวรอขึ้นรถเต็มไปหมด

รถบัสไปชมบ่อน้ำพุเดือด จุดขึ้น ฟุกุโอกะ

การนั่งรถบัสของที่นี่ก็จะเหมือน ๆ กับการนั่งรถบัสในญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไป คือการขึ้นจากทางประตูด้านหลังและออกประตูด้านหน้า สำหรับใครที่ไม่มีบัตร IC Card หรือบัตรเดินทางก็จะต้องดึงแผ่นกระดาษ​ ที่ประทับหมายเลขป้ายที่ขึ้น โดยเราจะต้องเอากระดาษนี้ไปแสดงให้กับคนขับและชำระเงินตามจำนวนที่ขึ้นอยู่บนป้ายไฟ โดยจะต้องเตรียมเหรียญชำระให้เพียงพอ เพราะเครื่องจะไม่ทอนเงินหากชำระด้วยธนบัตรตั้งแต่ 2,000 เยนขึ้นไป สำหรับใครที่มีพาสสำหรับนั่งรถบัสเข้าใจว่าแค่แสดงให้คนขับตอนลงจากรถก็น่าจะเพียงพอ และใครที่มีบัตรเดินทาง IC Card ให้แตะบัตรก่อนขึ้นรถ และแตะบัตรอีกครั้งตอนลงจากรถครับ

ป้ายแสดงค่าโดยสาร รถบัส ญี่ปุ่น
หน้าจอแสดงค่าโดยสาร คิดตามระยะทาง โดยจะเพิ่มมูลค่าเรื่อย ๆ เมื่อระยะทางไกลขึ้น (ใครที่มีบัตร IC Card ไม่ต้องดูป้ายนี้ก็ได้ แตะตอนขึ้นและลงอย่างเดียว)

เดินทางมาถึง ป้าย Kannawa ซึ่งนั่งไปประมาณ​ 20 นาที ในรถมีเสียงประกาศชัดเจนก็ไม่ค่อยยากเท่าไหร่ ให้อาศัยดูแผนที่ตามไปด้วย หรือลองมอง ๆ เดินตามนักท่องเที่ยวคนอื่น

มาถึงแล้วก็เดินย้อนไปทางซอยที่หน้าปากซอยเป็นป้ายฝั่งขากลับไปสถานี Beppu

ขากลับไปสถานี Beppu ให้สังเกตป้ายรถอันนี้ (แต่ผมขากลับไปสถานีไปนั่งที่หน้าบ่อน้ำพุเดือดครับ)

ตรงนี้จะเป็นเส้นทางไปร้านอาหารที่หาเอาไว้ เป็นร้านยอดนิยมที่คนชอบมาเพราะว่าเป็นเมนูนึ่ง ๆ เห็นไอน้ำเต็มไปหมด เข้ากับคอนเซ็ปต์ของเมืองนี้ที่ไปตรงไหนก็มีแต่ไอน้ำลอยออกมาตามท่อต่าง ๆ

Kannawa
รูปนี้ไม่ใช่ป้ายบัส Kannawa แต่เดินออกมานิดหน่อย ต้องการโชว์ให้เห็นว่า ถนนเส้นนี้เดินไปทางไหนก็เห็นแต่ไอลอยมาตามท่อ

ร้านรวมมิตรนึ่ง Jigo Kumu Shikobo

ร้านสังเกตไม่ยากครับ เพราะมีน้ำตก และบรรดานักท่องเที่ยวที่ต่อคิวเพื่อมารอทานอาหารเที่ยง ให้เข้าไปเขียนชื่อและบอกจำนวนคนกับพนักงานครับ และเขาจะให้หมายเลขคิวกับเรา และบอกให้เราไปเลือกออเดอร์อาหารได้จากตู้กด ข้างหน้าก็จะมีเมนูภาษาอังกฤษให้เราไปดูก่อน อยากกินเมนูไหนก็ใส่เงินเข้าไปในตู้ และเลือกได้ตามใจชอบ เมื่อกดแล้วตั๋วอาหารก็จะออกมา

เมนู

รอจนเรียกคิวครับ จากนั้นก็แสดงคูปองให้กับที่ครัว เขาก็จะเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ให้ลงในถาด พร้อมกับนาฬิกาจับเวลา ยกถาดเข้าไปในครัว ตามหมายเลขของหม้อนึ่ง ก็จะมีพนักงานคอยดูแล และบอกว่าถาดไหน ใช้เวลาต้มเท่าไหร่ ในนั้นก็จะมีถุงไม้ถุงมือให้เราได้มีกิจกรรมถ่ายรูปกับอาหาร หย่อนลงไปในหม้อต้มเสร็จก็กลับมาเตรียมอุปกรณ์การกิน ตะเกียบ น้ำจิ้มไว้รอ

หน้าตาก่อนเอาไปลงในหม้อต้ม

เมนูที่สั่งมาเป็นเมนูสแตนดาร์ดของร้าน เห็นเขียนว่าได้รับความนิยม ขอตั้งชื่อภาษาไทยว่า รวมมิตรนึ่งนรก (Treasure Box Steamed from Hell) ราคาอยู่ที่ 2,000 เยน เป็นเมนูสารพัดผัก หมูนิดหน่อย และซาลาเปา  ส่วนอีกถาดหนึ่งที่สั่งเป็น เซ็ตหมูชาบู​ 1,500 เยน อันนี้ก็เป็นหมูแผ่นมากับผัก และเติมข้าวสวยอีกนิดหน่อยเพื่อความอิ่ม ยังไม่รวมค่านึ่งอีก 340 เยน ซึ่งต้องกดจากตู้เพิ่ม

เมนูมื้อเที่ยง ฟุกุโอกะ

ได้ชิมรสชาติก็อร่อย เป็นเมนูนึ่งที่อาจจะรู้สึกว่าหากินได้ทั่ว ๆ ไปในบ้านเรา และเทียบกับราคาผมก็รู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ เทียบกับปริมาณและความอร่อย แต่ด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยวแบบนี้ การหาอะไรกินก็อาจจะยาก เว้นแต่เป็นเมนูง่าย ๆ ข้างทาง อันนี้อาจจะพอหาได้ตลอดเส้นทาง แนะนำให้กินกันมาเรียบร้อยจากในเมือง (ไปเจอหนังสือท่องเที่ยว เขาก็คอนเฟิร์มอีกเสียงว่าโซนนี้หาของกินยาก เทียบกับแถว ๆ สถานี Beppu)

บ่อทะเลเดือด Sea Hell (Umi Jigoku)

เดินออกมาฝั่งตรงข้าม ตามเส้นทางใน Google Maps มาเรื่อยๆ ก็จะเป็นทางเดินไปยังบ่อน้ำพุเดือดทั้งหลาย เริ่มต้นก็เจอกับบ่อจระเข้ ที่ก็มีจระเข้ให้ดูจริง ๆ อันนี้แอบไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เดินไปเดินมา ก็ไม่รู้จะเข้าไปตรงไหน เลยสุ่มไปดู บ่อทะเลเดือด (Sea Hell – Umi Jigoku) โดยการเดินตรงไปตามแผนที่เรื่อย ๆ และซื้อตั๋วเข้าไปเข้าชม 400 เยน

From Umi Jigoku to Beppu station
ทางเข้าชมบ่อน้ำพุ Umi Jigoku เลี้ยวขวาก็คือประตูทางเข้า แต่อยากให้สังเกตดี ๆ ว่ามีคนกำลังต่อแถวขึ้นบัสอยู่ จุดตรงนี้แหละเป็นจุดที่นั่งรถบัสขากลับไปสถานี !

เข้ามาแบบไม่มีข้อมูลอะไรทั้งนั้น ข้างในก็มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก มีจุดขายของที่ระลึก แกลอรี่ที่รวมประวัติและสินค้าที่สามารถหาซื้อได้จากบ่อน้ำพุแห่งนี้ ..​

บ่อน้ำพุก็เรียกว่าเป็นไฮไลท์หน่อย เพราะขนาดก็ใหญ่และมีควันพุ่งออกมาตลอดเวลา กลิ่นก็อาจจะเหม็น ๆ หน่อย ๆ ของโคบอลต์แนะนำว่าไม่ควรเอาหน้าไปสัมผัสหรืออยู่เป็นเวลานาน เพราะกลิ่นจะตลบอบอวลและรู้สึกวิงเวียนกันได้

เข้ามานั่งพักขาข้างในร้านขายของที่ระลึก ก็มาเจอกับ “พุดดิ้ง” ของที่นี่ ด้วยความที่เป็นคนชอบกินพุดดิ้ง เลยลองสั่งมากินดู มันอร่อยมาก ราคา 300 เยน เป็นพุดดิ้งที่ค่อนข้างเน้นไปทางไข่ จะให้ความรู้สึกเหมือนกินไข่ตุ๋นหน่อย ๆ แต่ส่วนใต้สุดที่ออกหวาน ๆ (เข้าใจว่าเป็นน้ำตาล) อันนี้ออกขมปนหวาน เข้มข้น รู้สึกชอบเป็นการส่วนตัวจัดการไปหมดอย่างรวดเร็ว

เดินเล่นอยู่ในนี้ไปสักพักและเทียบกับเวลารถบัสที่วิ่งกลับไปยังสถานี Beppu อยู่เรื่อย ๆ ด้วยความขี้เกียจเดินย้อนกลับไปที่ป้าย Kannawa ก่อนเข้ามาที่บ่อน้ำพุแห่งนี้ก็ได้สังเกตว่ามีป้ายรถบัสอยู่หน้าบ่อ ป้ายนี้จะชื่อว่า “Umi Jigoku Mae” ก็ให้มารอรถจากตรงนี้ได้เลย มีวิ่งผ่านอยู่หลายสาย (สามารถนั่งสาย 5 หรือ 7 ได้)​ รอบรถให้ไปเช็คจากแผนที่รถบัส ที่สามารถขอได้จากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว สถานี Beppu

ใช้เวลาประมาณ​ 15 นาที ก็กลับมาที่สถานี Beppu ก็ได้ใช้เวลาระหว่างรอรถไฟ Sonic 48 กลับ Hakata รอบ 17.18 น. นี้ นั่งพักผ่อนอยู่ในร้านคาเฟ่ชื่อว่า Italian Tomato อยู่ในสถานีเลย มีจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม เลยมาเติมน้ำตาลให้กับร่างกาย กลัวว่าความหิวจะทำให้หมดพลังไปเสียก่อน

Cafe Italian Tomato Beppu station

นั่งรถไฟ Sonic กลับ Hakata ก็สัมผัสได้ว่ารถขากลับนี้เร็วมากครับ เรียกว่าโยกแยกกันตลอดทั้งทาง ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 2 ชั่วโมง 12 นาทีครับ

โดยเมื่อรถไฟผ่านถึงสถานี Kokura จะมีการเปลี่ยนผังที่นั่งใหม่ เปลี่ยนทิศของรถไฟ จึงมีการประกาศผ่านเสียงตามสายให้เราหันทิศของเก้าอี้ไปอีกทิศหนึ่งด้วย เราสามารถเหยียบด้านล่างของเบาะเพื่อปรับเก้าอี้ไปอีกทิศ (เริ่มเห็นคนเขาปรับ ๆ ก็สามารถปรับตามเขาได้ครับ ไม่งั้นเราจะได้หันหน้าไปเจอกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ )

กลับมายัง Hakata

เมื่อถึง Hakata แล้ว ด้วยความรู้สึกติด ๆที่วันนี้ไม่ได้กินซูชิเมือง Beppu เลยคิดว่าจะมาหาร้านกินที่ Hakata ค้นไปค้นมาก็พบว่ามีร้านซูชิราคาเด็ด เริ่มต้นที่ 100 เยน (ไม่รวม VAT)  ที่ชื่อว่า “Uobei Sushi” เป็นเฟรนไชส์ซูชิสายพาน ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของตึก Yodabashi ที่เป็นร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตึก  Yodobashi จะอยู่หลังสถานี Hakata ครับ ลองถามเส้นทางจากประชาสัมพันธ์ก็ได้ (เพราะตอนแรกก็งงเส้นทางเหมือนกัน เดินวนประมาณ 3 รอบจนสุดท้ายยอมแพ้ขอไปถามให้ชัวร์เลยดีกว่า)

ขึ้นมาชั้น 4 ของอาคารนี้ Yodobashi เข้าไปกดบัตรคิว แล้วลงมาเดินเล่นดูของใช้ Gadget อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ชั้นล่าง ประมาณครึ่งชม. ก่อนจะกลับขึ้นมารอต่ออีก 10 นาที ใช้เวลารอคิวไปทั้งหมด 40 นาที สำหรับการบอกลำดับคิว เขาจะมีหน้าจอบอกเลขคิวปัจจุบันอยู่หน้าร้าน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องฟังเสียงประกาศ เมื่อเขาเรียกแล้ว เราก็จะไปนั่งตามหมายเลขที่เขากำหนดเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มสั่งกันได้เลย

ไปถึงก็จะเป็นมุมใครมุมมัน มีหน้าจอสำหรับสั่งอาหารแยกชัดเจน ไปกับเพื่อน ๆ ก็จอใครจอมันเลย

ลักษณะก็คือให้เลือกจากหน้าจอ มีเมนูภาษาอังกฤษให้ เลือกโดยการจิ้ม โดยสามารถสั่งได้มากสุดครั้งละ 4 จาน เมื่อคอนเฟิร์มรายการสั่งซื้อ ไม่นานก็จะมีรถไฟขนซูชิมาเสิร์ฟถึงหน้าเราเลย เมื่อเอาจานออกเสร็จเรียบร้อย ก็ให้กดยืนยันจากหน้าจอ

เมนูมีญี่ปุ่น อังกฤษ เกาหลี ก็ตามสะดวกเลยครับ จิ้ม ๆ ยืนยันออเดอร์
ซูชิที่สั่งได้แล้ว มาตามสายพาน
เพอร์เฟ็กต์​!!

ไปนั่งกินจนอิ่มสุดๆ เช็คบิล กินไป 10 กว่าถาดหมดไปราวๆ 2,000 เยน ถือเป็นมื้อเย็นที่อร่อยคุ้มค่าครับ ที่นี่ถ้าจำไม่ผิดรับบัตรเครดิตเหมือนกัน แต่ใช้บัตร IC Card จ่ายไม่ได้ 

จากนั้นก็เดินทางกลับไปที่พักที่จองไว้ ซึ่งเลือกเอาไว้ใกล้ ๆ กับสถานีเพื่อความสะดวกในการเดินทางครับ

เช้าวันใหม่ เที่ยวตัวเมืองฟุกุโอกะ

เริ่มต้นเช้านี้ด้วยการลองขึ้นรถบัสดูครับ !! มาดูกันว่า Google Maps กับเมืองฟุกุโอกะนี้จะไปด้วยกันได้แค่ไหน เช้านี้มีแผนไปชมอาคาร Acros, กินไข่ปลาคอด และช็อปปิ้งในย่าน Tenjin ซึ่งบริเวณนี้จริง ๆ ไม่ค่อยไกลจากที่พักมาก เลยมาลองนั่งรถบัสดู และค้นหาเส้นทางผ่าน Google Maps

ป้ายรถบัสที่นี่ก็ค่อนข้างชัดเจนดีครับ บอกรถที่กำลังใกล้จะถึง มีตารางรถบัสที่เป็นภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก สังเกตว่าใน Google Maps มีบอกเวลารถมาถึงด้วย แต่จากการใช้จริงพบว่าเวลาอาจจะคาดเคลื่อนหน่อย และรถบัสหลายสายที่ไม่มีข้อมูลอยู่บนแอพ

นั่งมา 2-3 ป้าย ลงที่ ป้าย Tenjin Minami ซึ่งอยู่หน้าอาคาร LOFT เลย แต่ห้างร้านแถวนี้ส่วนใหญ่เปิดตั้งแต่ 10 โมงเป็นต้นไป

Loft Tenjin Branch
LOFT สาขา Tenjin

เลยตามเส้นทาง Google Maps เดินตรงไปที่อาคาร Acros ก่อน จากตรงนี้มาถึง Acros ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จุดเด่นของ Acros คือสถาปัตยกรรมที่ใหญ่และร่มรื่น ด้านหน้าที่มีสนามหญ้าสีเขียวโล่ง ๆ นี้ เป็นมุมที่เหมาะกับการไปถ่ายรูปเล่นมาก

ภายในอาคารมีห้างร้าน มีโซนนิทรรศการ ห้องสำหรับจัดแสดงงานต่าง ๆ ด้วย และตกใจนิดนึงที่เห็นว่ามี MK สุกี้ อยู่ชั้นใต้ดินของอาคารแห่งนี้

แม้ว่ามื้อเที่ยงจะอยากกินสุกี้แค่ไหน แต่ก็ต้องมาทานของดีของเมืองนี้ให้ได้ก่อน นั่นก็คือ “ไข่ปลาพอลแลค” หรือ “ปลาคอด” ภาษาญี่ปุ่นคือ “เมนไทโกะ” (Mentaiko, 明太子)

ได้โพยร้านอร่อยมาจากเพื่อนญี่ปุ่น ว่าต้องมาลองให้ได้ครับ ร้านนี้มีชื่อว่า “Gamnso Hakata Mentaiju” จากอาคาร Acros เมื่อสักครู่ เดินออกมาอีกไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงร้านนี้ครับ เดินมาก็เห็นคิวต่อแถว รอหน้าร้านประมาณ 3-4 คิวได้ เข้าไปบอกชื่อและจำนวนในร้านแล้วก็ออกมารอข้างนอก ดูเมนูไปก่อนพลาง ๆ

ด้วยความที่เมนูไข่ปลาพ็อลแลคกับข้าวนี้ นับว่าเป็นครั้งแรก เพื่อนบอกมาว่ามันจะเผ็ด ๆ หน่อย แต่เราสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ โดยที่ร้านเขาจะมีป้ายเป็นไม้ให้เราเลือกระดับความเผ็ด แล้วตอนสั่งพนักงานก็จะอ้างอิงและเสิร์ฟตามลำดับความเผ็ดที่เลือกไว้

เมนูหลัก ๆ จะเป็นข้าวหน้าไข่ปลาพ็อลแลค ถ้าสั่งเป็นเซ็ตจะมีเป็นราเม็ง Tsukemen ที่ให้เส้นแยกมากับน้ำซุป เพื่อให้เรานำเส้นไปจิ้มทาน ทั้งเซ็ตราคา 2,880 เยน ได้มาเป็นไข่ปลาโรยสาหร่าย เสิร์ฟพร้อมข้าว ส่วนเส้นก็มาพร้อมกับน้ำซุปที่เป็นซุปไข่ปลา

Tsukemen มาในน้ำซุปข้นเต็มไปด้วยไข่ปลา

รสชาติของข้าวหน้าไข่ปลานี้ ตัวไข่ปลาจะเค็ม ใครที่ไม่ชอบทานเค็มจะรู้สึกว่ามื้อนี้เค็มเป็นพิเศษได้ และด้วยความที่น้ำซุปราเม็ง ก็รสชาติเค็มเหมือนกัน พนักงานจึงให้กระติกน้ำซุปมา และอธิบายกับเราว่าเราสามารถเทน้ำเพิ่ม เพื่อให้เจือจางลงได้

ด้วยความที่กินทั้งข้าวและเส้นพร้อม ๆ กัน อิ่มเร็วโดยไม่ต้องสงสัย ข้าวคำแรก หอมอร่อยมาก แต่ทานไปเรื่อย ๆ มันจะเค็มพอสมควรเลย แนะนำว่าเซ็ตไม่ค่อยเวิร์ค แนะนำให้สั่งแยก หรือหาอะไรมาทานเพื่อให้ตัดรสชาติเค็ม แต่อร่อยนะ ชอบหอมดี ข้าวร้อน ๆ ทานกับกับข้าวที่รสชาติเค็ม ๆ หน่อย เป็นอะไรที่ฟินมากอยากให้มาลองกัน

ออกมาฝนเริ่มตกปรอย ๆ จะควักร่มออกมาจากกระเป๋า ก็พบว่าเพิ่งย้ายร่มไปไว้อีกกระเป๋า เลยต้องหาร้านนั่ง หลบฝนไปก่อน เลยมานั่งที่ร้านกาแฟหน้าตึก Acros

บรรยากาศในร้านดูเก่า ๆ แต่ให้อารมณ์คลาสิก มีคุณลุง คุณป้า มารับออเดอร์ และเหมือนจะมีแต่ผมทั้งร้าน ลักษณะของร้านนี้คือให้เราไปหาที่นั่ง แล้วจะมีคนมารับออเดอร์ถีงที่โต๊ะปกติเป็นคนชอบกินลาเต้ เลยจะสั่งลาเต้ มาส่องเมนูเลยเห็นว่าคนญี่ปุ่นเรียกกาแฟใส่นมว่า Au lait (โอ เล่)

ร้านมีความสงบ เหมาะกับการหยุดพักตั้งหลัก ดูคนวิ่งหลบฝนกันไป

สำหรับรสชาติอาหาร วาฟเฟิล​ (ที่รุ่นน้องเป็นคนกิน) บอกว่าอร่อยใช้ได้อยู่ครับ กาแฟผมให้กลาง ๆ

เสร็จสิ้นจากการหลบฝนแล้วเดินมาเดินเล่นต่อที่ LOFT , Donquixote, Biccamera พวกนี้อยู่ไม่ไกลกันเลย ตรงข้าม Donquixote ก็มี Apple Store สาขา Tenjin ด้วย

Apple Store Tenjin Branch

Apple store Genius Bar
Apple Store สาขา Tenjin ที่…ของน้อยมาก เสียดาย แต่มีทุกอย่างเหมือนที่ Apple store สาขาอื่นควรมี หนึ่งในนั้นคือ Session สอนใช้งานอุปกรณ์อย่าง Today at Apple

ถัดจาก Donquixote ก็เป็นศูนย์ SONY ครับ ตรงนี้ก็มีตั้งแต่กล้องถ่ายรูป, หูฟัง, ทีวี, หุ่นยนต์สุนัขที่พัฒนาโดย Sony “Aibo” ลองไปเล่นกันได้ว่าหุ่นยนต์สุนัขราคาร่วมแสนบาทนี้ ทำอะไรได้บ้าง

ความเจ๋งของมันคือ ยื่นกล้องมาถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย มันก็หันหน้าไปทางกล้องด้วย ฉลาดมาก
เดินเล่นร้านขายยาแถวนี้ ช่วงนั้นบ้านเราหน้ากากขาดตลาด เลยมีป้ายภาษาไทยกำกับเต็มไปหมดว่าเป็นหน้ากากที่ป้องกันฝุ่น PM 2.5

ย่าน Tenjin ก็เป็นอีกหนึ่งย่านช็อปปิ้ง เต็มไปด้วยตึก อาคาร นักท่องเที่ยวมาช็อปปิ้งสินค้าต่างมากมาย มีร้านอาหารอยู่แถวนี้ก็หลายร้าน อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ชอบมุมมองแบบ City view น่าจะตื่นตาตื่นใจอยู่ครับ

ความหิวถามหาอีกครั้ง เลยกลับมาเพิ่งร้านข้าวหน้าเนื้อแถว ๆ นี้ กินเติมพลังก่อน

ฝากท้องไว้กับ Yoshinoya (ร้านพวกนี้ใช้ IC Card จ่ายได้)

แล้วก็ตัดสินใจว่าจะไปดูแสง สี ที่ Canal City ซึ่งเป็นห้างที่อยู่ติดกับแม่น้ำครับ สังเกต Guidebook หลาย ๆ เล่มมักจะพูดถึงที่นี่ก็เลยตามมาดู เปิด Google Maps แล้วนั่งรถบัสมา เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงแล้วครับ Canal City

ห้าง Canal City Hakata

ห้างค่อนข้างใหญ่ มีช็อป ร้านอาหาร อะไรเต็มไปหมดเลยครับ โซน ๆ นี้ ไฮไลท์ก็จะมีตรงการแสดงน้ำพุที่คนมายืนรอดู สามารถชมได้ฟรีตามเวลา

ช็อปสตูดิโอจิบลิก็มีให้เลือกซื้อที่ Canal City Hakata เช่นกัน

เดินไปเดินมาเห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ร้านค้าบอกว่าชั้น 5 ของอาคารนี้ มี Pop-up store Harry Potter พอดี เลยลองเดินขึ้นมา เป็นช็อปเล็ก ๆ แต่น่าจะถูกใจสาวก Harry Potter ไม่น้อยเลย

เดินเล่นอยู่จนถึงเกือบสามทุ่ม แถวนี้ก็ทยอย ๆ ปิดหมดแล้วครับ ก็เลยมาแวะร้านสะดวกซื้อหามื้อดึกไปกินที่ที่พัก ส่วนตัวมาญี่ปุ่นทีไรจะได้พุดดิ้งติดไม้ติดมือไปเป็นของหวานครับ มีแซลมอนสำเร็จรูปไปทานกับยากิราเม็ง จะให้เขาเวฟให้เลยก็มีบริการให้ครับ

นอกจากราเม็งแล้ว ก็มาเจอไข่ปลาอีก !! ผมเป็นคนที่เวลารู้ว่าอะไรเป็นของขึ้นชื่อเมืองนั้น จะชอบซื้อติดไม้ติดมื้อมาเยอะมาก ด้วยความสงสัยว่าไข่ปลาที่อยู่ในร้านอาหาร กับร้านสะดวกซื้อ รสชาติจะแตกต่างกันขนาดไหน

สรุป ไข่ปลาเมนไทโกะ ออกแบบมาให้เค็มเลยครับ เอาไปทานกับยากิราเม็งที่ซื้อมาด้วย ตัดรสชาติจืด ๆ ของเส้นไปได้เลย กับคิดว่ามันคือกับแกล้มชั้นเยี่ยม จำได้ว่าราคาไม่ค่อยแพงมาก ที่น่าสนใจคือพอมันเป็นของขึ้นเมืองนี้ เซเว่นก็มีมาขายด้วยนี่ล่ะ !

เดินทางกลับ

ก่อนกลับเดินมาแวะเที่ยว Tokyu Hands กันในชั่วโมงสุดท้ายที่สถานี Hakata แอบคิดผิดที่ไม่ได้เผื่อเวลากับร้านพวกนี้เยอะ ๆ เพราะเป็นร้านที่ได้เดินทีไรก็จะติดลม เดินเพลินมาก สุดท้ายได้ใช้เวลาประมาณครึ่งชม.

สถานี Hakata ฮากะตะ
สถานี Hakata

ด้วยความที่ไฟลท์บ่ายแล้วกลัวจะมีปัญหาไปเช็คอินช้า (เนื่องจากอาคาร Terminal 2 จะต้องนั่งรถชัตเติลบัสต่อเข้าไปอีก) เลยรีบเดินทางไปแต่เนิ่น ๆ

และเท่าที่ได้ลองจับเวลาดู หากเดินทางจากสถานี Hakata ไปจนถึง Terminal 2 ของสนามบิน Fukuoka เลย จะใช้ประมาณ 30 นาที

สนามบินฟุกุโอกะ อาคารผู้โดยสารขาออก Departure building
สนามบินฟุกุโอกะ อาคารผู้โดยสารขาออก

เมื่อมาถึงที่ Terminal 2 ก็ต้องมาต่อแถวเพื่อสแกนสัมภาระรอบแรกก่อน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะให้แยกย้ายไปตามเคาน์เตอร์เช็คอินของแต่ละสายการบิน

Jeju Airline counter at Fukuoka Airport
เคาน์เตอร์สายการบินเจจูแอร์ สนามบินฟุกุโอกะ

แล้วก็เข้ามาต่อแถวในจุดตรวจสอบสัมภาระ (Security Check) ซึ่งไม่ได้ใหญ่มาก ใครที่ซื้อของแล้วขอ Tax refund มา เมื่อพ้นจากจุดตรวจสัมภาระไปแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่เก็บใบเสร็จจากเราไปอีกที

Security check line at Fukuoka airport
แถวสำหรับจุดตรวจสัมภาระ (Security check) ที่วันนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้น คนเดินทางเยอะมาก อาจจะเป็นช่วงวันหยุดยาวของคนเกาหลีด้วย

สำรวจพื้นที่แถว ๆ เกท ก็พบว่ามีร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ดิวตี้ฟรีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เยอะ ใหญ่เทียบกับสนามบินอื่น ๆ

ร้านดิวตี้ฟรี สนามบินฟุกุโอกะ Duty free shop Fukuoka airport

มาได้อาหารมื้อเช้า และของฝากให้ตัวเองติดไม้ติดมือกลับเกาหลีไป ก็คือ “ไข่ปลาเมนไทโกะหลอด”

Souvenir shop at Fukuoka airport

มาในรูปแบบแช่แข็งแบบนี้ เขามีบริการแพ็คและใส่น้ำแข็งแห้งให้เรา ไข่ปลามีขายที่นี่หลายรูปแบบ และแต่ละแบบก็แตกต่างกันเรื่องของความยาวในการจัดเก็บ แบบหลอดรู้สึกอยู่ได้หลายสัปดาห์ในตู้เย็นแบบปกติ และหากแช่ช่องฟรีซก็อยู่ได้เป็นเดือน

Frozen Mentaiko pollock
ไข่ปลาเมนไทโกะแบบหลอด

หากคุณชอบรสชาติเค็ม ๆ ของไข่ปลานี้ แนะนำให้ซื้อติดไปเพิ่มเติมรสชาติอาหารครับ หลอดละ 600 เยน เอามาเติมกับข้าว ให้ความรู้สึกเหมือนมีน้ำจิ้มเพิ่ม เขาบอกว่ามันเผ็ด แต่ลองเอามาทานจริง ๆ ไม่ค่อยเผ็ดเลย และอร่อยมากถ้าเอามาเติมความเค็มให้กับเมนูอาหารจานอื่น ๆ

ส่วนใครที่อยากได้โตเกียวบานาน่า, ช็อคโกแลต Royce ก็สามารถมาหาซื้อตอนท้าย ได้จากที่นี่เช่นกัน

สายการบิน Jeju Air

จบแล้วสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น เมืองฟุกุโอกะ ของผมครับ เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เล็ก ๆ ไม่ค่อยแออัด แถมยังมีอาหารอร่อย ๆ รออยู่อีกมากมาย เหมาะกับการออกมาพักผ่อนดีครับ ใครที่อยากจะเที่ยวเกาหลีไปปูซาน แล้วนั่งเรือ หรือเครื่องบินมาต่อที่เมืองนี้ เป็นตัวเลือกที่ดีมาก เพราะได้เที่ยวทั้งสองเมืองในราคาประหยัดอีกด้วย

หากมีทริปไหนน่าสนใจ ก็จะเก็บมาฝากคุณผู้อ่านให้ได้ติดตามกันอีกเรื่อย ๆ ครับ ติดตามบทความใหม่ ๆ จากทางเพจ Facebook : Framekung.com กันนะครับ

ติดตามเนื้อหาในตอนที่แล้ว

 

เที่ยวฟุกุโอกะ 2019 หน้าหนาว 5 วัน 4 คืน 3 เมือง (ตอนที่ 1)

ประเดิมทริปเที่ยวญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปี มีกิจกรรมอย่างหนึ่งครับที่เฟรมอยากลองทำในช่วงหน้าหนาว นั่นก็คือการแช่น้ำพุร้อนที่ประเทศญี่ปุ่น ก็หวังว่าจะได้ผ่อนคลายร่างกายหลังจากที่ต้องแบกรับความหนาวมากันตลอดช่วงต้นหนาว หนาวนี้เลยมาที่เมือง “ฟุกุโอกะ (Fukuoka)” ซึ่งอยู่บนเกาะคิวชู (Kyushu) ตอนใต้ของญี่ปุ่นครับ

แผนที่ ฟุกุโอกะ

จากประสบการณ์ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ผมมองว่าฟุกุโอกะก็ไม่ได้ท่องเที่ยวยากหรือง่ายเกินไปสำหรับการท่องเที่ยวด้วยตนเอง อาจจะเป็นเพราะมีสายรถไฟใหญ่ ๆ เชื่อมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ความซับซ้อนอาจจะมีตรงเรื่องพาสที่อาจจะต้องทำการบ้านไปล่วงหน้า และเรื่องรถบัสที่บางช่วงจำเป็นต้องนั่ง

วันที่เดินทาง : 4-8 กุมภาพันธ์ 2562
สภาพอากาศ :
เย็นระดับสิบองศา มีฝนปรอย ๆ (เดินทาง 5 วัน มีฝนตก 1 วัน)
เมืองที่เดินทาง : ฮากาตะ (Hakata), ยูฟุอิน (Yufuin), เบปปุ (Beppu)
อินเทอร์เน็ต : ใช้ Pocket Wifi ที่จองผ่านเว็บไซต์ของเกาหลีและ Sim2Fly ของ AIS พบว่าการใช้งานทั้งสองไม่มีปัญหา แต่ Pocket Wifi รู้สึกว่าจะเร็วกว่าและสะดวกเมื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

พอรู้ว่าทริปนี้จะไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวแค่ในตัวเมืองอย่างเดียว แต่มีเดินทางออกมาเที่ยวในต่างจังหวัดด้วย เลยจำเป็นต้องวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ตั้งแต่การคำนวณค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ประเมินความคุ้มค่าว่าเหมาะกับการจองตั๋วรถไฟแบบพาส (Pass) ล่วงหน้าหรือเปล่า เพราะ Pass หรือตั๋วรถไฟที่เราสามารถนั่งได้หลาย ๆ รอบนี้ ก็มีราคาสูงขึ้นมาหน่อยหากเราเดินทางด้วยรถไฟไม่เยอะ​ การซื้อตั๋วโดยสารแยกอาจจะถูกกว่า วางแผนไปวางแผนมาพบว่าพาสคุ้มกว่าเมื่อคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ทั้งหมด 3 วัน 

เดินทางจากฟุกุโอกะไปยูฟุอิน

การเดินทางระหว่าง Fukuoka (Hakata) ไปยังเมืองน้ำพุร้อนอย่าง Yufuin ก็ดี หรือ Beppu ก็ดี หากนั่งรถไฟไปก็จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 4,560 เยน (ตั๋วแบบจองที่นั่ง) คิดเล่น ๆ ถ้าต้องไปกลับ ก็จะตกอยู่รวม ๆ 10,000 เยน, แต่บัสก็จะราคาถูกลงมาอยู่ที่เที่ยวละประมาณ​ 2,000 เยน ประเมินสภาพร่างกายที่เป็นคนเมารถง่าย เลยขอเลือกเดินทางไปกับรถไฟ และซื้อ JR Kyushu Rail Pass (North) หรือพาสรถไฟสำหรับท่องเที่ยวในเมืองคิวชู (Kyushu) ตอนบน ในราคา 8,500 เยน โดยจองจากเว็บ KLOOK ก่อนล่วงหน้า

จองพาส JR Kyushu Northใช้เวลาในการจองประมาณเกือบ ๆ วันได้ ก็จะได้รับเอกสารยืนยันการจองส่งมาทางอีเมล โดยเราสามารถพิมพ์เอกสารชุดนี้ ไปขึ้นสมุดพาสเล่มจริงได้ที่สถานี JR เมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่นแล้ว รวมไปถึงการจองที่นั่งล่วงหน้าที่ญี่ปุ่นได้ นอกจากนี้ยังสามารถเอาหมายเลขการจอง มาจองที่นั่งออนไลน์ล่วงหน้าก่อนได้ (ในกรณีที่กลัวว่าที่นั่งจะเต็มก่อน) ซึ่งการจองที่นั่งล่วงหน้าออนไลน์จะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,000 เยน/ที่นั่ง 

Booking JR North Kyushu Pass
สามารถนำเลข KRP Reservation No. ไปสมัครสมาชิกในเว็บ JR KYUSHU RAIL PASS และจองล่วงหน้าได้ทันที

ด้วยความที่ช่วงเดินทางจะไปตรงกับตรุษจีน-ตรุษเกาหลี ปีใหม่ของสองประเทศพอดี บวกกับฟุกุโอกะก็ค่อนข้างเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับชาวเกาหลี กลัวว่าตั๋วรถไฟจะเต็มก่อนเลยใช้เลขรหัสที่ได้รับจากการจองพาส ไปสมัครสมาชิกและตรวจสอบที่นั่งผ่านเว็บของ JR KYUSHU RAIL PASS

มีรถไฟหลายขบวนที่ตรงจาก Hakata ไปยัง Yufuin แต่ละขบวนก็จะมีหน้าตา จุดเด่นแตกต่างกัน ซึ่งผมเองก็สนใจที่จะเดินทางด้วย Yufuin No Mori ที่สามารถนั่งรถไฟชมวิวข้างทางสวย ๆ และสามารถนั่งยาวไปเรื่อย ๆ จนถึงสถานี Yufuin โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย แต่รู้สึกว่าจะมีเพียงแค่ 3 เที่ยวต่อวัน คือออกจาก Hakata เวลา 9.24 / 10.24 / 14.35 น. และจะไปถึงที่ Yufuin เวลา 11.36 / 12.34 / 16.44 ตามลำดับ

ตารางเดินรถสามารถไปเช็คได้จากเว็บไซต์ของ JR Kyushu Railway ในส่วนของ Timetable

หลังจากเอารหัสของไปล็อกอินในเว็บพบว่าเหลือที่นั่งไม่เยอะสำหรับรถไฟไป Beppu เลยตัดสินใจจองตั๋วล่วงหน้าก่อนเดินทาง เป็นเส้นทางระหว่าง Hakata ↔ Beppu ซึ่งมีค่าธรรมเนียม 1,000 เยน/ที่นั่ง โดยเว็บจะหักเงินจากบัตรเดบิต/เครดิตของเราทันที และเมื่อนำตั๋วไปขึ้นที่สถานี JR (ที่ญี่ปุ่น) เราจะต้องนำบัตรที่ใช้จองไปเป็นหลักฐานในการจองตั๋วล่วงหน้าของเราด้วย

ผมเลือกจองไปล่วงหน้าเฉพาะบางเส้นทางที่คิดว่าจะแน่นครับ ส่วนเส้นทางอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่าง Yufuin ไป Beppu, หรือ Beppu กลับไป Hakata พบว่ามีรถไฟค่อนข้างหลายสาย และไม่ค่อยหนาแน่นมาก จึงสามารถไปจองที่สถานี JR ได้ เมื่อเดินทางไปถึงญี่ปุ่นแล้ว

สนามบินฟุกุโอกะ (Fukuoka Airport)

เมื่อผ่านขั้นตอนตม.เสร็จเรียบร้อย ออกมาก็จะมาโผล่ที่ชั้น 1 ของอาคาร Terminal 2 ซึ่งเป็นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้า ออกมาเพื่อมานั่งรถชัตเติลบัสฟรี ไปยังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ซึ่งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าสาย Airport (Kuko Line) เพื่อไปยังสถานี Hakata หรือสถานีอื่น ๆ เข้าเมืองต่อไป

หน้าตาของรถชัตเติลบัสระหว่างอาคารต่างประเทศไปยังอาคารในประเทศ

รถชัตเติลบัสจะออกทุก ๆ 4-6 นาที ให้เรานั่งไปสุดสายเลยครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการเดินทางระหว่าง 2 อาคารนี้จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

สิ่งแรกที่ทำเมื่อถึงฟุกุโอกะ

1. ซื้อบัตรโดยสาร IC Card

สำหรับใครที่มีแผนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินภายในเมือง แนะนำให้ซื้อบัตรโดยสาร IC Card ไว้เลยเพื่อความสะดวก แต่ก่อนก็ไม่คิดจะซื้อเพราะเข้าใจว่าเราไม่สามารถใช้บัตรนี้เดินทางได้ทั่วญี่ปุ่น แต่!! ตอนนี้บัตรเดินทางไม่ว่าจะใช้ของค่ายไหน เป็น Suica, ICOCA หรือที่เคยไปซื้อมาจากเมืองอื่น ตอนนี้สามารถใช้ร่วมกันได้หมดแล้วครับ ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาซื้อตั๋วทุก ๆ สถานี หรือคอยเช็คราคาค่าโดยสาร ไม่จำเป็นต้องพกเหรียญไปไหนมาไหนตลอดเวลา ที่สำคัญคือหลายร้านค้าที่รับบัตร IC Card เช่นตามร้านสะดวกซื้อ ไม่ว่าจะเป็น 7-11, Family Mart, Lawson ฯลฯ สามารถใช้บัตร IC Card ชำระเงินได้เลย

Hayakaken Fukuoka IC Card
หน้าตาของตู้สำหรับซื้อตั๋วโดยสาร และบัตรโดยสารแบบ IC Card (บัตรชื่อ Hayakaken)

สามารถซื้อตั๋วได้จากตู้เติมเงิน โดยมีค่าธรรมเนียม 2,000 เยน (แบ่งเป็นค่าบัตร 500 เยน และค่าเดินทาง 1,500 เยน)

2. แลกพาส, จองที่นั่งล่วงหน้า

เมื่อเดินทางมาถึงสถานี Hakata แล้ว สำหรับคนที่จองพาสทั้งหลายมาจากอินเทอร์เน็ต ให้มาแลกตั๋วโดยสารสำหรับเดินทางไว้แต่เนิ่น ๆ โดยจุดแลกบัตรโดยสารจะอยู่ที่สถานี JR ของสถานีใหญ่ ๆ อย่างในฟุกุโอกะ ก็จะมีที่สถานี Hakata เมื่อเข้ามาถึง จะมีพนักงานมาช่วยสกรีน ตรวจสอบเอกสารการจองที่พิมพ์จากอินเทอร์เน็ต พาสปอร์ต และกำหนดการเดินทางของเรา คอยอำนวยความสะดวกในการจองให้ ใครที่เช็คเส้นทางการเดินทางจากเว็บไซต์จาก Hyperdia.com มาแล้ว ก็สามารถกรอกเวลาเดินทางลงในใบได้เลย เมื่อทุกอย่างพร้อมเรียบร้อย เราก็สามารถไปต่อแถวที่เคาน์เตอร์ 1 หรือ 2 เพื่อแลกตั๋วเดินทางได้

พนักงานคอยอำนวยความสะดวกให้ข้อมูลเรื่องเส้นทาง เราสามารถกรอกตารางเวลาที่ต้องการใน Application Form ได้ โดยต้องระบุวันที่เริ่มต้นใช้บัตร จำนวนผู้โดยสาร ประเภทของ Pass และวันที่ รอบรถ สถานีต้นทาง-ปลายทาง ที่ต้องการ เมื่อเอกสารครบหมดแล้ว สามารถไปยื่นที่เคาน์เตอร์ 1-2

   ข้อจำกัดของพาส JR North Kyushu   คือ เราไม่สามารถนั่งรถไฟขบวน Sanyo Shinkansen จากช่วง Kokura ↔ Hakata ได้ เวลาที่เราเข้าไปเว็บ Hyperdia แล้วลองสร้างเส้นทางจาก Hakata ไป Beppu ก็ดี หรือจาก Beppu มา Hakata ก็ดี ระบบจะสร้างเส้นทางให้เราไปเปลี่ยนสาย Shinkansen ที่สถานี Kokura ครับ ซึ่งเส้นทางนี้ ไม่รวมอยู่ในพาส ดังนั้นเมื่อวางแผนการเดินทางต้องเลี่ยงเส้นทางนี้ สำหรับเส้นทางที่สามารถนั่งได้จาก Beppu ↔ Hakata จะเป็นขบวนที่เขียนว่า Sonic 

3. มุ่งหน้าสู่ที่พัก

ที่พักในฟุกุโอกะครั้งนี้จอง AirBNB ครับ ในญี่ปุ่นยังคงเปิดให้ใช้อย่างถูกกฎหมายแต่จะต้องให้ผู้เข้าพักสแกนหน้าพาสปอร์ตแจ้งข้อมูลส่วนตัวให้กับผู้ให้เช่า (มีเว็บเป็นฟอร์มให้กรอก) หรือบางที่จะมีเคาน์เตอร์เช็คอินเหมือนกับโรงแรมให้ ซึ่งจองที่พักครั้งนี้ ได้เจอทั้งสองรูปแบบเลยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ AirBNB ญี่ปุ่นเกี่ยวกับกฎหมายให้บริการห้องเช่า

AirBNB in Fukuoka
ห้องพักตกคืนละประมาณ 600 บาท มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ค่อนข้างครบครัน

เอาของไปฝากไว้ที่พักก่อนจะเดินไปหาของกินมื้อค่ำ ประเดิมคืนแรกที่ ย่าน Yatai ตรงนี้เป็นเหมือนซุ้มอาหารข้างทางริมแม่น้ำ เป็นซุ้มที่สามารถนั่งกินได้ประมาณ 7-8 คน แต่ละร้านก็จะมีเมนูที่คล้าย ๆ กันคือ ราเม็ง หรือไม่ก็ยากิโซบะ สารพัดเมนูอาหารที่ส่วนใหญ่จะมีเมนูภาษาอังกฤษไว้รับลูกค้าต่างชาติ

Yatai food stalls in Fukuoka

เดินไปจนสุดทาง ก็ไม่รู้จะเลือกร้านไหน มาเลือกร้านที่คนเรียกใส่แว่นเห็นว่าหน้าคล้ายเราดี (มีคอมฟอร์ตโซนเล็กๆคือไม่ชอบไปนั่งรวมกินกับคนอื่น แต่ถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้นั่งกินสักที เลยหาตรรกะอะไรง่าย ๆ 😀 ) ก็ไปนั่งกินกับกลุ่มคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว สั่งเมนูเป็นยากิโซบะ ซึ่งเป็นเมนูที่คุ้นเคยและทำการบ้านมาว่าน่าจะอร่อย 

Food at Yatai Food Stalls, Fukuoka
ยากิโซบะ และไข่ปลาเมนไทโกะ

รสชาติก็โอเคดี 900 เยน (รู้สึกว่าตอนทำการบ้านมาจะแค่ 600 เยน)​ กับอีกเมนูคือไข่ปลา เป็นไข่ปลาคอด “เมนไทโกะ” ของดีขึ้นชื่อเมืองฟุกุโอกะที่เพื่อนญี่ปุ่นสั่งมาว่าควรจะต้องกิน ตั้งใจไปกินในร้านอาหารใหญ่วันอื่น แต่พอถึงญี่ปุ่นคืนแรกก็นึกอยากลอง เลยสั่งมากินกับผัดหมี่ด้วย จานนี้ก็ 900 เยนเหมือนกัน รสชาติก็จะมัน ๆ ออกไปทางเค็มถึงเค็มมาก ใครไม่ชอบทานเค็มจะไม่ชอบเมนูนี้เลย แต่เอามาทานกับบะหมี่ผัดก็รู้สึกว่ารสชาติตัดกันได้อย่างลงตัว

ทานเสร็จแล้วคิดเงินก็พบว่าอาหารนั่นยังไม่รวม VAT อีก สองจานนี้จึงหมดไปเกือบ 2,000 เยน T_T อาหารที่เสิร์ฟมาในจานเล็กๆ กับบรรยากาศในร้านที่ต้องนั่งรวมทานกับคนอื่น เลยคิดว่าถ้าจะต้องจ่ายราคาขนาดนี้ แนะนำให้ไปหาทานในร้านอาหารน่าจะดีกว่าครับ

จบการเดินทางในวันแรก…

Day 2 : นั่งรถไฟไปยูฟุอิน

ลากกระเป๋าเช็คเอาท์จากที่พักแต่เช้า เดินทางไปยังสถานี Hakata เพื่อนั่งรถไฟขบวน Yufu No.1 เที่ยว 7.45 น. ที่จะไปถึงยูฟุอินเวลา 10.01 น. (รถได้รอบเช้ามาก เพราะรอบอื่นเต็ม แต่ก็รู้สึกว่าคุ้มดีเพราะว่าจะได้เที่ยวเยอะๆ)

จุดที่ขึ้นรถไฟไปยุฟุอิน หรือเมืองอื่น ๆ จะอยู่ที่ Central Gate ซึ่งหน้าตาเป็นแบบในรูปด้านล่างนี้ครับ ให้ใช้เล่มพาส JR Kyushu ที่ได้มา แสดงให้กับเจ้าหน้าที่ตรงทางเข้าก็จะสามารถเข้าไปได้ ส่วนตั๋วโดยสาร เดี๋ยวเขาจะมีเจ้าหน้าที่มาเช็คอีกรอบในรถไฟ

JR Central Gate Fukukoka (Hakata) stationเราสามารถเช็คได้จากหน้าจอ​ โดยเอาเวลาไปเทียบดูว่าจะต้องไปขึ้นที่ชานชาลา (Track) ไหน ซึ่งของผมจะเป็น Track ที่ 5 ก็ขึ้นไปรอครับ โดยปกติแล้วรถไฟจะมาก่อนเวลาประมาณ 3-5 นาที คำนวณเวลาไปมาก็พบว่ายังพอมีเวลาอยู่ เห็นคนเดิน ๆไปเข้าร้านขายข้าวกล่องในสถานี หรือ “Ekibento” (Eki – สถานี, Bento – ข้าวกล่อง) อยู่เยื้องกับทางเข้าเลยเดินไปดูสักหน่อย

Station Bento What to eat Hakata station
ร้านขายข้าวกล่องตามสถานีรถไฟในญี่ปุ่น

มีตัวเลือกเยอะแยะเลยครับสำหรับข้าวกล่อง ข้าวปั้น คิดว่าเหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกล ๆ และมองหาข้าวเช้า

ข้าวกล่องบนรถไฟ
ข้าวปั้นหน้าปลาซาบะ

ได้มาเป็นข้าวปั้นหน้าปลาซาบะ ราคา 980 เยน​ ยอมจ่ายแพงเพื่อขอชิมรสชาติปลาเต็ม ๆ หน่อย​ อร่อยเหมือนกันและเนื้อปลาใหญ่เต็มคำจริง ๆ อาจจะมีความคาวบ้าง แต่เป็นคาวปลาที่สำหรับผมรับได้ ประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ ความพิถีพิถันที่อยู่ในแพ็คเกจ มีตะเกียบ โชยุ และผ้าเช็ดมือ อยู่ในแพ็คเกจที่เป็นใบไม้ห่อแบบนี้ มีครบทุกอย่าง

ส่วนตัวแนะนำเลยว่าไม่อยากให้พลาด ต่อให้ไม่เป็นมื้อหนัก ๆ อย่างเบนโตะก็ควรจะหาอะไรติดไม้ติดมือไปกินบนรถไฟเพราะต่อให้เราไม่หิว เมื่อเห็นคนอื่นกินก็อาจจะพลอยทำให้เราหิวตามได้

วิวระหว่างข้างทางก็เห็นเป็นพื้นที่แปลงเกษตรสีเขียวตลอดทาง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดีครับ รถไฟ Yufu No. 1 ไม่ใช่เป็นรถไฟที่มีออพชั่นอะไรมากเหมือนกับขบวนอื่น ๆ อย่าง Yufuin No Mori (พยายามจองแล้วแต่ไม่ทัน) ด้วยความที่อยู่ตู้แรกสุดเลยสามารถเข้าไปดูหน้าสุดของรถไฟได้ รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ พาเราไปถึงสถานี Yufuin

ถึงสถานี Yufuin ออกมาก็ตกใจเพราะภาพแรกที่เห็นคือ…

สถานี Yufuin

วิวหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ข้างหลังเป็นภูเขา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะชอบภูเขาก็เลยว้าวมากเป็นพิเศษหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่นี่ดูเป็นเมืองที่น่าสนใจ ดูน่าอบอุ่น เหมือนอยู่ในนิทาน นักท่องเที่ยวรายล้อมถ่ายรูปเต็มไปหมด ตอนนั้นอยากจะเดินสำรวจเต็มที่ แต่ขอจัดการกับสัมภาระให้เรียบร้อยก่อน เลยเดินตรงไปที่เรียวกังที่จองไว้อยู่ห่างจากสถานีประมาณ​ 10 นาที

Store in Yufuin
ร้านค้าเล็ก ๆ น่ารักเรียงเต็มไปหมด

เรียวกังที่จองผ่าน Agoda ไว้มีชื่อว่า  “Enokiya Ryokan” เป็นห้องพักแบบสไตล์ญี่ปุ่นที่มีห้องอาบน้ำให้เราไปแช่ได้ ตอนจองมาก็เน้นราคาประหยัดและสะดวกกับการเดินทาง เมื่อเดินมาถึงก็มีพนักงานให้การดูแลในการเช็คอินอย่างดี

อธิบายการใช้งานห้องอาบน้ำต่าง ๆ ซึ่งมีแยกชาย-หญิง และสำหรับครอบครัว โดยห้องอาบน้ำเปิดตั้งแต่ 15.00 – 09.00 น.​ (โต้รุ่งกันก็ได้) โดยเรียกเก็บค่าบริการสำหรับห้องอาบน้ำแยกต่างหาก 300 เยน

เอาสัมภาระไปฝากไว้ที่ที่พักก่อนจะเดินออกมาสำรวจ สถานที่แรกที่ไปคือ ทะเลสาบคินริน (Kinrinko) ซึ่งอยู่ห่างจากที่พัก ใช้เวลาเดินประมาณ​ 15 นาที

วิวจากหน้าที่พัก
Kinrinko Lake
ทะเลสาบคินริน (Kinrinko)

เดินตามแผนที่มาก็จะเห็นทะเลสาบที่ไม่ได้ใหญ่สุดลูกหูลูกตาอะไรมาก แต่มีความร่มรื่น และน้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา เป็นอีกหนึ่งจุดที่มาถึงที่ยูฟุอินนี้ก็ควรมาถ่ายรูปกันครับ

ริเวณนี้ก็เต็มไปด้วยร้านคาเฟ่ ร้านค้าเรียงรายเป็นแถว จุดสังเกตอย่างหนึ่งของร้านค้าบริเวณนี้ คือ ร้านค้าค่อนข้างจะเหมือน ๆ กันหมด ร้านอาหารลักษณะทานง่าย ๆ อาหารจานด่วน ไม่ค่อยจะมีเท่าไหร่ เป็นแต่ชุดใหญ่ จัดเต็มไปเลย หรือไม่ก็เป็นร้านขายของทานเล่นเสียมากกว่า

เดินมาจนสุดทาง มาเจอกับร้านกาแฟที่ดูเก่าแก่ แต่บรรยากาศน่านั่งร้านหนึ่งครับ ร้านนี้ชื่อ Caravan Coffee เห็นเขียนว่า Since 1970 ก็เลยอยากเข้าไปชิมบรรยากาศ รสชาติที่เก่าแก่สักหน่อย เข้าไปก็เห็นร้านกาแฟในบรรยากาศเก่า ๆ ในร้านตกแต่งไปด้วยพรอพเต็มไปหมด มีคุณลุงคุณป้าช่วยกันบริหารร้าน

ที่นั่งในร้านจะมีเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ อยู่สองโต๊ะครับ ช่วงคนเยอะก็อาจจะต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นหน่อย แต่เวลาที่ไปจำได้ว่าเป็นช่วงเที่ยง ๆ คนคงกำลังไปหาร้านทานข้าวกันแต่ผมขอเริ่มจากกาแฟก่อน ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษครับ และส่วนใหญ่เมนูจะเป็นเมนูกาแฟดริป ราคาก็แอบแพงหน่อย ๆ แก้วถูกสุดน่าจะประมาณ 700 เยน~ (เทียบกับ Starbucks ที่นี่เริ่มต้นประมาณ​ 400 เยน)

Cafe au lait (กาแฟใส่นม) (750 เยน)

เข้ามาในตัวย่านท่องเที่ยวก็เต็มไปด้วยผู้คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนเกาหลี, จีน มีคนญี่ปุ่นบ้างประปราย

มีร้านค้าแยกออกไปตามตรอกซอกซอย จำหน่ายสินค้าที่ระลึกและร้านอาหาร

พยายามเดินตามหาร้านข้าว แต่ยังไม่เจอที่ถูกใจเท่าไหร่ เลยหาอะไรกินข้างทาง มาเจอร้านขาย ทาโกะยากิยักษ์ มีหลายหน้าให้เลือกครับไม่ว่าจะเป็นออริจินอล รสเผ็ด รสชีสเผ็ด และอีกสารพัดหน้า ราคาเริ่มต้นที่ 450 เยน กินรองท้อง อร่อย ชอบมากครับ

Totoro shop
ร้าน Donguri No Mori สำหรับแฟนคลับโทโทโร่

เดินหาร้านกินจนทั่วก็เข้าใจเลยว่า หาร้านกินข้าวที่นี่ยากเหมือนกัน ร้านค้ามีเยอะเต็มไปหมดแต่อย่างที่เกริ่นไว้คือ-ของหวานเสียส่วนใหญ่ ก็มาเจอกับร้าน Utano (うた乃) ซึ่งเป็นร้านที่มาจากการเดินสุ่มมั่วๆ ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเดินกลับไปสถานี Yufuin ครับ ด้วยความหิวเลยตัดสินใจเดินเข้าไปก่อน

มีเมนูภาษาอังกฤษ ค่อนข้างเฟรนด์ลี่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายในร้านบรรยากาศดี สะอาดสะอ้าน มาถึงฟุกุโอกะแต่ก็ยังคงอยากกินอะไรที่คุ้นเคย เลยมาทานโอโคโนมิยากิ (1,200 เยน) ที่ร้านนี้

ถ้าไม่อยากทานโอโคโนมิยากิอย่างเดียว ในร้านมีเมนูกึ่งๆระหว่างโอโคโนมิยากิและยากิโซบะ เรียกว่า Usuyaki (920 เยน) เป็นแผ่นแป้งบางกว่าโอโคโนมิยากิหน่อย ๆ แต่มีเส้นผัดอยู่ด้วย ขนาดใหญ่ใช้ได้ ถ้าเน้นอิ่มและประหยัดอาจจะแนะนำเมนูนี้ ยังมีขนมหวานที่เขาว่าเป็นขนมโลคอลของเขต Oita เรียกว่า Yaseuma (500 เยน) เป็นแป้งที่ไปคลุกกับคินาโกะซึ่งให้รสชาติคล้าย ๆ กับถั่ว หอม หวาน มัน คลุกเคล้ากันเป็นของหวานที่อร่อยใช้ได้ กินไปกินมาจะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกินมะพร้าวที่มันให้รสชาติมัน ๆ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ชอบ

Okonomiyaki, Usuyaki และ Yaseuma

ร้านนี้โอเคในเรื่องบรรยากาศ แต่ราคาอาจจะสูงไปนิด แต่เทียบกับปริมาณร้านอาหารที่ไม่ได้เยอะมากแถว ๆ นี้ ก็อยากให้ทำใจกันไว้หน่อย ..​ แต่ก็ไม่ต้องห่วงอีกอยู่ดี เพราะจะแนะนำว่ามันมีอีกหนึ่งตัวเลือกที่อยากเสนอ (ซึ่งก็มาค้นพบหลังจากกินอิ่มเสร็จเรียบร้อย) นั่นก็คือซุปเปอร์ Max valu ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีเลย

เป็นมาร์ทที่มีทุกอย่างตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ ไปจนถึงอาหาร มีข้าวกล่องให้สามารถไปอุ่นกินที่ที่พักได้ ซึ่งก็ได้แซลมอนและซาชิมิมาเป็นมื้อดึก กับขนมและของทานเล่นเต็มไปหมด หยิบติดกลับมาบ้าง

ของกินค่อนข้างหลากหลาย และดูจากเวลาที่ให้ทำการแล้วเปิดตั้งแต่ 08.00 ไปจนถึง 23.00 น. ดึกก็ยังพอมาหาอะไรทานได้อยู่

เนื้อหน้าตาน่ากินมาก แต่เสียดายที่ที่พักไม่สามารถทำอาหารได้
ซาชิมิรวมที่ตกกล่องละประมาณ​ 630 เยน

รอบนี้ด้วยความที่ค่าเงินบาทไทยแข็ง เคยแลกเงินเยนเก็บใส่ไว้ใน Travel Card เลยเอามาลองใช้ดู ก็พบว่าสามารถเอามาใช้ที่มาร์ทที่นี่ได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร (แม้ว่าบัตรยังคงเป็นบัตรแบบไม่ได้สลักชื่อ) สะดวกดีเหมือนกันเพราะไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีเหรียญเยอะ

เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ท้องถิ่นที่มีขายในย่าน Oita
KTB Travel Card in Japan shop
ผลการทดสอบใช้ KTB Travel Card ในญี่ปุ่น สามารถใช้ได้ไม่มีปัญหา หักตามสกุลเงินท้องถิ่นและเช็คย้อนหลังผ่านแอพได้

สำรวจที่พักในยุฟุอิน “Enokiya Ryokan”

ในเว็บจริง ๆ เขียนเอาไว้ว่าเช็คอินได้ตั้งแต่ 15.00 น. แต่พนักงานบอกว่าห้องพร้อมตั้งแต่ 13.00 น. แล้ว กลับมาก็พบว่าพนักงานหิ้วกระเป๋าขึ้นไปวางไว้ในห้องเรียบร้อยอย่างดี โซนห้องพักจะอยู่ชั้น 2 และชั้น 3 บรรยากาศภายนอกดูเก่า ๆ แต่ข้างในไม่ใช่เลย ดูสะอาดแต่ยังคงความคลาสสิค อบอุ่นไปอีก อุปกรณ์ภายในห้องมีเตรียมไว้ครบครัน พิถีพิถันไปกว่านั้นคือมีกาน้ำชา ขนมเซมเบ้สำหรับทานกับชา และกระติกน้ำเย็นที่ใส่น้ำไว้ให้เต็มเหมือนรู้ว่ากระหายน้ำมา

ชุดน้ำชาที่ที่พักเตรียมไว้ให้

ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ครบ ไม่ว่าจะเป็นทีวี เครื่องทำความอุ่น เซ็ตแปรงสีฟัน ตู้เซฟ กาต้มน้ำร้อน และที่สำคัญคือ มีชุดยูกาตะ สำหรับเปลี่ยนให้ได้ถ่ายรูปเล่นหรือจะใส่เดินเล่นในอาคารได้ (ใส่ไปข้างนอกไม่ได้นะ) และหากเดินทางในช่วงหน้าหนาวจะมีชุดคลุมด้านนอกอีกตัวเรียกว่า Tanzen ให้เพิ่มอีกตัว

Enokiya Ryokan room review

Yukata ryokan
ชุดยูกาตะที่เตรียมไว้ให้อย่างเรียบร้อย ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า

ในห้องยังมีคู่มือวิธีการสวมยูกาตะอธิบายไว้คร่าว ๆ อีกด้วย ถ้าจะสรุปสั้น ๆ คือ “ซ้ายทับขวา” สำหรับผู้ชายจะมัดผ้าแล้วหมุนโบว์ไปทางด้านหลัง ส่วนผู้หญิงจะหมุนไว้ข้างใดข้างหนึ่ง

สรุปว่าคุ้มค่าคุ้มราคา ตอนจองจะมีตัวเลือกให้เลือกเพิ่มเติมว่าต้องการอาหารสไตล์โลคอลหรือเปล่า แต่ด้วยความที่ทริปนี้เป็นทริป “คุมงบ” เลยไม่ได้เลือกอาหารเช้าเพิ่ม อ้อ !! อีกอย่างคือ ที่พักไม่มีห้องอาบน้ำ จะอาบน้ำก็จะต้องลงไปอาบที่บริเวณแช่น้ำซึ่งเป็นตามสไตล์เรียวกัง ที่ต้องเปลื้องผ้าไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำ ในห้องพักจะมีเพียงห้องส้วมและอ่างสำหรับล้างหน้าง่าย ๆ ไว้สำหรับล้างหน้า-แปรงฟัน แต่จากประสบการณ์ในการพักที่นี่ก็พบว่าต่อให้ไม่มีห้องอาบน้ำก็ยังสะดวกสบายอยู่ดี

และแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ลงไปแช่น้ำร้อน ก่อนจะลงบ่อก็อย่าลืมไปล้างตัวกันก่อน บ่อสำหรับแช่ตัวก็จะมีทั้งด้านในและด้านนอก ด้านนอกบอกเลยว่าฟินสุดเพราะครึ่งบน คุณจะรู้สึกเย็นหายใจโล่ง ๆ ส่วนครึ่งล่างก็จะอุ่น ๆ หน่อย ฟินอย่างบอกไม่ถูก ใช้เวลานี้ผ่อนคลายแบบเต็มที่ เตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางในวันต่อไปครับ

Enokiya Ryokan Bath
บ่อน้ำร้อนข้างนอก (สำหรับผู้ชาย)

ที่พักค่อนข้างถูกใจเพราะได้ในเรื่องของโลเคชั่น ความสะอาดสะอ้านของห้องพักถือว่าโอเคเลย เช็คเอาท์ได้ไม่เกิน 10 โมง ผมก็เตรียมออกมาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาหารเช้าไม่ได้ทานอะไรมาก เพราะร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่เปิด และขอรวบไปเป็นมื้อเที่ยงที่เมืองเบปปุแทน เอาเป็นว่ารายละเอียดการเดินทางไปยังเมือง Beppu รวมไปถึงบรรยากาศของบ่อน้ำพุในเมือง Beppu จะรวมไปเล่าไว้ในบล็อกตอนหน้า อย่าลืมติดตามกันด้วยนะครับ !!

สำหรับวันนี้สวัสดีครับ ~

ติดตามเนื้อหาในตอนที่แล้ว

 

ทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี (KGSP/GKS 2019) ระดับปริญญาโท-เอก ปีการศึกษา 2562

โครงการทุนรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลี (2019 Global Korea Scholarship) ประจำปี 2562 (2019) ประกาศรับสมัครนักเรียนทั่วโลกกว่า 840 คน จาก 155 ประเทศ ที่สนใจเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทเอก และสำหรับนักศึกษาวิจัย เพื่อรับทุนศึกษาต่อในประเทศเกาหลีใต้

โควต้าสำหรับคนไทย ทุนรัฐบาลเกาหลีประจำปีการศึกษา 2019

  • สมัครคัดเลือกผ่านสถานทูต (Embassy track) : 6 คน
  • สมัครคัดเลือกผ่านมหาวิทยาลัย (University track) : หลักสูตรทั่วไป 9 คน, หลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์ 3 คน (รวมทั้งสิ้น 12 คน)

โดยผู้ที่สนใจทุนนี้จะต้องผ่านการคัดเลือกรอบแรกผ่านทางสถานทูต โดนสามารถตรวจสอบรายละเอียดการคัดเลือก ดาวน์โหลดใบสมัครได้จากทางเว็บไซต์ Studyinkorea.go.kr ได้โดยตรง

วิธีการดาวน์โหลดใบสมัคร

เข้าไปที่เว็บไซต์ Studyinkorea.go.kr ในช่อง Recent Articles มองหาลิงก์ [GKS] 2019 Global Korea Scholarship for Graduate Degrees

ทุนรัฐบาลเกาหลี ป.โท เอก 2019

เมื่อเข้าไปแล้วจะมีรายละเอียดการสมัคร โดยให้สังเกตด้านล่างของรายละเอียดจะมีไฟล์ใบสมัคร รายละเอียดของมหาวิทยาลัย และคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสมัคร

กำหนดการปิดรับสมัครจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานการรับสมัครของแต่ละประเทศเช่น สถานเอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย หรือ ศูนย์เกาหลีศึกษาประจำประเทศไทย ซึ่งจะมีการประกาศแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

คุณสมบัติผู้สมัคร

สัญชาติ

  1. ครอบครัวหรือผู้สมัครจะต้องไม่ถือสัญชาติเกาหลี
  2. ชาวเกาหลีและผู้ที่ถือสองสัญชาติไม่สามารถสมัครได้
  3. ผู้สมัครหรือครอบครัวที่เคยได้รับสัญชาติเกาหลีมาก่อนจะต้องแสดงเอกสารสละสัญชาติเกาหลี

อายุ

  • ไม่เกิน 40 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 กันยายน 1979)
  • อาจารย์ในสถาบันการศึกษา ที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี (เกิดหลังวันที่ 1 กันยายน 1974 )

คุณสมบัติทางการศึกษา

  • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2019 หรือมีเอกสารคาดว่าจะจบ
  • ต้องไม่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือโทจากประเทศเกาหลี (ยกเว้น ได้รับการอุปถัมป์ หรือนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี) โดยมีเกรดเฉลี่ย 2.64/4.00 ขึ้นไป หรือ 2.80/4.3 ขึ้นไป

สภาพร่างกาย

  • มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
  • ไม่มีประวัติการใช้สารเสพติด สามารถอยู่ในประเทศเกาหลีได้เป็นระยะเวลานานได้

คุณสมบัติที่พิจารณาเป็นพิเศษ

  • มีคะแนนสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) หรือคะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ​ (TOEFL,TOEIC,IELTS) โดยผลคะแนนจะต้องยังไม่หมดอายุ
  • ผู้ที่สมัครในสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษหากมีผลคะแนนเท่ากับผู้สมัครสายอื่น
  • ผู้ที่สมัครคณะในโครงการ Industrial Professional Training Project จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษหากมีคะแนนเท่ากับผู้สมัครคนอื่น
  • ผู้สมัครที่ถือสัญชาติอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอยู่ในโครงการ ODA จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ หากมีคะแนนเท่ากับผู้สมัครคนอื่น
  • บุตรหลานของครอบครัวที่ช่วยเหลือในสงครามเกาหลีจะได้รับคะแนนเพิ่ม 5% ของคะแนนทั้งหมด
  • ผู้สมัครที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน

สิทธิพิเศษของทุนรัฐบาลเกาหลี

  • ตั๋วเครื่องบิน (ไปกลับ) ในระดับชั้นประหยัด
  • ค่าตั้งถิ่นฐาน 200,000 วอน (จะได้รับเมื่อถึงเกาหลี)
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือน 900,000 วอน/เดือน
    (
    สำหรับโปรแกรมสำหรับนักวิจัย Research จะได้รับ 1,500,000 วอน/เดือน)
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับวิจัย
    – คณะ Liberal Arts และ Social Science : 210,000 วอน/เทอม
    – คณะ Natural Science & Engineering : 240,000 วอน/เทอม
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนภาษาเกาหลีทั้งหมด 1 ปี
  • ค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับปริญญาโท หรือ เอก ทั้งหมด
    (4
    ปี สำหรับระดับปริญญาเอก, 3 ปีสำหรับปริญญาโท, 6 เดือนสำหรับโครงการวิจัย)
  • ค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยานิพนธ์
    – คณะ Liberal Arts และ Social Science : 500,000 วอน
    – คณะ Natural Science & Engineering : 800,000 วอน
  • ค่าประกันสุขภาพ 20,000 วอน/เดือน
  • หากมีคะแนน TOPIK ในระดับ 5 ขึ้นไป จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่ม 100,000 วอน/เดือน
  • ค่าใช้จ่ายสนับสนุนเมื่อจบการศึกษา : 100,000 วอน

โปรดศึกษารายละเอียดจากในใบสมัครให้ครบถ้วนอีกครั้ง

ขอสงวนสิทธิ์ไม่ตอบคำถามหากเป็นข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้จากในเว็บไซต์หรือบนอินเทอร์เน็ต
และเนื่องจากว่าผมได้รับทุนในระดับปริญญาตรี จึงไม่สามารถให้ข้อมูลในเชิงลึกของระดับปริญญาโท-เอกได้ครับ แต่หากมีข้อมูลที่สงสัยส่งเข้ามาเรื่อยๆ จะอาสานำไปสอบถามรุ่นพี่มาให้เพิ่มเติมได้ครับ

รวมคำถามที่พบบ่อย : สมัครเรียนภาษาม.ซอกังด้วยตัวเอง

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

1. สมัครเองหรือสมัครผ่านเอเจนซี่คะ? เอเจนซี่เจ้าไหนดี?

ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่าในบล็อก เราสมัครด้วยตัวเองทุกขั้นตอนค่ะ หลายคนกังวลว่าตัวเองไม่เคยสมัคร จะรอดรึเปล่า กลัวทำไม่ได้ เพราะภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง ขอยืนยันมา ณ จุดนี้ ว่าไม่ยากอย่างที่คิด ตอนสมัครไม่ได้สนทนาภาษาอังกฤษตัวต่อตัว มีเวลาเยอะแยะ เปิดดิค+กูเกิ้ลได้ค่ะ เราก็ทำ 55 (แปลไม่ออกมาถามได้เลย ^^) ส่วนตัวจีมินไม่เคยใช้เอเจนซี่ ดังนั้น ไม่สามารถแนะนำได้ว่าเจ้าไหนดี ขอโทษด้วยค่า -/|\-


สมัครเอง

ข้อดี แน่นอนว่าเราได้ติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิด รู้ว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว ต้องทำอะไรต่อ ไม่เสียเงินค่าเอเจนซี่ หากมีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถส่งอีเมลไปถามเจ้าหน้าที่ของสถาบันได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะไม่ตอบกลับถ้าแกรมม่าไม่เราเป๊ะ ไม่มีแบบนั้นแน่นอนค่ะ เพราะงั้นอย่าไปเกร็ง 😉 เค้าแค่อาจจะตอบช้าถ้าช่วงนั้นยุ่ง มีคนสมัครเยอะ แนะนำให้รีบสมัคร และส่งอีเมลทันทีหากมีคำถาม เผื่อเวลารอเค้าตอบด้วย

ข้อเสีย ต้องคอยมาเช็คบ่อย ๆ ตอนนั้นเราล็อคอินเข้าไปเช็คทุกวัน วันละหลายรอบ รอว่าเมื่อไหร่เค้าจะตอบ โดยเฉพาะช่วงรอคอนเฟิร์มหลังจ่ายค่าเรียนนี่เช็คถี่มาก กลัวส่งเงินไม่ถึง เหมือนเป็นพวกวิตกจริต 55555

สมัครผ่านเอเจนซี่

ข้อดี – มีผู้มีประสบการณ์ดำเนินการให้ ไม่ต้องวุ่นวายมากนัก (แต่ต้องเลือกเอเจนซี่ดี เชื่อถือได้นะ)

ข้อเสีย – เสียเงินเพิ่ม ไม่สามารถล็อคอินระบบเข้าไปเช็คเองได้ เพราะเอเจนซี่เองเค้าก็กลัวว่าเราจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างใน

สรุป ถ้าคิดว่าสมัครด้วยตัวเองได้ให้สมัครเองไปเลยค่ะ เราเขียนทุกอย่างที่ตัวเองทำตอนนั้นไว้หมดแล้ว คนอื่นอาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้ แต่คิดว่าคงไม่ต่างกันมากค่ะ ประหยัดเงินในส่วนที่เราประหยัดได้ดีกว่า แต่ถ้ามีงบหรือผู้สนับสนุนจะจ้างเอเจนซี่ก็ไม่ว่ากัน <33 ซัพพอร์ตทุกคน ขอให้ได้ไปเรียนตามที่ฝันไว้นะคะ

2. มีเงินไม่ถึง ทำยังไงกับเอกสารรับรองการเงิน (bank statement) ดี?

หากเงินในบัญชีตัวเองมีไม่ถึง สามารถใช้ bank statement ของผู้ปกครองได้ค่ะ เค้าอาจขอเอกสารรับรอง (statement of financial sponsorship) เพิ่มเติมภายหลัง หลังจากขอ bank statement บางคนต้องรออีก 1-2 วันทำการ / แต่เราไปขอสาขาในมหาวิทยาลัย บอกเค้าว่าขอไปสมัครเรียน รอรับได้ทันทีเลย เย่!!!

3. ภาษาอังกฤษไม่เก่งจะเป็นไรมั้ย?

คำถามยอดฮิต หลังไมค์มาอย่างล้นหลาม ภาษาอังกฤษไม่เก่งไม่เป็นไรเลยค่ะ ในห้องเรียนใช้แต่ภาษาเกาหลี แต่นอกห้องเรียนก็อีกเรื่องนึงนะ 555 เอาเป็นว่าถ้าพอถามทางเวลาหลงได้ สั่งอาหารได้ ถือว่าพออยู่รอดในเกาหลีแล้ว เราจบเอกภาษาอังกฤษ แต่แทบไม่พูดภาษาอังกฤษกับเพื่อนเลย บอกเพื่อนว่าคุยกับเราภาษาเกาหลีนะ เพื่อนก็โอเค จัดไป!

4. ต้องสอบวัดระดับเท่านั้นใช่มั้ยถึงจะเลือกกึบได้?

ใช่ค่ะ ถ้าไม่เคยเรียนที่สถาบันภาษาของซอกังมาก่อน ต้องสอบวัดระดับ ไม่งั้นจะได้เรียนระดับ 1 อย่างที่บอกไป ไม่ว่าจะเคยเรียนมาจากไหน นานแค่ไหน มาที่นี่ก็ต้องสอบค่ะ

5. ไปพักที่ไหนดี? ที่พักแพงมั้ย?

ขึ้นชื่อว่าเกาหลี จะบอกว่าไม่แพงก็คงโกหก แพงทั้งค่าที่อยู่และค่าครองชีพ ถ้ามีงบจำกัด ลองหาที่พักแบบโกชิวอน (고시원) หรือฮาซุกชิบ (하숙집) ดีขึ้นมาหน่อยก็วันรูม (원룸) ไปจนถึงออฟฟิศเทล (오피스텔)  ราคาแปรผันกับโลเคชั่นและไซส์ของห้อง ค่าเช่าที่พักควรเตรียมไว้ซัก 400,000-500,000 วอน/เดือน (12,000 – 15,000 บาท) มีทั้งต้องจ่ายค่ามัดจำและไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำ ที่ไหนมัดจำถูก รายเดือนจะแพง และห้องไม่กว้างมาก มัดจำ (ถ้ามี) ก็อาจจะเริ่มต้นที่ 1 ล้านวอน (30,000 บาท) ไปจนถึง 10 ล้านวอน (300,000 บาท) เลยก็มี ! แต่เงินมัดจำเราจะได้คืนหลังจากที่หมดสัญญา ปัญหาคือ เราต้องออกตามระยะเวลาที่กำหนดและเรื่องเงินที่เราต้องสำรองจ่ายก่อนเยอะ ถ้ามีเงินก้อนก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าไม่มีก็อาจจะต้องแก้โดยการยอมจ่ายรายเดือนแพงโดยไม่มีมัดจำ หรือยอมนอนห้องที่แคบ หรือไปหาอยู่แชร์กับรูมเมทคนอื่น

6. ใช้เงินเยอะมั้ย?

ค่าใช้จ่ายตอนสมัคร ใช้ตามที่บอกไปในรีวิวเลยค่ะ 🙂 แต่ที่ไม่ได้เขียนรวมค่าที่พักและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพราะมันค่อนข้างปัจเจก ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ถ้าจะให้ตีเฉพาะค่ากินอยู่จะได้ไปบอกผู้ปกครองได้ก็คงเดือนละ 2 หมื่นบาท ใครเที่ยวเก่งก็เตรียมเงินมาเยอะ ๆ เลย ถ้าบางมื้อเกิดอยากกินปูหรือปลาไหล เงินก็จะไหลออกปรื้ด ๆๆๆ เหมือนปลาเลยจ้า เอาเป็นว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการปรับตัว ไม่ต้องกลัวค่ะ

7. โลเคชั่นม.ซอกัง การเดินทางสะดวกมั้ย? ร้านอาหารหาง่ายรึเปล่า?

โอ้ว ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ซอกังตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยยอนเซและอีฮวา สถานที่ฮอตฮิตที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปกันบ่อย ๆ ดังนั้น ทุกอย่างกองอยู่แถวนี้เลยจ้า ร้านอาหาร ร้านเบียร์ ร้านหมูสามชั้น คาเฟ่ คาราโอเกะ ร้านเครื่องสำอาง ป้ายรถบัส สถานีรถไฟฟ้า (ชินชน Sinchon station) ฯลฯ เดินเท้าไปฮงแดยังไหว เริ่ด! แต่ในมหาวิทยาลัยซอกังนั้นเนินสูงเชียว ยิ่งวันไหนไปสายละต้องวิ่งนะ TT แม่จ๋า น่องปูด หอบหนักมาก

8. ได้เกียรติบัตรวันไหน?

ตอนแรกคิดว่าจะได้ขึ้นเวทีไปรับตอนพิธีปิด แต่ผิดค่ะ มีแค่นักเรียนกึบ 6 ที่ได้ขึ้นไปรับ ส่วนพวกเรากึบ 1 – 5 ต้องไปขอเกียรติบัตรเองที่ชั้น 7 หลังจากพิธีปิดวันสุดท้าย/ ส่วนตัวเราไม่ได้ไปเอา คิดว่าคงไม่ได้ใช้ แฮ่! – w-

9. บัญชีธนาคารจำเป็นต้องเปิดมั้ย? จะได้บัตรแบบไหน? สามารถทำ internet banking ได้มั้ย?

มาอยู่นานเป็นเดือนขนาดนี้แนะนำให้เปิดบัญชีค่ะ แล้วชีวิตจะสะดวกสบายขึ้นเยอะ เกาหลีใต้เป็นประเทศ cashless คนไม่ค่อยพกเงินสดกัน ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ค่าโดยสารอะไรก็รูดบัตรหมด เวลาไปกินข้าวกับเพื่อนจะหารสอง หารสามสี่ห้า หรือจ่ายไม่เท่ากันยังไงก็บอกเค้าเลย  จ่ายแยกด้วยบัตรได้ แต่มีเงินสดติดตัวไว้บ้างก็ดีค่ะ ร้านข้างทาง ตลาดสด หรือร้านเสื้อผ้าบางที่รับเฉพาะเงินสด มีเคสปลายปีที่แล้ว เกิดเหตุสัญญาณโทรศัพท์ KT ใช้การไม่ได้ ร้านค้าส่วนใหญ่ใช้เครื่องรูดบัตรไม่ได้ คนที่พกเฉพาะบัตรลำบากเลย [อ่าน]

ส่วนสมัครแล้วจะได้บัตรแบบไหนนั้น แล้วแต่ดุลยพินิจของคุณพี่พนักงาน บางคนอยู่ไม่ถึง 3 เดือนได้บัตรแบบนึง อยู่เกิน 3 เดือนได้อีกแบบนึง อยู่เกิน 6 เดือนได้อีกแบบนึง หรือไปสมัครวันเดียวกับเพื่อน ได้คนละบัตรก็มี = w=’’ ประกอบกับธนาคารมีการออกบัตรรุ่นใหม่อยู่เรื่อย ๆ ดังนั้น ถ้าจะให้ตอบว่าจะได้บัตรอะไรนั้นคงเป็นเรื่องยากค่ะ

หลังจากธนาคารนัดมารับบัตรแล้วจะให้เราโหลดแอพ Woori Global Banking ไว้ทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ด้วย แนะนำว่าให้จดไอดีกับรหัสดี ๆ เราลืมไปสองรอบแล้วจ้า ล่าสุดเข้าไม่ได้แล้วจ้า 55555555555 อยากใช้ใหม่คงต้องบินกลับเกาหลีไปธนาคารอีกรอบ

ได้บัตร(สีขาว)มาใช้ช่วงที่รอรับบัตรจริงด้วย ^^b

10. จะรู้ได้ยังไงว่าสถาบันตรวจสอบข้อมูลหรือเอกสารเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สถาบันจะส่งอีเมลมาบอก หรือในหน้า My Page สามารถกดเลือกไปขั้นตอนต่อไปได้

สมัครเรียนภาษา เกาหลี ม.ซอกัง เมลตอบกลับ

11. จำเป็นต้องใช้สูติบัตรในการสมัครเรียนไหม

ใบสูติบัตรอยู่ในหมวด additional document ค่ะ ซึ่งเอกสารที่สถาบันขอให้ผู้สมัครแต่ละคนส่งจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ ต้องรอเค้าส่งอีเมล์มาบอกอีกที ถ้าในอีเมล์มีแสดงว่าจำเป็นค่ะ

12. จบภาษาจบแล้วแล้วสามารถทำงานต่อที่เกาหลีได้ไหม

จากข้อมูลปัจจุบัน (ปีพ.ศ.2563)​ ยังไม่มีสิทธิพิเศษเกี่ยวกับวีซ่าสำหรับผู้ที่เรียนภาษาโดยตรง หมายถึง เรียนภาษาที่เกาหลีจบแล้วไม่สามารถยื่นวีซ่าเพื่อที่จะขอทำงานต่อได้ทันทีค่ะ

ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในมหาวิทยาลัยเกาหลีเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ขอยื่นวีซ่า D-10 (วีซ่าสำหรับการหางานในเกาหลี) ได้

แต่ในทางอ้อม หากเราเรียนภาษาจบแล้ว มีความรู้และทักษะภาษาเกาหลีที่เพียงพอก็อาจจะลองสอบวัดระดับความสามารถภาษาเกาหลี (TOPIK) ไว้เพื่อยื่นสมัครทำงานผ่านบริษัทที่สนใจในเกาหลีได้ค่ะ แต่ในกรณีนี้ก็จะมีข้อจำกัดอยู่ค่อนข้างเยอะ ต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่มีข้อจำกัดในการว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าไปทำงาน และตัวผู้สมัคร​ก็จะต้องมีประสบการณ์ทำงานในประเทศในสายที่เกี่ยวข้องกับงานที่จะทำในเกาหลีอย่างน้อย 5 ปี​ (1 ปี สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญาตรีขึ้นไป และไม่จำกัดระยะเวลาทำงานสำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับป.โทขึ้นไป)

13. อยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทำยังไง?

  • ทิ้งข้อความไว้ด้านล่างนี้เลยค่ะ เผื่อคนอื่นมีคำถามเดียวกัน หรือ
  • ส่งข้อความมาที่ Facebook Fanpage Framekung.com หรือ
  • ส่งอีเมลสอบถามสถาบันโดยตรง sgklec2@sogang.ac.kr

เพื่อนๆ ที่เรียนภาษา

My Year in Review in 2018 : เรียนรู้กับความไม่แน่นอน

ภาพรวม 2018 ของผม คงเป็นเหมือนดั่งชื่อบล็อก ปีนี้มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เพื่อน, หน้าที่การงาน ขอแบ่งมาบันทึกไว้เตือนตัวเองในปีถัดๆไป

เพื่อน

ช่วงต้นปีต้องสูญเสียเพื่อนสนิทจากอุบัติเหตุ เป็นเพื่อนที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี และเดินทางมาเกาหลีพร้อมกันกับผมเมื่อ 6 ปีก่อน ใช้ชีวิตในเกาหลีจนจบและเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

แต่ในเช้าของวันหนึ่ง ผมก็ได้ทราบข่าวเพื่อนประสบอุบัติเหตุ ก็ใจหายเพราะไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว จำได้ว่าตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ มือก็สั่นไปหมด ได้ไปช่วยงาน ช่วยครอบครัวของเพื่อน พร้อมกับพี่ๆน้องๆที่อยู่ในเกาหลี

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เห็นความสามัคคีของทุกคนที่จัดการกับเหตุการณ์ทั้งหมด หลายอย่างที่ต้องใช้ความคิดตลอดเวลา ทำงานภายในความเครียด ความกังวล มีที่ต้องติดต่อทั้งตำรวจ ทั้งโรงพยาบาล ซึ่งก็ขอบคุณน้ำใจของเพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้องทุกคนที่ช่วยเหลือคนละเล็กละน้อยจนทุกอย่างผ่านพ้นไป และความไม่แน่นอนครั้งนี้ก็ได้ทำให้พวกเราเรียนรู้ว่าควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทแค่ไหน ควรดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ควรมีการแลกข้อมูลที่ติดต่อได้กับที่บ้าน (ที่ไทย) ไว้กับเพื่อนสนิท เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่บ้านก็ควรต้องรู้จักใครสักคนที่นี่ด้วย และแน่นอน การมีเพื่อนสนิทในต่างแดน ทั้งคนไทยหรือคนต่างชาตินั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก

การงาน

เป็นเรื่องส่งท้ายปีที่รู้สึกทำให้ชีวิตไม่แน่นอนอีกครั้ง เมื่อบริษัทมีแผนปรับโครงสร้างพนักงานใหม่ มีการลดจำนวนพนักงาน เหมือนจะเข้าข่ายต้องออกจากบริษัท เลยค่อนข้างกังวล เตรียมหางานใหม่ เตรียมยื่นวีซ่าอยู่อาศัย เพราะวีซ่าทำงานที่ถืออยู่เดิม หากมีเหตุต้องได้ออกจากบริษัทจริงๆ เราจะต้องรีบหาที่ทำงานใหม่ภายใน 14 วัน ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะไปหางานใหม่ (ปกติหางานที่นี่กว่าจะยื่นสมัคร สัมภาษณ์ ใช้เวลาจริงก็ร่วมหลายเดือน) เลยตัดสินใจสมัครวีซ่าอยู่อาศัยทั้งๆที่ไม่มีความพร้อม กลัวโดนปฏิเสธเอกสาร (เอกสารบางอย่างดูเหมือนไม่ครบถ้วน) แต่ตอนนั้นคิดในใจว่า ไม่มีอะไรจะเสีย ยื่นอะไรได้ก็ยื่นไปก่อน ขาดเหลืออะไรก็ค่อยมาเพิ่มทีหลัง

คือต้องบอกว่าการไปตม. เพื่อทำธุระต่างๆในเกาหลีเป็นเรื่องที่ยุ่งยากหน่อยครับ สำหรับชาวต่างชาติ แต่สุดท้ายผลก็คือได้วีซ่าอยู่อาศัยมา และงานก็ยังคงได้ทำที่เดิมอยู่ต่อไป ดีใจปนเสียใจ เพราะต้องได้ร่ำลาเพื่อนร่วมงานหลายคน การทำงานเลยอาจจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง แต่ก็คิดว่าจะคุ้นชินกับมัน

ผมมีโปรเจ็คเล็กๆ ที่เริ่มประมาณกลางปี เป็นเว็บไซต์รีวิวการท่องเที่ยวเกาหลี จริงๆอยากทำเป็นวาไรตี้ รวมเรื่องราวจิปาถะเกี่ยวกับเกาหลีด้วย ชื่อว่า “จะไปเกาหลี” อยากสร้างคอนเทนต์แนวสร้างสรรค์ที่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เอาประสบการณ์ด้านภาษาเกาหลีและการใช้ชีวิตที่นี่ เขียนรีวิวดีๆ บทความดีๆ ให้คนอ่านได้ติดตามกัน เลยตัดสินใจเปิดเว็บนี้ขึ้นมา ส่วนบล็อกเฟรมคุงนี้ ก็ยังคงเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไว้แชร์ความคิดของผมต่อไป … แอบเหลือเชื่อเหมือนกันว่า เว็บนี้อยู่มา 10 ปีแล้ว…

เว็บไซต์ รีวิว ท่องเที่ยวเกาหลี จะไปเกาหลี

ท่องเที่ยว

ปีนี้ได้กลับไทยไปทำเรื่องเกี่ยวกับเกณฑ์ทหาร ก็เป็นว่าเรียบร้อยผ่านพ้นไปด้วยดี ผมมีปัญหาเรื่องสายตาสั้น ก็กลับไทยไปตรวจสุขภาพและวันจริงก็ได้ไปยื่นสละสิทธิ์ผ่อนผัน และเข้าสู่กระบวนการปกติ

เกณฑ์ทหาร จังหวัดนครราชสีมา

มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดในเกาหลี 3 เมือง คือ พยองชาง (평창) ตามที่ได้รีวิวไว้ใน บล็อกตอน สักครั้งกับประสบการณ์ชมโอลิมปิก PyeongChang Olympic ปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาว จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ ก็รู้สึกเหมือนอยู่ในประวัติสำคัญของบ้านเขาล่ะครับ ซื้อตั๋วเข้าไปดูกีฬา ซึ่งเพิ่งจะเคยเหมือนกัน

พยองชังโอลิมปิก
พยองชางโอลิมปิก ที่จัดที่เมือง พยองชาง (Pyeong Chang) เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ไปเที่ยวเมือง ชอนจู (전주) เคยไปเมื่อ 3 ปีก่อน ครั้งนี้มีโอกาสได้ไปพักในบ้านฮันอก และเดินสำรวจรอบเมือง ไปติดตามกันได้ในตอน [เที่ยวเกาหลี] ใส่ชุดฮันบกไปเที่ยวหมู่บ้านฮันอกที่ชอนจู (Jeonju) กัน! 

และเมือง ซุนชอน (순천) ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเกาหลี เป็นเมืองที่สงบ อบอุ่น และธรรมชาติดีงามระดับห้าดาว

เที่ยวเมือง ซุนชอน (Suncheon-si)
เมืองซุนชอน (Suncheon-si)

ส่วนต่างประเทศ ถ้าไม่นับประเทศไทย ปีที่แล้วได้ไปชมซากุระที่ญี่ปุ่นแบบช่วงพีคสุดๆ ย่านคันไซ ช่วงที่ไปเป็นต้นเดือนเมษายน ซากุระเรียกว่าบานสะพรั่ง นั่งรถไฟฟ้าไปเส้นทางไหนก็จะเห็นต้นไม้เป็นสีชมพูทั่วเมืองไปหมด ฟินมาก แต่จำได้ว่าตั๋วตอนนั้นก็แพงมาก (ขนาดเกาหลีอยู่ใกล้ญี่ปุ่น) ไปติดตามกันได้ใน [เที่ยวญี่ปุ่น] ตามลายแทงซากุระ 4 วัน 4 เมืองย่าน Kansai (ตอนที่ 1) และ [เที่ยวญี่ปุ่น 2018] จุดชมซากุระสวยๆในเกียวโต (ตอนที่ 2)

เดือน พฤษภาคม ยังได้จัดทริปด่วนมา Workshop กับเพื่อนๆที่ทำงาน ในประเทศเวียดนาม เมืองดานัง (Danang) นอนโรงแรมริมทะเล ไปเมืองฮอยอัน (Hoi An) ฟินสุดๆก็ตรงที่เวียดนามเป็นเมืองที่ผลิตกาแฟส่งออก (ผมก็เป็นคนที่อินกับทุกอย่างที่เป็นกาแฟ) เลยได้อุปกรณ์ทำกาแฟ ชุดดริปและกาแฟมาอีกหลายห่อ

ถ่ายกับเพื่อนร่วมงานที่เมืองฮอยอัน

ไปเที่ยวพม่า 2 เมืองใหญ่ ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ คิดไว้นานแล้วว่าจะต้องไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านสักครั้ง ปีนี้เลยตัดสินใจไปเที่ยวพม่าช่วงเดือนกันยายน ไปติดตามกันได้ในบล็อกตอน เที่ยวพม่าต่อไม่รอแล้วนะ เที่ยวพม่า 2 เมืองย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ | ตอนที่ 1และ เที่ยวพม่าต่อไม่รอแล้วนะ เที่ยวพม่า 2 เมืองย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ | ตอนที่ 2

เครือข่ายใหม่ๆ

ปีนี้มาช่วยเหลืองานให้กับ NIIED ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ทุนเฟรม โดยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆของทุน ติดต่อรุ่นพี่ ศิษย์เก่าที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลีในปีก่อนๆ เลยมีโอกาสได้พูดคุย เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ หลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับกิจกรรมของเครือข่ายทุนรัฐบาลเกาหลี รู้เส้นทางของรุ่นพี่แต่ละคนว่าส่วนใหญ่ไปประกอบอาชีพอะไร เลยทำให้รู้ว่าเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีมีอยู่ทั่วโลกและกว้างขวางมาก มีโอกาสได้สัมภาษณ์รุ่นพี่และได้แชร์เรื่องราวลงในบล็อกตอน พบ “อ.ออย กาญจนา” ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีในงาน GKS Alumni Invitation Program

ช่วงปลายๆปี มีโอกาสมาบรรยายงานแนะแนวเส้นทางการทำงานต่อที่ประเทศเกาหลี ที่จัดโดยชุมชนนักเรียนไทยในเกาหลี ไปพูดคุย 30 นาที แชร์ประสบการณ์ให้กับรุ่นเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง ที่มาฟังกัน วันนั้นทำให้รู้เลยว่ามีนักเรียนไทยที่มาศึกษาต่อในประเทศเกาหลีเยอะขึ้นเรื่อยๆทุกปี เนื้อการบรรยายสรุปคร่าวๆเอาไว้ในบล็อกตอน พบปะรุ่นพี่ทุนรัฐบาลเกาหลี ในงานแนะแนวทำงานต่อเกาหลี “จบแล้วไปไหน”?

และอีกงานที่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ คือการได้มาเปิดประสบการณ์เป็นวิทยากรรับเชิญบรรยายในมหาวิทยาลัย หัวข้อที่บรรยายเป็นเรื่องเกี่ยวกับสื่อโซเชียล ว่าคนไทยมีพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลอย่างไร ทำคอนเทนต์ให้คนไทยต้องคำนึงเรื่องใดบ้าง ให้กับนักเรียนเกาหลีเอกภาษาไทย ที่ลงเรียนคลาสคอนเทนต์วัฒนธรรมไทย มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก (Hankuk University of Foreign Studies) โดยได้รับความไว้วางใจจากอ.เกวลิน อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก

ประเมินตัวเอง

ปี 2018 จำได้ว่าไม่ได้มาตั้ง resolution บอกตัวเองว่าจะทำอะไรในปี 2019 แต่ไปพิมพ์เอาไว้ตอนเดือนกุมภาพันธ์ ที่ครบรอบ 6 ปี ชีวิตที่เกาหลี แน่นอนว่าปีนี้ก็จะเข้าสู่ปีที่ 7 มีอะไรหลายเรื่องที่ได้ทำและไม่ได้ทำ

เป้าหมายออกกำลังกาย : สุดท้ายยิมคนเยอะมาก จัดตารางเวลา การกินก่อนออกกำลังกายไม่ได้ เลยจำเป็นต้องหยุดไปเพราะรู้สึกว่าไม่คุ้ม หลังจากไป PT ต้นปีก็พบว่าเรากล้ามเนื้อค่อนข้างเกร็ง ไม่ยืดหยุ่น พอไม่ได้ไปออกกำลังกายต่อ ก็จะอาศัยว่า stretching อยู่ที่บ้านไปก่อน และตั้งเป้าหมายดื่มน้ำให้เยอะขึ้น

เป้าหมายไม่ประมาทกับชีวิต : อันนี้ประคับประคองตัวเองมาดีตลอดทั้งปี จะลงจากรถไฟฟ้า ก้มหันไปมองที่นั่งว่าลืมอะไรหรือเปล่า ทำแบบนี้ตลอดจนเป็นนิสัย (หรือระแวงก็ไม่แน่ใจ) จะออกจากบ้านเช็คไฟ ปิดสวิตช์ กลัวเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรอะไรพวกนี้เหมือนกัน หลังๆมีข่าวแบบนี้ที่เกาหลีบ่อย พวกนี้คือเป็นแพทเทิร์นในชีวิตไปแล้ว .. ปีนี้ก็จะต้องไม่มีเรื่องอะไรที่พลาดจากความประมาทของตัวเอง

เรื่องเรียนภาษาญี่ปุ่น : มีความชอบแต่ไม่ได้สานต่อความชอบให้มันเป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร มันเลยอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในการเรียนมากนัก ก็ยังคง hold ไว้ แต่ก็ดีใจที่ได้เริ่มต้น

เป้าหมายสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ : ออกมาจากคอมฟอร์ทโซนหลายเรื่อง ได้ลองไปเข้ายิม ได้ไปเจอคนใหม่ๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก็ยังคงท้าทายอะไรใหม่ๆด้วยสิ่งใหม่ๆอีกในปีนี้ และหวังว่าจะมีโอกาสใหม่ๆเปิดรับเข้ามาอีกอยู่เสมอๆ

สิ่งที่อยากทำในปี 2019

  1. ปกติทุกปีจะตั้งเป้าหมายทำโปรเจ็คใหม่ๆไว้อยู่เสมอ คงหาโอกาสทำอะไรใหม่ๆ ที่อยากลองทำมานาน รวมถึงทำของเก่าให้ดีอย่างบล็อก หรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวเกาหลี จะไปเกาหลี (JapaiKorea.com) ให้ดีขึ้นด้วย
  2. อยากลองเรียน หาประสบการณ์ใหม่ๆที่มากกว่าเรื่องวิชาการ มีความคิดอยากจะเรียนนวดแผนไทย ไปจนถึงบาริสต้า!
  3. อยากเจอผู้คนที่มีความชอบคนละแบบกับเรา มีความถนัดแตกต่างกับเรา เพื่อให้ได้แลกเปลี่ยนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

 

หวังว่าปี 2019 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความหวัง และทุกอย่างเป็นเรื่องหมูๆ ให้สอดคล้องกับปีหมู 2019 (๒๕๖๒) นี้ครับ 🙂

 

พบ “อ.ออย กาญจนา” ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีในงาน GKS Alumni Invitation Program

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว (26 พ.ย. 2561) เฟรมมีโอกาสได้พูดคุยกับ “อาจารย์ออย กาญจนา สหะวิริยะ” ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลี ประจำปี 2011 ที่มีโอกาสได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรม สำหรับศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีในโครงการ “GKS Alumni Invitation Program 2018”

ต้องเกริ่นก่อนว่าโครงการนี้ เป็นหนึ่งในโครงการที่ National Institute for International Education หรือ NIIED ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกๆปี เพื่อให้ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีที่มีกิจกรรมโดดเด่นในประเทศ มีโอกาสกลับมาเยี่ยมประเทศเกาหลี ชมความเปลี่ยนแปลงของประเทศเกาหลีอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงอาจารย์ออยที่ได้รับเชิญเท่านั้น แต่ยังมีศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีจากประเทศต่างๆกว่า 20 ประเทศเข้าร่วมงานในครั้งนี้

ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลี ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการ จะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวในประเทศเกาหลี โดยทาง NIIED เป็นผู้ดำเนินการออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ตั้งแต่ค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัว  ศิษย์เก่าที่มีผลงานยอดเยี่ยมในด้านการทำงาน หรือมีผลงานโดดเด่น จะได้รับการเทียบเชิญ ผ่านทางสถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทยทุกปี

อาจารย์ออย สอนวิชาภาษาเกาหลีอยู่ที่แผนกวิชาภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาภาษาตะวันออก โดยอาจารย์สอนวิชาภาษาเกาหลี 3, ภาษาเกาหลี 4, ไวยากรณ์ภาษาเกาหลี และการสอนภาษาเกาหลี ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ถึงชั้นปีที่ 4

พูดถึงชั่วโมงบิน อาจารย์ออยเริ่มสอนภาษาเกาหลีตั้งแต่ พ.ศ.2551 ก่อนที่จะลาไปศึกษาต่อเพิ่มเติม มีโอกาสได้รับทุน Korea Foundation มาศึกษาภาษาเกาหลีในปี 2009 และศึกษาในระดับปริญญาโท ที่ มหาวิทยาลัยสตรีซุกมยอง (Sookmyung Women’s University) เป็นเวลาร่วม 8 ปี ที่อาจารย์ออยอยู่ในวงการการสอนภาษาเกาหลี

หนังสือ ภาษาเกาหลี ไวยากรณ์ ระดับกลาง
ผลงานหนังสือประกอบการเรียน ภาษาเกาหลี ไวยากรณ์ระดับกลางที่เขียนโดย อาจารย์ออย ร่วมกับ อาจารย์ Lee-Choonja (Intermediate Korean Grammar by Ajarn Oil in collaboration with Lee Choonja)

อาจารย์ออยมองว่า ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเรียนไทยหลายคนที่เริ่มสนใจศึกษาภาษาเกาหลีเป็นภาษาที่สาม ในยุคไร้พรมแดน ทำให้การเข้าถึงภาษาเกาหลีได้ง่ายขึ้น มองว่าภาษาเกาหลีคือโอกาส สามารถสร้างโอกาสในการทำงานได้อีกในอนาคต

ในฐานะอาจารย์เป็นหนึ่งในบุคลลากรที่พัฒนาวงการการศึกษาด้านภาษาเกาหลี รู้สึกภาคภูมิใจตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเอนทรานซ์เลือกเข้าเรียนภาษาเกาหลีตั้งแต่ปี 2546 ยุคที่เรียกภาษาเกาหลียังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก

อาจารย์ออยทิ้งท้าย เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังศึกษาภาษาเกาหลีครับ ว่า “ภาษาเกาหลีอาจจะเป็นภาษาหนึ่งที่ยาก มีโครงสร้างภาษาที่ตรงข้ามกับภาษาไทย ดังนั้นผู้ที่ศึกษาในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ายากมาก แต่คิดว่าภาษาเกาหลี หากตั้งใจจริง อาจารย์มั่นใจว่าจะต้องได้รับโอกาสจากภาษาเกาหลี ในการนำไปใช้ประกอบอาชีพอย่างแน่นอน”

หน้าที่ของนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีในฐานะศิษย์เก่า

นอกจากผมจะมีโอกาสได้พบกับอาจารย์ออย ตัวแทนคนไทยในกิจกรรมนี้แล้ว ผมยังมีโอกาสได้เข้ามาสังเกตการณ์​ และได้ชมการดำเนินกิจกรรมเครือข่ายของศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลีในประเทศอื่นๆด้วย ว่าในแต่ละประเทศมีการดำเนินกิจกรรมระหว่างเครือข่ายศิษย์เก่านักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีอย่างไรบ้าง บางประเทศมีการจัดตั้งชุมชนนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีในประเทศต่างๆ เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเทศเกาหลี ในประเทศบ้านเกิด
Mr. Park Seung Chul Director General of NIIED
Mr. Park Seung Chul – Director General of NIIED ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดและติดตามการดำเนินกิจกรรมของอดีตนักเรียนทุนฯ
อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีฯ จากประเทศต่างๆได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน

ชั่วโมงบ่ายเป็นชั่วโมงปล่อยของ ให้ศิษย์เก่ามีโอกาสได้พูดถึงหน้าที่การงาน การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมภายในประเทศ ในฐานะอดีตนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ผมเองก็มีโอกาสได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ได้ไปบอกเล่าเกี่ยวกับชีวิต 5 ปีที่เกาหลีและชีวิตหลังจากจบการศึกษาที่ประเทศเกาหลีด้วยครับ…

Rachata Soranakom

กิจกรรมที่ศิษย์เก่าทุนรัฐบาลเกาหลี ได้ดำเนินระหว่างอยู่ในประเทศ

เวลานี้จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาคุณภาพที่จะได้เห็นแนวทางในการทำงาน แนวทางในการพัฒนาตัวเอง รวมไปได้เห็นความก้าวหน้าในเรื่องของการงานหลังจากมีโอกาสได้มาศึกษาที่ประเทศเกาหลีของรุ่นพี่แต่ละคน เป็นเหมือนอีกแรงผลักดันที่จะทำให้เราอยากจะพัฒนาตัวเอง โดยมีรุ่นพี่ที่มีความสามารถเป็นต้นแบบในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ติดตามเรื่องเล่าของเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีจากทั่วทั้งมุมโลกใน..
Follow the GKS Alumni story via..

ทุนรัฐบาลเกาหลี GKS Alumni

https://www.facebook.com/niiedgks
Instagram : gks_alumni

(English)

Last month, I met Kanchana Sahaviriya or Ajarn Oil, GKS 2011, who also attended GKS Alumni Invitation Program 2018. But before we get started, let me tell you more about the event. It is an annual event held by National Institute for International Education (NIIED) with the goal of inviting GKS alumni who are socially active in their home countries to South Korea to see changes and updates that has happened in Korea. Twenty alumni from all over the world are invited to participate the event.

Participants will visit places in Korea and join activities arranged by the host while all expenses related to the program such as airline ticket and accommodation are also covered. Remarkable alumni for excellent work or activities will be invited by Embassy of the Republic of Korea in Thailand every year.

Ajarn Oil is a professor of the Department of Korean in the Faculty of Humanities and Social Sciences, Prince of Songkla University Pattani Campus. She teaches Korean 3 and 4, Korean Grammar and Korean Teaching to second year and fourth year students.

She started teaching Korean in 2008 before pursuing her further Korean study a year later. In 2009, she received a Masters Scholarship from Korea Foundation to study at Sookmyung Women’s University. It has been eight years now that she works in Korean language teaching industry.

Ajarn Oil said that right now is a good chance for many Thai students who are interested in learning Korean as a third language since we are in a borderless world where learning Korean has become a lot more easier to access. She added that Korean can provide a good job opportunity for them in the future.

Lastly, to encourage all people out there who’re learning Korean, she said, “Learning Korean language could be so hard as its sentence structure is opposite to Thai language. At first, you might find it very difficult. But I strongly believe that if you work hard, this Korean language proficiency will reward you as a job opportunity in the future.”

My duties as a GKS alumni

Apart from talking with Ajarn Oil, a representative from Thailand, I also got to know how other GKS alumni are doing in their countries. For example, some countries have the alumni association where they have activities to support public or hold events related to Korea in their home countries.

พบปะรุ่นพี่ทุนรัฐบาลเกาหลี ในงานแนะแนวทำงานต่อเกาหลี – จบแล้วไปไหน?

ผมมีโอกาสได้ไปพูดและร่วมรับฟังประสบการณ์ดีๆจากรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์จากหลากหลายสาขา มาร่วมแชร์กันในงาน “จบแล้วไปไหน?” ที่ได้รับความร่วมมือระหว่าง สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล (Royal Thai Embassy, Seoul), Seoul Global Center และ ชุมชนนักเรียนไทยในเกาหลี

มีโอกาสได้พบปะกับนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาต่ออยู่ที่เกาหลี ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลาย จนถึงปริญญาเอก เข้ามารับฟังคำแนะนำและประสบการณ์การหางานทำที่เกาหลี

Seoul Global Center
สถานที่จัดงาน Seoul Global Center, Jongro-gu สถานี Jonggak (Exit.6) ห้อง 402

เริ่มต้นการบรรยายโดย Speaker ท่านแรกเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยครับ อาจารย์เกวลิน ศรีม่วง” อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก (Hankuk University of Foreign Studies : HUFS) ที่ได้มาบอกเล่าประสบการณ์กว่าจะได้มาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยในเกาหลี

อ.เกวลิน ศรีเมือง

อาจารย์เกวลิน หรือ อ.เกรท ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี (KGSP) เมื่อปี 2001 ในระดับปริญญาโท ด้านการสอนภาษาเกาหลีที่มหาวิทยาลัย Kyunghee University หลังจากนั้นก็ได้มาสอนภาษาเกาหลีให้กับนักเรียนไทย ที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 5 ปี จนสุดท้ายพบว่าการจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น แค่ระดับปริญญาโทรู้สึกว่าไม่เพียงพอ จึงได้ขอรับทุนเพื่อศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ปัจจุบันอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับชาวเกาหลี ที่มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก นอกจากงานด้านการสอนแล้วยังมีหน้าที่วิจัย ดูแลกิจกรรมนักศึกษา, บริการภายนอก (เป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ขอความอนุเคราะห์)

อ.เกวลิน ศรีเมือง นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2001

ชีวิตประวัติของอาจารย์ที่ว่าน่าสนใจแล้ว เส้นทางการทำงานในเกาหลีของอาจารย์ก็น่าสนใจอีกเช่นกัน อาจารย์เล่าให้ฟังว่า “ตอนเป็นเด็กๆ มีความผูกพันกับคุณครูเยอะ ได้โอกาสดีๆมา ถึงเวลาอยากมอบโอกาสดีให้กับคนอื่นๆ” จึงเลือกเดินทางในสายอาชีพครู-อาจารย์ เริ่มเรียนภาษาเกาหลี จนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานทูตฯ ก่อนที่จะมีโอกาสได้ไปทำงานที่มหาวิทยาลัยฮันกุ๊ก มหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงด้านภาษาและการทูต อาจารย์เสริมว่า การจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นจะต้องมีอย่างน้อย “ปริญญาเอก, ผลงานวิจัยระดับสูง (นานาชาติ) และที่สำคัญคือ มีจิตใจที่จะผลิตผลงานเพื่อแชร์ความรู้สู่สาธารณะ เพราะคนเกาหลี ถือว่าอาชีพครูและอาจารย์ คือ ‘บุคคลสาธารณะ’

อาจารย์เกรท ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกให้ชาวเกาหลีที่สนใจในภาษาไทย โดยได้สอนภาษาไทย ที่มหาวิทยาลัยฮันกุ๊กทั้ง 2 วิทยาเขต (โซลและยงอิน) โดยได้สอนทุกชั้นปีตั้งแต่การสนทนา การเขียน วัฒนธรรม การล่ามและการแปล ในส่วนระดับปริญญาโท จะมีการเรียนการสอนที่วิทยาเขตโซล โดยอาจารย์รับหน้าที่สอนวิชาการแปล

แขกรับเชิญท่านที่ 2 เป็นรุ่นพี่ที่ได้รับทุนรัฐบาลเกาหลี ปี 2014 “พี่จอย – ภาวินี โกยโภไคสวรรค์” เส้นทางตลอดชีวิตของการเรียนมาทางสายบริหาร (ฺBusiness and Administration) จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย Kainan University ประเทศไต้หวัน และมาศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา Ewha Womans University ในคณะเดียวกัน

Phavinee Koyphokaisawanพี่จอยมาเล่าประสบการณ์ของการทำงานในฐานะพนักงานใหม่ (신입사원) ที่บริษัท Lotte Rental โดยเป็นบริษัทที่ดูแลธุรกิจให้เช่าของลอตเต้ทั้งหมด

เนื่องจากลอตเต้เป็นบริษัทใหญ่ การสมัครจึงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อน ใช้เวลาร่วมครึ่งปีเพื่อสมัครเข้าทำงาน ทันทีที่สมัครครั้งแรกก็ได้โอกาสเข้าไปร่วมสัมภาษณ์กับผู้บริหารชาวเกาหลี เพื่อวัดว่าจะมีความสามารถในการทำงานร่วมกับคนเกาหลี ต้องเผชิญกับคำถามสัมภาษณ์โหดๆ เช่น “ให้บอกเล่าชีวิตของตัวเองที่เกาหลี, พูดถึงความแตกต่างวัฒนธรรมระหว่างเกาหลีและไทย” ตอนสัมภาษณ์พบว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เก่งภาษาเกาหลีที่สุด จึงพยายามแสดงความสามารถด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านภาษา ใช้ภาษาอังกฤษ มาเป็นจุดเด่น สร้างความประทับใจให้กับกรรมการในรอบนั้น

ขั้นตอนการสมัครงานที่เกาหลี
ขั้นตอนการสมัครงานที่เกาหลี

ผ่านจากการสัมภาษณ์ มาเจอกับ PT ที่ให้นำเสนอไอเดียใหม่ๆให้กับบริษัท ตอนนั้นเป็นหัวข้อ “ทำยังไงให้คนต่างชาติเช่ารถ” พี่จอยบอกว่า “ความยากไม่ได้อยู่ที่ไอเดีย แต่เป็นการนำเสนอที่ต้องใช้ภาษาเกาหลี” ตอนนั้นเคล็ดลับอย่างเดียวของพี่จอยคือการพยายามท่องจำทุกอย่าง จนสามารถไปนำเสนอและสร้างความประทับใจให้กับกรรมการได้อีกครั้ง ก่อนที่สุดท้ายจะได้รับคัดเลือกเข้าทำงาน ก็ต้องไปทำกิจกรรมเข้าค่ายอบรมสุดโหดกับเพื่อนๆในบริษัท (Training) เป็นเวลา 2 อาทิตย์ ก่อนจะกลับมาอินเทิร์น พร้อมกับเตรียมทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท และเข้าสู่การทำงานประจำ เคล็ดลับการหางานและรับมือกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด อยู่ที่ “การเตรียมความพร้อมให้กับโอกาสที่จะมาถึงอยู่ตลอดเวลา”

การทำงานกับคนเกาหลี มีความยากทั้งเรื่องของภาษา พี่จอยเล่าให้ฟังว่า เราไม่เข้าใจ เราก็พยายามอัดเสียง ไปนั่งฟังซ้ำๆว่าเขาพูดว่าอะไร พยายามหาโอกาสจากการร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆที่บริษัทในฮเวชิก (งานเลี้ยงบริษัท) เพื่อเรียนรู้ภาษาเกาหลี มองทุกอย่างให้เป็นโอกาส และแก้ปัญหา เพราะ “ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่เอาไว้ให้ทุกข์” พี่จอยปิดท้ายไว้อย่างประทับใจ

ส่วนผม ได้โอกาสพูดเป็นลำดับที่ 3 ตอนเตรียมต้องการจะนำเสนอเรื่องราวและมุมมองใหม่ๆ เลยให้ชื่อหัวข้อว่า “ชีวิตการทำงานในเกาหลี ฉบับ คนเรียนไม่ตรงสาย” เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเป็นข้อมูลสำหรับคนที่สนใจทำงานต่อในเกาหลีแม้ว่าอาจจะเรียนไม่ตรงกับแผนการเรียน

Rachata Soranakom guest speakerผมเองมีความตั้งใจอยากทำงานที่บริษัทในเกาหลี ตอนปี 3 มีโอกาสได้แข่งขันในโปรแกรมหนึ่งที่ชื่อ LG Global Challenger ซึ่งเป็นการแข่งขันที่มีรางวัลน่าสนใจ ทีมที่ผ่านเข้ารอบมีสิทธิ์ได้ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ในเกาหลี เป็นระยะเวลา 11 วัน 10 คืน พร้อมกับพ็อคเก็ตมันนี่อีก 5 ล้านวอน อีกทั้งทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ยังจะได้รับ ถ้วยรางวัลจากประธานบริษัท LG, เงินสด 3 ล้านวอน, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และสิทธิ์ในการฝึกงานที่บริษัทใดก็ได้ในเครือ LG ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมตาโตได้มากกว่ารางวัลสุดท้าย เพราะเหมือนเป็นทางลัดสู่การทำงานที่เกาหลีที่สามารถทำได้ ณ เวลานั้น

ผมจับกลุ่มกับเพื่อนต่างชาติอีก 3 คน สมัครเข้าแข่งขัน และใช้หัวข้อเรื่อง “ต๊อก (떡)” อาหารเกาหลีที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นตัวนำพาให้ผมและเพื่อนๆ เข้าไปศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับต๊อก ทำไมต๊อกจึงไม่ได้รับความนิยมในคนเกาหลีในพักหลัง และไม่เป็นที่รู้จักมากในบรรดาคนต่างชาติ ผมใช้เวลา 1 เดือนเต็มๆ ในการเข้าไปสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับต๊อก ตั้งแต่ ร้านค้าจำหน่ายต๊อก อาจารย์มหาวิทยาลัย เยี่ยมชมหมู่บ้านต๊อก ทำความเข้าใจและเรียบเรียง เป็นรายงาน 50 หน้านำเสนอกับกรรมการ และสุดท้ายได้รับรางวัลในปี 2015

ผมใช้สิทธิ์ในการฝึกงานที่บริษัท HSAd ซึ่งเป็นบริษัท Media Agency ในเครือ LG เข้าไปทำงานด้านนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์เกี่ยวด้านมีเดียและการตลาด แม้ว่าจะไม่ตรงกับสิ่งที่ร่ำเรียนมา แต่ก็พบว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่มีเสน่ห์และน่าสนใจ ผมเคยเขียนรีวิวการฝึกงานที่บริษัทนี้ไว้ใน บล็อกตอนนี้ ครับ

HSAd เป็นเสมือนบันไดต่อยอดให้ได้มีโอกาสทำงานที่ บริษัท vonvon ซึ่งเป็นที่ทำงานปัจจุบัน นอกจากนี้ผมก็ยังได้พูดถึงรายละเอียดการขอวีซ่า E-7 (วีซ่าทำงานเฉพาะทางในเกาหลี) และเทคนิคในการขอวีซ่าตัวนี้สำหรับคนที่เรียนไม่ตรงสาย เนื่องจากวีซ่าตัวนี้มีเงื่อนไขในการสมัครว่างานที่ทำจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียนหรือจบมาด้วย

และปิดท้ายด้วย “พี่เท้ง ชูพงษ์ อนันต์สิทธิโชค” ผู้นำเข้าอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ก่อตั้งบริษัท 8am Company และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท 8pm Company ผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ตรงในฐานะเจ้าของกิจการ ที่นำเข้าเครื่องดื่มเบียร์ไทย มาจำหน่ายในตลาดเกาหลีได้

Choopong Anansitthichok

พี่เท้ง จบด้านบริหารจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และไปศึกษาต่อที่ประเทศจีนที่ปักกิ่งและกวางเจาอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นก็ได้เห็นช่องทางการทำงานมากมาย ที่อะไรที่ว่าถูก อยู่ที่จีนสามารถหาได้ถูกกว่า มีรายได้จากการค้าขายสินค้าที่ประเทศจีน ก่อนที่จะกลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทย

งานที่มีโอกาสทำในประเทศไทยคือ Sales Coordinator ให้กับบริษัทเบียร์แห่งหนึ่ง โดยได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และใช้เวลาศึกษาจนเริ่มเห็นศักยภาพในตัวเอง เริ่มมองหาช่องทางในการส่งออกสินค้า จนได้เป็น Assistant Regional Director ก่อนที่จะออกจากงานประจำที่ทำมาร่วมกว่า 3 ปี และเริ่มดำเนินธุรกิจเป็นของตัวเอง

“ถ้าทำงานคุณทำเต็ม 10 ผมทำ 11” นี่คือ แนวความคิดในการทำงานของพี่เท้ง เปรียบเทียบง่ายๆคือ คนที่ทำเต็ม 10 คือพนักงานทั่วไป ที่ทำงานไม่ผิดพลาด แต่พี่เลือกจะเต็มที่กับการทำงาน และทุ่มเทให้กับบริษัทมากกว่านั้น ทำให้ผลงานของพี่เท้งโดดเด่นตลอดช่วงที่ทำงานให้กับบริษัท

ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้เห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆมากมายที่เคยคิดไว้อยู่ในหัว แต่สุดท้ายธุรกิจเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นของคนอื่นไป จนได้ข้อคิดว่า “เราคิดได้แต่ไม่ลงมือทำ สุดท้ายคนอื่นก็ทำ” เลยฝากให้ทุกคนในห้องประชุม นำสิ่งที่ตัวเองพบเห็น จากการเดินทางท่องเที่ยวก็ดี หรือใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีก็ดี สังเกตดูว่าอะไรที่เกาหลีมี แต่ที่ไทยไม่มี นั่นแหละอาจจะเป็นโอกาสสำหรับเรา

ปัจจุบันพี่เท้งได้ทำธุรกิจร่วมกับภรรยาคนเกาหลี และใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีได้ 3 ปีแล้ว.. <3

ปล. Speaker ท่านสุดท้าย พี่เต้ย พาสิน ปลอดประดิษฐ์ ติดภารกิจด่วนไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ครับ (หวังว่าโอกาสหน้าจะมีโอกาสได้ไปร่วมฟังเช่นกัน)

เป็นอีกหนึ่งงานที่เห็นความตั้งใจของชุมชนนักเรียนไทยในเกาหลี ที่ต้องการกระจายความรู้และมอบแนวทางกับนักเรียนไทยในเกาหลี ที่มองหาโอกาสในการทำงานต่อที่ประเทศเกาหลี ผมในฐานะที่เป็น speaker ก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาแบ่งปันแนวทางในการเตรียมตัวให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆคนไทยในเกาหลี หวังว่าทุกคนจะมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนร่วมงานที่ใช่และได้ทำงานที่ชอบครับ

ติดตามเรื่องเล่าของเด็กทุนรัฐบาลเกาหลีจากทั่วทั้งมุมโลกใน..
Follow the GKS Alumni story via..

ทุนรัฐบาลเกาหลี GKS Alumni

https://www.facebook.com/niiedgks
Instagram : gks_alumni

 

เที่ยวพม่าต่อไม่รอแล้วนะ เที่ยวพม่า 2 เมืองย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ | ตอนที่ 2

มาต่อกันหลังจากใน ตอนที่แล้ว เราเดินทางไปสำรวจ “ย่างกุ้ง” คราวนี้มาต่อกันกับอีกหนึ่งเมืองใหญ่ เมืองที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์พม่าอย่าง มัณฑะเลย์ (Mandalay) เมืองนี้ห่างจากย่างกุ้งไปประมาณ 9 ชั่วโมงด้วยรถบัส มีวัดวาอาราม และความหลากหลายของชีวิตความเป็นอยู่ เป็นอีกหนึ่งที่ที่เราตั้งใจมากัน…

สถานีรถบัส มัณฑะเลย์
สถานีขนส่งแห่งมัณฑะเลย์ (Mandalay Bus Station)

หาข้อมูลก่อนมาเที่ยวมัณฑะเลย์

จำได้ว่าตอนที่ทำการบ้านก่อนเดินทางมายังเมืองนี้ ก็ค้นหาข้อมูลใน Google ด้วย keyword ว่า “Mandalay trip” แล้วก็มาเจอคนๆหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะ active ใน Tripadvisor คอยตอบข้อมูล ช่วยวางแผนทริป ตอบคำถามเรื่องโรงแรม ยันเรื่องหาที่ซักผ้าในมัณฑะเลย์ ก็มีข้อมูล เขาผู้นี้มีชื่อว่า “Ko Soe Soe” ที่ทำ Private Tour Guide อยู่ในมัณฑะเลย์ พอได้เห็นความตั้งใจและความจริงใจในบริการ เลยลองติดต่อไป

Mandalay advice from Tripadvisor
ถามเรื่องอะไรก็ตอบได้หมด แม้แต่กระทั่งเรื่องซักผ้าในมัณฑะเลย์ ก็บอกได้!

เราก็เริ่มถามจากคำถามจากเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น มีบริการ tour guide ในมัณฑะเลย์หรือเปล่า, ตารางรถบัส อากาศ มีน้ำท่วมมั้ย (ช่วงนั้นข่าวน้ำท่วมมาพอดี) พยายามลิสต์สถานที่ที่เราอยากไปส่งไปให้เขาดูก่อน และที่อึ้งไปกว่านั้นคือ ที่เราลิสต์ๆอยากไป เขาจัดให้ได้หมด แถมยังมีเพิ่มด้วย เยี่ยมจริงๆ ที่สำคัญคือตอบเมลไวมาก ไวกว่าที่ผมตอบเมลลูกค้าอีก! 

 

เลยจัดไปสำหรับ Private tour ของคุณ “Ko Soe Soe” ในราคา $75 สำหรับ 3 คน ต่อการเดินทางหนึ่งวันครึ่ง ครอบคลุมรถตู้สำหรับเดินทางตลอดทริป ถือว่าราคาไม่แพงเท่าไหร่

07.00 น. ถึงมัณฑะเลย์

ทันทีที่เราถึงสถานีรถบัสมัณฑะเลย์ เราก็เรียก Grab จากสถานีให้ไปส่งที่โรงแรมก่อนครับ ตั้งใจว่าจะอาบน้ำ เตรียมข้าวของ ก่อนเราจะไปนัดเจอกับไกด์มัณฑะเลย์ที่นัดเจอกันที่โรงแรม

ชเว อินยินน์ โฮเต็ล มัณฑะเลย์
หน้าตาห้องพักโรงแรม Shwe Ingyinn Hotel Mandalay

ที่มาพักอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถบัส ห่างจากสถานีรถบัสประมาณ​ 30 นาที ความดีงามของที่นี่คือเขาให้เราเช็คอิน เข้าไปอาบน้ำได้ก่อนเวลาเยอะมาก (ตอนนั้น 8 โมงเช้าอยู่เลย ปกติเช็คอินบ่ายโมง) ทำให้เราสามารถเข้าไปอาบน้ำก่อนเดินทางได้อย่างสบายใจ ก่อนจะลงมาเจอกับ ไพรเวทไกด์ของเรา “Pho Se” พี่โพสี่ แต่เราจะเรียกเขาว่า “อะโก่” กันเสียมากกว่า แปลว่า โอปป้า (พี่) ในภาษาพม่านั่นเอง! ถ้าอ่านดีๆจะรู้ว่า คนๆนี้ไหงชื่อไม่ตรงปกกับที่เคยคุยกันไว้ใน TripAdvisor เขาคือ “ลูก” ครับ คุยไปคุยมาเพิ่งรู้ว่าบ้านนี้ทำทัวร์กันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเลย

private trip in mandalay with pho se
เดินทางด้วยรถตู้สะดวกสบาย มีบริการน้ำดื่มเย็นๆให้อีก เยี่ยมมาก!

รถที่นำมารับเราเป็นรถตู้ขนาดนั่งได้ 4-5 คน ไกด์ทักทายอย่างเป็นกันเอง สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ พาเราไปสถานที่แรก วันนี้แอบเสียแผนเพราะว่าเดินทางมาถึงกันช้า แต่เอาจริงๆนะ เส้นทางท่องเที่ยวของเราก็ยังแน่นเหมือนเดิม

09.50 น. Shwe in Bin Monastery (วัดชเวอินบินทร์)

วัดชเวอินบินทร์ Shwe In Bin Monastery

เริ่มต้นจากวัดชเวอินบินทร์แห่งนี้ครับ ตอนไปบรรยากาศร่มรื่น ความรู้สึกเหมือนเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของวัดอย่างไงอย่างงั้น พระพุทธรูปที่อยู่ในอาคารแห่งนี้ก็เห็นว่าเป็นต้นแบบของพระพุทธรูปหลายๆปางในพม่าด้วย

วัดชเวอินบินทร์
ต้นแบบของพระพุทธรูป

อาคารเป็นโถงเชื่อมไปยังห้องต่างๆ ทั้งหลังนี้เป็นไม้ อาคารดูจากสภาพแล้วค่อนข้างเก่าและไม่ได้มีการสร้างอะไรใหม่ คงความเก่า+เก๋า เอาไว้ให้เราได้เห็นกันครับ

วัดชเวอินบินทร์

10.50 น. Mahagandayon Monastic Institution

เสร็จธุระจากวัดหนึ่งก็ไปต่อ ชมเณรน้อยต่อแถว มาที่นี่เราได้เรียนรู้และเปรียบเทียบของความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนาในพม่าและของไทยเรา แม้ว่าบ้านเราจะนับถือนิกายเถรวาท ไม่ต่างจากพม่าและเพื่อนบ้าน แต่ก็มีจุดที่น่าสนใจเล็กๆน้อยที่อยากจะมาแบ่งปันกัน

Mahagandayon วัดมหากันดาโยง

พระที่นี่ก็นับถือศีล 227 ข้อ เหมือนกันกับที่บ้านเราล่ะครับ แต่ถ้าสังเกตจากสีจีวรก็จะพบว่ามีสีที่เข้มกว่า ก็เป็นเพราะต้องการแบ่งให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพระสงฆ์ของประเทศพม่า และถ้ามีใครตาดี สังเกตเห็น จะพบว่า พระที่นี่ไว้คิ้ว !! บ้านเราก็จะโกนหมดเลย ไกด์ก็ได้เล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า แต่ก่อนเวลาที่พม่าจะบุกทัพมาตีไทย ก็ต้องทำการบ้านพอสมควรว่าคนไทยนับถือ หรือมีความเชื่ออะไร และแน่นอนว่าพระพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมืองในเวลานั้น ก็มีความพยายามของทหารที่จะปลอมเป็นพระ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์ ฝ่ายไทยเราก็เลยจำเป็นต้องมีการโกนคิ้วเพื่อให้มีความแตกต่าง ป้องกันการบุกรุกรานจากฆ่าศึกศัตรู (จริงแท้เป็นยังไงก็ต้องลองไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ)

ปล. ไกด์เรารู้ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับวงการสงฆ์เยอะมาก และศัพท์เกี่ยวกับสงฆ์ๆนี่แหละ ที่ทั้งบ้านเราและพม่าได้รับอิทธิพลมาจากภาษาบาลี คำแต่ละคำจึงมีเสียงใกล้เคียงกัน และสนุกดีเวลาเอามาพูดเปรียบเทียบ

ไกด์เราพาไปดูทุกส่วนของกิจกรรมของวัดที่นี่ แม้ว่าผมจะรู้สึกอิ่มเอิบใจมากแล้วก็ตาม ไม่พอ พาบุกไปถึงเบื้องหลังการทำอาหาร เบื้องหลังโรงทาน ที่ตอนนั้นอยากจะอุทานว่า “Oh my Buddha!” มากครับ เพราะว่ามันอินไซด์มาก (คือไม่ต้องพามาขนาดนี้ก็ได้ 555) หม้อขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับประกอบอาหาร บนเตาถ่านที่ร้อนระอุ กับทีมอาสาสมัคร ที่แต่ละคนลงแรงมาช่วย เป็นภาพที่เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวพม่ากันจริงๆ

กำลังจะเดินกลับไปที่รถ ไกด์ก็ได้แนะนำว่ามีอาคารโรงทาน เป็นที่จัดเลี้ยงอาหารสำหรับเจ้าภาพที่จัดเลี้ยงภัตตาหาร และตอนนั้นก็มีลุงที่ดูแลโรงทาน โผล่มาตอนไหนก็ไม่รู้ กวักมือเรียก และพูดกับไกด์เป็นภาษาพม่า ใจความคือ ชวนพวกเราไปทานอาหารมื้อเที่ยงกันก่อน …​ผมเองก็รู้สึกเคอะเขินตามภาษา กะว่าจะไปหากินอะไรมื้อเที่ยงข้างนอก เพื่อนญี่ปุ่นผม ด้วยความที่เรื่องแบบนี้ ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ เพื่อนผมไม่ลังเลที่จะตอบตกลง และขอไปลองทานอาหารในโรงทานกันสักหน่อย

โอเคครับ…​ ถ้าจะมากันขนาดนี้แล้ว

โรงทาน วัดมหากันดาโยง

ก็นั่งเลยครับ มีอาหารเป็นแกง มีทั้งเนื้อสัตว์ ผักต่างๆ น้ำดื่ม ข้าวสวย เป็นชุด ขอบอกเลยว่า อาหารอร่อยมาก… อร่อยจนตกใจอยากขอบคุณเจ้าภาพ เพื่อนผมเติมจนทุกคนในทริปอิ่มกันพอดี เลยถือโอกาสอธิบายเพื่อนไปว่า จุดประสงค์ก็เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้ที่เป็นผู้รับ และวันใดวันหนึ่งที่เรามีโอกาสเราก็ต้องรู้จักให้ เพื่อนผมซาบซึ้ง ตาเป็นประกายเลยทีเดียว (อ้อ เพื่อนผมก็นับถือพุทธครับ แต่ก็อย่างที่ทราบว่าพุทธศาสนาในญี่ปุ่นคนละนิกาย วัฒนธรรมอะไรบางอย่างอาจจะต่างกัน)

เจ้าภาพตัวจริงเริ่มมา เราก็เริ่มทยอยๆออกกัน ไม่พอ ลุงคนเดิม !! บอกว่า “เอ้า จะรีบไปไหน มาต่อของหวาน” ทำเอายิ้มหุบไม่ลงจริงๆ มีโอกาสได้ทานแล้วก็นึกอนุโมทนาสาธุบุญในใจ และรีบออกไปเพราะเกรงใจเจ้าภาพ 😀

11.35 น. โรงทอผ้า Shwe Sin Tai Silkwear

นั่งรถแล้วเดินทางกันต่อ เรายังอยู่ใน เมืองอมรปุระ (Amarapura) อีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญของพม่าล่ะครับ อยู่ห่างจากมัณฑะเลย์ไม่เท่าไหร่ (แต่ก็ต้องเดินทางด้วยรถอยู่ดี) ไกด์พามาดูการทอผ้าจากผ้าฝ้าย (cotton) และผ้าไหม ซึ่งถือเป็นของดีของเมืองนี้อย่างหนึ่ง

ศิลปะการทอผ้า ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผูกพันกับคนพม่า เพราะดูจากโสร่ง ที่คนพม่าใส่กันเป็นเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน มองไปทางไหนทุกคนยังคงนุ่งโสร่งกันอยู่ ดังนั้นอุตสาหกรรมการทอผ้าของพม่ายังคงเติบโตอยู่เรื่อยๆแน่นอน และไม่ใช่เพียงโสร่ง ชุดตามพิธีสำคัญๆ อย่างพิธีแต่งงาน ก็ต้องมีการตัด หรือสั่งทำพิเศษ อันนี้ก็เป็นเรื่องคล้ายๆกับบ้านเรา ได้มาเห็นกระบวนการแบบนี้ ทำให้นึกถึงตอนเป็นเด็กๆที่โรงเรียนชอบพาไปทัศนศึกษาได้เห็นขั้นตอนอะไรพวกนี้

ไกด์มาคั่นเวลา ด้วยการนำเสนอ วิธีการผูกโสร่งสำหรับผู้ชาย ครับ ว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่จับ บิด ชิมครีม … เอ๊ย ! มีจับ ดึงให้ตึง ทำเป็นกากบาท แล้วบิดๆๆ แล้วมาม้วนยัดใส่ลงในผ้า แค่นี้ก็ได้แล้ว บอกตรงๆว่าวันแรกผมมีปัญหากับการนุ่งโสร่งมาก อยากถ่ายรูปสวยๆกับโสร่ง แต่นุ่งไม่เป็น จนลุงๆที่อยู่แถวนั้นคงเอือม เดินเข้ามาเลยจัดการช่วยเหลือซะอย่างดี ถึงตอนนี้ผมทำเป็นแล้วครับ เพราะงานนี้ขออนุญาตไกด์ ขอถ่ายวิดิโอไว้เป็นวิทยาทานหน่อยเถอะ ! 

12:05 ข้ามแม่น้ำอิรวดี ไปยังหมู่สารพัดหมู่บ้าน

ระหว่างทางข้ามสะพานไปอีกฝั่ง เราจะได้เห็นกับวิวแบบนี้

เรามาส่วนที่เป็นหมู่บ้านครับ ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำเป็น เมือง Sagaing (อ่านว่า ซะไกง์)​ เรามาเจอกับโรงเรียน เป็นโรงเรียนวัดที่รับเด็กๆจากทั่วทุกสารทิศ ไกด์บอกว่า นักเรียนที่นี่ไม่ใช่แค่ชาวพม่า แต่ยังรวมเด็กจากหลากหลายชนเผ่าเข้าไว้ด้วยกัน ช่องว่างทางการศึกษาของประเทศนี้ก็ยังคงมีอยู่พอสมควร ตัวเลือกอื่นๆ นอกจากโรงเรียนเอกชน โรงเรียนรัฐบาลแล้ว ก็จะมีโรงเรียนวัดเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้กับเด็กๆ

ช่วงเวลาพักเที่ยงที่เณรน้อยกำลังดูการ์ตูน ถ้าจะให้เจาะจงเพิ่มเติมก็เป็นการ์ตูนเรื่องทอมแอนด์เจอร์รี่

ภาพที่เห็นที่นี่ เป็นช่วงที่เด็กๆกำลังพักเที่ยง ที่นี่พักเที่ยงตั้งแต่ 11.30-13.00 น. มีคุณครูอาสาสมัครคอยดูแลนักเรียน ช่วงพักเที่ยงก็จะเห็นเด็กๆเล่นกระโดดยางบ้าง ดูการ์ตูนบ้าง เตะฟุตบอลบ้าง ก็เป็นภาพที่ผมในชีวิตนี้เพิ่งจะมีโอกาสได้เห็น

ร้านขายขนมในโรงเรียน

เด็กๆที่นี่ให้เล่นอะไรก็เล่นด้วยนะ สัมผัสได้ถึงความจริงใจ น่ารักจริงๆ

12:40 U Min Thonze Caves

ตรงนี้ทางจะค่อยๆเป็นเขาสูงขึ้นมาเรื่อยๆครับ วัดนี้ตั้งอยู่สูง แต่ถึงยังไง ยิ่งสูงที่นี่ก็ยิ่งไม่หนาวครับ งานนี้ร้อนมากๆ เหงื่อท่วมเป็นทะเล พร้อมไหลไปบรรจบกับแม่น้ำอิรวดีข้างหน้ามากเหลือเกิน ไกด์พามาที่นี่ เพราะที่นี่มีพระพุทธรูปกว่า 45 องค์ (ซึ่งเป็นระยะเวลาที่พระพุทธเจ้าใช้เวลานั่งสมาธิ บำเพ็ญเพียรต่างๆ) ให้เราได้มากราบไหว้กัน

U-Min-Thonze-Caves

เรียงรายแบบนี้ เราอาจจะเห็นทรงคล้ายกัน แต่จริงๆแล้ว พระพุทธรูปแต่ละองค์มีความแตกต่างกันตามผู้จัดสร้างว่าเป็น ราชวงศ์ ชนชั้นสูง หรือสามัญชน โดยสังเกตจากขนาดความยาวของหน้าตัก (ฐาน)​ จะมีความยาวมาบรรจบในแต่ละตำแหน่งที่แตกต่างกัน เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยครับ ทำให้เราได้ทราบถึงที่มา ภายในยังมีภาพวาดของทศชาติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยครับ

U-Min-Thonze-Caves

13:10 Soon Oo Pon Nya Shin Pagoda

(อ่านว่า เจดีย์​ซูนอูโป่งญะชิน)

และเราก็เดินทางมาถึงจุดที่สูงระดับที่เห็นวิวทิวทัศน์รอบๆเมืองแล้วครับ ที่นี่ก็มีเรื่องเล่าอีกเช่นกัน สมัยก่อนที่จะมีการสร้างวัดแห่งนี้ กษัตริย์ก็ได้มีการแจกจ่ายหมากให้กับชาวบ้าน แต่ก็มีหมากชุดหนึ่งที่กษัตริย์เสวยแล้วมีอาการแพ้ รวมถึงชาวบ้านด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก จึงได้นำลูกหมากนั้นมาดูว่ามีความผิดปกติอะไร ก็พบว่าลูกหมากมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ จึงได้เข้าใจและนำลูกหมากที่เหลือบรรจุอยู่ในยอดของสถูป (โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน)

14:20 Mingun Pahtodawgyi Pagoda (Unfinished Pagoda)

ส่วนนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ยิ่งใหญ่ ตระการตาเหลือเกินครับ กับขนาด ไกด์บรรยายถึงกษัตริย์องค์นี้ ที่พระองค์มีความคิดแตกต่างจากองค์อื่นๆ เลยทำให้การออกแบบต่างๆแตกต่างไปจากวัดที่มีอยู่เดิม ความพยายามที่ต้องการสร้างวัดที่มีขนาดใหญ่นี้ ก็ต้องแลกมากับหยาดเหงื่อของชาวบ้าน ว่ากันว่าชาวบ้านก็พยายามจะหยุดการก่อสร้างโดยการกุเรื่องขึ้นมาว่า มีลางสังหรณ์ว่าถ้าเกิดวัดแห่งนี้สร้างเสร็จเมื่อไหร่ ก็จะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของกษัตริย์องค์นี้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็คล้อยตามสิครับ ก็ต้องหยุดการสร้างไป และด้วยภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวในปีค.ศ. 1839 เลยทำให้อาคารเกิดรอยแยกขึ้นมาตามที่เห็นในรูป

ตรงข้ามก็มีอิฐยักษ์เป็นรูปสิงห์สองตัว สร้างจากอิฐและได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเช่นกัน

และถัดไปนั้นก็เป็นที่ตั้งของระฆังขนาดยักษ์ “Mingun Bell” ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีน้ำหนัก 90 ตัน

17:40 น. Mya Thein Tan Pagoda

นั่งรถออกมาอีกสักแปป ก็เป็นที่ตั้งของเจดีย์สีขาว ใหญ่ อลังการ “เมียะเด็งดาน” ที่นี่คือทัชมาฮาลแห่งพม่า เพราะสตอรี่ไม่ต่างกันเลย สร้างไว้เพื่อระลึกถึงเพราะมหาเทวีชินพิวมิน

จากตรงนี้สามารถเดินขึ้นบันได ไปถ่ายรูปได้ สามารถมองเห็นวิวสวยๆ ได้จากด้านบนสุด

19:40 สะพาน U Bein

เป็นการจบวันนี้ที่สวยงามครับ เพราะเรามาตั้งหน้าตั้งตารอดูวิวสวยๆตอนพระอาทิตย์ตกดิน ในวิวสะพานไม้ และแม่น้ำอิรวดี สะพานไม้นี้เป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งเลย ก่อนจะไปถึงสะพานรอบข้างก็เต็มไปด้วยร้านจำหน่ายของกิน ของที่ระลึก

ไกด์สำรวจความพร้อมของพวกเรา ว่าอยากดูสะพานเฉยๆ หรือล่องเรือด้วย .. พวกเราก็ตัดสินใจกันไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว เสียเงินล่องเรือไปชมวิวกันแบบฟินๆ ก็ตกกันทั้งหมด 3 คน เหมาลำไป 12,000 จั๊ด

เราก็เดินเล่นบนสะพานไปก่อน แล้วไปขึ้นเรือกันตรงกลางสะพาน ก่อนจะแช่ๆ ดูพระอาทิตย์ตกดิน ชมวิวสะพานจากหลากหลายมุม ใช้เวลาอยู่บนเรือประมาณ 30 นาที

จบทริปของวันนี้ เรามุ่งหน้ากลับเข้าเมืองไปด้วยความเหนื่อยล้า อยากจะกลับไปแช่ห้องแอร์ในโรงแรมมากๆ เลยบอกให้ไกด์ตรงไปโรงแรม และหาของห่อกลับไปกินที่บ้าน

ไกด์ก็พาแวะมาร้านนี้ เป็นร้านขายอาหารท้องถิ่นพม่า เรียกว่า “แว่ดตาโด้วโท (Wet Tha Dote Htoe)”

เป็นเหมือนกับสารพัดหมู เครื่องใน เสียบไม้ (ปกติจะเป็นหมูอย่างเดียว) แต่ในร้านนี้มีลูกชิ้นด้วย เขาเอาไปนึ่ง เสียบไม้ ไม้ละ 100-200 จั๊ด (ประมาณ) ถูกมาก เราก็ในหัวเครื่องคิดเลขไม่ทำงาน เลยหยิบมาน้อย แต่รับประกันอร่อย เขาจะให้น้ำซุปเป็นคล้ายๆกับพะโล้ มาพร้อมกับน้ำจิ้ม กลัวไม่อิ่มเลยสั่งข้าวยำใบชาไปเพิ่ม ไปทานกันแบบเย็นๆที่โรงแรม (แต่จริงๆเขามีโต๊ะให้นั่งทานอยู่ที่ร้านได้เหมือนกัน แล้วแต่ความสะดวกครับ)

อิ่มหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ว่าก็ได้พึ่งขนมจากร้านสะดวกซื้อที่ไทยประทังความไม่อิ่ม (ที่บ้านเตือนไว้ว่าให้เตรียมของจากไทยไปด้วย เผื่อว่าหาของอร่อยๆไม่เจอ)

เอาเป็นว่า… กินอิ่มแล้ว ก็จบการเดินทางไปสำหรับวันแรกที่มัณฑะเลย์..

วันที่ 2 ของการท่องเที่ยวในมัณฑะเลย์

เข้าสู่เช้าของวันที่สอง อย่างที่บอกว่า ทัวร์เป็นทัวร์ 1 วันครึ่ง และด้วยความที่หอบงานมาทำถึงพม่าด้วย ปั่นงานไม่ทัน เลยอยากจะหาเรื่องทำงานตอนเช้า แถมตื่นสาย แถมได้ใช้เวลาในโรงแรมให้คุ้มค่า (ก็โรงแรมเช็คเอาท์เที่ยง) ก็ไม่อยากจะออกแต่บ้านเนิ่นๆแต่เช้า เลยคุยกับไกด์ว่าครึ่งวันเนี่ย ขอเริ่มบ่ายจบเย็นได้ไหม พี่ไกด์​โพสี่ (บะหมี่เกี๊ยว) ของเรา ก็จัดให้ได้อย่างไม่มีปัญหา ปรับแผนให้ตรงกับความยืดหยุ่นของเรา

เช้านี้เราเลยตื่นสายๆ มาทานอาหารเช้าของโรงแรม เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ตักตวงเสบียงใส่ท้องกันให้แบบเต็มที่

บุฟเฟ่ต์อาหารเช้า โรงแรมพม่า

อาหารที่โรงแรมมีข้าวผัด มีผัดผัก ไส้กรอกเป็นพื้นฐาน รวมไปถึง ผลไม้ กาแฟ อิ่มสบายท้อง

นัดไกด์ไว้บ่ายโมง มาตรงเวลาพอดี ส่วนเราก็เช็คเอาท์ และขอฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ที่ต้องฝากกระเป๋าเอาไว้เพราะว่าวันนี้จะเป็นการท่องเที่ยววันสุดท้ายของผมที่มัณฑะเลย์ แล้วเราจะกลับไปย่างกุ้งครับ ตอนเช้าไกด์เลยพาไปซื้อตั๋วรถบัสขากลับไปย่างกุ้งให้แต่เช้า มีจุดจำหน่ายตั๋วของ Elite express กระจายอยู่ในตัวเมือง เลยไปขอซื้อไว้ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเย็นนี้จะมีตั๋วกลับ

13:30 น. วัดมหามัยมุนี Mahamuni Buddha

วัดนี้คนไทยเรียกกันว่า “วัดพระนิ่ม” ตามปริมาณแผ่นทองที่มีคนนำมาแปะมากมาย เมื่อทองกองเป็นชั้นๆ ก็ทำให้พระนิ่มตาม ถือเป็นหนึ่งในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ของมัณฑะเลย์ที่ต้องมาให้ได้เลยครับ ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนที่ศรัทธา มาสวดมนต์กันทั่วทุกทิศของพระพุทธรูป

ใครที่ทำการบ้านมา จะทราบว่าที่นี่มีพิธีล้างพระพักตร์ (หน้า) ทุกๆเช้าด้วย ใครที่อยากสัมผัสความอลังการของพิธีก็ต้องมาแต่เช้ามืดกันเลย

และอย่างที่ทุกคนทราบกันดีเกี่ยวกับความเคร่งของพระพุทธศาสนาที่นี่ ผู้ที่จะขึ้นมาแปะแผ่นทองคำเปลวที่องค์พระประธานได้จะต้องเป็นเพศชายเท่านั้นครับ ก็จะเห็นมีป้าๆ น้าๆ ฝากไกด์เป็นตัวแทนให้มาแปะแผ่นทองคำให้เช่นกัน

ภายในวัดยังมีพื้นที่ให้สรงน้ำพระตามวันเกิด มีพิพิธภัณฑ์ด้วย แต่รายละเอียดขอไม่ลงลึกนะครับ หลังจากทำบุญกันที่วัดตอนเช้าแล้ว เราไปตะลุยเดินดูหมู่บ้านที่ทำหินอ่อน – ทองแดง และทองคำเปลว ต่อตามลำดับ

หมู่บ้านหินอ่อน พระพุทธรูป พม่า

ตลอดเส้นทางเราจะได้เห็นพระพุทธรูปจากหินอ่อน… ที่น่าสนใจคือพระพุทธรูปบางองค์ที่ยังไม่ได้มีการแกะสลักใบหน้า อันนี้ก็ต้องเป็นตามคำขอของผู้จัดสร้าง ไกด์เสริมว่า เป็นความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันบางคนอยากได้ยิ้มน้อย ยิ้มมาก เลยยังไม่ขึ้นรูปครับ และคนที่จะมาแกะสลักได้ต้องเป็นผู้ชายที่มีฝีมือเท่านั้น ถัดมาก็เป็นการใช้บรอนซ์ในการขึ้นรูปพระ ที่เราได้เห็นการทำงานในทุกๆขั้นตอน

ถัดมาก็จะเป็นการทำทองคำเปลว เคยรู้มาว่า ทองคำเปลวที่เราใช้ปิดทองในพระพุทธรูป หรืออนุสรณ์สถานต่างๆ ก็มาจากทองคำจริงๆตามชื่อ แต่ไม่เคยรู้ถึงกระบวนการมาก่อน และกว่าจะมาเป็นทองคำ 1 แผ่นบางๆ เขาใช้เวลาตีถึง 6 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว สถานที่แห่งนี้เลยเปิดหูเปิดตามาก อีกทั้งยังเอาใจนั่งท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเรา บอกว่าสถานที่แห่งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จ ณ ที่แห่งนี้ด้วย (ชาวพม่าเรียกพระองค์ท่านว่า “ติ๊ริโด่ง” ครับ)

15.30 น. พระราชวังมัณฑะเลย์ (Mandalay Palace)

มาสู่ความแกรนด์ ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังแห่งพม่ากันบ้างครับ ที่มัณฑะเลย์นี้ เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นที่ตั้งของพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ในพม่า แม้ว่าหลายส่วนที่จะมาจากการสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็ทำให้เราได้เห็น ได้เรียนรู้อะไรกันบ้าง เป็นพระราชวังสุดท้ายของกษัตริย์พม่า ก่อนที่จะถูกทำลายลงโดยอังกฤษ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะตอนนั้นอังกฤษเข้าใจว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่หลบซ่อนของทหารญี่ปุ่น

Mandalay Palace พระราชวังมัณฑะเลย์

ตัวบริเวณพระราชวังอยู่ภายในเขตการดูแลของทหารครับ บริเวณตรงนี้จึงเคร่งครัด ควบคุมการเข้าออกเป็นพิเศษ รถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าไปได้ถึงภายในอาคาร แต่ใครที่เดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซต์จะไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ รวมไปถึงที่นี่มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 10,000 จั๊ด นอกจากบริเวณพระราชวังแล้ว ยังสามารถใช้ตั๋วในการเข้าวัดต่างๆที่อยู่ใกล้กันนี้ได้อีก ยังไงก็เก็บตั๋วไว้ให้อยู่กับตัวกันให้ดี หากเข้าชมโดยไม่มีไกด์ อาจจะต้องมีการมัดจำด้วยพาสปอร์ตหรือด้วยเงินสดครับ อันนี้เข้ามาพร้อมไกด์ก็ไม่ต้องเขียนอะไร ไกด์จัดการให้เรียบร้อย

เดินเข้ามาเรื่อยๆก็จะเห็นเป็นหอนาฬิกาครับ เดินขึ้นมาสองร้อยกว่าก้าว เพื่อได้เห็นบรรยากาศโดยรอบ

Mandalay Palace พระราชวังมัณฑะเลย์

ส่วนตัวรู้สึกว่าปราสาทที่นี่ใหญ่ครับ แต่รายละเอียด หรือจุดเด่นยังน้อยไปหน่อย ไม่ได้มีการตกแต่งภายในที่ดูอ่อนช้อย งดงาม ให้เราได้อินกันมากนัก

16.40 น. วัดชเวนันดอว์ (Shwenandaw Monastery)

ต่อกันที่วัดแห่งนี้ Shwenandaw สร้างโดย พระเจ้าธีบอ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ‘สีป่อ’ หรือ ‘สีป้อ’ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอลองพญา มีความงดงามและประณีต ใช้เวลาตรงนี้ไม่นาน ถ่ายรูป เขาก็ปิดแล้วครับ เหมือนรู้ว่าเราจะมีนัดดูพระอาทิตย์ตกดินกันต่อ เลยทำให้เราได้เร่ง ทำเวลาไปสถานที่ต่อๆไป

Shwenandaw Kyaung วัดชเวนันดอว์

17.00 น. วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda)

ความสำคัญของที่นี่ ที่นี่เป็นสถานที่ใช้ในการสังคายนาพระธรรมปิฏกของที่พม่าด้วยล่ะครับ จะเห็นได้ว่าข้างในมีพระธรรมปิฎกสลักลงบนหินอ่อนกว่า 729 แผ่น ถือเป็น “พระไตรปิฎกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” และ “หนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda)วัดกุโสดอร์ (Kuthodaw Pagoda)

17.30น. มัณฑะเลย์ฮิลล์ (Mandalay Hills)

มาปิดท้ายวันนี้ด้วยการชมทัศนียภาพของเมืองมัณฑะเลย์ จากหุบเขาที่สูง 240 เมตร ให้เราได้เห็นทั้งเมืองมัณฑะเลย์กันครับ ต้องบอกว่าปราสาทและวัดที่เราเพิ่งไปกันมา ตำแหน่งแต่ละที่อยู่ไม่ไกลกันมาก ดังนั้นการเดินทางต่อมาชมมัณฑะเลย์ฮิลล์ จึงไม่ค่อยลำบากและใช้เวลานาน

ที่นี่มีมีค่าฝากรองเท้าอยู่ที่คนละ 200 จั๊ด (ซึ่งจะให้เป็นศีลน้ำใจ ตอนขากลับครับ ตอนไปตอนแรกสามารถเอารองเท้าไปใส่ไว้ในล็อคเกอร์ได้เลย) ขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆจนไปถึงยอด และจ่ายค่าเข้าชมคนละ 1,000 จั๊ด

Mandalay-hills

ปิดท้ายด้วยมื้อเย็นสุดพิเศษ ให้โจทย์ไกด์เป็น “อาหารพม่าพื้นเมืองในห้องแอร์” ไกด์ก็ดูไม่ค่อยลังเล พามาจอดที่ร้าน Mingalabar Restaurant อยู่ไม่ไกลจาก Mandalay Hill ร้าน 2 ชั้น บรรยากาศน่านั่ง มีอาหารให้เลือกจากเมนูพร้อมรูปภาพ ทำให้ตัดสินใจไม่ยาก

เมนูที่ไกด์แนะนำให้ลองสั่งมาทานคืออาหารพื้นเมืองอย่าง ยำใบชา “ละแพ่ดโต้ว” ครับ มาพร้อมกับเครื่องเคียงหลากหลายชนิด คนที่ชอบผักๆ น้ำพริกต่างๆ อาจจะชอบด้วย texture และรสชาติครับ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ชอบร้านนี้คือ พนักงานใส่ใจ มีการอธิบายเมนูต่างๆ วิธีกิน หรือสงสัยอะไรก็สามารถสอบถามพนักงานได้เลย (จริงๆกินเยอะมาก แต่รูปขอลงแค่นี้แค่พองาม)

Myanmar snacks desserts
อย่าลืมของหวาน เขาบอกว่ามันคือ “Dessert” ครับ นำมาเสิร์ฟตอนเราทานอาหารหมดแล้ว เอาจริงๆไม่ได้เตรียมท้องไว้ แถมดูยังไงก็ไม่เหมือนของหวานที่เราเข้าใจอยู่ดี

ทานกันสามคน 3 เมนู มีบะหมี่กะทิ ยำใบชาและข้าวผัด เครื่องดื่มคนละแก้ว หมดไป 19,700 จั๊ด ก็ถือว่าราคากลางๆ ไม่ได้แพงมาก เทียบกับการบริการ อาหารที่หลากหลาย อร่อย เติมเต็มคืนนี้ครับ

และแล้วการเดินทางที่มัณฑะเลย์ของผมก็จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการเดินทางที่แฮปปี้และมีความสุขมาก ค่าครองชีพของพม่าที่ไม่สูงมาก บวกกับระยะเวลาการเดินทางจากบ้านเราที่ไม่นานแบบนี้ อยากให้ได้ไปลองไปท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านกันสักครั้งครับ
ทริปนี้ส่วนตัวชอบตรงที่พม่ามีอะไรใกล้เคียงกับบ้านเรา มีอะไรที่น่าสนใจ ถ้าจะติดสำหรับผมอย่างเดียวคือ อากาศที่ร้อน แนะนำไปช่วงปลายๆปี หาโอกาสทำบุญปีใหม่ น่ากำลังจะเหมาะครับ
อีกหนึ่งสิ่งที่ประทับใจคือ “ผู้คนที่ใจดี” เราเจอคนที่ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ย่างกุ้ง มาจนถึงไกด์ “โพสี่” ที่มัณฑะเลย์ คนนี้ .. โพสี่ เป็นคนที่บ้าพลังมาก ชอบอธิบาย และเรียนรู้ เวลาที่เราพูดภาษาไทยกันโพสี่ก็จะพยายามเรียนรู้ เขายังแย้มๆให้ผมฟังอีกว่า เขาสนใจภาษาไทย ภาษาไทยมีอะไรที่น่าสนใจ เรียนรู้ได้เร็ว รวมไปถึงอยากมีโอกาสได้ทำทัวร์ให้กับคนไทยด้วยครับ
ใครถ้าสนใจทัวร์แบบสั่งได้ สามารถติดต่อโพสี่ไปทาง เพจ Facebook Private Taxi Driver/Tour Guide in Myanmar แท็กซี่ส่วนตัว/ไกด์นำเที่ยวในพม่า หรือ Facebook ส่วนตัวของโพสี่ (Pho Se) ได้เลยครับ (ไม่ได้ค่าโฆษณาจ้า…) (อ้อ ใครอยากปรึกษาเรื่องการเดินทางทั่วไปในพม่าเขาก็พร้อมตอบเช่นกัน) และถ้ามีโอกาสได้ไปเจอโพสี่ที่พม่าอีก ฝากไปสอนภาษาไทยให้โพสี่ด้วย 5555 เพราะโพสี่ชอบ …
Myanmar Mandalay private guide
อะ .. มีรูปที่ระลึกกับไกด์ซะหน่อย ขอบคุณจริงๆที่มาเป็นครูคอยให้ความรู้กับเราทั้งทริป จนมาเป็นบล็อกเล่าเรื่องพม่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งทริป

จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ดำเนินการไปก่อนล่วงหน้า เช่นการจองตั๋วเครื่องบิน สามารถชำระผ่านบัตรที่ไทยและใช้สกุลเงินไทยจ่าย และส่วนตอนเดินทางไปพม่า แลกเงินจากไทยไป  $200  เพราะวางแผนจะไม่ช็อปเยอะครับ แน่นอนว่าก็พกบัตรเครดิตติดตัวไปเผื่อต้องมีใช้จ่ายฉุกเฉิน ตอนแลกเงินเป็นเงินพม่าก็ทยอยแลกสุดท้ายจำได้ว่าเหลือนิดหน่อยครับ (เน้นกินและเที่ยว)

ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง (~6,000 บาท)

  • ตั๋วเครื่องบิน ของ AirAsia รวมกระเป๋าเดินทาง 20กก. จากดอนเมือง-ย่างกุ้ง (ไปกลับ) ~ 3,500 บาท (ใช้แต้มเลยจำไม่ได้ว่าราคาจริงเท่าไหร่)
  • ประกันเดินทาง (สุขภาพและสัมภาระ) ของ Cigna = 361 บาท
  • ค่าที่พัก : นอนในโรงแรมน้อย เพราะเราไปนอนบนบัส
    – 1 คืนที่ย่างกุ้ง $72 ÷3 คน = $24/คน
    – 1 คืนที่มัณฑะเลย์ $60 ÷3 คน = $20/คน
  • อินเทอร์เน็ต ซื้อแพ็คเกจเพิ่มของ Sim2Fly (AIS) = 299 บาท

ค่าใช้จ่ายในพม่า (~ $200)

  • ค่ากิน ในบล็อกปกติผมจะเขียนราคากำกับไว้ด้วย โดยรวมแล้วหมดคนละไม่เกิน 10,000 จั๊ด/มื้อ
  • ทัวร์ที่มัณฑะเลย์ 1 วันครึ่ง (จ่ายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ที่ไกด์หลังจบทริป) $72 = $75 ÷3 คน = $25/คน
    • ค่ารถบัส :
      ค่ารถทัวร์ VIP จากย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ ของ Elite Express = 22,300 จั๊ด/คน (ไปกลับก็ 44,600 จั๊ด/คน)
    • ค่าเดินทางแท็กซี่ (Grab) : ค่าแท็กซี่ให้หักบัตรหมดเลยเพื่อความสะดวก เรานั่งแท็กซี่กันทั้งในย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ แน่นอนว่าเท่าไหร่นั้นก็ตามระยะทางที่เรานั่งจริงๆ ใช้จ่ายไปทั้งหมด  20,000 จั๊ด 
  • ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ แตกต่างกัน วัดส่วนใหญ่ไม่เก็บยกเว้นที่ใหญ่ๆ ศาลเทพทันใจ 7,000 จั๊ด, เจดีย์ชเวดากอง 10,000 จั๊ด, พระราชวังมัณฑะเลย์ 10,000 จั๊ด  …

อ่านต่อ